NV001 ep21-30

บทที่ 21: ตอบแทนด้วยการมอบกายให้


“สหายเจียงเจินเจิน?”


เจียงเจินเจินกำลังยืนพิงประตู แอบฟังบทสนทนาในห้องอยู่ จู่ๆก็มีเสียงผู้ชายเรียกชื่อเธอจากด้านหลัง เธอตกใจสะดุ้ง พอหันกลับไปก็เห็นใบหน้าหนึ่งที่ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคย


คิ้วหนาเป็นระเบียบ ดวงตาลึกซึ้งแต่อบอุ่น สันจมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูป ทุกอย่างจัดวางอย่างพอเหมาะบนใบหน้าขาวสะอาดและโครงหน้าคมชัด หล่อขนาดนี้ ต่อให้เธออยากลืมก็คงลืมไม่ได้ แต่เขาชื่ออะไรนะ?


“กู้…กู้…”


“กู้เพ่ย” กู้เพ่ยยิ้มเตือน แล้วชะโงกมองเข้าไปในห้องผ่านช่องหน้าต่างเหนือประตู “กำลังดูอะไรอยู่เหรอ?”


เจียงเจินเจินกลัวเสียงเขาจะรบกวนคนข้างใน รีบดึงแขนเสื้อเขาแล้วลากไปอีกทาง


กู้เพ่ยสูดลมหายใจ “ซี้ด” มือกุมหน้าอก เจียงเจินเจินนึกได้ว่าเขาซี่โครงร้าวอยู่ รีบปล่อยมือทันที


“คุณ…ไม่เป็นไรใช่ไหม?”


“ไม่เป็นไร” เขายืดตัวตรง ยิ้มถาม “เมื่อกี้คุณแอบฟังอยู่เหรอ?”


เธอยักไหล่ ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ


กู้เพ่ยชี้ไปทางห้องผู้ป่วย “ผมก็พักอยู่ห้องนั้นนะ อยากรู้อะไร ผมบอกให้ได้”


“ไม่ต้องค่ะ ได้ยินพอแล้ว” เธอเหลือบมองหน้าอกเขาอย่างกังวล “หมอว่าอย่างไรบ้าง?”


“แค่ร้าวเล็กน้อย” เขายิ้ม “แรงคุณยังไม่พอจะหักกระดูกผมหรอก”


เธอคิดในใจ ก็เพราะฉันยังไม่ได้ออกแรงเต็มที่ต่างหาก


“ยังไงผมก็ต้องขอบคุณคุณอีกครั้ง”


“คุณขอบคุณแล้วไม่ใช่เหรอ?”


“คำพูดจะเรียกว่าตอบแทนได้ยังไง?”


เจียงเจินเจินกำลังคิดว่าเขาจะเอาอะไรมาให้เป็นของขวัญหรือเปล่า จู่ๆกู้เพ่ยก็พูดขึ้นว่า


“น่าเสียดายที่ผมไม่มีอะไรเลย นอกจากหน้าตานี้ที่ยังพอใช้ได้ งั้นผมขอใช้ร่างกายตัวเองตอบแทนคุณดีไหม?”


เจียงเจินเจิน “...อะไรนะ?”


กู้เพ่ยมองเธอตรงๆ “ในนิยายกำลังภายในไม่ใช่หรือ ‘บุญคุณช่วยชีวิต ไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้ นอกจากมอบกายตอบแทน’ คุณช่วยชีวิตผม ผมก็ต้องมอบตัวให้คุณ”


เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง แต่เนื้อหากลับเหมือนล้อเล่น


“นี่มันนิยายนะ!” เธอจ้องเขา “คุณอ่านนิยายมากไปจนเพี้ยน หรือโดนน้ำทะเลจนสมองรวน?”


“หมอตรวจแล้ว สมองผมปกติ ยกเว้นซี่โครงที่คุณทำร้าว”


“...”


“ดูหน้าตา ส่วนสูงผมสิ ไม่เลวเลยนะ ผมเป็นผู้กองในกองทัพ ผ่านการตรวจสอบจากองค์กร ซื่อตรง รับผิดชอบ มีน้ำใจ ขยัน แถมเงินเดือนก็ดี คุณรับผมไว้ไม่ขาดทุนแน่”


เขาพูดชมตัวเองหน้าตาเฉย แถมยังขยิบตา ดวงตาหงส์ของเขาดูเหมือนกำลังยั่วเย้าโดยไม่รู้ตัว ทำให้หัวใจที่สงบนิ่งของเจียงเจินเจินกระตุกวูบไปสองสามครั้ง


แต่เธอก็ตั้งสติได้เร็ว


“ไม่ต้องค่ะ ไปหาคนอื่นเถอะ”


“คนอื่นไม่ใช่ผู้ช่วยชีวิตผม”


“ผู้ช่วยชีวิตทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน” เธอพูดจริงจัง “ถ้าฉันรับคุณไว้ จะเท่ากับละเมิดหลักการของตัวเอง”


กู้เพ่ยมองเธออยู่นาน ก่อนถอนหายใจ


“คุณทำซีพีอาร์ให้ผมใช่ไหม?”


เธอเบิกตากว้างทันที “คุณจะพูดอะไร?”


เขาแตะริมฝีปากตัวเอง “นี่เป็นครั้งแรกที่ผมถูกผู้หญิงจูบ”


“คุณอย่าบอกนะว่าจะให้ฉันรับผิดชอบ?”


เขาพยักหน้า


“ฉันช่วยชีวิตคุณต่างหาก! นี่เป็นมาตรการปฐมพยาบาล คุณไม่เคยเรียนหรือไง?”


“เรียนแล้ว แต่ผมเป็นคนหัวโบราณ จูบแรกควรเก็บไว้ให้คนรัก แต่คุณเอาไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบ”


เจียงเจินเจินแทบพูดไม่ออก


“คุณหน้าตาดีขนาดนี้ ไม่มีใครไม่แต่งกับคุณเพราะจูบแรกหายไปหรอก”


กู้เพ่ยถอนหายใจ “ผมรับไม่ได้เองต่างหาก—สหายเจียงเจินเจิน คุณไม่ลองพิจารณาผมจริงๆเหรอ? ผมสัญญาจะรัก ทะนุถนอม เคารพคุณ ดูแลครอบครัวคุณเหมือนครอบครัวผม เงินเดือนให้คุณหมด งานบ้านผมช่วยทำ คุณสั่งไปทางตะวันออก ผมไม่ไปทางตะวันตก—ไม่คิดดูหน่อยเหรอ?”


คำพูดของเขาจริงใจ สีหน้าก็จริงใจ


เจียงเจินเจินยอมรับว่าใจเธอสั่นไหวเล็กน้อย แต่เธอเคยถูกหลอกด้วยคำหวานมาแล้วครั้งหนึ่ง จะไม่เชื่อผู้ชายง่ายๆอีก


“ขอโทษนะ” เธอพูด “คนสองคนควรอยู่ด้วยกันเพราะรักกัน ไม่ใช่เพราะบุญคุณช่วยชีวิต คุณจะต้องได้พบผู้หญิงที่คุณรักในอนาคต อย่าตัดสินใจผิดเพราะความหุนหันพลันแล่น”


บทที่ 22: รักแรกพบ


“แต่ผมได้พบแล้ว” กู้เพ่ยพูดพลางถอนหายใจเบาๆ


ดวงตาสีอำพันของเขาเวลามองใครอย่างตั้งใจ ราวกับทั้งโลกเหลือเพียงคนคนนั้น เต็มไปด้วยความแน่วแน่และความอ่อนโยน


เจียงเจินเจินหายใจสะดุด คนที่เขาพูดถึง…คงไม่ใช่เธอหรอกนะ?


ไม่นาน กู้เพ่ยก็ให้คำตอบชัดเจน “ใช่แล้ว ก็คือคุณ”


เธอรู้สึกว่าเขากำลังล้อเล่น จึงยกสองนิ้วขึ้น “รวมวันนี้ เราเจอกันแค่สองครั้งเองนะ คุณจะชอบเร็วเกินไปไหม?”


กู้เพ่ยถอนหายใจ เขาเองก็ไม่อยากสารภาพรักเร็วขนาดนี้ เพราะมันฟังดูเหลาะแหละ แต่สุดท้ายก็ยังพูดความในใจออกมา


“รักแรกพบไม่ได้หรือ?”


เมื่อวาน ตอนที่เขาดิ้นรนอยู่ในทะเล พยายามเท่าไรก็โผล่ขึ้นผิวน้ำไม่ได้ อากาศในปอดค่อยๆหมดลง ความอึดอัดทำให้เขาอ่อนแรงและสิ้นหวัง แล้วเจียงเจินเจินก็ปรากฏตัว


เธอเหมือนเงือกในทะเล ยื่นมือมาหาเขา


ในวินาทีนั้น เขารู้สึกถึงความปลอดภัยที่ห่อหุ้มรอบตัว แล้วหลับตาลงอย่างสงบ


ต่อมา เมื่อเขาฟื้นบนชายหาด ลืมตาขึ้นมาก็เห็นเธออีกครั้ง พระจันทร์ลอยขึ้นจากเส้นขอบทะเลด้านหลังเธอ แสงจันทร์สีขาวราวกับเคลือบร่างเธอด้วยแสงเงิน ดูศักดิ์สิทธิ์และงดงาม เสียงหนึ่งในใจบอกเขาว่า—คือเธอ


เจียงเจินเจินส่ายหน้า “น่าเสียดาย ฉันไม่เชื่อในรักแรกพบ”


กู้เพ่ยถอนหายใจในใจ เขาคาดไว้แล้วว่าเธอจะตอบแบบนี้ แต่เขาไม่ใช่คนที่ล้มเลิกง่ายๆ


“ไม่เป็นไร ถึงคุณไม่เชื่อ ก็ลองคบหาดูใจกับผมสิ ความจริงจะพิสูจน์เองว่าความรู้สึกของผมเป็นของจริง”


คำพูดของผู้ชายที่ใช้หลอกเด็กสาว ฟังดูคล้ายกันไปหมด… เฉินเซียงจวินก็เคยพูดแบบนี้กับเธอ


พอนึกถึงเฉินเซียงจวิน อารมณ์ของเจียงเจินเจินก็หม่นลงทันที เธอสูดหายใจลึก แล้วมองกู้เพ่ย


“ขอโทษนะ จริงๆแล้วฉันมีคู่หมั้นแล้ว เราหมั้นกันเรียบร้อย”


“หมั้นแล้ว?” กู้เพ่ยชะงัก


“ใช่ เขาใกล้จะเรียนจบมหาวิทยาลัยแรงงาน ชาวนา และทหารแล้ว พอเขาจบ เราก็จะแต่งงานกัน” น้ำเสียงเธอค่อนข้างเด็ดขาด “หวังว่าคุณจะไม่มาทำลายความสัมพันธ์ของเรา”


รอยยิ้มของกู้เพ่ยแข็งค้าง หัวใจเหมือนถูกมือใหญ่ที่มองไม่เห็นบีบแน่น เขานิ่งไปกว่าสิบวินาทีกว่าจะได้สติ สีหน้าซีดลงเล็กน้อย


“ขอโทษนะ ผมไม่รู้…”


คนหล่อถอนหายใจยังดูดีขนาดนี้!


หัวใจเจียงเจินเจินอ่อนลงชั่ววูบ แต่เธอก็ทำใจแข็งอีกครั้ง


“ไม่เป็นไร ฉันเองก็ไม่ได้บอกคุณก่อน”


“เขาชื่ออะไร?” กู้เพ่ย.อดถามไม่ได้


“เฉินเซียงจวิน เขาเป็นเพื่อนวัยเด็กของฉัน โตมาด้วยกัน เขาก็หล่อมาก ขาวสะอาด มีการศึกษา เขียนบทกวีได้” เธอฝืนกลั้นความขยะแขยงแล้วพูดต่อ “ที่สำคัญคือ ฉันชอบเขา และเขาก็ชอบฉัน”


คำพูดของเธอแนบเนียน ฟังดูเหมือนเรื่องจริง


กู้เพ่ยยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ “เขาดีกับคุณไหม?”


“ดี มากด้วย” เธอฝืนยิ้ม แล้วรีบทำหน้าหวาน “ตอนยังไม่ไปเรียน เขาเขียนกลอนรักให้ฉันทุกวัน เอาดอกไม้มาฝาก มาช่วยงานที่บ้าน ล้างจาน ผ่าฟืน เลี้ยงหมู ทำได้หมด ขยันและเก่ง แม่ฉันก็ชอบเขามาก”


“กู้เพ่ย? มาทำอะไรตรงนี้?”


เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำลายบรรยากาศตึงเครียด


เจียงเจินเจินหันไป เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูง ใส่เครื่องแบบทหารสีน้ำเงิน เดินถือถุงผลไม้มา


กู้เพ่ยยืนตรงทำความเคารพ “ผู้บังคับบัญชา!”


ผู้บังคับบัญชาหลิวโบกมือ “พอๆ ซี่โครงร้าวยังจะขยับตัวอีก ทำไมไม่อยู่ในห้องดีๆ?”


กู้เพ่ยยิ้ม “หมอบอกว่าแค่ร้าวเล็กน้อย ไม่กระทบกิจวัตรประจำวัน ผมยังคิดจะออกจากโรงพยาบาลพรุ่งนี้แล้วกลับหน่วยด้วยซ้ำ”


“ไม่ได้! ต้องนอนโรงพยาบาลอีกสองสามวัน!” ผู้บังคับบัญชาหลิวตะโกน


“ผมไม่บอบบางขนาดนั้นครับ แผลเล็กๆแบบนี้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้”


“นี่คือคำสั่ง!”


“ครับ!” กู้เพ่ยทำความเคารพทันที


ผู้บังคับบัญชาหลิวถอนหายใจ “บอกว่าไม่ต้องทำความเคารพแล้ว ซี่โครงไม่เจ็บหรือไง?”


“ไม่เป็นไรครับ…”


“อย่าขยับมาก ซี่โครงร้าวก็คือร้าว เดี๋ยวกระดูกติดผิดรูปจะลำบาก” เจียงเจินเจิน.อดพูดไม่ได้


ผู้บังคับบัญชาหลิวเพิ่งสังเกตเห็นเธอ “นี่คือ—?”


กู้เพ่ยรีบแนะนำ “ผู้บังคับบัญชา นี่คือสหายเจียงเจินเจิน คนที่ช่วยชีวิตผมจากทะเล” แล้วหันไปหาเธอ “นี่คือผู้บังคับบัญชาหลิว”


เธอยิ้มสุภาพ ยื่นมือไปจับ “สวัสดีค่ะ ผู้บังคับบัญชาหลิว”


ผู้บังคับบัญชาหลิวจับมือเธออย่างกระตือรือร้น “ขอบคุณมากจริงๆ ที่คุณเสี่ยงอันตรายช่วงน้ำขึ้นช่วยกู้เพ่ย เขาเป็นกำลังสำคัญของกองร้อย พวกเราทุกคนซาบซึ้งใจมาก”


“เป็นเรื่องบังเอิญค่ะ ถ้าใครเห็นเหตุการณ์แบบนั้น ก็คงลงทะเลช่วยเหมือนกัน” เธอเหลือบมองกู้เพ่ย แล้วชี้ไปทางบันได “งั้นพวกคุณคุยกันเถอะ ฉันมีธุระที่บ้าน ขอตัวก่อนนะคะ”


“ได้ๆ ไปเถอะ” ผู้บังคับบัญชาหลิวพยักหน้า


หลังจากเธอจากไป ผู้บังคับบัญชาหลิวตบหัวกู้เพ่ยเบาๆ พลางหัวเราะ “คนก็ไปแล้ว ยังมองตามอีก!”


กู้เพ่ยหัวเราะเบาๆ แล้วถอนสายตาอย่างเสียดาย


ผู้บังคับบัญชาหลิวยกคิ้ว “ว่าไง ถูกใจเขาแล้วล่ะสิ?”


บทที่ 23: ยอมตัดใจ


“ในเมื่อนายชอบเธอ ก็ไปจีบสิ นายก็อายุไม่น้อยแล้ว ปีนี้ยี่สิบเจ็ดแล้วใช่ไหม? ถึงเวลาแต่งงานมีครอบครัวได้แล้วนะ! ตอนฉันอายุเท่านาย ลูกวิ่งกันเต็มบ้านแล้ว”


จู่ๆ ผู้กองหลิวก็สังเกตเห็นสีหน้าหม่นลงของกู้เผย เขานึกอะไรขึ้นได้ทันทีแล้วถามว่า


“หรือว่านายถูกปฏิเสธแล้ว?”


กู้เผยถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง


“จริงเหรอ?” ผู้กองหลิวกลับดูเหมือนจะดีใจ ในอดีตกู้เผยเป็นคนที่สาวๆคณะศิลปะนิยมมากที่สุด หน้าตาดี เงินเดือนสูง ฐานะครอบครัวก็ดี ไม่รู้มีกี่คนร้องไห้เพราะเขา


ผู้กองหลิวเคยล้อกู้เผยว่า ระวังเถอะ เย็นชากับผู้หญิงนัก เดี๋ยวจะเจอเวรกรรม เจอคนที่เอื้อมไม่ถึงเอา แต่กู้เผยกลับพูดอย่างมั่นใจว่า


“หน้าตาผมหล่อขนาดนี้ จะมีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธผมล่ะ?”


ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นจริง


ผู้กองหลิวยิ้มกว้าง


“เห็นไหม ฉันพูดแล้วว่าเวรกรรมมีจริง”


กู้เผยทำหน้ารังเกียจใส่เขา แต่แววตากลับเป็นประกาย เขาคว้าแขนผู้กองหลิวไว้


“ผู้กอง เพื่อความสุขของลูกน้อง ช่วยไปพูดให้ ‘เจียงเจินเจินจะเลิกหมั้นกับคู่หมั้นของเธอ’ หน่อยได้ไหม?”


ผู้กองหลิวอึ้ง “…นี่นายไปชอบคนที่มีเจ้าของแล้วเหรอ?”


กู้เผยพูดอย่างจนใจ


“ครับ”


สีหน้าผู้กองหลิวเต็มไปด้วยคำว่า “ไม่เห็นด้วย” เขาพูดอย่างจริงจัง


“สหายกู้เผย ฉันต้องวิจารณ์นายหน่อยแล้ว ไปยุ่งกับคนมีคู่แบบนี้เรียกว่าทำลายครอบครัวคนอื่น แบบนั้นมันพฤติกรรมอันธพาล!”


กู้เผยลูบจมูก


“ตอนผมสารภาพ ผมไม่รู้ว่าเธอมีคู่แล้ว เป็นผมเองที่ใจร้อน เห็นเธอแล้วเลือดขึ้นหน้าเลยสารภาพออกไปโดยไม่คิดให้รอบคอบ แต่เธอสวย นิสัยก็ดี จะไม่มีคู่ได้ยังไงล่ะ”


ผู้กองหลิวตบไหล่เขาเบาๆ


“ในเมื่อเธอมีคู่แล้ว ก็เลิกคิดเสียเถอะ โลกนี้ไม่ได้มีหญ้าหอมอยู่ต้นเดียว นายต้องเจอคนที่ดีกว่านี้แน่ สำหรับสหายเจียงเจินเจิน ก็อวยพรเธอเงียบๆก็พอ”


กู้เผยคิดในใจว่า แม้โลกจะกว้างใหญ่ แต่ตั้งแต่เกิดมา เขาเจอผู้หญิงมามาก ทั้งสวย ทั้งเก่ง แต่มีเพียงเจียงเจินเจินที่ทำให้หัวใจเขาสั่น ถ้าพลาดคนนี้ไป จะไปหาคนแบบ “เจียงเจินเจิน” จากที่ไหนอีก?


หลังออกจากโรงพยาบาล เจียงเจินเจินดูเวลา เพิ่งบ่ายสาม เธอจึงกลับบ้าน หยิบอุปกรณ์ตกปลาที่พ่อกับพี่ชายเคยใช้ แล้วมุ่งหน้าไปทะเล


ด้วยพลังพิเศษจากไข่มุก การจับปลากลายเป็นเรื่องง่าย ช่วงบ่ายเธอได้ปลามาไม่น้อย ทั้งปลาเก๋า ปลามง ปลาสาก ตะกร้าแทบใส่ไม่พอ อีกทั้งยังเจอเพรียงคอห่านเต็มก้อนหินริมทะเล


เพรียงชนิดนี้รสชาติอร่อยมาก ก่อนเกิดใหม่เธอรู้ว่าที่ยุโรปขายได้ถึงสองร้อยยูโรต่อครึ่งกิโล วิธีทำก็ง่าย เพียงต้มไฟอ่อนแล้วโรยเกลือเล็กน้อย


ชาวเกาะชอบเอาไปทำซุป ของแบบนี้หายาก เจียงเจินเจินจึงนั่งเก็บอย่างมีความสุข


เมื่อกลับถึงบ้าน ก็เห็นว่าบ้านคึกคักผิดปกติ ประตูเปิดกว้าง คนยืนเต็มไปหมด ใจเธอกระตุกวูบ ภาพคืนจับชู้ในชาติก่อนผุดขึ้นมาแทบจะวิ่งเข้าไปดู


“อ้าว เจินเจินกลับมาแล้ว!”


“ฮีโร่ของพวกเรากลับมาแล้ว!”


ต่างจากวันก่อนๆ วันนี้ทุกคนยิ้มสดใส


“ปลาพวกนี้เธอจับเองเหรอ เยอะขนาดนี้เลย?”


“เจินเจินของพวกเราเก่งมาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นเด็กผู้หญิงที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน!”


เจียงเจินเจินมองซ้ายขวา หาโจวไห่ฮวา แล้วก็เห็นเหอฮวาอุ้มลูกชาย “เจ้าเหม็นปลา” อยู่ จึงเข้าใจว่าเป็นเพราะเรื่องช่วยชีวิต


“เจ้าเหม็นปลาเป็นยังไงบ้าง?” เธอถาม


เหอฮวายิ้มกว้าง


“หมอบอกว่าเพราะเธอช่วยไว้ทัน ไม่มีผลข้างเคียงเลย วันนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ดูสิ ซนเหมือนเดิม!”


เหอฮวาผลักลูกชายให้คุกเข่าต่อหน้าเจียงเจินเจิน


“รีบกราบคุณป้าเจินเจินเร็ว เธอคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตลูก แม่คนที่สองของลูก!”


เด็กชายอายุแค่ห้าขวบ เชื่อฟังแม่ทันที ก้มกราบลง เจียงเจินเจินตกใจ รีบพยุงไว้


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง แค่บังเอิญผ่านมา ใครเห็นก็คงช่วย เป็นเรื่องเล็กน้อยเอง”


แต่ใครในเกาะไม่รู้ว่าช่วงน้ำขึ้นอันตรายแค่ไหน การลงทะเลตอนนั้นเท่ากับเอาชีวิตไปเสี่ยง


“น้ำขึ้นขนาดนั้น ใครจะกล้าลงทะเล?”


“ยังไงฉันก็ไม่กล้าแน่”


เสียงชื่นชมดังไม่ขาดสาย


เจียงต้าซิ่ง พ่อของเด็ก กล่าวว่า


“เจินเจิน เธอคือพ่อแม่ผู้ให้ชีวิตใหม่ของลูกฉัน รับการกราบนี้เถอะ”


เธอยังจะปฏิเสธ แต่มีคนด้านหลังจับแขนเธอไว้ ดึงเธอขึ้น ก่อนเธอจะตั้งตัวได้ เด็กชายก็โขกศีรษะลงพื้นเสียงดัง หน้าผากเปื้อนดินเต็มไปหมด


บทที่ 24: รับเป็นน้องบุญธรรม


ราวกับมีพิธีบางอย่างถูกจัดขึ้น หลังจากติงกี้อวี้ก้มกราบแล้ว รอบๆก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น เจียงเจินเจินมองอย่างจนปัญญา


พอเด็กก้มกราบเสร็จ คนที่จับแขนเธออยู่ก็ปล่อยมือทันที เจียงเจินเจินรีบก้มลงพยุงติงกี้อวี้ขึ้นมา พลางพูดว่า “เด็กดี ลุกขึ้นเร็ว”


ติงกี้อวี้ลุกขึ้นแล้วก็หันไปหาเหอฮวา โอบขาแม่ไว้ เหอฮวาลูบศีรษะลูกชาย จากนั้นพูดกับเจียงเจินเจินว่า “เจินเจิน ต่อไปถ้าเธอมีเรื่องลำบากอะไร บอกฉันกับต้าซ่งได้เลย อย่าเกรงใจเลยนะ เธอช่วยชีวิตติงกี้อวี้ ก็เท่ากับช่วยชีวิตพวกเราสองคน”


เจียงต้าซ่งก็กล่าวว่า “ใช่แล้ว น้องเจินเจิน ต่อไปถือว่าฉันเป็นพี่ชายเธอ ฉันจะถือว่าเธอเป็นน้องสาวแท้ๆของฉัน สองครอบครัวเรานับจากนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน” เดิมทีตอนเจียงซิงหัวยังมีชีวิตอยู่ เขาก็สนิทกับเจียงซิงหัวมาก ตอนนี้ซิงหัวจากไปแล้ว อีกทั้งเจินเจินยังช่วยชีวิตลูกเขา เขาจึงตั้งใจว่าจะดูแลแม่ของซิงหัวเหมือนแม่ตัวเอง และดูแลน้องสาวของซิงหัวเหมือนน้องแท้ๆ


ความกระตือรือร้นของพวกเขาทำให้เจียงเจินเจินทำตัวไม่ถูก จะปฏิเสธก็ดูไร้น้ำใจ จะรับไว้ก็รู้สึกไม่สบายใจ เธอกำลังจะพูดเกรงใจอยู่พอดี โจวไห่ฮวาก็เดินออกมาจากบ้าน ถือเก้าอี้เตี้ยๆหลายตัวแจกให้ทุกคน พลางพูดว่า “อย่ายืนกันเลย นั่งๆกันเถอะ”


จากนั้นเธอมองเจียงเจินเจินแล้วยิ้ม “เจินเจิน พี่ต้าซ่งพูดขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่รีบเรียกเขาว่าพี่ล่ะ”


โจวไห่ฮวาคิดว่า คนในหมู่บ้านมักดูท่าทีแล้วปฏิบัติตาม ตอนนี้บ้านพวกเธอเหลือแต่ผู้หญิงกับเด็ก ไม่มีผู้ชายคอยค้ำจุน ถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย และพี่ชายของเจียงต้าซ่งก็เป็นนักบัญชีของกองผลิต เจียงต้าซ่งเองก็ถือว่าเป็นคนมีน้ำหนักคำพูดในหมู่บ้าน ถ้าเขาพูดแบบนี้ออกไป ใครจะนินทาครอบครัวพวกเธอในอนาคตก็คงต้องคิดให้หนัก


เมื่อโจวไห่ฮวาพูดแล้ว เจียงเจินเจินก็ไม่ลังเล เรียกออกไปตรงๆว่า “พี่ชาย!”


เจียงต้าซ่งหัวเราะ “เออ!”


ทันใดนั้น มีคนหนึ่งในฝูงชนตะโกนขึ้นมา “ต้าซ่ง ปัญหาเดียวของบ้านเจินเจินตอนนี้คือปู่ของเธอยังถูกขังอยู่ที่สถานีตำรวจ ถ้านายจะช่วยจริง ก็หาทางพาปู่เธอออกมาสิ!”


คำพูดเดียวทำให้สายตาทั้งลานบ้านหันมามอง


คนที่พูดมองซ้ายมองขวาแล้วแบมือ “อะไร ผมพูดผิดหรือ?”


ทุกคนมองหน้ากัน จริงๆก็พูดถูก เพียงแต่ไม่เหมาะนัก วันนี้เป็นวันดีๆ ทำไมต้องพูดเรื่องอัปมงคลแบบนั้น


แต่เมื่อพูดออกมาแล้ว ทุกคนก็คิดตรงกันว่า แม้บ้านเจียงชิงจะเคยแยกครอบครัวไปนานแล้ว แต่เจียงฟู่กุ้ยก็ยังเป็นปู่ของเจียงเจินเจิน เด็กดีมีน้ำใจอย่างเจินเจินคงไม่เมินเฉยแน่


เจียงต้าซ่งเองก็คิดเช่นนั้น แม้จะลำบากใจเล็กน้อย แต่ก็รับปาก “ได้ งั้นฉันจะไปสถานีตำรวจดูว่าช่วยอะไรได้บ้าง”


“ไม่ต้องค่ะ”


ทันทีที่เจียงเจินเจินพูดจบ ทุกคนก็หันมามองเธอ แม้แต่โจวไห่ฮวาก็มีแววสงสัยในสายตา


เธอยิ้ม “อีกสองวัน ปู่กับลุงๆของฉันก็จะถูกปล่อยตัวแล้ว”


ข่าวใหญ่มาก!


โจวไห่ฮวาตื่นเต้นยิ่งกว่าทุกคน รีบแหวกฝูงชนมาจับแขนลูกสาว “จริงเหรอ จริงเหรอ ปู่จะได้ออกมาแล้วเหรอ?”


เจียงเจินเจินพยักหน้า จากนั้นหันไปบอกชาวบ้านว่า “บ่ายนี้ฉันไปโรงพยาบาลมา เจียงเอ๋อร์โกวฟื้นแล้ว อาการก็ดี ขอแค่เขาเขียนหนังสือยินยอมความ ปู่ฉันก็คงได้ออกจากสถานีตำรวจ”


“เอ๋อร์โกวไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”


“ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไร ถ้าเกิดอะไรขึ้น ลุงฟู่กุ้ยก็กลายเป็นฆาตกรน่ะสิ!”


“เวรเอ๊ย! เอ๋อร์โกวสมควรตาย ใครใช้ให้ไปขโมยเมียคนอื่น! ลุงฟู่กุ้ยโชคร้ายจริงๆ ได้สะใภ้แบบนี้”


ทุกคนต่างคิดว่าเอ๋อร์โกวคงยอมเขียนหนังสือยินยอมความแน่ เพราะเรื่องนี้เขาผิดก่อน ถ้าไม่ไปปีนกำแพงบ้านคนอื่น ก็คงไม่ถูกซ้อม


แต่พวกเขาเชื่อใจนิสัยของเอ๋อร์โกวเกินไปหรือเปล่า?


มุมปากเจียงเจินเจินยกขึ้นเล็กน้อย “เอ๋อร์โกวกับป้าของฉันเรียกเงินห้าร้อยหยวน ถ้าไม่ให้ ก็ไม่เขียนหนังสือยินยอมความ”


เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที


ห้าร้อยหยวน นั่นมันปล้นกันชัดๆ!


แม้เข้าสู่ยุคแปดศูนย์แล้ว ชาวเกาะจะไม่ขาดเนื้อกิน แต่ความจริงของใช้ยังขาดแคลน ทุกบ้านล้วนยากจน เงินห้าร้อยหยวนถือเป็นเงินก้อนโต แม้แต่บ้านหัวหน้ากองผลิตหรือเลขาธิการกองผลิตก็ใช่ว่าจะหยิบออกมาได้ง่ายๆ


ทั้งที่เอ๋อร์โกวผิดก่อน กลับยังจะรีดไถอีก


“เฉียนเป่าผิงจะหาเงินมากมายขนาดนั้นจากที่ไหน?” มีคน.อดกังวลไม่ได้


“ถ้าไม่มีเงิน จะปล่อยให้ลุงฟู่กุ้ยติดคุกจริงๆเหรอ?”


“เอ๋อร์โกวเป็นใคร? นักเลงหัวไม้ของหมู่บ้าน เจอโอกาสแบบนี้จะยอมปล่อยง่ายๆเหรอ?”


ชื่อเสียงของเอ๋อร์โกวในหมู่บ้านยิ่งตกต่ำ ทุกคนรังเกียจเขามากขึ้น อยากไล่คนขายหน้าหมู่บ้านคนนี้ออกไปเสียเดี๋ยวนั้น


มีคนพูดขึ้นอีก “ถ้าป้าเป่าผิงไม่มีเงิน ลุงฟู่กุ้ยจะติดคุกจริงๆเหรอ? แบบนั้นก็อยุติธรรมเกินไป!”


“ไม่ใช่ว่าเธอมีเงินเหรอ? ตอนซิงหัวตาย หมู่บ้านให้เงินชดเชยห้าร้อยหยวนไม่ใช่เหรอ? ตอนนั้นเป่าผิงเอาเงินจากไห่ฮวาไปไม่ใช่หรือ?” คนพูดหันไปมองโจวไห่ฮวา


โจวไห่ฮวาเม้มปาก พยักหน้า “ใช่ เงินนั้นแม่สามีเอาไป”


“เห็นไหม ป้าเป่าผิงมีเงิน ก็เอาห้าร้อยหยวนไปให้เอ๋อร์โกวสิ”


“ตั้งห้าร้อยหยวน จะยอมให้เหรอ?”


“ไม่ยอมก็ไม่ได้ จะปล่อยให้ลุงฟู่กุ้ยติดคุกเหรอ? แบบนั้นก็ใจดำเกินไป!”


มุมปากเจียงเจินเจินยกขึ้นอีกครั้ง ข่าวเรื่องห้าร้อยหยวนที่เธอปล่อยออกไป นี่แหละคือจุดประสงค์ของเธอ


ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านรู้แล้วว่าเอ๋อร์โกวกับเฉียนเป่าผิงกำลังรีดไถเงิน ถ้าเฉียนเป่าผิงไม่อยากถูกน้ำลายชาวบ้านท่วม ก็ต้องยอมจ่าย


เจียงเจินเจินยอมให้เงินห้าร้อยหยวนตกไปอยู่ในมือเอ๋อร์โกว ดีกว่าให้เฉียนเป่าผิงถือเงินนั้นไปใช้ชีวิตสุขสบาย


บทที่ 25: การปรึกษาหารือ


ต้องยอมรับว่าเจียงเจินเจินเข้าใจเฉียนเป่าผิงดีทีเดียว


บ่ายนั้นหลังจากหลี่เซียงอวี้กลับมาจากโรงพยาบาล และเล่าเรื่องเงินห้าร้อยหยวนให้เฉียนเป่าผิงฟังอย่างละเอียด ปฏิกิริยาแรกของเฉียนเป่าผิงคือ “อะไรนะ ห้าร้อยหยวน? ทำไมเขาไม่ไปปล้นเสียเลยล่ะ! ไม่ได้ เงินนี้ให้ไม่ได้เด็ดขาด!”


“แต่...แต่...” ถ้าเข้าไปแค่เจียงฟู่กุ้ย หลี่เซียงอวี้คงไม่ร้อนใจขนาดนี้ แต่นี่สามีของเธอก็ถูกจับไปด้วย!


เฉียนเป่าผิงไม่ได้อยากช่วยเจียงฟู่กุ้ย เพียงแต่ห้าร้อยหยวนมันมากเกินไป เธอถามหลี่เซียงอวี้ว่า “ตอนเขาเรียกห้าร้อยหยวน เธอตอบตกลงไหม? ไม่ต่อรองเลยหรือ?”


หลี่เซียงอวี้ร้องอย่างคับแค้น “ต่อรองแล้ว! แต่เขาไม่ยอม ลดไม่ได้แม้แต่หยวนเดียว”


เฉียนเป่าผิงจ้องเธอ “แล้วเธอพูดอะไรอีก?”


หลี่เซียงอวี้ตอบ “ฉันก็บอกว่าเรื่องนี้จะโทษฝ่ายเราอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าเขาไม่พูดเหลวไหล พ่อสามีกับน้องชายสามีก็คงไม่เข้าใจผิด เขากลับบอกว่าแม่ให้เงินเขาก่อน สุดท้ายก็ยังเป็นความผิดของบ้านเรา”


ความจริงในใจหลี่เซียงอวี้ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้โทษเฉียนเป่าผิงเป็นหลัก แม้จะทำไปเพื่อแต่งสะใภ้ให้น้องสามี แต่ก็ร้ายกาจเกินไป


อีกอย่าง เงินชดเชยห้าร้อยหยวนที่กองผลิตให้บ้านเจียงเจินเจินก็ถูกบ้านเธอเอาไปหมดแล้ว เงินก้อนนั้นเอาไปสร้างบ้านใหม่ให้น้องชายสามีก็ได้ไม่ใช่หรือ? เฉียนเป่าผิงยังโลภ อยากใช้ทุกอย่างเพื่อแต่งสะใภ้ดีๆให้เจียงชิงเหอ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหลี่เซียงอวี้?


คิดแล้วก็หงุดหงิด ผลประโยชน์ตกกับน้องสามี แต่ปัญหากลับตกใส่เธอ


เฉียนเป่าผิงเป็นคนผ่านศึกในฐานะแม่สามีมานาน ย่อมมองออกว่าหลี่เซียงอวี้คิดอะไร จึงพูดอย่างไม่พอใจ “เธอคิดว่าฉันผิดหรือ?”


หลี่เซียงอวี้จะกล้ายอมรับได้อย่างไร รีบหัวเราะกลบเกลื่อน “จะเป็นไปได้ยังไงคะ หนูรู้ว่าแม่ก็ทำเพื่อบ้านนี้ ถ้าสำเร็จ ชิงไหลกับหนูก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน”


จริงหรือไม่ไม่สำคัญ ขอแค่พูดออกมา เฉียนเป่าผิงก็ถือว่าเป็นจริง


“แล้วต่อจากนั้นล่ะ?” เฉียนเป่าผิงเปลี่ยนเรื่อง


หลี่เซียงอวี้ตอบ “แน่นอนว่าหนูไม่ยอมรับ แต่เจียงเอ๋อร์โกวยืนกรานว่าเป็นความผิดเรา”


“จะโทษบ้านเราได้ยังไง?! เรื่องนี้เจียงเจินเจินต่างหากที่เป็นต้นเหตุ!”


“เจินเจิน?” หลี่เซียงอวี้ตกใจ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจียงเจินเจิน? เฉียนเป่าผิงจะโยนความผิดมั่วหรือเปล่า?


เฉียนเป่าผิงจึงเล่าความสงสัยของตน “เจียงเจินเจินหักไม้หนาๆด้วยมือเปล่าได้ จะจัดการผู้ชายคนเดียวไม่ได้หรือ? เอ๋อร์โกวต้องทรยศฉันแน่ เจินเจินทำให้เขาสลบ มัดแล้วโยนเข้าห้องฉัน”


“แต่...แต่...” หลี่เซียงอวี้ยังไม่อยากเชื่อ แม้เจียงเจินเจินจะแข็งแรง แต่ก็เป็นสาวยังไม่แต่งงาน จะถอดเสื้อผ้าผู้ชายได้จริงหรือ? อีกอย่าง เฉียนเป่าผิงคือย่าแท้ๆ ต่อให้รู้ความจริง จะกล้าแก้แค้นแบบนั้นหรือ?


เฉียนเป่าผิงหัวเราะเย็นชา “ฉันมั่นใจแปดส่วนว่าเป็นฝีมือเจินเจิน! คิดดู ตอนนั้นเอ๋อร์โกวปีนกำแพงเข้าไปแล้ว ฉันพาคนไปถึงใช้เวลาแค่สองสามนาที ทำไมไม่เจอเขา? ตอนนั้นในบ้านมีแค่สะใภ้รอง เจินเจิน กับเด็กสองคน ใครจะจัดการเอ๋อร์โกวแล้วซ่อนได้?”


“งั้น...เป็นเจินเจินจริงๆหรือ?” แม้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่หลี่เซียงอวี้เริ่มคล้อยตาม “แต่แม่เป็นย่าเขานะ”


เฉียนเป่าผิงสีหน้าดุดัน “ย่าแล้วไง ฉันวางแผนใส่ร้ายแม่มัน! เด็กคนนี้สนิทกับแม่มันที่สุด”


หลี่เซียงอวี้โกรธจนพูดว่า “พรุ่งนี้หนูจะไปหากัปตันกองผลิต อธิบายเรื่องทั้งหมดให้ชัดเจน!”


เฉียนเป่าผิงมองเธอเหมือนมองคนโง่ “คิดว่าอธิบายได้หรือ? ทั้งหมู่บ้านรู้แล้วว่าฉันให้เงินเอ๋อร์โกว ถ้าพูดออกไป คนจะคิดว่าฉันสาดโคลนใส่หลานตัวเอง! แล้วชื่อเสียงวางแผนทำร้ายสะใภ้จะดีกว่าชื่อเสียงคบชู้หรือ?”


“แล้วจะทำยังไง?” หลี่เซียงอวี้ร้อนใจ ชื่อเสียงบ้านนี้จะเป็นแบบนี้ตลอดไปหรือ? ไม่ใช่แค่น้องสามีต้องแต่งงาน ลูกชายเธอก็ต้องแต่งในอนาคตเหมือนกัน


เฉียนเป่าผิงเองก็หงุดหงิด คิดไม่ออก “ต้องช่วยพ่อสามีกับชิงไหลออกมาก่อน”


จริงด้วย เรื่องนี้สำคัญที่สุด หลี่เซียงอวี้ถามเบาๆ “แล้ว... ห้าร้อยหยวนล่ะ?”


เฉียนเป่าผิงตอบ “ไปต่อรองกับเอ๋อร์โกวอีก บอกเขาว่าห้าร้อยหยวนเป็นไปไม่ได้”


หลี่เซียงอวี้หน้าอึดอัด “บอกไปแล้ว แต่เขาเป็นนักเลง แค่พูดไม่กี่คำก็เริ่มโอดโอยว่าปวดไปทั้งตัว”


เธอลังเลก่อนพูด “แม่... หรือแม่ไปต่อรองเองดีไหม?”


เฉียนเป่าผิงจ้องเธอเขม็ง “เธอโง่หรือ? ฉันไปหาเขาเอง ข่าวลือในหมู่บ้านยังไม่แรงพอหรือไง?!”


หลี่เซียงอวี้หน้าซีด “แล้วจะทำยังไง หนูคิดไม่ออกจริงๆ”


เฉียนเป่าผิงก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตามีแววร้ายชัดเจน “บอกเขาว่า ถ้าไม่เอาห้าร้อยหยวน ฉันจะหาทางยกเจียงเจินเจินให้เขาแต่ง”


เอ๋อร์โกวแต่งเมียไม่ได้พอดี ส่วนเจียงเจินเจินก็ยังไม่แต่งงาน คราบโคลนบนตัวเธอล้างไม่ออกแล้ว แต่เจียงเจินเจินก็อย่าหวังจะได้สะอาด!


หลี่เซียงอวี้เงียบกริบ เธอคิดว่าเข้าใจเฉียนเป่าผิงดีแล้ว วันนี้เพิ่งรู้ว่าตนไม่เคยเข้าใจจริงๆ


“แต่เจินเจินหมั้นแล้วนะ...” ถ้าที่แม่เดาถูก เจียงเจินเจินยังเคยซ้อมเอ๋อร์โกว เอ๋อร์โกวจะยอมแต่งหรือ? อีกอย่าง ถ้าเขาได้เงินห้าร้อยหยวน จะกลัวไม่มีเมียหรือ?


“ฉันบอกแล้วว่าจะหาทางเอง” เฉียนเป่าผิงตัดบท “ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ”


หลี่เซียงอวี้อยากพูดอะไรอีก กลัวว่าเฉียนเป่าผิงจะทำพลาดอีก สุดท้ายบ้านเธอจะซวย แต่ตอนนี้เธอกลัวแม่สามีมาก คำพูดมากมายจึงเหลือเพียงคำเดียว


“ค่ะ”


เฉียนเป่าผิงพูดต่อ “เดี๋ยวก่อน...ไม่ต้องไปวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยไป ให้เขาแขวนคอรอไปอีกคืนก่อน”


บทที่ 26: เกลี้ยกล่อม


บ้านของเจียงเจินเจินคึกคักอยู่ราวครึ่งชั่วโมงก็แยกย้ายกันไป ตอนเจียงต้าเซิงกลับ เขาทิ้งของที่นำมาทั้งหมดไว้ มีทั้งอาหารทะเลสารพัดอย่างเช่น ปู กุ้งมังกร ปลาเหลืองตัวใหญ่ ฯลฯ ปูกับกุ้งมังกรตัวใหญ่มาก ขนาดแบบนี้หาได้ยากในฤดูกาลนี้ นอกจากอาหารทะเลแล้ว เขายังเตรียมหมูสามชั้นมาให้อีกห้าชั่ง


สำหรับชาวเกาะแล้ว หมูมีค่ามากกว่าอาหารทะเลเสียอีก


เจียงเจินเจินย่อมไม่อาจรับของจากเจียงต้าเซิงเปล่าๆ เธอจึงแบ่งอาหารทะเลที่จับได้วันนี้ให้เขาบางส่วน


ตอนแรกเจียงต้าเซิงไม่ยอมรับ แต่เจียงเจินเจินพูดว่า


“เราบอกแล้วว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกัน จะเกรงใจกันทำไมล่ะคะ ดูสิ หนูยังรับหมูที่พี่เอามาเลย ถ้าพี่ไม่เอาปลาของหนู งั้นหมูของพี่หนูก็ไม่เอาเหมือนกัน”


สุดท้ายเจียงต้าเซิงก็จำใจต้องรับไว้ ดังนั้นตอนมา มือก็เต็ม ตอนกลับ มือก็ยังเต็มอยู่ดี


หลังทุกคนกลับไป โจวไห่ฮวาถามลูกสาวด้วยความละอายเล็กน้อย


“เจินเจิน ลูกว่าแม่ทำตัวเห็นแก่ได้เกินไปไหม?”


ชัดๆว่าเป็นเจินเจินที่ทำความดี และก็ไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่เธอกลับถือวิสาสะรับน้ำใจจากเจียงต้าเซิง


เจียงเจินเจินกำลังคัดอาหารทะเลอยู่บนพื้น พอได้ยินคำนี้ก็เงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ


“แม่พูดอะไรแบบนั้นคะ?”


เธอยิ้มแล้วพูดว่า


“หนูก็เห็นด้วยอยู่แล้ว แค่แม่เป็นคนพูดก่อนเท่านั้นเอง”


โจวไห่ฮวาลังเล “จริงเหรอ?”


“จริงสิคะ” เจียงเจินเจินตอบหนักแน่น


“พี่ต้าเซิงพูดต่อหน้าคนเยอะขนาดนั้น ถ้าเราปฏิเสธก็ดูไม่ดี อีกอย่างถึงจะบอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เราก็ไม่ใช่คนไม่มีมารยาท จะไปขอให้เขาช่วยเรื่องเล็กๆน้อยๆหรอกค่ะ”


โจวไห่ฮวาพยักหน้าเร็วๆ “แน่นอน แน่นอน”


เจียงเจินเจินเปลี่ยนเรื่อง


“แม่… ของเยอะขนาดนี้ กินไม่หมดแน่ เอากุ้งกับปูไปแช่ห้องเย็นดีไหม รอเจ้าหน้าที่สถานีสหกรณ์มารับ จะได้แลกเงินบ้าง”


โจวไห่ฮวามองของพวกนั้นแล้วตอบว่า


“ได้ กุ้งกับปูเอาไปแช่ได้ ปลาไม่ต้อง อากาศช่วงนี้ดี แม่จะตากทำปลาแห้ง แล้วลูกก็เอาไปให้เซียงจวินบ้าง”


มือของเจียงเจินเจินชะงัก เธอเม้มปากในใจ—เฉินเซียงจวินคู่ควรจะกินของเธอหรือ?


โจวไห่ฮวาไม่ทันสังเกตสีหน้าเธอ นั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆข้างๆ พลางคัดปลาไปพลางพูด


“บ้านเราขาดผู้ชายค้ำจุน ต่อให้เจียงต้าเซิงดีแค่ไหน ก็ยังเป็นคนนอก พอลูกแต่งงานแล้ว มีเซียงจวินอยู่ด้วย คนทั้งหมู่บ้านก็ต้องเกรงใจบ้านเรา”


“แม่… แล้วเฉินเซียงจวินไม่ใช่คนนอกหรือคะ?”


ถ้าเจียงเจินเจินจะถอนหมั้นให้สำเร็จ เธอต้องเปลี่ยนความคิดของแม่ให้ได้


“ตั้งแต่คบกับเขา บ้านเราเสียประโยชน์ตลอด เขาเคยให้ประโยชน์อะไรหนูบ้าง? แล้วแม่ลืมหรือ สองวันก่อน แม่เขายังตั้งใจใส่ร้ายหนู จะทำลายชื่อเสียงหนู เห็นชัดว่าไม่ชอบหนูเป็นสะใภ้”


โจวไห่ฮวาก็เป็นกังวลเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ยังพูดคำเดิม


“ต่อไปเซียงจวินจะทำงานในเมือง ลูกก็จะได้ไปอยู่เมืองกับเขา”


เจียงเจินเจินถอนหายใจ


“แม่! ตอนก่อนเขาได้โควตาเรียนมหาวิทยาลัยกรรมกร-ชาวนา-ทหารจากบ้านเรา แม่เขาดีกับหนูแค่ไหน? ชมหนูสารพัด บอกว่าเป็นสะใภ้ที่พอใจที่สุด มีของดีอะไรก็จะเก็บไว้ให้หนู แต่หลังจากเขาไปเรียนล่ะ?”


“แรกๆยังพอรักษาหน้า ต่อมาก็เริ่มตำหนิว่าหนูพูดตรงเกินไป พูดไม่เป็น เป็นคนหน้าตาไม่ดี ทำให้ขายหน้า คราวนี้ถึงขั้นใส่ร้ายชื่อเสียงหนูแล้ว”


“แม่เพิ่งบอกว่าแม่เห็นแก่ได้ หนูว่าแม่เขาต่างหากที่เห็นแก่ได้ แถมไร้คุณธรรม รับผลประโยชน์แล้วก็หันหลังใส่ทันที”


เจียงเจินเจินพูดแรงขึ้น เพื่อจะนำไปสู่ประโยคสุดท้าย


“มีสุภาษิตว่า ‘มังกรย่อมให้กำเนิดมังกร หงส์ให้กำเนิดหงส์ หนูให้กำเนิดลูกที่ขุดรูเก่ง’ แม่แบบนี้จะเลี้ยงลูกชายดีได้หรือ?”


โจวไห่ฮวาหน้าซีดเล็กน้อย


“คง...คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เซียงจวินเป็นคนมีการศึกษา อย่างน้อยก็มีเหตุผลกว่าแม่เขา อีกอย่าง โควตาเรียนมหาวิทยาลัยนั้นก็ได้จากบ้านเรา ถ้าเขากล้าทำไม่ดีกับลูก คนทั้งหมู่บ้านก็จะถ่มน้ำลายใส่เขา!”


เจียงเจินเจินยังอยากพูดต่อ แต่คำพูดถัดไปของแม่ทำให้เธอเงียบ


“ถ้าแม่รู้ว่าแม่เขาเป็นคนแบบนี้ แม่คงไม่ยอมให้ลูกหมั้นกับเขา แต่ตอนนี้โควตาเรียนก็ให้ไปแล้ว แม่ถามหน่อย ถ้าลูกเลิกกับเขา จะเอาโควตานั้นกลับมาได้ไหม?”


แน่นอนว่าไม่ได้


“ถ้าตอนนี้เลิก เท่ากับให้โควตาฟรีๆ อย่าลืม โควตานั้นพ่อของลูกเอาชีวิตไปแลกมา!”


พอพูดถึงสามีที่ล่วงลับ ดวงตาโจวไห่ฮวาก็แดงขึ้น


“เจินเจิน เซียงจวินเคยดีกับลูกมาก่อน เราไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ชีวิตต้องใช้เวลา ลูกจะตัดสินเขาจากการคาดเดาไม่ได้”


“แม่ อย่าร้องไห้เลย” เจียงเจินเจินรีบปลอบ


“หนูสัญญา จะดูเขาอีกสักระยะ ถ้าเขาไม่เหมือนแม่เขา หนูก็จะแต่งกับเขา ดีไหมคะ?”


ปากพูดเช่นนั้น แต่ในใจเธอคิดอีกแบบ


แม่ยังไม่รู้หน้าที่แท้จริงของเฉินเซียงจวิน และแม่ก็พูดถูก โควตาอันล้ำค่านั้นจะให้เฉินเซียงจวินได้เปรียบฟรีๆไม่ได้


ชาติที่แล้ว หลังจากเธอออกจากเกาะไป เธอเคยได้ยินข่าวลือว่าเฉินเซียงจวินแต่งงานกับเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าทั้งคู่เริ่มคบกันตั้งแต่ตอนเรียนหรือไม่


ถ้าเป็นเช่นนั้น บางทีตอนนี้พวกเขาอาจเริ่มมีใจให้กันแล้ว


ถ้าเธอเปิดโปงเรื่องนี้ได้ ไม่เพียงแต่แม่จะเห็นธาตุแท้ของเฉินเซียงจวินชัดเจน ยังอาจเรียกค่าชดเชยได้อีกด้วย


ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว


บทที่ 27: ป่วย


แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของเจียงเจินเจิน เธอยังต้องไปที่สถาบันของเฉินเซียงจวินเพื่อสืบดูสถานการณ์ให้ชัดเจน


หลังจากได้ยินคำรับปากของเจียงเจินเจิน โจวไห่ฮวาก็ถอนหายใจโล่ง.อก เธอจับมือลูกสาวไว้แล้วพูดว่า


“ถ้าเฉินเซียงจวินเป็นพวกเห็นแก่ได้เหมือนแม่เขาจริงๆ แม่ก็สนับสนุนให้ลูกเลิกกับเขา แต่ถ้าเขาไม่เหมือนแม่ ลูกก็อย่าเอาความผิดของหลี่อ้ายฟางไปลงที่เขา เข้าใจไหม”


เจียงเจินเจินตอบแบบขอไปที


“รู้แล้วค่ะ รู้แล้วแม่”


“งั้นพอปลาแห้งเสร็จ ลูกก็เอาไปให้เซียงจวินที่โรงเรียนนะ”


“ได้ค่ะ หนูจะไป”


โรงเรียนของเฉินเซียงจวินอยู่ที่ตงซื่อ ไม่ไกลจากเกาะเยว่เท่าไร แต่ด้วยสภาพการเดินทางในตอนนี้ ก็ถือว่าไม่ใกล้เลย จากเกาะเยว่ต้องนั่งเรือหนึ่งชั่วโมงไปเผิงเฉิง แล้วต่อรถอีกสามถึงสี่ชั่วโมงถึงโรงเรียน ค่าเดินทางอย่างเดียวก็ไม่น้อยแล้ว


ที่สำคัญ เธอยังตั้งใจจะอยู่ที่ตงซื่ออีกสองสามวัน เพื่อสืบเรื่องเฉินเซียงจวินกับภรรยาในชาติที่แล้ว ดังนั้นยังต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักอีก


ตอนนี้ฐานะการเงินของครอบครัวไม่ดีนัก แค่ค่าเดินทางก็ลำบากแล้ว ค่าอยู่ค่ากินเธอต้องหาทางจัดการเอง


แล้วเจียงเจินเจินก็นึกถึงไข่มุกในมิติของเธอ ไข่มุกขายในแผ่นดินใหญ่ไม่ง่าย แต่สามารถเอาไปขายที่ซิงกั่งได้ ที่นั่นต้องมีคนรู้ของและให้ราคาดีแน่


เรื่องนี้ต้องรีบทำ เพราะปลาแห้งอีกไม่กี่วันก็เสร็จแล้ว


เธอจึงวางแผนจะลางานจากโจวไห่ฮวาในวันรุ่งขึ้น เหตุผลก็คิดไว้แล้ว บอกว่าจะไปโรงพยาบาลดูเจียงเอ้อร์โกวให้เขาเขียนหนังสือยอมความ เผื่อเขากลับคำ


อาจเพราะมีเรื่องในใจ เช้าวันรุ่งขึ้นเจียงเจินเจินตื่นแต่เช้า เธอซาวข้าวหุงโจ๊ก ทอดขนมไชเท้า ตักปลาเค็มแห้งใส่ถ้วย พอเสร็จงานครัวก็เอารำไปโปรยให้ไก่


กำลังโปรยรำอยู่ก็ได้ยินเสียงประตูเปิด


เธอกลืนน้ำลาย กำลังจะบอกเรื่องที่เตรียมไว้เมื่อคืน แต่คำพูดกลับกลายเป็นเสียงอุทาน


“แม่ เป็นอะไรไป?!”


ใบหน้าโจวไห่ฮวาซีดเผือด ลมหนาวพัดเข้ามาตอนเปิดประตูทำให้ร่างเธอโยกไหว


เจียงเจินเจินตกใจ เห็นแม่เกือบสะดุดธรณีประตูจึงรีบเข้าไปพยุง


“แม่ ตัวร้อนมากเลย!”


โจวไห่ฮวาพูดเสียงอ่อน


“เหมือนจะมีไข้”


เจียงเจินเจินแตะหน้าผากแม่ ร้อนจัดโดยไม่ต้องเทียบกับตัวเองก็รู้ว่ามีไข้สูงมาก


โจวไห่ฮวาฝืนยิ้ม


“ไม่เป็นไร แม่กินยาแล้ว…”


“กินยาแล้วยังร้อนขนาดนี้ได้ยังไง ไม่ได้ ต้องไปโรงพยาบาล”


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง” โจวไห่ฮวากังวลเรื่องค่าใช้จ่าย “เพิ่งกินยาไป เดี๋ยวก็ลดไข้เอง”


“ไม่ได้ ต้องไป” เจียงเจินเจินเสียงแข็ง


ตอนนี้เป็นฤดูไข้หวัด ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่จะทำอย่างไร


สุดท้ายโจวไห่ฮวาก็ต้องยอม


ก่อนออกไป เจียงเจินเจินปลุกเจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียว บอกว่าจะพาแม่ไปโรงพยาบาล อาหารอยู่ในครัว รอสิบกว่านาทีให้เย็นก่อนค่อยกิน


เด็กสองคนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง


เจียงชุนเจียวถามอย่างกังวล


“ย่าเป็นอะไร ร้ายแรงไหม?”


“ไม่เป็นไร แค่มีไข้ เดี๋ยวฉีดยาหรือให้น้ำเกลือแล้วก็กลับมา”


กำชับเสร็จ เจียงเจินเจินก็อุ้มโจวไห่ฮวาไปโรงพยาบาลตลอดทาง


โจวไห่ฮวาไม่เห็นด้วย บอกว่า


“แม่แค่มีไข้ ไม่ได้ขาหัก เดินเองได้”


แต่เจียงเจินเจินไม่ยอม เมื่อครู่แม่ยังเกือบสะดุด จะให้เดินเองได้อย่างไร


ร่างของโจวไห่ฮวาผอมบางมาก หลังการเสียชีวิตของเจียงซิงหัว เธอกินไม่ลงอยู่พักใหญ่ ต่อมาฐานะทางบ้านก็ลำบาก ยิ่งไม่กล้ากินดีๆ ตอนนี้ผอมจนเหลือแต่กระดูก


เจียงเจินเจินแบกแม่ไว้บนหลัง รู้สึกถึงสภาพร่างกายที่อ่อนแอของแม่อย่างชัดเจน


เธอสาบานในใจว่าจะต้องบำรุงร่างกายแม่ให้ดี พยุงครอบครัวนี้ให้มั่นคง และให้ทุกคนมีชีวิตที่มั่งคั่งและมีความสุข


ขณะเดียวกัน หลี่เซียงอวี้ก็ออกจากบ้าน เตรียมไปโรงพยาบาลเช่นกัน


ยังไม่ทันเดินไกล ก็เจอเพื่อนบ้านกำลังจะไปทำงาน


หลี่เซียงอวี้ก้มหน้าหลบ หวังจะเดินผ่านไปเงียบๆ แต่ถูกเรียกไว้


“เซียงอวี้ จะรีบไปไหน?”


เสียงดังจนหลบไม่พ้น เธอยิ้มแห้งๆ


“ป้าเหมยไปทำงานเถอะ หนูมีธุระ ขอไปก่อนนะคะ”


แต่ป้าเหมยไม่ยอมปล่อย


“จะไปหาเจียงเอ้อร์โกวที่โรงพยาบาลใช่ไหม?”


หลี่เซียงอวี้เงียบ ป้าเหมยกระซิบอย่างลึกลับ


“จะเอาเงินไปให้เขาใช่ไหม?”


หลี่เซียงอวี้สะดุ้ง ป้าเหมยยิ้ม


“เจียงเอ้อร์โกวนี่หน้าด้านจริงๆ กล้าขอห้าร้อยหยวน ทำไมไม่ไปปล้นเสียเลย!”


รู้จำนวนเงินด้วย! ข่าวแพร่เร็วขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?


“ไม่คิดว่าแม่สามีเธอจะใจกว้าง ให้ทันทีไม่ลังเลเลยนะ ตอนแรกฉันยังคิดว่าจะอิดออดสักหน่อย” ป้าเหมยจุ๊ปาก “แต่ก็เข้าใจได้ ผู้ชายในบ้านเธอเข้าไปเพราะแม่สามี ถ้าเธอยังไม่ยอมเสียห้าร้อยหยวน ก็ใจดำเกินไปแล้ว”


บทที่ 28: ให้น้ำเกลือ


หลี่เซียงอวี้ยิ้มแห้งๆ รู้สึกอับอายมาก โชคดีที่ป้าเหมยพูดไปตามเรื่องและยังไม่รู้รายละเอียด ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีหน้าเจอใครจริงๆ


“พอเจียงเอ้อร์โกวเขียนหนังสือยอมความแล้ว พ่อสามีกับสามีของเธอก็กลับมาได้เลยใช่ไหม?” ดวงตาป้าเหมยเป็นประกายอยากรู้ข่าว


หลี่เซียงอวี้ตอบแบบขอไปที “ใช่ค่ะ” เธออยากรีบไปโรงพยาบาลจัดการเรื่องนี้ให้จบ


แต่ป้าเหมยไม่ยอมปล่อยง่ายๆ “งั้นพรุ่งนี้พ่อสามีเธอก็ได้กลับแล้วสิ ยินดีด้วยนะ!”


พรุ่งนี้?


“ป้าเหมย ไม่เร็วขนาดนั้นหรอกค่ะ” ยังไม่ได้ตกลงราคาเลย จะรู้ได้อย่างไรว่าเจียงเอ้อร์โกวจะยอมหรือไม่


“ไม่เร็วเหรอ? แค่มีหนังสือยอมความก็พอไม่ใช่เหรอ? วันนี้เธอไม่ได้เอาเงินไปให้เขาหรือ? หรือว่าเขาจะขึ้นราคาอีก จากห้าร้อยยังไม่พอ?”


ป้าเหมยส่ายหน้า “ไม่น่าจะโง่ขนาดนั้นนะ เรื่องของบ้านเธอคนทั้งหมู่บ้านก็รู้ ถ้าขึ้นราคาอีกจะเอาเงินที่ไหนมาให้?” แล้วเธอก็เบิกตากว้าง “หรือว่าแม่สามีเธอไม่ยอมจ่ายห้าร้อยหยวน?”


หลี่เซียงอวี้ตกใจ รีบโบกมือ “ไม่ใช่ค่ะ ไม่มีอะไรทั้งนั้น ฉันแค่จะเอาเงินไปให้เขา—ป้าเหมยคะ คุยต่อไม่ได้แล้ว ชักช้าอีกนาที พ่อสามีก็ต้องอยู่โรงพักอีกนาทีหนึ่ง”


เธอสะบัดมือป้าเหมยแล้วรีบวิ่งจากไป


เจียงเจินเจินแข็งแรงมาก แม้จะแบกโจวไห่ฮวาไว้บนหลัง ความเร็วก็ไม่ลดลง แถมยังใช้เวลาน้อยกว่าปกติเล็กน้อยถึงโรงพยาบาล


เธอพาแม่ไปต่อคิวลงทะเบียน ตรวจเลือด แล้วพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือ


“หมอคะ แม่ฉันเป็นไข้หวัดใหญ่ใช่ไหม?” เจียงเจินเจินถามอย่างกังวล


หมอสวมแว่นและหน้ากาก จากผมที่บางน่าจะอายุไม่น้อยแล้ว เขาดันแว่นแล้วตอบ


“ใช่ครับ ตอนนี้ไข้สูง ควรให้น้ำเกลือ”


โจวไห่ฮวาไม่อยากให้น้ำเกลือ เพราะราคาแพง แต่มีลูกสาวอยู่ข้างๆ จึงไม่กล้าคัดค้าน


ร่างเธอผอม เส้นเลือดหายาก พยาบาลตบหลังมือหลายครั้ง ลองหลายตำแหน่ง ก่อนจะตัดสินใจแทงเข็มอย่างรวดเร็ว


โจวไห่ฮวาเวียนหัว ไม่กล้ามอง แต่เจียงเจินเจินจ้องทุกขั้นตอน เมื่อเห็นเลือดไหลย้อนในสาย เธอจึงโล่งใจ พยาบาลปล่อยสายรัดและติดสำลีด้วยเทป


“ช่วงนี้คนเป็นไข้หวัดเยอะไหมคะ?” เจียงเจินเจินถาม


“เยอะค่ะ โดยเฉพาะเด็กกับคนแก่ติดง่ายที่สุด” พยาบาลมองโจวไห่ฮวา “คุณแม่ผอมเกินไป แถมช่วงนี้งานไร่นายุ่ง เหนื่อยง่ายก็ป่วยง่าย”


พยาบาลจากไป


เจียงเจินเจินหันมาพูดกับแม่ “ได้ยินไหมคะ พยาบาลบอกว่าแม่เหนื่อยเกินไป”


เธอหยุดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ


“แม่ ต่อไปอย่าไปทำงานในไร่นาเลย”


“ไม่ได้!” โจวไห่ฮวาปฏิเสธทันที “ถ้าแม่ไม่ทำงาน จะให้ครอบครัวพึ่งลูกสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานอย่างลูกคนเดียวหรือ?”


เจียงเจินเจินเสียงแข็ง “หนูแข็งแรงกว่าผู้ชาย ทำไมจะพึ่งไม่ได้?”


เธอหยุด แล้วลดเสียงลง


“สุขภาพแม่ไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าไม่พักให้ดี แล้วรีบกลับไปทำงาน เดี๋ยวก็ป่วยอีก”


โจวไห่ฮวาเงียบ


“แม่คิดดูนะ ทำงานมานาน หัวหน้าทีมให้คะแนนเท่าไร? ปลายปีได้ข้าวได้เงินเท่าไร? แล้วค่ารักษาครั้งนี้ล่ะ?”


ใบหน้าซีดของโจวไห่ฮวายิ่งหม่นลง แม้คำพูดลูกจะตรงเกินไป แต่ก็เป็นความจริง


ทั้งสองเงียบไปพักหนึ่ง เจียงเจินเจินลุกขึ้น


“แม่ลองคิดดูนะคะ เดี๋ยวหนูไปเอาโจ๊กมาให้”


เธอมองขวดน้ำเกลือแล้วรีบกลับบ้าน


เมื่อถึงบ้าน เด็กสองคนกินเสร็จแล้ว รีบถามอาการย่า


“ย่าเป็นไข้ กำลังให้น้ำเกลืออยู่” เธอพูดพลางอุ่นโจ๊ก “พวกเธออยู่บ้านดีๆ อย่าไปที่อันตราย โดยเฉพาะอย่าไปทะเล เข้าใจไหม?”


เด็กทั้งสองพยักหน้า


อุ่นโจ๊กเสร็จ เธอใส่ลงในปิ่นโตที่พ่อกับพี่ชายเคยใช้ขึ้นเรือ ปิดฝาแน่น แล้วรีบวิ่งกลับโรงพยาบาล

แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือ เมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอเห็นโจวไห่ฮวาถือแก้วเคลือบดื่มโจ๊กอยู่ และคนข้างๆกำลังพูดคุยจนแม่เธอหัวเราะออกมา


และคนคนนั้น ก็คือคนที่เธอเพิ่งปฏิเสธคำสารภาพรักเมื่อวานนี้


บทที่ 29: อาหารเช้า


เกิดอะไรขึ้นกันแน่?


เจียงเจินเจินมึนงงไปหมด สองคนนี้มาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร… ไม่สิ กู้เผยไปรู้จักแม่ของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่?


ขณะที่เธอยังอึ้งอยู่ กู้เผยก็หันมาเห็นเธอที่หน้าประตู ดวงตาเป็นประกาย รีบโบกมือเรียก


“เจินเจิน!”


โจวไห่ฮวาก็มองไปที่ประตู เห็นลูกสาวถือปิ่นโตอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าชะงักทันที ความรู้สึกผิดเอ่อล้นขึ้นมา—เฮ้อ ทำไมเมื่อกี้ถึงทนคำหว่านล้อมของกู้เผยไม่ได้กันนะ


ต้องยอมรับว่ากู้เผยกระตือรือร้นเกินไปจริงๆ


ทันทีที่เจียงเจินเจินเดินออกไป เขาก็เข้ามาทักโจวไห่ฮวา ถามว่าเป็นแม่ของเจียงเจินเจินหรือไม่ แล้วแนะนำตัวว่าเป็นคนที่ลูกสาวเธอช่วยชีวิตจากทะเล


กู้เผยหน้าตาดี ยิ่งยิ้มก็ยิ่งดูดี เป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิงอยู่แล้ว โจวไห่ฮวาก็เช่นกัน


จากนั้นเขาก็ไปซื้ออาหารเช้าจากโรงอาหารโรงพยาบาลมาให้ มีทั้งไข่ ผัก และโจ๊ก ครบครันมาก


โจวไห่ฮวาปฏิเสธตอนแรก แต่กู้เผยเรียก “คุณป้า” ไม่หยุด


“คุณป้า ถ้าไม่รับผมจะเสียใจนะครับ”


“คุณป้า เจินเจินช่วยชีวิตผม โจ๊กถ้วยนี้เล็กน้อยมาก”


“คุณป้า พอเห็นคุณป้าก็เหมือนเห็นแม่ตัวเอง”


“คุณป้า ผมเป็นทหาร ไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว ให้ผมได้กตัญญูแทนลูกชายสักหน่อยเถอะครับ”


โจวไห่ฮวามีความรู้สึกดีต่อทหารอยู่แล้ว พอเจอหนุ่มพูดจาหวานขนาดนี้ จะทนปฏิเสธได้อย่างไร สุดท้ายเธอก็รับอาหารเช้าของเขา


แต่ตอนนี้พอเห็นปิ่นโตในมือลูกสาว ก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที แบบนี้ไม่ทำให้ลูกเสียเที่ยวหรือ?


เจียงเจินเจินเดินเข้ามา วางปิ่นโตลงบนโต๊ะเล็ก ฝืนยิ้มบางๆ ยังไม่ทันพูดอะไร กู้เผยก็เอ่ยก่อน


“เจินเจิน นี่เธอทำเองเหรอ?”


เขามองปิ่นโตแล้วพูดตรงๆ


“คุณป้าทานแล้ว แต่ผมยังไม่ได้ทาน ขอชิมฝีมือคุณหน่อยได้ไหม?”


“ได้สิ ได้สิ” โจวไห่ฮวารีบตอบแทนลูกทันที อย่างน้อยก็ไม่ให้ลูกมาเสียเที่ยว


เธอใช้มือข้างที่ไม่ได้เจาะเข็มยกปิ่นโตให้เขา แต่หนักเกินไปจนเกือบหล่น กู้เผยรีบรับไว้ทัน


“ทำเองหมดเลย อย่ารังเกียจนะ”


กู้เผยเปิดฝา กลิ่นขนมผักกาดลอยออกมา เขาหยิบชิ้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวสองคำแล้วเบิกตากว้าง


“อร่อยมาก!”


เจียงเจินเจิน: “…” เลิกแสดงเถอะ ฉันดูออกว่านายกำลังหัวเราะ


เขาชิมปลากุ้งแห้งเค็ม ตอนแรกคงเค็มจนคิ้วขมวด แต่ไม่นานก็ยิ้มชม


“เค็มกำลังดี อร่อยมาก”


สุดท้ายยกถ้วยโจ๊กขึ้นจิบ แล้วชูนิ้วโป้ง


“โจ๊กก็หอมมากครับ”


โจวไห่ฮวาหัวเราะอย่างมีความสุข


มุมปากเจียงเจินเจินกระตุก แม่เธอเชื่อการแสดงแย่ๆแบบนี้ได้อย่างไร!


แต่ต้องยอมรับว่าเขากินอย่างเอร็ดอร่อยจริงๆ คำใหญ่ๆซดโจ๊กไม่กลัวร้อน พลางพูดว่า


“อร่อยจริงๆ”


เจียงเจินเจินทนไม่ไหว


“นายพูดเว่อร์เกินไปแล้ว”


“เธอไม่เข้าใจหรอก” กู้เผยส่ายหน้า “อาหารโรงอาหารทหารถึงจะมีข้าว แป้ง เนื้อ ไข่ครบ แต่เป็นหม้อใหญ่แบบรวมๆ ขนมผักกาดกับปลาแห้งแบบนี้หาทานยากมาก เมื่อเทียบกันแล้ว ฝีมือเจินเจินอร่อยกว่าจริงๆ”


โจวไห่ฮวาพยักหน้าเห็นด้วย


“ใช่ๆ อาหารหม้อใหญ่จะเทียบกับของทำที่บ้านได้ยังไง” แล้วทำปากดุลูกสาวว่า “ไม่มีมารยาท”


เจียงเจินเจินอยากร้องความอยุติธรรม กลอกตาขึ้นเพดาน


ขณะทั้งสองโต้เถียงกันในห้องผู้ป่วย หลี่เซียงอวี้ก็มาถึงห้องของเจียงเอ้อร์โกว


เจียงเอ้อร์โกวนอนพิงเตียง ไขว่ห้าง กินส้มอย่างสบายใจ เห็นหลี่เซียงอวี้เข้ามา ตอนแรกดีใจ แต่คิดได้ว่าเฉียนเป่าผิงคงไม่ยอมจ่ายเงินง่ายๆ เธอคงมามือเปล่า


คิดได้เช่นนั้น เขาก็เอนหลังลงอีกครั้ง พูดอย่างเกียจคร้าน


“เอาเงินมาหรือยัง? ไม่มีเงิน ฉันไม่เขียนหนังสือยอมความ”


หลี่เซียงอวี้เม้มปาก


“เรื่องเงิน… นายไปพูดกับคนอื่นหรือเปล่า?”


“พูดแล้วจะทำไม?” เจียงเอ้อร์โกวยักคิ้ว เขาไม่สนชื่อเสียงอยู่แล้ว


หลี่เซียงอวี้อดตำหนิไม่ได้


“เรื่องแบบนี้จะไปพูดให้คนอื่นรู้ได้ยังไง!”


“พอแล้ว เรื่องไม่สำคัญ เอาเงินมาหรือยัง?”


แต่หลี่เซียงอวี้เข้าใจผิด คิดว่าเขาตั้งใจทำให้เรื่องบานปลาย


พอเธอเสนอเงื่อนไข เจียงเอ้อร์โกวก็แทบจะตะโกนพร้อมกัน


“ไสหัวไป! กลับไปบอกเฉียนเป่าผิง ถ้าไม่จ่าย ก็ให้เจียงฟู่กุ้ยนอนคุกไป!”


บทที่ 30: การแลกเปลี่ยน


เมื่อคืนเจียงเอ้อร์โกวนอนเร็ว เช้านี้จึงตื่นแต่เช้า กลิ่นยาฆ่าเชื้อในหอผู้ป่วยแรงเกินไป อยู่มาหลายวันก็ยังไม่ชิน ทุกเช้าเขาจึงต้องมายืนสูดอากาศที่หน้าต่าง


บังเอิญเหลือเกิน ภาพที่เจียงเจินเจินแบกโจวไห่ฮวาวิ่งเหยาะๆมาทั้งทางเพื่อมาหาหมอ ตกอยู่ในสายตาเขาพอดี


เจียงเอ้อร์โกวไม่ใช่คนโง่ ก่อนปีนกำแพงบ้านเจียงเจินเจิน เขาสำรวจสถานการณ์ไว้แล้ว รู้แน่ว่าบ้านนั้นมีแค่ผู้หญิงสองคนกับเด็กสองคน


ตอนที่เขาถูกตีจนสลบ และเกือบถูกลากลงทะเลจนจมน้ำ เขาเคยสงสัยว่าเป็นฝีมือเจียงเจินเจิน แต่ก็คิดว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ถึงจะสูงแข็งแรงหน่อยก็คงไม่มีแรงขนาดนั้น จึงสลัดความสงสัยทิ้งไป


แต่วันนี้เห็นภาพนั้นแล้ว ยังต้องสงสัยอะไรอีก? ผู้หญิงปกติคนไหนจะแบกคนหนักเป็นร้อยชั่ง วิ่งเหยาะๆได้ทั้งทางโดยไม่หอบ หน้าไม่แดง ใจไม่เต้นแรง?


ต้องเป็นเจียงเจินเจินแน่


เขานึกถึงคืนนั้น ตอนถูกกดลงทะเล ดิ้นเท่าไรก็ดิ้นไม่หลุด หน้าอกเหมือนระเบิดเพราะขาดอากาศ จนสุดท้ายหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง ตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองตายแล้วจริงๆ พอคิดย้อนกลับไปก็ยังขนลุก


เฉียนเป่าผิงคิดจะใช้เจียงเจินเจินมาแลกห้าร้อยหยวน คิดว่าเขาโง่หรือ?


เขาอาจจะเป็นคนเกเร ชอบหาเรื่องไปทั่ว แต่ยังไม่ถูกตีตายก็เพราะรู้จักเอาตัวรอด รู้ว่าใครควรยุ่ง ใครไม่ควรยุ่ง


ข้อเสนอของเฉียนเป่าผิงชัดเจนว่าอยากให้เขาตาย! ผู้หญิงคนนั้นกล้าฆ่าคนจริงๆ ถ้าเขากล้าคิดไม่ดีกับเจียงเจินเจิน วันนี้คิด พรุ่งนี้อาจได้กลายเป็นศพฝังทะเล


คิดถึงจุดนี้ เขาหนาวสะท้านทันที


หลี่เซียงอวี้ยังเอ่ยชมข้อดีของเจียงเจินเจิน บอกว่าขยัน กตัญญู แม้จะตัวใหญ่ไปหน่อย แต่ก็เหมาะจะมีลูกชายให้เขา


เจียงเอ้อร์โกวรีบตัดบท


“ไปๆ ออกไปเลย ฉันจะเอาคนแซ่เจียงมาแต่งอีกคนได้ยังไง นั่นมัน…มันผิดประเพณี!”


เขาไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าแท้จริงแล้วเขากลัว


หลี่เซียงอวี้โกรธจนแทบลมจับ


“อย่ามาเหลวไหล ถึงจะมาจากหมู่บ้านอื่น แต่ฉันก็รู้ว่าหมู่บ้านเจียงมีสองสายเลือด คนละบรรพบุรุษ นายกับเจินเจินไม่เกี่ยวดองกันเลย!”


เจียงเอ้อร์โกวโบกมือ


“ยังไงฉันก็ไม่แต่ง”


แล้วมองหลี่เซียงอวี้ด้วยสายตาเหนียวหนึบ


เธอรู้สึกขนลุก คิดในใจว่าหมอนี่คงไม่ได้คิดกับตนเองใช่ไหม แต่เขากลับพูดว่า


“ลูกสาวเธอยังไม่ได้แต่งไม่ใช่เหรอ ถ้ายอมยกลูกสาวให้ฉัน ฉันจะไม่เอาห้าร้อยหยวน”


หลี่เซียงอวี้ตาโตทันที ระเบิดอารมณ์ใส่เขา


“ไอ้สารเลว! ลูกสาวฉันยังเรียนมัธยมอยู่ นายกล้ามาคิดแบบนี้ได้ยังไง!”


เธอชี้หน้าเขา


“ถ้านายกล้าคิดอะไรกับลูกฉัน ฉันจะเอาชีวิตนาย!”


โชคดีที่วันนี้ไม่มีใครในห้อง จึงไม่มีใครได้ยินคพูดเหล่านี้ของพวกเขา


เจียงเอ้อร์โกวเบ้ปาก


“ใครจะสนลูกสาวเธอ ตัวผอมอย่างกับลูกไก่ ยังไม่มีหน้าอกเลย”


หลี่เซียงอวี้หอบหนัก


“นายอย่าคิดก็พอ!”


เงื่อนไขแลกเปลี่ยนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เธอรีบกลับบ้านไปบอกเฉียนเป่าผิง และตัดสินใจแน่ว่าจะบอกว่าเจียงเอ้อร์โกวไม่ยอม เพราะกลัวว่าเฉียนเป่าผิงจะคิดเอาลูกสาวเธอไปแลกเงินจริงๆ เพราะจากที่เธอรู้จักแม่สามีตอนนี้ ไม่มีอะไรแน่นอนเลย


ด้านโจวไห่ฮวาให้น้ำเกลืออยู่สามวัน ยกเว้นวันแรกที่เจียงเจินเจินพาไปเอง หลังจากนั้นเธอก็ไปทำงานตามปกติ


แผนไปซิงก่างถูกพักไว้ก่อน เพราะไปกลับใช้เวลาทั้งวัน เธอไม่กล้าทิ้งบ้านนาน กลัวแม่ป่วยซ้ำหรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน


เมื่อโจวไห่ฮวาหายดี เจียงเจินเจินก็พูดอีกครั้ง ขอให้แม่พักฟื้นอยู่บ้าน ไม่ต้องไปทำงานช่วงนี้ เธอคิดว่าจะต้องเถียงกันอีก แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น


โจวไห่ฮวาถอนหายใจ


“สามวันที่ให้น้ำเกลือ แม่คิดทบทวนแล้ว แม่คงไปทำงานไม่ได้อีกจริงๆ”


ค่ารักษาครั้งนี้เสียไปสามสิบสตางค์ แม้จะเสียดาย แต่หากป่วยอีกสองสามครั้งก็เป็นเงินไม่น้อย ถ้าฝืนทำงาน ลูกสาวก็จะไม่มีความสุข


ช่วงนี้กู้เผยยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ว่างเมื่อไรจะมาหาโจวไห่ฮวา แสดงความกตัญญู จนได้ความไว้วางใจจากเธอ


เมื่อโจวไห่ฮวาลังเลเรื่องงาน ก็ปรึกษาเขา กู้เผยสืบรู้สถานการณ์ครอบครัวเจียงแล้ว จึงพูดว่า


“ผมคิดว่าเจินเจินกลัวจะเสียคุณป้าไปอีกคน”


โจวไห่ฮวาชะงัก กู้เผยกล่าวต่อ


“เธอเสียพ่อกับพี่ชายไปแล้ว นอกจากเด็กสองคนนั้น คุณป้าคือญาติคนสุดท้ายของเธอ คุณป้าอาจไม่ห่วงตัวเอง แต่เจินเจินห่วง ถ้าโรคพรากคุณป้าไปอีก โลกนี้เธอก็จะเหลือตัวคนเดียวจริงๆ”


จบตอน

Post a Comment

0 Comments