NV002 ep97-110

บทที่ 97: หลิวเหวินซินแต่งงาน


ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทำให้หลี่เหมยเหลียนงงไปชั่วขณะ


ทั้งสองนั่งลง สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอย่างเป็นมิตร


“พี่สะใภ้ อุตส่าห์มาหาฉันถึงนี่ ถือว่าเป็นแขก ฉันจะให้พี่ไปทำงานกวาดบ้านได้ยังไง ถ้าพ่อกับแม่รู้เข้า ฉันโดนว่าแน่ ฉันว่าพี่อยู่เที่ยวที่นี่สักสองสามวัน เดินดูรอบๆสบายๆ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นจะดีกว่า”


“เหมียวเหมียว ฉันไม่ต้อง—” หลี่เหมยเหลียนกำลังจะบอกว่าเธอไม่ได้มาพัก แต่สวี่เหมียวเหมียวไม่เปิดโอกาสให้พูดต่อ


“พี่สะใภ้ สวี่เมิ่งเป็นรุ่นหลาน ฉันจะให้ทำงานก็ได้ แต่พี่เป็นผู้ใหญ่ ฉันจะใช้พี่ทำงานไม่ได้ ถ้าคนในหมู่บ้านรู้ ฉันโดนเขานินทาแน่ เรื่องนี้ไม่ต้องพูดแล้วนะ เดี๋ยวเที่ยงฉันทำของอร่อยให้กิน”


น้ำเสียงจริงใจเหมือนคิดแทนอีกฝ่ายทุกอย่าง พูดจบก็ลุกไปล้างหน้าที่ครัวทันที ไม่สนใจว่าหลี่เหมยเหลียนจะคิดยังไง


เชิญเข้าบ้านง่าย แต่ไล่ออกยาก ถ้าให้หลี่เหมยเหลียนเข้าไปในโรงขนมปังจริงๆ นั่นแหละคือปัญหา


ไม่ใช่แค่เธอ แม้แต่ซุนฟางฟางก็เคยขอเป็นร้อยครั้ง เธอก็ยังไม่เคยยอม


ล้างหน้าเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวกินขนมปังรองท้อง แล้วเริ่มทำอาหารกลางวันสี่อย่างหนึ่งซุป มีทั้งเนื้อและผัก กินเสร็จก็ไปนอนพักกลางวัน ตื่นมาก็พาหลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นไปจัดแปลงผักในลานบ้าน บางอย่างเริ่มปลูกได้แล้ว


ระหว่างนั้น หลี่เหมยเหลียนพยายามจะเข้ามาพูดหลายครั้ง แต่ก็ถูกสวี่เหมียวเหมียวหลบเลี่ยงไปหมด


ผ่านไปสองวัน หลี่เหมยเหลียนก็ทนไม่ไหว ขอกลับหมู่บ้านสวี่ สวี่เหมียวเหมียวรั้งไว้อย่างสุภาพ แต่เธอไม่ยอมอยู่ต่อ


ที่นี่ไม่ต้องทำงาน นอนตื่นสายได้ ไม่ต้องทำอาหาร กินดีทุกมื้อ เหมือนอยู่สวรรค์ ยิ่งอยู่นาน ยิ่งไม่อยากกลับ แต่ก็รู้ว่าอยู่ต่อไปไม่ได้


“พี่สะใภ้ บ่ายนี้ให้เหวินซินขับรถไถไปส่งนะ เดินกลับเหนื่อย” สวี่เหมียวเหมียวพูด


“ดีเลย ดีเลย” หลี่เหมยเหลียนตอบทันที


เธอไม่ได้โกรธอะไรสวี่เหมียวเหมียว แค่เสียดายที่ไม่ได้เข้าโรงขนมปัง


คนตั้งเยอะ จะเพิ่มเธออีกคนไม่ได้หรือไง แต่เห็นว่าอีกฝ่ายดูแลดี เธอก็ไม่อยากมีเรื่อง


ตอนเที่ยง สวี่เหมียวเหมียวเพิ่งทำอาหารเสร็จ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอยิ้มเล็กน้อย


หลี่เหมยเหลียนได้ยินแล้วตัวสั่นทันที จบแล้ว!


สวี่ชุ่ยจู๋พุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธจัด ตรงไปหาหลี่เหมยเหลียนทันที


“แม่...” หลี่เหมยเหลียนเสียงอ่อน


“อย่าเรียกฉันว่าแม่! ฉันไม่มีลูกสะใภ้แบบเธอ!” สวี่ชุ่ยจู๋จ้องเขม็ง


ถ้าไม่ใช่บ้านลูกสาว เธอคงลงไม้ลงมือไปแล้ว


“กล้าดีนะ กลับบ้านไปฉันจัดการเธอแน่!” เธอกัดฟันพูด


จากนั้นดื่มชาที่สวี่เหมียวเหมียวให้ เพื่อระงับอารมณ์ แล้วดึงตัวหลี่เหมยเหลียนกลับทันที กล้ามากที่แอบมาสร้างปัญหาให้ลูกสาวเธอ!


สวี่เหมียวเหมียวช่วยพูดให้ใจเย็น ชวนทั้งสองกินข้าวก่อน แล้วให้หลิวเหวินซินขับรถไถไปส่ง เธอไม่อยากให้สวี่ชุ่ยจู๋ต้องปั่นจักรยานกลับ เหนื่อยเกินไป


พอหลิวเหวินซินกลับมาเล่าว่า ทันทีที่ลงจากรถ สวี่ชุ่ยจู๋ก็ไล่ตีหลี่เหมยเหลียนทันที อีกฝ่ายวิ่งหนีไปทั่ว พร้อมร้องขอโทษ เขาตกใจจนไม่กล้ามอง รีบขับรถกลับมาเลย


สวี่เหมียวเหมียวฟังแล้วเสียดาย รู้อย่างนี้น่าจะไปดูเอง พลาดฉากเด็ดไปแล้ว


หลี่เหมยเหลียนคนนี้ไม่มีใครเอาอยู่ มีแค่สวี่ชุ่ยจู๋เท่านั้น และที่เธอมาได้ก็เพราะสวี่เหมียวเหมียวโทรไปบอก ไม่อย่างนั้นก็คงไม่รู้


หลี่เหมยเหลียนโกหกว่ากลับบ้านแม่ ทุกคนเลยไม่รู้เรื่อง


จัดการปัญหาใหญ่ได้ สวี่เหมียวเหมียวก็ฉลอง เอาเนื้อวัวกับเนื้อแกะออกมาย่าง เตรียมทุกอย่างเรียบร้อย


หลิวเหวินซินช่วยทำเตาย่างในลานบ้าน เขาย่างไป สวี่เหมียวเหมียวก็นั่งอ่านนิยายไป กินเนื้อย่างไปอย่างสบายใจ ชีวิตดีเกินไปแล้ว


เวลาผ่านไปเร็ว อีกหนึ่งสัปดาห์ก็ถึงวันแต่งงานของหลิวเหวินซินกับสวี่ฉี


สวี่เหมียวเหมียวไม่ค่อยเข้าใจพิธี เลยเชิญหลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงมาช่วย ทุกอย่างทำตามคำแนะนำของทั้งสอง


ห้องแต่งงานก็คือห้องของหลิวเหวินซิน ใหม่และกว้าง จัดตกแต่งนิดหน่อยก็อยู่สบาย


คนที่ตื่นเต้นที่สุดคือหลิวเหวินซิน เวลาเจอทีไรหน้าเครียดปนยิ้ม สวี่เหมียวเหมียวส่ายหัวรู้สึกว่าน่าสงสาร กำลังจะเข้าหลุมแต่งงานแต่ยังไม่รู้ตัว


วันแต่งงาน เธอเลือกเป็นวันหยุด หลิวเหวินเซ่ากับหลิวเหวินเล่อกลับมาก่อนหนึ่งวัน เรื่องใหญ่แบบนี้พลาดไม่ได้


วันแต่งงาน สวี่เหมียวเหมียวถูกปลุกตั้งแต่ตีห้า หลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงเป็นคนจัดการทุกอย่าง เธอยืนงงเหมือนคนไม่เกี่ยวข้อง ดูไม่เหมือนแม่เจ้าบ่าวเลย


พอขบวนไปรับเจ้าสาวออกไป เธอก็หาว แล้วกลับไปนอนต่อ ไม่มีใครเรียก เธอเลยนอนยาวจนขบวนกลับมา ใจใหญ่จริงๆ


หลิวเหวินซินพาเจ้าสาวเข้าบ้าน เธอถึงลุกขึ้นมาช่วยงาน 


อาหารในครัวทำเสร็จเกือบหมดแล้วรอแค่ตั้งโต๊ะ หลี่หงอิงดันเธอเข้าไปในห้อง ให้ทำพิธีตามธรรมเนียมหลายอย่าง กว่าจะออกมาได้ก็แทบหมดแรง


คิดถึงลูกชายสี่คน ต้องจัดงานแต่งสี่ครั้ง เธอปวดหัวทันที


ไม่ได้เป็นคนแต่ง แต่ต้องเหนื่อย ถ้าไม่ใช่เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธออยากนั่งกินเฉยๆมากกว่า


ไม่นานก็เริ่มกิน คนในหมู่บ้านมาร่วมงานเยอะมาก โต๊ะตั้งเต็มลาน จนล้นออกไปถึงถนน


เป็นเรื่องปกติ บางบ้านยังตั้งไปถึงบ้านข้างๆ


สวี่เหมียวเหมียวจ้างพ่อครัวฝีมือดีมา พออาหารยกมา กลิ่นหอมมาก รู้ทันทีว่าเลือกไม่ผิด


อาหารหม้อใหญ่แบบบ้านนอก หอม อร่อย กินกันยาวเป็นชั่วโมง โต๊ะผู้หญิงกับเด็กเลิกก่อน โต๊ะผู้ชายยังนั่งดื่มหน้าแดงกันหมด


นอกจากหลิวเหวินเล่อ ลูกชายคนอื่นก็ดื่มไม่น้อย โดยเฉพาะหลิวเหวินซิน เจ้าบ่าวของงาน


โดนชนแก้วไม่หยุด


บทที่ 98: อาการหลังแต่งงาน


ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและคำชื่นชมไม่ขาดสาย หลิวเหวินซินก็ค่อยๆเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศ


เขามีความสุขมาก ใครเข้ามาชนแก้วก็ยกดื่มหมดไม่ปฏิเสธ ท่าทางซื่อๆแบบนั้นทำเอาสวี่เหมียวเหมียวได้แต่ส่ายหน้า


ปกติหลิวเหวินซินแทบไม่ค่อยดื่มเหล้า วันนี้เธอเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นคน “หน้าแดงเวลาเมา”


ทั้งคนเริ่มโซเซแทบยืนไม่อยู่ แต่ยังยกแก้วอยู่เลย


“ไปดูพี่ใหญ่หน่อย” สวี่เหมียวเหมียวหันไปบอกหลิวเหวินจวิ้น


หลิวเหวินจวิ้นเป็นคนหัวไวที่สุดในบ้าน แทบไม่ได้ดื่มเลย เรื่องไหนไม่อยากทำ เขามักมีวิธีเลี่ยงได้เสมอ


ไม่นาน เขาก็เดินไปดึงหลิวเหวินเซ่าออกมา ไม่รู้กระซิบอะไร ก่อนจะพาอีกฝ่ายออกมาได้สำเร็จ


“ฉะ...ฉันยังดื่มได้!” หลิวเหวินซินหลับตาตะโกน


หลิวเหวินจวิ้นพาเขามาหาสวี่เหมียวเหมียว สีหน้าลำบากใจ “แม่ เอายังไงดี?”


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพี่ชายเป็นแบบนี้ เหล้านี่ช่างน่ากลัวจริงๆ คนเงียบๆยังกลายเป็นคนพูดมากได้


“พาเขาไปนอนเถอะ” สวี่เหมียวเหมียวเองก็อึ้งเหมือนกัน ต้องให้เขาสงบสติหน่อย


จากนั้นเธอกลับไปในครัว ผสมน้ำผึ้งหม้อใหญ่ ให้ผู้หญิงในหมู่บ้านช่วยแจกคนที่เมา ส่วนเธอถือถ้วยหนึ่งไปที่ห้องหลิวเหวินซิน


สวี่ฉีกำลังดูแลเขาอยู่ พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวก็เกร็งเล็กน้อย “น้า...”


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอ่อน “แต่งงานแล้ว เรียกว่าแม่สิ”


พูดจบก็ยื่นซองแดงให้ “เงินเปลี่ยนคำเรียก”


ข้างในใส่ไว้สองร้อยหยวน สวี่ฉีหน้าแดงเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะ แม่”


“เอาน้ำผึ้งนี่ให้เหวินซินดื่ม แก้เมาได้” สวี่เหมียวเหมียววางไว้ แล้วออกจากห้อง ปล่อยพื้นที่ให้คู่บ่าวสาว


ข้างนอก คนเมาก็ทยอยกลับกันไป หลี่หงอิงพาผู้หญิงในหมู่บ้านช่วยกันเก็บกวาด สวี่เหมียวเหมียวก็เข้าไปช่วยด้วย โต๊ะตั้งหลายสิบโต๊ะ กว่าจะเก็บเสร็จไม่ใช่เรื่องง่าย 


งานเลี้ยงครั้งนี้ เธอเตรียมอาหารไว้มาก แต่ละโต๊ะเหลือไม่น้อย สุดท้ายรวมกันได้เป็นสิบกะละมัง


สวี่เหมียวเหมียวแบ่งให้ผู้หญิงที่มาช่วยทุกคนกลับบ้าน ทุกคนดีใจกันมาก สมัยนี้ไม่มีใครถือเรื่องอาหารเหลือ 


จากนั้นก็แบ่งให้หลี่หงอิงกับคนในบ้าน รวมถึงสวี่ชุ่ยจู๋ด้วย แบ่งจนหมด


เธอเองไม่ค่อยชอบกินของเหลือ เลยไม่เก็บไว้เลย


พอเก็บโต๊ะ เก็บจาน เก้าอี้ทุกอย่างเสร็จ ก็ปาเข้าไปห้าโมงเย็น สวี่เหมียวเหมียวเหนื่อยจนหลังแทบหัก สมัยนี้ยังไม่มีใครไปจัดงานในร้านอาหาร ต้องทำเองที่บ้านทั้งหมด ทั้งเหนื่อยทั้งวุ่นวาย


เธอ.อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามีร้านแบบในเมืองก็คงดี แค่จ่ายเงิน ทุกอย่างก็เรียบร้อย ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้ เธอหวังว่าสักวันในอำเภอจะมีร้านแบบนั้น เพราะเธอยังมีลูกชายอีกตั้งสามคน


พอส่งแขกหมด สวี่เหมียวเหมียวก็ล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้ในลานบ้าน ท้องร้องจ๊อก


แย่แล้ว หิวอีกแล้ว แต่เหนื่อยเกินจะลุกไปทำอะไร


สวี่ฉีเดินออกมาจากห้อง ยิ้มแล้วถาม “แม่ เย็นนี้กินอะไรดีคะ เดี๋ยวหนูทำให้”


เธอชอบแม่สามีคนนี้มาก ให้ซองแดงก้อนใหญ่ แสดงว่าพอใจในตัวเธอ


“เพิ่งเข้าบ้าน จะให้ทำงานได้ยังไง” สวี่เหมียวเหมียวตะโกนเรียก


“เหวินจวิ้น ไปทำกับข้าวหน่อย”


หลิวเหวินจวิ้นออกมาทันที “แม่จะกินอะไร ผมทำให้”


“ต้มข้าวต้ม แล้วอุ่นซาลาเปา ผัดอีกสองอย่างก็พอ”


เธออยากกินอะไรเบาๆ เพราะมื้อเที่ยงเลี่ยนไปหน่อย


“ได้เลย” เขาตอบ แล้วเรียกหลิวเหวินเล่อมาช่วยจุดไฟ


สวี่ฉีเห็นน้องสามีกับน้องเขยไปทำอาหาร ตัวเองไม่ทำอะไร ก็รู้สึกเกร็ง


สวี่เหมียวเหมียวมองออก ชี้ไปที่เก้าอี้ “นั่งพักเถอะ วันนี้เธอก็เหนื่อยเหมือนกัน”


“แม่ ให้พวกเขาทำได้เหรอคะ?” สวี่ฉียังไม่มั่นใจ “ไม่งั้นหนูไปดูดีไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเบาๆ “ไม่ต้องหรอก พวกเขาทำเป็น”


เธอดึงสวี่ฉีให้นั่งลงอีกครั้ง


“ต่อไปที่นี่ก็คือบ้านของเธอ อยากทำอะไรก็ทำตามสบาย ไม่ต้องเกร็ง”


นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเป็นแม่สามี แต่เธอไม่คิดจะเข้มงวด เธอเคยอ่านเรื่องความสัมพันธ์แม่ผัวลูกสะใภ้มามาก ถ้าทำตามนั้นก็คงไม่มีปัญหา เธอจะไม่เป็นแม่ผัวใจร้ายแน่นอน


บ้านก็ไม่ได้ลำบาก งานก็ไม่เยอะ เธอจะไม่ยุ่งเรื่องของลูกกับสะใภ้ อยากนอนตื่นสายก็ให้นอน เพราะเธอเองก็ชอบเหมือนกัน


ถ้าสวี่ฉีไม่อยากอยู่ด้วยกันก็สร้างบ้านแยกก็ได้ ขอแค่เหตุผลสมควร เธอไม่ขัด


สวี่ฉีโล่งใจทันที ตอนแรกนึกว่าจะโดนตั้งกฎ แต่กลับได้ยินคำแบบนี้


ทั้งสองคุยกันเรื่อยๆอย่างสบายใจ สวี่ฉีรู้สึกว่าแม่สามีทั้งสวยและใจดี ไม่มีท่าทีถือตัวเลย เธอเริ่มคาดหวังชีวิตหลังแต่งงาน


ไม่นาน อาหารก็เสร็จ หลิวเหวินซินก็สร่างเมาแล้ว เขานั่งลงอย่างเขินๆ


“พี่ใหญ่ ตอนเมานี่ไม่เหมือนเดิมเลยนะ...” หลิวเหวินเล่อพูดไปกินไป


ยิ่งฟัง หลิวเหวินซินยิ่งหน้าแดง อยากมุดดินหนี เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นแบบนั้น


“เหวินเล่อ พอได้แล้ว เดี๋ยวพี่นายหนีไปจริงๆ” สวี่เหมียวเหมียวแกล้งหยอก


“โอเค โอเค ไม่พูดแล้ว!” เด็กน้อยรีบปิดปาก


ทุกคนหัวเราะ หลิวเหวินซินก้มหน้ากิน สีหน้าหงอยๆ เมียก็อยู่ตรงนี้ ยังจะมาแฉเขาอีก


มื้ออาหารจบลงอย่างครึกครื้น


กลางคืน จากห้องหลิวเหวินซินมีเสียงเบาๆเล็ดลอดออกมา สวี่ฉีพยายาม.อดกลั้นไม่ให้เสียงดัง บ้านมีคนเยอะ เธอไม่อยากให้ใครได้ยิน


คืนนั้น ทุกคนเหนื่อยมาก หลับสนิทไม่มีใครได้ยินอะไรเลย


เช้าวันถัดมา สวี่เหมียวเหมียวยังคงนอนต่อ ลุกไม่ขึ้นจริงๆ ทั้งแขนทั้งตัวปวดไปหมด


ตั้งแต่ผอมลง เธอก็ไม่ค่อยออกกำลังกาย เมื่อวานทำงานหนักเกินไป


สวี่ฉีตื่นขึ้นมา ข้างๆไม่มีหลิวเหวินซินแล้ว เธอมองออกไปเห็นฟ้าสว่างแต่ไม่มีใครอยู่เลย เริ่มรู้สึกกังวล เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ดึกมาก


ก่อนแต่ง แม่เธอเคยบอกว่าวันแรกต้องตื่นเช้า ไม่อย่างนั้นจะโดนพูดได้


เธอเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว


บทที่ 99: กลับบ้านแม่


แต่ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเธอตื่นสายแล้ว แย่แล้ว…


สวี่ฉีเดินวนไปทั่ว ทั้งห้องโถง ทั้งครัว ก็ยังไม่เห็นใครเลยสักคน สุดท้ายเธอจึงต้องเดินไปที่โรงขนมปังด้านหลัง


ทุกคนกำลังทำงานกันอยู่ เห็นเธอก็ยิ้มทักทาย สวี่ฉียิ้มตอบ แล้วในที่สุดเธอก็เห็นหลิวเหวินเล่อ!


เหมือนเจอผู้ช่วยชีวิต รีบวิ่งเข้าไปหา ดึงเขาไปคุยข้างๆ


“พี่สะใภ้ มีอะไรเหรอ?”


“คนในบ้านไปไหนกันหมด ทำไมเหลือแค่นายอยู่บ้าน?”


“พี่ใหญ่กับพี่สามไปส่งของ พี่รองอยู่ในห้องอ่านหนังสือครับ” หลิวเหวินเล่อตอบอย่างเรียบร้อย


“แล้วแม่ล่ะ?”


“แม่ยังนอนอยู่ครับ แต่คงใกล้ตื่นแล้วนะ” เขาพูดด้วยสีหน้าธรรมชาติ เหมือนเป็นเรื่องปกติ


เอ่อ… สวี่ฉีไม่รู้จริงๆ ที่แท้ก็มีคนอยู่บ้าน!


“พี่สะใภ้ หิวหรือเปล่า?” หลิวเหวินเล่อเหมือนนึกขึ้นได้


“ในครัวมีอาหารเช้าของพี่กับแม่ ถ้าหิวก็ไปกินได้เลย” ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย


บ้านนี้ถ้าไม่มีเขาจะทำยังไงนะ


“อ๋อ ได้สิ” สวี่ฉีตอบอย่างงงๆ


เธอยังปรับตัวกับความจริงที่ว่าแม่สามียังนอนอยู่ไม่ทัน หลิวเหวินเล่อวิ่งกลับไปทำขนมปังต่อ เขารู้สึกว่าสนุกมาก


“ฉีฉี ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะ?” สวี่เมิ่งหันมาเห็นเธอยืนเหม่ออยู่หน้าโรงขนมปัง


สวี่ฉีได้สติ ยิ้มดีใจ “เมิ่งเมิ่ง เธอมาทำงานที่นี่เหรอ?”


“ใช่สิ ฉันทำงานที่นี่ ลืมแล้วเหรอ?”


“อ๋อ จริงด้วย”


สวี่ฉีลากสวี่เมิ่งไปคุยข้างๆ มีเรื่องอยากถาม


“มีอะไร ทำลับๆล่อๆ” สวี่เมิ่งกระซิบ


“ฉันตื่นสาย กลัวแม่จะว่า” สวี่ฉีพูดอย่างกังวล “เธอเป็นหลานของแม่ น่าจะรู้ดีกว่า”


พอได้ยินแบบนั้น สวี่เมิ่งก็หัวเราะออกมา เอานิ้วจิ้มหน้าผากเธอเบาๆ


“คิดมากไปแล้ว ป้าฉันนิสัยดี แล้วก็ชอบนอนตื่นสายเหมือนกัน ไม่ว่าเธอหรอก”


“จริงเหรอ?”


“จริงสิ ฉันจะโกหกเธอทำไม แต่งเข้าบ้านนี้ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว!”


สวี่ฉีโล่งใจขึ้นมาก เดินไปเดินมา เธอก็เริ่มหิวเลยกลับไปที่ครัว


พอเข้าไป ก็เจอสวี่เหมียวเหมียวกำลังแปรงฟัน สายตาทั้งสองสบกัน สวี่ฉีเกร็งทันที


“แม่…สวัสดีค่ะ”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าระหว่างแปรงฟัน ทั้งสองนั่งกินอาหารเช้าด้วยกัน


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกเหมือนได้พลังกลับมาอีกครั้ง “วางจานไว้ เดี๋ยวฉันล้างเอง” เธอพูดพลางจะกลับไปหยิบเสื้อกันหนาว ตอนเช้ายังเย็นอยู่


สวี่ฉีรีบลุก “แม่ไปพักเถอะ เดี๋ยวหนูล้างเอง” พูดจบก็หยิบจานไปทันที


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้ห้าม “งั้นก็ขอบใจนะ” ทำอาหารเธอทำได้ แต่ล้างจานไม่ชอบ


พอเธอแต่งตัวเสร็จออกมา สวี่ฉีก็ล้างจานเรียบร้อยแล้ว


“แม่จะออกไปไหนเหรอ?”


“ไปดูบนเขาหน่อย”


“แล้วหนูล่ะ?” สวี่ฉีถาม


เธอเพิ่งมา ยังไม่รู้ว่าควรทำอะไร


สวี่เหมียวเหมียวคิดอยู่พักหนึ่ง ในบ้านก็ไม่มีงานอะไรให้ทำ งานในนาก็ไม่จำเป็นต้องให้สะใภ้ทำ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็คงเบื่อ


จู่ๆเธอก็นึกออก “ถ้าเบื่อ ไปเรียนทำเค้กกับเมิ่งเมิ่งก็ได้นะ”


ให้เพื่อนสนิทได้คุยกัน คงไม่เหงา


“ดีเลยค่ะ!” สวี่ฉีตอบทันที เธอชอบกินเค้กมาก ถ้าได้เรียนทำคงดีมาก


สวี่เหมียวเหมียวถอนหายใจอย่างโล่ง.อก 


จัดการเรียบร้อยแล้ว เธอถือกระเช้าพร้อมพาเจ้าส้มขึ้นเขา วันนี้ตั้งใจจะไปหา “เมล็ดเอล์ม” เพราะอยากกินล้วนๆ ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า


เจ้าส้มพอขึ้นเขาก็วิ่งเล่นอย่างอิสระ เธอเคยคิดจะปล่อยกลับป่า แต่ลองแล้วมันไม่ยอมไป สุดท้ายก็เลยเลี้ยงต่อ


เดินไปสักพัก สวี่เหมียวเหมียวตาโต ต้นเอล์มเต็มไปหมด! รวยแล้ว รวยแล้ว รวยแล้ว! เธอรีบเก็บอย่างดีใจ


ตอนนี้เป็นช่วงที่เมล็ดเอล์มอร่อยที่สุด จะเอาไปนึ่งหรือทำเป็นขนมก็ได้


ไม่นานตะกร้าก็เต็ม “เจ้าส้ม กลับบ้านกัน!” เจ้าส้มวิ่งมาหาทันที


คนกับเสือเดินลงเขา กลับถึงหมู่บ้านไม่นาน


ชาวบ้านตอนนี้รักเจ้าส้มมาก รู้ว่าไม่กัด คนกล้าหน่อยยังเข้ามาลูบ มันกลายเป็นขวัญใจหมู่บ้านไปแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวกลับถึงบ้าน คัดล้างเมล็ดเอล์ม แล้วเริ่มทำอาหาร นึ่งเมล็ดเอล์ม ผัดพริกกับไข่ ไข่เยอะ พริกก็เยอะ


ตั้งแต่เลี้ยงไก่บนเขา ไข่ก็มีไม่ขาด ชาวบ้านยังมาซื้อไก่ ไข่ไก่ และกระต่ายจากเธอ หลิวเหวินซินต้องไปส่งของที่ร้านในอำเภอเป็นประจำ


มีทั้งซี่โครงตุ๋น หมูแดง และไข่นึ่ง กินกับข้าวสวยก็อิ่มแล้ว


อาหารเพิ่งเสร็จ หลิวเหวินซินก็ขับรถไถกลับมา


“ไปเรียกเมิ่งเมิ่งกับฉีฉีมากินข้าว” สวี่เหมียวเหมียวตะโกน


เขากำลังจะไป ทั้งสองก็กลับมาพอดี สวี่ฉีเห็นอาหารเต็มโต๊ะก็ตกใจ 


กินแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ? ฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!


“ฉีฉี มานั่งสิ ยืนทำไม” สวี่เหมียวเหมียวเรียก


พอกินข้าว ทุกคนก็กินอย่างเดียวไม่ค่อยพูด สวี่ฉีเริ่มเชื่อคำสวี่เมิ่งแล้ว แม่สามีดีจริงๆ


เธอแค่ล้างจานมื้อเช้า ตอนเที่ยงมัวเรียนทำเค้กจนลืมเวลา แม่ก็ไม่ว่าอะไรเลย ครั้งหน้าเธอต้องช่วยทำอาหารบ้าง


ตอนบ่าย สวี่เหมียวเหมียวได้รับโทรศัพท์จากสวีเฉิง รู้ว่าหลิวจื้อเฉียงถูกปล่อยตัวแล้ว แต่ร้านหลิวจี้กลับซบเซา ส่วนร้านสวีจี้กลับขายดีมาก


ในสาย สวีเฉิงชมเธอไม่หยุด สวี่เหมียวเหมียวทนไม่ไหว รีบหาข้ออ้างวางสาย


เธออาจหน้าหนาหน่อย แต่โดนคนวัยเดียวกันชมแบบนี้ มันแปลกๆยังไงไม่รู้


ไม่นานก็ถึงวันที่สวี่ฉีต้องกลับบ้านแม่ สวี่เหมียวเหมียวเตรียมของตั้งแต่เช้า มีทั้งของจากตลาด ของจากระบบ และของที่เลี้ยงเอง รวมแล้วกว่าสิบอย่าง


สวี่ฉีเห็นแล้วรู้สึก.อบอุ่นใจมาก แม่สามีใส่ใจเธอขนาดนี้เลยเหรอ!


บทที่ 100: เจียงหลานหลานเมารถ


สวี่ฉีไม่ใช่คนที่สนใจหน้าตาอะไรนัก แต่เมื่อได้รับการดูแลอย่างจริงใจจากแม่สามีแบบนี้ เธอก็อดซาบซึ้งไม่ได้ ใครจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้บ้าง?


ทางฝั่งบ้านแม่


หลัวเหมยเตรียมกับข้าวกับเหล้าไว้ตั้งแต่เช้า รอวันที่ลูกสาวกับลูกเขยกลับมาเยี่ยม ตั้งแต่เช้าก็ออกไปมองหน้าบ้านหลายรอบแล้ว


พอได้ยินเสียงรถไถ เธอก็รีบเดินออกไปด้วยความดีใจ เป็นลูกเขยจริงๆ!


“พ่อเหยียน รีบออกมาเร็ว!”


สวี่เหยียนรีบเดินออกมา พลางจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย รถไถจอดลง


สวี่ฉีกระโดดลงมา แล้วพุ่งเข้าไปกอดแม่


“กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว เข้ามาเร็ว” หลัวเหมยมีเรื่องจะถามลูกสาวเต็มไปหมด


หลิวเหวินซินทักทาย แล้วไปยกของจากรถ สวี่เหยียนเพิ่งเห็นของบนรถ ตาหยีด้วยความดีใจ


บ้านฝ่ายนั้นใจกว้างจริงๆ แต่งงานแล้วก็ยังเอาของมาให้อีกตั้งมากมาย


ตอนแรกเขายังกังวลว่าลูกสาวจะอยู่ไม่ดี ตอนนี้ดูแล้ว คงคิดมากไปเอง หลิวเหวินซินถูกเชิญเข้าบ้านอย่าง.อบอุ่น 


อีกด้านหนึ่ง


สวี่เหมียวเหมียวกำลังเก็บกวาดบ้าน ได้ยินเสียงคนเรียกจึงออกไปดู เป็นหลิวเอ้อหู่กับเจียงหลานหลาน เธอแปลกใจเล็กน้อย


“มีอะไรหรือเปล่า?”


หลิวเอ้อหู่ทำท่าลังเล อยากพูดแต่ก็ไม่กล้า เจียงหลานหลานยิ่งหน้าแดง ก้มหน้าไม่กล้าเงย สวี่เหมียวเหมียวเริ่มงง


“มีอะไรก็พูดมาเลย เกิดอะไรขึ้น?” อารมณ์เธอเริ่มขึ้นนิดๆ


หลิวเอ้อหู่กัดฟัน ฮึดขึ้นมาเป็นลูกผู้ชาย รีบเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา พูดจบก็จ้องเธออย่างมีความหวัง


เจียงหลานหลานก้มหน้าจนแทบจะมุดดิน ทั้งอายทั้งรู้สึกผิด สวี่เหมียวเหมียวพอเข้าใจแล้ว แต่เรื่องนี้เธอก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก


“ฉันรู้จักแค่สวีเฉิงในเมือง เขาเปิดร้าน ไม่รู้จะรู้จักหมอหรือเปล่า แต่ฉันจะลองถามให้ ว่าเขาช่วยได้ไหม” สิ่งที่เธอทำได้มีแค่นี้


“ขอบคุณครับ อาสะใภ้สาม”


“รบกวนด้วยนะอาสะใภ้สาม”


“ถ้ามีข่าวแล้ว ฉันจะบอก”


หลังจากทั้งสองกลับไป สวี่เหมียวเหมียวก็โทรหาสวีเฉิง อีกฝ่ายรับสายเร็วมาก


“คือแบบนี้นะ ฉันมีเรื่องอยากรบกวน…”


เธอรู้สึกเกรงใจที่ต้องให้ผู้ชายไปถามเรื่องแบบนี้


“ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ”


“ไม่มีปัญหา ผมรู้จักผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาชนแห่งหนึ่ง เดี๋ยวผมโทรให้เลย” สวีเฉิงตอบทันที


“งั้นรบกวนด้วยนะ” สวี่เหมียวเหมียวอึ้งไปนิด ไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนี้


“ไม่ต้องเกรงใจ บอกชื่อมา เดี๋ยวผมนัดให้ เสร็จแล้วจะติดต่อกลับ”


“โอเคค่ะ”


วางสายแล้ว สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณอีกแล้ว ต้องหาโอกาสคืนให้ เธอไม่ชอบติดหนี้ใคร


ตอนบ่าย หลิวเหวินซินกับสวี่ฉีกลับมา ของที่เอาไปก็มีบางส่วนเอากลับมา สวี่เหมียวเหมียวเห็นแล้วก็พอเข้าใจ บ้านฝ่ายนั้นก็เป็นคนดีเหมือนกัน


สองวันต่อมา สวีเฉิงโทรมา บอกว่าสามารถไปได้เลย แค่ไปแจ้งชื่อที่หน้าเคาน์เตอร์


สวี่เหมียวเหมียวขอบคุณ แล้วไปหาหลิวเอ้อหู่ทันที เขากำลังจะออกไปทำงานพอดี


“อาสะใภ้สาม”


“โรงพยาบาลนัดให้แล้ว พรุ่งนี้ไปได้เลย ไปแจ้งชื่อที่เคาน์เตอร์ก็พอ” เธออธิบายให้ฟัง


“แต่ค่ารักษาต้องจ่ายเองนะ อย่าลืมเอาเงินไป” เธอเน้นอีกครั้ง


“ครับ ขอบคุณมาก” หลิวเอ้อหู่ดีใจจนแทบร้องไห้


สวี่เหมียวเหมียวคิดแล้วพูด “พรุ่งนี้ออกเช้าๆ ฉันไปด้วย”


หลิวเอ้อหู่ซาบซึ้งจนพูดไม่ออก ไม่คิดว่าสะใภ้สามจะดีขนาดนี้ กลัวพวกเขาหาทางไม่ถูกเลยจะไปด้วย


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้อธิบาย พูดจบก็เดินกลับ


จริงๆแล้ว เธอไม่ได้ไปเพื่อช่วยอย่างเดียว ช่วงนี้บ้านไม่มีอะไรต้องกังวล มีเงินเก็บอยู่บ้าง เธออยากไปดูบ้านในเมือง ถ้ามีที่เหมาะๆจะซื้อไว้ ยังไม่อยู่ก็เก็บไว้ก่อน กำไรแน่นอน


บ้านในเมืองมีค่ามากกว่าที่อำเภอ และราคาขึ้นได้อีกมาก


หลังอาหาร สวี่เหมียวเหมียวบอกทุกคนว่าจะไปเมือง คนอื่นๆชินแล้ว


สวี่ฉีแปลกใจนิดหน่อย แต่ไม่ได้ถาม ในใจยิ่งนับถือแม่สามี เลี้ยงลูกสี่คนได้ ทำธุรกิจได้ ยังติดต่อค้าขายในเมืองได้อีก ไม่ธรรมดาเลย


ช่วงนี้ สวี่เมิ่งพูดถึงแม่สามีจนเธอเริ่มคล้อยตาม มองแม่สามีเหมือนไอดอลไปแล้ว


“ฉันจะไปเมืองสองสามวัน ทุกคนทำงานตามปกติ บ้านฝากสวี่ฉีดูนะ ถ้ามีปัญหา ไปหาย่าของเหวินซิน หรือรอฉันกลับมาก็ได้” สวี่เหมียวเหมียวจัดการ ทุกคนไม่มีปัญหา 


สวี่ฉีแปลกใจ แต่ก็พยักหน้า ไม่คิดว่าแม่สามีจะไว้ใจขนาดนี้ เธอรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญขึ้นมา


“อ้อ ฉันจะซื้อของฝากมาฝากนะ” สวี่เหมียวเหมียวพูดปิดท้าย ทำให้สวี่ฉีเริ่มตั้งตารอ


ก่อนนอน หลิวต้าหลอกับหลี่ซิ่วหัวมาหา พูดขอบคุณเล็กน้อย สวี่เหมียวเหมียวตอบไปไม่กี่คำ ก็กลับไปนอน


วันถัดมาเธอตื่นเช้า ไม่กินข้าวก็ขึ้นรถวัวไปเลย เธอเคยไปแล้วเลยชินทาง พอถึงอำเภอก็ขึ้นรถบัสต่อ หลิวเอ้อหู่กับเจียงหลานหลานไม่ค่อยเคยนั่งรถ รถยังไม่ถึงครึ่งทาง เจียงหลานหลานก็อาเจียน


โชคดีที่คนไม่เยอะ ไม่กระทบคนอื่น 


สวี่เหมียวเหมียวเตรียมถุงไว้แล้ว ส่งให้ทันที แล้วถอยออกมาอย่างรวดเร็ว


ตอนเปลี่ยนรถ เจียงหลานหลานรีบลงมาแทบจะหมดแรง ถ้าย้อนเวลาได้ เธอจะไม่ขึ้นรถเด็ดขาด


“เอ้า บ้วนปากหน่อย ดื่มน้ำ กินยาน่าจะดีขึ้น” สวี่เหมียวเหมียวส่งยาแก้เมารถให้


ดูจากสัมภาระ ก็รู้ว่าทั้งคู่เอามาแค่เงิน กินยาแล้วอาการก็ดีขึ้นบ้าง ทั้งสามขึ้นรถต่อ


ตลอดทาง เจียงหลานหลานนั่งตัวตรง หลับตาครึ่งหนึ่ง ผ่านไปนานในที่สุดก็มาถึงเมือง สวี่เหมียวเหมียวหิวจนท้องแฟบ


“ไปหาอะไรกินก่อน แล้วค่อยไปโรงพยาบาล”


หลิวเอ้อหู่ไม่มีปัญหา ส่วนเจียงหลานหลานไม่มีแรงแม้แต่จะพูดแล้ว


บทที่ 101: ดูถูกคนจน


สวี่เหมียวเหมียวหาร้านอาหารจานด่วนแห่งหนึ่งแล้วเดินเข้าไป วางกระเป๋าที่พกมาลง ก่อนจะเดินไปเลือกอาหารทันที


เธอเลือกอย่างรวดเร็วสามอย่างหนึ่งซุป แล้วนั่งลงทันที ถ้ายังไม่ได้กินข้าวตอนนี้ คงจะหิวจนลอยขึ้นฟ้าแล้ว


ทางด้านหลิวเอ้อหู่ยังคงเป็นห่วงเจียงหลานหลาน เขาเองก็หิวมาก แต่เห็นภรรยาไม่สบายแบบนี้ ก็ไม่มีอารมณ์จะกิน โชคดีที่เจียงหลานหลานพักสักครู่ก็เริ่มดีขึ้น หลิวเอ้อหู่จึงไปตักอาหาร


เขาเลือกกับข้าวสองอย่างที่เป็นผัก กับข้าวสองจาน น่าจะพอกินสองคน เขาตั้งใจจะกินน้อยหน่อย เก็บกับข้าวไว้ให้ภรรยา ออกมาข้างนอกยังต้องไปโรงพยาบาล ต้องประหยัดเงิน


สวี่เหมียวเหมียวเห็นทุกอย่างแต่ไม่ได้พูดอะไร เธอกินเร็วมาก พอกินเสร็จก็ค่อยๆจิบน้ำซุป แล้วเอ่ยถาม


“เจ้าของร้าน ทั้งหมดเท่าไหร่?”


“อาสะใภ้สาม ผมจ่ายแล้วครับ” หลิวเอ้อหู่ยิ้ม


อาสะใภ้สามอุตส่าห์มาช่วยพวกเขา จะเลี้ยงข้าวง่ายๆสักมื้อก็สมควรแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า เด็กคนนี้ใช้ได้ทีเดียว


หลังจากกินเสร็จ ทั้งสามถามทาง แล้วขึ้นรถบัสไปโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่หนึ่ง


สวี่เหมียวเหมียวไปแจ้งชื่อที่เคาน์เตอร์ จากนั้นพาขึ้นไปชั้นสาม


หน้าห้องสูตินรีเวช “นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ” เธอตบที่นั่งข้างๆ


หลิวเอ้อหู่พยุงเจียงหลานหลานมานั่ง รอไม่นาน พยาบาลก็เรียกชื่อ


“คนถัดไป เจียงหลานหลาน”


หลิวเอ้อหู่พาเธอลุกขึ้น สวี่เหมียวเหมียวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง


“ฉันรออยู่ข้างนอกนะ” เธอเข้าไปด้วยไม่เหมาะ


“ครับ” ทั้งสองเดินเข้าไป


สวี่เหมียวเหมียวเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปด้านล่าง


จากชั้นสาม มองเห็นทั้งโถงโรงพยาบาลและทางเข้าอย่างชัดเจน เธอเท้าคางมองผู้คนที่เดินไปมา บางคนยิ้ม บางคนเคร่งเครียด ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน


เธอเผลอคิดอะไรไปเรื่อย โรงพยาบาลเป็นที่ที่ทำให้เห็นชีวิตหลายรูปแบบ แต่ละคนก็มีความรู้สึกต่างกัน


ไม่รู้ว่าเธอยืนเหม่อนานแค่ไหน จนได้ยินเสียงหลิวเอ้อหู่


สวี่เหมียวเหมียวได้สติ เดินกลับไปหา “เป็นยังไง หมอว่าอะไร?”


หลิวเอ้อหู่หน้าแดง หลีกสายตา ไม่กล้าพูด เจียงหลานหลานจึงกระซิบเบาๆ


“หมอบอกว่าเป็นปัญหาของเอ้อหู่ค่ะ ให้ยาไปปรับร่างกาย ส่วนฉันสุขภาพดี” น้ำเสียงเธอโล่งใจเล็กน้อย


ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่ปรับตัวสักพักก็ได้ ที่สำคัญ…ไม่ใช่เธอมีปัญหา! แรงกดดันในใจหายไปทันที


คนส่วนใหญ่มักคิดว่ามีลูกไม่ได้เป็นความผิดของผู้หญิง วันนี้เธอเพิ่งรู้ว่าผู้ชายก็มีส่วนได้ แต่เพื่อรักษาหน้าสามี เรื่องนี้คงไม่ควรบอกใคร


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แปลกใจ


สำหรับเธอ เรื่องแบบนี้ธรรมดามาก


ในชีวิตก่อน ผู้ชายหลายคนใช้ชีวิตไม่ดี นอนดึก ดื่มเครื่องดื่มแทนน้ำ มีลูกไม่ได้ก็เยอะ ไม่น่าแปลกอะไร


หลิวเอ้อหู่เห็นว่าเธอไม่มองเขาแปลกๆก็โล่งใจ แต่หน้าก็ยังแดงอยู่


หลังรับยา ทั้งสามออกจากโรงพยาบาล


สวี่เหมียวเหมียวหันไปถาม “จะเดินเล่นไหม ถ้าไม่ก็กลับเลยก็ได้”


“แล้วอาสะใภ้สามล่ะ?” หลิวเอ้อหู่ถาม


“ฉันมีธุระ” เธอคิดถึงทำเลบ้านในเมือง แน่นอนว่ากลางเมืองยิ่งมีมูลค่า


“อาสะใภ้สามไปคนเดียวได้เหรอ?” เขายังเป็นห่วง


เจียงหลานหลานดึงแขนเขา “งั้นพวกเรากลับก่อนนะ ขอบคุณมากค่ะ”


“อืม” สวี่เหมียวเหมียวโบกมือ


ทั้งสองเดินไป หลิวเอ้อหู่หันกลับมามองหลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้าขัดภรรยา


“หลานหลาน เราปล่อยอาสะใภ้สามไว้คนเดียวไม่ได้” 


เดินไปได้สักพัก เขาก็รวบรวมความกล้าพูด แอบหันไปดูด้านหลัง แต่สวี่เหมียวเหมียวไม่อยู่แล้ว


“เธอไม่ใช่มาครั้งแรก มีธุระแน่นอน เราตามไปก็เกะกะ” เจียงหลานหลานอธิบาย


จริงๆแล้ว คนที่น่ากังวลคือพวกเธอเอง เพราะเธอจำทางกลับไม่ได้


“เมียฉันฉลาดจริงๆ!” หลิวเอ้อหู่ดีใจมาก


“แน่นอนสิ” เจียงหลานหลานยิ้มภูมิใจ “แล้วเธอจำทางกลับได้ไหม?”


หลิวเอ้อหู่ส่ายหัว เขามัวแต่ห่วงภรรยา ไม่ได้ดูทางเลย ถึงดูก็คงไม่ช่วย เพราะเขาเป็นคนหลงทางง่าย


“ฉันก็จำไม่ได้”


“แล้วจะทำยังไงดี?” เจียงหลานหลานเงียบไป


ทางด้านสวี่เหมียวเหมียว หลังแยกจากทั้งสอง เธอก็เดินดูรอบเมือง ซื้อแผนที่เมืองหนิงอันจากแผงข้างทาง


จากแผนที่ เธอมองหาทำเลดี สายตาไปหยุดที่ “หมู่บ้านเทียนหัว” กับ “หมู่บ้านเล่อซาน” สองที่นี้อยู่ใกล้กัน ทำเลดี แต่ต้องไปดูจริงก่อน


เธอขึ้นรถบัส ไปลงที่หน้าหมู่บ้านเทียนหัว ไม่ถามยาม แต่เดินตรงไปสำนักงานขาย


“สวัสดีค่ะ ฉันอยากสอบถามเรื่องบ้าน” 


เธอพูดสุภาพ แต่พนักงานหญิงกลับมองเธอด้วยสายตาดูถูก แล้วหันหน้าหนี ท่าทางเหมือนไม่อยากสนใจ ทำให้เธอนึกถึงครั้งแรกที่ไปร้านหลิวจี้ คนแบบนี้มีอยู่ทุกที่


เธอไม่ใส่ใจ เดินไปหาพนักงานสาวอีกคน “สวัสดีค่ะ ยังมีบ้านขายไหม?”


หญิงสาวมองอีกคนอย่างลังเล พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดอะไร จึงกล้าตอบ


บทที่ 102: กลโกง


“มีบ้านค่ะ เดี๋ยวฉันพาไปดูนะคะ” พนักงานชั่วคราวข่งเสวี่ยยิ้มอย่างเขินๆให้สวี่เหมียวเหมียว


ข่งเสวี่ยพาเธอมานั่งที่เก้าอี้ แล้วหยิบสมุดสองเล่มออกมา เป็นข้อมูลบ้านของสองโครงการ


เธอเปิดหน้าที่เหมาะให้ดูอย่างใส่ใจ


“หลังนี้ หลังนี้ แล้วก็หลังนี้ สามารถไปดูได้หมดค่ะ บ้านตกแต่งพร้อมอยู่ มีทั้งใหญ่และเล็ก ถ้าคุณอยากได้แบบไหน บอกฉันได้เลยนะคะ ฉันจะพยายามหาที่เหมาะที่สุดให้” ข่งเสวี่ยพูดชัดเจน ยิ้มแย้ม ดูเป็นมืออาชีพ และบริการดีมาก


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าอย่างพอใจ “พาไปดูทั้งหมดได้ไหม?”


พรวด!


“ฮ่าๆๆ” ยังไม่ทันที่ข่งเสวี่ยจะตอบ หวังเยี่ยนก็หัวเราะเยาะออกมา


“ข่งเสวี่ย ฉันเตือนไว้ก่อนนะ คนแบบนี้ถ้าซื้อบ้านได้ ฉันจะตัดหัวตัวเองมาเตะเป็นลูกบอล!”


เธอขายบ้านมาหลายปี ดูออกตั้งแต่แรกว่าใครมีเงินหรือไม่มี ผู้หญิงคนนี้หน้าตาดี ผิวขาวก็จริง แต่การแต่งตัวดูบ้านนอกสุดๆ เสียดายหน้าตาดีๆจริงๆ


หวังเยี่ยนแอบอิจฉาอยู่ลึกๆ ตัวเองก็ไม่โดนแดด ทำไมไม่ขาวแบบนั้นบ้าง?


สวี่เหมียวเหมียวเริ่มมีอารมณ์ ผู้หญิงคนนี้ยั่วโมโหซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอมองไปที่ข่งเสวี่ย แล้วพูดช้าๆ


“พาฉันไปดูบ้านที่ดีที่สุดของที่นี่ ราคาไม่ใช่ปัญหา”


ข่งเสวี่ยไม่ลังเลเลย “ได้ค่ะ ที่นี่มีโซนวิลล่า สนใจไหมคะ?”


“แน่นอน” สวี่เหมียวเหมียวยิ้มมุมปาก


วันนี้เธอจะซื้อบ้านที่แพงที่สุด ตบหน้าผู้หญิงคนนั้นให้ดู!


หวังเยี่ยนสะดุ้งเล็กน้อย เริ่มสงสัยว่าตัวเองดูผิดหรือเปล่า แต่ก็ยังทำหน้าไม่สนใจและเงียบลง ในใจเริ่มรู้สึกไม่ดี


ข่งเสวี่ยพาเธอไปดูโซนวิลล่าทันที ระหว่างทาง ทั้งสองคุยกัน สวี่เหมียวเหมียวจึงรู้ว่า ข่งเสวี่ยเป็นนักศึกษาปีสี่มหาวิทยาลัยหนิงอัน ใกล้จะเรียนจบแล้ว


ช่วงที่ไม่มีเรียน เธอจะมาทำงานพิเศษ หาเงินค่าใช้จ่าย


ส่วนผู้หญิงที่หัวเราะเยาะชื่อหวังเยี่ยน ทำงานที่นี่มาหลายปี อาศัยความเป็นพนักงานเก่า คอยกลั่นแกล้งคนใหม่ แถมยังแย่งลูกค้าประจำ


นักศึกษาอย่างข่งเสวี่ย ไม่กล้าสู้ หลายคนลาออกเพราะเธอ มีแค่ข่งเสวี่ยที่ยังทนอยู่


สวี่เหมียวเหมียวแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นนักศึกษา ยุคนี้นักศึกษาหายากมาก


หลังดูวิลล่า ข่งเสวี่ยพาไปดูห้องชุดขนาดใหญ่หลายห้อง ตามที่สวี่เหมียวเหมียวต้องการ เพราะคนในบ้านเยอะ เล็กไปอยู่ไม่ได้


ดูไปกว่าสิบห้อง ในใจเธอเริ่มมีตัวเลือกแล้ว


“บ้านที่นี่ราคาเท่าไหร่?” เธอถาม


ข่งเสวี่ยตกใจเล็กน้อย คนมาซื้อบ้านแต่ไม่รู้ราคา? ปกติคนอื่นจะหาข้อมูลมาก่อน บางคนยังหาคนช่วยต่อราคา


เธอเก็บความแปลกใจไว้ 


“ที่นี่แพงกว่าที่อื่นค่ะ ห้องชุด60หยวนต่อตารางเมตร วิลล่า90หยวนต่อตารางเมตร”


สำหรับเธอ มันแพงมาก ทั้งชีวิตคงซื้อไม่ไหว ส่วนสวี่เหมียวเหมียวจะซื้อได้ไหม เธอก็ไม่แน่ใจ แต่ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด


สวี่เหมียวเหมียวตกใจมาก! ถ้าเทียบกับอนาคต ราคานี้ถูกจนน่าตกใจ แต่ในสายตาข่งเสวี่ย กลับคิดว่าเธอว่ามันแพง


เฮ้อ วันนี้คงขายไม่ได้อีกแล้ว แต่ก็ยังยิ้มไว้


ทันใดนั้น สวี่เหมียวเหมียวหยิบสมุดขึ้นมา ทำเครื่องหมายไว้


“หลังนี้ หลังนี้ แล้วก็หลังนี้ เอาหมด”


ข่งเสวี่ยนิ่งไป เธอเริ่มสงสัยว่าหูหรือสมองตัวเองมีปัญหา


ซื้อถึงสามหลังเลยเหรอ? เธอรู้สึกว่าตัวเองน่าจะป่วยมากกว่า


สวี่เหมียวเหมียวโบกมือหน้าเธอ “เป็นอะไร ดีใจเกินไปเหรอ? ช่วยทำเรื่องให้เสร็จก่อนค่อยดีใจก็ได้”


ข่งเสวี่ยได้สติ “คุณ…จะซื้อสามหลังจริงๆเหรอคะ?”


“ใช่ เลือกไว้แล้ว เอาทั้งหมดเลย” สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม


ข่งเสวี่ยกลืนน้ำลาย เธอแน่ใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้ฟังผิด เธอโชคดีสุดๆ!


“ขอถามอีกครั้งนะคะ คุณแน่ใจว่าจะซื้อสามหลังนี้?”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


ในใจข่งเสวี่ยแทบจะกรีดร้อง แต่ก็พยายามเก็บอาการ


“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันพาไปทำสัญญา” 


ทั้งสองกลับไปที่สำนักงาน ข่งเสวี่ยให้เธอนั่งรอ แล้วเอาเอกสารไปให้หัวหน้า


ไม่นาน หวังเยี่ยนถือสัญญามา


“นี่คือสัญญาค่ะ กรุณาตรวจสอบ ถ้าไม่มีปัญหาก็เซ็นได้เลย แล้วฉันจะพาไปโอนเงิน”


ท่าทีเปลี่ยนไปทันที ยิ้มแบบฝืนๆเหมือนไม่เคยดูถูกมาก่อน


“ข่งเสวี่ยล่ะ?” สวี่เหมียวเหมียวถาม


“เธอไปทำอย่างอื่นค่ะ เดี๋ยวฉันดูแลต่อเอง”


“อ้อ…” สวี่เหมียวเหมียวยิ้มมุมปาก


เรื่องแบบนี้มีทุกวงการ เธอหยิบสัญญามาอ่าน ใช้เวลาถึงยี่สิบนาที


หวังเยี่ยนเริ่มร้อนใจ รีบยื่นปากกาให้ “สัญญาเราไม่มีปัญหาค่ะ”


ในใจแอบดูถูก อ่านไปก็ไม่รู้จะเข้าใจไหม


“คุณอยากให้ฉันเซ็นมากเหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวถาม


“อยากค่ะ!” เธอพยักหน้ารัว


ออเดอร์ใหญ่ขนาดนี้ ค่าคอมมหาศาล เธอจะไม่อยากได้ได้ยังไง


พอรู้ตัวว่าแสดงออกเกินไป ก็รีบเก็บอาการ


สวี่เหมียวเหมียวพูดเสียงเรียบ


“อยากให้ฉันเซ็นก็ได้…ถ้าคุณตัดหัวตัวเองให้ฉันเอาไปเตะเล่น”


บทที่ 103: ถูกไล่ออก


คำพูดของสวี่เหมียวเหมียวเหมือนภูเขาลูกใหญ่กดทับลงบนร่างของหวังเยี่ยน


จบแล้ว… คราวนี้ยิ้มไม่ออกจริงๆ


หวังเยี่ยนฝืนยิ้มออกมา สีหน้าแย่ยิ่งกว่าร้องไห้


“คุณใจกว้าง อย่าถือสาฉันเลยนะคะ ฉันมันคนเล็กๆ”


ในใจเธอลนลานสุดๆ ดวงตากลอกไปมา คิดหาทางออกอย่างรวดเร็ว


จะทำยังไงดี? จะทำยังไงดี?


“ขอโทษจริงๆค่ะ ฉันผิดเอง อย่าให้เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ทำให้เรื่องใหญ่ของคุณเสียไปเลยนะคะ”


หวังเยี่ยนรีบอ่อนข้อสุดชีวิต ในใจเสียใจจนแทบอยากตบตัวเอง รู้อย่างนี้ตอนแรกไม่ไปหาเรื่องเขาก็ดีแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวพูดเสียงเรียบ “ฉันบอกเงื่อนไขไปแล้ว จะทำหรือไม่ทำ ก็เรื่องของคุณ”


หึ! ถ้าขอโทษแล้วจบได้ งั้นจะมีตำรวจไว้ทำไม?


หวังเยี่ยนสีหน้าลำบากใจ ไม่ว่าจะขอโทษยังไง สวี่เหมียวเหมียวก็ไม่สนใจ


ปกติเธอหยิ่งยโสมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องก้มหน้าขนาดนี้ ในใจร้อนรนเหมือนไฟเผา


จู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา— หรือว่า…อีกฝ่ายกำลังหลอกเธออยู่?


บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะซื้อบ้านไม่ได้เลย แค่หาข้ออ้างที่เธอทำไม่ได้มาเล่นงานเธอ ใครมันจะซื้อบ้านทีเดียวสามหลัง? ยังมีวิลล่าอีกหลังหนึ่งด้วย!


ซื้อบ้านนะ ไม่ใช่ซื้อผัก! ไม่ใช่ค้าส่ง!


ยิ่งคิด หวังเยี่ยนยิ่งมั่นใจว่าสวี่เหมียวเหมียวกำลังแก้แค้น สีหน้าก็เปลี่ยนทันที รอยยิ้มประจบหายไป กลายเป็นเย็นชา


“เธอกับข่งเสวี่ยสมรู้ร่วมคิดกันใช่ไหม?” เธอจะไม่โดนหลอกหรอก


สวี่เหมียวเหมียวเลิกคิ้วเล็กน้อย คนนี้เป็นอะไรไปอีก?


“ตั้งแต่ต้นจนจบ เธอไม่ได้คิดจะเซ็นสัญญาเลย ที่ทำมาทั้งหมดก็แค่อยากทำให้ฉันขายหน้า!”


หวังเยี่ยนกอด.อก สีหน้ามั่นใจเต็มที่


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเบาๆ นึกไม่ถึงว่าจะฉลาดเกินไปแบบนี้


แต่ก็เดาไม่ผิดนัก เธอไม่เคยคิดจะเซ็นสัญญากับหวังเยี่ยนอยู่แล้ว เธอแค่อยากสั่งสอน


ไม่ต้องลงไม้ลงมือ แค่ทำให้ “เห็นแต่กินไม่ได้” ก็พอ


เธอทำหน้าประหลาดใจยิ่งทำให้หวังเยี่ยนมั่นใจมากขึ้น


“ยาม! มานี่หน่อย! ไล่ผู้หญิงที่มาป่วนคนนี้ออกไป!”


ยามเข้ามา หัวหน้าที่ดูแลที่นี่ก็เข้ามาด้วย 


ข่งเสวี่ยเดินตามมาด้วยสีหน้าหม่นๆ เธอเพิ่งจัดสัญญาเสร็จ ก็โดนหวังเยี่ยนแย่งไป โดนทั้งขู่ทั้งเตือนจนไม่กล้าสู้ สุดท้ายต้องไปหาหัวหน้า


แต่หัวหน้ากลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ว่าใครจะขายได้ เขาก็ได้ส่วนแบ่งอยู่ดี สำหรับเขาไม่มีอะไรต่าง


“เกิดอะไรขึ้น?” อู่ชวงจ้องหวังเยี่ยนอย่างไม่พอใจ 


กล้าทำลูกค้ารายใหญ่ไม่พอใจได้ยังไง! เขาแทบอยากตบเธอสักสองที


หวังเยี่ยนไม่กลัวเลย เล่าเรื่องแบบใส่สีตีไข่


“เป็นไปไม่ได้!” ข่งเสวี่ยพูดสวนทันที


สวี่เหมียวเหมียวไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน เธอก็ไม่ได้ร่วมมืออะไรด้วย ใส่ร้ายกันชัดๆ!


“หึ แบบนี้แล้วยังไม่ยอมรับอีก งั้นเธออธิบายสิว่าทำไมเขาไม่เซ็น?” หวังเยี่ยนเยาะ ข่งเสวี่ยหน้าแดงก่ำ


“ใครบอกว่าต้องเซ็นวันเดียวกัน? เรื่องใหญ่แบบซื้อบ้าน ขอคิดอีกสองวันไม่ได้หรือไง!”


“พอได้แล้ว เลิกเถียง!” อู่ชวงตะโกนห้าม


ไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นยังไง เขาไม่อยากเสียลูกค้ารายใหญ่ไป 


เขาหันไปยิ้มให้สวี่เหมียวเหมียว “คุณผู้หญิง ถ้ายังไม่ตัดสินใจ วันนี้ไม่เซ็นก็ได้ครับ เรานัดวันอื่นก็ได้”


งานแบบนี้ต้องรักษาความสัมพันธ์ เผื่อลูกค้าเปลี่ยนใจ ไม่มีอะไรแน่นอน


สวี่เหมียวเหมียวมองเขา ก่อนจะพูดช้าๆ


“จริงๆแล้ว ฉันตั้งใจจะคิดดูก่อนนะ เพราะพนักงานของคุณบริการแบบนี้ ทำให้ฉันอารมณ์เสียมาก” สายตาเธอลอยไปทางหวังเยี่ยนอย่างชัดเจน ใครๆก็ดูออก


อู่ชวงหน้าไม่ดีนัก แต่ก็ยังยิ้ม


“ผมขอแทนหวังเยี่ยน ขอโทษคุณครับ”


ผู้หญิงคนนี้สร้างเรื่องไม่หยุดจริงๆ เขาเตือนกี่ครั้งแล้วให้บริการดีๆ ก็ไม่เคยฟัง


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มเล็กน้อย


“แต่เห็นว่าข่งเสวี่ยบริการดี อธิบายละเอียด ฉันเลยตัดสินใจว่า…เซ็นสัญญาก็ได้”


น้ำเสียงเธอธรรมดา เหมือนพูดเรื่องกินข้าว


หวังเยี่ยนยังไม่ทันดีใจ ก็ได้ยินประโยคต่อไป—


“แต่ฉันจะไม่เซ็นกับคนแบบนั้น จะเซ็นก็ต้องผ่านข่งเสวี่ย ไม่งั้นโดนโกงยังไม่รู้ตัว”


หน้าหวังเยี่ยนเปลี่ยนทันที กำลังจะพูด ก็โดนอู่ชวงมองปราม


ถ้ายังสร้างปัญหาอีก เขาไม่เกรงใจแน่


“ไม่มีปัญหาครับ สัญญานี้ก็ต้องให้ข่งเสวี่ยรับผิดชอบอยู่แล้ว”


เขายิ้มออกมา ดีใจที่ดีลใหญ่ยังไม่หลุด


สวี่เหมียวเหมียวทำเสียง “อ้อ” เบาๆ “งั้นคุณก็รู้อยู่แล้วสินะ”


อู่ชวงเข้าใจทันที “รู้ครับ ต่อไปจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก” เขารู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว


สวี่เหมียวเหมียวไม่พูดอะไรต่อ อู่ชวงหันไปสั่ง 


“รีบไปเอาสัญญาที่เธอเตรียมมา”


“ค่ะ!” ข่งเสวี่ยวิ่งไปแทบจะลอย


เหมือนฝันไปเลย โชคดีเกินไปแล้ว!


ไม่นาน สัญญาก็ถูกนำมา สวี่เหมียวเหมียวเซ็นอย่างรวดเร็ว


หวังเยี่ยนยืนมองอยู่ไม่ไป ดวงตาแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้


หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวมองเธอแล้วยิ้ม ยิ่งหวังเยี่ยนดูเจ็บปวด เธอยิ่งรู้สึกสะใจ 


…ออกจะโรคจิตนิดๆ


พอทำเรื่องเสร็จ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ข่งเสวี่ยออกมาส่งเธอ


“วันนี้ขอบคุณมากจริงๆค่ะ เย็นนี้ฉันเลี้ยงข้าวคุณนะคะ”


“ไม่เป็นไร ฉันยังมีธุระ”


“งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะคะ”


“พรุ่งนี้เจอกัน”


หลังจากกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ทั้งสองก็แยกกัน


ข่งเสวี่ยดีใจมาก ค่าใช้จ่ายเทอมนี้ไม่ต้องกังวลแล้ว วันพรุ่งนี้ต้องเลี้ยงข้าวให้ได้


สวี่เหมียวเหมียวไปหาที่พักใกล้ๆ จองห้อง แล้วออกไปหาอะไรกินง่ายๆ เหนื่อยมาทั้งวัน ล้มตัวลงก็หลับทันที


เช้าวันถัดมา เธอตื่นสาย นอนจนเกือบสิบโมงถึงไปที่สำนักงานขาย


ข่งเสวี่ยรีบเข้ามาต้อนรับ ทั้งสองใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงจัดการเอกสารทั้งหมด ตอนนี้บ้านทั้งสามหลังเป็นของสวี่เหมียวเหมียวโดยสมบูรณ์


ตอนเที่ยง ข่งเสวี่ยชวนกินข้าวอีกครั้ง คราวนี้เธอตอบตกลง


“พี่คะ…หวังเยี่ยนถูกไล่ออกแล้ว”


บทที่ 104: ขอคุยเรื่องหนึ่ง


ข่งเสวี่ยรีบบอกข่าวดีนี้กับสวี่เหมียวเหมียวทันที


ตัวปัญหาอย่างหวังเยี่ยนถูกกำจัดออกไปแล้ว พนักงานในสำนักงานขายแทบอยากจุดประทัดฉลองกันสามวันสามคืน


สวี่เหมียวเหมียวแปลกใจเล็กน้อย “เร็วขนาดนี้เลยเหรอ” ดูเหมือนอู่ชวงจะเป็นคนลงมือไวจริงๆ


ทั้งสองไม่ได้คุยเรื่องหวังเยี่ยนต่อ เพราะคนแบบนั้น ไม่คู่ควรให้เสียเวลา


หลังทานข้าวเสร็จ ทั้งสองก็แยกย้ายกัน


ช่วงบ่าย สวี่เหมียวเหมียวใช้เวลาเดินเลือกซื้อของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์หลายอย่างถูกส่งเข้าไปในวิลล่าหลังใหม่ บ้านมีห้องตั้งเจ็ดแปดห้อง เธอเลือกห้องที่แสงดีและกว้างที่สุดไว้เป็นของตัวเอง


บ้านหลังนี้ เธอตั้งใจจะอยู่เอง อีกสองหลังเก็บไว้ก่อน


พอมีหลายห้องก็ต้องซื้อของเยอะ เตียงและของชิ้นใหญ่เธอจัดครบหมด ที่เหลือเธอจัดแค่ห้องของตัวเอง โชคดีที่เป็นบ้านตกแต่งพร้อมอยู่ แค่เพิ่มเฟอร์นิเจอร์ก็เข้าอยู่ได้เลย


ทั้งบ่าย สวี่เหมียวเหมียวจัดบ้านจนดูเป็นรูปเป็นร่าง คืนนั้นเธอนอนในวิลล่าใหม่ ตื่นเต้นสุดๆ


สองชีวิตที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่บ้านแบบนี้ ถ้าเป็นชีวิตก่อน เธอไม่กล้าฝันด้วยซ้ำ


คิดว่าจะนอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้น แต่พอเอนตัวลงบนเตียงนุ่มๆ ก็หลับไปทันที


เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านม่านสีขาวเข้ามาในห้อง สวี่เหมียวเหมียวลืมตา แสงแดดอุ่นๆไม่แสบตาเลย เธอยื่นมือไปสัมผัสแสงนั้น


มีช่วงหนึ่งรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปใช้ชีวิตคนเดียวในอดีต แต่ความรู้สึกตอนนั้นกับตอนนี้ต่างกันลิบลับ


เมื่อก่อนมีแต่งาน แม้วันหยุดก็ยังคิดแต่งาน ชีวิตแบบ996เต็มตัว ไหนเลยจะสบายเหมือนตอนนี้


เธอลุกขึ้น เปิดม่าน แสงแดดส่องเข้ามาเต็มห้อง


เธอยืนมองต้นไม้สีเขียวด้านนอก รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก หลับตารับแสงแดดอย่างอ่อนโยน


ถ้ามีใครมองเข้ามาตอนนี้ คงตะลึงจนหายใจไม่ออก ชุดนอนสีขาวบาง ผมปล่อยยาว ผิวขาวเนียน ดวงตาหรี่เล็กน้อย ยิ้มบางๆ เหมือนนางฟ้าที่หลงลงมาในโลกมนุษย์


คงไม่มีใครเชื่อหรอก ว่าเธอเป็นแม่ลูกสี่จากชนบท 


บังเอิญชายที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามเปิดหน้าต่างพอดี เห็นภาพนี้เต็มตา ยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง พอได้สติ ภาพตรงหน้าก็หายไปแล้ว เหมือนเป็นภาพลวงตา


สวี่เหมียวเหมียวล้างหน้าแปรงฟันง่ายๆ เก็บของแล้วออกจากบ้าน หาอะไรกินรองท้อง แล้วเดินเลือกของฝาก


สิบโมงกว่าเธอก็นั่งรถกลับบ้าน ระหว่างทางเธอลองคำนวณเงินที่ใช้ไป


บ้านสามหลัง สองหลังขนาด150 กับ120ตารางเมตร วิลล่า250ตารางเมตร รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประมาณสามหมื่นแปดพันกว่าหยวน ไม่ถึงสี่หมื่น


เธอรู้สึกว่าคุ้มมาก ถ้าเทียบกับเงินที่ใช้ขยายพื้นที่ระบบ บ้านสามหลังนี่ถือว่ากำไรสุดๆ


ตอนนี้เธอยังมีเงินเกือบแสนหยวน ช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรต้องใช้เงินมาก ธุรกิจขนมปังก็ยังทำกำไรดี เธอรู้สึกเหมือนตัวเอง “อิสระทางการเงิน” แล้ว


อยากซื้ออะไรก็ซื้อ อยากกินอะไรก็กิน ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน สบายสุดๆไปเลย


นี่แหละชีวิตที่เธอใฝ่ฝัน ในที่สุดก็ได้พักจริงๆ


สวี่เหมียวเหมียวกลับถึงบ้านตอนห้าโมงกว่า เพิ่งถึงหน้าบ้าน ฝนก็เริ่มตกปรอยๆ


เธอยกมือบังหัว วิ่งเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว โชคดีไม่เปียก ดูเหมือนโชคยังเข้าข้างเธอ


“แม่ กลับมาแล้วเหรอ!” สวี่ฉีกำลังจะไปดูครัวพอดี


“กลับมาแล้ว” สวี่เหมียวเหมียวตอบ แล้วนั่งลงบนม้านั่ง


เหนื่อยมาก อยู่ข้างนอกไม่รู้สึก แต่พอกลับบ้านความเหนื่อยก็พุ่งขึ้นมาทันที


ลูกๆรีบวิ่งเข้ามาหา โดยเฉพาะหลิวเหวินเล่อ กอดเธอแน่น


“แม่ ผมคิดถึงแม่ ทำไมไปนานจัง”


สวี่เหมียวเหมียวบีบแก้มเขา


“แม่กลับมาแล้วนี่ไง คืนนี้ทำของอร่อยให้กินนะ”


“เย้!” หลิวเหวินเล่อดีใจทันที


เธอเอาของฝากออกมาแจก


“ว้าว ของเล่น!” เด็กน้อยดีใจสุดๆ กอดของเล่นจูบไม่หยุด


สวี่เหมียวเหมียว “…”


ช่างเถอะ เขามีความสุขก็พอ


เด็กคนอื่นก็ได้ของเล่นเหมือนกัน ของหลิวเหวินเล่อจะดูเด็กหน่อย ของคนอื่นดูโตขึ้น


ของสวี่ฉีเป็นกิ๊บและที่คาดผมหลายชิ้น ผู้หญิงถึงแต่งงานแล้วก็ยังอยากสวยอยู่


“นี่ของเมิ่งเมิ่ง ของเหมือนกัน” เธอยื่นให้สวี่ฉี


ความจริงซื้อจากร้านเดียวกัน เธอขี้เกียจเลือกเพิ่ม


หลังเก็บของเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวไปจับไก่จากหลังเขา ตั้งใจทำไก่ตุ๋นซีอิ๊ว


กินข้างนอกหลายวัน ไม่อิ่มไม่สบาย ยังไงก็สู้กินที่บ้านไม่ได้


เมนูเย็นนั้นมี ไก่ตุ๋นซีอิ๊ว ซี่โครงหมูซอสหวาน เปรี้ยวผัดมันฝรั่ง ยำผัก ขนมปังนึ่ง และโจ๊กฟักทองเต็มโต๊ะ เด็กๆกินกันอย่างเอร็ดอร่อย


ช่วงนี้พี่สะใภ้ใหญ่ทำอาหาร มีแต่ผักกับขนมปัง


ที่สำคัญ ฝีมือยัง…พูดยาก ไม่เค็มเกินก็จืดเกิน พวกเขารอแม่กลับมาแทบไม่ไหว


สวี่เหมียวเหมียวมองอย่างแปลกใจ กินกันอย่างเดียวไม่พูดอะไรเลย กินเสร็จทุกคนก็ไปพักผ่อนเร็ว


เช้าวันถัดมา


สิบโมงกว่า สวี่เหมียวเหมียวเพิ่งล้างหน้าเสร็จ กำลังกินข้าวเช้าอยู่ในครัว


“สะใภ้สามอยู่บ้านไหม?”


เสียงหลี่หงอิงดังมาจากลาน


“อยู่ค่ะ” เธอตอบ แล้วมองไปทางประตู


หลี่หงอิงเดินเข้ามา ด้านหลังมีอีกสามคน


หนึ่งในนั้นคือหลิวเสี่ยวเม่ย ลูกสาวคนเล็กของหลี่หงอิง อีกสองคนเป็นเด็กผู้หญิง ดูขี้อาย น่าจะเป็นลูกของหลิวเสี่ยวเม่ย


“แม่ กินข้าวหรือยัง มานั่งกินด้วยกันสิ” สวี่เหมียวเหมียวชวน


“ไม่กินแล้ว สะใภ้สาม แม่มีเรื่องอยากคุยด้วยหน่อย” น้ำเสียงหลี่หงอิงมีความเกรงใจเล็กน้อย


บทที่ 105: สมควรแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวแปลกใจเล็กน้อย มองไปที่คนด้านข้างก็พอจะเข้าใจ


“แม่ ว่ามาได้เลยค่ะ”


หลี่หงอิงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจในใจตัวเอง ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าทำไม


“คือว่า… เสี่ยวเม่ยอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ แม่เลยอยากถามว่า จะให้เธอไปทำงานที่ร้านขนมปังได้ไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอ่อนโยน


“เรื่องรับคน แม่เป็นคนดูแลอยู่แล้ว แม่ตัดสินใจได้เลยค่ะ”


เธอไม่ได้ติดอะไร ตอนนี้ร้านขนมปังจะมีคนเพิ่มอีกสักคนก็ไม่ต่าง


หลี่หงอิงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ เธอรู้แล้วว่าสะใภ้สามเป็นคนพูดง่าย ต้องยอมแน่


หลิวเสี่ยวเม่ยรีบดึงลูกสาวสองคนมาข้างหน้า


“นี่เสิ่นเซียง เสิ่นเชี่ยน เด็กสองคนนี้ขยันมาก ให้พวกเธอไปทำงานด้วยได้ไหม?”


ตอนแรกสามีของเธอ เสิ่นโหย่วไฉ บอกว่าสวี่เหมียวเหมียวตอนนี้รุ่งแล้ว เธอยังไม่เชื่อเลยพาลูกสาวมาดูด้วยตัวเอง แต่วันนั้นสวี่เหมียวเหมียวไปในเมือง แม่ของเธอเลยยังไม่กล้าจัดการให้ ต้องรออีกสองวัน


พอมาวันนี้ เห็นว่าสวี่เหมียวเหมียวดูใจดีขึ้น และนิสัยก็ดีขึ้นอีกด้วย


หลี่หงอิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตกลงกันว่าเสี่ยวเม่ยมาคนเดียวไม่ใช่หรือ? ทำไมอยู่ๆก็พาลูกสาวมาด้วย


เธอเห็นสีหน้าของสวี่เหมียวเหมียวเริ่มเย็นลง ใจก็เริ่มเต้นแรง


สวี่เหมียวเหมียวเก็บรอยยิ้ม มองหลิวเสี่ยวเม่ยอย่างนิ่งๆไม่พูดอะไร ก่อนจะหันไปหาหลี่หงอิง


“แม่จัดการตามเห็นสมควรเลยค่ะ”


หลิวเสี่ยวเม่ยยังไม่ทันดีใจ สวี่เหมียวเหมียวพูดต่อ


“พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน บางอย่างก็ต้องพูดให้ชัด! คนที่ทำงานกับฉัน ต้องขยัน ซื่อสัตย์ ถ้าตั้งใจทำ เงินเดือนไม่มีขาดแน่นอน แต่ถ้ามือไม่สะอาด ฉันก็ไม่ไว้หน้าใครเหมือนกัน”


นิสัยของหลิวเสี่ยวเม่ยเธอรู้ดี ฉลาดแต่ชอบใช้ไปในทางลัด 


ซุนฟางฟางก็คล้ายกัน แต่โง่กว่า เป็นพวกฉลาดไม่พอแต่ชอบเล่นลูกล่อลูกชน


คำพูดนี้ทำให้หลิวเสี่ยวเม่ยไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดมาก


“พี่สะใภ้สามวางใจเถอะ พวกเราซื่อสัตย์แน่นอน จะทำงานดีๆค่ะ”


ในใจกลับคิด ก็แค่เปิดร้านขนมปัง ทำเป็นใหญ่ไปได้


“สะใภ้สาม งั้นแม่ไปจัดการก่อนนะ” หลี่หงอิงรีบดึงหลิวเสี่ยวเม่ยออกไป ในใจยังรู้สึกไม่สบาย 


สะใภ้สามคงไม่โกรธใช่ไหม?


“แม่ ดูสิ คำพูดของสวี่เหมียวเหมียวนั่นมันอะไร ดูถูกกันชัดๆ ยังทำตัวเป็นเจ้านายอีก”


หลิวเสี่ยวเม่ยพูดอย่างไม่พอใจ ถ้าไม่ใช่เพราะยังต้องพึ่งพา เธอคงทะเลาะไปแล้ว


หลี่หงอิงรีบปิดปากเธอ


“หุบปากเถอะ! เขาให้เธอทำงานก็ดีแค่ไหนแล้ว แล้วนี่ทำไมยังพาลูกสองคนมาด้วย!” พูดถึงเรื่องนี้ก็โมโห


หลิวเสี่ยวเม่ยรู้สึกผิดนิดหน่อย แต่ก็ยังเถียง


“ก็เห็นว่าพวกเธออยู่บ้านว่างๆ มีงานทำก็ดีกว่า”


หลี่หงอิงจิ้มหน้าผากเธอแรงๆ


“พอเถอะ ไปทำงานดีๆ อย่าคิดอะไรแปลกๆ”


“รู้แล้วค่ะ” หลิวเสี่ยวเม่ยยิ้มอย่างได้ใจ


สวี่เหมียวเหมียวเพิ่งกินข้าวเสร็จ ซุนฟางฟางก็มาหา


“น้องสะใภ้สาม พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำไมไม่ยุติธรรมล่ะ?”


สวี่เหมียวเหมียวไม่แปลกใจเลย ยังคงล้างจานต่ออย่างนิ่งๆ


“รอฉันแป๊บ”


ซุนฟางฟางอยากพูดต่อ แต่ก็กลั้นไว้ได้อย่างยากลำบาก


สวี่เหมียวเหมียวล้างจานเสร็จ เช็ดมือแห้งแล้วหันไปหาเธอ


“ไปบอกแม่สิ ว่าฉันให้เธอไปทำงานที่ร้านขนมปัง”


ซุนฟางฟางอึ้ง เหมือนหูมีปัญหา


“น้องสะใภ้สาม… เธอ…เธอให้ฉันไปทำงานจริงเหรอ?”


เรื่องมันง่ายเกินไป คำพูดที่เตรียมมาทั้งหมด ยังไม่ได้ใช้เลย


“ฉันพูดไม่ชัดเหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวมองเธอเรียบๆ


ซุนฟางฟางดีใจจนแทบกระโดด


“ชัด! ชัดมาก! ฉันจะไปหาแม่เดี๋ยวนี้!”


พอเธอออกไป สวี่เหมียวเหมียวเรียกหลิวอวี่หังมา


“ช่วงนี้ช่วยดูร้านหน่อย ถ้ามีใครมือไม่สะอาด อย่าเพิ่งเอะอะ มาบอกฉันก่อน”


หลิวอวี่หังนึกถึงคนพวกนั้นทันที “ป้าสามวางใจ ผมจะดูให้ดี”


ผ่านไปสามวันหลังเริ่มงาน มีชายคนหนึ่งมาที่บ้าน ผอม แววตาไม่มีชีวิต สีหน้าดูเจ้าเล่ห์ เขาคือเสิ่นโหย่วไฉ สามีของหลิวเสี่ยวเม่ย


เห็นเขาแล้ว สวี่เหมียวเหมียวนึกถึงเรื่องรักในอดีตของทั้งคู่ ตอนนั้นหลิวเสี่ยวเม่ยหลงผู้ชายคนนี้มาก คำพูดหวานๆหลอกล่อจนหัวปักหัวปำ ดื้อจะเอาให้ได้ ครอบครัวห้ามยังไงก็ไม่ฟัง


แม่สามีถึงกับลงไม้ลงมือก็ยังหยุดไม่ได้ ผู้หญิงที่ตกหลุมรักแล้ว ยากจะดึงกลับ


ความรักแบบนี้ ถ้าฝ่ายหญิงยอม ต่อให้ครอบครัวค้าน สุดท้ายก็แต่ง แต่ถ้าฝ่ายชายไม่เอา ต่อให้รักแค่ไหนก็ไม่จบ 


ผู้ชายถอนตัวได้ ผู้หญิงถอนตัวยาก ไม่ใช่อคติแต่คือความจริงที่เกิดขึ้นบ่อย


เสิ่นโหย่วไฉเดินเข้ามาในลานอย่างไม่เกรงใจ หลิวเหวินจวิ้นอยู่บ้าน เห็นก็ทัก


สวี่เหมียวเหมียวอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกมา


“ป้าผมอยู่ร้านขนมปัง ยังไม่เลิกงาน?” หลิวเหวินจวิ้นคิดว่าเขามาหาหลิวเสี่ยวเม่ย


เสิ่นโหย่วไฉโบกมือ นั่งลงไขว่ห้างอย่างสบาย “ไม่ได้มาหาเธอ ฉันมาหาแม่เธอ”


เห็นท่าทางแล้ว หลิวเหวินจวิ้นขมวดคิ้ว “มีอะไรหรือเปล่า?”


เสิ่นโหย่วไฉทำท่าใหญ่ “ไปเรียกแม่เธอมา ฉันมีเรื่องจะคุย”


“แม่ผมไม่ว่าง มีอะไรก็บอกผม” หลิวเหวินจวิ้นไม่ไว้หน้า เขาไม่ชอบลุงคนนี้อยู่แล้ว


เสิ่นโหย่วไฉเสียหน้า ลุกขึ้นทันที ยกมือจะตบ


“ไอ้เด็กเวร ฟังไม่รู้เรื่องใช่ไหม วันนี้ฉันจะสั่งสอนแทนแม่เธอ!”


หลิวเหวินจวิ้นจับแขนเขาไว้ ออกแรงนิดเดียวก็ล็อกได้ แนวคิดของเขาคือ—ทำได้ก็ไม่ต้องพูด


เขาออกแรงบิด เสิ่นโหย่วไฉร้องลั่นเหมือนหมูถูกเชือด พอปล่อยมือ อีกฝ่ายล้มคว่ำหน้าลงกับพื้น


“ไอ้เด็กเวร กล้าทำร้ายผู้ใหญ่ วันนี้ฉันจะไม่ปล่อยเธอ อ๊าย มือฉัน!” เจ็บเหมือนจะหัก


หลิวเหวินจวิ้นยืนมองจากด้านบน ขยับปากเบาๆ


“สมควรแล้ว”


บทที่ 106: แบบนี้แหละที่ต้องการ


คำพูดนั้นทำให้เสิ่นโหย่วไฉแทบจะตาลาย เป็นลมไปตรงนั้น


“สวี่เหมียวเหมียว ออกมาดูหน่อยสิ ลูกชายเธอจะฆ่าฉันอยู่แล้ว!”


เสียงโวยวายเหมือนหมูถูกเชือดดังลั่นลานบ้าน เขาจ้องหลิวเหวินจวิ้นด้วยความแค้น


“เซียงเซียง ฉันเหมือนได้ยินเสียงพ่อเธอ เธอได้ยินไหม?” หลิวเสี่ยวเม่ยเงี่ยหูฟัง


เหมือนจะได้ยิน…ก็เหมือนไม่ได้ยิน


“ไม่ได้ยินนะคะ พ่ออยู่บ้านนี่นา แม่คงฟังผิดแล้ว” เสิ่นเซียงส่ายหัว


หลิวเสี่ยวเม่ยก็คิดว่าอาจฟังผิด ในร้านขนมปังเสียงดังเลยไม่ชัด


ทางด้านนี้ สวี่เหมียวเหมียวเดินออกมาจากในบ้าน สีหน้าจริงจัง


เสิ่นโหย่วไฉเหมือนเห็นผู้ช่วยชีวิต รีบฟ้องทันที “เธอรีบมาจัดการลูกชายเธอหน่อย เขาจะฆ่าฉัน!”


สวี่เหมียวเหมียวทำเหมือนไม่ได้ยิน เดินเข้าไปพยุงเขาขึ้น


“น้องเขย มาเป็นแขกทั้งที มีอะไรก็ค่อยๆคุยกันสิ นอนอยู่กับพื้นทำไม”


เสิ่นโหย่วไฉเห็นเธอให้เกียรติ ก็ยอมลุกขึ้น


เธอพาเขาไปที่เก้าอี้ เขาหันไปมองหลิวเหวินจวิ้นอย่างได้ใจ แต่พอนั่งลง— สวี่เหมียวเหมียวเตะเก้าอี้ล้มทันที


“โอ๊ย!”


เขาล้มลงอีกครั้ง มือถลอกไปหมด


“น้องเขย ระวังหน่อยสิ ถึงจะไม่มีตาข้างหลังก็ควรดูดีๆนะ” เธออุทาน แต่ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม


หลิวเหวินจวิ้นยืนข้างๆ กลั้นหัวเราะจนหน้าแดง ต้องหยิกขาตัวเองถึงไม่หลุดหัวเราะ


เสิ่นโหย่วไฉลุกขึ้นงงๆ เมื่อกี้เขาเห็นเก้าอี้อยู่ตรงนั้นชัดๆนี่นา? แต่ก็ไม่คิดมาก นั่งลงอีกครั้ง


“พี่สะใภ้สาม ลูกชายเธอนี่ต้องสั่งสอนแล้วนะ กล้าทำร้ายผู้ใหญ่แบบนี้”


“อืม” สวี่เหมียวเหมียวตอบลวกๆ


“เด็กคนนี้ตรงไปตรงมา ไม่ยอมให้ใครมาพูดไม่ดีใส่ ใครพูดไม่เข้าหู เขาก็ลงไม้ลงมือเลย น้องเขยอย่าไปถือสาเด็กเลยนะ”


ถ้าเขาพูดต่อ ก็เท่ากับไปถือสาเด็ก


เสิ่นโหย่วไฉอ้าปาก แล้วก็หุบ “พี่สะใภ้สาม ที่ฉันมาวันนี้ มีเรื่องอยากคุย”


เขากลืนความโกรธ แล้วเข้าเรื่อง


“ว่ามาสิ ถ้าฉันช่วยได้ จะไม่ปฏิเสธเลย” สวี่เหมียวเหมียวตอบอย่างง่ายดาย


เสิ่นโหย่วไฉดีใจทันที มีหวังแล้ว! เขาทำหน้าลำบากใจ 


“พี่สะใภ้สาม เธอไม่รู้หรอกว่าชีวิตฉันตอนนี้ลำบากแค่ไหน แม้แต่เงินทำไร่ยังไม่มี ฉันกับเมียอยู่กันแทบไม่ไหวแล้ว ไม่เหมือนเธอ…อยู่ดีมีสุข”


สวี่เหมียวเหมียวเลิกคิ้ว “แล้วน้องเขยหมายถึง?”


คิดจะให้เธอเป็นตู้ ATM เหรอ? ฝันไปเถอะ


“พี่สะใภ้สาม ช่วยยืมเงินฉันหน่อยได้ไหม?” เขามองอย่างคาดหวัง


“เท่าไหร่?”


“ไม่มาก แค่สองพันหยวน”


“…” เห็นเธอเงียบ เขารีบเสริม


“ฉันจะคืนแน่นอน ช่วยฉันครั้งนี้นะ”


สวี่เหมียวเหมียวเม้มปาก “ก็ไม่มากจริงๆ…” 


มากชะมัด อ้าปากขอไม่เบาเลย! สองพันหยวน เขาจะเอาอะไรมาคืน? ถ้าเชื่อเธอก็คงโง่เต็มที


“น้องเขย เธอคิดว่าฉันจะให้เธอยืมเงินขนาดนั้นเพราะอะไร? ฉันไม่ใช่แม่เธอนะ”


“เธอ!” เขามือสั่น


“พูดแบบนี้ได้ยังไง ไม่ให้ก็ไม่ต้องให้สิ ไม่ต้องดูถูกกันก็ได้” เขาทำหน้าเจ็บใจ


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอย่างขอโทษ “ขอโทษนะ ฉันพูดตรงไปหน่อย อย่าโกรธเลย คือฉันเองก็ไม่มีเงินขนาดนั้น ลูกค้ายังไม่จ่ายเงินเลย มีแต่เขียนติดไว้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ”


เธอพูดต่อทันที ไม่เปิดโอกาสให้แทรก


“งั้นมื้อเที่ยงฉันทำของอร่อยเลี้ยงขอโทษนะ เข้าใจฉันหน่อย ฉันมีลูกตั้งสี่คน ยังมีสองคนเรียนอยู่ ถ้าวันไหนเธอรวยขึ้น ก็อย่าลืมช่วยฉันบ้างนะ”


เสิ่นโหย่วไฉได้ยินว่าต้อง “ช่วยคืน” รีบเงียบทันที


ผ่านไปสักพัก เขารีบเปลี่ยนเรื่อง “พี่สะใภ้สาม ฉันไม่โกรธหรอก เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันไปหาเสี่ยวเม่ยก่อนนะ”


หลิวเหวินจวิ้นมองแม่อย่างทึ่ง พอเสิ่นโหย่วไฉเดินหนีไป เขาหัวเราะลั่น


“แม่ สุดยอดเลย!”


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม


“คนแบบนี้ ใช้แข็งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทั้งนุ่มทั้งแข็ง”


ที่ร้านขนมปัง หลิวเสี่ยวเม่ยตกใจเมื่อเห็นเสิ่นโหย่วไฉ “มาทำไม?”


เขาหลบสายตา


“มาดูพวกเธอไง ไม่กลับบ้านตั้งนาน มาทำงานจริงๆด้วย” งั้นก็มีเงินแล้วสินะ


หลิวเสี่ยวเม่ยยืด.อก “แน่นอน ที่นี่บ้านฉัน”


เขายื่นมือ “เอาเงินมา”


“อะไร?”


“ฉันไม่มีเงินแล้ว”


“ฉันก็ไม่มี เพิ่งทำงานสามวัน ยังไม่ได้เงินเดือนเลย”


เขาหดมือ แล้วคิดแผน “งั้นไปขอพี่สะใภ้สามสิ บอกเอาเงินเดือนล่วงหน้า”


“ไม่เอา นายไปเองสิ ฉันไม่ไป” เธอไม่อยากไปเจอสวี่เหมียวเหมียว ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว


มื้อเที่ยงกินที่บ้านสวี่เหมียวเหมียว หลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงก็มาด้วย


“กินสิ อย่าเกรงใจนะ ถือว่าเป็นบ้านตัวเอง” เธอพูด


“พี่สะใภ้สาม อาหารเธออร่อยมากเลย ฉันอยากอยู่ต่ออีกสักสองวัน” เสิ่นโหย่วไฉพูด


หลิวเต๋อซิงวางตะเกียบทันที ลุกขึ้นเตะเขาจนล้ม


“อย่างแกยังกล้าพูดแบบนี้? จะอยู่ต่ออีกสองวัน? ให้กินมื้อเดียวก็ดีแค่ไหนแล้ว อย่าได้คืบจะเอาศอก!” เขาไม่เคยชอบผู้ชายคนนี้ เห็นแล้วหงุดหงิด


เสิ่นโหย่วไฉรู้ดีว่าไม่ได้มาบ่อย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังดุเหมือนเดิม


“พ่อ! ทำแบบนี้ได้ยังไง!” หลิวเสี่ยวเม่ยรีบไปพยุง


“ไม่เป็นไร ฉันทำให้พ่อโกรธเอง” เขาพูด แต่ในใจด่าจนหมดตระกูล


หลี่หงอิงก็ไม่พอใจเล็กน้อย แต่ไม่ห้าม เธอก็ไม่ชอบคนขี้เกียจแบบนี้


บรรยากาศบนโต๊ะเงียบกดดัน แต่สวี่เหมียวเหมียวยังกินอย่างสบายใจ


เพราะ—นี่แหละคือผลลัพธ์ที่เธอต้องการ


บทที่ 107: แรกแย้มแห่งความรัก


หลังจากกินข้าวเสร็จ เสิ่นโหย่วไฉก็กลับไป สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกสบายใจขึ้น เริ่มจัดสวนผักต่อ


เจียงหลานหลานเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าไข่ สีหน้าดีใจจนปิดไม่อยู่ พอเห็นสวี่เหมียวเหมียว ดวงตาก็เป็นประกายทันที


“อาสะใภสาม ฉันเอาไข่มาให้ค่ะ”


สวี่เหมียวเหมียวแปลกใจ “ไม่ต้องหรอก เก็บไว้กินเองเถอะ บ้านฉันไข่ยังเหลือเลย”


เจียงหลานหลานมองรอบๆ เห็นว่าไม่มีใคร จึงกระซิบ


“อาสะใภสาม ฉันท้องแล้วค่ะ ยังบอกใครไม่ได้ วันนี้ฉันมาขอบคุณคุณ”


ถ้าไม่ได้อาสะใภสามช่วยหาหมอให้ เธอคงไม่ท้องเร็วแบบนี้ เด็กคนนี้ เธอรอมานานแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มบางๆ “ยินดีด้วยนะ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจ”


เธอรับไข่ไว้ตามน้ำใจ แต่จริงๆแล้ว การตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นผลงานของหมอ ไม่เกี่ยวกับเธอเลยแม้แต่น้อย


เรื่องที่เจียงหลานหลานท้อง ไม่นานก็ปิดไม่อยู่ คนแรกที่มาถามคือซุนฟางฟาง ถามจนอีกฝ่ายหน้าแดงไปหมด


“อาสะใภรอง อากับอารองลองไปตรวจที่โรงพยาบาลในเมืองดูสิ อาจจะหายก็ได้นะ” คำถามของอาสะใภรองทำให้เธออึดอัดมาก 


ถามว่าเธอท้องได้ยังไง ถามว่ากินยาหรือสูตรอะไรหรือเปล่า ทั้งที่จริงแล้ว ปัญหาไม่ใช่เธอเลย แต่ก็พูดออกไปไม่ได้ว่าเป็นฝ่ายผู้ชาย จะทำให้หลิวเอ้อหู่เสียหน้า


“อืม งั้นฉันไปเองก็พอ ไม่ต้องให้อารองเธอไป” ซุนฟางฟางคิดว่าเธอพูดถูก


หมอในหมู่บ้านไร้ฝีมือ ให้ยามาปีนึงก็ไม่เห็นผล ไปโรงพยาบาลในเมืองดีกว่า ส่วนสามีไม่ต้องไป เสียดายค่าเดินทาง


เจียงหลานหลานอยากพูด แต่พูดไม่ออก “อาสะใภรอง ไปคนเดียวไม่ได้นะ ควรไปด้วยกันทั้งคู่”


ไม่ตรวจ ก็ไม่รู้ว่าใครมีปัญหา


“ทำไม?” ซุนฟางฟางงง


“เอาน่า เชื่อฉันเถอะ” พูดจบเธอก็เดินหนีอย่างเขินอาย 


เรื่องแบบนี้พูดกับผู้ใหญ่ มันลำบากจริงๆ


สุดท้ายซุนฟางฟางก็ตัดสินใจทำตาม เธอไปขอลาหลี่หงอิง อีกฝ่ายก็อนุญาต รู้ดีว่าเธออยากมีลูกชาย


ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ สวี่เหมียวเหมียวเรียกหลิวเสี่ยวเม่ย ลูกสาวสองคนของเธอ และซุนฟางฟางมารวมกัน หลี่หงอิงก็มาด้วย


ทุกคนเห็นหลิวอวี่หังยืนอยู่ข้างๆ ถือสมุดเล่มหนึ่ง ในใจเริ่มไม่ดี ไม่รู้เรียกมาทำไม


“แม่ นั่งก่อนค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวพูด


หลี่หงอิงนั่งลงอย่างกังวล “สะใภ้สาม มีอะไรหรือ?”


สวี่เหมียวเหมียวไม่ตอบ มองไปที่หลิวอวี่หัง เขาเปิดสมุดแล้วเริ่มอ่าน


“หลิวเสี่ยวเม่ย ภายในหนึ่งสัปดาห์ แอบกินขนมปัง5ครั้ง ขโมย6ครั้ง เสิ่นเซียงแอบกิน4ครั้ง เสิ่นเชี่ยนแอบกิน5ครั้ง ซุนฟางฟางแอบกิน6ครั้ง ขโมย5ครั้ง”


ทุกคำที่อ่านออกมา สีหน้าของคนที่ยืนอยู่ก็ซีดลงทีละนิด พออ่านจบทุกคนก้มหน้าหมด


หลี่หงอิงลุกขึ้นทันที เธอนั่งไม่อยู่แล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมเธอไม่รู้เลย?


แย่แล้ว… สะใภ้สามต้องโกรธแน่ จะทำยังไงดี? หัวเธอวุ่นไปหมด


“พวกเธอกล้าทำแบบนี้ลับหลังฉันได้ยังไง! ให้เงินเดือนทุกวัน ยังกล้าทำแบบนี้…จะให้ฉันพูดยังไงดี!”


เธอมองพวกนั้นอย่างผิดหวัง งานดีๆแบบนี้ไม่รักษา กลับทำพังเอง น่าเสียดายโอกาสจริงๆ


ซุนฟางฟางก้มหน้า ไม่เถียงเลย ถือว่ายอมรับ


เธอเห็นหลิวเสี่ยวเม่ยเอา ก็เลยเอาบ้าง คิดว่าไม่เอาก็เสียเปล่า ไม่คิดว่าจะถูกจับได้


หลิวเสี่ยวเม่ยอยากแก้ตัว แต่พอสบตาสวี่เหมียวเหมียวก็หมดแรง ไม่กล้าพูด


อีกสองคนยิ่งกลัว ตัวสั่น บรรยากาศเงียบกดดัน


สวี่เหมียวเหมียวพูดด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ


“แม่ เรื่องแบบนี้ฉันรับไม่ได้ แม่รู้ว่าควรจัดการยังไงใช่ไหม?”


เธอไม่ได้ตัดสินเอง แต่ให้หลี่หงอิงเลือก


“รู้…แม่รู้แล้ว” หลี่หงอิงรู้สึกผิดมากขึ้น


“แม่…” หลิวเสี่ยวเม่ยดึงแขนเธอ คิดว่าแม่จะเข้าข้าง ขอแค่สวี่เหมียวเหมียวไม่เอาเรื่อง ก็จบ


“อย่าเรียกฉันว่าแม่!” หลี่หงอิงสะบัดมือ “ฉันไม่มีลูกสาวที่ทำเรื่องน่าอายแบบนี้!”


หลิวเสี่ยวเม่ยชะงัก


“สะใภ้สามให้เธอทำงานก็เพราะเห็นแก่ฉัน แล้วเธอล่ะ ทำแบบนี้ตอบแทน?”


“ทำงานไม่กี่วันก็กล้าขโมย ถ้าส่งเธอเข้าตำรวจ ฉันยังไม่ห้ามเลย!”


หลิวเสี่ยวเม่ยกลัวขึ้นมาจริงๆ “แม่ ฉันรู้ว่าผิดแล้ว แค่พลาดไปครั้งเดียว”


“ตั้งแต่วันนี้ พวกเธอไม่ใช่คนของร้านขนมปังอีก ไม่ต้องมาอีกแล้ว” หลี่หงอิงตัดสิน


เธอไม่ใจอ่อน ที่ไม่ส่งตำรวจก็ถือว่าเห็นแก่หน้าแล้ว จะไม่เก็บตัวปัญหาไว้


“แม่ ถ้าไม่มีงานนี้ พวกเราจะอยู่ยังไง?” หลิวเสี่ยวเม่ยแทบร้องไห้


งานดีๆแบบนี้ เธอทำพังเอง


“เมื่อก่อนอยู่ยังไง ก็อยู่แบบนั้น” หลี่หงอิงตอบเย็นชา


ลูกคนนี้เปลี่ยนไปมากหลังแต่งงาน น่าเสียดายจริงๆ


ซุนฟางฟางไม่พูดอะไรเลย เธอรู้ทั้งนิสัยสวี่เหมียวเหมียว และแม่สามี จะโทษก็โทษตัวเอง


แต่แปลก ช่วงนี้เธออยากกินของอร่อยตลอด พอไปตรวจก็พบว่าท้อง เธอดีใจแทบบินได้ ภาวนาให้เป็นลูกชายทุกวัน


วันหนึ่ง สวี่เหมียวเหมียวไปดูร้านขนมปัง พอถึงหน้าประตูก็เห็นสวี่เมิ่งกำลังคุยกับหลิวรุ่ย


รอยยิ้มของเธอ… เหมือนเด็กสาวที่เพิ่งเริ่มมีความรัก ทั้งเขิน ทั้งหวาน


บทที่ 108: สอบเข้ามหาวิทยาลัย


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มออกมา นึกไม่ถึงว่าไม่ว่าผู้หญิงจะนิสัยห้าวหาญแค่ไหน พอเจอความรักก็จะกลายเป็นเหมือนกันหมด ดูแล้วก็อบอุ่นดี


สวี่เมิ่งก็อายุไม่น้อยแล้ว ที่บ้านเร่งเรื่องแต่งงานอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่าไม่มีคนเหมาะสม แต่เป็นเพราะเธอเลือกมาก ใครจะไปคิดว่าเธอจะชอบผู้ชายแบบหลิวรุ่ยที่หน้าตาสะอาดสะอ้านเรียบร้อย


พรหมลิขิตนี่ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ


หลิวรุ่ยเป็นลูกชายคนเล็กของป้าถาว สวี่เมิ่งกับเขาเจอกันครั้งแรกตอนฤดูหนาว ตอนที่ไปส่งเสื้อผ้า


ครอบครัวของป้าถาวก็ดี ลูกชายอีกสองคนแต่งงานแล้ว ครอบครัว.อบอุ่นดี ลูกสะใภ้ทั้งสองก็ทำงานอยู่ในร้านขนมปัง นิสัยดีทั้งคู่ ถ้าสวี่เมิ่งแต่งเข้าไปก็น่าจะใช้ชีวิตได้ดี


หลังมื้อกลางวัน สวี่เหมียวเหมียวเรียกสวี่เมิ่งไปคุยเป็นการส่วนตัว


“ที่บ้านเป็นห่วงเรื่องแต่งงานของเธอมาก ให้ฉันช่วยดูให้ เธอคิดยังไง?”


“หนูยังไม่รีบ…” สวี่เมิ่งพูดอ้อมๆ


“เธอก็อายุเท่านี้แล้ว ควรคิดได้แล้วนะ”


“แล้วแต่โชคชะตาค่ะ”


“ฉันมีหนุ่มคนหนึ่งในใจ ถ้าเธอโอเค ฉันจะแนะนำให้รู้จักดีไหม?”


“หา? ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องค่ะ ป้าใหญ่หนูยังไม่อยากดูตัว” สวี่เมิ่งรีบปฏิเสธ


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ


“ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใครก็รีบปฏิเสธแล้ว? พลาดแล้วจะไม่มีโอกาสนะ”


“ป้าใหญ่ หนูอยากหาเงินก่อนค่ะ”


“งั้นก็แล้วแต่เธอ ป้าถาวฝากให้ฉันช่วยหาสาวดีๆให้หลิวรุ่ย ฉันว่าพวกเธอเหมาะกันนะ…”


สวี่เมิ่งอึ้งไปทันที พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวจะเดินกลับเข้าบ้าน สมองก็โล่งขึ้น รีบขวางไว้


“ป้าใหญ่ เมื่อกี้พูดถึงใครนะ?”


“หลิวรุ่ยไง เขาก็อายุไม่น้อยแล้ว ป้าถาวรีบมาก” สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างสบายๆ


สวี่เมิ่งรีบพูด “ป้าใหญ่ หนูเปลี่ยนใจแล้ว หนูยอมเจอค่ะ”


“อ้าว เมื่อกี้ยังบอกไม่อยากเจอเลยนะ”


สวี่เมิ่งหลับตา สูดหายใจ แล้วพูดอย่างตั้งใจ


“ป้าใหญ่ จริงๆแล้ว… หนูชอบหลิวรุ่ยค่ะ” พูดออกไปแล้วรู้สึกเขินจนอยากหายตัว


สวี่เหมียวเหมียวหลุดหัวเราะออกมา แต่ไม่ใช่เพราะล้อเลียน


“พอแล้ว พอแล้ว ไม่แกล้งแล้ว ถ้าเธอชอบจริง ฉันจะไปคุยกับป้าถาว จัดเวลาให้พวกเธอเจอกันแบบเป็นทางการ”


สวี่เมิ่งเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกมาตลอด แต่ก็ดี เรื่องของเธอกับหลิวรุ่ยควรเดินหน้าสักที


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้ตัดสินใจเอง เธอไปคุยกับพ่อแม่ของสวี่เมิ่งก่อน พอทั้งสองฝ่ายเห็นด้วย ทุกอย่างก็เดินหน้าอย่างราบรื่น


ป้าถาวยิ่งพอใจมาก เด็กผู้หญิงดี ขยัน หาเงินได้ แถมมีสวี่เหมียวเหมียวเป็นป้า ถ้าได้เป็นลูกสะใภ้ เธอคงดีใจมาก


เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหา การดูตัวก็เหมือนแค่พิธี 


จนกระทั่งความสัมพันธ์ยืนยันจริง หลิวรุ่ยยังแทบไม่เชื่อ ผู้หญิงดีแบบนี้จะมาชอบเขา เขาคิดว่าตัวเองธรรมดาเกินไป แต่ตอนนี้เขามีความสุขมาก


กำหนดวันแต่งงานในอีกสองเดือน ทุกอย่างราบรื่นมาก นี่แหละคือความรักที่ลงตัว


สองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันแต่งงานมาถึง สวี่เหมียวเหมียวในฐานะแม่สื่อและป้า ก็ให้ของขวัญด้วยความยินดี


เห็นรอยยิ้มของสวี่เมิ่งแล้ว เธอรู้สึกถึงความสุขของคนที่กำลังเริ่มชีวิตคู่ เธอมีแต่คำอวยพร ไม่ได้อิจฉาเลย


เธอยังชอบชีวิตแบบตอนนี้มากกว่า ไม่มีสามี มีลูกชายสี่คน ไม่ขาดเงิน สบายสุดๆ


เดือนมิถุนายน ฤดูสอบเข้ามหาวิทยาลัย สวี่เหมียวเหมียวย้ายไปอยู่บ้านในตัวอำเภอเพื่อดูแลหลิวเหวินเซ่า


ที่ว่า “ดูแล” ก็คือทำข้าวสามมื้อ ส่วนซักผ้า หลิวเหวินเซ่าทำเอง เพราะเขารู้ว่าแม่ไม่ชอบซักผ้า


เกาหยางกับเฉินโม่ได้อานิสงส์ไปด้วย กินอาหารดีๆทุกวัน ตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้น


ทั้งสามอยู่ด้วยกันจนชิน ไม่เหงา แถมช่วยกันเรียนได้


วันสอบก็มาถึง ต้นเดือนกรกฎาคม สอบสองวัน วันที่7 และ8 ทั้งหมดเจ็ดวิชา


ทั้งสามเรียนสายวิทย์ เกาชิงมาส่งเกาหยาง เฉินเจี๋ยมาส่งเฉินโม่ สวี่เหมียวเหมียวอยู่ข้างหลิวเหวินเซ่า


“อย่าเครียดนะ สภาพจิตใจสำคัญที่สุด อาจจะทำได้ดีกว่าปกติด้วยซ้ำ”


“ไม่เครียดเลยครับ ก็แค่สอบเอง” เกาหยางตอบสบายๆ


เกาชิงตีหัวลูกชายทันที “ตั้งใจหน่อย ถ้าสอบไม่ติด ฉันจะหักขาแก!”


“พ่อ!” เกาหยางลูบหัวอย่างเจ็บๆ


เฉินโม่เป็นคนที่เครียดที่สุด มือชื้นเหงื่อ นี่คือสนามสอบที่กำหนดอนาคตเขา


หลิวเหวินเซ่ากลับสงบนิ่ง “แม่ ผมรู้ครับ” เขาพูดเพื่อให้แม่สบายใจ


พอเด็กๆเข้าไปในสนามสอบ พ่อแม่ทั้งสามคนยังยืนรอด้วยความกังวล สวี่เหมียวเหมียวกลับค่อนข้างสบายใจ ยังไงคนสอบก็ไม่ใช่เธอ


เธอไม่อยากย้อนกลับไปเจอช่วงเวลานั้นอีก ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เธอก็รับได้ เพราะเธอเชื่อในตัวลูก


การสอบดำเนินไปท่ามกลางอากาศอึมครึม เหมือนฝนจะตกแต่ก็ไม่ตก อากาศยิ่งร้อนอบอ้าว


พอสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ พ่อแม่ก็มารอรับลูกที่หน้าประตู ไม่มีใครถามผลสอบ ไม่อยากกดดัน


“ไป กลับบ้าน แม่ทำของอร่อยให้กิน” สวี่เหมียวเหมียวโอบไหล่หลิวเหวินเซ่า ทุกคนเดินไปด้วยกัน


“ป้า วันนี้กินอะไรครับ?” เกาหยางถามตาเป็นประกาย


“บาร์บีคิว” สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม


บทที่ 109: ความสงสัย


พอกลับมาถึงลานบ้านเล็ก วัตถุดิบต่างๆก็เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จุดถ่านไฟขึ้น ก็เริ่มย่างได้ทันที


ไม่นาน กลิ่นหอมของเนื้อย่างผสมผงยี่หร่าก็ลอยฟุ้งไปทั่ว


เกาชิงรับหน้าที่เป็นคนย่าง ที่เหลือมีหน้าที่กิน


แต่ไม่ว่าเขาจะย่างเร็วแค่ไหน ก็ยังไม่ทันความเร็วในการกินของพวกนั้นอยู่ดี โดยเฉพาะเกาหยาง มือหนึ่งถือ อีกตา.มองในเตา เตรียมแย่งตลอดเวลา


“พ่อ ย่างเร็วหน่อยได้ไหม ไม่พอผมกินเลยนะ!”


เกาชิงเงียบไป เขามีแค่สองมือ จะให้เร็วแค่ไหนกัน?


แถมยังไม่ได้กินสักคำ ได้แต่ดมกลิ่น หอมมาก… อยากกินสุดๆ


สวี่เหมียวเหมียวเดินเข้ามาช่วย ทั้งสองคนช่วยกันพลิกเนื้อบนเตา 


เกาชิงมองใบหน้าของเธอที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม หัวใจเหมือนสะดุดไปหนึ่งจังหวะ การย่างเนื้อก็เหมือนไม่ได้น่าเบื่ออีกต่อไป


เกาหยางตาเป็นประกาย พยายามไม่เข้าไปขัดจังหวะ แอบอธิษฐานในใจ


ถ้าป้ากลายเป็นแม่เขา เขายอมคุกเข่ากราบสิบครั้งก็ยังได้!


ทุกคนนั่งกินบาร์บีคิว ดื่มเหล้าเล็กน้อยในลานบ้าน บรรยากาศสบายๆ


“คิดว่าทำข้อสอบเป็นยังไงบ้าง?” เกาชิง.อดถามไม่ได้


“ก็โอเคมั้ง” เกาหยางตอบแบบขอไปที


“โอเคคือยังไง?”


“ก็โอเคไง”


“...” 


เฉินเจี๋ยหันไปถามลูกชาย “แล้วลูกล่ะ?”


เฉินโม่คิดสักพัก


“ก็ไม่แน่ใจครับ แต่ข้อสอบเหมือนเคยเห็น ทำได้ค่อนข้างคล่อง”


“งั้นก็ดีแล้ว” เธอโล่งใจขึ้น


หลิวเหวินเซ่าสัมผัสได้ถึงสายตาของสวี่เหมียวเหมียว เขายิ้มอย่างมั่นใจ


“น่าจะไม่มีปัญหาครับ”


“แม่เชื่อในตัวลูก” สวี่เหมียวเหมียวตอบ


เขายิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น นี่เป็นครั้งแรกในรอบนานที่เขาผ่อนคลายจริงๆ


ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาทุ่มเททุกอย่างให้กับการเรียน ครั้งนี้เขาจะไม่ทำให้ตัวเองผิดหวัง และไม่ทำให้แม่ผิดหวังด้วย


วันถัดมา หลิวเหวินเซ่าเก็บของ หนังสือ เสื้อผ้า กลับบ้าน


หลิวเหวินเต๋อรู้ข่าวก็รีบลงมาจากภูเขา ถามนู่นนี่เต็มไปหมด เขาก็ตอบอย่าง.อดทน หลังจากนั้นก็เหลือแค่ “รอ”


ทั้งสามคนสมัครมหาวิทยาลัยหนิงอัน มหาวิทยาลัยดีที่สุดในเมือง ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้าน


เกาหยางอยากไปเรียนเมืองใหญ่เพื่อหนีพ่อ แต่ถูกห้ามไว้ ทั้งสามเลือกมหาวิทยาลัยเดียวกัน ต่างแค่สาขา


ช่วงเวลารอคอยนั้นยาวนานเหลือเกิน หลิวเหวินเซ่ากลับมาช่วยงานที่บ้าน จัดสวน เก็บของ จนสวี่เหมียวเหมียวแทบไม่มีอะไรทำ ได้แต่คิดเมนูอาหารในครัว


ผ่านไปหนึ่งเดือนก็ยังไม่มีข่าว ความมั่นใจของหลิวเหวินเซ่าเริ่มสั่นคลอน


“ไม่เป็นไร รออีกหน่อยนะ” สวี่เหมียวเหมียวปลอบ


ตามปกติควรมีข่าวแล้ว ทำไมยังไม่มี?


ขณะนั้นเอง หลี่หงอิงวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน


“เหวินเซ่าได้ใบตอบรับหรือยัง? หลิวเสี้ยวซิ่นในหมู่บ้านสอบติดแล้วนะ!”


หลิวเสี้ยวซิ่นกลายเป็นนักศึกษาคนแรกของหมู่บ้านอู๋ ทั้งหมู่บ้านฮือฮา ต่างไปแสดงความยินดีกับครอบครัวหลิวอู่


“ยังไม่ได้ค่ะ รอดูก่อน” สวี่เหมียวเหมียวตอบเรียบๆ


หลิวเหวินเซ่าเดินเข้าห้อง หลี่หงอิงก็รู้ตัวว่าพูดไม่เหมาะ จึงลดเสียงลง


“แปลกนะ เหวินเซ่าคะแนนอันดับหนึ่งของห้องนะ หลิวเสี้ยวซิ่นยังติด เขาจะไม่ติดได้ยังไง”


“ใช่ค่ะ รออีกหน่อยเถอะ”


อีกไม่กี่วันต่อมา ใบตอบรับยังไม่มา แต่เกาหยางกับเฉินโม่กลับมาหา ทั้งคู่ยิ้มแย้มแจ่มใส


“เหวินเซ่า เอาใบตอบรับมาให้ดูหน่อยสิ นายได้อันดับหนึ่งของโรงเรียนเลยนะ!” เกาหยางโอบไหล่เขาอย่างสนิทสนม


เขาอิจฉามาก แม้ตัวเองก็ติด แต่คะแนนต่างกันตังเยอะ


เขาเกือบตกท้าย แม้แต่เฉินโม่ยังได้มากกว่าเขา ช่วงนี้โดนพ่อบ่นไม่หยุด


หลิวเหวินเซ่าชะงัก ก่อนจะถามอย่างตื่นเต้น “นายว่าอะไรนะ? ฉันได้อันดับหนึ่งเหรอ?”


งั้นทำไมเขาไม่ได้รับจดหมาย?


“ใช่ นายอันดับหนึ่ง!” เกาหยางพูดอย่างภูมิใจ


“เอามาให้ฉันดูหน่อยสิ” เฉินโม่ก็อยากดู


“ฉันยังไม่ได้รับเลย” หลิวเหวินเซ่าพูดเสียงเบา


“เป็นไปไม่ได้!” เกาหยางไม่เชื่อ “พวกนายต้องได้ก่อนพวกเราด้วยซ้ำ!”


สวี่เหมียวเหมียวเริ่มจับประเด็นได้ “เกาหยาง นายรู้ได้ยังไงว่าเหวินเซ่าได้อันดับหนึ่ง?”


“ผมกับพ่อไปที่มหาวิทยาลัยมา เขาประกาศรายชื่อกับคะแนนไว้หมดเลย”


เฉินโม่พยักหน้า “ผมก็เห็นเหมือนกัน”


สวี่เหมียวเหมียวเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาเปลี่ยนไป


“แล้วพวกนายเห็นชื่อหลิวเสี้ยวซิ่นไหม?”


“ไม่เห็นนะ” เกาหยางส่ายหน้า


“ผมยังเช็คคะแนนเขาเลย ขาดไปแค่หนึ่งคะแนน น่าเสียดาย”


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างช้าๆ


“แต่เขาได้รับใบตอบรับแล้ว ทั้งหมู่บ้านรู้ว่าเขาสอบติด”


เธอเคยได้ยินเรื่อง “สวมชื่อคนอื่นเข้าเรียน” ไม่คิดว่าจะมาเกิดใกล้ตัวแบบนี้


ถ้าเดาไม่ผิด ใบตอบรับของหลิวเสี้ยวซิ่น อาจเป็นของเหวินเซ่า


หลิวเหวินเซ่าก็คิดได้เช่นกัน สีหน้าซับซ้อน


“เป็นไปไม่ได้…หรือผมดูผิด?” เกาหยางเริ่มสงสัยตัวเอง


ขณะที่ทุกคนกำลังงง สวี่เหมียวเหมียวก็ลากหลิวเหวินเซ่าออกจากบ้าน แต่ไม่ได้ไปหาหลิวเสี้ยวซิ่นทันที เธอไปหาผู้ใหญ่บ้านก่อน เล่าเรื่องคร่าวๆ แล้วหลิวเม่าก็ตามมาด้วย


พอไปถึงหน้าบ้าน หลิวอู่นั่งกินเมล็ดทานตะวันอย่างสบายใจ เห็นพวกเขามา โดยเฉพาะสวี่เหมียวเหมียว ใจเขากระตุกทันที แต่ยังฝืนยิ้ม


“มาแล้วเหรอ เชิญนั่งก่อน” คงไม่ถูกจับได้หรอก เขาทำไว้อย่างแนบเนียน


ไม่มีใครนั่ง หลิวเม่าพูดตรงๆ


“ได้ยินว่าลูกชายสอบติดมหาวิทยาลัย ยังไม่ได้แสดงความยินดีเลย เอาใบตอบรับมาให้ดูหน่อยได้ไหม?”


เพราะในใบตอบรับมีชื่อชัดเจน ปลอมไม่ได้แน่นอน


บทที่ 110: ชาตินี้ไม่มีวันให้อภัย


หลิวอู่หน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด พยายามฝืนทำตัวนิ่ง


“ใบตอบรับอยู่กับเสี้ยวซิ่น ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาเก็บไว้ไหน ไว้วันหลังแล้วกัน”


โชคดีที่ลูกชายไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นคงโป๊ะแตกไปแล้ว


เกาหยางก้าวออกมาอย่างสงสัย


“แต่ผมจำได้ว่าเสี้ยวซิ่นสอบไม่ติดนะครับ ลุงลองหาให้หน่อยสิ เผื่อผมจะดูผิดจริงๆ” เขาอยากพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ดูผิด


ขณะที่หลิวอู่กำลังหาข้ออ้าง หลิวเสี้ยวซิ่นก็เดินเข้ามาจากหน้าประตู พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินเซ่า รวมถึงเพื่อนอีกสองคน เขาก็เข้าใจทุกอย่างทันที


“เสี้ยวซิ่น มาพอดีเลย เอาใบตอบรับมาให้พวกเราดูหน่อยสิ!” เกาหยางดีใจขึ้นมาทันที 


จังหวะเหมาะพอดี แต่หลิวเสี้ยวซิ่นกลับไม่พูดอะไร


เขาคุกเข่าลงตรงหน้าสวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินเซ่า สีหน้าทรมาน


“ขอโทษครับ ผมผิดไปแล้ว” เขาไม่ควรฟังพ่อ ไม่ควรคิดลัด สอบไม่ติดก็ยังมีทางอื่น


แต่พอทำเรื่องนี้ลงไปแล้ว มันย้อนกลับไม่ได้


หลายวันที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ฝันร้ายทุกคืน ตอนนี้…เขารู้สึกโล่งแล้ว


ไม่ติดก็ไม่ติด นั่นคือชะตาของเขา


“เสี้ยวซิ่น! แกทำอะไร ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!” หลิวอู่รีบเข้ามาดึงลูก แต่เขาไม่ยอมลุก


หลิวอู่โกรธจัด ลงไม้ลงมือทันที


“แกบ้าไปแล้วหรือไง! รู้ไหมว่ากำลังทำอะไร!”


“พ่อ เราผิดแล้วจริงๆ หยุดเถอะ!”


“หุบปาก! หุบปาก!”


หลิวเสี้ยวซิ่นไม่ตอบโต้ ปล่อยให้พ่อระบายอารมณ์ สุดท้ายหลิวอู่ก็หมดแรง นั่งทรุดลงกับพื้น เขาหวังมาตลอดว่าลูกจะสอบติด แต่ปีแล้วปีเล่าก็ล้มเหลว 


ผู้ใหญ่บ้านเห็นภาพนี้ ก็เข้าใจทุกอย่างทันที


หลิวเสี้ยวซิ่นลุกขึ้น เดินเข้าไปในบ้าน แล้วหยิบใบตอบรับที่ยังใหม่เอี่ยมออกมา ก้มหน้ายื่นสองมือให้หลิวเหวินเซ่า


“ขอโทษครับ”


ตอนที่พ่อเอาใบตอบรับกลับมา เขานึกว่าเป็นของตัวเองจริงๆ ความรู้สึกตอนนั้น…แทบจะดีใจจนเป็นบ้า


แต่พอเปิดดู เห็นชื่อ “หลิวเหวินเซ่า” ทุกอย่างก็พังลงทันที แต่ภายใต้คำยุของพ่อ เขาก็หลงผิด เก็บใบตอบรับนั้นไว้


ตอนที่คนทั้งหมู่บ้านมาแสดงความยินดี ความรู้สึกผิดในใจเขาจะไม่มีวันลืม


หลิวเหวินเซ่ารับใบตอบรับมา มองชื่อของตัวเอง แล้วถอนหายใจโล่ง.อก แค่สอบติด…ก็ดีแล้ว


เขากลัวว่าจะทำให้ตัวเองผิดหวัง และกลัวจะทำให้แม่ผิดหวัง


“ไปเถอะ” สวี่เหมียวเหมียวมองสองพ่อลูกอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินออกไป


เกาหยางกับเฉินโม่ที่เพิ่งเข้าใจเรื่องทั้งหมด ถึงกับอึ้ง


“ไม่นึกเลยว่าเขาจะทำแบบนี้ได้ พวกเรายังเคยช่วยเขาอีก นี่มันเนรคุณชัดๆ!” เกาหยางพูดอย่างโมโห


เขาเคยคิดว่าคนนี้เป็นเพื่อน ตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองตาบอด


“ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะทำเรื่องแบบนี้ได้” เฉินโม่ถอนหายใจ


หลิวเหวินเซ่าเงียบ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่


เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว่าปิดไม่อยู่ หลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงรีบมาหา เห็นสวี่เหมียวเหมียวนั่งตากแดดอย่างสงบ ก็รีบถาม


“สะใภ้สาม เรื่องที่คนในหมู่บ้านพูดกัน จริงหรือ?”


“ใบตอบรับของเหวินเซ่า ถูกบ้านหลิวเสี้ยวซิ่นเอาไปจริงหรือ?”


“จริงค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


“แล้วเอาคืนมาได้หรือยัง?” หลิวเต๋อซิงถามทันที


ถ้ามีปัญหาแม้แต่นิดเดียว อาจเรียนไม่ได้เลย หลานชายสอบติดทั้งที จะให้พังไม่ได้


“พ่อ แม่ เอาคืนมาแล้วค่ะ ไม่กระทบอะไร”


เธอเรียกหลิวเหวินเซ่าออกมา ให้เขาเอาใบตอบรับมาให้ดู


หลิวเต๋อซิงรับมา มือสั่นด้วยความตื่นเต้น “ดี! ดี! ดี!”


เขาไม่เสียหน้าบรรพบุรุษแล้ว หลานชายมีอนาคตแล้ว!


หลี่หงอิงดีใจได้ไม่นาน ก็โมโหขึ้นมา


“ฉันต้องไปเอาเรื่องหลิวอู่ให้รู้เรื่อง กล้ามาทำแบบนี้กับครอบครัวเรา!”


หลิวเต๋อซิงก็เดือด “ฉันก็ไปด้วย!”


แต่พอออกไป ก็เจอหลิวอู่กับหลิวเสี้ยวซิ่นเดินเข้ามาพอดี ทั้งสองฝ่ายสบตากัน


หลี่หงอิงเป็นฝ่ายเปิดก่อน “หลิวอู่ แกยังกล้ามาที่นี่อีกเหรอ! วันนี้ฉันจะสั่งสอนแก!”


เธอพับแขนเสื้อเตรียมลงมือ หลิวอู่รีบลากลูกชายคุกเข่าลงทันที


“พี่หงอิง ผมผิดเอง ผมหน้ามืดไป จะด่าจะตีผมยังไงก็ได้!”


ทั้งหมู่บ้านรู้หมดแล้ว เขาไม่มีทั้งหน้าและศักดิ์ศรีเหลือแล้ว


“อย่าคิดว่าพูดแบบนี้แล้วฉันจะปล่อยนะ!” หลี่หงอิงไม่ยอม เรื่องแบบนี้ ไม่มีทางให้อภัยง่ายๆ


เสียงเอะอะทำให้ชาวบ้านมามุงดูเต็มหน้าบ้าน หลี่หงอิงลงมือเต็มแรง ไม่ยั้งเลย พอเหนื่อยก็หยุด


หลิวเต๋อซิงพูดเสียงเย็น “หลิวอู่ เรื่องนี้ฉันจำไปทั้งชีวิต”


เขาไม่เคยมีเรื่องกับใคร แต่ครั้งนี้…ไม่มีวันให้อภัย


หลิวอู่หมดหนทาง รีบคลานไปหาสวี่เหมียวเหมียว


“แม่ของเหวินซิน ผมรู้ว่าผิดแล้ว ให้อภัยผมเถอะ” ถ้าไม่ได้รับการให้อภัย เขาอยู่ในหมู่บ้านต่อไม่ได้


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม แต่สายตาเย็นชา


“นี่มันเรื่องอนาคตของลูกฉันนะ ถ้าฉันอยากเอาเรื่องจริงๆ พวกนายคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”


“จะให้ฉันให้อภัย? ชาตินี้ไม่มีทาง!”


เธอไม่เอาเรื่อง ไม่ได้แปลว่าใจดี ยังกล้ามาขอถึงบ้าน คิดว่าเธออ่อนหรือไง


หลิวอู่หน้าชา เสียใจ…แต่สายไปแล้ว


ไม่มีใครในหมู่บ้านสงสาร เรื่องนี้มันเลวเกินไป กล้าทำได้ยังไง


หลังจากคนแยกย้าย หลิวเหวินเซ่ายื่นใบตอบรับให้แม่


“แม่ เก็บไว้เถอะครับ อีกนานกว่าจะเปิดเรียน ผมกลัวทำหายอีก”


“ได้ แม่เก็บให้เอง”


สวี่เหมียวเหมียวรับไว้เงียบๆ


จบตอน

Post a Comment

0 Comments