NV003 ep41-60

บทที่ 41: ส่งเป้ยเป้ยไปเข้าร่วมรายการเปลี่ยนชีวิต


มุมปากของหยาหยาแอบยกขึ้นเล็กน้อย พอรู้ตัวว่าตัวเองกำลังยิ้มอยู่ เธอก็รีบกดมันลงทันที


ตอนนี้เธอเป็นเด็กโตที่ต้องทำหน้าที่เจ้าอาวาสแห่งสำนักซานชิงแล้ว จะทำตัวเด็กๆแบบนี้ไม่ได้!


“อาจารย์ รับผมเป็นศิษย์เถอะครับ”


แต่ตรงหน้ากลับมีเรื่องชวนปวดหัวสำหรับเจ้าอาวาสซานชิงอยู่หนึ่งอย่าง


ลู่สิงอวิ๋นดันเรียกเธอว่าอาจารย์ไม่หยุด แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?


หยาหยานึกถึงคำที่อาจารย์เคยบอกไว้ ถ้าเจอเรื่องที่แก้ไม่ค่อยได้ ก็ให้รีบชิ่งหนี!


“ลู่สิงเฟิง นายจะกลับขึ้นเขากับฉันไหม?” หยาหยากระซิบถามลู่สิงเฟิงอีกครั้ง


ลู่สิงเฟิงพยักหน้า “แน่นอนสิ แต่ว่า...เอาไอ้แจกันนั่นไปด้วยได้ไหม?”


บางเรื่องเขาค่อยใช้มือถือคุยกับทางบ้านหลังกลับถึงเขาก็ได้ ตอนนี้หยาหยาไม่อยากอยู่ที่บ้านลู่แล้ว งั้นพวกเขาก็กลับกันก่อนดีกว่า


แม้เสียงพูดของหยาหยาจะเบามาก แต่ลู่สิงอวิ๋นอยู่ใกล้จึงได้ยินชัดเจน


อาจารย์ตัวน้อยของเขา อาจารย์ที่เขาตั้งใจว่าจะต้องเรียนวิชาพยากรณ์เทพจากเธอให้ได้ กำลังจะพาน้องชายเขาหนีไปแล้ว! แถมยังไม่คิดจะรับเขาเป็นศิษย์ เพราะก่อนหน้านี้เขาทำตัวแย่เกินไป!


ไม่ได้ ต้องทำให้อาจารย์ตัวน้อยเห็นความจริงใจของเขา!


ลู่สิงอวิ๋นรีบคว้าแขนลู่สิงเฟิง “น้องรัก พาพี่กลับขึ้นเขาด้วยสิ”


ลู่สิงเฟิงกลับหันไปถามหยาหยา “หยาหยา เธอยังอยากพาพี่สี่ฉันขึ้นเขาอยู่ไหม?”


หยาหยากะพริบตา “อืม...ถ้าเขาอยากไป ฉันก็ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว ตอนขึ้นเขาครั้งแรก เขาก็ขึ้นไปได้เองนี่นา”


ภูเขาซานชิงไม่ใช่ว่าใครก็ขึ้นได้ง่ายๆ มันมีค่ายกลอยู่ คนที่มีวาสนากับสำนักซานชิงเท่านั้น ถึงจะขึ้นไปได้


ลู่สิงเฟิงเข้าใจทันที เขามองพี่ชายตัวเองแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ พี่สี่เอ๊ย แต่ก่อนชอบว่าผมซื่อบื้อไง ตอนนี้เป็นไงล่ะ ยังต้องมาขอร้องน้องโง่ๆคนนี้เลย”


ลู่สิงอวิ๋นตอบทันควัน “ขอร้องก็ขอร้องสิ! ขอแค่ได้เป็นศิษย์ จะให้ทำอะไรก็ยอม!”


เขาคิดมาดีแล้ว!


ตัวเองเปลี่ยนชะตาไม่ได้ แต่หยาหยาเปลี่ยนให้เขาได้ แล้วต่างกันตรงไหน? ก็ตรงที่หยาหยามีพลังพิเศษแบบนั้น แต่เขาไม่มี!


ถ้าเขามีเหมือนกัน เขาก็เปลี่ยนชะตาตัวเองได้เอง ต่อไปถ้าเจอเรื่องแบบวันนี้อีก โดนผีตามอีก เขาก็จะตบผีให้ดับได้เอง!


ทางฝั่งสองพี่น้องตระกูลลู่กำลังจะตามหยาหยาขึ้นเขา ส่วนอีกด้าน เป้ยเป้ยยังคงร้องไห้อยู่ต่อหน้าคุณตาคุณยาย


ลู่สิงโจว ลูกชายคนโตของตระกูลลู่ ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าขมับตัวเองกำลังเต้นตุบๆ


ในฐานะผู้กุมอำนาจของบริษัทตระกูลลู่ เขาเห็นผู้คนมาหลากหลายรูปแบบในสนามธุรกิจ คนอย่างโจวเหวินป๋อ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเสแสร้ง


แต่เพราะน้องสาวชอบ จึงแต่งงานกับอีกฝ่ายทั้งที่อายุยังน้อย สุดท้ายก็ตายเพราะตกเลือดหลังคลอด


แม้เป้ยเป้ยจะมีสายเลือดของน้องสาวอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่กลับไม่ได้รับนิสัยอ่อนโยนของแม่มาเลยแม้แต่นิดเดียว โตมาแบบผิดทางไปแล้ว


จริงๆ เขาไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก ที่ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลโจวเพราะเป้ยเป้ย


แต่พ่อแม่ก็รักลูกสาวมาก และเพราะรักลูกสาว จึงรักหลานสาวด้วย คิดแค่ว่าต้องดีกับลูกของลูกสาว ถึงจะไม่ผิดต่อดวงวิญญาณของลูก


แต่ตอนนี้เป้ยเป้ยกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว


ลู่สิงโจวตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เดินไปหาพ่อแม่แล้วพูดว่า “พ่อครับ แม่ครับ เรื่องนี้ให้ผมจัดการเอง”


หยาหยามองลู่สิงโจวอย่างสนใจ เธออยากรู้ว่าเขาจะจัดการเป้ยเป้ยยังไง


จากนั้นเธอก็เห็นลู่สิงโจวก้มมองเป้ยเป้ยด้วยสายตาเย็นชาราวน้ำแข็ง ก่อนพูดว่า “ลุกขึ้น”


แค่สองคำสั้นๆ เป้ยเป้ยก็รีบลุกขึ้นจากพื้นจริงๆ


แล้วลู่สิงโจวก็พูดต่อ “มีรายการชื่อ ‘เปลี่ยนชีวิต’ เธอจะต้องไปอยู่ชนบทกับคนที่ฉันจัดไว้”


น้ำเสียงยังเย็นชาเหมือนเดิม


เป้ยเป้ยตัวสั่น ก้มหน้าราวลูกนกกระทา พยักหน้าหงึกๆ “ค่ะ...ค่ะ คุณลุงใหญ่ เป้ยเป้ยจะไป อย่าดุเป้ยเป้ยเลยนะ”


ลู่สิงโจวพยักหน้า แล้วหันไปมองผู้ช่วยของตัวเอง


ผู้ช่วยดันแว่นกรอบทอง ก่อนเดินไปหาเป้ยเป้ย “คุณหนูเป้ยเป้ย เชิญครับ”


เป้ยเป้ยจึงเดินตามผู้ช่วยออกไปจริงๆ


ลู่สิงโจวถาม “พ่อครับ แม่ครับ จัดการแบบนี้โอเคไหม?”


สองผู้เฒ่าพยักหน้าเงียบๆ การส่งเป้ยเป้ยไปเข้าร่วมรายการเปลี่ยนชีวิตก็ถือเป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หวังให้เด็กเปลี่ยนแปลง พวกเขาจึงยอมรับได้


เมื่อเรื่องเป้ยเป้ยถูกจัดการชั่วคราวแล้ว สองผู้เฒ่าจึงหันกลับมามองหยาหยาอย่างจริงจังเสียที


จากนั้นคุณลู่ก็พูดว่า “ท่านนักพรตน้อยหยาหยา แจกันที่เป้ยเป้ยเอามาให้ พอจะช่วยจัดการได้ไหม?”


หยาหยาพยักหน้า “ได้สิคะ”


แล้วก็ยื่นมือเล็กออกมา “แต่ต้องเก็บเงินนะ เรื่องนี้นับเป็นฮวงจุ้ย ต้องจ่าย999หยวน”


ทันทีที่หยาหยาพูดจบ ก็มีคนรับใช้ถือเงินสดเดินเข้ามา ส่งให้ถึงมือเธอ


ครั้งนี้หยาหยาพอใจกับความรวดเร็วในการจ่ายเงินของตระกูลลู่มาก


จากนั้นเธอก็เดินขึ้นชั้นบนไปเอง จนพบแจกันกระเบื้องใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงทางเดินฝั่งทิศตะวันตก


เพื่อพิสูจน์ว่าความสามารถของตัวเองมีประโยชน์ หยาหยาจึงหันกลับมาถามว่า “อยากเปิดตาหยินหยางไหมคะ?”


ทุกคนในตระกูลลู่พยักหน้ากันแรงมาก


ลู่สิงเฟิงรู้หน้าที่ที่สุด รีบอุ้มหยาหยาขึ้นมา


หยาหยาเอามือแตะดวงตาของลู่สิงเฟิงก่อน แล้วให้เขาอุ้มเธอไปแตะดวงตาของคุณลู่ คุณนายลู่ ลู่สิงโจว และลู่สิงอวิ๋นทีละคน


หลังทุกคนเปิดตาหยินหยางได้แล้ว หยาหยาก็ชูสองนิ้วทำมุทราควบคุมอาคม นิ้วเล็กขยับเบาๆ กระดาษยันต์แผ่นหนึ่งก็ลอยขึ้นกลางอากาศ


ยันต์นั้นลอยไปเหนือแจกันภายใต้การควบคุมของหยาหยา


เปรี๊ยะ!


แจกันถูกฟ้าผ่า


จากในแจกัน กลุ่มควันสีดำค่อยๆลอยออกมา


มันรวมตัวกันช้าๆ กลายเป็นร่างของผีตนหนึ่ง ดวงตาแดงก่ำจ้องหยาหยาเขม็ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เด็กน้อย เจ้าก็มีฝีมืออยู่บ้างนี่ ทั้งทำลายยันต์ของข้า แล้วยังจะมาจับผีที่ข้าเลี้ยงไว้อีก”


หลังจากเคยลองวิชากับนักพรตกิ้งก่ามาแล้ว หยาหยาก็เริ่มมั่นใจว่าตัวเองเก่งอยู่บ้าง พอเจอผีที่อีกฝ่ายเลี้ยงไว้ จึงไม่ตื่นกลัวนัก เธอตอบกลับด้วยเสียงนุ่มนิ่มว่า “หยาหยาก็เก่งนิดหน่อยเอง~ ขอบคุณที่ชมนะ~”


ผีตนนั้นแสดงสีหน้าโกรธจัด “เด็กน้อย อย่าได้ใจเกินไป! รอให้อาจารย์ของข้าออกจากการปิดด่านก่อนเถอะ ข้าจะพาอาจารย์ไปหาถึงสำนักของเจ้า!”


สำนัก?


หยาหยาเคยได้ยินอาจารย์พูดไว้ สำนักก็คือสถานที่บำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตน ส่วนเธอเติบโตบนภูเขาซานชิง ภูเขาซานชิงก็คือสำนักของเธอ


ผีตนนี้บอกว่าจะพาอาจารย์ไปหาถึงภูเขาซานชิง เห็นชัดว่าเป็นแบบที่อาจารย์เคยพูด การมาท้าประลองถึงถิ่น!


“ได้สิ งั้นหยาหยาจะรอพวกนายมาท้าสำนักนะ~”


สำหรับผู้บำเพ็ญ การมีคนมาท้าสำนักถือเป็นเรื่องดี ยิ่งมีคนมาท้า ก็ยิ่งสร้างชื่อเสียงได้


พูดจบ หยาหยาก็ควบคุมยันต์สายฟ้า


เปรี้ยง!


ผีร้ายตนนั้นถูกฟ้าผ่าจนสลายหายไปในพริบตา


หลังจัดการผีเสร็จ หยาหยาหันกลับมาพูดว่า “เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้แจกันใบนี้เป็นแจกันธรรมดาแล้วนะ”


คุณลู่และคุณนายลู่ต่างขอบคุณหยาหยาไม่หยุด หยาหยายิ้มตาหยี โบกมือเล็กไปมา “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อ้อ จริงสิ ฉันว่าพวกคุณควรมีเครื่องรางปลอดภัยของจริงนะ จะซื้อจากหยาหยาไหม?”


ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเป็นประกายแห่งเงินทองอย่างชัดเจน


สองผู้เฒ่าตระกูลลู่เข้าใจทันที จึงสั่งคนรับใช้ให้นำเงินสดที่เตรียมไว้มา ก่อนหน้านี้หยาหยาเคยบอกว่าถ้าจะถวายเงินทำบุญที่ภูเขาซานชิง ต้องใช้เงินสด พวกเขาจึงเตรียมเอาไว้จำนวนมาก


บทที่ 42: ลูกสาวเป็นพวกคลั่งรัก


“เครื่องรางปลอดภัยเหรอ อืม...หยาหยาขอถามท่านปู่บรรพจารย์ก่อน ว่าอยากให้หยาหยาขายราคาเท่าไหร่”


พูดจบ หยาหยาก็เขียนฎีกาถวายขึ้นมา


ต่างจากครั้งก่อนที่ส่งถึงท่านปู่สวรรค์ คราวนี้ฎีกาถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็ว หยาหยาหลับตาลงเล็กน้อย ไม่นานก็ได้รับคำตอบ


“เครื่องรางปลอดภัย! อันละ 6,666หยวนค่ะ! ถึงจะแพงนิดหน่อย แต่ใช้ดีมากนะ ซื้อไปไม่มีขาดทุนแน่นอน~”


6,666หยวน มากกว่า666หยวนที่เก็บตอนดูดวงหลายเท่า


หยาหยายิ้มจนตาหยี


เมื่อเห็นหยาหยาดีใจเรื่องเงิน 6,666หยวนจนดูไม่มีฟอร์มแบบนี้ คนตระกูลลู่กลับรู้สึกสงสารเธอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


แม้แต่ลู่สิงอวิ๋นที่ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าหยาหยาเก็บเงินเพราะไม่อยากสนิทกับพวกเขา ก็เริ่มเปลี่ยนความคิด


จากนั้นเขาก็มองลู่สิงเฟิง แล้วพลันเข้าใจว่าทำไมลู่สิงเฟิงถึงได้เป็นห่วงหยาหยาจากใจจริง


เด็กน้อยที่เก่งขนาดนี้ ทั้งเชื่อฟัง ทั้งรู้ความ แถมยังคอยช่วยเหลือคนอื่นตลอด ไม่เคยเอาแต่ใจเลย แบบนี้จะไม่ให้คนเอ็นดูได้ยังไง?


“ซื้อ ซื้อทั้งหมด” คุณนายลู่พูดทันที “ซื้อให้คนรับใช้ของบ้านลู่ด้วย ให้พวกเขามาเข้าแถวรับ ถือเป็นสวัสดิการพนักงาน”


“พ่อบ้านหวัง คุณเป็นคนจ่ายเงิน”


“ครับ คุณผู้หญิง”


ดังนั้นกลางดึกดื่น คนตระกูลลู่รวมถึงคนรับใช้ทั้งหมดในคฤหาสน์ ต่างก็มาเข้าแถวรับกระดาษยันต์สีเหลืองจากมือของเด็กตัวเล็กๆ


ลู่สิงเฟิงเองก็อยากซื้อเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขามองว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกับหยาหยาไปแล้ว


หยาหยาต้องการให้สำนักซานชิงรุ่งเรือง ทำให้ลู่สิงเฟิงนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา—เครื่องหมายการค้า!


ในเมื่อยันต์พวกนี้ขายได้ งั้นบนกระดาษยันต์ก็ควรมีตราสัญลักษณ์ของภูเขาซานชิง แบบนี้ถึงจะช่วยโปรโมตได้


ลู่สิงเฟิงจึงกระซิบอธิบายข้อดีของเครื่องหมายการค้าให้หยาหยาฟังก่อนเธอแจกยันต์


หยาหยาเข้าใจทันที


จริงสิ สำนักซานชิงคงไม่ใช่ที่เดียวที่ขายเครื่องรางปลอดภัยได้ บางวัดหรือบางสำนักเต๋าก็คงขายได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเครื่องหมายการค้าก็สำคัญมาก!


เธอจึงนอนคว่ำอยู่บนโต๊ะชา หยิบพู่กันเล็กออกมาสิบด้ามกับกล่องชาดแดงสิบกล่อง


จากนั้นมือเล็กก็ขยับเบาๆ พู่กันทั้งหมดลอยขึ้นกลางอากาศ จุ่มชาดแดงเอง ก่อนวาดลวดลายยอดเขาหลักของภูเขาซานชิงลงบนกระดาษยันต์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ


หลังวาดยอดเขาเสร็จ ก็เติมรูปต้นอ่อนเล็กๆ คล้ายตัวอักษร “Y” ลงไป


นี่คือตราสินค้าของสำนักซานชิง!


หยาหยาพอใจมาก คิดต่อยอดจากหลักการของเครื่องหมายการค้าแล้วพูดว่า “ถ้าพูดให้ถูก จริงๆแล้วใครได้ยันต์ของหยาหยาไปก็ใช้ได้ แบบนั้นก็ดูไม่ค่อยดีใช่ไหม?”


ลู่สิงเฟิงอึ้งกับความสามารถของหยาหยาที่รู้จักต่อยอดได้รวดเร็วขนาดนี้ จึงพยักหน้า “ใช่แล้ว”


หยาหยายิ้ม “งั้นตอนรับยันต์ บอกชื่อกับหยาหยาด้วยนะ~”


เมื่อสลักชื่อและกลิ่นอายวิญญาณของผู้ซื้อไว้บนยันต์ ยันต์ก็จะใช้ได้เฉพาะคนนั้น ป้องกันการนำไปขายต่อ


หยาหยารู้สึกว่าตัวเองคิดเรื่องนี้ออกได้ ช่างเก่งสุดๆไปเลย!


ดังนั้นตอนแจกยันต์ ใบหน้ากลมๆของเด็กน้อยจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มหวานตลอดเวลา รอยยิ้มนั้นติดตาจนเหล่าคนรับใช้ของตระกูลลู่อดมองหยาหยาซ้ำไม่ได้


หลายคนถึงขั้นคิดในใจว่า ถ้าหลานสาวของบ้านหลักเป็นท่านนักพรตน้อยหยาหยาก็คงดี ดูแลหยาหยาคงง่ายกว่าดูแลคุณหนูเป้ยเป้ยมาก


ยิ่งไปกว่านั้น ท่านนักพรตน้อยหยาหยายังมีความสามารถพิเศษแบบนี้อีก!


ระหว่างแจกยันต์ให้คนรับใช้ หยาหยาก็สังเกตได้ว่าตระกูลลู่เลือกคนได้ดีมาก


ทุกคนล้วนเป็นคนที่บรรพบุรุษสามชั่วอายุคนล้วนซื่อสัตย์ ไม่เคยมีคนชั่วโดยกำเนิด จึงมีโชคชะตาดีติดตัว และมีวาสนากับสำนักซานชิงจริงๆ


เมื่อแจกยันต์ครบแล้ว ตรงหน้าหยาหยาก็กองเต็มไปด้วยเงินสด


ตั้งแต่เกิดมา หยาหยายังไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย! เธอกะพริบตาปริบๆ ก่อนเก็บเงินทั้งหมดอย่างมีความสุข


ตอนนี้เหล่าคนรับใช้แยกย้ายกันไปแล้ว เหลือเพียงคนตระกูลลู่


เมื่อเห็นหยาหยาเก็บของทั้งหมดหายไปต่อหน้าต่อตา ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความตกตะลึง


อายุยังน้อยแท้ๆ แต่กลับเก่งขนาดนี้ แถมยังช่วยพวกเขามาสามครั้งแล้วอีก!


เรื่องของลู่สิงอวิ๋นยังไม่ได้เล่าให้คนในบ้านฟัง ดังนั้นสองผู้เฒ่ากับลู่สิงโจวจึงยังไม่รู้


แต่พอเห็นว่าหยาหยาชอบเงินมาก ลู่สิงอวิ๋นก็อดถามไม่ได้ “อาจารย์ตัวน้อย ถ้าผมให้เงินท่าน ท่านจะรับผมเป็นศิษย์ไหม? เท่าไหร่ก็ได้”


ลู่สิงเฟิงเองก็ดูออกว่าหยาหยาชอบเงิน จึงเสริมตามคำพี่ชาย “หยาหยา อย่าเกรงใจลู่สิงอวิ๋นเลย เขาเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า เสื้อผ้าชุดหนึ่งขายได้หลายสิบล้านเลยนะ รวยมาก!”


ตอนนี้ลู่สิงอวิ๋นไม่รู้สึกแล้วว่าน้องชายเข้าข้างหยาหยาเป็นเรื่องผิด เขารีบพยักหน้ารัวๆ เห็นด้วยกับลู่สิงเฟิง หวังว่าหยาหยาจะเห็นแก่ที่เขามีเงินเยอะแล้วรับเขาเป็นศิษย์


พอนึกถึงเรื่องเงิน ก็พลันนึกถึงความคิดโง่ๆของตัวเองก่อนหน้านี้


ลู่สิงอวิ๋นจึงรีบขอโทษอีกครั้ง “อาจารย์ตัวน้อย ผมขอโทษเรื่องก่อนหน้านี้อีกครั้งครับ”


หยาหยามองลู่สิงเฟิง มองลู่สิงอวิ๋น แล้วก็มองคนอื่นๆในตระกูลลู่


ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อคนตระกูลลู่


ใช่ ถึงตอนนี้เธอจะนั่งอยู่บนโซฟาของบ้านลู่ อยู่ในพื้นที่เดียวกับพวกเขาแล้ว แต่หยาหยาก็ยังรู้สึกอยากรู้อยากเห็นต่อคนตระกูลลู่อยู่ดี


สุดท้ายสายตาของเธอก็ตกลงบนตัวลู่สิงอวิ๋น ก่อนพูดเสียงนุ่มนิ่มว่า “หยาหยารับคุณเป็นศิษย์ไม่ได้”


ลู่สิงอวิ๋น “ทำไมครับ? เพราะความจริงใจของผมยังไม่พอเหรอ? พรุ่งนี้ผมจะไปปีนเขาอีก!”


หยาหยาส่ายหน้า ปฏิเสธที่จะบอกเหตุผล แล้วกลับยื่นมือเล็กไปทางลู่สิงเฟิง “ลู่สิงเฟิง พวกเรากลับสำนักกันเถอะ~”


ลู่สิงเฟิงยื่นมือใหญ่ไปจับมือเล็กของหยาหยาอย่างเชื่อฟัง ทั้งสองประสานมือกัน


ลู่สิงอวิ๋นกลัวจะถูกทิ้งไว้ รีบคว้ามือลู่สิงเฟิงไว้ทันที พร้อมทิ้งท้ายกับพ่อแม่ว่า “พ่อครับ แม่ครับ ผมจะไปหาทางบวชเป็นนักพรตแล้วนะ ไม่ต้องเป็นห่วงผม!!”


จากนั้น คนสองคนกับเด็กอีกหนึ่งคนก็หายวับไปจากห้องในพริบตา


คุณลู่กับคุณนายลู่มองหน้ากัน


เมื่อกี้พวกเขาอยากถามหลายอย่าง แต่ไม่มีจังหวะเลย ก่อนหน้านี้ลูกชายคนเล็กทำไลฟ์เดินป่าแล้วถูกหยาหยาช่วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาตามหยาหยาอยู่บนเขา


แต่ตอนนี้ทำไมลูกชายคนที่สี่ถึงเป็นบ้า อยากฝากตัวเป็นศิษย์หยาหยาด้วยล่ะ?


มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


ความสงสัยของทั้งสองได้รับคำตอบในอีกห้านาทีต่อมา


หลังหยาหยาพาลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงกลับถึงสำนัก เธอก็ไปอาบน้ำเข้านอนเอง ส่วนสองพี่น้องยังไม่นอน และเปิดวิดีโอคอลในกรุ๊ปครอบครัว


ลู่สิงอวิ๋นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง รวมถึงสิ่งที่ผีสาวเล่าเกี่ยวกับโจวเหวินป๋อ


สองผู้เฒ่าตระกูลลู่มองหน้ากัน ก่อนถอนหายใจ


“จริงๆแล้ว พวกเราจะดูไม่ออกได้ยังไงว่าโจวเหวินป๋อไม่ใช่คนดี?”


คนแก่ที่ผ่านโลกมามาก แค่มองครั้งแรกก็พอจะสัมผัสได้ ตอนที่ลูกสาวพาโจวเหวินป๋อกลับบ้าน บอกว่าท้องแล้วจะแต่งงาน พวกเขาก็เคยพยายามห้าม


แต่ลูกสาวเป็นพวกคลั่งรัก ไม่ฟังเลย


ตอนนี้เป็นไงล่ะ คนตระกูลโจวยังสั่งสอนหลานสาวจนเสียคนไปอีก


“เจ้าคนโต พวกเราต้องหาทางพาเป้ยเป้ยกลับมาอยู่บ้านเราให้ได้” สองผู้เฒ่ามองลู่สิงโจวด้วยความคาดหวัง หวังว่าเขาจะคิดทางออกดีๆได้


แค่ส่งเป้ยเป้ยไปเข้าร่วมรายการเปลี่ยนชีวิตยังไม่พอ ถ้าจะอบรมให้เด็กดีขึ้น ต้องให้อยู่กับตระกูลลู่ต่อเนื่องต่างหาก


เมื่อต้องเผชิญกับสายตาคาดหวังของพ่อแม่ ลู่สิงโจวจึงตอบได้เพียงว่า “ทำได้แค่ถ่วงเวลาไม่ให้เป้ยเป้ยกลับบ้านเร็วเกินไป”


หลังพูดจบ เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า “จริงสิ วันนี้ตอนท่านนักพรตน้อยหยาหยามาที่บ้าน ดูเหมือนเธอจะคอยสังเกตทุกคนในบ้านตลอดเลย”


“ลู่สิงเฟิง ตอนอยู่บนเขา ท่านนักพรตน้อยหยาหยาก็ปฏิบัติกับคนอื่นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า?”


บทที่ 43: ทีมก่อสร้างเจ้ามาร์มอต


ลู่สิงเฟิงรู้ดีว่าพี่ชายคนโตของตนมีสัญชาตญาณประหลาดบางอย่างอยู่เสมอ จึงตอบตามตรงว่า “หลังหยาหยาได้ยินชื่อโจวเหวินป๋อ เธอก็ดูไม่ค่อยมีความสุขครับ”


ลู่สิงโจวก้มตาลง ก่อนจะพูดหลังเงียบไปพักใหญ่ “เข้าใจแล้ว เจ้าห้ากับเจ้าสี่ พวกนายอยู่บนเขากันดีๆล่ะ”


ลู่สิงเฟิงหัวเราะ “พี่ใหญ่ ถึงพี่ไม่พูด ผมก็อยู่ดีแน่นอน! พี่ไม่รู้หรอกว่าอยู่บนเขาสบายแค่ไหน!”


บนเขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตอนนี้พวกช่างก็จัดการระบบไฟเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ระบบน้ำประปาที่ยังไม่เสร็จ


หลังจากพี่น้องตระกูลลู่คุยกันอีกเล็กน้อย ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปนอน


ผ่านไปหนึ่งคืน เช้าวันต่อมา หยาหยาเพิ่งตื่น ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงดังมาจากในสำนัก


ขาเล็กๆวิ่งต๊อกแต๊กไปตามเสียง หยาหยาก็เห็นหลินอวี้


ก่อนหน้านี้ลู่สิงเฟิงเคยบอกว่าหลินอวี้กำลังแต่งเพลง ตอนนี้เขาร้องออกมาได้แล้ว แสดงว่าแต่งเสร็จแล้วสินะ?


หยาหยายืนฟังอยู่ด้านหลังหลินอวี้


ตอนนี้หลินอวี้ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนัก สวมชุดเต๋าสีเขียวเก่าของอาจารย์หยาหยา บนชุดยังมีรอยปะอยู่เลย


แต่ถึงจะเป็นชุดเก่าแบบนั้น เวลาหลินอวี้ยืนร้องเพลง ทั้งตัวเขากลับดูเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด


“เมล็ดพันธุ์เติบโตท่ามกลางซากปรักหักพัง รอวันผลิบานเป็นดอกไม้แสนงดงาม...”


หลังร้องท่อนนี้ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นนุ่มนวล น้ำเสียงของหลินอวี้ก็พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานกังวาน กลายเป็นเสียงงิ้วของหญิงสาว


“เทพเซียนมิได้ตอบคำอธิษฐาน สายลมพัดแผ่วเบา~ นำทางสู่ขุนเขา~ ได้เห็นการผลิหน่อของนาง~ อาาา~”


ทันทีที่ได้ยินคำว่า “หน่อ” ซึ่งออกเสียงว่า “หยา” เหมือนชื่อของเธอ หยาหยาก็เบิกตากว้าง


ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอจึงหันหลัง เดินหนีไปล้างหน้าเงียบๆ


หัวหน้าคนงานเห็นหยาหยาตื่นเช้าขนาดนี้ จึงเดินเข้ามาพร้อมแบบแปลน


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยครับ นี่คือแบบท่อส่งน้ำที่พวกเราทำกันเมื่อวานครับ” บนกระดาษมีการวาดเส้นทางลงเขาตามสัดส่วน พร้อมกำหนดตำแหน่งวางท่อน้ำ “เมื่อวานตอนท่านไม่อยู่ พวกเราก็ขึ้นไปทำเครื่องหมายจุดวางท่อไว้แล้วครับ”


หยาหยาดูแบบแปลนเสร็จ ก็พยักหน้า “โอเคค่ะ จุดวางท่อพวกนั้นไม่ต้องให้พวกคุณขุดนะ หยาหยาจะให้เพื่อนช่วยเอง”


หัวหน้าคนงานถามอย่างสงสัย “เพื่อนของท่านเจ้าอาวาสน้อยเหรอครับ?”


“อื้อๆ เพื่อนของหยาหยาเอง~” หยาหยาพูดพลางพึมพำ “แค่ต้องเตรียมอาหารที่พวกมันชอบก็พอ”


หัวหน้าคนงานอยากรู้ว่าเพื่อนที่หยาหยาพูดถึงคือใคร จึงเดินตามเธอเงียบๆ


ในสำนักมีงานก่อสร้างไม่มาก แต่คนงานกลับเยอะมาก ตอนนี้ทุกคนจึงอยู่ในสภาพไม่มีอะไรทำ พอเห็นหัวหน้าคนงานเดินตามหยาหยา พวกเขาก็เดินตามกันมาเองโดยอัตโนมัติ


เช้าตรู่เช่นนี้ ท่ามกลางเสียงเพลงของหลินอวี้ เด็กน้อยตัวกลมเดินเตาะแตะอยู่หน้ากระท่อมไม้ไผ่ โดยมีผู้ใหญ่กลุ่มใหญ่เดินตามหลังอย่างเชื่องช้า


ภาพที่ออกมาดูน่าขำอยู่ไม่น้อย


เมื่อเดินมาถึงโต๊ะไม้ไผ่ที่คนงานใช้กินข้าว หยาหยาก็หยุด


หัวหน้าคนงานหยุดตาม


ส่วนพวกคนงานที่เดินตามหลังมาไม่ทันระวัง ก็ชนเข้ากับหลังหัวหน้าคนงานเต็มแรง


หยาหยาหันกลับไปมองทุกคน ก่อนถามอย่างสงสัย “ทำไมพวกคุณถึงเดินตามหยาหยากันตลอดล่ะ?”


คนงานตอบ “ก็...ก็อยากเห็นว่าเพื่อนของท่านคือใคร”


“อ๋อ!” หยาหยาได้คำตอบแล้วก็ไม่ถามต่อ แต่หยิบเสียงนกหวีดอันหนึ่งออกมา


ระหว่างที่เธอกำลังจะเป่านกหวีด ก็มีคนถามขึ้นอีกว่า “ท่านเจ้าอาวาสน้อยครับ ท่านไม่เปิดไลฟ์แล้วเหรอ? เมื่อวานจู่ๆท่านก็ปิดไลฟ์ แฟนคลับในกลุ่มถามกันใหญ่ว่าไปทำอะไรมา”


“จริงด้วย ไลฟ์”


หยาหยาวิ่งไปหน้าห้องของลู่สิงเฟิง แล้วเคาะประตูอย่างสุภาพ


ลู่สิงเฟิงเปิดประตูทั้งที่ยังงัวเงีย ก่อนยื่นมือถือให้หยาหยา ส่วนด้านใน ลู่สิงอวิ๋นได้ยินเสียง ก็ลุกพรวดจากเตียงไม้ไผ่ รีบวิ่งมาที่ประตูทันที


“ท่านนักพรตน้อยหยาหยา รอผมด้วย! มีอะไรให้ผมช่วยไหม!”


ตอนนี้หยาหยาเปิดไลฟ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนอาป้าก็มาตรงเวลาพอดี กล้องจึงจับภาพลู่สิงอวิ๋นในสภาพเพิ่งตื่นนอนเข้าเต็มๆ


[โอ๊ย เข้ามาก็เจอหนุ่มกล้ามแน่นใส่เสื้อกล้ามสองคนเลยเหรอ นี่คือสวัสดิการตอนเช้าของคนดูไลฟ์ใช่ไหม?]


[พ่อหนุ่มคะ แต่งงานกันเถอะ!]


[เดี๋ยวนะ ลู่สิงเฟิงก็มีกล้ามด้วยเหรอ? ก่อนหน้านี้ทำไมฉันไม่เคยสังเกต นึกว่าเป็นผู้ชายอ่อนแอซะอีก]


[อยากจับจัง ไม่รู้จะนุ่มแค่ไหน]


ผิวของลู่สิงเฟิงขาวกว่าลู่สิงอวิ๋นเล็กน้อย หน้าตาคล้ายกันอยู่สามส่วน สองพี่น้องสวมเสื้อกล้ามสีดำกับสีขาว กล้ามแขนปูดแน่น ดูเหมือนพระเอกสายเถื่อนในนิยายอย่างมาก


หยาหยาเห็นทุกคนกำลังพูดถึงกล้ามของสองพี่น้องลู่ ก็พริบตาปริบๆ แล้วพูดว่า “นุ่มนะ~”


คำพูดเดียวของเด็กน้อย ทำเอาลู่สิงเฟิงหน้าแดงทันที


“หยาหยา อย่าพูดแบบนี้ต่อหน้าทุกคนสิ เธอจะไลฟ์ไม่ใช่เหรอ? รีบไปเถอะ?”


หยาหยาไม่เข้าใจว่าทำไมลู่สิงเฟิงต้องหน้าแดง แต่เธอมีเรื่องต้องทำจริงๆ จึงพาอาป้ากลับไปยังบริเวณโต๊ะไม้ไผ่อีกครั้ง


จากนั้นเธอก็โบกมือเบาๆ บนโต๊ะก็ปรากฏตะกร้าไม้ไผ่หลายใบที่เต็มไปด้วยแอปเปิลแดงลูกโต


ทักษะนี้ หยาหยาเคยใช้ตอนต้อนรับคนงานมาก่อนแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่ปรากฏเป็นผลไม้ ทำให้ผู้ชมในไลฟ์เริ่มสงสัยว่าเธอกำลังจะต้อนรับใครกันแน่


ฟิ้ว——


หยาหยาเป่านกหวีด ก่อนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น


เสียงร้องของหลินอวี้ดังขึ้นอีกครั้ง ผู้ชมที่ชอบเพลงของหลินอวี้หลายคนจำเสียงเขาได้ทันที


[อ๊ากกก นั่นหลินอวี้ร้องเพลงใช่ไหม?]


[พี่อวี้ออกเพลงใหม่เหรอ! โอ๊ยยย หลินอวี้ไม่ออกเพลงมาหนึ่งปี พอขึ้นเขาปุ๊บก็มีเพลงใหม่เลยเหรอ?]


[เสียงงิ้วนั่นโคตรล่องลอยเลย ฉันได้ยินแค่คำว่า “หยา”]


ห้านาทีต่อมา ผู้ชมที่กำลังคุยเรื่องหลินอวี้อยู่ก็พากันนิ่งอึ้ง


กล้องจับไปที่โต๊ะกับเก้าอี้ รอบๆเป็นซากกำแพงพังกับเศษหิน จากนั้นตรงข้างกำแพงแตกๆกับกองหิน ก็มีสัตว์ตัวเล็กหน้ากลม ฟันหน้าสองซี่โผล่กระโดดออกมาทีละตัว


พวกมันเห็นแอปเปิลบนโต๊ะ ก็กรูกันเข้าไป คว้ากัดกินอย่างไม่เกรงใจ


ตัวหนึ่งที่รอบดวงตาดูเหมือนมีคิ้วสีขาว วิ่งมายืนตรงหน้าหยาหยา


เมื่อกล้องซูมไปที่เจ้าตัวเล็ก ทุกคนถึงได้เห็นว่ามันคือมาร์มอต—สัตว์ที่เคยดังไปทั่วอินเทอร์เน็ตจากมีมร้อง “อ๊าาา” เมื่อหลายปีก่อน!


และพอจำได้ว่ามันคือมาร์มอต ทุกคนก็สังเกตได้อีกว่า เจ้าตัวนี้ดูอายุเยอะมากแล้ว


“จิ๊วจิ๊ว?” มาร์มอตเฒ่าร้องถามหยาหยาอย่างสงสัย


หยาหยายื่นแบบท่อส่งน้ำให้มันดู “ใช่แล้ว ใช่แล้ว มีเรื่องอยากให้ช่วย ขุดร่องตามแบบนี้ได้ไหม?”


มาร์มอตคิ้วขาวมองแบบแปลน ก่อนพยักหน้า


หยาหยาจึงเรียกหัวหน้าคนงานเข้ามา “คุณช่วยอธิบายให้อากงอาฉีฟังหน่อยนะ ว่าต้องทำยังไง~”


หัวหน้าคนงานตอนนี้ตกใจไม่ต่างจากคนดูในไลฟ์ ที่ไม่คิดว่าหยาหยาจะเรียกสัตว์แบบนี้มา แล้วพอได้ยินว่าให้เขาคุยกับมาร์มอต เขาก็อึ้งไปเลย


“หา? คุยกับมัน?”


หยาหยาพยักหน้า “อื้อ พวกมันเก่งเรื่องขุดโพรงมากนะ แค่บอกพวกมัน เดี๋ยวพวกมันก็ขุดหลุมสำหรับวางท่อน้ำบนเขาเสร็จเองแล้วล่ะ”


หัวหน้าคนงานเข้าใจทันที ว่าทำไมหยาหยาถึงบอกว่าไม่ต้องให้พวกเขาลงมือ


นี่มัน...


ให้ทีมก่อสร้างมาร์มอตเข้ามารับงานแทนตรงๆเลยนี่นา!


บทที่ 44: คุณหนูน้อยโมโหแล้ว


หลังจากพวกมาร์มอตกินแอปเปิลกันเสร็จ ตัวหนึ่งก็คาบแอปเปิลที่แทะจนแตกยับ ไปยื่นให้มาร์มอตเฒ่าอาฉีตรงหน้าเด็กน้อย


อาฉีค่อยๆกินอย่างช้าๆ พลางจ้องหัวหน้าคนงานไม่วางตา


“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปคุยกันบนเขาดีกว่าครับ คุยไปเดินไป” หัวหน้าคนงานกลืนน้ำลาย “อธิบายด้วยแบบแปลนอย่างเดียวมันไม่ค่อยเหมาะ”


อาฉีพยักหน้า แสดงว่าเข้าใจแล้ว


[ให้ตายเถอะ เจ้ามาร์มอตตาเฒ่าชื่ออาฉีตัวนี้ ถ้าใส่เสื้อผ้าล่ะก็ ฉันคงคิดว่าเป็นคนแน่ๆ]


[เดี๋ยวนะ ตามตำนานไม่ใช่ว่าพังพอนเหลืองจะใส่เสื้อผ้าคนแล้วมาขอพลังเหรอ? ทำไมพอมาถึงเขาซานชิงกลายเป็นมาร์มอตแทนล่ะ?]


[ขอไลฟ์สดตอนมาร์มอตขุดดินด้วยคน อยากดูมาก!]


“งั้นให้ อาป้า ตามพวกเขาไปก็พอแล้วค่ะ” หยาหยาพูด “หยาหยายังมีเรื่องต้องทำอีกนะ~”


เธอยุ่งจะตาย จะให้เดินตามทีมก่อสร้างไปได้ยังไงกัน?


ส่วนผู้ชมก็บอกว่าไม่เป็นไร วันหนึ่งไม่ได้เห็นหยาหยายังพอทนได้ แต่ถ้าวันนี้ไม่ได้เห็นมาร์มอตขุดท่อ พรุ่งนี้ก็ไม่มีให้ดูแล้ว!


สุดท้าย หยาหยาจึงแยกกับอาป้าชั่วคราว


เธอทำวัตรเช้าตามปกติ จากนั้นก็ตัดสินใจไปเก็บผักในแปลงผัก


ลู่สิงอวิ๋นที่ล้างหน้าและกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เดินตามหยาหยาต้อยๆไม่ยอมไปไหน


ขนาดลู่สิงเฟิงยังไม่ตามติดขนาดนี้เลย


หยาหยารู้สึกแปลกๆ หันกลับไปมองลู่สิงอวิ๋นอีกครั้ง ก่อนพูดว่า “ลู่สิงอวิ๋น หยาหยารับคุณเป็นศิษย์จริงๆไม่ได้นะ”


แต่ลู่สิงอวิ๋นกลับดื้อรั้น “ไม่เป็นไร วันนี้ไม่รับ ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะไม่รับ! ผมอ่านนิยายแนวนี้มาแล้ว คนเก่งที่อยู่เหนือโลกแบบท่านเจ้าอาวาสหยาหยา ต้องใช้ความจริงใจถึงจะทำให้ใจอ่อนได้”


“ท่านวางใจเถอะ ผมจะไม่กวนท่าน ท่านอยากทำอะไร ผมช่วยได้หมด”


เมื่ออีกฝ่ายพูดถึงขั้นนี้แล้ว หยาหยาก็ไม่ขัดขืนอีก


เธอยื่นตะกร้าให้ลู่สิงอวิ๋น “งั้นคุณตามหยาหยาไปสวนผัก เราไปเก็บผักที่สุกได้ช่วงนี้กัน”


ลู่สิงเฟิงได้ยินว่าหยาหยาจะไปสวนผัก ก็รีบตามมา “ผมไปด้วย ผมไปด้วย ผมก็จะไปเก็บผัก!”


สวนผักอยู่ด้านขวาของสำนัก


บริเวณริมไหล่เขาครึ่งทาง มีรั้วไม้ไผ่ล้อมไว้ แสงแดดส่องถึงเต็มที่ ด้านในปลูกผักหลากชนิด ใบผักยังมีหยดน้ำค้างยามเช้าเกาะอยู่


ลู่สิงเฟิงกับลู่สิงอวิ๋นไม่คิดว่าข้างสำนักจะมีสถานที่แบบนี้ จึงมองสวนผักด้วยความตกตะลึง


พอหยาหยาเปิดประตูรั้ว ทั้งสองก็ยิ่งก้มลงไปมองผักกาดขาวที่อยู่ใกล้ประตู


ทันทีที่ย่อตัวลง กลิ่นหอมสดชื่นของผักกาดขาวก็พุ่งเข้าจมูก


จนสองพี่น้องมองหน้ากัน


“ผักกาดขาวมีกลิ่นด้วยเหรอ?”


หยาหยากะพริบตา “แน่นอนสิ ผักกาดขาวก็ต้องมีกลิ่นอยู่แล้ว แล้วผักกาดที่พวกคุณกินไม่มีกลิ่นเหรอ?”


ลู่สิงเฟิงกับลู่สิงอวิ๋นส่ายหน้า “ไม่หอมขนาดนี้ ต้องหั่นถึงจะได้กลิ่น”


ผักในยุคนี้ ต่อให้เป็นผักจากชนบท บางครั้งระหว่างปลูกก็ยังใช้เทคโนโลยีช่วย


จะไปมีอะไรเว่อร์เท่าสวนผักของหยาหยา ที่แค่เดินเข้าใกล้ก็ได้กลิ่นหอมธรรมชาติของผักแล้ว?


ทั้งสองอดสงสัยไม่ได้ ว่าหรือจริงๆแล้วผักทั้งสวนจะมีกลิ่นหมด เพียงแต่ตอนอยู่ไกลๆ กลิ่นมันผสมกันจนแยกไม่ออก


อยากไปพิสูจน์จัง!


พอเห็นทั้งคู่ทำท่าอยากเดินสำรวจสวน หยาหยาก็แบ่งโซนเก็บผักให้ลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิง


หลังแบ่งเสร็จ เธอก็ถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “พวกคุณรู้ใช่ไหมว่าผักแบบไหนสุกแล้ว?”


“แน่นอนอยู่แล้ว!” ลู่สิงเฟิงพูดอย่างภาคภูมิใจ “ถึงบ้านเราจะรวย แต่พวกเราก็เคยลงไร่ลงนาเหมือนกันนะ!”


“พ่อแม่กลัวว่าพวกเราจะนิสัยเสีย ไม่รู้จักความลำบากของคนธรรมดา เลยชอบส่งพวกเราไปช่วยชาวบ้านที่ชนบทบ่อยๆ”


ลู่สิงอวิ๋นเห็นคำพูดโดนพูดไปหมดแล้ว จึงเปลี่ยนแนวพูดแทน “รายการเปลี่ยนชีวิตที่เป้ยเป้ยต้องไปเข้าร่วม ก็เป็นสิ่งที่พวกเราต้องทำตอนเด็กเหมือนกัน”


พอได้ยินชื่อเป้ยเป้ย หยาหยาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย


“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง งั้นหยาหยาก็วางใจแล้ว เราแยกกันเก็บผักเถอะ”


จริงๆแล้ว เรื่องเก็บผัก หยาหยามีวิธีที่ง่ายกว่านี้มาก แต่ท่านอาจารย์เคยบอกว่า ถ้าใช้วิชาและยันต์ทำทุกอย่างแทน ชีวิตจะหมดความสนุก


ธาตุทั้งห้าของธรรมชาติ ต้องสัมผัสด้วยสองมือของตัวเอง การฝึกฝนถึงจะมีความหมาย


ทั้งเช้าจึงหมดไปกับการเก็บผัก พอตกบ่าย หยาหยาก็พาลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงไปเก็บผลไม้ในสวนผลไม้ต่อ


ระหว่างเก็บ อาป้าก็บินกลับมา


“ขุดท่อเสร็จแล้ว! ขุดท่อเสร็จแล้ว!!” อาป้ากระพือปีกร้องลั่น ก่อนพูดอย่างไม่เกรงใจ “อาป้าอยากกินแตงกวา หยาหยาเก็บแตงกวาไว้ใช่ไหม?”


หยาหยาหยิบแตงกวาที่เก็บไว้ตอนเช้าออกมา หักแบ่งให้อาป้าชิ้นเล็กๆ อาป้าก็ใช้จะงอยปากจิกกินอย่างมีความสุข


ระหว่างที่มันกินแตงกวา หยาหยาก็แบ่งแตงกวาออกเป็นสามส่วน ยื่นให้ลู่สิงเฟิงกับลู่สิงอวิ๋น


“กินแต่มาม่าของคุณมาตลอด พวกคุณลองกินผักที่หยาหยาปลูกบ้างสิ”


ก็จริง


หลายวันที่ผ่านมา นอกจากตอนเช้าที่กินบะหมี่กับข้าวต้ม ตอนกลางวันแทบทั้งหมดก็กินแต่มาม่าที่ลู่สิงเฟิงแบกขึ้นเขามา


พอได้กินผักสดใหม่ สองพี่น้องก็กัดกร้วม


ทันทีที่เข้าปาก ดวงตาทั้งคู่ก็สว่างวาบ!


[จากประสบการณ์หลายปีของฉัน แตงกวานี่ต้องอร่อยมากแน่ๆ!!!!]


[บนเขามีสวนผักด้วยเหรอ? เมื่อเช้าหยาหยาพาพี่น้องตระกูลลู่ไปเก็บผัก?]


[ดูแล้วอยากกินตามเลย กินแตงกวายังดูอร่อยขนาดนี้]


ลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงกินหมดในสองคำ แล้วทั้งคู่ก็มองหยาหยาด้วยสายตาคาดหวัง ราวกับพูดว่า ขออีกได้ไหม?


หยาหยารู้สึกว่าสายตาของทั้งคู่ตลกดี จึงหัวเราะออกมา “ตอนเก็บทำไมไม่กินล่ะ?”


พูดจบก็ยื่นมะเขือเทศกับแตงกวาให้อีก


สองพี่น้องรับไปกินอย่างตะกละตะกลาม พลันรู้สึกว่าร่างกายทั้งตัวสบายอย่างบอกไม่ถูก


ทั้งคู่สบตากัน และต่างเห็นประโยคเดียวกันในแววตาอีกฝ่าย


หรือว่านี่จะเป็นผลไม้วิญญาณในตำนาน?


แต่คำถามนี้จะถามตอนกำลังไลฟ์ก็ไม่ดี เผื่อมีคนได้ยินแล้วแห่มาเก็บล่ะ?


ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังคิด หยาหยาก็พูดขึ้นเอง


“อร่อยมากใช่ไหมล่ะ? ตรงสวนผักนั่นอาจารย์เป็นคนเลือกเองนะ บอกว่าเป็นที่ปลูกผักที่ดีที่สุด มีพลังวิญญาณเยอะมากเลย”


หยาหยาดันพูดออกมาเอง!


ลู่สิงอวิ๋นเหลือบมองกล้อง ก่อนขมวดคิ้ว “หยาหยา พูดออกมาตรงๆแบบนี้ เดี๋ยวพวกคนไม่ดีอาจจะขึ้นมาเก็บก็ได้นะ”


“ไม่เป็นไรหรอก พวกเขาขึ้นมาไม่ได้” หยาหยาเชิดคางน้อยๆ “บนเขารับแต่ผู้มีวาสนา ไม่รับพวกที่คิดไม่ดี”


ขณะที่หยาหยาพูดประโยคนั้น บริเวณครึ่งทางขึ้นเขาซานชิง ก็มีชายลับๆล่อๆ สองคนกำลังปีนเขาอยู่


ทั้งคู่ปีนไปบ่นไป “เขานี่ขึ้นได้จริงเหรอ? ทำไมปีนไปปีนมาแล้วยังอยู่ที่เดิม?”


อีกคนที่ถูกถาม ดื่มน้ำอึกหนึ่ง ก่อนพูดอย่างหงุดหงิด “ถามฉันแล้วฉันจะไปถามใคร? เขาสั่งให้พวกเราขึ้นไปทำลายสำนัก พวกเรายังตั้งใจไม่เดินบันไดเลย แต่ก็ขึ้นไปไม่ได้อยู่ดี!”


ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเถียงกัน โทรศัพท์ก็ดังขึ้น


พอรับสาย พวกเขาก็เปิดลำโพง


ปลายสายด่ามาทันที


“ทั้งเช้าแล้ว ทำไมยังไม่รายงานความคืบหน้าอีก? พวกแกมัวทำอะไรกันอยู่? คุณหนูน้อยโมโหแล้วนะ!”


บทที่ 45: ตีหยาหยาจนร้องไห้


เมื่อทั้งสองได้ยินคำตำหนิจากหัวหน้า ก็เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนรีบฟ้องกลับไปทางโทรศัพท์


“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่พยายามนะครับ หลังขึ้นเขามา พวกเราตั้งใจไม่เดินบันไดด้วยซ้ำ แต่เดินวนอยู่ตรงนี้ทั้งเช้า ก็ยังขึ้นไปไม่ได้”


“ใช่ครับใช่ครับ ไม่ใช่ว่าบอกว่าใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวเหรอ? ทำไมปีนยากขนาดนี้”


คำพูดของทั้งสองถูกมองว่าเป็นข้ออ้าง


“หรือว่าคุณหนูน้อยให้พวกแกออกงานโดยใช้งบบริษัท แล้วพวกแกเอาเงินไปเที่ยวเล่นกัน? ถ้ายังไม่มีความคืบหน้าอีก ก็โดนไล่ออกแน่!”


สองคนนั้นจนปัญญา ได้แต่คิดว่าลองกลับไปเดินทางบันไดดู เผื่อจะใช้ได้ผล


ภายในสำนักซานชิง จู่ๆก็มีนกหลายตัวบินมาอยู่ข้างอาป้าที่รับหน้าที่ถ่ายภาพ


หลังจากส่งเสียงจิ๊บจ๊าบกันอยู่พักหนึ่ง อาป้าก็บอกกับหนึ่งเด็กสองหนุ่มที่กำลังแบ่งแตงกวากับมะเขือเทศกันกิน


“มีเจ้าคนไม่ดีสองคนกำลังปีนเขา มีเจ้าคนไม่ดีสองคนกำลังปีนเขา! พวกมันบอกว่าคุณหนูน้อยเป็นคนสั่ง คุณหนูน้อยเป็นคนสั่ง!”


ลู่สิงเฟิงกับลู่สิงอวิ๋นสบตากัน และต่างเห็นความจนใจในสายตาอีกฝ่าย


พี่ใหญ่ไม่ได้บอกว่าจะคุมเป้ยเป้ยไว้เหรอ? แล้วทำไมเป้ยเป้ยยังติดต่อคนมาหาเรื่องได้อีก?


ลู่สิงอวิ๋นพูดว่า “หยาหยา อย่ากังวลเลย ฉันจะติดต่อพี่ใหญ่เดี๋ยวนี้”


ลู่สิงเฟิงลูบคาง “พี่ใหญ่คงไม่ได้ยึดนาฬิกาโทรศัพท์ของเป้ยเป้ยแน่ เธอน่าจะใช้ของนั่นติดต่อคนของตระกูลโจว”


“นาฬิกาโทรศัพท์?” หยาหยาทวนคำศัพท์ใหม่อย่างสงสัย


ลู่สิงอวิ๋นรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดรูปนาฬิกาโทรศัพท์ให้หยาหยาดู


หยาหยามองชายในชุดสูทที่กำลังอธิบายอยู่บนหน้าจอ ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง โทรศัพท์ที่ทำให้ทุกคนมองเห็นเธอได้ก็น่าอัศจรรย์มากพอแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีนาฬิกาโทรศัพท์ที่มีฟังก์ชันเหมือนมือถือ แต่เล็กกว่าด้วย!


“คนที่สร้างของพวกนี้เก่งมากเลย” หยาหยาพูดด้วยความชื่นชม


ลู่สิงอวิ๋นพยักหน้า “ใช่แล้ว คนที่สร้างสิ่งเหล่านี้คือนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้าสะดวกสบายในชีวิตประจำวันนะ อย่างก่อนหน้านี้ที่หยาหยาพูดว่าสำนักซานชิงเคยโดนลูกปืนใหญ่ถล่ม ตอนนั้นประเทศหลงกั๋วของพวกเรายังอ่อนแอ ไม่มีเครื่องบินหรืออาวุธที่ล้ำหน้าเหมือนประเทศอื่น”


พูดจบ เขาก็เปลี่ยนไปเปิดคลิปแนะนำเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบต่อต้านอากาศยานที่เว็บไซต์ทางการเคยเผยแพร่


“ตอนนี้ถ้ามีสงครามขึ้น อาวุธไฮเทคของประเทศเราก็ไม่ล้าหลังกว่าใครแล้ว! แค่ไม่รู้ว่าประเทศอื่นจะมีอาวุธลับอะไรหรือเปล่า”


สิ่งเหล่านั้นหยาหยาไม่เคยเห็นมาก่อน


ดวงตาเธอสว่างวาบ


พอลู่สิงอวิ๋นเห็นว่าหยาหยาสนใจ ก็พูดต่อ “จริงๆแล้ว เรื่องติดตั้งท่อน้ำประปาบนเขาของพวกเรา ก็มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์อยู่ในนั้นเหมือนกัน”


จากนั้นก็เริ่มเปิดคลิปวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอธิบายต่ออีกชุด


หยาหยารู้สึกเหมือนโลกใบใหม่กำลังเปิดออกตรงหน้า! ในหัวพลันมีแรงบันดาลใจเรื่องการวาดยันต์และตั้งค่ายกลผุดขึ้นมามากมาย!


[ทำไมฉันรู้สึกว่าไลฟ์นี้เปลี่ยนจากสายไสยศาสตร์เป็นสายวิทยาศาสตร์แล้ว?]


[ฉันจำได้ว่ามีคำพูดหนึ่งว่า จุดสิ้นสุดของไสยศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ ส่วนจุดสิ้นสุดของวิทยาศาสตร์ก็คือไสยศาสตร์!]


หลังเก็บผลไม้ในสวนตอนบ่ายเสร็จและปิดไลฟ์แล้ว หยาหยาก็เปลี่ยนบทเรียนภาคค่ำของตัวเอง มาเป็นดูคลิปวิทยาศาสตร์ในมือถือแทน


เธอเป็นคนขอเอง ลู่สิงอวิ๋นเลยดีใจแทบตาย รีบหาเนื้อหาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กมาให้หยาหยาดูมากมาย


จากนั้นลู่สิงอวิ๋นก็รู้สึกว่า อุปกรณ์บนเขายังน้อยเกินไป


ระหว่างที่เขากำลังติดต่อคนให้ส่งคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์ขึ้นเขา ลู่สิงเฟิงก็ร้องขึ้นมา


“พวกนายดูนี่สิ มีข่าวเกี่ยวกับเขาซานชิงของพวกเรา!”


ในข่าวเขียนว่า มีชายสองคนเดินวนไปวนมาอยู่ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวใกล้เขาซานชิง คนในไซต์งานก่อสร้างเห็นเข้า จึงถามว่าพวกเขาเป็นใคร


แต่ทั้งคู่เอาแต่พูดว่า “ขึ้นไปไม่ได้ ขึ้นไปไม่ได้ ชั่วชีวิตนี้ก็ขึ้นเขาซานชิงไม่ได้!”


ทั้งร้องทั้งหัวเราะ แถมยังโทรศัพท์บอกใครบางคนว่า “คุณหนูน้อย พวกเราขอโทษ ภารกิจที่ท่านมอบให้ พวกเราคงไม่มีวันทำสำเร็จแล้ว!”


พอมีคนถามว่า “คุณหนูน้อยอะไร ภารกิจอะไร” ทั้งคู่ก็ตอบว่า คุณหนูน้อยให้เงินพวกเขา ให้ขึ้นไปที่สำนักซานชิง แล้วตีเด็กผู้หญิงชื่อหยาหยาจนร้องไห้ พร้อมถ่ายคลิปส่งกลับไปให้คุณหนูน้อยดู


หลังดูคลิปจบ ลู่สิงเฟิงก็พูดไม่ออกทั้งคน


“เป้ยเป้ยกำลังฝันกลางวันอยู่หรือไง? ส่งคนสองคนมาจะตีหยาหยา? ไม่ต้องพูดถึงหยาหยาหรอก ฉันคนเดียวก็จัดการพวกมันหมอบได้แล้ว”


ลู่สิงอวิ๋นเองก็จนใจกับหลานสาว “โดนพี่ใหญ่คุมอยู่แท้ๆ ยังเรียกคนมาป่วนได้อีก? ฉันจะติดต่อพี่ใหญ่เดี๋ยวนี้ ให้จับตาดูให้เข้มกว่านี้”


หลังจากติดตั้งระบบน้ำประปาบนเขาเสร็จ คนงานก็เตรียมลงเขา


ช่วงสองวันที่ผ่านมา พวกคนงานติดใจผลไม้ในสวนจนถอนตัวไม่ขึ้น พอคิดว่าหลังจากนี้จะไม่ได้กินอีกแล้ว ก็แทบร้องไห้กันออกมา ไหนจะชาจากใบไผ่ ชาดอกสายน้ำผึ้งอีก


“ซื้อได้ไหมครับ?” หัวหน้าคนงานแอบมาหาหยาหยาเงียบๆ


หยาหยายังไม่เคยนึกเลยว่าสำนักซานชิงจะมีธุรกิจแบบนี้ได้!


แต่ของพวกนี้ก็เป็นผลจากแรงงานของอาจารย์กับเธอ เหมือนกับการดูดวงฮวงจุ้ยให้คนอื่น เพราะงั้นขายก็น่าจะได้เหมือนกัน


แค่เรื่องราคา...


หยาหยาจึงเสี่ยงทายอีกครั้ง สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ผลไม้บนเขาจะขายราคาเดียวกันทั้งหมด กิโลละ66หยวน ส่วนชาดอกสายน้ำผึ้ง ชาใบไผ่ และชาดอกเบญจมาศ พวกชาที่หาใบชาง่ายๆ ก็ขายกิโลละ66หยวนเช่นกัน


หัวหน้าคนงานได้ยินราคาแล้ว ก็บอกว่าถ้าเทียบกับคุณภาพของของแล้ว ไม่แพงเลย จึงขอซื้ออย่างละหนึ่งกิโล


จากนั้นเขาก็ไปบอกเพื่อนร่วมงาน พอรู้ราคาแล้ว คนงานบางส่วนก็รวมเงินกันซื้อ


ลู่สิงเฟิงได้ยินเรื่องนี้ก็อึ้ง “หา? ผลไม้ที่อร่อยขนาดนั้นกับชาที่หอมขนาดนั้น ทำไมขายแค่66หยวนเอง?”


“ถามท่านปู่ผู้ก่อตั้งแล้วค่ะ” หยาหยาตอบ


ลู่สิงเฟิงกลืนคำบ่นเรื่องอยากขึ้นราคากลับลงคอ “โอเค ดูเหมือนท่านปู่ผู้ก่อตั้งจะชอบเลข6 กับ9 มากจริงๆ”


วันถัดมาหลังคนงานลงเขา ก็ครบเจ็ดวันพอดีนับจากไลฟ์ดูดวงครั้งก่อน สามารถเปิดไลฟ์ดูดวงได้อีกครั้งแล้ว


ทันทีที่หยาหยาเปิดระบบสุ่มผู้โชคดี ก็เห็นข้อความถามขึ้นมาบนหน้าจอ


[เจ้าอาวาสน้อยหยาหยา ขอถามหน่อยครับ ผลไม้กับชาบนเขายังขายอยู่ไหม? คุณพ่อผมเอากลับบ้านมาแล้ว รสชาติดีมาก ผมอยากซื้อเพิ่มอีกหน่อย]


“คุณพ่อของคุณเป็นคนงานที่เคยมาทำงานบนเขาเหรอ?” หยาหยาคิดเล็กน้อย ก่อนตอบ “ขายนะคะ แต่ต้องขึ้นมาซื้อที่สำนักเอง”


ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน แอ็กเคานต์ “ศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์” ก็ส่งข้อความเข้ามาในแชต


[เจ้าอาวาสน้อย ไหนบอกว่าจะติดต่อพวกเราเรื่องรับแพนด้าไงครับ? พวกเราส่งข้อความหาแอ็กเคานต์นี้แล้ว แต่ไม่มีใครตอบเลย]


ลู่สิงเฟิงที่กำลังมองหน้าจอมือถือของลู่สิงอวิ๋นอยู่ รีบอธิบายทันที


“อ่า ไม่ใช่ว่าผมไม่ดูนะ แต่ข้อความส่วนตัวเยอะเกินไปจริงๆ มีแต่คนอยากใช้เส้นมาดูดวง อ่านไม่ทันเลย”


หลังลู่สิงเฟิงอธิบายจบ ลู่สิงอวิ๋นก็พูดขึ้น


“เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมจะใช้แอ็กเคานต์ของผมติดต่อพวกคุณ พวกคุณคุยกับผมก็เหมือนกัน”


ทันทีที่เขาพูดจบ ผู้โชคดีคนแรกของไลฟ์ก็ปรากฏตัวขึ้น


ผู้โชคดีคนนี้เลือกเชื่อมต่อเสียง แล้วส่งรูปภาพส่วนตัวมาหาลู่สิงเฟิง


พอลู่สิงเฟิงเห็นรูป เขาก็ตกใจทันที


เพราะอีกฝ่ายคือ อวี๋ซือซือ อดีตแฟนของพี่ชายคนที่สี่ของเขา!


บทที่ 46: ลงวิชาผ่านหน้าจอโทรศัพท์


พอลู่สิงอวิ๋นเห็นสีหน้าของลู่สิงเฟิงดูแปลกไป ก็ขยับเข้ามาข้างหยาหยา แล้วมองรูปของผู้โชคดีเช่นกัน


เมื่อเห็นว่าเป็นอดีตแฟนตัวเอง ลู่สิงอวิ๋นก็ยิ้มออกมา “วางใจเถอะ เหล่าอู่ พี่จะสอนบทเรียนให้นายเอง ว่าอะไรเรียกว่าการปล่อยวาง!”


แม้รอยยิ้มจะดูสวยงาม แต่ในดวงตากลับแฝงความขมขื่นเอาไว้


ลู่สิงเฟิงไม่ได้พูดอะไร


“เห็นรูปของคุณแล้วนะคะ” หยาหยาไม่ได้สนใจว่าพี่น้องตระกูลลู่กำลังพูดอะไรกัน เอาแต่ตั้งใจคุยกับผู้โชคดี “คุณอยากดูเรื่องอะไรเหรอคะ?”


อีกฝั่งของโทรศัพท์ อวี๋ซือซือมองลู่สิงอวิ๋นที่อยู่ในหน้าจอมือถือ ก่อนจะละสายตาไปหลังผ่านไปพักหนึ่ง แล้วพูดว่า “เจ้าอาวาสน้อยหยาหยา สวัสดีค่ะ ฉันอยากดูเรื่องโชคชะตาของตัวเอง ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา รู้สึกว่าตัวเองซวยมาก แต่หาสาเหตุไม่เจอ”


หยาหยาพยักหน้า “ได้ค่ะ แต่หยาหยาต้องบอกคุณก่อนนะ ว่าชะตาชีวิตของคนคนหนึ่ง จะส่งผลต่อท่าทีที่คนรอบตัวมีต่อคุณด้วย”


อวี๋ซือซือชะงัก “ท่าที?”


หยาหยาพูดเสียงนุ่มนิ่ม “ใช่ค่ะ มนุษย์มากมายล้วนมีโชคชะตาพัวพันกัน เมื่อโชคชะตาของคนคนหนึ่งเปลี่ยน ก็จะส่งผลต่อโชคชะตาของคนรอบข้าง ภายใต้อิทธิพลแบบนั้น ท่าทีที่ทุกคนมีต่อคุณก็จะเปลี่ยนไปด้วย”


อวี๋ซือซือเงียบไป


เธอมองเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ แล้วนึกถึงวันนั้น วันที่ลู่สิงอวิ๋นมาหาเธอเพื่ออธิบายเหตุผลที่มาช้า จากนั้นก็ร้องไห้พร้อมพูดว่า


“ซือซือ เจ้าอาวาสแห่งสำนักซานชิง หยาหยา ฝากคำพูดมาถึงเธอด้วย ถ้าเธอเจอปัญหา ก็ไปหาหยาหยาได้ เธออาจจะมีเคราะห์เลือดตกยางออกเหมือนฉัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเลือกของเธอเอง”


นั่นหมายความว่า เด็กหญิงชื่อหยาหยาคนนี้ ใช้วิธีที่เรียกว่า “การดูดวง” มองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเธอได้จริงๆ


ในเมื่อหยาหยารู้ แล้วทำไมถึงพูดว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลือกของเธอเอง?


โชคชะตาที่เปลี่ยนไป... ส่งผลต่อคนรอบข้าง...


“ถ้าฉันได้โชคชะตาเดิมกลับคืนมา สามีกับครอบครัวของเขาจะได้รับผลกระทบจากฉันไหม?” อวี๋ซือซือพูด แล้วหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเสริม “อืม... ฝั่งฉันมีแค่เพื่อนสนิทไม่กี่คน ไม่มีญาติแล้ว จะส่งผลกับพวกเขาไหม?”


หยาหยาส่ายหน้า “ไม่ค่ะ คนที่ถูกอิทธิพลของโชคชะตาเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อคุณได้ จริงๆแล้วไม่ได้ชอบคุณจริงหรอก”


“สิ่งที่เปลี่ยนคือโชคชะตา ไม่ใช่ตัวคุณ ชะตาชีวิตของคนเราไม่ได้ดีตลอดเวลา บางครั้งมันก็จะตกต่ำเอง บางครั้งก็ถูกคนอื่นแทรกแซงจนตกต่ำ”


“แล้วมันจะส่งผลอะไรกับตัวฉันอีกไหม?” อวี๋ซือซือถาม “ช่วงนี้ตอนทำงาน ฉันทำแก้วตกไปหลายใบ เกือบล้มหลายครั้ง ยังมีอะไรหนักกว่านี้อีกไหม?”


“มีค่ะ” หยาหยาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “เพราะชะตาของคุณถูกใครบางคนเล่นงาน ทุกวันเขาจะเอาโชคของคุณไปบางส่วน หยาหยาช่วยเอาคืนทั้งหมดให้ได้ หรือจะตัดการเชื่อมต่อระหว่างพวกคุณ ทำให้โชคชะตาของคุณเป็นอิสระก็ได้”


[โชคชะตายังแยกเป็นอิสระได้ด้วยเหรอ? มีแนวคิดแบบนี้ด้วย?]


[ฉันเริ่มเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ใช่มีผู้โชคดีคนหนึ่ง ที่หยาหยาบอกว่าโดนคู่หมั้นที่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกันข่มดวงเหรอ? นั่นก็ถือว่าโชคชะตาถูกกระทบ พอตัดการเชื่อมต่อ เปิดดวงใหม่ ก็หมายถึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอดีตอีกต่อไป]


[คนข้างบนอธิบายได้เข้าใจมาก! แต่ผู้หญิงคนนี้ฉันยังงงๆอยู่เลย เธอกับเจ้าอาวาสหยาหยารู้จักกันหรือเปล่า?]


[ไม่รู้จักได้ยังไงล่ะ? พวกคุณไม่สังเกตปฏิกิริยาของพี่น้องตระกูลลู่ตอนแรกเหรอ?]


มีคนย้อนกลับไปดูคลิป แล้วก็พบว่ามันผิดปกติจริงๆ คำพูดที่ลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงพูดหลังเห็นรูป ดูมีอะไรแปลกๆ


แต่ถึงอย่างนั้น การกินเผือกไม่ครบเรื่อง มันก็ยังอึดอัดอยู่ดี!


คนดูต่างเรียกร้องให้หยาหยาเล่าเรื่องให้ละเอียดกว่านี้


หยาหยาตอบว่า “เรื่องนี้ต้องถาม... ถามว่าผู้โชคดีอยากเล่าหรือเปล่านะคะ”


“อืม ฉันเล่าก็ไม่เป็นไรค่ะ ถือว่าเป็นการบอกการตัดสินใจของฉันให้เจ้าอาวาสฟังด้วย” อวี๋ซือซือเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง


หนึ่งสัปดาห์ก่อน พ่อแม่ของเธอค้นพบโดยบังเอิญว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆผ่านไปไม่กี่วัน ก็พาลูกสาวแท้ๆกลับบ้าน


เดิมทีตั้งใจจะให้ต่างฝ่ายต่างกลับไปหาครอบครัวของตัวเอง แต่พ่อแม่แท้ๆของเธอเสียชีวิตไปนานแล้ว ตระกูลอวี๋จึงบอกว่าเธอยังเป็นลูกสาวของบ้านนี้ ให้เธออยู่ต่ออย่างสบายใจ


ใครจะคิดว่า หลังจากลูกสาวแท้ๆกลับบ้านมา ก็มักพูดจาคลุมเครือ ทำให้คนอื่นมองว่าเธอเป็นผู้หญิงร้ายกาจ


นอกจากนี้ ลูกสาวแท้ๆคนนั้นยังเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกับแฟนเก่าของเธอ และคอยตามจีบเขามาตลอด แต่แฟนเก่าก็ไม่เคยให้โอกาสเลย


“ในเรื่องนี้ แฟนเก่าของฉันถือว่าเต็มสิบค่ะ” อวี๋ซือซือยิ้มเล็กน้อย


ปัญหาคือไม่กี่วันก่อน ลูกสาวแท้ๆกลับมาใส่ร้ายเธออีกครั้ง จนทุกคนในบ้านพากันตำหนิเธอ บอกว่าไม่ควรให้เธออยู่ต่อ


แถมยังบอกว่า เดิมทีเธอก็แย่งชีวิตของลูกสาวแท้ๆไปตั้งยี่สิบหกปีแล้ว แต่ยังคิดจะไล่อีกฝ่ายออกไปอีก


อวี๋ซือซือไม่เคยคิดจะไล่ลูกสาวแท้ๆของพ่อแม่บุญธรรมเลย คนที่อยากให้เธออยู่ต่อก็คือพ่อแม่บุญธรรมเอง แต่สุดท้ายความผิดกลับมาตกอยู่ที่เธอ


“ไม่รู้ว่าทุกคนเคยมีช่วงเวลาแบบนี้ไหม เหมือนทั้งโลกทอดทิ้งตัวเอง” เสียงของอวี๋ซือซือสั่นเล็กน้อย


คำอธิบายทั้งหมดดูไร้น้ำหนัก แม้เธอจะโต้แย้งอย่างมีเหตุผล แถมยังเอาหลักฐานที่พิสูจน์ว่าลูกสาวแท้ๆใส่ร้ายเธอออกมาให้ดู แต่พ่อแม่ที่เลี้ยงดูเธอมากลับพูดเพียงเบาๆว่า


“ครั้งนี้พวกเราผิดเอง แต่เธอต้องลำบากอยู่ข้างนอกมานาน เธอไม่ชอบลูก พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ซือซือ ลูกย้ายออกไปเถอะ”


“ตอนนั้นจู่ๆฉันก็อยากมีบ้านที่เป็นของตัวเองจริงๆสักหลัง บ้านที่ไม่มีใครชี้หน้าด่าให้ฉันไสหัวออกไปเพราะความเข้าใจผิด”


“ฉันเรียกแฟนมาหา ตกลงเวลากันไว้แล้ว แต่เขากลับผิดนัด”


“ฉันผิดหวังมาก ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายอาจมีเหตุจำเป็น แต่ตอนที่ติดต่อเขาไม่ได้ ฉันก็ไม่อาจให้อภัยได้”


“คนที่ทำให้ฉันผิดหวัง บางทีอาจไม่ควรอยู่ในชีวิตฉันอีกแล้ว” อวี๋ซือซือพูดถึงการตัดสินใจของตัวเอง “เจ้าอาวาสหยาหยา ได้โปรดช่วยตัดฉันออกจากอดีตด้วยค่ะ ฉันไม่ต้องการโชคชะตาเดิมของตัวเองอีกแล้ว ฉันอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่”


“ได้ค่ะ” หยาหยาตอบด้วยเสียงนุ่มนิ่ม หลังตอบจบก็แอบเอียงหน้า มองลู่สิงอวิ๋นเงียบๆ


ดวงตาของลู่สิงอวิ๋นแดงก่ำ แต่มุมปากยังคงมีรอยยิ้ม


ลู่สิงเฟิงเองก็มองพี่ชาย


พอลู่สิงอวิ๋นรู้ตัว ก็เม้มปากแน่น ก่อนพูดว่า “มองฉันทำไม? ฉันบอกแล้วไงว่าปล่อยวางได้แล้ว! ฉันปล่อยวางจริงๆ!”


ลู่สิงเฟิงตบไหล่พี่ชาย “อืม พี่สี่ เยี่ยมมาก”


เพิ่งพูดจบ ลู่สิงอวิ๋นก็หันไปทางมือถือของหยาหยา แล้วพูดขึ้นกะทันหัน


“เธอต้องมีความสุขนะ! ต้องมีความสุขให้ได้! ถ้าเขาดีกับเธอไม่พอ ก็บอกฉันได้เลย!”


[โห เมื่อกี้ยังบอกว่าปล่อยวางอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? นี่เริ่มอีกแล้ว?]


[เรื่องของผู้โชคดีคนนี้ไม่ใช่พล็อตคุณหนูตัวจริงตัวปลอมที่ดังมากบนเน็ตเหรอ? ไม่นึกเลยว่าศิลปะจะมาจากชีวิตจริง!]


ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน หยาหยาก็ยกมืออวบๆขึ้น วาดอะไรบางอย่างใส่หน้าจอโทรศัพท์


ช่วงนี้เธอดูคลิปวิทยาศาสตร์มาตลอด และเห็นแนวคิดหนึ่งที่บอกว่า อินเทอร์เน็ตเองก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง พลังงานมีอยู่ทุกหนแห่งในชีวิต ทั้งพลังลม พลังไฟฟ้า พลังน้ำ


เธอจึงคิดว่า งั้นผ่านหน้าจอโทรศัพท์ ก็อาจส่งวิชาไปยังคนที่มองเห็นได้โดยตรงเหมือนกันไหม?


คาถาอาคมเองก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง บางทีอาจส่งผ่านเครือข่ายได้ เพราะตอนเธออยู่ต่อหน้าคนอื่น ก็ส่งพลังอาคมผ่านอากาศได้อยู่แล้ว


เมื่อคิดแบบนั้น หยาหยาจึงอยากทดลองดู


พอดีตอนนี้อวี๋ซือซือต้องการความช่วยเหลือจากเธอ เธอจึงลองตัดสายชะตาร้ายบนตัวอวี๋ซือซือผ่านหน้าจอโทรศัพท์


มืออวบเล็กๆวาดเส้นทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย หยาหยาก็ควบคุมกลุ่มพลังงานที่ตัวเองสร้างขึ้น ส่งมันเข้าไปในหน้าจอ


กลุ่มพลังงานที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็น ระเบิดออกข้างตัวอวี๋ซือซือ ตัดสายที่กำลังดูดโชคชะตาออกโดยตรง


จากนั้น มันค่อยๆไต่ย้อนกลับไปตามสายที่ขาด กลับไปยังจุดพักผ่านร่างของหวงเหม่ยฉี แล้วจากจุดพักย้อนกลับไปยังต้นทาง


และต้นทางนั้น ก็คือคนที่ช่วยหวงเหม่ยฉีขโมยโชคชะตาของอวี๋ซือซือนั่นเอง


บทที่ 47: รักแท้ที่หามาให้พ่องั้นเหรอ?


ก่อนหน้านี้หยาหยามองออกแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติบนตัวอวี๋เหม่ยฉี แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอวี๋ซือซือ ดังนั้นเธอจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากอวี๋ซือซือก่อน ถึงจะเข้าไปยุ่งได้


อาจารย์เคยบอกว่า ถ้าเข้าไปช่วยโดยไม่ถามความสมัครใจของเจ้าตัวก่อน นั่นเรียกว่า “หมาเข้าไปยุ่งเรื่องหนู” หรือก็คือชอบสอดเรื่องชาวบ้าน และจะต้องแบกรับผลกรรมเป็นสองเท่า


เพราะอย่างนั้น หยาหยาจึงให้ลู่สิงอวิ๋นเป็นคนถ่ายทอดคำพูด ให้อวี๋ซือซือตัดสินใจด้วยตัวเอง


เดิมทีเธอคิดว่าอวี๋ซือซือจะขึ้นมาบนเขาด้วยตัวเองเสียอีก แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับเลือกจับฉลากแทน คงเพราะลึกๆในใจยังสับสน เลยอยากลองดูว่าตัวเองจะจับรางวัลสำเร็จไหม


สมองน้อยๆของหยาหยา ยังไม่ถึงขั้นจะคิดโยงว่าเหตุผลที่อวี๋ซือซือไม่ขึ้นเขามาเอง เป็นเพราะแฟนเก่าของเธอ


เมื่อเห็นว่าพลังที่ตัวเองส่งออกไปถึงจุดหมายอย่างราบรื่น มุมปากเล็กๆของหยาหยาก็โค้งขึ้น เผยรอยยิ้มจางๆ


ช่วยคนไม่ดีทำเรื่องชั่วมาตลอด ยังไงก็ต้องโดนลงโทษ! ถึงจะไม่รู้ว่าบทลงโทษคืออะไร แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้อีกฝ่ายลำบากบ้างล่ะนะ


ไกลออกไปถึงเมืองเป่ยเฉิง ภายในวิลล่ากลางป่า ชายคนหนึ่งที่กำลังกอดหญิงสาวสวยอยู่บนโซฟาเพื่อหาความสุข จู่ๆก็รู้สึกชาที่ขมับ


เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่โคมระย้าแก้วบนเพดานจะร่วงลงมา เศษแก้วกระเด็นเฉียดใบหน้าเขาพอดี


เกิดอะไรขึ้น?


ชายคนนั้นขมวดคิ้ว


ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งรับงานดูดโชคชะตาคนมา โชคของเขาควรจะดีขึ้นสิ ทำไมจู่ๆถึงบาดเจ็บได้?


คงเป็นเรื่องบังเอิญมั้ง?


เขากลับไปทำกิจกรรมต่อ แต่จู่ๆก็รู้สึกชาที่ท่อนล่าง เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก


หญิงสาวที่ดูจะมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้ไม่น้อย ร้องลั่นขึ้นมาทันที


“นะ นาย... เป็นลมกลางกามเหรอ!”


ชายคนนั้นเจ็บจนสีหน้าบิดเบี้ยว เมื่อครู่ยังคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ตอนนี้แทบจะแน่ใจแล้วว่า คำสาปของเขาถูกแก้อีกครั้ง และอีกฝ่ายยังย้อนเอาเคราะห์ร้ายของคนที่ถูกดูดโชค ส่งกลับมาที่ตัวเขาอีกด้วย


ไม่อย่างนั้น คนที่ร่างกายแข็งแรงมาโดยตลอดอย่างเขา จะเป็นโรคแบบนี้ได้ยังไง?


ก่อนหน้านี้ เด็กคนนั้นอวดดีถึงขั้นใช้ผีร้ายที่เขาควบคุมไว้ มาคุยกับเขาก็ว่าเกินไปแล้ว ตอนนี้ยังมีคนมาพังธุรกิจอีกงานของเขาอีก ไม่ได้การแล้ว เขาต้องรีบไปบอกอาจารย์ ว่าช่วงนี้มีผู้บำเพ็ญตนจอมสอดรู้สอดเห็นโผล่มาหลายคน


อาจารย์ของเขาเป็นปีศาจใหญ่ที่ฝึกตนมาหลายร้อยปี ชอบกลืนกินคนที่มีพลังวิญญาณที่สุด แบบนี้คงจัดการพวกนั้นได้แน่นอน!


หยาหยายังไม่รู้เลยว่าคนที่โดนเคราะห์สะท้อนกลับ กำลังจะหาคนมาสั่งสอนเธอ หลังจากแน่ใจว่าเคราะห์ร้ายสะท้อนถึงตัวอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว เธอก็พูดกับอวี๋ซือซือว่า


“เสร็จแล้วค่ะ ต่อจากนี้คุณจะไม่มีสายโชคชะตาเชื่อมกับพ่อแม่บุญธรรมอีกแล้ว”


“ขอบคุณท่านนักพรตน้อยค่ะ” อวี๋ซือซือกล่าวขอบคุณ ก่อนจะบอกเองว่าเธอต้องไปทำธุระต่อ แล้วกดตัดสาย


ตั้งแต่ต้นจนจบ เธอไม่ได้ตอบกลับลู่สิงอวิ๋นเลยสักคำ


ลู่สิงอวิ๋นรู้สึกหดหู่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็รีบบังคับตัวเองให้สงบ จากนั้นก็ติดต่อกับศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้าต่อ แล้วครุ่นคิดก่อนโทรไปยังสำนักงานป่าไม้ของเมืองอวิ๋นเฉิง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของเขาซานชิง


เรื่องรับสัตว์แบบนี้ ยังไงก็ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน


เมื่อเห็นว่าลู่สิงอวิ๋นแค่ตาแดง แต่ไม่ได้เป็นอะไรหนัก หยาหยาก็เลิกกังวล แล้วเริ่มจับรางวัลรอบที่สอง


รอบนี้ ผู้ที่ถูกจับได้เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ไอดีชื่อว่า “ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำ”


พอรู้ว่าตัวเองถูกรางวัล ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำก็ดูเหมือนไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก แต่เธอก็ยังเลือกวิดีโอคอล และยอมรับการดูดวงครั้งนี้อย่างเปิดเผย


“สวัสดีค่ะ เจ้าอาวาสน้อยหยาหยา รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ถูกรางวัล!!” ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำทักทายหยาหยาอย่างร่าเริง “ฉันรู้สึกว่าหนูเหมือนเด็กสองมิติเลย น่ารักสุดๆ!”


เพราะชอบเด็กหน้าตาน่ารัก ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำจึงกลายเป็นแฟนคลับในไลฟ์นี้


“ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ พี่สาวก็สวยเหมือนกัน~” หยาหยาตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวาน แต่หลังจากมองเห็นชะตาของผู้โชคดีชัดเจน เธอก็ขมวดคิ้วน้อยๆ


ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหยาหยา เดิมทีเธอไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีเรื่องร้ายอะไรต้องให้ช่วย แต่ตอนนี้กลับเริ่มกระวนกระวาย


“เจ้าอาวาสน้อยหยาหยา ฉะ ฉันจะเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? คุณ... พูดในสิ่งที่คุณเห็นออกมาได้เลยค่ะ”


จากนั้นก็โอนเงินค่าดูดวงให้ลู่สิงเฟิง


เมื่อผู้โชคดีถาม หยาหยาก็พูดสิ่งที่เห็นออกมาตรงๆ


“คุณกำลังจะแต่งงานใช่ไหมคะ?”


ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันกำลังจะแต่งงาน คู่หมั้นเป็นคนที่ฉันจับคู่ในเกม ความสัมพันธ์ของเราดีมาก... เอ่อ การพัฒนาแบบนี้ ทำให้ฉันนึกถึงผู้โชคดีก่อนหน้านี้ ที่คู่หมั้นกลายเป็นคุณอาเลย...”


พอพูดถึงเรื่องนั้น สีหน้าของเธอก็เริ่มดูแย่ลง


คงไม่ใช่ว่าเธอจะซวยขนาดนั้น คู่หมั้นก็เป็นญาติสายเลือดเดียวกันอีกคนหรอกนะ? แต่คุณปู่ของเธอเสียไปตั้งนานแล้ว คุณย่าก็ไม่เคยพูดว่าตอนหนุ่มๆ คุณปู่เจ้าชู้ไปทั่วเสียหน่อย


ระหว่างที่ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำกำลังกระวนกระวาย หยาหยาก็พูดขึ้นว่า


“คู่หมั้นของคุณ มีวาสนาความรักกับคุณพ่อของคุณค่ะ”


ประโยคนี้ ไม่เพียงทำให้ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำอึ้งไป แม้แต่คนดูทั้งไลฟ์ก็ยังตกตะลึง


วาสนาความรัก พอพูดถึงดอกท้อ ทุกคนก็มักนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงโดยอัตโนมัติ แต่คำว่า “คู่หมั้น” กับ “คุณพ่อ” กลับเป็นเพศเดียวกันทั้งคู่


[เดี๋ยวนะ... รักร่วมเพศเหรอ?]


[เดี๋ยวก่อน ถ้าเป็นรักร่วมเพศ แล้วพี่ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำเกิดมายังไง?]


[โห น่าสงสารเกินไปแล้ว คนที่เป็นวาสนารักของพ่อดันเป็นคู่หมั้นของลูกสาว... พล็อตแบบนี้มีแต่ในนิยายไม่ใช่เหรอ?]


เมื่อเห็นคอมเมนต์ ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำอยากจะโต้แย้ง แต่สุดท้ายก็ได้แค่อ้าปากค้างอย่างไร้เรี่ยวแรง


เพราะในเสี้ยววินาทีนั้น มีเบาะแสเล็กๆน้อยๆมากมายผุดขึ้นมาในหัว ทุกอย่างล้วนพิสูจน์ว่าหยาหยาพูดถูก


ตัวอย่างเช่น ตอนเธอกับคู่หมั้นไปลองชุดแต่งงาน พ่อของเธอก็ไปด้วย แล้วกลับจ้องลูกเขยในชุดสูทเหม่อลอย หรือเวลาทั้งสามคนกินข้าวด้วยกัน คู่หมั้นก็มักคีบอาหารที่พ่อชอบให้ตลอด


โลกนี้มันแฟนตาซีเกินไปแล้วไหม?


แล้วแม่ผู้ล่วงลับของเธอรู้เรื่องนี้ไหม? รู้หรือเปล่าว่าพ่อแท้ๆเป็นเกย์?


เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ


เธอเป็นโอตาคุสายอนิเมะตัวจริง เข้าใจเรื่องความรักเพศเดียวกันมานานแล้ว จุดยืนมาตลอดคือไม่รังเกียจ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุน


แต่เธอรังเกียจผู้ชายรักร่วมเพศที่หลอกแต่งงานทุกคนอย่างเท่าเทียม คนแบบนี้มันขยะชัดๆ!


“ฉัน... อุตส่าห์คิดว่าตัวเองเจอรักแท้แล้ว” ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำยิ้มขมขื่น “สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าหาให้พ่อตัวเอง? แม่ฉันเสียไปนานแล้ว ก็ไม่รู้ว่าแม่รู้ไหม ว่าพ่อเป็นเกย์”


[พี่สาวน่าสงสารมาก กำลังจะแต่งงานอยู่แล้วแท้ๆ ดันเจอเกย์เฮงซวย]


[ฉันรังเกียจผู้ชายรักร่วมเพศที่หลอกแต่งงานทุกคนอย่างเท่าเทียม! พวกแกไม่สมควรอยู่บนโลกนี้!]


[เห็นด้วยกับคอมเมนต์ข้างบน!]


เมื่อเห็นใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำเสียใจขนาดนี้ หยาหยาก็หันกลับไปมองลู่สิงอวิ๋นที่กำลังเหม่ออยู่


อาจารย์เคยบอกว่า ในบรรดาความรู้สึกของมนุษย์ “ความรัก” เป็นสิ่งที่ทำร้ายคนได้มากที่สุด ดูเหมือนจะจริงเสียด้วย


คิดอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าก้อนนมน้อยก็พูดขึ้นอย่างจริงจัง


“คู่หมั้นของคุณกับคุณ ก็มีวาสนาความรักต่อกันเหมือนกันนะคะ เพียงแต่เป็นวาสนารอง คนเราตลอดชีวิตอาจเจอดอกท้อรองหลายดอก แต่สุดท้าย จะต้องมีดอกที่งดงามและถูกต้องที่สุดรอคุณอยู่แน่นอน~”


เมื่อได้ยินคำพูดของหยาหยา ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำก็รู้สึกได้ว่า เด็กน้อยนักพยากรณ์กำลังปลอบใจเธออย่างจริงใจ จึงฝืนยิ้มออกมาอย่างไม่ค่อยสวยนัก


แล้วเธอก็ถามต่อจากคำพูดของหยาหยา


“ถ้าอย่างนั้น ขอถามท่านนักพรตน้อยหน่อยค่ะ ว่าเนื้อคู่ที่แท้จริงของฉันอยู่ที่ไหน?”


บทที่ 48: ผีตนนี้บอกว่าเขารู้จักคุณ


แต่หยาหยาไม่ได้บอกใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำตรงๆ เพียงแค่พูดว่า “ถ้าบอกคุณไป เนื้อคู่แท้ของคุณอาจเปลี่ยนไปก็ได้นะคะ สรุปก็คือ อย่าเสียใจมากเลย บางครั้งจุดเปลี่ยนก็อยู่ใกล้ตัวคุณนี่เอง”


เมื่อหยาหยาไม่พูดต่อ ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำก็ไม่ได้ถามอีก


เธอกล่าวขอบคุณหยาหยา แล้วพูดว่า “งั้นฉันจะไปเปิดอกคุยกับพ่อและคู่หมั้นก่อนนะคะ ลาก่อนค่ะ”


แม้เธอจะยังไม่ได้ปิดไลฟ์ แต่ก็ได้รับข้อความปลอบใจจากเพื่อนผู้ชายที่รู้จักกันมานานแล้ว


“เอ่อ... เธอโอเคไหม? ฉะ ฉันก็เป็นแฟนคลับไลฟ์ของลู่สิงเฟิงเหมือนกัน”


หลังอ่านข้อความ ใจสงบนิ่งดั่งสายน้ำก็ปิดไลฟ์ ก่อนจะคุยกับเพื่อนผู้ชายอีกสองสามประโยค


พอดีกับที่หยาหยาส่งคำเชิญจับรางวัลรอบที่สามออกไปแล้ว


หลังจับรางวัลเสร็จ บัญชีของผู้โชคดีรอบนี้เป็นเพียงตัวเลขเริ่มต้นธรรมดา แม้แต่รูปโปรไฟล์ก็ยังไม่ได้เปลี่ยน


หยาหยาถามว่า “สวัสดีค่ะ ผู้โชคดีคนที่สาม คุณอยากต่อสายแบบเสียงหรือวิดีโอคะ?”


ถามออกไปแล้ว กลับไม่มีการตอบสนองอยู่พักใหญ่


หยาหยาหันไปมองลู่สิงเฟิง ลู่สิงเฟิงจึงพูดว่า “ผมลองส่งข้อความส่วนตัวไปหาเขาดู”


ส่งข้อความไปแล้ว ก็ยังไม่มีใครตอบ แต่จู่ๆ วิดีโอคอลกลับเด้งขึ้นมาแทน


หยาหยากดรับสาย ภาพจากกล้องอีกฝ่ายมืดมาก แถมยังไม่มีคนอยู่เลย


[เอ่อ ฉันนึกว่ารอบนี้อาจจะเป็นสัตว์อีก ที่ไหนได้ไม่มีคน? แกล้งกันหรือเปล่า?]


[ฉันก็ว่าแกล้งแน่ๆ รับสายแล้วไปหลบใต้โต๊ะมั้ง]


จากสภาพแวดล้อมในวิดีโอ ผู้โชคดีรอบนี้กำลังดูไลฟ์ผ่านคอมพิวเตอร์ คอมวางอยู่บนโต๊ะ ดังนั้นภาพจากกล้องจึงเห็นเก้าอี้เกมมิ่งกับขอบโต๊ะ


ทุกคนต่างพูดว่าไม่มีคนอยู่ แต่หยาหยากลับยกมือขึ้นอย่างเป็นปกติ แล้วพูดว่า


“สวัสดีค่ะ ผู้โชคดีคนที่สาม... อืม พูดแบบนี้ก็ไม่ถูก น่าจะต้องเรียกว่า ‘ผีผู้โชคดี’ มากกว่านะ?”


[วันนี้ก็มาถึงจนได้... ผี... ผีก็เล่นอินเทอร์เน็ตแล้วเหรอ?]


[ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าคู่หูอ่านหนังสือที่เช็กชื่อเรียนกับฉันทุกวันเป็นคนหรือผี... เขาตอบข้อความฉันตอนกลางคืนตลอดเลย]


[เดี๋ยวนะ ตอนนี้ยังกลางวันอยู่ไม่ใช่เหรอ? ทำไมผีถึงออนไลน์อย่างเปิดเผยได้ล่ะ?]


[ข้างบน เท่าที่ฉันรู้ ผีอยู่ในที่ไม่มีแสงแดดได้]


ระหว่างที่ชาวเน็ตส่งคอมเมนต์ หยาหยากลับเงียบมาก ในสายตาของเธอ มีผีผู้ชายสวมชุดจงซานลอยอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ อีกฝ่ายกำลังพูดไม่หยุดถึงเหตุผลที่ตัวเองเข้ามาในไลฟ์


“เจ้าอาวาสน้อย ท่านต้องช่วยผมตัดสินความนะ ผมเป็นผีดี ไม่เคยทำเรื่องชั่วเลย แต่เจ้าของห้องนี้กลับบุกรุกเข้ามาในบ้านเก่าที่ผมเคยอยู่ แล้วใช้เครื่องประหลาดจับผมออกมาจากบ้าน เขาวางเครื่องมือนั่นไว้เต็มห้อง พอผมเข้ามาแล้วก็ออกไปไม่ได้อีก”


“หยาหยาก็อยากช่วยคุณนะคะ แต่คนนั้นไม่ยอมออกมา หยาหยาเลยติดต่อเขาไม่ได้”


หยาหยากลุ้มใจเหมือนกัน


ผีไม่อยู่ในขอบเขตที่ผู้บำเพ็ญตนจะคำนวณอดีตหรืออนาคตได้อีกต่อไป เพราะพวกเขาสูญเสีย “ร่างกาย” ไปแล้ว ต่อให้นักพรตอยากจัดการ ก็ทำได้แค่ส่งไปเกิดใหม่ หรือทำให้วิญญาณสลาย


เรื่องราวตอนยังมีชีวิต ยังพอเดาได้จากใบหน้าของผี แต่ภัยอันตรายที่เกิดขึ้นหลังจากกลายเป็นผีแล้ว กลับไม่อาจคำนวณได้


เมื่อผีได้ยินคำพูดของหยาหยา สีหน้าซีดขาวก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง


“ผมต้องกลับไปที่บ้านของผมให้ได้... ผมต้องรอภรรยากลับมา ภรรยาของผมสัญญาไว้ว่า ต่อให้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ก็จะกลับมาที่บ้านของพวกเรา”


เขาเริ่มพูดซ้ำไปซ้ำมา พร้อมเดินวนไปมาหน้าคอมพิวเตอร์ไม่หยุด


ลู่สิงเฟิงกับลู่สิงอวิ๋นยื่นหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้ มองอยู่นานก็ยังไม่เห็นอะไร จึงพูดกับหยาหยาพร้อมกันว่า


“เจ้าอาวาสน้อยหยาหยา เปิดตาหยินหยางให้พวกเราหน่อยได้ไหม?”


หยาหยาพยักหน้า “ได้ค่ะ”


เธอกำลังจะเปิดตาหยินหยางให้สองพี่น้อง แต่ผีที่กำลังเดินวนอยู่จู่ๆก็ชี้ไปที่ลู่สิงอวิ๋น


“คนนี้! ผมเคยเห็นคนนี้ในบ้านหลังนั้น! เขารู้จักกับเจ้าของบ้าน!”


หยาหยามองลู่สิงอวิ๋น “ผีตนนี้บอกว่าเขารู้จักคุณ ลู่สิงอวิ๋น คุณลองดูห้องนี้สิ คุ้นไหมคะ?”


ลู่สิงอวิ๋นเองก็งงกับคำพูดของหยาหยา


เขามองห้องมืดๆนั่นอย่างละเอียด ขมวดคิ้วคิดอยู่พักใหญ่ “ดูไม่ออกเลยนะ ถึงผมจะไปเยี่ยมบ้านเพื่อน ก็ไม่ได้มองห้องเขาจากมุมนี้นี่นา”


ทันทีที่พูดจบ หยาหยาก็เปิดตาหยินหยางให้เขาพอดี


จากนั้นลู่สิงอวิ๋นก็ร้อง “อ๊ะ!” ออกมา ก่อนจ้องผีตรงหน้าแล้วพูดว่า


“ผมรู้จักคนนี้ ไม่สิ... รู้จักผีตนนี้! บ้านเรามีเรือนสี่ประสานอยู่หลังหนึ่ง อยู่ในเขตเมืองเก่าของเป่ยเฉิง บ้านข้างๆ รีโนเวตเรือนสี่ประสานแล้วเข้าไปอยู่ จากนั้นก็มักมาร้องเรียนกับบ้านเราว่า ได้ยินเสียงอ่านหนังสือจากในเรือน คิดว่าเรือนนั้นมีผี”


“แล้วผมก็เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนคนหนึ่งฟัง เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์สายประดิษฐ์ เลยสร้างเครื่องอะไรสักอย่างขึ้นมา แล้วเข้าไปในเรือนสี่ประสาน”


“ในเรือนมีรูปถ่ายเก่าๆอยู่หลายใบ เจ้าของบ้านผู้ชายหน้าตาแบบนี้เลย”


ลู่สิงเฟิงพอได้ยินพี่ชายพูด ก็รีบพยักหน้ารัว “ใช่ๆ มีเรื่องนี้จริง พี่สี่ งั้นพี่ก็รีบติดต่อพี่ลั่วเฉิงสิ!”


[อิจฉาคำนี้ข้าพเจ้าพูดจนเบื่อแล้ว ขอให้ฉันมีตาหยินหยางบ้างไม่ได้เหรอ!]


[ให้ตายสิ! ฉันอยากกลายเป็นลิงร้องโวยวายเพื่อระบายความโกรธที่มองไม่เห็นผีผู้โชคดี!]


[...ผีมีอะไรให้น่าดู ฉันกลัวว่าหน้าจะน่ากลัวจนฝันร้าย]


“ผีผู้โชคดีตนนี้ไม่น่ากลัวนะคะ” หยาหยาตอบคอมเมนต์นั้น “เขาหล่อมากเลยค่ะ”


ถึงหล่อก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี!


คนดูต่างส่งคอมเมนต์แสดงความไม่พอใจ แต่หยาหยาก็ช่วยอะไรไม่ได้


เธอมองไม่เห็นทุกคนในไลฟ์ ดังนั้นจึงใช้วิธีเดิมเปิดตาหยินหยางให้ผู้ชมทั้งหมดไม่ได้


โชคดีที่ หลังจากลู่สิงอวิ๋นติดต่อไป เจ้าของห้องอย่างลั่วเฉิงก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยสีหน้างัวเงีย


ใต้ตาของเขาคล้ำมาก ผมเป็นลอนธรรมชาติเล็กน้อย ดูคล้ายขนแกะ


มืออวบๆของหยาหยากระดิกเบาๆ : อยากจับหัวลั่วเฉิงจังเลย!


“ลู่สิงอวิ๋น นายปลุกฉันขึ้นมาทำไมกันแน่?” ลั่วเฉิงถาม “ฉันเพิ่งทำการทดลองเสร็จ ง่วงมาก”


ลู่สิงอวิ๋นชี้ไปที่หยาหยา “รอให้ว่าที่อาจารย์ของผมอธิบายให้ฟัง”


“ว่าที่อาจารย์?” ลั่วเฉิงมองหยาหยา “นายเก่งขึ้นนะ ไปยกเด็กมาเป็นอาจารย์ได้”


หยาหยารีบส่ายหน้า “ไม่ใช่ ไม่ใช่ หยาหยาไม่ใช่อาจารย์ของลู่สิงอวิ๋นค่ะ”


ลั่วเฉิงหัวเราะ “นายโดนรังเกียจแล้วล่ะ”


[อ๊ากกก ผู้ชายที่เพิ่งออกมาคนนี้น่ารักมาก ผมหยิก ตาโต เหมือนตุ๊กตาบาร์บี้เลย]


[ไม่เข้าใจรสนิยมพวกผู้หญิง ผู้ชายที่เหมือนผู้หญิงแบบนี้ มีอะไรให้น่าตื่นเต้น?]


เมื่อเห็นคอมเมนต์พูดถึงรูปลักษณ์ของตัวเอง สีหน้าของลั่วเฉิงก็เย็นชาลง น้ำเสียงเองก็หมดความ.อบอุ่นแบบตอนคุยกับลู่สิงอวิ๋น


“งั้นใครจะช่วยบอกผมที ว่าทำไมถึงต้องเรียกผมมาหน้าคอมด้วย?”


[ฉันบอกเอง ห้องนายมีผี]


[คนนี้ใจเย็นมากเลยนะ คอมตัวเองต่อเข้าไลฟ์เองแท้ๆ ยังไม่ตกใจเลย]


ท่ามกลางเสียงบ่นของผู้ชม หยาหยาก็เริ่มเล่าสิ่งที่ผีบอกเธอให้ลั่วเฉิงฟัง จากนั้นถามว่า


“ลั่วเฉิง คุณช่วยปิดเครื่องในบ้าน แล้วปล่อยเขากลับไปได้ไหมคะ?”


บทที่ 49: ถ่ายทอดสดตลอดเลยเหรอ?


คำขอของเจ้าก้อนนมน้อยจริงใจเสียจนดวงตากลมดำราวองุ่นเต็มไปด้วยความคาดหวัง


ใครเห็นก็ยากจะใจแข็งปฏิเสธได้


แต่ลั่วเฉิงกลับปฏิเสธ “ไม่ ไม่ปล่อยเขา”


ประโยคนี้ชัดเจนมากว่า เขารู้อยู่แล้วว่ามี “ผี” อยู่ในบ้านของตัวเอง เมื่อนึกถึงที่ลู่สิงอวิ๋นพูดว่า ลั่วเฉิงได้ยินเรื่องบ้านของตระกูลลู่มีผีสิง จึงเอาเครื่องจักรไปที่นั่น ก็ยิ่งเห็นชัดว่าเขาจงใจจับผีมาไว้ในบ้านตัวเอง


“ทำไมถึงปฏิเสธล่ะคะ?” หยาหยาเอียงหัว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย


ลั่วเฉิงตอบหยาหยา “เพื่อวิทยาศาสตร์ เพื่อการวิจัย!”


บนใบหน้าอ่อนเยาว์ราวตุ๊กตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ในงานวิจัย “ผมกำลังศึกษาพลังงานบนร่างของวิญญาณ อีกไม่นานผมก็จะค้นพบกฎของมันแล้ว ตอนที่ผมนอนอยู่ วิญญาณกลับควบคุมคอมพิวเตอร์ของผม ล็อกอินเข้าบัญชีของผมได้ ทั้งที่ตามที่คุณพูด เขาเป็นผียุคสาธารณรัฐจีน ตอนนั้นประเทศหลงกั๋วยังไม่มีคอมพิวเตอร์เลยด้วยซ้ำ!”


“ผียังมีความสามารถในการเรียนรู้ได้อีก เรื่องนี้ทำให้ผมอยากรู้อยากเห็นสุดๆ! อ้อ ใช่ พูดต่อไม่ได้แล้ว ผมต้องไปดูวิดีโอตรวจจับพลังงานย้อนหลัง ผมอยากรู้ว่าตอนผีตนนั้นควบคุมคอมพิวเตอร์ของผม มันปล่อยคลื่นความถี่แบบไหนออกมา”


ตอนแรก ลั่วเฉิงยังเป็นหนุ่มหน้าตุ๊กตาผมหยิกธรรมชาติ อารมณ์นิ่งสงบ


แต่ตอนนี้ ดวงตาของเขาร้อนแรงจนผมหยิกสีดำดูเหมือนจะเหยียดตรงเพราะความตื่นเต้น ทั้งตัวจมดิ่งเข้าสู่ความคลุ้มคลั่ง


หยาหยากำลังจะพูดต่อ แต่ลั่วเฉิงกลับปิดไลฟ์ไปแล้ว


และในวินาทีที่เขาปิดไลฟ์ ผีที่ลอยอยู่ด้านหลังลั่วเฉิงก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าดุร้ายทันที


เดิมทีการที่ผีตนนี้สามารถอยู่ในบ้านได้นานเกือบเก้าสิบปี ก็เพียงพอจะทำให้มันมีคุณสมบัติกลายเป็นผีร้ายแล้ว เพียงแต่ในใจยังมีความรักอยู่ จึงยังรักษารูปลักษณ์ตอนมีชีวิตไว้ได้อย่างสง่างาม

แต่ตอนนี้ ความหวังที่จะได้พบคนรักได้พังทลายลงแล้ว ผีตนนี้จึงไม่อดกลั้นอีกต่อไป


มันกำลังจะลงมือกับลั่วเฉิง ผู้ที่ทำให้มันไม่อาจกลับไปยังบ้านเดิมได้ และไม่ว่าจะเป็นลั่วเฉิงหรือมันเอง ต่างก็ไม่อาจรับผลลัพธ์นั้นได้ไหว


“ผีตนนั้นกำลังจะทำร้ายคนใช่ไหม?” ลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงไม่ใช่คนโง่ จากสีหน้าของผีก็เดาเรื่องราวได้ประมาณหนึ่ง


“ใช่ค่ะ” ใบหน้าเล็กๆของหยาหยาเต็มไปด้วยความหนักใจ “ถึงเขาจะเป็นผีผู้มีวาสนากับหยาหยา แต่เขาไม่ได้จ่ายเงินดูดวงตามกฎของท่านปู่บรรพจารย์ แล้วลั่วเฉิงก็ปฏิเสธการไลฟ์กับหยาหยาด้วย หยาหยาเลยลงมือช่วยไม่ได้”


ตอนที่หยาหยาเล่าเรื่องของผีให้ลั่วเฉิงฟัง ผู้ชมในไลฟ์ก็พอเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว


เจ้าของเรือนสี่ประสานในยุคสาธารณรัฐจีนเสียชีวิตด้วยสาเหตุไม่ทราบแน่ชัด ตอนมีชีวิต เขาและภรรยาสุดที่รักเคยสัญญาว่าจะกลับมาพบกันอีกในเรือนสี่ประสาน หลังกลายเป็นผี เขาจึงยังคงเฝ้าคิดถึงเรื่องนี้ และอาศัยอยู่ในเรือนนั้นตลอดมา


ข้างเรือนสี่ประสานมีคนอยู่ พอร้องเรียนไป ตระกูลลู่ซึ่งเป็นเจ้าของปัจจุบันก็รับรู้ ลู่สิงอวิ๋นจึงเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง


ดูเหมือนลั่วเฉิง เพื่อนของลู่สิงอวิ๋น จะเป็นพวกคลั่งวิทยาศาสตร์ เขาอยากรู้ว่าโลกนี้มีผีจริงหรือไม่ จึงวิ่งไปยังเรือนสี่ประสาน แถมยังมีความสามารถจริง เพราะจับผีที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้มาได้จริงๆก่อนพากลับบ้าน


เมื่อกลับถึงบ้าน ผีตนนั้นก็ยังเป็นเหมือนของเล่นของลั่วเฉิง แต่ตอนนี้ ของเล่นกำลังคิดจะต่อต้านแล้ว!


ทว่า หยาหยาไม่สามารถช่วยได้ เพราะลั่วเฉิงเป็นฝ่ายปฏิเสธการไลฟ์เอง และก็ไม่ได้จ่ายค่าดูดวงให้หยาหยาตามกฎ


[โลกนี้มีเรื่องประหลาดแบบนี้ด้วยเหรอ การต่อสู้ระหว่างวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์?]


[ฉันเกลียดตัวเองที่ไม่ได้อยู่บนเขาซานชิง อยากรู้ตอนจบมาก แต่ดูเหมือนเวลาหยาหยาเจ้าอาวาสออกไปจัดการเรื่องต่างๆจะไม่เปิดไลฟ์]


[เป็นนักพรตมีเงินเดือนไหม? ถ้ามี ฉันอยากไปเป็นนักพรตที่วัดซานชิง แบบนั้นก็จะได้ตามเจ้าอาวาสออกงานใช่ไหม?]


[ข้างบน ใครจะยังแยกแกกับไอน์สไตน์ออก แต่ยังไม่เคยได้ยินว่าวัดรับคนเพิ่ม เลิกฝันเถอะ]


[เอ่อ ไม่มีใครเป็นห่วงว่าลั่วเฉิงจะเป็นยังไงเลยเหรอ?]


คอมเมนต์หนึ่งดึงความสนใจของทุกคนกลับมา


ลู่สิงเฟิงรู้ว่าลั่วเฉิงเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย จึงลากลู่สิงอวิ๋นไปด้านข้างแล้วพูดว่า


“ตอนที่นายปฏิเสธให้หยาหยาช่วย ฉันเป็นคนคุกเข่าขอร้องหน้ารูปปั้นท่านปู่บรรพจารย์เอง ฉันสัญญาว่าจะทำความดี ช่วยหยาหยาฟื้นฟูวัด ท่านปู่บรรพจารย์ถึงยอมให้หยาหยาลงมือ”


ดวงตาของลู่สิงอวิ๋นเป็นประกาย “ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง?”


เขาเองก็เดินไปทางรูปปั้นท่านปู่บรรพจารย์เช่นกัน


หยาหยาเห็นแล้ว ก็ลงจากเก้าอี้เดินตามลู่สิงอวิ๋นไป


จริงๆแล้วเธอไม่ได้ขัดข้องหากลู่สิงอวิ๋นจะไปขอพรจากท่านปู่บรรพจารย์ เพราะเธอเองก็อยากช่วยคนเหมือนกัน ตอนแรกที่ลงจากเขากับอาจารย์ พอเห็นอะไรไม่ดีก็อยากช่วย อยากช่วยชีวิตทุกคนไปหมด แต่หลังจากนั้นอาจารย์ก็บอกว่า การเข้าไปแทรกแซงโชคชะตาของคนอื่นตามใจตัวเอง อาจทำให้ถูกใช้ศีลธรรมบีบบังคับได้ ดังนั้นจึงต้องตั้งกฎเอาไว้ให้ชัด


ถ้าอีกฝ่ายปฏิเสธ ก็อย่าไปยุ่งอีก


บุญกุศลไม่ได้เกิดจากการฝืนบังคับ บางทีการฝืนช่วย อาจทำให้ชะตาของอีกฝ่ายเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม


คำพูดเหล่านั้น หยาหยาจำขึ้นใจเสมอ


ตอนที่ลู่สิงอวิ๋นคุกเข่าขอพรจากท่านปู่บรรพจารย์ กล้องไลฟ์ก็จับภาพเขาไว้ตลอด


ชายหนุ่มผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน เมื่อหลับตาคุกเข่าอยู่บนเบาะรองนั้น แสงอาทิตย์ก็สาดลงบนใบหน้าของเขาพอดี


ภาพนั้นดูศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยศรัทธา


[เก็บประสบการณ์แล้วๆวันเสาร์นี้ฉันว่าจะไปเมืองอวิ๋นเฉิง อยากลองดูว่าตัวเองจะขึ้นเขาได้ไหม]


[ไปแล้วอย่าลืมลงรีวิว ฉันไม่มีวันหยุดช่วงนี้ ไปไม่ได้ อยากดูว่าคนอื่นไปแล้วขอพรสำเร็จไหม]


[ฉันก็ว่าจะไปวันเสาร์เหมือนกัน! ฉันเป็นคนเมืองอวิ๋นเฉิง แม่ฉันป่วย อยากลองไปขอยาดู]


ทุกคนพากันพูดถึงเรื่องจะไปวัดซานชิง พร้อมจ้องหน้าจอ อยากรู้ว่าถ้าท่านปู่บรรพจารย์รับคำขอ จะเกิดอะไรขึ้น


จากนั้นพวกเขาก็เห็นว่า ควันที่เดิมลอยเอื่อยจากธูปที่ลู่สิงอวิ๋นปักลงในกระถาง จู่ๆก็พุ่งตรงขึ้นไปด้านบน


ตอนนั้นเอง หยาหยาก็โค้งคำนับต่อรูปปั้นท่านปู่บรรพจารย์ ก่อนพูดด้วยเสียงนุ่มนิ่มว่า


“เรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านปู่บรรพจารย์ตอบรับคำขอของคุณ อนุญาตให้หยาหยาไปช่วยลั่วเฉิงแล้ว”


ลู่สิงอวิ๋นถอนหายใจโล่ง.อก


เมื่อครู่เขาทำตามที่ลู่สิงเฟิงบอก คิดแต่เรื่องขอให้ท่านปู่บรรพจารย์ยอมให้หยาหยาช่วยลั่วเฉิงสักครั้ง แล้วเขาจะช่วยหยาหยา ทำให้ธูปบูชาของวัดซานชิงรุ่งเรืองขึ้น


ได้ผลจริงๆด้วย!


“งั้นพวกเรารีบไปหาลั่วเฉิงกันเถอะ? ผมมีที่อยู่บ้านเขา” ลู่สิงเฟิงพูดพลางจับมือเล็กๆของหยาหยาเอง


หยาหยาพยักหน้า “ได้ค่ะ งั้นไปกันเถอะ~”


ครั้งนี้ เธอพาอาปาไปด้วย


[ว้าว ถ่ายทอดสดตลอดเลยเหรอ?]


[หลับตาลืมตาวันหนึ่งผ่านไป หลับตาอีกทีพิธีกรใช้วิชาเคลื่อนย้ายแล้ว! ว่าแต่วิชาเคลื่อนย้ายเปิดให้ลองไหม ฉันยอมจ่ายเงิน!]


ท่ามกลางคอมเมนต์แซวเล่นของผู้ชม หยาหยาเดินนำไปด้านหน้า ตั้งใจจะเคาะประตูคฤหาสน์


แต่ลู่สิงอวิ๋นกลับรีบห้ามไว้ “เดี๋ยวๆ หยาหยา ลั่วเฉิงหมอนี่ติดตั้งตาข่ายไฟฟ้าไว้ที่ประตู คนแปลกหน้าที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง ถ้าไปเคาะจะโดนช็อตจนสลบ ให้ฉัน—”


ตาข่ายไฟฟ้า?


ลู่สิงอวิ๋นยังพูดไม่ทันจบ ดวงตาของหยาหยาก็สว่างวาบ “งั้นหยาหยาต้องลองดูสักหน่อยแล้ว!”


พูดจบ มือเล็กๆก็ยื่นไปเคาะประตูทันที


บทที่ 50: ไม่มีหน้าไปพบภรรยาอีกแล้ว


ลู่สิงอวิ๋นไม่คิดเลยว่าหยาหยาจะดื้อขึ้นมาเฉยๆ เขารีบยื่นมือจะดึงหยาหยากลับมา แต่ก็สายไปแล้ว


มือเล็กๆของหยาหยาแตะเข้ากับประตูเรียบร้อย


วันนี้เธอสวมชุดนักพรตสีเขียวอมฟ้า ผมปล่อยครึ่งหนึ่ง พอมือแตะประตู ทั้งเส้นผมและชุดนักพรตก็สว่างวาบ เห็นได้ชัดว่ากระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างของเธอไปหนึ่งรอบ


[อ๊าก ผมของเจ้าอาวาสน้อยหยาหยาชี้โด่เลย คนไม่เป็นอะไรใช่ไหม?]


[เด็กนี่ดื้อจริงๆ บอกว่ามีไฟยังจะจับอีก ทีนี้เป็นเหมยเชาเฟิงตัวน้อยเลยไหมล่ะ]


[ฮ่าๆๆ หน้าหยาหยาดำปี๋เลย]


เมื่อเห็นสภาพของหยาหยา ลู่สิงเฟิงกับลู่สิงอวิ๋นต่างก็ตกใจ รีบดึงหยาหยามาทางตัวเองเพื่อดูอาการ


ผู้ใหญ่โดนไฟช็อตอาจแค่สลบ แต่เด็กตัวเล็กๆอาจถึงตายได้!


แต่เพราะทั้งสองคนต่างก็อยากดึงหยาหยามาทางตัวเอง เลยกลายเป็นว่ามือเล็กสองข้างของหยาหยาถูกดึงคนละทาง


เธอรีบพูด “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร หยาหยาไม่เป็นอะไร~”


เจ้าก้อนนมน้อยหน้าดำ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่เป็นอะไรจริงๆ จึงหันมายิ้มโชว์ฟัน เผยให้เห็นฟันซี่เล็กสีขาวสะอาด ตัดกับใบหน้าดำมอมแมมอย่างชัดเจน


“หยาหยา เราจะซนแบบนี้อีกไม่ได้นะ” ลู่สิงอวิ๋นถอนหายใจด้วยความโล่งอก ใบหน้าที่มักยิ้มแย้มตอนนี้กลับจริงจังมาก “มันอันตรายมาก รู้ไหม?”


ลู่สิงเฟิงเองก็พูด “ใช่เลย หยาหยา ถ้าเธอโดนไฟช็อตจนเป็นอะไรขึ้นมา แล้วฉันจะอยู่ยังไง?”


ดวงตากลมโตขาวดำชัดเจนของหยาหยาเต็มไปด้วยความสงสัย “ถ้าหยาหยาเป็นอะไร ทำไมนายถึงอยู่ไม่ได้ล่ะ?”


ลู่สิงเฟิงตอบอย่างจริงจัง “เพราะฉันเคยสาบานต่อหน้าท่านปู่บรรพจารย์แล้ว ว่าจะช่วยเธอฟื้นฟูวัดซานชิง ถ้าเธอเป็นอะไรไป คำสาบานของฉันก็ไม่มีวันสำเร็จ งั้นฉันจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม?”


ลู่สิงเฟิงดูเป็นคนไม่จริงจัง แต่กลับรักษาคำพูดมากอย่างไม่น่าเชื่อ!


หยาหยาหยิบยันต์ชำระล้างออกมา แปะบนตัวแล้วทำให้คราบดำและฝุ่นหายไป จากนั้นจึงพูดว่า “ลู่สิงเฟิง นายไม่ต้องห่วงนะ เรื่องที่ไม่มั่นใจ หยาหยาไม่ทำหรอก หยาหยาไม่โง่นะ”


จู่ๆ ลู่สิงอวิ๋นก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา


เขาก็เป็นห่วงหยาหยาเหมือนกัน แล้วทำไมหยาหยาถึงรับปากแค่ลู่สิงเฟิง? หรือเพราะน้ำเสียงที่เขาพูดไม่ดี?


จริงด้วย เมื่อกี้รีบร้อนเกินไป เขาเรียกชื่อหยาหยาเฉยๆ ไม่ได้เรียกว่าเจ้าอาวาสหยาหยา


ขณะที่ลู่สิงอวิ๋นกำลังทบทวนตัวเอง ก็ได้ยินคำถามของหยาหยา


“ลู่สิงอวิ๋น ถ้าหยาหยาพังประตูเข้าไป ลั่วเฉิงจะโกรธไหม?”


“พังประตู?” สีหน้าลู่สิงอวิ๋นเปลี่ยนทันที ไม่มีเวลามาทบทวนเรื่องความสัมพันธ์กับหยาหยาอีก “ไม่ต้องพัง ฉันมีรหัส เดี๋ยวฉัน—”


พูดยังไม่ทันจบ เขาก็เห็นว่าประตูตรงหน้าเปิดออกแล้ว


ดวงตากลมโตของหยาหยาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา ก้มหน้านิดๆ เอานิ้วชี้ทั้งสองข้างจิ้มกันไปมา


“หยาหยาแค่ลองดูทิศทางการไหลของพลังงานจากตาข่ายไฟฟ้า แล้วก็ตามมันไปนิดหน่อย ไม่คิดเลยว่ามันจะพัง”


สีหน้าไร้เดียงสาที่เจ้าก้อนนมน้อยตั้งใจทำ บวกกับเสียงอ่อนหวานที่จงใจพูดให้นุ่มลง ใครจะไปโกรธลง?


เห็นได้ชัดว่าลู่สิงอวิ๋นโกรธไม่ลง


เขาตบอกตัวเองป้าบๆ “ไม่เป็นไร ถ้าลั่วเฉิงโกรธ ฉันโอนเงินให้ เขาก็หายโกรธเอง”


ลู่สิงเฟิงเองก็ไม่ยอมแพ้ “ฉันก็ช่วยได้... เอ่อ ช่างเถอะ ฉันไม่มีเงิน งั้นฉันจะช่วยอธิษฐานต่อหน้าท่านปู่บรรพจารย์ให้การทดลองของเขาสำเร็จทุกอย่าง ดีไหม?”


ระหว่างที่ทั้งสองกับเด็กน้อยคุยกัน หยาหยาก็ขมวดคิ้ว “แย่แล้ว”


เธอแปะยันต์สองแผ่นบนตัวลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิง อีกแผ่นแปะให้อาปา แล้วจึงรีบเดินเข้าไปในคฤหาสน์


อาปาที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น “ผีฆ่าคนแล้ว ผีฆ่าคนแล้ว!”


ลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงยังเปิดตาหยินหยางอยู่ พอเข้าบ้านก็ขนลุกทันที


ในสายตาของพวกเขา ทั้งบ้านเต็มไปด้วยหมอกสีดำ


“หมอกดำพวกนี้คืออะไร?” ลู่สิงเฟิงถาม


หยาหยาตอบ “พลังหยินค่ะ!”


ขาเล็กๆของเธอวิ่งฉึบฉับ มุ่งตรงขึ้นชั้นบน


ลู่สิงเฟิงรีบอุ้มหยาหยาขึ้น “ไปชั้นสองใช่ไหม? ฉันวิ่งเร็ว ฉันอุ้มเธอเอง”


ลู่สิงอวิ๋นช้ากว่าไปก้าวหนึ่ง อุ้มหยาหยาไม่ทัน จึงได้แต่รีบตามหลัง


[พูดจริงๆนะ บ้านนี้ดูวังเวงมาก ถึงจะดูผ่านกล้องก็ยังรู้สึกเลย]


[อย่านะ ตอนหยาหยาเล่าเรื่อง ฉันยังรู้สึกว่าผีตนนั้นเป็นผีดีเลย เขาไม่ได้ตั้งใจทำร้ายคน]


[ลั่วเฉิงหาเรื่องเอง ช่วยไม่ได้]


[เมื่อกี้ฉันรู้สึกว่าชื่อลั่วเฉิงคุ้นๆเลยไปค้นดู ที่แท้มีข้อมูลอยู่จริงๆ เขาเป็นคนพัฒนาชิปมือถือหลงฉือด้วย ยังมีชื่อสิ่งประดิษฐ์อีกหลายอย่างที่ฉันอ่านไม่เข้าใจ ดูเหมือนจะเก่งมาก!]


ระหว่างที่คอมเมนต์กำลังพูดถึงตัวตนของลั่วเฉิง ลู่สิงเฟิงก็พาหยาหยาขึ้นมาถึงชั้นสองแล้ว


“ไปห้องน้ำค่ะ!!” หยาหยาพูด


ลู่สิงอวิ๋นรีบนำทาง จนหาห้องน้ำในบ้านลั่วเฉิงเจออย่างรวดเร็ว แต่ประตูห้องน้ำถูกล็อกจากด้านใน


ลู่สิงเฟิงรู้ว่าต้องช่วยคนแล้ว จึงวางหยาหยาลง เตรียมเรียกพี่ชายให้ช่วยกันพังประตู แต่ยังไม่ทันพูดจบ หยาหยาที่ถูกวางลงพื้นก็กระโดดขึ้นไปเตะประตูเปิดผาง


อาปากระพือปีกตื่นเต้น ร้องลั่น


“ปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้หยาหยาลงมือแล้ว! ปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้หยาหยาลงมือแล้ว!”


เมื่อประตูเปิดออก ทุกคนก็เห็นภาพในห้องน้ำชัดเจน


ในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ มีชายเปลือยกายนอนอยู่ บนข้อมือมีบาดแผล เห็นชัดว่าเป็นการกรีดข้อมือฆ่าตัวตาย


และชายคนนี้ เมื่อห้านาทีก่อนยังอยู่ในไลฟ์ พูดว่าจะศึกษาวิญญาณต่อไป


ส่วนในสายตาของหยาหยา วิญญาณที่ใบหน้าบิดเบี้ยวน่ากลัวกำลังลอยอยู่ข้างลั่วเฉิง ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาต พึมพำไม่หยุด


“แกทำให้ฉันไม่ได้เจอภรรยา แกทำให้ฉันไม่ได้เจอภรรยา ไปตาย ไปตาย ไปตาย!”


เสียงของผียิ่งดังยิ่งน่าสะพรึงกลัว พลังหยินหนาแน่นจนลู่สิงอวิ๋นรีบขยับเข้าใกล้ลู่สิงเฟิง


หลังจากเหตุการณ์ผีผู้หญิงในอุบัติเหตุรถยนต์ ลู่สิงอวิ๋นก็มีปมทางใจ ตอนนี้แค่เห็นผีก็รู้สึกกลัวแล้ว


ลู่สิงเฟิงเหลือบมองพี่ชายขี้กลัวของตัวเองแล้วหัวเราะ “พี่สี่ อย่ากลัวสิ คิดดูว่าถ้าลั่วเฉิงถูกช่วยไว้ได้ หลังจากนี้พี่ก็จะไม่ใช่คนเดียวที่ปฏิเสธความช่วยเหลือจากหยาหยาแล้วมานั่งเสียใจทีหลัง”


ลู่สิงอวิ๋นพูดไม่ออก “นี่มันเรื่องน่ายินดีตรงไหน?”


เสียงคุยของทั้งสองไปกระตุ้นผีร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง หัวของมันค่อยๆเอียงขนานกับหัวไหล่ ในท่าทางประหลาดน่าขนลุก ก่อนพูดว่า


“สมควรตายกันหมด... สมควรตายกันหมด...”


ขณะที่ผีร้ายกำลังจะลงมือกับลู่สิงอวิ๋นและลู่สิงเฟิง หยาหยาก็ไวกว่า รีบแปะยันต์ชำระจิตลงบนหัวผีร้ายทันที


แม้ชื่อจะเป็นยันต์ชำระจิต แต่จริงๆแล้วมันออกฤทธิ์กับดวงวิญญาณ ทำให้วิญญาณสลัดความชั่วร้ายและความคิดฟุ้งซ่าน กลับคืนสู่ตัวตนเดิมทีละน้อย


ทันทีที่ยันต์แปะลงไป ดวงตาแดงก่ำของผีร้ายก็ค่อยๆกลับมาสงบนิ่ง


เมื่อเห็นลั่วเฉิงในอ่างที่ข้อมือยังมีเลือดไหล มันก็คุกเข่าลง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเสียใจ


ในปีนั้น หลังกลายเป็นผี เพราะความคิดอยากพบภรรยาอีกครั้ง มันจึงหนีการจับวิญญาณของยมทูตมาได้ ระหว่างหลบหนี มันได้พบกับนักพรตคนหนึ่ง


นักพรตผู้นั้นบอกว่า เพราะมันสละชีพเพื่อชาติ ขอเพียงกลับไปอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างสงบ ไม่ทำร้ายผู้คน วันหนึ่งก็จะได้พบภรรยา


แต่ตอนนี้ เพราะความโกรธชั่ววูบ มันกลับทำผิดกฎ ลงมือทำร้ายคนเสียแล้ว แล้วมันยังจะมีหน้าไปพบภรรยาอีกได้อย่างไร?


บทที่ 51: ไลฟ์ของลู่สิงเฟิงถูกแบนแล้ว


ผีร้ายย่อตัวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับพื้น แต่ตอนนี้หยาหยายังไม่มีเวลาสนใจมัน


เธอหยิบยาเป่าหยวนตันเม็ดหนึ่งยัดเข้าปากลั่วเฉิง จากนั้นก็หยิบขี้ผึ้งออกมาทาบริเวณข้อมือที่ถูกกรีดของเขา


แผลของลั่วเฉิงลึกมาก เส้นเอ็นถูกตัดขาด เห็นบาดแผลชัดเจน ถ้าไม่เย็บไม่มีทางหายได้


แต่ภายใต้ฤทธิ์ของยาขี้ผึ้งของหยาหยา เส้นเอ็นกลับค่อยๆประสานเข้าด้วยกัน!


[ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า? แผลที่ข้อมือใหญ่ขนาดนั้น หายทันทีเลยเหรอ?]


[นี่ นี่ ตอนนี้ฉันขึ้นเขาไปขอยาทันไหม? ฉันรับรองว่าแม่ฉันเป็นผู้หญิงวัยกลางคนจิตใจดีจริงๆ! ร่างกายเธอเป็นพวกมีติ่งเนื้อขึ้นง่าย เดี๋ยวขึ้นตรงนั้นเดี๋ยวขึ้นตรงนี้ กินยาจีนยาฝรั่งก็ยังไม่หาย]


[ฉันมีลางสังหรณ์ว่าวงการแพทย์หลงกั๋วกำลังจะสั่นสะเทือน!]


ผีที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น พอเห็นแผลบนข้อมือลั่วเฉิงในอ่างอาบน้ำหายดี ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง รีบลอยมาข้างหยาหยาอย่างร้อนรน


“เขา... เขายังกินยาพิษที่ตัวเองคิดค้นไว้ด้วย ผมเห็นคำอธิบาย มันเป็นพิษที่ผสมจากสมุนไพรพิษหลายชนิด...”


ตอนนั้นหยาหยากำลังจับชีพจรอีกข้างของลั่วเฉิงอยู่


เมื่อแน่ใจว่าผีพูดจริง ลั่วเฉิงโดนพิษ เธอก็หยิบยาแก้พิษอีกเม็ดป้อนให้เขากิน


ทั้งยาเชื่อมเส้นเอ็นและยาแก้พิษครั้งนี้ ล้วนทำมาจากร่างของปีศาจจิ้งจกที่เธอปราบก่อนหน้านี้


ต้องบอกเลยว่า ปีศาจจิ้งจกที่บำเพ็ญมาเกือบห้าร้อยปี ทำยาออกมาได้ผลดีจริงๆ!


พิษในร่างถูกถอน แผลที่ข้อมือก็หยุดเลือดแล้ว แถมยังมียาเป่าหยวนตันช่วยคุ้มครองหัวใจและฟื้นฟูพลังชีวิต ไม่นานลั่วเฉิงก็ลืมตาขึ้น


เขาลุกพรวดขึ้นมานั่ง หอบหายใจแรง


[ฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว โอ๊ยพระเจ้า หยาหยาเก่งเกินไปแล้ว ยาไม่กี่เม็ดนั้นถ้าเอาไปขาย คงได้เงินมหาศาลแน่]


[ฉันว่าลั่วเฉิงต้องร้องไห้ขอบคุณหยาหยาที่ช่วยชีวิตแน่]


ทั้งลู่สิงอวิ๋นและลู่สิงเฟิงในที่เกิดเหตุก็คิดเหมือนกับผู้ชม


ลู่สิงอวิ๋นเองก็เป็นตัวอย่างของคนที่เคยเกือบตายแล้วถูกช่วยไว้ เขากอด.อก เตรียมจะพูดกระตุ้นลั่วเฉิงสักสองสามประโยคเหมือนที่น้องห้าชอบทำกับเขา เพื่อให้ลั่วเฉิงได้สติ จะได้ไม่กล้าปฏิเสธความช่วยเหลือจากหยาหยาอีก!


“อ๊า! เมื่อกี้ฉันเกือบตายแล้ว!!!”


แต่ปฏิกิริยาของลั่วเฉิงกลับเกินความคาดหมายของทุกคน


ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มคลุ้มคลั่ง ราวกับมองไม่เห็นว่ารอบตัวมีคนอยู่ หลังพูดประโยคหนึ่งจบ ก็ปีนออกจากอ่างอาบน้ำเองทันที


คราวนี้ลู่สิงอวิ๋นตอบสนองไวมาก รีบใช้มือปิดตาหยาหยา


แต่ผู้ชมในไลฟ์ไม่ได้ปิดตา พวกเขาเห็นกันเต็มๆ


[นี่มันสิ่งที่ฉันดูได้จริงเหรอ?]


[กินไก่คืนนี้โชคดีแน่]


[คอมเมนต์บน เธอนี่มันสาวหิวของจริงเลยนะ!]


ผู้ชมกำลังพิมพ์คอมเมนต์กันสนุก จู่ๆไลฟ์ก็ตัดไป หน้าจอขึ้นข้อความว่า “สตรีมเมอร์ของคุณออกจากห้องชั่วคราว โปรดกลับมาใหม่ภายหลัง”


ไลฟ์ของลู่สิงเฟิงถูกแบนแล้ว!!


ขณะที่ลู่สิงเฟิงกำลังโทษตัวเองที่ปิดตาหยาหยาไม่ทัน พอเห็นก้นเปลือยของลั่วเฉิง เขาก็นึกถึงกฎการไลฟ์ขึ้นมาได้


ไลฟ์เนื้อหาอนาจาร มีสิทธิ์โดนแบนถาวรเลยนะ!!!


ทันใดนั้นลู่สิงเฟิงก็หยิบมือถือขึ้นมา ตรวจดูแล้วร้องลั่น


“อ๊ากกก พี่สี่ ให้ลั่วเฉิงชดใช้แอคแฟลชซาวด์ของผมเดี๋ยวนี้เลย!!! แฟนคลับผมใกล้จะทะลุห้าล้านแล้วนะ!!!”


ลู่สิงอวิ๋นได้แต่ปวดหัว รีบพิมพ์ข้อความลงในกลุ่มแฟนคลับ “สาขาย่อยวัดซานชิง” ที่แฟนๆตั้งขึ้น


[ขอโทษทุกคน ไลฟ์โดนแบนชั่วคราวครับ]


พอแฟนๆเห็นคนที่ใช้ชื่อลู่สิงอวิ๋นโผล่มาพูด ก็รีบตอบทันที


[งั้นใช้แอคของลู่สิงอวิ๋นไลฟ์สิ เร็วเข้าเร็วเข้า ฉันเป็นโรคไม่ได้ดูไลฟ์แล้วคันไปทั้งตัว]


เมื่อเห็นว่ายังมีวิธีนี้ แฟนๆก็แห่ไปติดตามแอคแฟลชซาวด์ของลู่สิงอวิ๋น


เดิมทีแอคของลู่สิงอวิ๋นเป็นแอคใหม่ แต่พอเกิดเรื่องนี้ จำนวนผู้ติดตามก็พุ่งทะลุล้านทันที


เขาจึงได้แต่ตอบว่า


[ก็ได้ครับ]


จากนั้นก็อธิบายเรื่องเปลี่ยนบัญชีไลฟ์ แล้วส่งมือถือให้ลู่สิงเฟิง


“ฉันจะไปหาเสื้อผ้าให้ลั่วเฉิงใส่ ไม่งั้นแอคฉันก็โดนแบนอีกแน่”


หยาหยาเองก็เดินตามลู่สิงอวิ๋นไป


ลู่สิงอวิ๋นหยิบเสื้อผ้ามา แล้วบอกให้หยาหยาอย่าเพิ่งตามเข้าไป


เขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ลั่วเฉิงอยู่ในสภาพไหน ถ้าหยาหยาเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นอีก แล้วเป็นตากุ้งยิงขึ้นมาจะทำยังไง?


เมื่ออีกฝ่ายยืนกรานไม่ให้ตาม หยาหยาก็ไม่ตามไปอีก หันกลับมามองผีที่เงียบๆ ตามเธอมาตลอดแทน


“คุณชื่ออะไรเหรอ?”


ผีตนนั้นมีสีหน้าซาบซึ้งใจอย่างมาก หลังโค้งคำนับหนึ่งครั้งจึงตอบว่า


“ผมชื่อสวีเจี้ยนซาน ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสน้อยที่ช่วยเหลือ ท่าน... ท่านช่วยไม่ให้ผมเดินผิดทาง”


หยาหยาโบกมือเล็กๆ


“เรื่องเล็กน้อยเอง ตอนนี้เครื่องในห้องของเขาน่าจะปิดแล้วนะ ไม่งั้นคุณก็กลับไปบ้านของตัวเองดีไหม?”


แต่สวีเจี้ยนซานกลับไม่ไป


เขาหยิบธนบัตรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า ดวงตาแดงเรื่อ ก่อนถามหยาหยาว่า


“ท่านเจ้าอาวาสน้อย ท่านคำนวณได้ทุกอย่าง ช่วยคำนวณให้ผมได้ไหมว่าภรรยาของผมอยู่ที่ไหนกันแน่? หลังผมตาย ผมเจอนักพรตคนหนึ่ง เขาบอกชัดเจนว่าขอแค่ผมอยู่ในบ้านอย่างสงบ ผมก็จะได้พบภรรยา แปดสิบปีผ่านมาแล้ว แต่ผมกลับยังไม่เจอเธอ”


สวีเจี้ยนซานตอนนี้เป็นวิญญาณแล้ว เงินที่หยิบออกมาจึงเป็นเงินกระดาษสำหรับคนตาย หยาหยาใช้ไม่ได้


แต่ต่อให้เป็นเงินจริง หยาหยาก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี


“หยาหยาคำนวณอนาคตของคุณไม่ได้ เพราะคุณเป็นผีที่มีตบะแล้ว”


ในดวงตาของสวีเจี้ยนซานมีประกายสิ้นหวังวาบผ่าน


“งั้นนักพรตคนนั้นหลอกผมเหรอ?”


หยาหยาเกาหัว


“มันไม่เกี่ยวว่าเขาหลอกคุณหรือเปล่าหรอก เอาแบบนี้นะ คุณติดหนี้หยาหยาไว้ก่อน666หยวน แล้วก็บอกวันเดือนปีเกิดของภรรยาคุณมา หยาหยาจะช่วยดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ”


“ถ้าเธอไปเกิดใหม่แล้ว หยาหยาก็จะตามคำนวณจนถึงชาตินี้ของเธอได้ แต่ถ้าเธอเหมือนคุณ กลายเป็นผี ไม่เข้าสู่วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด งั้นหยาหยาก็ไม่มีทางช่วยได้แล้ว”


สวีเจี้ยนซานตื่นเต้นอย่างมาก


ขอแค่ได้รู้ข่าวของภรรยา จะยังไงก็ยอม!


เขารีบบอกวันเดือนปีเกิดของภรรยาอย่างละเอียด ทั้งยังบอกตำแหน่งของเรือนสี่ประสาน เพื่อให้หยาหยาดูหน้าภรรยาได้


“ไม่ต้องดูหน้าหรอกค่ะ แค่มีวันเดือนปีเกิดก็พอแล้ว”


หยาหยานั่งขัดสมาธิกับพื้น หลับตา แล้วเริ่มคำนวณไม่หยุด


สวีเจี้ยนซานลอยนิ่งอยู่กับที่ จ้องมองหยาหยา


เด็กตัวเล็กที่ดูธรรมดาคนหนึ่ง พอใช้วิชา กลับมีแสงเจิดจ้าส่องออกมาจากร่าง


นั่นก็คือพลังวิญญาณของผู้บำเพ็ญตนสินะ?


“ผมต่อไลฟ์เรียบร้อยแล้ว!” จู่ๆ ลู่สิงเฟิงก็วิ่งเข้ามา


เมื่อเห็นหยาหยากำลังหลับตานั่งขัดสมาธิ เขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังทำเรื่องสำคัญ จึงรีบปิดปากเงียบ แล้วนั่งยองๆอยู่ข้างๆอย่างว่าง่าย


หยาหยาคำนวณอยู่นานมาก กว่าจะอนุมานอดีตและปัจจุบันของภรรยาสวีเจี้ยนซานได้ครบถ้วน


เธอลืมตาขึ้น มองสวีเจี้ยนซาน แล้วพูดว่า


“พรุ่งนี้ เธอจะมาที่วัดของหยาหยาค่ะ”


บทที่ 52: วิจัยปีศาจและวิญญาณ


คำพูดของหยาหยาทำให้สวีเจี้ยนซานตื่นเต้นขึ้นมาทันที!


ภรรยาของเขาจะไปที่วัดซานชิง งั้นเขาก็ต้องไปด้วยสิ ถ้าไม่ไปแล้วจะได้พบภรรยาได้ยังไง?


“ผะ... ผมสามารถกลับวัดไปพร้อมท่านเจ้าอาวาสหยาหยาได้ไหมครับ?” สวีเจี้ยนซานถามอย่างระมัดระวัง


หยาหยาพยักหน้า “ได้สิ ถ้าคุณอยากไปก็ไปได้ค่ะ”


แน่นอนว่าเธอก็มองออกว่าสวีเจี้ยนซานมีบุญกุศลมหาศาล เป็นวิญญาณประเภทที่เคยทำเรื่องยิ่งใหญ่เพื่อช่วยชาติ แล้วเสียสละชีวิตอย่างกล้าหาญ


นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากเขาไม่อยากไปเกิดใหม่ ยมทูตถึงจับเขาไม่ได้ และเขาจึงสามารถอยู่บนโลกมนุษย์ในร่างวิญญาณมาได้นานขนาดนี้


ถ้าสวีเจี้ยนซานไปที่วัดซานชิง เขาต้องมีเรื่องคุยกับเหล่าศิษย์อารุ่นก่อนๆของวัดแน่! ท่านปู่บรรพจารย์เองก็คงยินดีต้อนรับด้วย!


เมื่อได้รับอนุญาตจากหยาหยา สวีเจี้ยนซานก็ดีใจจนลอยวนไปทั่วห้อง


ร่างของวิญญาณไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเนื้อหนังมังสา เวลาดีใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วแสดงท่าทางบิดเบี้ยวประหลาดก็ถือเป็นเรื่องปกติ


ลู่สิงอวิ๋นที่กำลังประคองลั่วเฉิงผู้ยังดูเหม่อลอยออกมาจากห้องทดลอง พอเห็นภาพนี้ก็สะดุ้งทันที


“นะ... นี่ ท่านเจ้าอาวาสหยาหยา ผีตนนี้เป็นอะไรไปแล้ว?”


หยาหยาตอบ “เขาจะกลับวัดซานชิงไปกับหยาหยาค่ะ แล้วก็จะได้เจอภรรยาแล้วด้วย เขาเลยดีใจมาก”


แต่จริงๆแล้วยังมีอีกเรื่องที่หยาหยาไม่ได้พูดออกมา


นั่นคือพรุ่งนี้ ผู้แสวงบุญที่จะมาจุดธูปที่วัดซานชิง ไม่ได้มีแค่ภรรยาของสวีเจี้ยนซานที่กลับชาติมาเกิด แต่ยังมีผู้มีวาสนาจากสำนักอื่นอีกหลายคน


เธอไม่คิดจะบอกว่าสุดท้ายแล้วภรรยาของสวีเจี้ยนซานคือใคร และก็จะบอกให้สวีเจี้ยนซานอย่าไปรบกวนผู้แสวงบุญส่งเดช


เพราะมันไม่ยุติธรรมกับภรรยาของเขาในชาติปัจจุบัน


เมื่อเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ก็ควรลืมทุกอย่างไป จะเลือกทำความรู้จักกับคนรักจากอดีตชาติหรือไม่ ควรเป็นการตัดสินใจของเจ้าตัวเอง


ถ้ามีวาสนา ก็ย่อมได้พบกันเอง


เรื่องของสวีเจี้ยนซานถือว่าเรียบร้อยแล้ว สายตาของหยาหยาจึงหันไปตกที่ลั่วเฉิงซึ่งสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว


ผมหยิกของลั่วเฉิงยังเปียกอยู่ เขาพึมพำไม่หยุด


“ตอนคนตาย วิญญาณซึ่งเป็นพลังงานชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ จะหลุดออกจากร่างชั่วขณะ...”


“ไม่มีไฟ ไม่มีไฟแล้ว พอซ่อมตู้ไฟแล้วเปิดข้อมูลสำรองในคอมพิวเตอร์ ฉันจะต้องดูกราฟคลื่นพลังงานตอนตัวเองตายให้ได้”


“อ๊า อ๊า ดีจริงๆที่นาฬิกาตรวจจับกันน้ำได้ ฮ่าๆๆ”


[นี่ ลั่วเฉิงฟื้นมาแล้วทำไมไม่คิดจะขอบคุณหยาหยาที่ช่วยชีวิตเลย? เอาแต่พึมพำเรื่องทดลองของตัวเองอีกแล้ว]


[อัจฉริยะอยู่ซ้าย คนบ้าอยู่ขวา พวกสายวิจัยคงมีสภาพจิตใจไม่ค่อยเสถียรแบบนี้แหละมั้ง]


“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้พวกคุณพูดว่าอะไรนะ?”


จู่ๆลั่วเฉิงก็เหมือนกลับมาปกติ เขาย่อตัวลงตรงหน้าหยาหยา


“เขาจะไปวัดซานชิงกับเธอเพื่อหาภรรยา? ไม่ได้ ไม่ได้ ฉันไม่อนุญาต ฉันยังต้องให้เขาช่วยงานทดลองอยู่”


สายตาของลั่วเฉิงคมกริบ พยายามใช้ฐานะผู้ใหญ่กดดันหยาหยา


“เด็กต้องฟังผู้ใหญ่ เข้าใจไหม?”


“หยาหยาไม่ใช่เด็กที่ต้องฟังผู้ใหญ่ทุกเรื่องสักหน่อย” หยาหยาปฏิเสธทันที “ไม่ฟังคุณ ต้องฟังหยาหยา! อีกอย่าง ต่อให้หยาหยาพาเขาไป คุณก็ห้ามไม่ได้ เพราะบ้านคุณไม่มีไฟแล้ว”


ตอนที่เธอเอามือแตะประตูเพื่อสัมผัสพลังงานไฟฟ้า หยาหยาก็พบสาเหตุที่สวีเจี้ยนซานถูกขังอยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว


ลั่วเฉิงติดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าไว้ทั่วทั้งบ้านของตัวเอง


หยาหยาเดาว่า ขอแค่มี “พลังงาน” เคลื่อนผ่าน ระบบไฟก็จะทำงานอัตโนมัติ


วิญญาณเองก็มีพลังงาน เหมือนตอนที่เธอพยายามใช้พลังวิญญาณตามรอยกระแสไฟฟ้านั่นแหละ


“เธอเป็นคนทำระบบไฟในบ้านพังเหรอ?” ลั่วเฉิงตกตะลึงเต็มหน้า


ตอนกลับเข้าห้องทดลอง เขาพบว่าวงจรในตู้ไฟเสียหาย เดิมทีคิดว่าเป็นฝีมือของผีที่ถูกขังอยู่ในบ้าน


ตอนนี้ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับผีเลย แต่เป็นฝีมือของเด็กน้อยตรงหน้า!


เมื่อเห็นว่าลั่วเฉิงเดาถูกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำวงจรพัง หยาหยาก็เอานิ้วจิ้มกันไปมา แล้วทำหน้าใสซื่อ มองซ้ายมองขวาอย่างไร้เดียงสา


[ฮ่าๆๆ วิชาแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาของท่านเจ้าอาวาสหยาหยากลับมาอีกแล้ว]


[สงสัยตอนหยาหยาไม่อยากเรียน นางคงใช้สีหน้าแบบนี้กับอาจารย์แน่]


ลู่สิงอวิ๋นฝืนความกลัววิญญาณ เดินมาขวางหน้าหยาหยา


“ลั่วเฉิง ก็แค่ตู้ไฟพัง เดี๋ยวฉันชดใช้ให้นายเอง”


พอได้ยินว่าลู่สิงอวิ๋นจะจ่ายเงิน หยาหยาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ตอนช่วยชีวิตลั่วเฉิง เธอใช้ยาไปสามเม็ด


“ถึงหยาหยาจะทำระบบไฟพัง แต่หยาหยาก็ช่วยชีวิตคุณนะ เพราะงั้นคุณห้ามเก็บเงินจากลู่สิงอวิ๋น ยาที่ใช้ช่วยคุณก็ต้องเสียเงินเหมือนกันนะ”


ดวงตากลมโตของเด็กน้อยกระพริบปริบๆ ก้าวขาเล็กๆไปยืนข้างหน้าลู่สิงอวิ๋น


ลั่วเฉิงมองหยาหยา แล้วมองลู่สิงอวิ๋น ก่อนจะขมวดคิ้วครุ่นคิด


จากนั้นจู่ๆเขาก็ดึงลู่สิงอวิ๋นเข้าไปในห้องหนึ่ง แล้วปิดประตูคุยกันตามลำพัง


หยาหยาคิดว่าลั่วเฉิงคงจะเรียกลู่สิงอวิ๋นไปทวงค่าชดใช้ เลยเม้มปากน้อยๆอย่างไม่พอใจ


ตอนนั้นลั่วเฉิงหมดสติอยู่ วิญญาณยังไม่ได้หลุดจากร่าง เพียงแค่อยู่ในสภาวะใกล้หลุดเท่านั้น


รู้งี้ปล่อยให้วิญญาณเขาหลุดออกมาก่อนก็ดี จะได้ต่อรองเรื่องค่าชดใช้ตู้ไฟได้ง่ายหน่อย!


ก็ไม่รู้ว่าลู่สิงอวิ๋นจะต้องจ่ายเท่าไร เธอจะหาเงินคืนเขาไหวไหม เพราะคนที่ทำของเสียก็คือเธอ เรื่องนี้เป็นความผิดของเธอเอง


ระหว่างที่หยาหยาคิดฟุ้งซ่าน ประตูห้องก็เปิดออก ลู่สิงอวิ๋นกับลั่วเฉิงเดินออกมาในที่สุด


บนใบหน้าของลู่สิงอวิ๋นมีรอยยิ้ม เขาส่งสัญญาณให้ลั่วเฉิงพูดกับหยาหยา


ใบหน้าเด็กหนุ่มของลั่วเฉิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น


“ท่านเจ้าอาวาสหยาหยาใช่ไหม? ฉันก็จะไปอยู่ที่วัดซานชิงด้วย แต่ฉันมีของต้องขนไปเยอะ คงต้องใช้เวลาสักหนึ่งอาทิตย์ถึงจะย้ายเสร็จ”


“ถ้าเธอตกลง ฉันจะช่วยอัปเกรดที่พักของเธอด้วยเทคโนโลยี ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงด้านใน ทำให้เป็นระบบนิเวศเทคโนโลยี รับรองว่าเธอจะได้สัมผัสพลังของวิทยาศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบ!”


ประโยคสุดท้ายของลั่วเฉิง ทำให้ดวงตาของหยาหยาเป็นประกายทันที


ตั้งแต่ได้ดูคลิปเทคโนโลยีล้ำสมัยจากมือถือของลู่สิงอวิ๋น เธอก็อยากเอาเทคโนโลยีพวกนั้นมาผสมกับวิชาเต๋าของตัวเองมาก


น่าเสียดายที่ตอนนี้ของไฮเทคบนเขามีแค่มือถือกับอุปกรณ์ไลฟ์เท่านั้น


ถ้าลั่วเฉิงขึ้นเขาไปด้วย งั้นเธอก็จะได้ทำการทดลองตั้งเยอะเลยสิ?


หยาหยาถามตรงๆว่า “แล้วถ้าหยาหยาทำของคุณพังอีก คุณจะเรียกเงินไหม?”


ลั่วเฉิงส่ายหน้า “ไม่ ไม่เรียก ฉันยังจะถวายเงินสดให้ท่านปู่บรรพจารย์ของเธออีกเยอะด้วย ข้อเรียกร้องเดียวก็คือ... ถ้าเจอปีศาจหรือวิญญาณอีก ช่วยพากลับมาบนเขาให้ฉันวิจัยหน่อย”


พูดจบ ลั่วเฉิงก็ลูบคางแล้วพึมพำขึ้นมาอีก


“ถ้าจะวิจัยปีศาจ ฉันต้องคิดก่อนว่าจะเขียนรายงานส่งข้างบนยังไงดี”


[??? เมื่อกี้ฉันได้ยินอะไรนะ? วิจัยปีศาจกับวิญญาณ? ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?]


[โลกนี้ฉันเริ่มดูไม่เข้าใจแล้ว... วิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์กำลังจะรวมกันหรือไง?]


[ฉันว่ามันน่าสนใจมากนะ โครงการนี้เปิดระดมทุนไหม? ฉันลงทุน5หยวน มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!]


ผู้ชมในไลฟ์ยังคงหยอกล้อกันไปมา ส่วนในที่เกิดเหตุ หยาหยาพยักหน้าตกลง


ก็แค่เก็บปีศาจกับวิญญาณไว้ไม่ใช่เหรอ? ต่อไปถ้าจับพวกที่ทำเรื่องชั่วได้ เธอก็แค่รายงานท่านปู่บรรพจารย์ แล้วเก็บพวกมันไว้ให้ลั่วเฉิงศึกษาก็พอแล้ว


เพียงแต่ไม่รู้ว่าลั่วเฉิงจะขึ้นเขาได้อย่างราบรื่นไหม เพราะเขาอาจไม่ได้มีวาสนากับเขาซานชิงก็ได้


บทที่ 53: บริจาคเงินทำบุญแล้วได้ลูบเสือ


ตอนนี้ลั่วเฉิงยังไม่ไปวัดซานชิง หยาหยาจึงบอกลาเขา ก่อนจะพาพี่น้องตระกูลลู่ทั้งสองกับสวีเจี้ยนซานย้ายกลับไปที่วัดซานชิง


แล้วก็จับได้พอดีว่าอาฮวากำลังแอบขึ้นเขามาขโมยกินลูกอมอีกแล้ว


[เด็กสามขวบไล่ตีเสือ ฮ่าๆๆ!]


[เห็นเสือตัวอ้วนขนาดนี้วิ่งหนีไปทั่วแล้วมือมันคันจริงๆ พรุ่งนี้ฉันจะขึ้นเขา ไม่รู้ว่าต้องบริจาคเงินทำบุญเท่าไรถึงจะได้ลูบอาฮวา]


[ฉันเป็นสายชอบนก ฉันอยากคุยกับอาปา!]


ลู่สิงอวิ๋นตื่นเต้นมาก เขาบอกหยาหยาว่ามีผู้ชมจำนวนมากพูดกันว่าพรุ่งนี้จะขึ้นเขามาจุดธูปไหว้พระ


ซึ่งก็ตรงกับผลที่หยาหยาคำนวณไว้พอดี


เธอจึงพูดกับลู่สิงอวิ๋นและลู่สิงเฟิงด้วยสีหน้าจริงจัง


“พรุ่งนี้พวกคุณสองคนต้องแต่งตัวให้เป็นทางการหน่อยนะคะ นี่เป็นครั้งแรกที่วัดซานชิงมีคนมาเยี่ยมเยอะขนาดนี้”


หลินอวี้ที่กำลังดื่มด่ำอยู่กับการแต่งเพลง เดินออกมาสูดอากาศพอดี พอได้ยินคำพูดของหยาหยา ก็ถามขึ้นว่า


“ถ้าต้องแต่งตัวเป็นทางการ งั้นจะใส่สูทหรือใส่ชุดนักพรตของวัดดี?”


หยาหยาคิดดูแล้วก็เริ่มลำบากใจ


เธอไม่เคยเห็นสูท แต่ก็พอเดาได้ว่ามันคือชุดที่คนสมัยนี้ใส่ในโอกาสสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน วัดซานชิงก็จำเป็นต้องมีภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขาม เพราะตอนนี้นักพรตตัวจริงในวัดมีแค่เธอคนเดียว


ถ้ามีแค่เธอออกมาต้อนรับผู้แสวงบุญ มันก็ดูไม่ยิ่งใหญ่เอาเสียเลย


แต่ถ้าให้ทั้งสามคนตรงนี้ใส่ชุดนักพรต แบบนั้นพวกเขาจะถือเป็นศิษย์ของวัดซานชิงหรือเปล่าล่ะ?


หยาหยาขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะวิ่งไปนั่งบนเบาะเล็กตรงหน้าท่านปู่บรรพจารย์ แล้วแนะนำสวีเจี้ยนซานในฐานะแขกที่จะมาพักที่วัดในวันนี้


พอแนะนำเสร็จ เธอก็จุดธูป แล้วเริ่มปรึกษาเรื่องต้อนรับผู้แสวงบุญในวันพรุ่งนี้กับท่านปู่บรรพจารย์


ไม่นานก็ได้รับแรงบันดาลใจ


“ศิษย์นอกสำนัก... ที่แท้ก็ยังมีสถานะแบบนี้ด้วยเหรอ?”


สถานะศิษย์นอกสำนักไม่จำเป็นต้องเรียกเธอว่าอาจารย์ เพราะเธอไม่ต้องสอนวิชาจริงจังอะไร เพียงแค่บางครั้งเปิดให้มานั่งฟังเวลาเธอสอนก็พอ


หยาหยาจึงถามทั้งสามคนที่กำลังคุกเข่าอยู่ด้านหลัง ว่าอยากเป็นศิษย์นอกสำนักหรือไม่


แต่ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่ทั้งสามจะตอบ ผู้ชมในไลฟ์ก็พิมพ์คอมเมนต์กันกระหน่ำก่อนแล้ว


[ให้ฉันเป็นศิษย์นอกสำนักเถอะ ฉันไม่ขอเป็นศิษย์ปิดประตู ขอแค่มีข้าวกินในวัดก็พอ ชีวิตพนักงานออฟฟิศมันลำบากเหลือเกิน ฮือๆ]


[พอเถอะ ต่อให้เปิดรับจริง พวกเธอก็ไม่ไปหรอก เพราะยังไงก็ต้องการเงินเดือนเหมือนฉันนั่นแหละ เศร้า.jpg]


[พูดถึงเรื่องนี้แล้วต้องบอกว่า หลินอวี้มีเงินอยู่วัดฉันยังพอเข้าใจ แต่ลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงไม่ได้มีรายได้มาพักใหญ่แล้ว ยังอยู่วัดได้สบายๆเลยเหรอ?]


ผู้ชมก็รู้ดีว่าลู่สิงเฟิงไม่ใช่ตัวเอกของไลฟ์ และบัญชีก็ไม่ใช่ของหยาหยา


ดังนั้นก่อนหน้านี้ นอกจากเงินดูดวง666หยวน ก็แทบไม่มีใครส่งของขวัญให้บัญชีของลู่สิงเฟิงเลย เพราะลู่สิงเฟิงกับหยาหยาเพิ่งรู้จักกัน จะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะยอมให้เงินหยาหยาหรือเปล่า?


ยิ่งไปกว่านั้น ไลฟ์ของหยาหยาก็มีอะไรสนุกให้ดูอยู่แล้วโดยไม่ต้องโดเนต


เรียกได้ว่าเรื่องดูฟรีนั้น ทุกคนมีความเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูด


พอเริ่มสงสัยว่าลู่สิงอวิ๋นกับลู่สิงเฟิงอาจเป็นลูกคนรวย ผู้ชมก็เริ่มแท็ก “พี่หวังบ้านข้างๆ” กันยกใหญ่ เพราะตอนที่เขาดึงดันจะ PK กับลู่สิงเฟิงเพื่อเปิดโปงหยาหยา เขาเคยพูดว่าลู่สิงเฟิงมีภูมิหลังไม่ธรรมดา


แต่ไม่ว่าเน็ตไอดอลจะถามยังไง พี่หวังบ้านข้างๆ ก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย


หลังได้เห็นความสามารถของหยาหยา เขาไม่อยากทำอะไรให้หยาหยาไม่พอใจอีก และตอนนี้ก็กำลังพยายามห้ามเพื่อนบ้านในหมู่บ้านไม่ให้ทรมานหนูต่อด้วย


พี่หวังบ้านข้าง ๆ เพิ่งนึกถึงเพื่อนคนนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก


พอเปิดประตู ก็เห็นเพื่อนบ้านเอามือกุมคอ ร้องไห้จนแทบหายใจไม่ทัน


“พี่หวัง ช่วยผมด้วย ผมโดนหนูกัดแล้วเหมือนจะติดพิษเลย จี๊ดๆๆ...”


พี่หวังบ้านข้างๆรีบวางมือถือ ตกใจจนไม่ได้ดูไลฟ์ของหยาหยาต่อ แล้วรีบพาเพื่อนไปโรงพยาบาล


ขณะที่อีกด้าน หยาหยาก็กำลังบอกลาผู้ชม


“วันนี้ไลฟ์จบแค่นี้นะคะ พรุ่งนี้อาจมีผู้แสวงบุญบางคนไม่อยากออกกล้อง ก็เลยจะไม่ไลฟ์นะคะ เจอกันใหม่มะรืนนี้ค่ะ”


พอผู้ชมได้ยินว่าพรุ่งนี้ไม่มีไลฟ์ ก็พากันพิมพ์คอมเมนต์ร้องไห้กันใหญ่


แต่หยาหยามองไม่เห็นแล้ว


เธอมอบชุดนักพรตที่อาจารย์ของเธอไม่เคยใส่ให้ศิษย์นอกสำนักทั้งสามคน ลู่สิงเฟิงยังพูดอีกว่า ในที่สุดก็มีชุดยูนิฟอร์มแล้ว!


นอกจากชุดแล้ว ยังเพิ่มโครงการขายยันต์คุ้มครองด้วย


หยาหยาตัดสินใจวาดยันต์คุ้มครองเพิ่มอีกหน่อย เพื่อจะได้ขายให้ผู้มีวาสนาที่มาวัดซานชิงในวันพรุ่งนี้


อาจเป็นเพราะเธอตั้งตารอภาพของผู้แสวงบุญแน่นวัดเป็นครั้งแรกมากเกินไป คืนนั้นหยาหยาจึงนอนไม่หลับทั้งคืน ใต้ตาปรากฏรอยคล้ำจางๆ


แล้วเธอก็เห็นลู่สิงเฟิง


ลู่สิงเฟิงเองก็มีรอยคล้ำใต้ตาเหมือนกัน


“หยาหยา เธอก็นอนไม่หลับเหรอ?”


หยาหยาพยักหน้า “ใช่ค่ะ แล้วทำไมคุณก็นอนไม่หลับล่ะ?”


หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กแปรงฟันไป คุยกันท่ามกลางลมเย็นยามเช้าไป


ลู่สิงเฟิงอธิบายว่า


“ตั้งแต่เด็ก ผมเป็นลูกที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในบ้าน เห็นงานใหญ่ๆมาก็เยอะ แต่ไม่เคยเกี่ยวกับผมเลย ครั้งนี้ที่วัดซานชิงมีผู้แสวงบุญมาเยี่ยม มันก็มีส่วนจากความพยายามของผมด้วย พอคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกมีความสุขมาก”


ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเผยรอยยิ้มตื่นเต้นให้หยาหยา


วินาทีนั้น หยาหยารู้สึกว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของลู่สิงเฟิงแล้ว!


ใช่เลย นี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่หยาหยาได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีคนเยอะขนาดนี้ แถมเธอยังเป็นคนรับผิดชอบหลักอีกด้วย!


ไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงให้ผู้แสวงบุญพอใจ แล้วกลับมาเอาเงินมาถวายท่านปู่บรรพจารย์อีกในครั้งหน้า


เธอคิดทั้งคืน นอกจากจุดพลุจากยันต์ให้ผู้แสวงบุญดู กับเลี้ยงน้ำชาและผลไม้ธรรมดาธรรมดาแล้ว ก็คิดวิธีต้อนรับที่ถูกใจผู้แสวงบุญไม่ออกเลย


ตอนนี้พอเห็นลู่สิงเฟิงตื่นเต้นกับเรื่องใหญ่ของวัดขนาดนี้ หยาหยาก็อดถามข้อสงสัยในใจไม่ได้


“คุณมีวิธีดีๆอีกไหมคะ? ที่จะทำให้ทุกคนอยากกลับมาอีก”


แล้วลู่สิงเฟิงก็มีจริงๆ!


“ครั้งก่อนหยาหยาให้ทีมตัวตุ่นออกมาใช่ไหม? พวกตัวตุ่นสามารถออกมาอีก ให้ผู้แสวงบุญดูจากไกลๆได้ เอ่อ... ผมเห็นในอินเทอร์เน็ตว่าตัวตุ่นมีเชื้อโรคเยอะ กลัวคนมาจับมั่วแล้วป่วยมาโทษเรา ก็เลยให้แค่ดูพอ”


“ส่วนอาฮวา... เสือน่าจะสะอาดกว่าตัวตุ่นหน่อย ให้มันออกมาต้อนรับแขกด้วยดีไหม? ดีที่สุดคือ ถ้าผู้แสวงบุญบริจาคเงินทำบุญแล้ว จะได้ลูบเสือ”


“แล้วก็สัตว์อื่นๆ... อย่างแพนด้า? ถ้าพวกมันยอม ก็ให้มาที่วัดด้วย?”


หลังพูดจบ ลู่สิงเฟิงก็มองหยาหยา รอให้เธอตัดสินใจ


หยาหยาคิดดูแล้วก็รู้สึกว่านี่ก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน


เดิมที คนที่สามารถขึ้นมาจุดธูปให้ท่านปู่บรรพจารย์ที่วัดซานชิงได้ ก็เป็นผู้แสวงบุญที่ท่านปู่บรรพจารย์ยอมรับอยู่แล้ว ให้พวกเขาได้ลูบสัตว์น้อยบ้าง ก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา!


ดังนั้นหยาหยาจึงมอบหมายงานให้อาปา ให้มันช่วยไปถามเหล่าสัตว์เพื่อนๆบนเขาทีละตัว ว่ามีใครยอมมาพบผู้แสวงบุญบ้าง ถ้าไม่อยากมา เธอก็จะไม่บังคับ


เมื่อมีอาปาช่วย ไม่นานก็สรุปรายชื่อสัตว์ที่ยอมขึ้นเขามาพบผู้แสวงบุญได้


ลิงจมูกเชิดทอง แพนด้าอ้วนแม่ ครอบครัวตัวตุ่น จิ้งจอกอาหง งูเขียวไม่มีพิษ แล้วก็กวางหนึ่งตัว ตอนนี้มีแค่สัตว์พวกนี้ที่ยอมขึ้นเขามา


หยาหยาสัญญาว่าจะให้ผักผลไม้เป็นรางวัล ส่วนตัวที่ไม่ยอมมา เธอก็ไม่ว่าอะไร เพราะวันนี้เป็นวันมงคลใหญ่ที่ผู้แสวงบุญของวัดซานชิงเพิ่มขึ้นมากนี่นา!


บทที่ 54: ดวงตาหยินหยางที่ขอไว้ตั้งแต่ชาติภพก่อนก่อน


ไม่นาน พอถึงแปดโมงเช้า แขกคนแรกก็ขึ้นมาบนเขา ผู้แสวงบุญคนนี้เป็นหญิงสาวผมสั้น สวมชุดกีฬา หน้าตาสะสวย


หยาหยาเตรียมตัวรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว เธอสวมชุดที่สวยที่สุด สวมมงกุฎผมเล็กๆที่อาจารย์ทำให้ ในมือถือแส้ปัดฝุ่นอันจิ๋ว


เพราะมงกุฎผมเป็นแบบรวบผมขึ้น พอมองเผินๆ หยาหยาจึงดูเหมือนเด็กผู้ชายตัวน้อย


หญิงสาวผมสั้นพอเห็นหยาหยาในชุดนักพรตสีม่วงก็ถึงกับตะลึง


“ท่านเจ้าอาวาสหยาหยา! โอ้พระเจ้า นี่มันชุดคลุมม่วงของปรมาจารย์เต๋าเวอร์ชันย่อส่วนเหรอคะ? คุณเป็นถึงเทียนซือเลยเหรอ?”


หยาหยาคำนับตามธรรมเนียมของสำนักเต๋าก่อน แล้วจึงตอบว่า


“ใช่แล้วค่ะ ท่านผู้มีศรัทธาท่านนี้รู้เรื่องสำนักเต๋าดีมากเลยนะคะ”


หญิงสาวผมสั้นเองก็ทำความเคารพตอบอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะแนะนำตัว


“ฉันชื่อโม่โม่ค่ะ เป็นนักเขียนนิยาย เขียนแนวพระเอกเทพสำหรับผู้ชาย ตอนนี้กำลังเขียนนิยายเกี่ยวกับลัทธิเต๋า เลยหาข้อมูลไว้เยอะมาก”


“วันนี้ฉันมา... ขอพรเรื่องมิตรภาพค่ะ!”


หลังพูดจบ โม่โม่ก็วางกระเป๋าลง


“วันนี้ฉันเอาเงินสดมาสามหมื่นหยวน จะถวายให้วัดทั้งหมด หวังว่าท่านปู่บรรพจารย์จะช่วยทำให้ความปรารถนาของฉันเป็นจริง”


หยาหยาสะบัดแส้ปัดฝุ่นเบาๆ


“ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้มีศรัทธา เชิญเลยค่ะ”


โม่โม่พยักหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในอย่างตื่นเต้น เธอใส่เงินสดสามหมื่นหยวนลงในตู้ทำบุญ จากนั้นคุกเข่าอธิษฐานและจุดธูป


ลู่สิงอวิ๋นในชุดนักพรตสีเขียวเข้มเป็นคนพาโม่โม่ต่อ


“ท่านผู้มีศรัทธา เชิญไปพักดื่มชาที่โซนรับรองกับผมนะครับ”


โซนรับรอง ก็คือบริเวณที่หยาหยาจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้มากมาย


หลินอวี้กับลู่สิงเฟิงรับหน้าที่ต้อนรับผู้แสวงบุญที่นี่ คอยดูแลทุกอย่างอย่างทั่วถึง เพื่อให้แขกรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน


พอโม่โม่มาถึงพื้นที่พักผ่อน ก็เห็นหลินอวี้ เธอรีบหยิบอัลบั้มที่เตรียมมาแต่แรก แล้วยื่นให้หลินอวี้


“คุณหลินคะ รบกวนช่วยเซ็นลายเซ็นให้หน่อยนะคะ เวลาไม่มีแรงบันดาลใจเขียนนิยายใหม่ ฉันชอบฟังเพลงของคุณมาก ฟังแล้วไอเดียพุ่งไม่หยุดเลย”


หลินอวี้ไม่คิดว่าผู้แสวงบุญคนแรกจะเป็นแฟนเพลงของตัวเอง เขาทั้งดีใจทั้งเกรงใจ รีบเซ็นลายเซ็นให้ทันที ก่อนพูดว่า


“ตอนนี้ผมกำลังทำอัลบั้มใหม่อยู่ หวังว่าถึงตอนนั้นคุณจะยังชอบมันนะครับ”


ดวงตาของโม่โม่เป็นประกาย


“จริงเหรอคะ? แล้วเพลงที่ท่านเจ้าอาวาสหยาหยาร้องในไลฟ์ก่อนหน้านี้ก็อยู่ในนั้นด้วยไหม? ฉันฟังแค่นิดเดียวก็ชอบมาก เปิดฟังซ้ำตลอดเลย”


หลินอวี้ตอบว่า


“ใช่ครับ แรงบันดาลใจของเพลงนั้น...”


อาจเพราะคนสายสร้างสรรค์มักมีบางอย่างคล้ายกัน ทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน โม่โม่กับหลินอวี้จึงคุยกันถูกคอมาก ไม่นานก็แลกวีแชตกันเรียบร้อย


ลู่สิงเฟิงเห็นว่าผู้แสวงบุญคนนี้ดูไม่จำเป็นต้องเล่นกับสัตว์น้อยเลยรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย


ส่วนตอนนี้ หยาหยากำลังต้อนรับผู้แสวงบุญคนใหม่


ครั้งนี้เป็นคู่สามีภรรยาสูงวัย ทั้งสองเหนื่อยจนหอบ พวกเขาไม่ได้บอกหยาหยาว่ามาขอพรเรื่องอะไร เพียงแค่ทักทายเธอ จากนั้นก็คุกเข่าหมอบลงบนเบาะรองนั่ง


แล้วหยาหยาก็ได้ยินคำอธิษฐานของทั้งสอง


สองสามีภรรยาทำงานหนักมาครึ่งชีวิต กว่าจะได้ลูกชายก็ตอนอายุสี่สิบเก้าปี ลูกชายทั้งฉลาดทั้งน่ารัก กว่าจะเลี้ยงจนโตถึงยี่สิบเอ็ดปี กลับกลายเป็นเจ้าชายนิทราเพราะช่วยเด็กคนหนึ่งที่ถูกคุณยายพาวิ่งตัดถนนจนเกือบโดนรถชน


เงินเก็บก้อนสุดท้ายหนึ่งหมื่นหยวน ทั้งสองนำมาถวายทั้งหมด เพียงหวังว่าท่านปู่บรรพจารย์จะสำแดงปาฏิหาริย์ ให้พวกเขาได้ยากลับไปช่วยลูกชาย


หยาหยารู้สึกแปลกใจที่เธอได้ยินคำอธิษฐาน ทั้งที่เรื่องนี้เธอคำนวณรู้มาก่อนแล้ว


แต่ไม่นานก็เข้าใจว่า ท่านปู่บรรพจารย์ต้องการให้เธอลงมือช่วยสองตายายคู่นี้เอง


ส่วนจะช่วยยังไง แน่นอนว่าต้องให้ยาเม็ด!


หยาหยาจึงเดินเข้าไปหาสองตายายหลังพวกเขาจุดธูปเสร็จ แล้วยื่นยาให้ ก่อนหน้านี้ตอนถามราคายันต์กับท่านปู่บรรพจารย์ ท่านก็เคยบอกไว้แล้วว่า ยันต์กับยาเม็ดทุกชนิดคิดราคาเท่ากัน


คู่สามีภรรยาบริจาคเงินหนึ่งหมื่นหยวน เพียงพอสำหรับค่ายาแล้ว


“เอายาเม็ดนี้กลับไปให้ลูกชายกินนะคะ อีกไม่นานเขาก็จะฟื้นแล้ว~”


อาการเจ้าชายนิทราเกิดจากสมองได้รับบาดเจ็บ และบาดแผลในสมองยากจะฟื้นตัวเอง จึงไม่สามารถตื่นได้ ยาเม็ดที่ทำจากปีศาจจิ้งจกผสมสมุนไพรอื่นๆนี้ บังเอิญรักษาอาการแบบนี้ได้พอดี


สองตายายรับยาไปด้วยความดีใจราวกับเด็กๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง


“ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสน้อย ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสน้อย! เพื่อนบอกว่าวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ คิดไม่ถึงว่าจะจริง! พวกเราจะรีบกลับไป ถ้าลูกชายหายดีเมื่อไร จะพาเขากลับมาขอบคุณแน่นอน!”


สองตายายจากไปด้วยความซาบซึ้งใจ


หยาหยายิ้มตาหยี ก่อนจะต้อนรับผู้แสวงบุญต่อ


ผู้แสวงบุญคนที่สามเป็นผู้ชาย มาขอพรเรื่องความรัก คนที่สี่เป็นนักเรียนที่ผู้ปกครองพามา ขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่หวังไว้ได้


จากนั้นก็คนที่ห้า คนที่หก...


สวีเจี้ยนซานเห็นหยาหยาต้อนรับผู้แสวงบุญมากมาย ก็เริ่มร้อนใจ


“คนไหนคือภรรยาของผม? คนไหนคือภรรยาของผม?”


หยาหยาปลอบเขา


“คุณร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ต้องรอจนวาสนามาถึง คุณถึงจะได้เจอเธอ”


สวีเจี้ยนซานกระวนกระวายจนร่างบิดเป็นเกลียว


ลู่สิงอวิ๋นเห็นเข้าก็แทบเป็นลม


ผีทุกตนเป็นแบบนี้กันหมดเหรอ? วัดซานชิงช่วยมีผีน้อยลงหน่อยได้ไหม? ไม่อย่างนั้นหัวใจเขาคงรับไม่ไหวจริงๆ!


ระหว่างที่ลู่สิงอวิ๋นกำลังภาวนา ผู้แสวงบุญชายคนหนึ่งที่เพิ่งจุดธูปเสร็จก็เผยสีหน้าหวาดกลัว เขารีบถามหยาหยาอย่างร้อนใจ


“ท่านเจ้าอาวาสน้อย เกิดอะไรขึ้นครับ? ทำไมผมยังมองเห็นผีอยู่!”


เมื่อวานเขาไม่ได้ถูกสุ่มเลือกในไลฟ์ จึงกังวลมากว่าดวงตาหยินหยางของตัวเองจะปิดไม่ได้


ดวงตาหยินหยางส่งผลต่อชีวิตเขามาก ทุกวันต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอะไร ไม่อย่างนั้นเผลอนิดเดียวก็จะถูกผีตามติด


ตั้งแต่จำความได้ เขาถูกครอบครัวพาไปทั้งวัดเต๋าและวัดพุทธมากมาย เพียงเพื่อขอให้เทพเซียนช่วยปิดดวงตาหยินหยางนี้ แต่ไม่เคยสำเร็จเลย


ครั้งนี้ที่มาวัดซานชิง เขามาพร้อมความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าจะต้องสำเร็จแน่นอน! แต่หลังถวายเงินเดือนสองเดือนเป็นค่าเครื่องหอมแล้ว กลับยังมองเห็นผีอยู่ดี!


หยาหยาเองก็ได้ยินคำอธิษฐานของผู้แสวงบุญคนนี้เช่นกัน เธอจึงพูดตรงๆว่า


“ดวงตาหยินหยางของคุณ เป็นสิ่งที่ชาติภพก่อนก่อนของคุณใช้บุญกุศลไปขอกับท่านพญายมมานะคะ คุณแน่ใจหรือว่าจะปิดมันจริงๆ?”


ผู้แสวงบุญชายชะงักไปครู่หนึ่ง


“ชาติภพก่อนก่อนของผมขอสิ่งนี้ไปทำไมกันครับ? หรือว่าแค่อยากรู้อยากเห็น?”


ชาติภพก่อนก่อนนี่ทำร้ายกันชัดๆ การมองเห็นผีมันมีอะไรน่ายินดีตรงไหนกัน? ไม่มีใครรู้หรอกว่าเวลาต้องไปร่วมงานศพญาติหรือเพื่อน เขากลัวแค่ไหน!


รวมถึงเวลาไปโรงพยาบาลตอนป่วย หลายครั้งก็แทบช็อกตาย!


“คุณแน่ใจหรือคะ ว่าอยากรู้เหตุผลของชาติภพก่อนก่อนจริงๆ?”


หยาหยารู้สึกว่ามันจัดการยากนิดหน่อย


เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดว่า


“แบบนี้แล้วกันค่ะ สวีเจี้ยนซานเป็นศิษย์นอกสำนักของวัดเรา คุณไปเดินชมวัดกับเขาก่อน แล้วค่อยกลับมาบอกหยาหยาว่าตัดสินใจยังไงนะคะ”


ผู้แสวงบุญชายอุทาน “หา?” แล้วหันไปมองสวีเจี้ยนซาน


ตอนนี้สวีเจี้ยนซานกลับมาเป็นปกติแล้ว


เขาสวมชุดจงซานแบบยุคสาธารณรัฐจีน ตอนเสียชีวิตก็อายุเพียงยี่สิบแปดปี แต่เพราะผ่านเรื่องราวมามากมาย บนใบหน้าหล่อเหลาจึงมีความผ่านโลกแบบที่ชายวัยยี่สิบแปดในยุคปัจจุบันไม่มี


ไม่รู้ทำไม ผู้แสวงบุญชายถึงยอมรับคำแนะนำของหยาหยาโดยไม่รู้ตัว


เขาแนะนำตัวกับสวีเจี้ยนซาน


“สวัสดีครับ ผมชื่อเจียงไหล”


บทที่ 55: คุณควรฟังคำพูดของท่านเจ้าอาวาสน้อยที่สุด


สวีเจี้ยนซานไม่อยากพาคนเดินชมวัด


เขาขมวดคิ้วมองหยาหยา “ท่านเจ้าอาวาสน้อย ผมยังอยากเฝ้ารอภรรยาอยู่ที่นี่ต่อ”


หยาหยาพูดอย่างจริงจังสุดๆ “คุณพาเขาเดินชมวัด ก็ยังรอภรรยาได้เหมือนกันนี่คะ หรือว่าคุณไม่เชื่อหยาหยา?”


สวีเจี้ยนซานเงียบไม่พูด


หยาหยาพูดต่อว่า “อีกอย่าง หยาหยาช่วยคุณไว้นะคะ คุณต้องช่วยหยาหยาทำงาน ถึงจะลบล้างเหตุและผลได้ ไม่อย่างนั้นคุณกับภรรยาอาจพลาดกันไปเพราะความคลาดเคลื่อนเล็กๆน้อยๆนี้ก็ได้นะ”


ลู่สิงอวิ๋นรีบช่วยพูดเสริมให้หยาหยา “ใช่ๆๆ สวีเจี้ยนซาน คุณควรฟังคำพูดของท่านเจ้าอาวาสน้อยนะ ผมนี่คือตัวอย่าง เพราะไม่ฟังคำพูดของหยาหยา สุดท้ายแฟนก็ไปจดทะเบียนกับคนอื่นแล้ว”


พอพูดถึงช่วงท้าย ดวงตาของลู่สิงอวิ๋นก็แดงขึ้น เขารีบหันหลังแอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ


เช็ดเสร็จยังไม่ลืมหันกลับมาพูดกับคนที่มองเขาอยู่ “ผมแค่โดนทรายเข้าตา ผมปล่อยวางได้แล้วจริงๆ พวกคุณต้องเชื่อผมนะ!”


เมื่อมีตัวอย่างของลู่สิงอวิ๋น สวีเจี้ยนซานก็เริ่มกลัวขึ้นมา เขาจึงได้แต่มองเจียงไหล ก่อนยื่นมือออกไปอย่างสุภาพ


“สวัสดีครับคุณเจียง ผมสวีเจี้ยนซาน”


เจียงไหลรู้ว่าสวีเจี้ยนซานเป็นผี จึงไม่โง่พอจะจับมือจริงๆ เขาเพียงยกมือทำท่าเหมือนจับลอยๆ แล้วฝืนยิ้มพูดว่า


“งั้นก็รบกวนคุณสวีพาผมเดินชมด้วยนะครับ”


ในเมื่อรับปากหยาหยาว่าจะพาเจียงไหลชมวัด สวีเจี้ยนซานก็ทำจริงจัง เขารู้ว่าเจียงไหลกลัวผีถึงได้อยากปิดดวงตาหยินหยาง จึงลดระดับการลอยตัวลงเอง เพื่อให้ดูเหมือนคนธรรมดาที่กำลังเดินอยู่


“คุณพักตรงนี้ก่อนได้ครับ” สวีเจี้ยนซานพูด “อยากดื่มชาอะไร? ผมจะรินให้”


เจียงไหลเบิกตากว้าง “คะ…คุณเป็นผีนะ ยังรินชาให้ผมได้อีกเหรอ?”


สวีเจี้ยนซานพยักหน้าเบาๆ


เจียงไหลจึงหาที่นั่งว่าง แล้วพูดอย่างตื่นๆว่า “งะ…งั้นผมขอชาดอกเก๊กฮวยสักแก้วครับ”


บนโต๊ะมีถ้วยชาสะอาดเตรียมไว้เรียบร้อย ส่วนถ้วยที่ใช้แล้ว ลู่สิงอวิ๋นกับหลินอวี้จะช่วยเก็บไป


โม่โม่ ผู้แสวงบุญคนแรกที่มาถึงวัดซานชิง ก็ช่วยเก็บของด้วยเช่นกัน


เจียงไหลสังเกตสภาพโดยรอบของพื้นที่พักผ่อน แล้วก็เห็นถ้วยชาสะอาดใบหนึ่งลอยไปหยุดอยู่ใต้ก๊อกน้ำกลางแจ้ง


ก๊อกถูกเปิดขึ้นกลางอากาศ น้ำไหลออกมาล้างถ้วยง่ายๆหนึ่งรอบ


จากนั้นถ้วยชาก็ลอยกลับมาหยุดตรงหน้าเจียงไหล กาน้ำชาที่บรรจุชาดอกเก๊กฮวยก็บินมา เทน้ำชาสีเหลืองอ่อนที่มีไอร้อนบางๆลงไป


“น่าอิจฉาจัง” เจียงไหลพึมพำ “ก่อนหน้านี้ตอนดูไลฟ์ที่ท่านเจ้าอาวาสหยาหยาต้อนรับพวกคนงาน แล้วควบคุมถ้วยชากับกาน้ำชาแบบนี้ ผมก็อิจฉามากแล้ว”


สวีเจี้ยนซานนั่งลงบนม้านั่งยาวฝั่งตรงข้าม แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าจางๆ


“แทนที่จะเอาแต่อิจฉาคนอื่น สู้เผชิญหน้ากับข้อดีของตัวเองดีกว่า อย่างน้อย…ผมเรียนรู้สิ่งพวกนี้มา ก็ไม่ได้มีความสุขเลย”


เจียงไหลเพิ่งรู้ตัวว่าคำพูดเมื่อครู่อาจแทงใจอีกฝ่าย เขาจึงพูดอย่างกระอักกระอ่วนว่า


“ขอโทษนะครับ เหมือนผมจะทำให้คุณนึกถึงเรื่องเศร้า”


สวีเจี้ยนซานส่ายหน้า “ไม่ใช่เพราะคุณทำให้นึกขึ้นมา แต่เป็นเพราะผมนึกถึงมันอยู่ตลอดเวลา”


เจียงไหลดื่มชาหนึ่งอึก


กลิ่นหอมหวานของเก๊กฮวยไหลผ่านลำคอ ทำให้เขาค่อยๆผ่อนคลายลง และไม่รู้สึกว่าสวีเจี้ยนซานน่ากลัวขนาดนั้นอีกแล้ว


ดังนั้นเจียงไหลจึงถามขึ้นเบาๆ


“ผะ…ผมแค่สงสัยนะครับ แต่ถ้ามันเสียมารยาท คุณปฏิเสธไม่ตอบได้เลย คุณกับภรรยา…เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ?”


เมื่อเห็นว่าในดวงตาของเจียงไหลมีเพียงความใสสะอาด ไม่มีเจตนาร้ายใดๆ จู่ๆสวีเจี้ยนซานก็เกิดความอยากเล่าออกมา


เขาเล่าถึงตอนที่พบภรรยาในโรงเรียน เล่าถึงตอนที่ภรรยาเป็นฝ่ายสารภาพรักก่อน ทั้งคู่เพียงถ่ายรูปคู่ธรรมดาธรรมดา แล้วก็ไปจดทะเบียนสมรส


เขาเล่าถึงช่วงเวลาที่บ้านเมืองวุ่นวาย และตัวเขาเลือกจะเป็นสายลับเพื่อประเทศชาติ


เพื่อให้พฤติกรรมของตนดูสมเหตุสมผล เขายังตกลงกับภรรยาให้เล่นละครด้วยกัน เขาจะแกล้งเป็นชายเลวที่ไปหลงผู้หญิงคนอื่น ส่วนภรรยาจะแสดงเป็นหญิงสาวหัวใจสลาย หย่าขาดกับเขาและออกจากเมืองเป่ยเฉิง


ก่อนจากกัน ภรรยาเคยพูดกับเขาว่า


“คุณคะ ครั้งนี้ที่ฉันไป เราอาจไม่มีวันได้พบกันอีก แต่ไม่ว่าจะสุดขอบฟ้าหรือใต้แดนยมโลก ฉันก็จะกลับมาพบคุณอีกครั้งแน่นอน”


ต่อมา งานสายลับของเขาเริ่มเข้าที่เข้าทาง เขาถึงได้รู้ว่า ภรรยาผู้อ่อนโยนและแสนดีของเขา กลับกลายเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของขบวนการใต้ดินเช่นกัน


เพียงแต่งานหลักของภรรยาไม่ได้อยู่ที่เป่ยเฉิง พวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้พบกันเลย


กระทั่งวันที่เขาส่งข่าวสำคัญซึ่งจะช่วยยึดคืนเมืองเป่ยเฉิงกลับมาได้สำเร็จ ตัวตนสายลับของเขาก็ถูกฝ่ายศัตรูจับได้ เขาถูกแทงถึงหนึ่งร้อยแปดแผล ก่อนพลีชีพอย่างกล้าหาญ โดยที่ยังไม่ได้เห็นหน้าภรรยาอีกแม้แต่ครั้งเดียว


เพื่อจะได้พบภรรยาอีก เขาจึงเร่ร่อนไปทั่วหลังกลายเป็นวิญญาณ


ตอนนั้นเขายังไม่มีความสามารถควบคุมสิ่งของแบบตอนนี้ ได้แต่เห็นผีตนอื่นๆรอบตัวถูกยมทูตพาตัวไป ส่วนเขาเพราะอยากพบภรรยา จึงหนีออกมา


หนีมากเข้าก็กลายเป็นผีเร่ร่อน


บางครั้งยามพระจันทร์สูงและพลังหยินหนาแน่น เขาก็เกิดความคิดอยากทำร้ายคนบริสุทธิ์ อยากฆ่าพวกเขา


สวีเจี้ยนซานพยายามควบคุมสัญชาตญาณที่เหมือนจะกลืนกินตัวเองนี้อย่างสุดชีวิต จนกระทั่งได้พบกับนักพรตคนหนึ่ง


อีกฝ่ายบอกว่า วิญญาณที่ไม่ยอมให้ยมทูตพาไป จะถูกพลังอาฆาตของศัตรูทำลายจนสลายไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่ากันว่า “ผีร้ายกลัวคนชั่ว”


นักพรตคนนั้นบอกให้เขาอย่าไปอยู่ในศูนย์กลางของสงครามอีก ให้กลับไปยังบ้านที่เขาอยู่กับภรรยา แล้วรออย่างสงบ


เมื่อถึงวันที่บ้านเมืองสงบสุข เขาจะได้พบกับภรรยาที่กลับชาติมาเกิดอีกครั้งแน่นอน


“ผมคิดมาตลอดว่าเธอจะกลับบ้าน” สวีเจี้ยนซานยิ้มบางๆ “แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมเพิ่งเข้าใจว่า นักพรตผู้ใจดีคนนั้นไม่เคยบอกเลยว่า คนรักของผมจะกลับไปหาผมที่เรือนสี่ประสานหลังนั้น เป็นเพียงความยึดติดของผมเองที่คิดไปแบบนั้น”


“เธอน่าจะตายไปแล้ว ข้ามสะพานไน่เหอไป แล้วก็กลับชาติมาเกิดแล้วสินะ?”


หลังสวีเจี้ยนซานเล่าเรื่องทั้งหมดจบ เจียงไหลก็น้ำตาคลอ


“คุณเป็นคนดีนะครับ คุณจะต้องได้พบภรรยาของคุณอีกแน่นอน!”


“แต่ว่า...” สายตาของสวีเจี้ยนซานมองไปยังผู้แสวงบุญหญิงรอบๆ ก่อนขมวดคิ้ว “ท่านเจ้าอาวาสหยาหยาไม่ยอมบอกผมว่าเธอคือใคร”


ในบรรดาผู้แสวงบุญหญิงมากมายที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยเลย


หรือว่าวาสนาที่เขาจะได้พบคนรักในชาติใหม่ยังมาไม่ถึง? หรือว่า คนรักที่กลับชาติมาเกิดเปลี่ยนใบหน้าไปแล้ว จนคนธรรมดา... หรือผีธรรมดาอย่างเขาจำไม่ได้?


สีหน้าของสวีเจี้ยนซานเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง


เจียงไหลเห็นอีกฝ่ายทุกข์ใจ จึงพูดเสียงเบาว่า


“ที่จริง...ผมกลัวผีมาตลอด เลยไม่เคยยอมคุยกับพวกเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ก็ไม่ใช่ผีทุกตนจะน่ากลัว”


อย่างน้อย สวีเจี้ยนซานตอนมีชีวิตก็เป็นวีรบุรุษของชาติ หลังตายก็ยังอดทนไม่ทำร้ายคนมาตลอดแปดสิบกว่าปี ส่วนเรื่องที่ลงมือกับลั่วเฉิงในไลฟ์เมื่อวาน ก็เพราะถูกลั่วเฉิงจับขังไว้จนถึงขีดสุดแล้วจริงๆ


ขณะที่เจียงไหลเริ่มรู้สึกสงสารและอยากเข้าใจเหล่าวิญญาณมากขึ้น จู่ๆสีหน้าของสวีเจี้ยนซานก็เปลี่ยนไป


เขากลายเป็นสภาพตอนเสียชีวิต เลือดเนื้อเละเทะไปทั้งตัว ก่อนจะพูดเสียงเข้มกับเจียงไหลว่า


“คุณเจียง คุณอย่าได้อยากรู้อยากเห็นผีทุกตนเด็ดขาด ผีบางตัวก็ใช้จุดนี้หลอกพวกวัยรุ่นอย่างพวกคุณให้กลายเป็นตัวตายตัวแทน”


“ทั้งที่จริงแล้ว การทำร้ายคนสุดท้ายก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง คิดว่าหาคนตายแทนได้แล้วจะได้ไปเกิดใหม่ แต่ความจริงกลับเป็นการทำลายตัวเองต่างหาก”


เจียงไหลสะดุ้งกับสภาพอันน่าสยดสยองของสวีเจี้ยนซาน แต่ไม่นาน เขาก็มองบาดแผลที่ยังมีเลือดไหลไม่หยุดเหล่านั้น ก่อนน้ำตาจะไหลเงียบๆ


บทที่ 56: เส้นทางของคนกับผีย่อมแตกต่างกัน


เจียงไหลร้องไห้อย่างหนัก


พอสวีเจี้ยนซานเห็นเข้า ก็รีบเปลี่ยนรูปลักษณ์กลับเป็นปกติ เขายื่นนิ้วขาวซีดออกไปอยากช่วยเช็ดน้ำตาให้เจียงไหล แต่กลับทะลุผ่านใบหน้าของอีกฝ่ายไป


สวีเจี้ยนซานเริ่มร้อนใจ “อย่า…อย่าร้องไห้เลย เป็นผมเองที่ไม่ควรทำให้คุณตกใจ คุณอย่าร้องเลยนะ”


ด้วยความลนลาน สวีเจี้ยนซานเอามือปิดหน้าตัวเอง ก่อนทำหน้าผีหลอกเด็กใส่เจียงไหล


เจียงไหลที่น้ำตายังพร่าอยู่ พอนึกขึ้นได้ว่านี่คือผีจริงๆ กำลังทำหน้าผีใส่เขา ก็เผลอหัวเราะออกมา


พอหันไปด้านข้าง เขาก็เห็นป้ายเขียนว่า “เที่ยวชมสัตว์ โปรดไปทางนี้” จึงถามสวีเจี้ยนซานว่า


“ตรงนั้นยังมีกิจกรรมอื่นอีกเหรอครับ?”


สวีเจี้ยนซานพยักหน้า “ตรงนั้นมีสัตว์หายากอยู่หลายชนิด สามารถเล่นและให้อาหารพวกมันได้”


เจียงไหลพูดว่า “งั้นรบกวนคุณสวีพาผมไปดูหน่อยได้ไหมครับ?”


เขายกมือเช็ดน้ำตาบนใบหน้าด้วยตัวเอง


ในใจของสวีเจี้ยนซานเกิดความเสียดายขึ้นมา เขาไม่สามารถเช็ดน้ำตาให้เจียงไหลได้ เช่นเดียวกับในอดีต ตอนที่เขากับภรรยาแกล้งทะเลาะกัน ภรรยาตาแดงก่ำ ลากกระเป๋าเดินทางออกไปต่อหน้าสายตาของศัตรูที่คอยจับตาดูอยู่


ตอนนั้นภรรยาก็ร้องไห้เหมือนกัน แต่เขากลับไม่สามารถกอดเธอไว้ในอ้อมแขนได้อีก


ก่อนตายไม่ได้เจอภรรยา กลายเป็นความยึดติดในใจ บัดนี้บ้านเมืองสงบสุขแล้ว ต่อให้เขาได้พบภรรยาที่กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง แล้วเขาจะทำอะไรได้อีกกัน?


หัวใจของสวีเจี้ยนซานเต็มไปด้วยความอ้างว้าง แต่เขาไม่อยากให้เด็กหนุ่มข้างกายรู้สึกทุกข์ไปด้วย จึงแสร้งทำเป็นสบายๆ แล้วพาอีกฝ่ายไปดูสัตว์ต่างๆ


ไม่นาน เวลาก็ผ่านไปจนถึงเที่ยง


หยาหยานำซาลาเปาที่นึ่งไว้ตั้งแต่เช้ามาแจกให้ผู้แสวงบุญที่ยังอยู่ในวัด ถือเป็นอาหารกลางวัน


ลู่สิงอวิ๋นแอบถามหยาหยาเบาๆว่า


“วันนี้คนถวายเงินทำบุญเยอะมากเลยนะ ผมลองคำนวณคร่าวๆดูแล้ว น่าจะมีสามแสนหยวนได้ กล่องรับบริจาคจะเต็มไหม ต้องเปลี่ยนใหม่หรือเปล่า?”


หยาหยาส่ายหน้า “ไม่ต้องเปลี่ยนค่ะ ไม่ต้องเปลี่ยน เงินในตู้บุญไม่มีวันเต็มหรอก”


แต่ในหัวเล็กๆของเธอก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ อาจารย์เคยบอกว่าไม่จำเป็นต้องสร้างวัดขึ้นใหม่ด้วยแรงคน คำพูดนั้นหมายความว่ายังไงกันนะ?


ตอนนี้ผู้แสวงบุญต้องนั่งกินข้าวกลางแจ้งกันหมด ดูเหมือนต้อนรับได้ไม่ดีเท่าไร ถ้าวัดมีโรงอาหารหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆก็คงดี


ระหว่างที่ผู้แสวงบุญกำลังกินอาหาร ลู่สิงเฟิงก็เดินมาหาหยาหยาแล้วพูดว่า


“เจียงไหลนั่นดีกับสวีเจี้ยนซานมากเลยนะ ถึงกับมาถามผมว่าซาลาเปาให้สวีเจี้ยนซานกินได้ไหม ดังนั้น ท่านเจ้าอาวาสน้อยผู้ฉลาดน่ารักสุดๆ สวีเจี้ยนซานกินได้หรือเปล่า?”


“ได้สิคะ” หยาหยาตอบ “ถ้าวิญญาณอยากได้อะไร แค่คนที่เซ่นไหว้อธิษฐานอย่างจริงใจในใจ ก็สามารถส่งของไปถึงมือวิญญาณได้แล้ว ส่วนซาลาเปา สวีเจี้ยนซานกินได้แค่กลิ่นกับรสชาติ แต่จะกินจริงๆไม่ได้”


ลู่สิงเฟิงจึงนำสิ่งที่ได้ยินจากหยาหยาไปสอนเจียงไหล และเจียงไหลก็ทำตาม


จากนั้นสวีเจี้ยนซานก็สูดลมหายใจเข้าทางจมูกสองครั้ง ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน


“อืม…ผมตายมาหลายปีขนาดนี้ เพิ่งได้ลิ้มรสซาลาเปาอีกครั้ง ขอบคุณคุณมากนะครับ คุณเจียง”


“เรียก…เรียกผมว่าเจียงไหลก็พอครับ”


ไม่รู้ทำไม พอคิดว่าสวีเจี้ยนซานเรียกชื่อตัวเอง เจียงไหลก็รู้สึกเขินขึ้นมา


แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


สมัยนี้อินเทอร์เน็ตพัฒนาไปมาก ข้อมูลทุกอย่างมีหมด รวมถึงเรื่องรสนิยมทางเพศด้วย


เจียงไหลมั่นใจว่าตัวเองชอบผู้หญิง เวลาเผลอกดเข้าเว็บโฆษณาแปลกๆ ก็ยังหน้าแดงเพราะปฏิกิริยาทางร่างกายของตัวเอง


แต่ตอนนี้ คนที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรง กลับเป็นผีผู้ชาย?


บ้าไปแล้วหรือไง?


“คุณค่อยๆกินนะครับ” จู่ๆ สวีเจี้ยนซานก็พูดขึ้น “ผมจะไปคุยกับท่านเจ้าอาวาสน้อยสักหน่อย”


เจียงไหลพยักหน้า “ครับ”


สวีเจี้ยนซานขอให้หยาหยาไปคุยกันในที่เงียบๆ


หยาหยากอดซาลาเปาลูกโตไว้ แล้วเดินตามสวีเจี้ยนซานไปยังมุมเงียบข้างวัด


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยา เจียงไหล…คือชาติกลับมาเกิดของภรรยาผมใช่ไหมครับ?”


สวีเจี้ยนซานถามตรงๆ แววตาเต็มไปด้วยความเศร้า


หยาหยาพยักหน้า “อื้อๆ คุณรู้สึกได้แล้วสินะคะ”


สวีเจี้ยนซานถอนหายใจ


จะไม่รู้สึกได้ยังไงกัน?


ถึงจะกลับชาติมาเกิดไปแล้วสองครั้ง แต่นิสัยเล็กๆบางอย่างก็ยังเหมือนเดิม เวลาร้องไห้แล้วเช็ดน้ำตาเอง มักเช็ดอย่างคล่องแคล่ว เวลาหยิบของ นิ้วก้อยก็มักชี้ขึ้นเล็กน้อย


เจียงไหลก็เป็นแบบนั้น


รวมถึงความรู้สึกคุ้นเคยพิเศษ ที่เพียงมองแค่ครั้งเดียวก็สัมผัสได้


“ผม…ได้พบเธอ ก็ถือว่าปลดเปลื้องความยึดติดแล้ว” สวีเจี้ยนซานยิ้มบางๆ “ดังนั้น ท่านเจ้าอาวาสน้อยมีวิธีปิดดวงตาหยินหยางของเขาไหมครับ? ให้เขา…ไม่ต้องจำผมได้อีก”


หยาหยามองสวีเจี้ยนซานอยู่นาน ก่อนจะพูดว่า


“เรื่องนี้ต้องดูว่าเจียงไหลคิดยังไงนะคะ คุณตัดสินใจแทนเขาทั้งหมดไม่ได้หรอก”


สวีเจี้ยนซานยกมือขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด


ใช่แล้ว เขาตัดสินใจแทนอีกฝ่ายทั้งหมดไม่ได้ เหมือนในอดีตที่เขาส่งเธอจากไป ให้เงินเธอมากพอ หวังว่าเธอจะหาที่เงียบสงบใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย


แต่สุดท้าย เขากับเธอกลับมีเส้นทางหัวใจที่เหมือนกัน ทว่าดวงวิญญาณกลับแยกจากกันโดยสิ้นเชิง


สวีเจี้ยนซานฝืนยิ้ม ก่อนกลับไปหาเจียงไหล


เจียงไหลนั่งอยู่บนม้านั่ง ก้มหน้าคิดอะไรบางอย่าง


สวีเจี้ยนซานพูดขึ้นตรงๆว่า


“เจียงไหล คุณคิดดีหรือยัง? จะปิดดวงตาหยินหยางไหม? ผมแนะนำให้คุณปิดนะ พี่น้องตระกูลลู่บอกว่า เมื่ออาทิตย์ก่อน ท่านเจ้าอาวาสหยาหยาเพิ่งเจอผีร้ายที่ทำร้ายคน”


เจียงไหลไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงจ้องใบหน้าของสวีเจี้ยนซานเงียบๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนถามเบาๆว่า


“สวีเจี้ยนซาน คุณคิดว่า ชาติภพก่อนก่อนของผม ทำไมถึงขอดวงตาแบบนี้จากท่านพญายม?”


“ชาติภพก่อนก่อนของผม…อยากใช้ดวงตาหยินหยางนี้มองเห็นใครกันแน่?”


คราวนี้กลับเป็นสวีเจี้ยนซานที่เงียบไป


เจียงไหลยิ้มให้เขา “ขอบคุณนะครับ บางทีดวงตาของผม อาจได้ช่วยเธอคนนั้นมองเห็นผีที่เธออยากพบแล้วก็ได้ เพียงแต่…ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าผลลัพธ์ของการพบกันแบบนี้ เธอจะยอมรับได้ไหม”


เจียงไหลไม่ใช่คนโง่ แน่นอนว่าเขาเข้าใจว่าทำไมหยาหยาถึงจัดให้สวีเจี้ยนซานพาเขาเดินชมวัด และก็เดาได้ว่าสวีเจี้ยนซานไปคุยอะไรกับหยาหยา


สายตาของคนสามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง ดูเหมือนว่าสายตาของผีก็เช่นกัน


บนโลกนี้มีคำกล่าวว่า “คนกับผีต่างเส้นทางกัน” คนรักในชาติภพก่อน พอมาถึงชาตินี้ ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว


“ผม…” สวีเจี้ยนซานอยากพูดอะไรอีก แต่กลับรู้สึกว่าพูดไม่ออก


เด็กหนุ่มตรงหน้าสามารถพูดคำว่า “ช่วยเธอมองเห็นแทน” ได้ แสดงว่าอีกฝ่ายคงเดาอะไรได้แล้วอย่างเฉียบไว


สวีเจี้ยนซานพูดไม่ออก แต่เจียงไหลกลับพูดขึ้นอีกครั้ง


“ผมค่อนข้างชอบคุณนะ สวีเจี้ยนซาน แต่ว่า…ถึงเวลาต้องบอกลาแล้ว”


เจียงไหลยื่นมือออกไปก่อน เป็นฝ่ายขอจับมือกับสวีเจี้ยนซาน


สวีเจี้ยนซานจับมือเขาเบาๆ เจียงไหลสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่ปลายนิ้ว


เจียงไหลยิ้มบางๆ ก่อนเดินไปหาหยาหยา


“ท่านเจ้าอาวาสน้อย ดวงตาของผม ผมขอตัดสินใจเอง รบกวนช่วยปิดดวงตาหยินหยางให้ผมด้วยครับ”


หยาหยาถามว่า “คุณตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมคะ?”


เจียงไหลพยักหน้า “ครับ ผมคิดดีแล้ว”


ความรักในอดีตแม้จะล้ำค่า แต่สิ่งที่เขาควรคว้าไว้ กลับเป็นอนาคตต่างหาก


หยาหยายกมือแตะดวงตาของเจียงไหลเบาๆเพียงครั้งเดียว ดวงตาหยินหยางของเขาก็ถูกปิดลง


สวีเจี้ยนซานยืนอยู่ด้านหลังเจียงไหลมาตลอด พอเจียงไหลหันกลับไปแล้วไม่เห็นสวีเจี้ยนซานอีก เขาก็พูดขึ้นว่า


“คุณสวี ขอให้ผมได้คุยกับท่านเจ้าอาวาสหยาหยาเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ?”


บทที่ 57: กินเผือกไม่สุกครึ่งลูก


เดิมทีเรียกชื่อกันตรงๆแล้ว แต่จู่ๆ อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนมาเรียกว่า “คุณสวี” อีกครั้ง สวีเจี้ยนซานจึงก้มตาลงปกปิดความผิดหวังในดวงตา ก่อนพยักหน้าแล้วลอยออกไปเงียบๆ


หยาหยามองสวีเจี้ยนซาน แล้วหันกลับมามองเจียงไหล


เจียงไหลเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนในสิ่งที่อยากพูด


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยา ขอบคุณที่ช่วยปิดดวงตาหยินหยางให้ผม…ผมอยากถามว่า ผีอย่างสวีเจี้ยนซาน ยังสามารถไปเกิดเป็นคนได้อย่างราบรื่นไหมครับ?”


หยาหยาสัมผัสได้ว่า การที่เจียงไหลถามเรื่องนี้ เป็นเพราะกำลังกังวลแทนสวีเจี้ยนซาน แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับปิดดวงตาหยินหยางลง และไม่อยากพบอีกฝ่ายอีก


สมองเล็กๆของเธอไม่อาจเข้าใจเรื่องซับซ้อนแบบนี้ได้ จึงถามออกมาตรงๆด้วยความสงสัย


“ในเมื่อคุณเป็นห่วงเขา แล้วทำไมถึงยังอยากปิดดวงตาหยินหยางล่ะคะ?”


เจียงไหลยิ้มขื่น “เพราะว่า…ผมเป็นผู้ชาย แล้วดูเหมือนว่าเขาจะรับเรื่องนี้ไม่ได้ อีกอย่าง หลังจากกลับชาติมาเกิด ผมเองก็ไม่ใช่คนที่เขารอคอยอีกแล้ว”


และที่สำคัญกว่านั้นคือ ต่อให้คนกับผีมีความรู้สึกต่อกัน แล้วจะทำอะไรได้ล่ะ?


เห็นเจียงไหลมีสีหน้าขมขื่น หยาหยาก็ไม่กล้าถามต่อ จึงตั้งใจตอบคำถามของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง


“ถ้าเขาอยาก ก็ไปเกิดได้แน่นอนค่ะ เขามีแสงบุญกุศลเยอะมาก การไปเกิดจะราบรื่นมากเลยนะ”


เมื่อได้คำตอบ เจียงไหลก็โล่งใจ


“งั้น…รบกวนท่านเจ้าอาวาสน้อยช่วยเกลี้ยกล่อมเขา ให้รีบไปเกิดได้ไหมครับ?”


เรื่องในอดีตมันผ่านไปแล้ว เจียงไหลยังคงหวังว่าสวีเจี้ยนซานจะมีอนาคตที่ดี


หยาหยาส่ายหน้า “นั่นเป็นความคิดของเขาเองค่ะ หยาหยาตัดสินใจแทนไม่ได้”


ริมฝีปากของเจียงไหลขยับเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า


“จริงด้วยครับ งั้นท่านเจ้าอาวาสน้อย ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ผมขอตัวกลับบ้านก่อน”


“ได้ค่ะ ลาก่อนนะคะ”


หยาหยามองส่งเจียงไหลเดินออกจากวัดไป ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงอำลาจากสวีเจี้ยนซาน


“ท่านเจ้าอาวาสน้อย ความปรารถนาของผมสำเร็จแล้ว ผมเองก็จะลงจากเขาแล้วเช่นกัน”


“อื้อ ลาก่อนนะคะ”


หยาหยามองส่งสวีเจี้ยนซานจากไปเช่นกัน ก่อนพึมพำกับตัวเองว่า


“เฮ้อ คนหนึ่งปิดดวงตาหยินหยาง แล้วบอกให้อีกคนไปเกิดใหม่ อีกคนก็บอกว่าอยากให้อีกฝ่ายลืมตัวเอง แต่พอหันหลังกลับก็ยังตามคนนั้นไปอีก นี่คือความรู้สึกที่อาจารย์บอกว่าเข้าใจยากที่สุดในโลกมนุษย์ใช่ไหมนะ?”


เจ้าก้อนน้อยสวมชุดเต๋าอยู่แล้ว พอพูดด้วยน้ำเสียงแก่แดดแบบนั้น ก็เหมือนพวกนักปราชญ์เฒ่าจริงๆ


แต่เธอเพิ่งจะทอดถอนใจได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านนอก


“หยาหยา หยาหยา พี่หวังบ้านข้างๆมาแล้ว มาขอให้ช่วยชีวิตเพื่อนเขาน่ะ!”


พี่หวังบ้านข้างๆ?


หยาหยานึกถึงลุงที่ตอนลู่สิงเฟิงเริ่มไลฟ์ครั้งแรก เคยบอกว่าจะมาเปิดโปงพวกเขา จึงก้าวขาสั้นๆอย่างมั่นคงไปยังหน้าตำหนักใหญ่


แล้วก็เห็นพี่หวังบ้านข้างๆจริงๆ


อีกฝ่ายเปลี่ยนทรงผมใหม่ ด้านข้างไถเกลี้ยง เหลือไว้แค่ตรงกลาง ดูตลกมาก ไม่มีทางเลือก คนเป็นสตรีมเมอร์จะให้เหมือนเดิมตลอดก็ไม่ได้ บางครั้งก็ต้องสร้างความแปลกใหม่ให้ผู้ชมบ้าง


แม้ทรงผมจะดูตลก แต่สีหน้าของเขากลับไม่ตลกเลย พอเห็นหยาหยา เขาก็พูดอย่างร้อนใจ


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยา ไม่ได้เจอกันนานเลยครับ เมื่อกี้ผมถวายเงินทำบุญให้ท่านบรรพจารย์ของพวกเราไปแล้วหนึ่งแสนหยวน ท่าน…ช่วยเห็นแก่หน้าท่านบรรพจารย์ ช่วยชีวิตเพื่อนผมได้ไหมครับ?”


ทันทีที่เห็นใบหน้าของพี่หวังบ้านข้างๆ หยาหยาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายมาทำไม


เธอกะพริบตาปริบๆ “ครั้งก่อนหยาหยาเคยเตือนเขาแล้วนะคะ แต่เขาไม่ฟังเอง”


พอได้ยินหยาหยาพูดแบบนั้น พี่หวังบ้านข้างๆก็รู้ทันทีว่าหยาหยาคำนวณทุกอย่างออกหมดแล้ว เขาก้มหน้าลง กัดฟันแน่น ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าหยาหยา


หยาหยาขมวดคิ้ว รีบห้ามไว้ “คุกเข่าสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ดีนะคะ”


พี่หวังบ้านข้างๆเงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ


“แต่นอกจากขอร้องท่านแล้ว ผมก็ไม่มีทางอื่นจริงๆ หลิวต้าฝู่…พ่อของเขาเคยช่วยชีวิตผมไว้ ตอนนั้นเขาลงไปลากผมขึ้นมาจากสระน้ำ ผมติดหนี้บุญคุณตระกูลหลิวมหาศาล จะให้ผมมองดูเขา…กลายเป็นหนูได้ยังไง?”


ลู่สิงอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินคำว่า “กลายเป็นหนู”


คนกลายเป็นหนู? นี่มันเรื่องอะไรกัน?


“แต่ว่า เขาขึ้นมาบนเขาไม่ได้ ก็แสดงว่าท่านบรรพจารย์ไม่ยอมรับเขาค่ะ”


เรื่องนี้จะโทษใครก็ไม่ได้ เธอเคยบอกให้หลิวต้าฝู่ทบทวนตัวเองให้มาก แต่เจ้าตัวไม่ยอมฟังเอง


แต่หยาหยากลับรู้สึกแปลกใจ เรื่องที่พี่หวังบ้านข้างๆมาขอ ก็เหมือนกับเรื่องของหลิวต้าฝู่แท้ๆแล้วทำไมท่านบรรพจารย์ถึงยอมให้พี่หวังบ้านข้างๆขึ้นมาได้ล่ะ?


คำตอบของหยาหยาทำให้พี่หวังบ้านข้างๆ มีสีหน้าเศร้าหมอง


เขามาที่นี่ เพราะคิดว่าหยาหยาต้องช่วยหลิวต้าฝู่ได้แน่นอน ดังนั้นกลางดึกเขาจึงรีบพาหลิวต้าฝู่ที่ส่งเสียงร้องเหมือนหนูไม่หยุด ขึ้นเครื่องบินมาที่นี่


หลังลงจากเครื่อง หลิวต้าฝู่บอกว่าจะไปห้องน้ำ เขาก็เลยตามไปด้วย


พอทำธุระเสร็จ หันไปดูอีกฝ่าย ก็เห็นหลิวต้าฝู่มีหูหนูงอกออกมา แถมยังมีหางหนูอีกด้วย


คนคนหนึ่งจู่ๆก็มีลักษณะเหมือนหนู เรื่องน่ากลัวแบบนี้ ถ้ามีใครเห็นเข้า ไม่รีบแจ้งตำรวจก็คงแปลก


ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องต้องวุ่นวายแน่


พี่หวังบ้านข้างๆจึงได้แต่ลากหลิวต้าฝู่เข้าไปในห้องน้ำ แล้วใช้แอปส่งของสั่งให้คนซื้อหมวกมา หวังจะเอามาปิดหูหนูไว้


ส่วนหาง ทำได้แค่ยัดไว้ในกางเกงก่อน


แต่ทันทีที่มีคนรับงานซื้อหมวก หูของหลิวต้าฝู่ก็เริ่มแหลมขึ้น ปากยื่นเป็นปากหนู แถมยังมีหนวดงอกบนใบหน้า


พี่หวังบ้านข้างๆ รีบเพิ่มออเดอร์ ให้ซื้อหน้ากากมาด้วย พอคุยกับไรเดอร์เสร็จ ร่างของหลิวต้าฝู่ก็ค่อยๆเล็กลง จนสุดท้ายกลายเป็นหนูสีเทาตัวใหญ่จริงๆ


ถ้ายังเป็นครึ่งคนครึ่งหนู จะออกไปเดินบนถนนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหนูเต็มตัว อย่างน้อยยังพอทำได้


พี่หวังบ้านข้างๆ ขอบคุณไรเดอร์คนนั้น จ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วจับหลิวต้าฝู่ใส่กระเป๋า พาออกจากสนามบิน ก่อนเรียกแท็กซี่มาที่เชิงเขาซานชิงซาน


โชคดีที่หลิวต้าฝู่ยังมีสติของมนุษย์อยู่ แม้จะพูดไม่ได้ เอาแต่ร้องไห้ แต่ก็เชื่อฟังมาก


แต่ระหว่างปีนเขา เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้นอีก พวกเขาเดินไปเดินมา สุดท้ายกลับมาที่เดิมทุกครั้ง


ท้ายที่สุด หลิวต้าฝู่เช็ดน้ำตา ชี้ขึ้นไปบนภูเขา แล้วชี้ตัวเอง ก่อนทำเครื่องหมายกากบาท จากนั้นก็โขกหัวให้พี่หวังบ้านข้างๆ


พี่หวังบ้านข้างๆเข้าใจทันที ว่านั่นหมายความว่าหลิวต้าฝู่ไม่มีวาสนากับซานชิงซาน จึงขึ้นมาเองเพียงลำพัง


เขาไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว กลัวว่าถ้าช้าไป จะไม่ทันการณ์ สุดท้ายมาถึงแล้วกลับได้ผลลัพธ์แบบนี้


พี่หวังบ้านข้างๆไม่ใช่คนไร้เหตุผล ไม่อย่างนั้นคงไม่กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามนับล้านได้


หลังยอมรับความจริงว่า “ช่วยลูกชายผู้มีพระคุณไม่ได้” เขาก็โค้งคำนับให้หยาหยา


“ผมเข้าใจแล้ว นี่เป็นผลกรรมจากการทำชั่วของเขาเอง ผม…จะลงจากเขาเดี๋ยวนี้ อย่างมากต่อจากนี้ ผมก็เลี้ยงเขาไปจนตาย ถือว่าตอบแทนบุญคุณพ่อของเขาแล้ว”


ลู่สิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างๆร้อนใจมาก


เขาฟังออกแค่ว่ามีคนกลายเป็นหนู และคนคนนั้นเหมือนจะทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ ถึงได้กลายเป็นแบบนี้ แต่กลับไม่รู้เลยว่าทำอะไรไว้กันแน่


ความรู้สึกนี้ไม่ต่างอะไรกับกินเผือกได้ครึ่งลูกแต่ยังไม่สุกเลยจริงๆ!


บทที่ 58: ไปตามหาเซียนเถ้าถ่านที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้


ลู่สิงอวิ๋นอยากบอกพี่หวังบ้านข้างๆเหลือเกินว่า ไม่อย่างนั้นลองอธิษฐานขอต่อหน้าท่านบรรพจารย์อีกสักครั้งดีไหม?


แต่เขาก็กลัวว่าสิ่งที่หลิวต้าฝู่ทำไว้มันจะเกินไปจริงๆ ถ้าพูดออกมาอาจยิ่งทำให้ท่านบรรพจารย์ไม่พอใจได้ จึงทำได้เพียงเก็บคำพูดนั้นไว้ในใจ แล้วมองส่งพี่หวังบ้านข้างๆออกไปพร้อมกับหยาหยา


ขณะที่เท้าของพี่หวังบ้านข้างๆ กำลังจะก้าวพ้นเขตวัดซานชิงกวน หยาหยาก็ได้ยินเสียงสั่นดังขึ้นจากตู้ทำบุญ


เสียงนั้นทำให้สมองน้อยๆของเธอสว่างวาบขึ้นมาทันที เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านบรรพจารย์ถึงยอมให้พี่หวังบ้านข้างๆ ขึ้นเขามาเพียงคนเดียว!


เพราะเงิน!


จริงๆแล้ว ตั้งแต่ตอนเชื่อมสายไลฟ์ครั้งก่อน หยาหยาก็มองออกแล้วว่าพี่หวังบ้านข้างๆ เป็นคนมีโชคลาภ ตำหนักทรัพย์ตรงจมูกของเขาอิ่มเต็ม ผิวเรียบเนียนและมีสีแดงระเรื่อเล็กน้อย นั่นคือสัญญาณของดวงการเงินกำลังรุ่ง


ในเมื่อท่านบรรพจารย์ออกปากแล้ว หยาหยาก็ไม่อาจไม่เชื่อฟัง


เธอรีบเรียกอีกฝ่ายไว้ “เดี๋ยวก่อนค่ะ หยาหยานึกวิธีออกแล้ว”


พี่หวังบ้านข้างๆชะงัก “จริงเหรอครับ?”


หยาหยาพยักหน้า “จริงค่ะ แต่วิธีนี้จะทำให้ชะตาชีวิตของหลิวต้าฝู่ผูกติดกับของคุณ คุณยอมไหมคะ?”


“ผมยอมแน่นอน!” พี่หวังบ้านข้างๆดีใจจนออกหน้า “ถ้าไม่ช่วยเขา ผมต่างหากที่จะรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต ผูกชะตาก็ผูกไปเถอะ ตอนนั้นถ้าพ่อเขาไม่ช่วยดึงผมขึ้นจากสระน้ำ ก็คงไม่มีผมในวันนี้แล้ว”


เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบอย่างเด็ดเดี่ยว หยาหยาก็ขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วถอนหายใจเบาๆ


ท่านบรรพจารย์ช่างโยนปัญหายากให้เธอจริงๆ


ก่อนหน้านี้เธอดูลักษณะของหลิวต้าฝู่แล้ว บนจมูกมีไฝเสียทรัพย์ นั่นหมายความว่าในชะตาเก็บเงินไม่อยู่


ยิ่งไปกว่านั้น ดวงตาของเขาชอบกลอกไปมา พอกลอกตาแล้วเห็นตาขาวมาก นั่นคือโหงวเฮ้งของ “คนเนรคุณ”


พี่หวังบ้านข้างๆเป็นคนดี ถ้าผูกชะตากับหลิวต้าฝู่ ย่อมต้องได้รับผลกระทบจากอีกฝ่ายแน่นอน ต่อไปในอนาคตอาจตกอับ ถูกคนรอบตัวทอดทิ้งก็เป็นได้!


แม้ในใจจะไม่เต็มใจ แต่ในเมื่อท่านบรรพจารย์ให้เธอช่วย เธอก็ไม่อาจปฏิเสธ


หยาหยาหยิกนิ้วคำนวณ ก่อนร้องออกมา


“แย่แล้วค่ะ พวกเราต้องรีบไปหาหลิวต้าฝู่ก่อน เจอตัวแล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่น!”


ตอนที่หยาหยาพูดแบบนั้น หลิวต้าฝู่ก็กำลังอยู่ในสภาพไม่ดีจริงๆ


ในฐานะหนูตัวใหม่ที่อ้วนพีสมบูรณ์ เขายังไม่ชินกับร่างหนูของตัวเอง ระหว่างทางมาซานชิงซาน เขาเอาแต่นอนอยู่ในกระเป๋าของพี่หวังบ้านข้างๆให้ถูกพามา


ตอนที่พี่หวังบ้านข้างๆขึ้นเขาคนเดียว เพราะกลัวว่าหนูตัวหนึ่งจะเกิดเรื่อง เขาจึงวางหลิวต้าฝู่ไว้บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ให้ซ่อนตัวดีๆ


หลิวต้าฝู่สาบานว่าเขาซ่อนดีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าแมวตัวหนึ่งโผล่มาจากไหน


แมวตัวนั้นเหมือนได้กลิ่นหนู มันปีนต้นไม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนแยกเขี้ยวขู่ใส่เขา


หลิวต้าฝู่ไม่ใช่คนรักสัตว์ ปกติเห็นแมวก็ไม่ได้รู้สึกดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่เขารู้สึกไม่ใช่แค่ไม่ชอบ แต่เป็นความกลัว!


แมวกินหนูเป็นสัญชาตญาณ โดยเฉพาะแมวหิวโซ


แต่เขาไม่ใช่หนูจริงๆ เขาเป็นคนนะ! ทำไมถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพถูกแมวจับกินแบบนี้ด้วย?


โชคดีที่สัญชาตญาณเอาตัวรอดผลักดันให้เขาปีนไปถึงปลายกิ่งไม้ อาศัยน้ำหนักตัวเล็กๆห้อยอยู่ตรงปลายกิ่ง


ไม่อย่างนั้น การตะปบครั้งแรกของแมวคงเอาชีวิตเขาไปแล้ว!


ขณะที่หลิวต้าฝู่ตัวสั่นงันงก เขาก็นึกถึงคำเตือนของหยาหยาในไลฟ์ครั้งก่อนขึ้นมา


ให้หมั่นทบทวนตัวเอง


จริงๆ ตอนนั้นเขาไม่ใส่ใจเลย เพราะคิดมาตลอดว่าการฆ่าหนูคือการกำจัดสัตว์ร้ายเพื่อชาวบ้าน


ส่วนเรื่องที่เขากรอกปรอทใส่หนูแล้วถลกหนังทั้งเป็น เรื่องที่ทรมานหนูทีละนิด เรื่องที่เอาน้ำร้อนลวกหนู หรือแม้แต่จงใจเหยียบลูกหนูตายต่อหน้าแม่หนู…


ทั้งหมดนั้นก็เพื่อฆ่าหนู แล้วมันผิดตรงไหน?


ตอนนี้เขารู้แล้ว ว่ามันผิดทั้งหมด


หนูเองก็พยายามเอาชีวิตรอดสุดกำลังในช่วงเป็นตาย พวกมันเป็นสัตว์ร้ายก็จริง แต่ก็ไม่สมควรถูกทรมานแบบนั้นก่อนตาย


เหมือนกับตอนนี้ ที่เขาเองก็ไม่อยากถูกแมวกัดกินทีละคำ


แมวกินหนูเป็นธรรมชาติ แต่การที่เขาทรมานหนูนั้น เป็นเพราะความชั่วร้ายในใจของเขาเองล้วนๆ


ตอนนี้เขาได้รับผลกรรมแล้ว


ตอนเดินอยู่บนเขา เขาเคยเห็นหนูตัวหนึ่งกำลังกัดกับดักสัตว์ ในกับดักมีลูกกระต่ายติดอยู่


ตอนนั้นหลิวต้าฝู่รู้สึกว่าหนูตัวนั้นไม่ธรรมดา ถ้าทรมานมันคงจะ “สนุก” มากกว่าเดิม


แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า หลังจากจับหนูกับกระต่ายกลับบ้าน แล้วเตรียมจะลงมือกับหนู กลับถูกหนูกัดเข้าให้


“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”


หลิวต้าฝู่ร้องไห้พลางส่งเสียงร้อง


เขาอยากพูดว่า “ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรทรมานหนูอย่างโหดร้ายแบบนั้น หนูขโมยข้าวบ้านผม ผมอยากฆ่าก็ฆ่าไปตรงๆก็พอ ไม่ควรกรอกปรอทใส่มัน”


“ยิ่งไม่ควรล่อหนูเข้าบ้าน แล้วทำเรื่องเลวร้ายพวกนั้นด้วย”


หลังจากสำนึกผิด หลิวต้าฝู่ก็หยุดร้องโวยวาย


แต่เขาเกาะกิ่งไม้ไว้ไม่ไหวแล้ว


บางทีชีวิตของเขา อาจต้องจบลงในฐานะหนูตัวหนึ่ง ถูกแมวกิน เหมือนหนูที่เขาเคยทรมาน


ขณะที่หลิวต้าฝู่กำลังคิดแบบนั้น แมวตรงหน้าก็เอาชนะความกลัวกิ่งไม้ไหว แล้วค่อยๆเดินเข้ามาหาเขาทีละก้าว


ท่ามกลางแรงสั่นของกิ่งไม้ หลิวต้าฝู่กลับรู้สึกผ่อนคลายขึ้น


ต้นไม้สูงขนาดนี้ ตกลงไปก็ตาย ถูกแมวจับก็ตายอยู่ดี แมวตรงหน้าเองก็ผอมโซเสียจนเห็นกระดูก ถ้าได้กินเขา ชีวิตของเขาก็อาจยังมีความหมายบ้าง


หลิวต้าฝู่ค่อยๆคลานกลับขึ้นไปบนกิ่งไม้ ก่อนกางอุ้งเท้าหนูทั้งสอง เดินเข้าหาแมว


“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…” อย่าเข้ามาเลย ฉันไปหาเอง


เขาร้องพลางพยายามเดินด้วยขาหลังสองข้างอย่างยากลำบาก


กิ่งไม้เล็กๆไม่อาจรับแรงสั่นไหวได้นาน สุดท้ายก็หักดังกร๊อบ


ทั้งหนูทั้งแมวร่วงลงจากต้นไม้พร้อมกัน


“ต้าฝู่!!!”


ขณะที่ยอมรับความตายอย่างสงบ หลิวต้าฝู่ก็ได้ยินเสียงเพื่อนรักดังขึ้น


เขารีบขยับแขนขาอย่างสะเปะสะปะ บังเอิญชนเข้ากับแมวที่กำลังหมุนตัวกลางอากาศ อุ้งเล็บของแมวเกี่ยวเข้าที่จมูกเขา


เลือดไหลออกจากจมูกหลิวต้าฝู่ แต่เขากลับรู้สึกว่าความเร็วในการตกช้าลง


เหมือนไม่ใช่ภาพหลอน?


หยาหยาใช้ยันต์สายลมช่วยหลิวต้าฝู่กับแมวเอาไว้ ก่อนจะรีบวิ่งไปหาแมวผอมโซตัวนั้น แล้วยื่นมืออุ้มมันขึ้นมา


ตอนแรกแมวพยายามดิ้น แต่พอได้กลิ่นอายของหยาหยา มันก็ค่อยๆผ่อนคลายลง


“เหมียวมาจากไหนกันนะ? ทำไมผอมขนาดนี้ล่ะ?”


แมวร้องเหมียวๆตอบคำถามหยาหยา


ส่วนหลิวต้าฝู่ที่อยู่บนฝ่ามือของพี่หวังบ้านข้างๆ ก็ร้องไห้ส่งเสียงจี๊ดๆเช่นกัน


“เอ่อ…ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยา แล้วแบบนี้…พอจะทำให้เขากลับเป็นเหมือนเดิมได้ไหมครับ?”


หยาหยาเอียงศีรษะ “ไม่ได้ค่ะ พวกเรายังต้องไปหาเซียนเถ้าถ่านที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ก่อน”


พี่หวังบ้านข้างๆชะงัก “เซียนเถ้าถ่าน?”


หยาหยาพยักหน้า “ใช่ค่ะ ต้องไปหาเซียนเถ้าถ่านตนนั้นก่อน แต่ว่าในวัดยังมีผู้ศรัทธาจะมาอีก พวกเราไปพรุ่งนี้นะคะ”


หยาหยาอุ้มลูกแมว จูงมือพี่หวังบ้านข้างๆพาทั้งคน ทั้งหนู และทั้งแมว กลับขึ้นไปบนซานชิงซานด้วยกัน


บทที่ 59: ท่านบรรพจารย์ออกปากแล้ว


บนเขาซานชิงซานมีผู้ศรัทธาคนใหม่ขึ้นมาอีกจริงๆ ลู่สิงอวิ๋นกำลังต้อนรับอยู่พอดี


พอเห็นหยาหยากลับมาพร้อมทั้งหนูทั้งแมว เขาก็ถามอย่างอยากรู้อยากเห็นด้วยเสียงเบา


“จะช่วยหนูตัวนี้จริงๆเหรอ?”


หยาหยาพยักหน้า “ใช่ค่ะ ท่านบรรพจารย์ออกปากแล้ว”


เธอคิดว่าตัวเองคงเข้าใจความหมายของท่านบรรพจารย์ไม่ผิด ไม่อย่างนั้น ตอนที่เธอพาหลิวต้าฝู่ซึ่งกลายเป็นหนูขึ้นมา ก็คงถูกขวางไว้แล้ว


ลู่สิงอวิ๋นเองก็สังเกตเห็นตอนนั้นว่าตู้ทำบุญสั่นขึ้นมาอีกครั้ง จึงทอดสายตาไปยังตู้ทำบุญอย่างสนใจ


ตอนนี้เขาให้ความเคารพหยาหยามาก ดังนั้นจึงไม่กล้าแตะต้องสิ่งของในตำหนักใหญ่ตามอำเภอใจ ได้แต่ยืนมอง ไม่กล้าลงมือจับ


“แล้วแมวกับหนูตัวนี้ จะเอาไปไว้ที่ไหน?”


หยาหยาลูบหัวลูกแมวในอ้อมแขน “เอาแมวไปไว้ในโซนสัตว์ที่ลู่สิงเฟิงดูแลค่ะ ส่วนหนู…หยาหยาไม่ดูแลนะ”


จริงๆแล้ว โดยส่วนตัวเธอก็ยังไม่ชอบหลิวต้าฝู่


ในธรรมชาติ การที่สัตว์แข็งแรงกว่ากินสัตว์อ่อนแอกว่าเป็นเรื่องปกติ บางครั้งสัตว์บนเขาต่อสู้กันเพื่ออาณาเขตหรือช่วงชิงคู่ครอง จนมีสัตว์ตาย เธอจะเสียใจมาก แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปทำลายสัญชาตญาณของพวกมัน


หนูมีอยู่ในโลกมนุษย์ บางครั้งก็นำโรคมา บางครั้งก็ขโมยของคนอื่น ถ้าไม่ชอบ จะวางยา หรือฆ่าตรงๆก็ได้


เพราะนั่นก็เป็นชีวิตของหนูเหมือนกัน


แต่การตั้งใจจับหนูมา แล้วทรมานด้วยวิธีโหดร้ายต่างๆเพื่อความสนุก คนแบบนั้นหยาหยาไม่อาจชอบได้จริงๆ


เธอไม่แม้แต่จะมองหลิวต้าฝู่ เพียงอุ้มลูกแมวเดินไปยังโซนสัตว์ แล้วส่งแมวให้ลู่สิงอวิ๋น


“ลูกแมวตัวนี้เร่ร่อนมาที่ซานชิงซาน ให้มันอยู่ที่นี่ก่อนนะคะ”


หลิวต้าฝู่เองก็ไม่โง่ พอเห็นหยาหยาไม่ยอมมองเขา ก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำไว้ หยาหยาไม่อยากให้อภัย


ทันใดนั้น หนูสีเทาตัวอ้วนก็มีน้ำตาคลออีกครั้ง


พี่หวังบ้านข้างๆเห็นเพื่อนรักร้องไห้อีก ก็ถอนหายใจ


“ไม่ใช่ว่าฉันจะว่าแกนะ แต่แกนี่มันหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ ตอนนั้นได้ยินท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยาพูดในไลฟ์ ฉันก็กลัวว่าแกจะเกิดเรื่อง เลยเฝ้าอยู่ในหมู่บ้านตลอด สุดท้ายแกก็ยังหาโอกาสไปทำอีก”


“หนูพวกนั้นขโมยของ จะตีสักหน่อย ด่าสักหน่อยก็พอแล้ว ถ้ารำคาญมากก็แทงให้ตายทีเดียว จะไปตั้งใจทรมานพวกมันทำไม?”


หลิวต้าฝู่พูดไม่ได้ ได้แต่พยักหน้ารัวๆ ว่ารู้แล้วว่าตัวเองผิด


จากนั้นเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า พี่หวังต้องยอมเสียอะไรไปมากแน่ๆ ถึงจะโน้มน้าวให้ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยาลงจากเขาไปช่วยเขาได้


ยิ่งคิด หลิวต้าฝู่ก็ยิ่งเสียใจจนแทบไส้เขียว


เขาร้องจี๊ดๆไม่หยุด ใช้อุ้งเท้าหนูสีชมพูยกขึ้นทำความเคารพพี่หวังบ้านข้างๆก่อนก้มโขกหัว


ทั้งชีวิตเขามีปัญหาอยู่แค่เรื่องเดียว แต่กลับไม่เพียงทำร้ายตัวเอง ยังทำร้ายพี่น้องที่ดีที่สุดของเขาด้วย


พี่หวังบ้านข้างๆ ฟังเสียงจี๊ดๆของหลิวต้าฝู่ไม่ออก เขาคิดว่าที่หยาหยาพาลูกแมวมาส่ง คงหมายความว่าอยากให้หลิวต้าฝู่มาอยู่ตรงนี้ด้วย จึงปล่อยหลิวต้าฝู่ไว้รวมกับสัตว์ตัวอื่น


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยาไม่ถือโทษช่วยแกแล้ว ฉันเองก็ต้องไปดูว่ามีอะไรให้ช่วยได้บ้าง”


พี่หวังบ้านข้างๆ หันหลังเดินจากไป


หลิวต้าฝู่ยืนอยู่ท่ามกลางสัตว์ตัวใหญ่ทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกสีแดงหรี่ตาลง ก่อนเผยรอยยิ้มแยกเขี้ยวแบบสัตว์ตระกูลสุนัข


อาปาที่เกาะอยู่บนต้นไม้ร้องด้วยเสียงที่มีแต่สัตว์ข้างล่างได้ยิน


“หนูตัวนี้น่ารำคาญ หนูตัวนี้น่ารำคาญ”


หยาหยาที่ยืนรอรับผู้ศรัทธาอยู่หน้าประตูได้ยินเสียงของอาปาพอดี


เธอจึงตามผู้ศรัทธาเข้าไปจุดธูปให้ท่านบรรพจารย์ พร้อมคิดในใจ


“หยาหยาช่วยพี่หวังบ้านข้างๆแล้วนะคะ หลิวต้าฝู่ที่ทำเรื่องผิดจะไม่ตาย แต่การที่เขากลายเป็นหนู ก็เป็นโทษที่เขาควรได้รับค่ะ”


หลังบอกท่านบรรพจารย์จบ หยาหยาก็เอามือเล็กๆไพล่หลัง สีหน้าจริงจัง ก่อนลุกขึ้นตอบคำถามของผู้ศรัทธาตรงหน้า


จนถึงสี่โมงเย็น ผู้ศรัทธาที่มาช่วงเช้าก็เริ่มทยอยลงเขา และไม่มีผู้ศรัทธาใหม่ขึ้นมาอีก


หยาหยายืดเส้นยืดสาย “อ๊า~ ในที่สุดก็เลิกงานได้แล้ว”


แล้วเธอก็พบว่ายังมีผู้ศรัทธาคนหนึ่งยังไม่ลงเขา


“ท่านผู้ศรัทธาท่านนี้?”


ม่อมั่วหน้าแดงทันทีเมื่อได้ยินหยาหยาเรียก


“คือว่า…ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยา ฉันอยากกางเต็นท์พักบนเขาค่ะ ฉันกับหลินอวี้คุยถูกคอกันมาก อยากคุยกับเขาต่ออีกหน่อย”


หยาหยาไม่ได้คัดค้าน เพียงพูดว่า


“งั้นคุณนอนกับหยาหยานะคะ? บนเขามีที่นอนไม่เยอะ”


เธอถึงกับคิดจะให้พี่หวังบ้านข้างๆ ใช้เตียงไม้ไผ่นอนข้างนอกชั่วคราวเลยด้วยซ้ำ เพราะในห้องเดิมของอาจารย์ก็ไม่มีที่วางเตียงเพิ่มแล้ว


ม่อมั่วหยิบเต็นท์ออกมาจากกระเป๋าเป้


“ฉันเอาเต็นท์มาเองค่ะ แต่ว่าในเมื่อคุณผู้ชายท่านนี้ก็จะพักด้วย งั้นฉันนอนกับท่านเจ้าอาวาส ส่วนเต็นท์นี้ให้เขาใช้ดีไหมคะ?”


พี่หวังบ้านข้างๆ รีบขอบคุณไม่หยุด


“ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ ผมกำลังต้องการพอดี พอลงเขาพรุ่งนี้แล้วผมจะซื้อใหม่คืนให้คุณ”


อย่างไรเสียก็เป็นเต็นท์ของผู้หญิง เขาเป็นผู้ชายใช้แล้ว ก็รู้สึกเกรงใจถ้าจะให้เจ้าของใช้ต่อ


เมื่อทั้งสองตกลงกันได้แล้ว หยาหยาก็ไม่สนใจต่อ


วันนี้เธอเองก็เหนื่อยแล้ว ไม่อยากทำอาหารอีก จึงใช้ดวงตากลมโตจ้องลู่สิงเฟิง


“เอ่อ…ยังมีอันนั้นอีกไหมคะ?”


ลู่สิงเฟิงรู้ทันทีว่าหยาหมายถึงอะไร จึงหัวเราะแล้วหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ็ดห่อสุดท้ายออกมาจากกระเป๋า


“เหลือแค่นี้แล้ว แล้วก็ยังมีขนมที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้”


หยาหยาชอบขนมเหมือนกัน!


เธอต้มน้ำ ก่อนเดินไปยังโซนสัตว์เพื่อหาพวกสัตว์น้อย พร้อมทั้งหยิบ “ค่าตอบแทน” ที่เตรียมไว้ด้วย


“จะจ่ายเงินเดือนให้สัตว์น้อยแล้วเหรอ?” ลู่สิงเฟิงลูบคางพลางชี้ไปที่สัตว์เหล่านั้น “พวกนี้ทำงานดีมาก ถึงกับไหว้ผู้ศรัทธาเลย ส่วนพวกนี้เอาแต่ขี้เกียจ ไม่เล่นกับผู้ศรัทธาเลย แต่ตอนรุมแกล้งหนูนี่ร่วมมือกันเก่งมาก เพราะงั้นหนูตัวนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


สัตว์ที่ลู่สิงเฟิงพูดว่ามีปฏิสัมพันธ์ดีกับผู้ศรัทธา ก็คือจิ้งจอกกับแพนด้าเจ้าเนื้อ ส่วนสัตว์ตัวอื่นคงไม่อยากเข้าใกล้มนุษย์มากนัก จึงแค่อยู่ในคอกไม้ไผ่ที่หยาหยาล้อมไว้ ทำเรื่องของตัวเองเงียบๆ


ไม่ว่ายังไง พวกมันก็ช่วยงานแล้ว ก็ถือเป็นเพื่อนที่ดี


และค่าตอบแทนก็เป็นสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก จะมาเปลี่ยนเพราะผลงานของสัตว์ไม่ได้


หยาหยาใส่ผักผลไม้ลงในตะกร้า วางบนโต๊ะให้สัตว์กิน จากนั้นจึงมีเวลาหันไปมองหลิวต้าฝู่


หนูตัวเล็กๆเต็มไปด้วยบาดแผล


พอเห็นหยาหยามองมา หลิวต้าฝู่ก็รีบยกอุ้งเท้าไหว้ ก่อนหมอบลงกับพื้น


ในใจเขารู้ดี ว่าการถูกปฏิบัติแบบนี้เป็นเพราะเขาสมควรได้รับ


หยาหยาสังเกตเห็นว่าที่ตาของหลิวต้าฝู่ก็มีแผล ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ทั้งสองข้างพอดีจนเปลี่ยนลักษณะดวงตาของเขาไป


รวมถึงแผลที่จมูก ซึ่งพอดีกับตำแหน่งไฝเสียทรัพย์จนเหมือนถูกลบออกไป


โหงวเฮ้งของคนไม่ใช่สิ่งตายตัว บางครั้งบาดแผลจากอุบัติเหตุก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนได้


หลิวต้าฝู่สามารถเปลี่ยนแปลงได้…หรือว่าท่านบรรพจารย์กำลังบอกเธอ ว่าแม้แต่กับคนชั่ว ก็ไม่ควรเข้มงวดเกินไป?


สมองน้อยๆของหยาหยาเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เพราะอาจารย์ไม่อยู่ จึงไม่มีใครให้ถาม


คืนนั้น หยาหยาจึงหลับไปพร้อมกับความสงสัยนี้ และได้ฝันเห็นบางอย่าง…


บทที่ 60: ท่านบรรพจารย์สร้างตำหนักด้วยตัวเอง


ในความฝัน หยาหยากำลังนั่งสมาธิอยู่ในตำหนักไม้ จู่ๆก็ได้ยินเสียงของท่านบรรพจารย์ดังขึ้นข้างหู


[หยาหยา ตอนนี้ในตู้ทำบุญมีเงินค่าน้ำมันธูปครบสองล้านแล้ว สามารถฟื้นฟูสำนักซานชิงให้กลับสู่สภาพเดิมได้ เจ้าต้องการฟื้นฟูส่วนไหนก่อน?]


[ตำหนักหลัก หรือเรือนด้านหลังที่ใช้พักผ่อน?]


“แน่นอนว่าต้องตำหนักหลักสิคะ” หยาหยาตอบอย่างจริงจัง “หยาหยาต้องไลฟ์สดในตำหนักหลักให้คนดูดูนะคะ จะให้ตำหนักหลักทรุดโทรม แต่เรือนด้านหลังสวยงามได้ยังไงกัน?”


[ฮ่าๆ ได้ เช่นนั้นท่านบรรพจารย์จะทำตามความปรารถนาของเจ้า]


ทันทีที่หยาหยาตื่นเช้า ก็รีบวิ่งต๊อกแต๊กไปยังตำหนักด้านหน้า


อาจารย์เคยบอกไว้ว่า คนอย่างพวกเขาที่ฝึกวิชามาแล้ว จะไม่ฝันส่งเดช ถ้าฝันขึ้นมา อย่างนั้นก็ต้องเป็นเรื่องจริง ไม่ก็เป็นลางบอกเหตุ


พอหยาหยามาถึงตำหนักหน้า ก็ต้องตะลึง


กระท่อมไม้ที่เคยประดิษฐานรูปเคารพเทพ บัดนี้กลายเป็นอาคารโอ่อ่าที่ก่อด้วยอิฐสีเขียว หลังคากระเบื้องสีแดง


แม้แต่ระหว่างประตูทางเข้าที่เขียนคำว่า “สำนักซานชิง” กับตำหนักหน้า ก็ยังปูด้วยแผ่นอิฐสีเขียวเรียบร้อย แถมยังเว้นช่องสี่เหลี่ยมไว้สำหรับปลูกต้นไม้ด้วย


หยาหยาตกใจจนตาค้าง!


พี่น้องตระกูลลู่ หลินอวี้ รวมถึงพี่หวังบ้านข้างๆที่นอนเต็นท์อยู่กับหลิวต้าฝู่ ต่างก็ตื่นขึ้นมาเห็นการเปลี่ยนแปลงของตำหนักหน้าเช่นกัน


ทุกคนยืนมองสำนักซานชิงโฉมใหม่ด้วยความตื่นตะลึง ลู่สิงเฟิงเป็นคนแรกที่พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น


“หยาหยา เธอสร้างบ้านเป็นด้วยเหรอ?”


หยาหยาเงยหน้ามองลู่สิงเฟิง


“หยาหยาสร้างบ้านเป็นนะคะ แต่ไม่ใช่บ้านแบบนี้…”


อาจารย์เคยสอนเธอสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเข้าเดือยแบบโบราณ ตอนแรกทั้งตำหนักที่ประดิษฐานรูปเคารพ และเรือนพัก ล้วนเป็นสิ่งที่เธอกับอาจารย์ช่วยกันสร้างขึ้น


แต่บ้านอิฐเขียวหลังคากระเบื้องแบบนี้ เธอจะไปสร้างเป็นได้ยังไง?


แถมสร้างเสร็จในคืนเดียว ต่อให้ใช้เวทมนตร์ก็ทำไม่ได้หรอก!


“งั้นนี่เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าท่านบรรพจารย์ลุกขึ้นมากลางดึก ถือเครื่องมือมาสร้างเอง?” ลู่สิงเฟิงเดา


คำพูดของลู่สิงเฟิงทำให้หยาหยาหลุดขำ เธอรีบยกมือปิดปากแอบหัวเราะ ไม่กล้าให้คนอื่นรู้


ท่านบรรพจารย์ลุกขึ้นมาสร้างบ้านเอง…จะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า?


แต่ลู่สิงอวิ๋นกลับเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาเดินไปที่ตู้ทำบุญ ก่อนโค้งคำนับรูปเคารพเทพ แล้วจึงก้มดูด้านใน


แน่นอนว่า เงินค่าน้ำมันธูปทั้งหมดที่สำนักซานชิงได้รับเมื่อวานหายไปแล้ว


ส่วนใหญ่ในนั้นน่าจะเป็นเงินที่เขานำมาถวาย หนึ่งล้านห้าแสนหยวนเป็นเงินสด เพียงแต่เขาฟังคำพ่อแม่ จึงไม่ได้บอกหยาหยาโดยตรง


ตอนนี้ดูเหมือนว่า เงินสองล้านจะพอแค่สร้างตำหนักหลักกับพื้นอิฐด้านนอกเท่านั้น


เงินหายไปแล้ว…แต่หายไปอยู่กับใคร? แล้วใครเป็นคนสร้างกัน?


ลู่สิงอวิ๋นเองก็งุนงง


“อาปาตกใจ อาปาตกใจ” อาปาบินเข้ามาทันที ลงเกาะตรงหน้าหยาหยา พลางกระพือปีกเสียงแหบ “เมื่อคืนมีคนสร้างบ้าน มีคนสร้างบ้าน”


“ใครสร้างบ้านเหรอ?” หยาหยายื่นแขนให้อาปาเกาะ


อาปาตัวไม่ใหญ่ พอเกาะบนแขนหยาหยาแล้ว ก็เอาหัวมาซบมือขวาของเธอเอง


มันรู้ว่าหยาหยาจะดูความทรงจำของมัน จึงให้ความร่วมมืออย่างดี


หยาหยาเชื่อมจิตกับอาปา ไม่นานก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนผ่านสายตาของอาปา


ชายชราร่างกำยำคนหนึ่ง ถือเครื่องมือที่เปล่งแสงสีทอง เดินวนรอบกระท่อมไม้ของตำหนักหน้า แล้วตบปุ๊บเดียว กระท่อมก็กลับกลายเป็นกองไม้เหมือนเดิม


จากนั้น เขาใช้ค้อนเคาะอีกครั้ง พื้นฐานรากก็ปรากฏขึ้นบนพื้น


เคาะอีกครั้ง ก็มีทั้งพื้น กำแพง และหลังคาปรากฏขึ้นบนฐานราก ระหว่างนั้น รูปเคารพของท่านบรรพจารย์ไม่ได้ขยับเลย แม้แต่ฝุ่นก็ยังไม่ติด


พอสร้างตำหนักหน้าเสร็จ ชายชราก็หยิบเงินในตู้ทำบุญ ก่อนเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี


หลังดูความทรงจำจบ หยาหยาก็รีบวิ่งเข้าไปในตำหนัก เหยียบพื้นอิฐสีเขียว พลางเงยหน้ามองรูปเคารพ


ใบหน้าของรูปเคารพท่านบรรพจารย์ไม่ได้สมจริงนัก แต่ก็มีหนวดยาวๆคล้ายชายชรากล้ามโตเคราขาวคนนั้นอยู่เล็กน้อย


ขณะที่หยาหยากำลังคิดว่า หรือจะเป็นท่านบรรพจารย์ถือค้อนมาสร้างบ้านเองจริงๆ หลินอวี้ที่กำลังเดินดูรอบๆก็พบรายละเอียดบางอย่าง


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยา มาดูนี่สิครับ ตรงนี้มีสัญลักษณ์”


หยาหยาเดินไปดู ก็พบว่าเป็นอักษรโบราณคำว่า “ปั้น”


ถือค้อน แถมยังสร้างบ้านเก่งขนาดนี้ และยังทิ้งอักษร “ปั้น” ไว้เป็นสัญลักษณ์…


หรือว่าจะเป็นท่านหลู่ปั้น ผู้ก่อตั้งสายช่างแห่งตระกูลกงซูอย่างที่อาจารย์เคยพูด?


หยาหยาเบิกตากว้าง


แต่ท่านหลู่ปั้นในประวัติศาสตร์เสียชีวิตไปแล้วนี่นา! แถมอาจารย์ยังเคยสอนวิชากลไกแบบหลู่ปั้นให้เธอบางส่วนด้วย


“ท่านเจ้าอาวาสหยาหยา รู้จักสัญลักษณ์นี้เหรอครับ?” หลินอวี้ถาม


หยาหยาพยักหน้า “น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของท่านปรมาจารย์หลู่ปั้นนะคะ”


ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ


ก่อนหน้านี้หยาหยาเคยบอกว่าไม่ต้องสนใจกองหินพังๆรอบสำนัก แถมยังบอกว่าอาจารย์ของเธอพูดไว้ หรือว่าอาจารย์ของหยาหยาจะเป็นหลู่ปั้น?


หยาหยาเดาออกว่าทุกคนคิดอะไร รีบส่ายหน้า


“ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ อาจารย์ของหยาหยาไม่ใช่หลู่ปั้นค่ะ”


ไม่ว่าจะเพราะอะไรที่หลู่ปั้นมาช่วย อย่างน้อยเธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากท่านปรมาจารย์ ดังนั้นก็ควรแสดงความขอบคุณ


หยาหยาจึงหยิบเหล้าผลไม้ที่เคยหมักร่วมกับอาจารย์ออกมา จัดแท่นบูชาเล็กๆพึมพำเรียกชื่อ “หลู่ปั้น” ที่ทุกคนรู้จักกันดี แล้วเริ่มจุดธูป


ควันธูปลอยตรงขึ้นฟ้า ไม่นานเหล้าผลไม้ที่วางไว้ก็หมดกลิ่นหอม


เท่ากับว่าหลู่ปั้นดื่มเหล้าไปแล้ว เหล้าที่เหลือในไหจึงไม่มีรสชาติเดิมอีก


“เอาล่ะ เอาล่ะ เตรียมตัวกันได้แล้ว พวกเราจะไปหาท่านเซียนหนูฮุยเซียน ที่ทำให้หลิวต้าฝู่กลายเป็นแบบนี้กัน”


ทันทีที่หยาหยาสั่ง ทุกคนก็เริ่มเคลื่อนไหว รวมถึงม่อมั่วด้วย


เมื่อวานรับปากผู้ชมไว้ว่าวันนี้จะไลฟ์สด เธอจึงหันไปถามลู่สิงเฟิงกับลู่สิงอวิ๋น


“วันนี้จะใช้มือถือของใครไลฟ์ดีคะ?”


พอลู่สิงอวิ๋นได้ยิน ก็หยิบมือถือเครื่องใหม่ออกมา


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยา นี่ของขวัญให้คุณครับ”


“มือถือเหรอ?”


“ครับ เดี๋ยวไปเปิดซิมเพิ่ม ท่านเจ้าอาวาสน้อยก็ไลฟ์เองได้แล้ว”


“งั้นหยาหยาให้เงินนะคะ” หยาหยาหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา เป็นเงินที่ได้จากการขายยันต์คุ้มครองที่บ้านตระกูลลู่ครั้งก่อน


ลู่สิงอวิ๋นรีบปฏิเสธ


“จะรับเงินได้ยังไงครับ? ผมกับน้องห้ากินอยู่ที่สำนักซานชิงมาตลอด มือถือเครื่องนี้ก็แค่ค่าอาหารกับค่าที่พักเท่านั้น”


หยาหยาคิดดูแล้ว ก็จริง


เธอจึงไม่ยืนกรานจะให้เงินอีก รับมือถือมา แล้วให้ลู่สิงอวิ๋นช่วยสอนวิธีเชื่อมอุปกรณ์ไลฟ์


ลู่สิงเฟิงทำหน้าเศร้า


“พี่สี่ใจร้ายจริงๆ บัญชีผมโดนแบนไม่พอ ยังทำให้ต่อไปท่านเจ้าอาวาสน้อยหยาหยาไม่ต้องการผมอีกแล้ว”


หยาหยากำลังทดลองไลฟ์อยู่ จึงไม่ได้สนใจลู่สิงเฟิง


แต่ลู่สิงอวิ๋นกลับเงยหน้าขึ้น มองน้องชายอย่างภูมิใจ


“น้องห้า หัดไว้บ้างสิ พี่สี่ของนายยังรู้เรื่องกว่านายอีก”


ลู่สิงเฟิงแทบจะถูกลู่สิงอวิ๋นทำให้โมโหตาย


“แต่เรื่องไลฟ์สด ผมเก่งกว่าพี่แน่นอน!”


เขาคว้ามือถือของลู่สิงอวิ๋นมา เปิดไลฟ์ผ่านบัญชีของลู่สิงอวิ๋นก่อน จากนั้นให้หยาหยาเอาบัญชีใหม่ไปแปะไว้ในไลฟ์


พอเห็นว่าคนดูออนไลน์ทะลุห้าพันภายในไม่ถึงนาที ลู่สิงเฟิงก็พูดทันที


“ทุกคนครับ ตอนนี้สำนักซานชิงมีบัญชีทางการของตัวเองแล้ว ต่อไปจะใช้บัญชีทางการไลฟ์ รบกวนทุกคนช่วยแจ้งในกลุ่มแฟนคลับด้วยนะครับ”


ลู่สิงเฟิงกดเชื่อมภาพ ทำให้ในไลฟ์ปรากฏใบหน้ากลมป่องของหยาหยา


เธอยังไม่ได้แชร์ภาพออกไป แต่พอเห็นแบบนั้นก็รีบให้อาปาเริ่มทำงานทันที


มีคนพิมพ์ถามในแชต


[วันนี้ไลฟ์อะไรเหรอ?]


หยาหยายิ้มตาหยี


“วันนี้พวกเราจะไปหาเจ้าหนูกันค่ะ~”


จบตอน

Post a Comment

0 Comments