NV002 ep83-96

บทที่ 83: ยังมีอะไรอีกไหม


ผู้ใหญ่บ้านใช้เวลาสักพักกว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ สีหน้าค่อยๆกลับมาเป็นปกติ เส้นเลือดที่คอที่ปูดขึ้นเมื่อกี้ก็เริ่มหายไป เขามองชาวบ้านแล้วพูดอย่างจริงจัง


“หิมะตกไม่หยุด บนเขาก็ไม่มีอาหาร หมาป่ามันลงมาหากิน เป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ แต่โชคดีที่บ้านแม่ของเหวินซินมีเสือ ไม่งั้นไม่รู้ว่าจะมีใครในหมู่บ้านโดนหมาป่ากินไปกี่คนแล้ว เมื่อคืนเธอจะไม่ออกมาช่วยก็ได้ แต่เธอก็ยังพาเสือมาช่วยพวกเรา เพราะงั้น ถ้าใครยังกล้าพูดไม่ดีเกี่ยวกับแม่ของเหวินซินหรือเสืออีก ผมจะไล่ออกจากหมู่บ้านทันที! หมู่บ้านเราไม่ต้องการคนเนรคุณแบบนั้น!”


พอพูดจบ คนที่โดนหมาป่าบุกเมื่อคืนก็รีบออกมาพูดทันที “ผมเห็นด้วย ถ้าเธอมาไม่ทัน ลูกผมคงไม่รอดแล้ว”


“ใช่เลย แขนผมก็เกือบกัดไปแล้วเหมือนกัน ถ้าเธอไม่ช่วยไว้” หลายคนพยักหน้าตาม เห็นชัดว่าครั้งนี้ทุกคนยืนอยู่ข้างสวี่เหมียวเหมียว


สวี่เหมียวเหมียวมองภาพนั้นแล้วรู้สึกอุ่นใจเล็กๆ อย่างน้อยคนพวกนี้ก็รู้จักบุญคุณ


เธอพูดต่อ “จากที่เกิดขึ้นวันนี้ บนเขาน่าจะยังมีหมาป่าอยู่ และอาจจะมีตัวหัวหน้าด้วย เพื่อความปลอดภัย ฉันแนะนำให้ทุกบ้านรีบก่อกำแพงให้สูงขึ้น แล้วตอนกลางคืนอย่านอนหลับสนิทเกินไป ต้องระวังตัวกันไว้หน่อย”


ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “เอาล่ะ แยกย้ายกันกลับไปพักเถอะ คืนนี้หมาป่าน่าจะไม่มาแล้ว”


หลังจากคนเริ่มแยกย้าย ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาพูดกับสวี่เหมียวเหมียว “แบบนี้ต่อไปก็ไม่ไหวหรอกนะ จะให้ทุกคนอยู่แบบกลัวทุกคืนก็ไม่ได้”


ตั้งแต่มีเรื่องหมาป่า เขาแทบไม่ได้หลับเต็มตาเลย


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า “ฉันก็คิดเหมือนกัน เราจะรอให้มันมาบุกอย่างเดียวไม่ได้ สู้จัดการมันก่อนดีกว่า”


เธอยิ้มบางๆ แต่แววตาดูจริงจัง 


หลังจากนั้นไม่กี่วัน ตอนกลางคืนของหมู่บ้านกลับคึกคักขึ้นมา ชาวบ้านนอนกลางวัน แล้วรวมตัวกันตอนกลางคืน…เพื่อดักหมาป่า


ใช่! ดักหมาป่า! ทุกคนคิดเหมือนกันว่า คนตั้งเยอะ จะไปกลัวสัตว์ทำไม แถมยังมีจวี๋เป่าช่วยอีก ยิ่งทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น


หลายคืนผ่านไป หมาป่ามาทีไรก็แพ้กลับไปทุกครั้ง ไม่มีใครในหมู่บ้านเป็นอะไรเลย ทุกคนเริ่มมั่นใจมากขึ้น


ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ หมาป่าก็ไม่กล้ามาอีก ตัวไหนเคยเข้ามา ก็ไม่มีตัวไหนได้กลับไปดีๆ หมาป่าเองก็กลัวเหมือนกัน สุดท้ายมันก็เลือกเอาชีวิตรอดมาก่อน


หลายคืนต่อมา หมู่บ้านก็เงียบสงบลง ในที่สุดทุกคนก็ได้นอนหลับสบาย


“แม่ของเหวินซิน อยู่บ้านไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวกำลังนั่งผิงไฟอ่านหนังสือ พอได้ยินเสียงเรียกก็ลุกออกไป “มีอะไรหรือเปล่า?”


เจียงซวงเดินเข้ามา “คือแบบนี้นะ ลูกฉันก็เรียนอยู่ในอำเภอ ตอนนี้หิมะตกหนักกลับบ้านไม่ได้ โรงเรียนก็ไม่ให้พักแล้ว เลยอยากขอให้เขาไปอยู่กับเหวินเซ่าชั่วคราวได้ไหม ค่าอยู่ค่ากินฉันจ่ายให้”


สวี่เหมียวเหมียวคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “ฉันต้องถามเหวินเซ่าก่อนนะ เพราะบ้านนั้นมีแค่สามห้อง ตอนนี้ก็อยู่เต็มแล้ว”


“ได้เลย ได้เลย ไม่เป็นไร ถ้าไม่ได้ฉันจะไปหาทางอื่น”


สวี่เหมียวเหมียวโทรไปถาม แล้วไม่นานก็ได้คำตอบ


“เหวินเซ่าบอกว่าให้มานอนที่ห้องโถงได้ แต่ไม่มีเตา อาจจะหนาวหน่อย”


“ไม่เป็นไรเลย ขอแค่มีที่อยู่ก็พอ”


เจียงซวงรีบหยิบเงินห้าหยวนยื่นให้ สวี่เหมียวเหมียวรับทันที อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย


“มีอะไรอีกไหมคะ?” สวี่เหมียวเหมียวถามเรียบๆ


“ไม่มีแล้ว งั้นฉันไปก่อนนะ”


เจียงซวงฝืนยิ้ม แล้วเดินออกไป สีหน้าดูไม่ค่อยดี


สวี่เหมียวเหมียวมองหิมะที่ยังตกไม่หยุด สีหน้าหนักใจ


หิมะตกมานานเกินไปแล้ว


ทุกเช้าเหวินซินต้องออกมากวาดหิมะ แต่ไม่นานก็กลับมากองอีก ตอนนี้หิมะบนถนนสูงจนแทบกลบคนได้ทั้งตัว 


เธอมองไปที่ภูเขาอีกฝั่งของหมู่บ้าน ขาวโพลนไปหมด มองแทบไม่เห็นต้นไม้


ถ้าเกิดหิมะถล่มขึ้นมา…คงไม่ใช่เรื่องเล็ก


ไม่กี่วันต่อมา มีบางบ้านเริ่มไม่มีทั้งอาหารและฟืน โดยเฉพาะพวกบ้านขี้เกียจที่ขายข้าวหมดไปแล้ว ตอนนี้จะออกไปซื้อก็ไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านเลยมาหาสวี่เหมียวเหมียว


“พอจะขายข้าวกับฟืนให้ชาวบ้านได้ไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวตอบตรงๆ


“ได้ค่ะ ข้าวขายตามราคาตลาด ฟืนขายราคาเดิม แต่ยกเว้นหม่าเยี่ยนกับเอ้อหมาจื่อ คนอื่นซื้อได้หมด”


บทที่ 84: หิมะถล่ม


เธอไม่มีทางช่วยเหลือคนที่เคยทำร้ายเธอแน่นอน 


คนในหมู่บ้าน ถ้าช่วยได้ก็ช่วย แต่บางคน…ไม่ใช่ เธอไม่ได้ใจดีขนาดนั้น


“ได้เลย ผมจะไปบอกทุกคนเดี๋ยวนี้” ผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยความดีใจ


ตอนนี้ไม่ว่าเรื่องอะไร เขาก็มาปรึกษาสวี่เหมียวเหมียวหมด


ในสายตาเขา เธอเหมือนเป็นคนที่นำโชคให้ทั้งหมู่บ้าน เรื่องไหนผ่านมือเธอ มักจะมีทางออกที่ดีเสมอ


เอ้อหมาจื่อรู้เรื่องนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เขาเลิกหวังไปนานแล้ว ผู้หญิงอย่างสวี่เหมียวเหมียว ใจแข็งจะตาย ไม่มีทางสงสารเขาแน่นอน


แต่หม่าเยี่ยนกลับเกลียดเธอเข้ากระดูก ตอนนี้เธอมีเงินอยู่บ้าง แต่ไม่มีทั้งข้าว ไม่มีทั้งฟืน หน้าหนาวยังอีกยาว แบบนี้ไม่อดตายก็หนาวตาย


เรื่องของหม่าเยี่ยนกับเอ้อหมาจื่อ ทั้งหมู่บ้านรู้กันหมดแล้ว ทั้งสองเลยไม่ปิดบังอีกต่อไป ย้ายมาอยู่ด้วยกันเลย


หม่าเยี่ยนถีบเขาอย่างหงุดหงิด “นายก็ใช้ปากเก่งไม่ใช่เหรอ ลองไปจีบสวี่เหมียวเหมียวดูสิ เธอก็เป็นแม่ม่ายเหมือนกัน”


เธออยากเห็นสวี่เหมียวเหมียวตกต่ำจากที่สูงแบบนั้น ถ้าเอ้อหมาจื่อทำสำเร็จ ภาพลักษณ์ของสวี่เหมียวเหมียวในหมู่บ้านต้องพังแน่ อาจจะแย่กว่าเธอด้วยซ้ำ


เอ้อหมาจื่อโดนถีบก็ไม่โกรธ พอนึกถึงหน้าสวยๆของสวี่เหมียวเหมียวก็แอบใจเต้น แต่ไม่นานก็ถอนหายใจ


“เธอมีลูกตั้งสี่คน แถมบ้านยังเลี้ยงเสืออีก ฉันไม่กล้าหรอก”


ครั้งก่อนเธอเกือบแทงเขาเข้าจุดสำคัญมาแล้ว ถ้าบังคับเธอจริงๆ เขาอาจจะใช้ชีวิตแบบผู้ชายไม่ได้อีกเลย


ฝันเอาได้ แต่ไม่กล้าทำจริง


สำหรับเขาแล้ว สวี่เหมียวเหมียวคือผู้หญิงที่ห้ามยุ่งที่สุดในหมู่บ้าน


“ขี้ขลาด!” หม่าเยี่ยนจะถีบอีก แต่เขาหลบทัน


เอ้อหมาจื่อยิ้มหวาน พูดเก่งเหมือนเดิม แล้วดึงเธอเข้ามากอด


“ฉันไม่ได้ชอบแบบนั้นหรอก เธอนี่แหละใช่ที่สุด”


หม่าเยี่ยนใจอ่อนลงทันที หน้าแดงเล็กน้อย


“บ้าจริง”


คนที่อยู่ในอาคารของหมู่บ้านเห็นภาพนี้จนชินแล้ว ไม่ว่าจะโดนด่าหรือโดนว่าแค่ไหน สองคนนี้ก็ยังติดกันเหมือนเดิม เสียงที่ออกมาก็ทำให้คนอื่นอยากจะเข้าไปต่อยทั้งคู่


ผ่านไปอีกหลายวัน ช่วงนี้สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เหมือนจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ทุกวันเธอจะออกมายืนมองภูเขาไกลๆหน้าบ้าน 


วันหนึ่ง เธอขมวดคิ้ว รู้สึกว่าภูเขามัน…เอียงไปนิดหนึ่ง


เธอขยี้ตา คิดว่าคงตาฝาดเพราะจ้องหิมะนานเกินไป


“เหวินซิน! มานี่เร็ว!” เธอเรียกลูกชาย


หลิวเหวินซินเดินเข้ามา “มีอะไรครับ?”


เธอชี้ไปที่ภูเขา “ดูสิ มันแปลกไปไหม?”


เขามองแล้วส่ายหัว “ผมไม่เห็นอะไรนะ—”


ยังพูดไม่ทันจบ สวี่เหมียวเหมียวเห็นกองหิมะส่วนหนึ่งไหลลงมา แล้วทั้งแถบก็เริ่มไหลตามกัน


หัวใจเธอแทบหยุดเต้น เธอตะโกนสุดเสียง


“หิมะถล่ม! หนีเร็ว!!!”


เธอวิ่งไปพร้อมตะโกนไป พยายามบอกให้คนได้ยินมากที่สุด


คนที่อยู่ใกล้รีบพาครอบครัวอุ้มลูกวิ่งออกมา แล้วภาพที่เห็น…ทำให้ไม่มีใครลืมไปทั้งชีวิต


หลิวเหวินซินยืนช็อก ตาเบิกกว้าง พอเห็นแม่ตะโกนจนหน้าแดง เขาก็ตะโกนตาม


ทุกคนช่วยกันตะโกน เตือนกันไปทั่ว


ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่บ้านเคยเตือนแล้ว ถ้าเกิดหิมะถล่มให้รีบหนี ถ้าหนีไม่ทันให้หาที่หลบ


ทันทีที่ได้ยินคำว่า “หิมะถล่ม” ทุกคนใจหายวาบ แต่ก็พยายามตั้งสติ


ไม่ถึงสิบวินาที หิมะจากภูเขาก็ถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว กลบหมู่บ้านไปกว่าครึ่ง


บ้านหลายหลังหายไปต่อหน้าต่อตา เหมือนไม่เคยมีอยู่เลย


สวี่เหมียวเหมียวยืนมองไม่กล้าขยับ บางคนหนีออกมาได้ แต่บางคน…ถูกฝังอยู่ใต้หิมะ


คนที่รอดชีวิตยืนมองภาพตรงหน้า หายใจแทบไม่ออก


ส่วนใหญ่ที่หนีได้คือคนหนุ่มสาวกับเด็ก คนแก่หลายคนยังไม่ทันออกจากบ้านก็ถูกฝังไปแล้ว


“แม่!!!”


เสียงร้องดังขึ้น แล้วทั้งหมู่บ้านก็ร้องไห้พร้อมกัน บางคนจะวิ่งเข้าไปขุด แต่ถูกผู้ใหญ่บ้านห้ามไว้


สวี่เหมียวเหมียวตะโกน “อย่าเข้าไป! มันอาจถล่มอีก!”


ตอนนี้เข้าไปก็ช่วยไม่ได้ แถมอาจตายเพิ่ม


ยังไม่ทันพูดจบ หิมะด้านบนก็ไหลลงมาอีกครั้ง ทับซ้ำลงไป ทำให้การช่วยเหลือยากขึ้นกว่าเดิม


ไม่มีใครทำอะไรได้ ทุกคนได้แต่ร้องไห้ บางคนยืนนิ่ง บางคนคุกเข่าร้องเงียบๆ


ผู้ใหญ่ปิดตาเด็ก ไม่ให้เห็นภาพตรงหน้า น้ำตาของสวี่เหมียวเหมียวไหลออกมา


ไม่มีใครสู้ภัยธรรมชาติได้ ต่อหน้าธรรมชาติ มนุษย์ตัวเล็กมาก


คนที่รักอยู่ตรงหน้า แต่ช่วยไม่ได้ มันทรมานยิ่งกว่าตาย


เธอหันไปมองครอบครัวตัวเอง ทุกคนกอดกัน ร้องไห้จนตัวสั่น


เธอรีบหันกลับ ไม่กล้ามองต่อ


“แม่!”


หลิวเหวินเล่อวิ่งเข้ามากอดเธอ เธอกอดเขาแน่น ไม่พูดอะไร


ผ่านไปสักพัก เมื่อเห็นว่าหิมะเริ่มนิ่งลง เธอก็เอยขึ้น


“ผู้ใหญ่บ้าน! รีบเช็กจำนวนคน แล้วจัดคนเข้าไปช่วย!”


หลิวเม่าดูเหมือนแก่.ลงไปหลายปี น้ำตาไหลไม่หยุด เขารีบไปจัดการทันที


สวี่เหมียวเหมียวกลับเข้าไปในห้อง หยิบอุปกรณ์ตรวจจับจากระบบ แล้ววิ่งออกมา


เวลาเท่ากับชีวิต เร็วหนึ่งวินาที อาจช่วยได้อีกหนึ่งคน


ทั้งหมู่บ้านไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก ต่างช่วยกันขุดหิมะ บางคนมือแตก เลือดออก แต่ไม่มีใครบ่น


แม้แต่เด็กก็ช่วยขุด ไม่มีใครร้อง 


ทุกคนมีความคิดเดียว ต้องช่วยคนให้ได้มากที่สุด


บทที่ 85: ข้าวสารสามร้อยจิน


ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ ต่างช่วยกันให้กำลังใจ 


หมู่บ้านหลิวไม่เคยสามัคคีกันขนาดนี้มาก่อน สุดท้าย ทุกคนที่ถูกฝังอยู่ใต้หิมะก็ถูกขุดขึ้นมาได้


มีทั้งคนที่บาดเจ็บเล็กน้อย คนที่เหลือแค่ลมหายใจรวยริน และก็มีคนแก่บางคนที่อายุมากแล้ว…ไม่รอด


มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยสิบห้าคน บาดเจ็บหนักห้าคน และมีผู้เสียชีวิตสองคน ทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความโศกเศร้า 


แต่สวี่เหมียวเหมียวกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะผลลัพธ์นี้…ดีกว่าที่เธอคิดไว้มาก


เธอเดินไปหาผู้ใหญ่บ้าน


“ผู้ใหญ่บ้าน เอาคนไปอยู่ที่อาคารของหมู่บ้านก่อนเถอะค่ะ คนเยอะขนาดนี้ จะให้อยู่กลางแจ้งแบบนี้ไม่ได้”


ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าลำบากใจ


“แต่ห้องมีแค่นิดเดียว คนเยอะขนาดนี้อยู่ไม่พอหรอก”


“งั้นก็กางเพิงชั่วคราวในลานก็ได้ค่ะ อย่างน้อยก็กันลมกันหิมะได้บ้าง”


จริงๆเธอก็เคยคิดจะให้คนไปอยู่ที่โรงทำขนมของตัวเอง แต่พอคิดว่าคนเยอะขนาดนี้ ต้องดูแลทั้งที่อยู่และอาหาร เธอก็ปวดหัวขึ้นมาทันที


อยู่แค่ชั่วคราวยังพอไหว แต่ตอนนี้หิมะยังไม่หยุด ถนนก็ถูกปิด ไม่มีทางสร้างบ้านใหม่ได้


ถ้าให้อยู่ยาวๆที่บ้านเธอ ต้องมีปัญหาตามมาแน่นอน สุดท้ายอาจจะโดนคนทั้งหมู่บ้านไม่พอใจ สู้ไม่รับตั้งแต่แรกยังดีกว่า


ผู้ใหญ่บ้านเห็นเธอพูดแบบนั้น ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่พยักหน้า เขาเชื่อว่าเธอต้องคิดมาแล้ว


โชคดีที่อาคารของหมู่บ้านไม่โดนหิมะถล่ม ไม่งั้นคงไม่มีที่อยู่จริงๆ


ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้คนช่วยกันพาคนเจ็บหนักเข้าไปพักในห้อง แต่หม่าเยี่ยนกลับลุกขึ้นค้านทันที


“นี่มันห้องของฉัน! พวกแกเอาคนอื่นเข้ามาได้ยังไง!”


เธอยืนขวางประตู ไม่ยอมให้เข้า ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้ ต้องไปตามผู้ใหญ่บ้านมา พอเขาได้ยินก็โกรธจัด รีบเดินมาแล้วชี้หน้าด่า


“นี่มันอาคารของหมู่บ้าน ไม่ใช่บ้านแก! ห้องนี้ก็ไม่ใช่ของแกคนเดียว! ตั้งแต่ตอนนี้ แกออกไปอยู่ข้างนอก ห้องนี้ให้คนเจ็บอยู่!”


“ทำไมล่ะ! ฉันมาก่อนนะ!” หม่าเยี่ยนไม่ยอม


ผู้ใหญ่บ้านไม่สนใจ หันไปสั่งคนข้างๆ


“ลากออกไป!”


หลายคนก็รอจังหวะนี้อยู่แล้ว พอได้รับคำสั่ง ก็จัดการทันที


ไม่ว่าเธอจะดิ้นยังไง ก็ถูกลากออกไปทั้งตัวพร้อมผ้าห่ม โยนไว้ตรงชายคา


หม่าเยี่ยนนั่งด่ากราดอยู่ตรงนั้น มองห้องที่เคยเป็นของตัวเองถูกคนอื่นใช้ไป


แต่ผู้ใหญ่บ้านไม่สนใจเลย คนแบบนี้ ยิ่งไปสนใจยิ่งได้ใจ เขาไม่มีเวลามาเสียกับเรื่องพวกนี้


ตอนนี้สิ่งสำคัญคือ…จะหาของกินยังไง? ครึ่งหมู่บ้านไม่มีทั้งข้าว ไม่มีทั้งของใช้ จะอยู่ต่อยังไง?


เขาเครียดจนหัวแทบแตก คิดจะไปหาสวี่เหมียวเหมียว แต่ก็รู้ว่าเธอคงช่วยอะไรไม่ได้มาก


เรื่องนี้มันยากจริงๆ ตอนนี้อย่างน้อยต้องสร้างเพิงก่อน


โชคดีที่คนในหมู่บ้านช่วยกันหมด เอาไม้ เอากระเบื้องมารวมกัน ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็สร้างเพิงขึ้นมาได้


ด้านบนใช้กระเบื้อง ด้านข้างใช้ไม้ค้ำ ฝังไม้ลงดินลึก แล้วเอาของหนักกดไว้ด้านบน ดูแล้วก็พอแข็งแรง


ช่องลมรอบๆก็เอาฟางอุดไว้ ถึงจะยังมีลมเข้า แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย พื้นก็ปูฟาง ทุกคนนั่งรวมกันก็อุ่นขึ้นมาหน่อย


ผู้ใหญ่บ้านไปเปิดเครื่องกระจายเสียง “ตอนนี้หมู่บ้านเรากำลังลำบากที่สุด ขอให้ทุกคนช่วยเหลือกัน ใครมีข้าวหรือเสื้อผ้าเหลือขอให้นำมาที่อาคาร ไม่ได้ให้ฟรี ปีหน้าจะคืนให้ วันนี้คุณช่วยเขา วันหน้าเขาก็จะช่วยคุณ”


เสียงของเขาดังไปทั่วหมู่บ้าน พูดไปพูดมาตัวเขาเองก็ซึ้งจนเกือบร้องไห้ หลายคนฟังแล้วน้ำตาไหล เริ่มกลับไปหาเสื้อผ้า ข้าว ของที่พอจะช่วยได้


สวี่เหมียวเหมียวได้ยินแล้ว ก็เรียกหลิวเหวินเล่อ


“ไปเรียกอวี๋หังกับคุณยายมาหน่อย บอกว่าฉันมีเรื่องจะคุย”


“ได้ครับ!” เด็กน้อยวิ่งออกไปทันที


บ้านของคุณยายก็พังเหมือนกัน ตอนนี้ทั้งสองอยู่ที่อาคาร ไม่นานทั้งคู่ก็มา


สวี่เหมียวเหมียวพูดเรียบๆ


“อวี๋หัง มาช่วยฉันดูโกดังหน่อย ของสำคัญยังอยู่ในนั้นเยอะ”


“ตอนนี้เลยเหรอ?” เขาถามอย่างแปลกใจ


“ใช่ ตอนนี้เลย ไปกับคุณยาย”


เขานิ่งไปเล็กน้อย แล้วเข้าใจทันที น้ำตาคลอ


เขาคุกเข่าลง ก้มกราบสามครั้ง “ขอบคุณครับคุณป้า”


สวี่เหมียวเหมียวตกใจ รีบดึงเขาขึ้น “ทำอะไรเนี่ย ฉันให้มาทำงาน ไม่ได้ให้มาฟรี”


เด็กคนนี้จริงใจเกินไปแล้ว


อวี๋หังพูดทั้งน้ำตา “ผมจะตอบแทนคุณป้าให้ได้”


คุณยายเองก็ซึ้งจนพูดไม่ออก


สวี่เหมียวเหมียวรีบเปลี่ยนเรื่อง “พอแล้ว ไปจัดของในโกดังเถอะ ดูแลให้ดี”


หลังจากทั้งสองไป เธอก็ให้หลิวเหวินจวิ้นเอาผ้าห่มไปเพิ่มอีกผืน


เตียงในโกดังใหญ่พอ นอนได้สองคน ส่วนคนอื่น…เธอช่วยได้แค่นี้จริงๆ


สิ่งที่เธอทำได้มากกว่านั้น คือช่วยเรื่องอาหาร


เธอซื้อข้าวสารสามร้อยจินออกมา ให้ลูกๆช่วยกันแบกไปที่อาคาร


ลานเต็มไปด้วยคน เหลือทางเดินแคบๆ พอเห็นเธอ พร้อมข้าวจำนวนมาก ทุกคนก็รีบเดินตามเข้ามา


บทที่ 86: หม่าเยี่ยนถูกชาวบ้านรุมทำร้าย


ผู้ใหญ่บ้านหลิวกำลังนั่งจดบันทึกข้าวสารและแป้งที่ชาวบ้านนำมาบริจาคอยู่ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นสวี่เหมียวเหมียวเดินเข้ามา


“ผู้ใหญ่บ้าน นี่คือข้าวที่ฉันพอจะเอาออกมาได้มากที่สุดแล้วค่ะ สามร้อยจิน น่าจะพอให้ทุกคนประทังไปได้สักระยะ”


เธอส่งสัญญาณให้ลูกชายช่วยกันวางกระสอบข้าวลงบนพื้น


พอทุกคนได้ยินว่า “สามร้อยจิน” ต่างก็ตกใจและซาบซึ้งขึ้นมาทันที สายตาที่มองเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง


ผู้ใหญ่บ้านหลิวรู้สึกขอบคุณอย่างล้นใจ


“แม่ของเหวินซิน ขอบคุณจริงๆ ปีหน้าผมจะให้ทุกคนช่วยกันคืนให้คุณมากกว่านี้แน่นอน!”


บ้านเขาเอง ต่อให้หักส่วนที่ต้องกินแล้ว ยังพอแบ่งได้แค่ห้าสิบจินเท่านั้น แต่เธอกลับเอาออกมาตั้งสามร้อยจิน


ในสถานการณ์แบบนี้ ต่อให้มีเงินก็ซื้อข้าวไม่ได้! บุญคุณครั้งนี้ เขาจะไม่มีวันลืม 


สวี่เหมียวเหมียวส่ายหน้าเบาๆ


“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ ปีนี้ฉันซื้อข้าวไว้เยอะหน่อย หักส่วนที่บ้านต้องใช้แล้ว ก็เอาออกมาได้เท่านี้ เอาไว้วันหน้าทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ค่อยคืนตามจำนวนเดิมก็พอ ไม่ต้องให้เพิ่มหรอกค่ะ ชีวิตของทุกคนก็ลำบากเหมือนกัน”


คำพูดของเธอทำให้คนที่ยืนอยู่ด้านนอกถึงกับน้ำตาคลอ


ให้เท่าเดิม ไม่เอาเปรียบ เธอไม่ใช่คนที่ฉวยโอกาสจากความเดือดร้อน


“ขอบคุณแม่ของเหวินซิน!”


“เป็นคนดีจริงๆ!”


เสียงชื่นชมดังขึ้นไม่ขาดสาย ทุกคนยกย่องเธอเหมือนเป็นคนใจบุญ มีหลักการ และไม่หวังผลตอบแทน แทบจะเหมือนเจ้าแม่กวนอิมกลับชาติมาเกิด


หม่าเยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านข้าง แม้อยากจะพูดอะไรประชด ก็ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปาก


ผู้ใหญ่บ้านให้ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง เขายังมีเรื่องจะคุยกับสวี่เหมียวเหมียว


เมื่อชาวบ้านออกไป บรรยากาศด้านนอกก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น มีคนหนึ่งพูดถึงเหตุการณ์หิมะถล่มขึ้นมา


“พวกเราก็ซวยจริงๆ อยู่ดีๆภูเขาก็ถล่ม ไม่มีสัญญาณอะไรเลย”


“ใช่ ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศเตือนตั้งหลายรอบ ไม่ให้ขึ้นเขา ไม่ให้เข้าใกล้ แล้วทำไมมันถึงถล่มได้ล่ะ?”


พอมีคนเริ่มพูด เรื่องนี้ก็ลุกลามทันที เด็กหญิงเอ๋อหยาที่กำลังเล่นอยู่กับเด็กๆ ก็พูดขึ้นมาแบบไม่คิดอะไร


“วันนั้นหนูเห็นป้าหม่าเยี่ยนแอบขึ้นเขานะ...”


เงียบกริบ!


ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบในพริบตา มีคนรีบเดินเข้ามาหาเธอ


“เอ๋อหยา หนูเห็นใครขึ้นเขานะ?” เด็กน้อยตกใจ กลัวจนไม่กล้าพูด


หลี่ไหวฮวา ภรรยาผู้ใหญ่บ้าน รีบเข้ามาปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน


“ไม่ต้องกลัวนะลูก เล่าให้ฟังตามที่เห็นก็พอ”


เอ๋อหยาเม้มปาก ก่อนจะพูดเบาๆ “หนูเห็นป้าหม่าเยี่ยนขึ้นเขาค่ะ”


แม้เสียงจะเบา แต่ทุกคนได้ยินชัดเจน เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที


“ที่แท้ก็เป็นฝีมือหม่าเยี่ยน!”


คำพูดนี้เหมือนจุดไฟให้ความโกรธของทุกคนปะทุ ทุกคนในที่นี้ สูญเสียบ้าน สูญเสียครอบครัว


เดิมคิดว่าเป็นภัยธรรมชาติ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นฝีมือคน! ใครจะยอมรับได้?


ผู้คนกำหมัดแน่น เดินตรงไปล้อมหม่าเยี่ยน ตอนนั้นเธอกำลังนอนอยู่ พอรู้สึกว่าอากาศรอบตัวไม่หนาวแล้วก็ลืมตาขึ้น เห็นคนยืนล้อมเต็มไปหมด ก็ร้องกรี๊ดทันที


“พวกแกจะทำอะไร!”


หลี่ไหวฮวาพูดด้วยเสียงเย็น


“ทำอะไรน่ะเหรอ? ถ้าไม่ใช่เพราะแกขึ้นเขาเอง หมู่บ้านเราจะเจอเรื่องแบบนี้เหรอ!”


หม่าเยี่ยนหน้าซีด รีบปฏิเสธ


“ไม่ใช่นะ! ไม่เกี่ยวกับฉัน!”


“ยังจะโกหกอีก! มีคนเห็นแล้ว!”


“คืนบ้านฉันมา!”


“คืนพ่อฉันมา!” เสียงตะโกนดังระงม


ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร ก็ถูกเตะเข้าอย่างแรง


หนึ่งครั้ง…สองครั้ง…สามครั้ง… คนทั้งฝูงเข้ามารุมเตะ


เธอหนีไม่ได้ ได้แต่กอดหัวแล้วด่ากลับ สุดท้ายเสียงก็แหบจนพูดไม่ออก


สวี่เหมียวเหมียวกับผู้ใหญ่บ้านได้ยินเสียง รีบวิ่งออกมา เห็นภาพตรงหน้าก็พยายามจะห้าม แต่ห้ามไม่อยู่ ความโกรธของฝูงชน ไม่มีใครหยุดได้ 


สุดท้าย สวี่เหมียวเหมียวไปหาเหล็กทุบพื้นเสียงดัง ปัง! เสียงนั้นทำให้ทุกคนหยุดลง


หม่าเยี่ยนนอนชักอยู่บนพื้น ดูทรมานอย่างมาก


สวี่เหมียวเหมียวถอนหายใจ อย่างน้อยยังไม่ตาย ถ้ามีคนตาย เรื่องจะใหญ่กว่านี้


ผู้ใหญ่บ้านโกรธจัด “พวกแกทำอะไรกัน!”


ทุกคนช่วยกันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น


ยิ่งฟัง หน้าของผู้ใหญ่บ้านก็ยิ่งมืดลง ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า หม่าเยี่ยนคือภัยพิบัติของหมู่บ้าน


“พอได้แล้ว พวกแกก็ได้ระบายไปแล้ว เรื่องมันเกิดไปแล้ว ต่อให้ตีเธอตายก็ไม่ช่วยอะไร” เขาพูดด้วยความ.อดกลั้น 


สวี่เหมียวเหมียวมองหม่าเยี่ยนที่นอนอยู่บนพื้น สีหน้าเย็นชา เธอเตือนแล้ว แต่ก็ยังเกิดเรื่องขึ้นจนได้


จะว่าไป เธอก็สมควรโดน หวังว่าครั้งนี้จะทำให้รู้จักคิดบ้าง


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้พูดอะไรต่อ พาลูกๆกลับบ้าน เรื่องวุ่นวายนี้ ในที่สุดก็จบลง


คืนนั้น เธอนอนหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


เช้าวันถัดมา เธอตื่นขึ้นมาแล้วต้องตกใจ หิมะหยุดแล้ว!


นี่คือข่าวดีที่สุดในช่วงเวลานี้ หิมะที่ตกมาครึ่งเดือน ในที่สุดก็หยุดลง


แม้ไม่มีแดด แต่แค่หยุดตก ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกดีใจมาก เธออยากทำอะไรอร่อยๆฉลอง หยิบเนื้อสดออกมาสับ ปรุงรส ซื้อแผ่นแป้งเกี๊ยวจากระบบมาสามจิน แล้วเริ่มห่อเกี๊ยว


เกี๊ยวที่ทำกินเอง ใส่ไส้แน่นกว่าที่ขายข้างนอกมาก ไม่นานก็ห่อได้เต็มโต๊ะ


“เหวินซิน ไปเรียกเหวินจวิ้นมาช่วยก่อไฟหน่อย” เธอตะโกนออกไป


ไม่นาน เกี๊ยวหม้อแรกก็เสร็จ เธอตักใส่ชาม โรยกุ้งแห้งกับต้นหอม ให้เหวินจวิ้นเอาไปให้หลิวอวี่หังกับคุณยายที่โกดัง แล้วให้เหวินซินเอาไปให้หลี่หงอิงอีกชาม


ส่วนที่เหลืออีกสองชามใหญ่ เธอเอาไปให้หลิวเต๋อซิง


บทที่ 87: หลิวเหวินเส้ากลับบ้าน


หลังจากกลับมาแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็ลงมือทำเกี๊ยวอีกหม้อ ทุกคนจึงนั่งล้อมวงกินด้วยกัน


เกี๊ยวร้อนๆชามใหญ่ลงท้องไป แต่ละคนรู้สึกสบายไปทั้งตัว ความหนาวหายไปจนหมด


พอกินเสร็จ ไม่นานก็ได้ยินเสียงจากลำโพงของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ทุกคนออกไปช่วยกันกวาดหิมะบนถนน


สวี่เหมียวเหมียวเรียกลูกๆออกไป พร้อมกับหยิบเครื่องมือไปด้วย ตัวเธอเองก็ลงมือช่วยเช่นกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำงานแบบนี้ 


ทุกคนช่วยกันเคลียร์อีกครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านที่ถูกหิมะทับ ผู้ใหญ่บ้านจัดการงานได้ดีมาก มีคนขุดหิมะ มีคนขนหิมะ ผู้ใหญ่ทำงานของผู้ใหญ่ เด็กก็มีหน้าที่ของเด็ก


ยกเว้นคนที่บาดเจ็บ คนแก่ หรือเด็กเล็กมาก รวมถึงหม่าเยี่ยนที่ไม่มาช่วย ที่เหลือมาหมด แม้แต่เอ้อหมาจื่อยังมาด้วย


เหตุผลก็ง่ายๆ เขาไม่มีข้าวกินแล้ว หวังว่าผู้ใหญ่บ้านจะเห็นว่าเขาทำงานดี แล้วแบ่งข้าวให้บ้าง


ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน อีกครึ่งหมู่บ้านก็ถูกเคลียร์ออกมาได้ ชาวบ้านมองบ้านตัวเองที่พังยับเยิน ใจก็เจ็บปวด บ้านที่อยู่มาตลอดชีวิต บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จ…พังหมด


ไม่ใช่แค่ผู้หญิง แม้แต่ผู้ชายวัยสามสี่สิบก็ยังน้ำตาคลอ ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้าไปตบไหล่ปลอบใจ สีหน้าของเขาเองก็หนักใจไม่แพ้กัน


เขาตบมือแล้วตะโกนเสียงดัง “อย่าเพิ่งหมดหวัง! ขอแค่เรายังมีชีวิตอยู่ บ้านก็สร้างใหม่ได้! ถ้าเราไม่ยอมแพ้ ชีวิตต้องดีขึ้นแน่นอน!”


“ผู้ใหญ่บ้านพูดถูก!”


“พอถนนเปิด เราจะเริ่มสร้างบ้านใหม่!” เสียงตอบรับดังขึ้น


ตราบใดที่คนยังอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็ไม่มีวันพ่ายแพ้ให้ชีวิต ในใจของทุกคนเหมือนไฟลุกขึ้นอีกครั้ง


วันถัดมา แสงแดดก็ส่องออกมาในที่สุด!


ผู้คนออกมายืนบนถนน ตะโกน หัวเราะ กอดกัน เหมือนรอดชีวิตจากหายนะ


เมื่อแสงแดดอุ่นๆส่องลงบนใบหน้าของสวี่เหมียวเหมียว เมื่อเธอเห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน เธอก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ


หลังจากนั้นอากาศก็แจ่มใสต่อเนื่อง อุณหภูมิค่อยๆสูงขึ้น แม้ยังต่ำกว่าศูนย์ แต่ก็ไม่หนาวจนทรมานแล้ว เป็นความหนาวแบบฤดูหนาวปกติ


หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หิมะบนถนนละลายหมด หมู่บ้านหลิวกลับมาเปิดอีกครั้ง!


ผู้ใหญ่บ้านเริ่มจัดการเรื่องสร้างบ้านให้ชาวบ้าน ใครไม่มีเงินก็ไปยืม เขียนสัญญาไว้ คนที่มีเงินก็ยินดีให้ยืม


สวี่เหมียวเหมียวเองก็ไม่ปฏิเสธใคร ขอแค่เป็นคนดี ขยันทำงาน เธอก็ให้ยืม มีสัญญา มีผู้ใหญ่บ้านค้ำประกัน เธอไม่กลัวถูกโกง


คนที่ต้องสร้างบ้านมีเยอะมาก หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นก็ถูกเรียกไปช่วยงานก่อสร้าง 


สวี่เหมียวเหมียวคำนวณดูแล้ว หิมะละลายหมดแบบนี้ หลิวเหวินเส้าก็น่าจะกลับมาได้แล้ว


แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เธอเพิ่งกินข้าวกลางวันเสร็จ ก็ได้ยินเสียงจากในลาน


“แม่ ผมกลับมาแล้ว!”


สวี่เหมียวเหมียวรีบออกไป นอกจากหลิวเหวินเส้าแล้ว ยังมีเกาหยางกับอีกสองคน


“แม่ นี่เสี้ยวซิน ลูกป้าจาง แล้วก็นี่เฉินโม่ ลูกป้าเฉิน” หลิวเหวินเส้าแนะนำ


“สวัสดีครับป้า” เฉินโม่ทักอย่างสุภาพ


หลิวเสี้ยวซินดูเขินๆ ไม่ค่อยกล้าพูด


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม “เข้ามาในบ้านก่อน อบอุ่นหน่อย”


เด็กหนุ่มแต่ละคนตัวสูงกันหมด โดยเฉพาะเฉินโม่ที่ดูสูงที่สุด


เธอเอาขนมกับขนมปังมาให้กิน หลิวเหวินเส้าก็ไปยกน้ำร้อนมา


“กินเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”


เกาหยางคุ้นเคยแล้ว หยิบขนมมากินทันที


“ขอบคุณครับป้า” เฉินโม่ยิ้มอย่างสุภาพ


หลิวเสี้ยวซินหยิบขนมปังเป็นคนสุดท้าย กินอย่างระมัดระวัง นี่คือขนมปังที่ดังในอำเภอ เขาเพิ่งเคยกินครั้งแรก อร่อยมาก


สวี่เหมียวเหมียวคุยกับพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้น


“พวกเธอคุยกันไป เดี๋ยวป้าทำของอร่อยให้กิน”


เธอเพิ่งลุกขึ้น หลิวเสี้ยวซินก็รีบลุกตาม


“ป้า ผมขอกลับก่อนนะครับ แม่ผมรออยู่ที่บ้าน”


เขารู้ว่าป้าคนนี้ทำอาหารเก่ง แต่บ้านเขาก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน เลยไม่กล้ารบกวน


สวี่เหมียวเหมียวจึงไม่รั้ง “งั้นก็กลับไปก่อน แม่คงเป็นห่วง ไว้คราวหน้ามากินที่บ้านป้านะ”


“ครับ ขอบคุณครับ” เขารีบเดินออกไป สวี่เหมียวเหมียวก็เข้าครัว


วันนี้คนเยอะ ต้องทำหลายอย่างหน่อย


เธอเลือกมันหวานออกมาสิบกว่าหัว ล้างให้สะอาด แล้วเอาเข้าเตาอบ ปรับอุณหภูมิเรียบร้อย ก่อนจะไปเตรียมอย่างอื่น


เธอให้เงินหลิวเหวินเล่อไปซื้อเต้าหู้จากบ้านป้าจาง ตั้งใจจะทำหมูสามชั้นตุ๋นเต้าหู้กับผักกาด แล้วก็ทำหมาล่าหม้อรวม มีซุปไก่ใสฟัก


หน้าหนาวแบบนี้ ได้กินอะไรมีน้ำร้อนๆ สบายสุดๆ


ซี่โครงตุ๋นหัวไชเท้าก็ต้องมี เธอยังอยากกินเนื้อแกะด้วย ทั้งต้ม ปิ้ง และผัด


เธอไม่ได้ออกไปไหนนานแล้ว ต่อให้มีขาย ก็ซื้อไม่ได้ ของในระบบก็เอาออกมาไม่สะดวก


สุดท้าย เธอเพิ่มกิมจิอีกจาน แต่ละอย่างทำเต็มที่ น่าจะพอ คิดเสร็จก็ลงมือทันที


หลิวเหวินเล่อนั่งก่อไฟ หลิวเหวินซินช่วยเตรียมของ งานจึงเร็วมาก


ไม่นาน กลิ่นอาหารก็ลอยไปทั่วลาน


คนที่นั่งอยู่ในห้อง โดยเฉพาะเกาหยาง นั่งไม่ติดแล้ว สายตาหันไปทางครัวตลอด


หลิวเหวินเส้าดูออกว่าเพื่อนของเขาใจร้อนแค่ไหน แต่กลับนั่งนิ่งๆ ชวนคุย ดื่มชา ไม่ยอมให้ไปครัว ตั้งใจแกล้งชัดๆ


“ผมไปดูว่าป้ามีอะไรให้ช่วยไหมนะ” เกาหยางลุกขึ้น


หลิวเหวินเส้าคว้าตัวไว้


“ไม่ต้องหรอก บ้านฉันคนเยอะ นายเป็นแขก นั่งรอกินก็พอ” เขายิ้มสุภาพมาก 


แต่เกาหยางไม่ยอมง่ายๆ หยุดเล็กน้อย ก่อนจะปัดมือออก


“เราสนิทกันขนาดนี้แล้ว จะให้ฉันนั่งเฉยๆได้ไง เดี๋ยวฉันก็มาบ่อยอยู่แล้ว อย่าทำเหมือนฉันเป็นคนนอกสิ”


บทที่ 88: อย่าคิดถึงฉันมากล่ะ


หลิวเหวินเส้าถึงกับพูดไม่ออก ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เกาหยางก็วิ่งออกไปแล้ว เจ้านี่เป็นสายกินตัวจริง ไม่สนอะไรเลย นอกจากของกิน


เฉินโม่เห็นสีหน้าจนใจของหลิวเหวินเส้า ก็หัวเราะออกมา


“เกาหยางก็เป็นแบบนี้แหละ ฉันโตมากับมัน แม่ฉันทำอะไรอร่อยๆทีไร มันโผล่มาทันทีทุกครั้ง ก็ไม่รู้มันรู้ได้ยังไง เหมือนจมูกหมาเลย” เฉินโม่กับเกาหยางโตมาด้วยกัน รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนยังไง


ทางด้านเกาหยาง พอมาถึงครัวก็ร้องขึ้นทันที “ว้าว! หอมมาก! ฝีมือป้านี่สุดยอดจริงๆ แค่ได้กลิ่นผมน้ำลายจะไหลแล้ว ป้าทั้งสวย ทั้งฉลาด แล้วยังทำอาหารเก่งอีก ไม่มีใครเทียบได้เลย!”


พอเข้าครัว เขาก็เดินไปยืนข้างสวี่เหมียวเหมียวทันที กลายเป็นสายประจบเต็มตัว


หลิวเหวินเล่อที่นั่งก่อไฟอยู่ด้านล่าง ทำหน้ามุ่ยทันที อยากจะไล่เจ้าหมอนี่ออกไปเสียจริง ไม่เคยเห็นใครมาติดแม่คนอื่นขนาดนี้ เขาไม่มีแม่ของตัวเองหรือไง?


สวี่เหมียวเหมียวเป็นคนธรรมดา โดนชมขนาดนี้ ใจก็พองโตแล้ว “ไปล้างมือ เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว”


“ได้เลยครับ!” เกาหยางตอบเสียงดัง


หลิวเหวินซินไม่ได้คิดอะไร เห็นว่าเป็นแขก ก็ต้องต้อนรับให้ดี


“กินข้าวได้แล้ว เหวินจวิ้น ไปเรียกคุณปู่กับคุณยายมาด้วย” สวี่เหมียวเหมียวตะโกนออกไป


ไม่นาน คุณยายกับหลิวอวี่หังก็มาถึง


พอเห็นว่ามีแขกเพิ่มสองคน คุณยายก็แบ่งอาหารเล็กน้อย แล้วพาหลิวอวี่หังกลับไปกินที่โกดัง


ไม่ว่าสวี่เหมียวเหมียวจะชวนยังไงก็ไม่ยอมอยู่ สุดท้ายเธอก็ไม่ฝืน


อาหารทุกอย่างถูกยกขึ้นโต๊ะ เกาหยางตาเป็นประกาย ส่วนเฉินโม่ก็อึ้งไปเลย เยอะขนาดนี้เลยเหรอ!


ที่บ้านเขา แม้แต่วันตรุษจีนก็ยังไม่ทำเยอะขนาดนี้ ที่สำคัญ แต่ละจานก็ให้เยอะมาก ใช้กะละมังเล็กๆใส่มา! จะกินหมดเหรอ?


ไม่นาน เขาก็ได้คำตอบ


ทั้งหมดแปดคน ข้าวหม้อใหญ่ อาหารสี่กะละมัง ซุปอีกหนึ่งหม้อ กินหมดเกลี้ยง!


ไม่มีเหลือแม้แต่เศษเดียว อร่อย…อร่อยมากจริงๆ


เฉินโม่เผลอเรอออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ แล้วก็หน้าแดง


“เป็นไงล่ะ ฉันบอกแล้วว่าฝีมือป้าอร่อยใช่ไหม” เกาหยางยิ้มเจ้าเล่ห์


“อร่อยจริงๆ…เอ่อ” เฉินโม่เรออีกครั้ง


ทุกคนหัวเราะขึ้นทันที เขายิ่งเขินกว่าเดิม


นี่เป็นครั้งแรกที่เขากินข้าวบ้านคนอื่นแบบไม่รักษามารยาทขนาดนี้ มันอร่อยเกินไปจริงๆ


ปกติเขากินแค่สองชาม วันนี้กินไปสามชามครึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะคนอื่นก็กินเยอะเหมือนกัน เขาคงไม่กล้าเติมอีก


“ป้า อาหารสีแดงๆ เปรี้ยวเผ็ดนั่นเรียกว่าอะไรเหรอครับ” เขาถาม


เขากินเพลินจนไม่รู้ว่ากินอะไรไปบ้าง


“นั่นเรียกว่ากิมจิ ทำจากผักกาดขาว” หลิวเหวินเล่อรีบตอบ สีหน้าภูมิใจเหมือนเป็นคนทำเอง


กิมจิ… เฉินโม่จำไว้ในใจ


เขาไม่เคยกินมาก่อน แต่รู้สึกว่าอร่อยกว่าหมูอีก


“ถ้าชอบ เดี๋ยวตอนกลับป้าแบ่งให้นะ ป้าทำไว้เยอะ” สวี่เหมียวเหมียวพูดยิ้มๆ


“ขอบคุณครับป้า” เขาดีใจมาก อยากเอากลับไปให้แม่ลองชิม


ถ้าแม่ทำได้แบบนี้ก็คงดี แต่พอนึกถึงฝีมือแม่…ก็คิดว่าอย่าดีกว่า


“ป้า ผมก็อยากได้เหมือนกัน ให้ผมนิดนึงได้ไหม” เกาหยางจับแขนเธอ เขย่าไปมา ทำเสียงอ้อน


หลิวเหวินเส้ามองแล้วแทบจะทนไม่ไหว


“ได้ๆ มีให้ทุกคน” สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ


ผักกาดที่บ้านมีเยอะ จะเอาเท่าไรก็ได้


เกาหยางถึงกับพอใจ จนกระทั่งบ่ายสี่โมงกว่า ทั้งเกาหยางกับเฉินโม่จึงยอมกลับ


หลิวเหวินเส้ายืนส่งอยู่หน้าบ้าน ยิ้มอย่างสุภาพ


เฉินโม่เข็นจักรยาน เกาหยางหันกลับมามองทุกสามก้าว สีหน้าอาลัยอาวรณ์ เหมือนสาวจะออกเรือน


ถ้าหน้าตาเขาออกแนวผู้หญิงหน่อย คนอื่นคงคิดว่าหลิวเหวินเส้าทิ้งเขาแน่ๆ


“ไปได้แล้ว เดี๋ยวจะมืด” หลิวเหวินเส้าเร่ง


ผู้ชายสองคนแต่ชักช้าเหลือเกิน


“เหวินเส้า อย่าคิดถึงฉันมากนะ อีกสองวันฉันจะมาหาใหม่!” เกาหยางโบกมือแรงๆ


หลิวเหวินเส้าหันหลังเข้าบ้านทันที ในใจภาวนา…อย่ามาอีกเลย


เจ้านี่พูดไม่หยุด เหมือนปืนกล รบกวนการเรียนเขามาก


ปลายเดือนธันวาคม บ้านของชาวบ้านส่วนใหญ่สร้างเสร็จแล้ว ทุกคนได้กลับเข้าอยู่บ้านใหม่


แม้ปีนี้จะเสียเงินไปมาก แต่ก็ถือว่ารอดมาได้


เข้าสู่เดือนมกราคม ทุกบ้านเริ่มเตรียมของปีใหม่ ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่ เทศกาลปีใหม่ก็สำคัญที่สุด


อุณหภูมิติดลบเจ็ดแปดองศา ก็หยุดความคึกคักไม่ได้


ในอำเภอมีของขายเต็มไปหมด อยากได้อะไร ก็แทบจะหาได้หมด


รถแทรกเตอร์ที่บ้านว่างอยู่ สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินซินเอาออกมา


“เหวินเล่อ ไปถามย่าว่าจะไปตลาดไหม”


“ได้ครับ!” เด็กน้อยวิ่งออกไปทันที


ไม่นาน หลี่หงอิงก็พาลูกสะใภ้สองคนกับหลานสะใภ้อีกสองคนมา


บ้านสวี่เหมียวเหมียว เหลือแค่หลิวเหวินเส้าที่อยู่บ้านอ่านหนังสือ ที่เหลือขึ้นรถแทรกเตอร์หมด


คนแน่นเต็มคัน ชาวบ้านคนอื่นอยากไปด้วย แต่ไม่มีที่ ต้องไปนั่งเกวียนวัวแทน


พอถึงตลาด หลิวเหวินซินอยู่เฝ้ารถ ที่เหลือก็เดินเข้าไป


สวี่เหมียวเหมียวแยกจากหลี่หงอิง พาหลิวเหวินเล่อกับหลิวเหวินจวิ้นเข้าร้านซาลาเปา


เธอสั่งซาลาเปาเนื้อสิบกว่าลูก แยกสามลูกให้หลิวเหวินจวิ้นเอาไปให้หลิวเหวินซิน พอเขากลับมาแล้ว ทั้งสามคนจึงไปเดินตลาดต่อ


เนื้อเค็มที่บ้านมีแล้ว ไก่ กระต่าย ไข่ก็มี เดินไปเดินมา สุดท้ายเธอก็ซื้อหมูทั้งตัว ให้เจ้าของร้านช่วยยกขึ้นรถแทรกเตอร์


เธอตั้งใจจะเอามาทำลูกชิ้นทอด ที่บ้านมีหัวไชเท้าอยู่แล้ว จะทอดลูกชิ้นผักด้วย เอาไว้กินเล่น


บทที่ 89: บ้านใหญ่แยกครอบครัว


สวี่เหมียวเหมียวชอบกินหมูสมัยนี้มาก กินแล้วหอม มีรสเนื้อจริงๆ


ไม่เหมือนหมูยุคหลังที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ใส่สารเร่งโต ฉีดยา แถมยังฉีดน้ำเข้าไปในเนื้ออีก กินแล้วไม่อร่อยเลย


“พี่ มีไส้หมูไหมคะ ฉันอยากซื้อหน่อย” เธออยากกินผัดไส้หมูขึ้นมา ไม่ได้กินมานาน คิดถึงมาก


“มีสิ มีเต็มกะละมังเลย เอาไปเถอะ ไม่คิดเงิน” คนขายหมูยกกะละมังขึ้นมาให้ แล้วก็หยิบถุงมาใส่ให้ทันที


“งั้นขอบคุณนะคะ คราวหน้าจะมาซื้อหมูร้านพี่อีก” สวี่เหมียวเหมียวก็ไม่เกรงใจ เธอมาซื้อร้านนี้หลายครั้งแล้ว เนื้อดีจริง


คนขายยิ้มกว้าง ไส้หมูมันทำยาก แถมก็ไม่ค่อยมีราคา อีกฝ่ายซื้อหมูทั้งตัว เขายังรู้สึกว่าแค่ให้ไส้หมูก็ยังน้อยไป เลยตักเลือดหมูที่แข็งตัวแล้วให้อีกกะละมัง


สวี่เหมียวเหมียวก็รับไว้ จากนั้นเธอก็ซื้อห่านอีกสองตัว แค่คิดถึงเมนูห่านตุ๋นหม้อใหญ่ก็กลืนน้ำลายแล้ว


ห่านสองตัวนี้…คงอยู่ไม่ถึงวันปีใหม่แน่ เธอเดินไปทางไหน เห็นอะไรถูกใจก็ซื้อ 


ไม่นาน บนรถแทรกเตอร์ก็มีทั้งเป็ดสิบกว่าตัว เนื้อแกะห้าสิบจิน เนื้อวัวยี่สิบจิน แล้วก็ขนมของจุกจิกอีกเพียบ อะไรที่หลิวเหวินเล่อกับหลิวเหวินจวิ้นอยากได้ เธอจ่ายทันที


แน่นอนว่าหลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเส้าก็มีส่วนเหมือนกัน ความใจกว้างของเธอทำให้หลิวเหวินเล่อดีใจมาก ส่วนหลิวเหวินซินทุกครั้งที่เห็นแม่จ่ายเงิน ก็แทบไม่กล้ามอง


ในใจเขาคำนวณตลอดว่าทริปนี้ใช้เงินไปเท่าไร ยิ่งคิดยิ่งใจหวิว สุดท้ายก็เลิกคิด


สวี่เหมียวเหมียวตอนนี้มีเงิน เธอไม่อยากให้ตัวเองหรือให้ลูกต้องลำบาก เธอเติบโตมาในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเธอมาลำบาก ตั้งแต่เด็กเธอก็ต้องโตเกินวัย เวลาจะซื้ออะไร สิ่งแรกที่คิดคือราคา


นิสัยแบบนี้ทำให้เธอกลายเป็นคนเกรงใจคนอื่น ชอบเอาใจ และรู้สึกด้อย แม้โตขึ้นหาเงินได้ ก็ยังไม่กล้าใช้ ไม่กล้าซื้อของแพง มันฝังอยู่ในตัวเธอ


แต่ตอนนี้เธอมีเงินแล้ว อะไรที่ลูกอยากได้ และเธอจ่ายไหว เธอจะไม่ปฏิเสธ


ลูกคนโต คนรอง รวมถึงคนที่สาม นิสัยเริ่มนิ่งแล้ว แต่หลิวเหวินเล่อยังเล็ก เธอไม่อยากให้เขาโตมาเหมือนเธอในอดีต


ขากลับ แต่ละคนหิ้วของเต็มมือ ไม่มีที่ว่างเลย คนในตลาดหันมามอง เคยเห็นคนมาซื้อของ แต่ไม่เคยเห็นซื้อเยอะขนาดนี้ แต่เพราะอากาศหนาว ทุกคนก็แค่หันมามองแล้วก็กลับไปซื้อของของตัวเอง


พอมาถึงรถแทรกเตอร์ หลี่หงอิงยังไม่กลับ สวี่เหมียวเหมียวมองของเต็มคันแล้วเริ่มกังวล ตอนมาโอเค ตอนกลับ…จะนั่งยังไง?


วางของก็ไม่มีที่นั่ง มีที่นั่งก็ไม่มีที่วางของ


ยังไม่ทันคิดออก หลี่หงอิงก็กลับมาพร้อมสีหน้าไม่ดี พอเห็นของเต็มรถก็ชะงัก


สวี่เหมียวเหมียวกำลังจะพูด แต่หลี่หงอิงหันไปบอกสี่คนด้านหลังทันที


“พวกเธอไปนั่งเกวียนวัวกลับนะ รถแทรกเตอร์เต็มแล้ว พวกเราจะกลับก่อน”


พูดจบก็วางของขึ้นรถ แล้วปีนขึ้นไปทันที


“เหวินซิน รีบไปสตาร์ทรถสิ!”


“ครับๆ เดี๋ยวผมไป” หลิวเหวินซินรีบลงไปหมุนเครื่อง


เสียงเครื่องดังขึ้น ตึก ตึก ตึก...


รถแทรกเตอร์เคลื่อนตัวออกไป สี่คนที่ถูกทิ้งไว้ สีหน้าไม่ค่อยดี


“ไปนั่งเกวียนกันเถอะ ต่อไปก็อย่าทำตัวแบบนี้ต่อหน้าแม่อีก” หลี่ซิ่วหัวพูดกับลูกสะใภ้


ระหว่างเดินก็สอนว่าบ้านนี้หลี่หงอิงเป็นคนตัดสินใจ จะซื้ออะไร คนอื่นเสนอได้ แต่ห้ามสั่ง


ซุนฟางฟางมองรถที่วิ่งออกไปอย่างไม่พอใจ ก่อนจะรีบตามไป “พี่สะใภ้ รอฉันด้วย!”


เธอไม่ได้เอาเงินมา ยังต้องพึ่งหลี่ซิ่วหัว ส่วนจะคืนไหม…ค่อยว่ากัน


พอขึ้นเกวียน หลี่ซิ่วหัวกลับบอกว่าไม่ได้พกเงิน ให้กลับไปค่อยจ่าย 


คนขับไม่ได้ว่าอะไร เรื่องแบบนี้เจอบ่อย แต่ซุนฟางฟางหน้าบึ้งทันที เธอรู้สึกว่าหลี่ซิ่วหัวตั้งใจไม่จ่ายแทน


ฝั่งรถแทรกเตอร์ สวี่เหมียวเหมียวเห็นหลี่หงอิงอารมณ์ไม่ดี ก็ถามเบาๆ


“แม่ เป็นอะไรหรือเปล่า?”


หลี่หงอิงถอนหายใจ


“ฉันพาพวกเขามา ซื้อผ้า ซื้อเนื้อ จะได้ฉลองปีใหม่ดีๆ แต่พอเข้าร้านผ้าดันเลือกแต่ของแพงๆ ฉันเลยเดินออกมาเลย


เป็นคนชนบทแท้ๆไม่เลือกของใช้ กลับเลือกของแพง หวังให้ฉันจ่ายแพงๆ ตอนซื้อเนื้อก็ยังบ่นว่าฉันซื้อน้อย จะให้กินเนื้อแทนข้าวหรือไง?”


พูดถึงตรงนี้ สวี่เหมียวเหมียวหน้ากระตุกเล็กน้อย บ้านเธอก็กินแบบนั้นจริงๆ


หลี่หงอิงยิ่งพูดยิ่งโมโห “ฉันว่า พวกเขาอยากแยกบ้าน! งั้นก็แยกเลย! ฉันก็ไม่อยากดูแลแล้ว แยกกันอยู่ฉันกับพ่อก็สบายกว่า ฉันแก่แล้วไม่อยากเหนื่อยกับเรื่องพวกนี้อีก!”


พูดไปพูดมา เธอก็ยิ่งคิดว่าควรแยกบ้าน วันนี้กลับไป เธอจะจัดการเรื่องนี้ทันที


สวี่เหมียวเหมียวอึ้งไปนิด ไม่คิดว่าพระแม่สามีจะตัดสินใจเร็วขนาดนี้


แต่พูดตามตรง บ้านนี้ก็ควรแยกแล้ว บ้านใหญ่คนเยอะมาก ครอบครัวพี่ใหญ่ พี่รองยังไม่แยก ลูกชายพี่ใหญ่ก็มีครอบครัวแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวไม่ออกความเห็น รถแทรกเตอร์วิ่งกลับบ้านอย่างเงียบๆ พอถึงบ้านเธอก็ยุ่งกับของที่ซื้อมา


หลิวเหวินจวิ้นจัดการหมู หลิวเหวินซินช่วย หลิวเหวินเล่อนั่งดูอย่างสนใจ ส่วนเธอล้างไส้หมู เตรียมทำกับข้าว


เพิ่งล้างเสร็จ หลิวอี้หู่ก็เดินเข้ามาในลาน


บทที่ 90: ฉันจะกินสองมื้อไม่ได้หรือไง?


“สะใภ้สาม แม่จะขอแยกบ้าน ให้ฉันมาเรียกพ่อ”


“งั้นไปเรียกเถอะ” สวี่เหมียวเหมียวตอบรับ


หลิวอี้หู่ไปที่หลังบ้าน เรียกหลิวเต๋อซิงลงมา


ระหว่างเดินผ่านลาน เขาก็อดมองหมูอ้วนตัวใหญ่บนพื้นไม่ได้อีกครั้ง ในใจอดไม่ได้ที่จะอิจฉา


บ้านของสะใภ้สามกินดีอยู่ดีจริงๆ กินเนื้อได้แทบทุกมื้อ ถ้าแยกบ้านแล้ว เขาจะตั้งใจทำงานให้สะใภ้สามมากขึ้น อย่างน้อยก็อยากให้เมียกับลูกได้กินเนื้อบ่อยๆ


เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้ง แล้วนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องสำคัญ “สะใภ้สาม แม่บอกให้เธอไปด้วย”


สวี่เหมียวเหมียวแปลกใจเล็กน้อย เรียกเธอไปทำไม?


“สะใภ้สาม ไปด้วยกันเถอะ” หลิวเต๋อซิงพูด


เธอจึงไม่ปฏิเสธ ล้างมือแล้วเดินตามไปบ้านใหญ่


พอเข้าไปในบ้าน ก็เห็นคนยืนเต็มห้องโถง หลี่หงอิงนั่งอยู่หัวโต๊ะ หลิวเต๋อซิงไปนั่งข้างๆเธอ เพราะระหว่างทางหลิวอี้หู่เล่าเรื่องให้ฟังแล้ว เขาเองก็รู้สึกว่าแยกบ้านก็ไม่ใช่เรื่องแย่


“สะใภ้สาม นั่งตรงนั้นเถอะ” เขาชี้ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าแล้วนั่งลง ซุนฟางฟางเห็นเธอมาก็ไม่พอใจอยู่แล้ว พอเห็นพ่อตัวเองเอาใจเธอแบบนั้น ก็ยิ่งโมโห


“พ่อ สะใภ้สามเขาแยกออกไปนานแล้ว จะเรียกมาทำไม?”


หลี่หงอิงถลึงตาใส่


“ฉันเรียกเอง มีปัญหาอะไร? ถ้ามี ก็เก็บไว้! เดี๋ยวแยกบ้านแล้ว จะทำอะไรก็ไม่มีใครมาห้ามแล้ว!”


ซุนฟางฟางอยากจะเถียง แต่พอเห็นสายตาหลิวเต๋อซิง ก็เงียบทันที


ปกติเขาไม่ค่อยพูด แต่ในบ้านก็ยังมีอำนาจอยู่ เธอไม่กล้าท้าทาย


“เอ้อหู่ ไปเรียกผู้ใหญ่บ้านกับลุงหลิวจากตระกูลมา” หลิวเต๋อซิงสั่ง


ไม่นาน คนก็มา


ผู้ใหญ่บ้านยังถือสมุดมาด้วย เรื่องแยกบ้าน เขาทำจนชำนาญ ไม่ถึงสิบห้านาที ก็จัดแจงรายการทรัพย์สินออกมาทีละอย่าง


หลี่หงอิงแยกลูกชายสองคนออก แบ่งเงิน แบ่งที่ดิน ส่วนบ้าน ใครอยากอยู่ก็อยู่ ไม่อยากอยู่ก็ไปสร้างใหม่เอง บ้านนี้ยังเป็นของเธอกับสามี


ลูกชายกับสะใภ้ไม่มีปัญหา แต่ลูกสะใภ้ของบ้านใหญ่สองคนกลับเสนอว่า…อยากแยกด้วย เรื่องนี้ทำให้หลี่ซิ่วหัวกับหลิวต้าหลอคาดไม่ถึง


เดิมคิดว่าลูกๆจะอยู่ด้วยกัน ลูกสะใภ้ทั้งสองก็เป็นคนในหมู่บ้านโตมากับพวกเขา ทั้งสองมองหน้ากัน สุดท้ายก็ยอม


ลูกชายแต่งงานแล้ว ก็ต้องมีครอบครัวของตัวเอง อยากแยกก็เข้าใจได้


ผู้ใหญ่บ้านเขียนเอกสารเพิ่มอีกหลายฉบับ ทุกคนประทับลายนิ้วมือ จึงถือว่าเสร็จ


พอผู้ใหญ่บ้านกับคนในตระกูลกลับไป สวี่เหมียวเหมียวก็ลุกขึ้น


“พ่อ แม่ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับนะ”


ใครจะบอกเธอทีว่า…เรียกเธอมาทำไม? มาดูเฉยๆงั้นเหรอ?


“ได้” หลี่หงอิงลุกขึ้นเดินออกไปกับเธอ


“สะใภ้สาม ตอนเธอแยกบ้าน ตอนนั้นไม่มีเงิน เลยแบ่งให้ได้น้อย ตอนนี้แม่จะให้เพิ่มหน่อย”


พูดจบ เธอก็พยายามยัดเงินใส่มืออย่างเงียบๆ พูดเบามาก กลัวคนในบ้านเห็น


จริงๆแล้ว เงินในบ้านตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็ได้จากการทำงานกับสะใภ้สามนี่แหละ


สวี่เหมียวเหมียวรีบผลักคืน


“แม่ ไม่ต้องค่ะ ฉันแยกไปแล้ว เงินนี้แม่กับพ่อเก็บไว้เถอะ ฉันมีใช้”


พูดจบ เธอก็รีบเดินหนี ไม่เปิดโอกาสให้ยัดเงินใส่มืออีก


หลี่หงอิงอยากจะตามไป แต่ก็ไม่กล้า ถ้าคนในบ้านเห็น คงมีเรื่องอีกแน่


สวี่เหมียวเหมียวเดินกลับบ้าน ระหว่างทางก็ทักทายคนที่เจอ เธอรู้ว่าแม่สามีหวังดี น้ำใจนั้นเธอรับไว้


แต่เงิน…ไม่เอาดีกว่า


พอกลับถึงบ้าน หลิวเหวินจวิ้นกับหลิวเหวินเส้าก็แยกหมูเสร็จแล้ว เธอเลือกเนื้อสามชั้นสามจิน กับกระดูกสองท่อนใส่ถุง


“เหวินเล่อ มาช่วยแม่เอาของไปหน่อย”


เมื่อหลิวเหวินเล่อถือเนื้อกับกระดูกไปถึงบ้านใหญ่ ในลานไม่มีใคร ผู้หญิงทุกคนอยู่ในครัว


ครัวนั้นเป็นของหลี่หงอิง แต่เพราะยังไม่ได้สร้างครัวใหม่ แต่ละบ้านเลยต้องถือข้าวของมารอใช้ครัว


“ย่า แม่ให้ผมเอาเนื้อมาให้” เด็กน้อยโผล่หน้าเข้าไป


สายตาทุกคนหันมามอง โดยเฉพาะเนื้อในมือเขา


ซุนฟางฟางจ้องเขม็ง วันนี้ไปตลาดไม่ได้ซื้ออะไรเลย ถ้าอยากกินเนื้อก็ต้องใช้เงินตัวเอง


เมื่อก่อนว่าแม่ผัวขี้เหนียว พอแยกบ้านเอง กลับไม่กล้าใช้เงิน


เธอรีบเดินเข้าไปจะรับเนื้อ แต่คว้าไม่ทัน


“นี่ของแม่ให้ย่านะครับ ย่าครับ” หลิวเหวินเล่อพูดเสียงจริงจัง แล้วรีบวิ่งไปหาหลี่หงอิง


ถึงจะเด็กแต่เขารู้ว่าแยกบ้านคืออะไร จากนี้ไปแต่ละบ้านต้องกินของตัวเอง เนื้อนี้เขาต้องให้ย่าด้วยตัวเอง


“อ๋อ มาแล้วเหรอ” หลี่หงอิงรีบเช็ดมือแล้วเดินมา จ้องซุนฟางฟางอย่างไม่พอใจ


“ย่า เนื้อครับ” เด็กน้อยยื่นให้


“เอามาตั้งเยอะ ย่ากินคนเดียวไม่หมดหรอก” สามีเธอก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน สะใภ้สามก็เป็นคนดื้อ คงไม่ให้เอากลับ


หลี่หงอิงคิดสักพัก “เหวินเล่อ กลับไปบอกแม่เธอว่า ต่อไปไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อปู่แล้ว ให้ปู่มากินที่นี่ แล้วไปบอกปู่ที่เขาด้วยนะ”


จากนี้ไปมีแค่สองคน ทำกินเองก็พอ บ้านสะใภ้สามมีตั้งสี่คน ทำกับข้าวคงเหนื่อย


“ครับ!” เด็กน้อยวิ่งออกไป


หลี่หงอิงชั่งน้ำหนักเนื้อในมือ ประมาณสามจิน คิดว่าจะหมักไว้กินช่วงปีใหม่


ซุนฟางฟางรีบเข้ามา “แม่ เนื้อตั้งเยอะ กินไม่หมด แบ่งให้ฉันหน่อยสิ”


หลี่หงอิงมองเธอเหมือนฟังเรื่องตลก “เราแยกบ้านกันแล้วนะ”


ซุนฟางฟางชะงัก แต่ยังไม่ยอม


“แม่ ให้ฉันนิดเดียวก็ได้ ถือว่าฉันยืม พรุ่งนี้ไปตลาดจะเอามาคืน ยังไงวันนี้แม่ก็กินไม่หมด”


หลี่หงอิงหมดความ.อดทน


“ไม่ได้! กินไม่หมดวันนี้ ฉันกินพรุ่งนี้ไม่ได้หรือไง? กินมะรืนไม่ได้หรือไง!”


บทที่ 91: ทอดลูกชิ้น


นี่เป็นของที่บ้านสามสะใภ้ให้มา เธอไม่มีทางแบ่งให้ซุนฟางฟางแน่นอน! จะยืมก็ไม่ได้!


ซุนฟางฟางเบ้ปาก ไม่คิดจะตื๊อต่อ


ทางฝั่งสวี่เหมียวเหมียว พอฟังหลิวเหวินเล่อเล่าเรื่องก็ไม่ได้ว่าอะไร


จะให้ทำอาหารเพิ่มอีกคน สำหรับเธอแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในเมื่อแม่สามีพูดแล้ว เธอก็ไม่มีเหตุผลจะคัดค้าน


ส่วนหลิวเต๋อซิงยิ่งไม่กล้าขัดใจหลี่หงอิงอยู่แล้ว แค่รู้สึกเสียดายเล็กน้อย… ต่อไปคงไม่ได้กินฝีมือสะใภ้สามบ่อยๆ


จากความเคยชินกินดีอยู่ดี กลับไปใช้ชีวิตธรรมดา มันไม่ง่ายเลย


ฝีมือทำอาหารของภรรยาเขา…ก็แค่กินได้ ไม่แย่ แต่ก็ไม่ถึงกับอร่อย


หลังมื้อกลางวัน ทั้งบ่ายสวี่เหมียวเหมียวก็อยู่ในครัว ทอดลูกชิ้นไม่หยุด พอลูกชิ้นทอดเสร็จหมด กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยฟุ้งไปทั่วทั้งหมู่บ้าน


เด็กๆในหมู่บ้านพากันมายืนหน้าบ้าน แอบยื่นหน้ามองเข้ามาในลาน หลิวเหวินเล่อคาบลูกชิ้นไว้ในปาก มือก็ถืออีกหลายลูก กินอย่างเอร็ดอร่อย


พอเห็นคนเยอะๆที่หน้าบ้าน ก็คิดว่ามาเล่นกับเขา เขารีบวิ่งออกไปด้วยความดีใจ แต่พอไปถึง เด็กทุกคนกลับจ้องลูกชิ้นในมือเขา ตาเป็นประกาย


หลิวเหวินเล่อรีบหดมือกลับเล็กน้อย


“นี่ลูกชิ้นที่แม่ทำให้ ถ้าพวกเธออยากกิน ก็ให้แม่พวกเธอทำให้สิ”


เด็กๆพากันส่ายหน้า


“แม่ฉันไม่ทำให้หรอก บ้านฉันไม่มีเนื้อ”


“บ้านฉันก็ไม่มีเงิน”


“บ้านฉันไม่ได้กินเนื้อมาหลายเดือนแล้ว ฉันแทบจำรสชาติไม่ได้เลย”


เด็กตัวผอมคล้ำคนหนึ่งเดินเข้ามา พูดด้วยสายตาอิจฉา


“เหวินเล่อ นายโชคดีจัง ได้กินเนื้อทุกวัน”


เด็กคนอื่นก็พากันพูดเสริม


“ไม่ใช่แค่นั้นนะ บ้านเหวินเล่อยังมีขนมปัง มีเค้ก อยากกินอะไรก็มีหมด”


“แม่เขาทำอาหารอร่อยมาก ทุกครั้งที่ฉันเดินผ่าน ยังได้กลิ่นเลย”


เด็กๆล้อมเขาไว้ พูดกันด้วยความอิจฉา


หลิวเหวินเล่อฟังแล้วก็รู้สึกดี แต่ในขณะเดียวกัน…ก็สงสารพวกเขา เขานึกถึงตัวเองในอดีต ตอนนั้นไม่ต้องพูดถึงเนื้อหรือขนมเลย แค่ข้าวยังไม่พอกิน


แต่หลังจากแม่เปลี่ยนไป ทุกอย่างในบ้านก็ดีขึ้น มีเงิน มีอาหาร อยากกินอะไรก็ได้กิน ยังได้ไปโรงเรียน ชีวิตที่ดีแบบนี้ ทำให้เขาแทบลืมความลำบากในอดีตไปแล้ว


“รอฉันแป๊บนึงนะ!” เขากินลูกชิ้นในมือคำสุดท้าย แล้วรีบวิ่งกลับเข้าครัว


สวี่เหมียวเหมียวนั่งผิงไฟ กินลูกชิ้นทอดอยู่


หลิวเหวินเล่อนั่งลงตรงข้าม มองลูกชิ้นแล้วขมวดคิ้ว มองไปมองมา เหมือนมีอะไรอยากพูด


สวี่เหมียวเหมียวเลิกคิ้ว “มีอะไรก็พูดสิ แม่ไม่กินเธอหรอก” 


เด็กคนนี้ คิดอะไรก็แสดงออกหมดบนหน้า


หลิวเหวินเล่อเม้มปาก นั่งยองๆนวดขาให้แม่


“แม่ เพื่อนๆข้างนอกไม่มีเงินซื้อเนื้อกิน ผมอยากแบ่งลูกชิ้นให้พวกเขาได้ไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม


“ได้สิ แต่บนโลกนี้ไม่มีของฟรี ถ้าอยากให้พวกเขากิน ก็ให้ช่วยทำอะไรสักอย่าง”


หลิวเหวินเล่อพยักหน้าแบบงงๆ


“แล้วจะให้พวกเขาช่วยอะไรดีล่ะ?”


“เรื่องนั้น ลูกคิดเองสิ”


เด็กน้อยคิดอย่างจริงจัง ไม่นานก็มีไอเดีย


“งั้นให้พวกเขาช่วยกวาดลานบ้าน พอกวาดเสร็จแล้วค่อยให้กินลูกชิ้น ดีไหม?”


“แม่ว่าดีเลย” หลังจากนั้น สวี่เหมียวเหมียวก็ไม่ยุ่งอีก


เธอเห็นเด็กๆเต็มไปด้วยพลัง ตั้งใจทำงานกันสุดๆ 


ทุกคนยิ้ม ไม่มีใครอู้งาน ไม่นาน ลานบ้านก็สะอาดเอี่ยม


หลิวเหวินเล่อพาเด็กๆเข้ามาในครัว ตอนนั้นสวี่เหมียวเหมียวกำลังเตรียมมื้อเย็น นวดแป้ง ผสมไส้ กำลังห่อซาลาเปา


“แม่ พวกเราทำเสร็จแล้ว!” เขายิ้มโชว์ฟันขาว


สวี่เหมียวเหมียวชี้ไปที่หม้อ


“ลูกชิ้นอยู่ในหม้อ ยังร้อนอยู่ ไปกินกันเถอะ”


หลิวเหวินเล่อรีบไปตัก เด็กคนอื่นยังยืนอยู่ที่เดิม แต่มองตามไม่วางตา


ในหม้อมีลูกชิ้นเต็มชามยังร้อนอยู่ เขานับจำนวนคน แล้วแบ่งให้คนละสองลูก


เหลือสามลูกในชาม เขายิ้ม “สามลูกนี้เป็นของฉันนะ”


เด็กๆไม่มีใครว่าอะไร ได้สองลูกก็ดีมากแล้ว ต่อให้ลูกเดียวก็ยังดี นี่มันลูกชิ้นเนื้อเชียวนะ!


พวกเขากินอย่างทะนุถนอม ค่อยๆกัด สีหน้าเต็มไปด้วยความสุข


บางคนกินไปหนึ่งลูก อีกลูกเก็บไว้เอากลับบ้านให้คนในครอบครัว


หลังจากวันนั้น หลิวเหวินเล่อก็กลายเป็นเด็กที่ได้รับความนิยมที่สุดในหมู่บ้าน


บ้านของคุณย่าหลิวสร้างเสร็จแล้ว วันนี้หลิวอวี้หางพาคุณย่าย้ายกลับ


ก่อนจะไป สวี่เหมียวเหมียวจะจ่ายค่าแรงให้ แต่ทั้งสองปฏิเสธ พวกเขารู้ดีว่าเธอให้ที่พักเพราะความใจดี ไม่ได้ต้องการคนเฝ้าจริงๆ ถ้ารับเงินก็เหมือนเอาเปรียบ


อีกหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงปีใหม่ ทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม


คนมีเงินก็เตรียมของ คนไม่มีเงินก็ยังพอหาทางยืมมาซื้อเนื้อได้ ทั้งปีจะประหยัดยังไงก็ได้ แต่ปีใหม่ต้องกินดีหน่อย


บ้านสวี่เหมียวเหมียวมีของแขวนเต็มลาน แต่ก็มีบ้านหนึ่งที่ต่างออกไป ไม่ต้องพูดถึงของปีใหม่เลย… ข้าวยังแทบจะหมด


สวี่เหมียวเหมียวตั้งใจจะไปหาผู้ใหญ่บ้าน เพื่อคุยเรื่องขยายร้านขนมปังหลังปีใหม่ แต่พอเดินมาถึงหน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงของหม่าเยี่ยน


“เธอเป็นลูกฉัน ฉันเป็นแม่เธอ หลิวซิ่งเอ๋อร์ ฉันบอกเลยนะ ชาตินี้เธอหนีฉันไม่พ้น! ถ้าเธอไม่ดูแลฉัน ฉันจะ…ฉันจะให้ทั้งหมู่บ้านด่าเธอว่าอกตัญญู!”


หลิวซิ่งเอ๋อร์ร้องไห้


“แม่ หนูแต่งงานแล้วนะ หนูให้เงินแม่ไปแล้ว แม่ก็ต้องคิดถึงหนูบ้างสิ”


เธอเอาเงินทั้งหมดไปสร้างบ้านแล้ว ไม่ใช่ไม่อยากช่วย…แต่ช่วยไม่ไหวจริงๆ


ข้าวของในบ้านก็อยู่ในมือแม่สามี ถ้าแอบเอาออกไป ชีวิตในบ้านคงลำบาก


แต่แม่ของเธอ…ไม่เคยคิดถึงเธอเลย คิดถึงแต่ตัวเอง


บทที่ 92: ฉลองปีใหม่ด้วยกัน


“ให้คิดถึงเธอเหรอ? เธอกินดีอยู่ดี ใส่เสื้อผ้าดีๆ ใช้ชีวิตสบายไม่ขาดอะไร แล้วแม่ล่ะ? ต่อให้แม่ตายอยู่ข้างนอก เธอก็ยังไม่รู้เลย!” หม่าเยี่ยนยิ่งคิดยิ่งโมโห


ตั้งแต่ลูกสาวแต่งงานไป ก็ไม่ฟังคำเธออีกเลย แค่ขอเงินนิดหน่อย ยังมาทำเป็นร้องไห้โอดครวญ


“แม่! หนูไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ” หลิวซิ่งเอ๋อร์ร้องไห้จนตาแดง


พ่อแม่สามีก็ไม่ชอบเธอ คอยทำหน้าไม่ดีใส่ตลอด ชีวิตในบ้านนั้นไม่ได้ดีอย่างที่ใครคิดเลย


หม่าเยี่ยนเห็นสองคนยืนเถียงกันอยู่นาน แต่ในบ้านกลับไม่มีใครออกมาดู ยิ่งโกรธจัด


เธอคว้าแขนหลิวซิ่งเอ๋อร์แล้วลากออกไป “กลับบ้านกับฉัน เดี๋ยวก็หย่าซะเลย! ลูกสาวฉันไม่ต้องกลัวไม่มีคนเอา!”


วันนี้เธอจะทำให้หลี่หวยฮวาดู!


“แม่ หนูไม่ไป!” หลิวซิ่งเอ๋อร์ขัดขืน


กลับไปกับแม่แล้วจะมีชีวิตดีอะไร? อย่างน้อยอยู่ที่นี่ก็ยังไม่อดไม่หนาว 


แต่หม่าเยี่ยนไม่สนใจ ลากเธอออกไป 


หลิวซิ่งเอ๋อร์สู้แรงไม่ไหว ถูกลากออกไปทั้งน้ำตา


สวี่เหมียวเหมียวยืนอยู่หน้าประตู สบตากับหม่าเยี่ยนเข้า อีกฝ่ายจ้องเธออย่างดุร้าย


สวี่เหมียวเหมียวทำเหมือนไม่เห็น แล้วเดินเข้าไป เธอไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องวุ่นวาย แค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น


สองวันก่อนปีใหม่ ข่าวเรื่องหลิวซิ่งเอ๋อร์กับหลิวเจิ้งอี้กำลังจะหย่ากันก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกแปลกใจ


พอดีกับที่หมาจวี่มาหาเธอ เรื่องที่พูดก็คือเรื่องนี้


“หม่าเยี่ยนไปมีอะไรกับหลิวต้าฟู่ที่มีเมียแล้ว บ้านก็ไม่มีข้าวไม่มีเงิน เลยวางแผนให้ลูกสาวไปแทน ใครจะคิดว่าหลิวซิ่งเอ๋อร์ดันท้องอยู่ พอโดนแรงเข้า เลือดออกทันที หลิวต้าฟู่ตกใจแทบเป็นบ้า คงฝังใจไปอีกนาน


หลิวซิ่งเอ๋อร์ไม่เป็นอะไร พอฟื้นขึ้นมารู้เรื่อง ก็แทบจะฆ่าตัวตาย ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านยิ่งรับไม่ได้ ตอนนี้กำลังจะให้หย่ากันอยู่”


หมาจวี่พูดไปก็ส่ายหัวไป เรื่องแบบนี้…ยังเกิดขึ้นได้อีกเหรอ? 


นั่นมันลูกแท้ๆของตัวเองนะ! แต่งงานไปแล้ว ชีวิตครึ่งหลังก็พังเพราะแม่ตัวเองแท้ๆ


สวี่เหมียวเหมียวจากที่ตกใจ กลายเป็นพูดไม่ออก


“เรื่องนี้ทั้งหมู่บ้านรู้กันหมดแล้ว เมียหลิวต้าฟู่ก็เป็นคนแรง เอาไม้ตีผัวตัวเองยับ แล้วก็ไปหาเรื่องหม่าเยี่ยนด้วย ด่าหลิวซิ่งเอ๋อร์เละเทะ ทั้งสองยังตีกันอีก หน้าบวมกันทั้งคู่ โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านมาทัน ไม่งั้นคงมีคนตาย” หมาจวี่ถอนหายใจ


เธอกับหม่าเยี่ยนเป็นพี่น้องกัน แต่ไม่เคยถูกกันเลย ตั้งแต่เด็กก็ทะเลาะกันตลอด ถึงขั้นเลือดตกยางออกก็มี เหมือนเกิดมาไม่ถูกชะตากัน


พอแต่งงานแล้วก็ยังเป็นแบบเดิม ตอนพ่อแม่ยังอยู่ ยังพอเกรงใจบ้าง พอพ่อแม่เสีย ก็แทบไม่ไปมาหาสู่กันเลย


เธอรู้ดีว่าหม่าเยี่ยนเป็นคนยังไง แต่ไม่คิดว่า…จะใจร้ายกับลูกตัวเองได้ขนาดนี้


หลังจากหมาจวี่กลับไป สวี่เหมียวเหมียวยังรู้สึกไม่อยากเชื่อ คนเราจะโหดร้ายได้ถึงขนาดนี้จริงหรือ?


เธอส่ายหัว แล้วไม่คิดมาก กลับเข้าห้องไปเก็บของ


“เหวินซิน แต่งตัวดีๆหน่อยนะ”


“รู้แล้ว” เสียงทุ้มตอบกลับมา


สวี่เหมียวเหมียวหยิบเสื้อขนเป็ดสีฟ้าอ่อนใส่ถุง แล้วเอาของกินของใช้ไปอีกหลายอย่าง พอออกมา ก็เห็นหลิวเหวินซินเปลี่ยนเป็นเสื้อกันหนาวสะอาดเรียบร้อย


“ในนี้มีเสื้อขนเป็ดให้สวี่ฉี อย่าลืมบอกเขาด้วยนะ” เธอยื่นของให้


“อืม” หลิวเหวินซินหน้าแดงเล็กน้อย


บนรถรถแทรกเตอร์มีของเต็มไปหมด ทั้งไก่ กระต่าย และเนื้อเค็ม


พอเครื่องยนต์ดังขึ้น ชาวบ้านก็ออกมามอง เห็นของเยอะขนาดนั้น ก็รู้ทันทีว่าไปให้ของปีใหม่


ทุกคนอิจฉา ได้เป็นญาติกับสวี่เหมียวเหมียว ช่างโชคดีจริงๆ ของปีใหม่ไม่ต้องกังวลเลย


หลิวเหวินซินไปคนเดียว สวี่เหมียวเหมียวบอกให้เขาไปหาครอบครัวสวี่ฉี แล้วไปหาญาติฝ่ายแม่ต่อ


อากาศหนาว แต่ในใจเขากลับ.อบอุ่น ไม่ได้เจอสวี่ฉีนานแล้ว คิดถึงมาก


ของบนรถแบ่งไว้เรียบร้อย บางส่วนให้บ้านสวี่ฉี บางส่วนให้บ้านญาติ


กินข้าวเสร็จ หลิวเหวินซินก็กลับทันที พอกลับถึงบ้านไม่นาน ฝนก็เริ่มตก


“โชคดีนะ กลับมาทัน ไม่งั้นคงเปียกหมด” สวี่เหมียวเหมียวพูดยิ้มๆ


“เข้าไปผิงไฟเร็ว”


หลิวเหวินซินถูมือที่เย็นจัดแล้วพยักหน้า


ฝนตกไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อก่อนช่วงปีใหม่ ก็มักจะฝนตกหรือครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้ เธอชินแล้ว


แต่ครั้งนี้ฝนตกไม่หยุด วันสิ้นปีฝนยังตกพรำๆไม่ขาดสาย ดูเหมือนจะยิ่งตกแรงขึ้นด้วย ปีนี้คงต้องฉลองท่ามกลางสายฝนอีกแล้ว


แต่ถึงจะฝนตก ก็ไม่ทำให้ความตื่นเต้นของชาวบ้านลดลงเลย


ในครัว ทุกคนนั่งล้อมวงห่อเกี๊ยว แม้แต่หลิวเหวินเส้ายังออกมาช่วย


สวี่เหมียวเหมียวเป็นคนเรียกเอง ปีใหม่ทั้งที อย่างน้อยก็ต้องพักบ้าง


ขณะกำลังห่อเกี๊ยว หลี่หงอิงกางร่มเดินเข้ามา


“สะใภ้สาม แม่มีเรื่องจะคุยด้วย”


สวี่เหมียวเหมียวมองเธอ รอฟัง


“ปีนี้เราแยกบ้านกันแล้ว แม่เลยอยากให้ทุกคนมากินข้าวปีใหม่ด้วยกัน จะได้เจอกันหน่อย เธอว่าไง?”


หลี่หงอิงถามอย่างระมัดระวัง


“ดีสิ” สวี่เหมียวเหมียวตอบยิ้มๆ


“จริงเหรอ?” หลี่หงอิงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบตกลงง่ายขนาดนี้


“จริงค่ะ เดี๋ยวห่อเกี๊ยวเสร็จแล้วจะไป”


อยู่ด้วยกันก็ดี อบอุ่นกว่า เธอไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ


“ดีๆ งั้นแม่ไปเตรียมก่อนนะ” หลี่หงอิงดีใจมาก 


พอหันหลังจะไป ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้


“อ้อ ไม่ต้องเอาอะไรไปนะ ที่บ้านมีหมดแล้ว”


“รู้แล้วค่ะ เดี๋ยวฉันไปช่วยด้วย” สวี่เหมียวเหมียวตอบ


แม้จะพูดแบบนั้น เธอก็ยังตั้งใจจะเอาของไป รวมกันเป็นสิบกว่าคน ข้าวอย่างเดียวก็ต้องหุงสองหม้อแล้ว


หลี่หงอิงไปบอกคนอื่นต่อ


บ้านใหญ่ยังอยู่บ้านเดิม บ้านรองกับลูกชายของบ้านใหญ่สองคนย้ายไปอยู่บ้านใหม่ อยู่ไม่ไกลกัน


หลี่หงอิงบอกให้เอาของมาช่วยกันทำ ลูกสะใภ้สองคนของบ้านใหญ่ก็ยอม แต่ในใจก็ไม่ค่อยพอใจ


ส่วนซุนฟางฟาง ตอนแรกดีใจ แต่พอรู้ว่าต้องเอาของไปก็ไม่พอใจทันที สุดท้ายบอกว่าบ้านไม่มีของ เลยไม่ไปกินข้าวปีใหม่ด้วย


บทที่ 93: มาขอร่วมกินข้าวปีใหม่


หลี่หงอิงเองก็รู้ดีว่านิสัยของซุนฟางฟางเป็นยังไง พอโมโหขึ้นมาก็หันหลังเดินออกไปทันที ไม่พูดดีๆสักคำ ทิ้งให้หลิวต้าซานยืนอึดอัดอยู่ตรงกลาง


หลี่ซิ่วหัวเอาเนื้อหมูมาชิ้นหนึ่ง หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนกับเจียงหลานหลานก็เอาผักกับมันฝรั่งมา


ผู้หญิงอยู่ในครัวเตรียมอาหารปีใหม่ ผู้ชายนั่งกินเมล็ดแตง ดื่มชา เด็กๆเล่นน้ำกันอยู่ใต้ระเบียง


“ย่า ทำไมบ้านรองยังไม่มาอีกคะ?” หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนถามอย่างสงสัย


หลี่หงอิงแค่นเสียง


“เขาไม่อยากมากินกับพวกเรา ก็ให้เขากินกันเองไปเถอะ”


เธอไม่ได้โง่ ดูออกว่าท่าทีของซุนฟางฟางเปลี่ยนไป แยกบ้านแล้วก็เริ่มไม่ฟัง งั้นต่อไปก็ไม่ต้องไปมาหาสู่กันมาก 


หลี่หงอิงคิดอย่างหงุดหงิด


“แล้วสะใภ้สามล่ะคะ?” หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนถามต่อ


จริงๆแล้วสิ่งที่เธอสนใจคือสวี่เหมียวเหมียว สะใภ้สามมีเงิน ต้องเอาของดีๆมาด้วยแน่ ไม่แน่ว่ามื้อนี้อาจได้กินเนื้อเยอะๆ ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้ เธอคงไม่มา


หลี่หงอิงมองแววตาเธอก็รู้ทัน


“เดี๋ยวก็คงมาแล้ว แม่ไม่ได้ให้เขาเอาอะไรมา เนื้อที่บ้านก็เขาซื้อให้นั่นแหละ”


“อ๋อ อย่างนั้นเองค่ะ” หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนพยักหน้า แต่พอก้มหน้าก็แอบเบ้ปาก


ให้พวกเธอเอาของมา แต่สะใภ้สามไม่ต้องเอามา ลำเอียงจริงๆ… พอเงยหน้าขึ้นมา ก็กลับมายิ้มเหมือนไม่มีอะไร


ไม่นาน สวี่เหมียวเหมียวก็พาลูกชายทั้งสี่มาถึง


หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนเห็นทันทีว่าหลิวเหวินซินถือไก่ตัวใหญ่สองตัว หลิวเหวินจวิ้นถือกระต่ายขาวสองตัว หลิวเหวินเล่ออุ้มถุงขนมกับเมล็ดแตง ตาเธอสว่างขึ้น รีบเข้าไปต้อนรับ


“สะใภ้สาม มาแล้วเหรอคะ ข้างนอกหนาว เข้ามานั่งข้างในเถอะ”


ความกระตือรือร้นแบบนี้ ทำเอาสวี่เหมียวเหมียวงงเล็กน้อย


หลี่หงอิงเห็นของในมือหลานๆ ก็พูดทันที


“แม่ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเอาอะไรมา ทำไมเอามาเยอะขนาดนี้ วางไว้ก่อน เดี๋ยวกินเสร็จค่อยเอากลับไป”


ปกติสามสะใภ้สามก็ช่วยเหลือพวกเขาอยู่แล้ว ยิ่งวันปีใหม่ บ้านอื่นเอามานิดหน่อยก็พอ หรือบางบ้านก็ไม่เอามาเลย แต่สะใภ้สามกลับเอามาเต็มที่


หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนยังไม่ทันดีใจว่าจะได้กินเนื้อเยอะ ก็เหมือนโดนน้ำเย็นสาด แทบจะคุมสีหน้าไม่อยู่


สวี่เหมียวเหมียวรีบพูด “แม่ ไม่ต้องเอากลับค่ะ วันนี้ทำกินให้หมดเลย”


เธอเอามาเพื่อกินจริงๆ คนตั้งเยอะ ถ้าไม่เตรียมให้พอ เดี๋ยวก็แย่งกันหมด ปีใหม่จะกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวไปแทน


เธอคิดไว้แล้วว่าจะทำไก่กับกระต่ายตุ๋นซีอิ๊วทั้งหมด เนื้อเยอะขนาดนี้ กินอิ่มแน่นอน


หลี่หงอิงเห็นเธอพูดจริงจัง ก็ไม่เถียง “เอาอย่างนั้นก็ได้”


“ตา! ออกมาฆ่าไก่เร็ว!” เธอตะโกนเรียก


หลิวเต๋อซิงกับหลิวต้าหลอเดินออกมาช่วยกัน เด็กๆที่กล้าหน่อยก็ยืนล้อมดูการฆ่าไก่ ฆ่ากระต่าย


หลิวเต๋อซิงทำคล่องมาก ไม่กี่มีดก็ถลกหนังกระต่ายออกมาอย่างเรียบร้อย


ในครัว ผู้หญิงคุยไปทำอาหารไป บรรยากาศ.อบอุ่น


หลี่หงอิงเป็นคนทำหลัก เจียงหลานหลานนั่งเผาไฟ หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนหั่นผัก สวี่เหมียวเหมียวปอกกระเทียม ปอกต้นหอม แล้วล้างเครื่องปรุงที่เอามา


ทุกคนทำงานเข้าขากันดี พอเนื้อเตรียมเสร็จ หลี่หงอิงก็ยกตำแหน่งแม่ครัวให้


“สะใภ้สาม มาทำเถอะ”


สวี่เหมียวเหมียวล้างมือ รับตะหลิวมา


หลิ่วเสี่ยวเยี่ยนดีใจมาก ได้ยินมานานว่าสะใภ้สามทำอาหารอร่อย วันนี้จะได้ลองสักที โชคดีจริงๆที่มา


สำหรับสวี่เหมียวเหมียว การทำอาหารเป็นเรื่องง่าย เธอใส่น้ำมัน ใส่เครื่องไม่ยั้ง ไม่นาน กลิ่นหอมก็ลอยออกมา คนในครัวได้กลิ่นแล้วน้ำลายแทบไหล 


โดยเฉพาะหลิ่วเสี่ยวเยี่ยน ต้องก้มหน้า สูดกลิ่นแรงๆเพื่อไม่ให้คนเห็น


ทั้งหมดมีแปดจาน แต่ละจานให้เยอะมาก โดยเฉพาะเมนูเนื้อ กินได้เต็มที่


“ตา ไปจุดประทัด!”


“ได้!” หลิวเต๋อซิงรีบไปเอาประทัดออกมา เสียงปังๆดังขึ้น


ในครัวก็เริ่มทยอยยกอาหารออกไป เด็กๆรีบเข้ามาดู สูดกลิ่นอย่างมีความสุข


หลายบ้านกินเสร็จแล้ว เพราะบ้านนี้ทำเยอะ เลยกินช้ากว่า


“โอ๊ย มาช้าไปหรือเปล่าเนี่ย ขอโทษนะ มีธุระนิดหน่อยเลยมาช้า”


พอทุกคนนั่งลง ยังไม่ทันเริ่มกิน ก็มีเสียงดังมาจากลานบ้าน


หันไปดู ซุนฟางฟางพาลูกสาวสองคนเข้ามา ข้างหลังมีหลิวต้าซานที่หน้าตาอึดอัดเดินตาม


“ที่นั่งไม่พอเหรอ ขยับกันหน่อยสิ” พูดจบก็ลากเก้าอี้ไปนั่งเบียดหลิวเหวินเล่อ


เด็กน้อยขมวดคิ้ว เขายังไม่ทันขยับ ก็ถูกเบียดจนแทบตกเก้าอี้


เขาพูดอย่างไม่พอใจ


“อาสะใภ้รอง ผมเห็นบ้านคุณจุดประทัดแล้วนะ บ้านคุณกินข้าวปีใหม่แล้วใช่ไหม?”


คำถามนี้ทำให้หลิวต้าซานกับหลิวเซี่ยฮวาหน้าแดงทันที ก้มหน้าลง ไม่กล้ามองใคร


แต่ซุนฟางฟางทำเหมือนไม่มีอะไร หยิบตะเกียบขึ้นมา มองไปที่จานเนื้อ


“ไม่มี เธอดูผิดแล้ว”


หลิวชุนฮวาก็รีบเอาเก้าอี้มานั่งแทรก รอจะกินเหมือนกัน มื้อที่บ้านไม่มีเนื้อเลย เธอยังกินไม่อิ่ม


หลี่หงอิงหน้าเย็นชา ใช้ตะเกียบเคาะมือซุนฟางฟาง


“ยังไม่มีใครกินเลย เธอจะเริ่มก่อนเหรอ?”


เธอโมโหมาก ระหว่างซุนฟางฟางกับหลิวเหวินเล่อ เธอเชื่อหลานแน่นอน นิสัยแบบซุนฟางฟาง ทำแบบนี้ได้อยู่แล้ว


หลี่หงอิงหันไปมองหลิวต้าซาน


“ก่อนหน้านี้ฉันไปถามแล้ว พวกเธอเป็นฝ่ายไม่มากินกับเรา ตอนนี้พอทำเสร็จแล้วกลับมา แบบนี้หมายความว่าอะไร? ต้าซาน บอกมา พวกเธอกินแล้วหรือยัง?”


ทุกคนหันไปมองหลิวต้าซาน ซุนฟางฟางก็จ้องเขา ส่งสายตาให้ไม่ให้พูดความจริง


หลิวต้าซานกดดันจนพูดไม่ออก ใจเต้นแรง ผ่านไปนานก็ยังไม่พูด


“พอแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว” หลี่หงอิงพูด


เธอรู้จักลูกชายดี ถ้ายังไม่กิน เขาคงตอบไปแล้ว


ที่ไม่พูด…แปลว่ากินมาแล้ว!


บทที่ 94: มื้อดึก


หลี่หงอิงนั่งลง พยายามข่มอารมณ์ให้เย็นลง


“วันปีใหม่แบบนี้ ฉันก็ไม่อยากด่าเธอหรอก กินหรือยังเธอรู้อยู่แก่ใจ ก่อนหน้านี้ก็เป็นเธอเองที่บอกว่าไม่มากินด้วยกัน คนอื่นเขามายังเอาของมาด้วย มาช่วยกันทำ แต่เธอไม่เอาอะไรมาเลย ไม่ช่วยอะไรทั้งนั้น พอเห็นพวกเราทำเสร็จแล้วถึงค่อยมาขอกิน แบบนี้มันน่าอายมาก


ต้าซาน เรื่องนี้ให้เธอจัดการเองแล้วกัน”


หลี่หงอิงพูดยาวรวดเดียว แรงกดดันตกไปอยู่ที่หลิวต้าซานเต็มๆ เขาหน้าแดงก่ำ อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี


โดนตำหนิต่อหน้าคนทั้งบ้านแบบนี้ เขาเองก็ทนไม่ไหว ไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากไหน จู่ๆเขาก็คว้าตัวซุนฟางฟาง แล้วลากออกไปทันที ไม่พูดสักคำ


“ไอ้คนทึ่ม ปล่อยฉันนะ!” ซุนฟางฟางดิ้นไม่หยุด


แต่แรงผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันมาก เธอไม่สามารถหลุดได้เลย ยิ่งดิ้นก็ยิ่งโดนจับแน่น สุดท้ายก็ได้แต่ด่าลั่น


ผู้ชายเงียบๆคนนี้กล้าขัดเธอแล้วเหรอ คงกินอิ่มเกินไปแล้วจริงๆ กล้าดียังไง!


ซุนฟางฟางถูกลากออกไป หลิวเซี่ยฮวารีบวิ่งตาม ส่วนหลิวชุนฮวา… ตอนนี้อยากเป็นคนหูหนวกตาบอดที่สุด ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินอะไรเลย พยายามหดตัวให้เล็กที่สุด ถ้าหายตัวได้ก็คงดี…เธอแทบจะร้องไห้ 


แต่หลี่หงอิงก็ยังมองเห็นเธอ เพียงแค่สายตาเดียว หลิวชุนฮวาก็เข้าใจทันที เธอวางตะเกียบลงอย่างไม่เต็มใจ แล้วลุกออกไป 


ในใจแอบโทษแม่ ถ้าตอนแรกยอมมากินด้วยกันก็ดีแล้ว อาหารดีๆแบบนี้ เธอยังไม่ได้กินสักคำ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ


“เอาล่ะ มากินกันเถอะ วันปีใหม่แท้ๆ ทำงานกันมาตั้งนาน คงหิวกันหมดแล้ว”


หลิวเต๋อซิงพูดขึ้น ก่อนจะคีบอาหารเข้าปากเป็นคนแรก


เรื่องวุ่นวายจบลงแบบนั้น ไม่ได้ทำให้ใครหมดอารมณ์กินเลย กินกันต่อ ดื่มกันต่อ ไม่มีใครสนใจซุนฟางฟาง


เรื่องแบบนี้เกิดบ่อยจนชินแล้ว ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ไม่มีใครออกมาพูดแทนเธอเลย ก็พอจะรู้ได้ว่านิสัยปกติของเธอเป็นยังไง


ระหว่างกินข้าว หลิวเต๋อซิงถามเรื่องการเรียนของหลิวเหวินเซ่า ในบรรดาหลานๆมีแค่คนนี้ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาจะไม่ใส่ใจได้ยังไง


ช่วงนี้ต่างคนต่างยุ่ง แทบไม่ได้คุยกัน


“ก็โอเคครับ ผมจะพยายามให้เต็มที่” หลิวเหวินเซ่ายิ้มบางๆ


“อย่ากดดันตัวเองมาก ทำให้ดีที่สุดก็พอ” หลิวเต๋อซิงพูดอย่างเป็นห่วง


การเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย ยิ่งยากมาก


ไม่ใช่แค่พูดก็ทำได้ ลูกบ้านหลิวห้าก็สอบมาสองปีแล้ว ยังไม่ติดเลย อายุมากกว่าเหวินเซ่าด้วยซ้ำ


“ผมรู้ครับปู่” เขาตอบอย่างจริงจัง


จริงๆแล้ว ทั้งแม่และคนในบ้านไม่เคยกดดันเขาเลย ทุกคนบอกแค่ให้ทำเต็มที่ แต่ตัวเขาเองต่างหาก ที่อยากทุ่มสุดตัว


ในเมื่อเลือกทางนี้แล้ว ต่อให้ยากแค่ไหน เขาก็ต้องสอบให้ติด


เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน หลังปีใหม่ เขาจะต้องตั้งใจมากขึ้น


พอกินเสร็จ หลี่หงอิงก็ให้สวี่เหมียวเหมียวกลับไปพัก เธอกับสะใภ้คนโตและหลานสะใภ้ช่วยกันเก็บล้าง


ไม่มีใครบ่นเลย เพราะมื้อนี้เป็นมื้อที่ดีที่สุดในรอบปี ทุกคนกินจนอิ่มท้องกลม


ฝนยังตกไม่หยุด ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย สวี่เหมียวเหมียวกลับถึงบ้านก็รู้สึกเบื่อ นอนอ่านนิยายอยู่บนเตียง


ถ้าไม่ฝนตก เด็กๆในหมู่บ้านคงออกมาจุดดอกไม้ไฟ เล่นโคมไฟกันแล้ว แต่ตอนนี้ต้องอยู่แต่ในบ้าน ความสนุกลดไปเยอะ


ประมาณห้าโมงกว่า เธอต้มเกี๊ยวกินอีกมื้อ 


หลังจากกินเสร็จ หลิวเหวินซินไปล้างจาน หลิวเหวินจวิ้นกับหลิวเหวินเล่อไม่รู้วิ่งไปเล่นที่ไหน หลิวเหวินเซ่ากลับเข้าห้องไปอ่านหนังสือ


สวี่เหมียวเหมียวหยิบซองแดงออกมา ส่งให้หลิวเหวินซิน


“นี่เงินอั่งเปา เอาไปแจกให้พวกเขานะ”


เขาชะงักไปเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้อั่งเปา


เขาส่งคืนหนึ่งซอง “ผมโตแล้ว ไม่ต้องให้ก็ได้ครับ”


สวี่เหมียวเหมียวไม่รับ “โตแค่ไหนก็ยังเป็นลูก รับไว้เถอะ ทุกคนมีหมด”


ตราบใดที่ยังไม่แต่งงาน ก็ยังถือว่าเป็นเด็ก


ในซองมีเงินสิบหยวน ไม่มากไม่น้อย เป็นน้ำใจของเธอ หลิวเหวินซินรู้สึก.อบอุ่นใจ รับไว้เงียบๆ


ปีนี้…เป็นปีใหม่ที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา


สวี่เหมียวเหมียวกลับเข้าห้อง อ่านนิยายรอเวลาเที่ยงคืน แต่ดูไปสักพักก็เริ่มอยากกินอะไรขึ้นมา


นึกขึ้นได้ว่าตอนวันไปตลาด เธอซื้อเนื้อวัวกับเนื้อแกะมาเยอะ ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากกิน สุดท้ายก็ลุกขึ้นไปทำอาหาร


เธอหยิบเนื้อวัวกับเนื้อแกะออกมา เปิดตำราอาหารดู เลือกทำผัดเนื้อวัว แล้วก็ต้มซุปเนื้อแกะใส่หัวไชเท้า 


ถ้าไม่ดึกเกินไป เธออยากย่างเนื้อแกะกินด้วยซ้ำ คิดแล้วก็ลงมือทันที


ผัดเนื้อวัวทำง่าย แต่ซุปต้องใช้เวลา เธอมองนาฬิกาเกือบสามทุ่มแล้ว แค่มองเนื้อก็รู้สึกหิวขึ้นมา เหมือนเกี๊ยวที่กินไปก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว


วันนี้เป็นวันปีใหม่ เรื่องลดน้ำหนักเอาไว้ก่อน กินเพิ่มอีกมื้อก็ไม่อ้วนขึ้นมากหรอก


หลิวเหวินซินได้ยินเสียงในครัว ก็เดินมาดู “แม่ หิวเหรอครับ?”


“นิดหน่อย”


เขานั่งลงก่อไฟให้ทันที ไม่นาน ผัดเนื้อวัวก็เสร็จ แต่ซุปยังต้องรอ


สวี่เหมียวเหมียวปิดฝาหม้อไว้ รอให้เสร็จแล้วค่อยกินพร้อมกัน


ระหว่างรอ เธอก็นวดแป้ง ทำแผ่นแป้งทอด พอแป้งเสร็จ ซุปเนื้อแกะก็หอมฟุ้ง


“เหวินซิน ไปถามพวกเขาหน่อย ว่าหิวไหม ถ้าหิวก็มา” เธอตักซุปใส่ชาม กินอย่าง.อดใจไม่อยู่


กัดแป้งหนึ่งคำ กินเนื้อวัวหนึ่งคำ ซดน้ำซุปอีกคำ อร่อยสุดๆ


ซุปนี้เธอทำอย่างดี ไม่มีคาวเลย ในฐานะคนชอบกิน ของอร่อยแบบนี้ไม่มีทางพลาด


หลิวเหวินเล่อกับหลิวเหวินจวิ้นได้ยิน ก็รีบใส่เสื้อวิ่งมา ส่วนหลิวเหวินเซ่าบอกว่าไม่กิน สวี่เหมียวเหมียวเลยให้หลิวเหวินซินเอาซุปไปให้เขา


พอได้กินซุปร้อนๆเข้าไป ทั้งตัวก็อุ่นขึ้น อ่านหนังสือก็มีสมาธิมากขึ้น


“ทำไมฉันได้กลิ่นซุปเนื้อแกะนะ?”


หลิวกว่างเฉวียนที่บ้านข้างๆสูดจมูก หอมมาก… อยากกินสักคำ ดื่มสักชาม


อากาศหนาวแบบนี้ ถ้าได้กินคงสบายสุดๆ


บทที่ 95: หลี่เหมยเหลียนตามติดไม่ปล่อย


“ดึกขนาดนี้จะไปมีซุปเนื้อแกะอะไร ฉันว่าคุณอยากกินเนื้อจนเพ้อแล้วล่ะมั้ง” หมาจวี้พูดอย่างไม่สบอารมณ์


“มีจริงๆนะ คุณลองดมดีๆสิ มีกลิ่นเนื้อแกะ หอมมากเลย” หลิวกว่างเฉวียนยังไม่ยอม เขาได้กลิ่นจริงๆ


“พอเถอะ ฉันเพิ่งเคยเห็นคนลืมตาฝันกลางวันก็วันนี้แหละ” หมาจวี้พลิกตัวคลุมผ้าห่ม


คำพูดนั้นทำให้หลิวกว่างเฉวียนเริ่มสงสัยตัวเองเหมือนกัน


“ฉันว่าคุณนอนแล้วค่อยดมดีกว่า เผลอๆในฝันอาจได้กินสักคำ” หมาจวี้พูดพร้อมกลั้นหัวเราะ


หลิวกว่างเฉวียน “...”


ฝั่งสวี่เหมียวเหมียว กินอิ่มดื่มอิ่มแล้วก็นอนลงอีกครั้ง แน่นท้องไปหมด


ความรู้สึกเหมือนเพิ่งกินเข้าไปก็กลายเป็นไขมันแล้ว เธอถอนหายใจ


สำหรับคนที่ต้องควบคุมน้ำหนัก มันช่างยากจริงๆ ถ้าต้องกินแต่ของจืดๆทุกวัน เธอคงทนไม่ไหว ชีวิตคงหมดสีสัน อยู่ไปก็ไม่มีความสุข


สวี่เหมียวเหมียวสรุปจากประสบการณ์ของตัวเอง ลดน้ำหนักต้องออกกำลังกาย อดอาหารมันยากเกินไป!


เช้าวันตรุษจีนควรจะเป็นวันที่ทุกบ้านมีแต่ความสุข แต่กลับมีข่าวว่าหลิวเจิ้งอี้กับหลิวซิ่งเอ๋อร์หย่ากันแล้ว ผู้ใหญ่บ้านฝ่าสายฝน พาทั้งสองไปจัดการเรื่องเอกสาร


หลิวซิ่งเอ๋อร์กลับไปอยู่บ้านแม่ สำหรับสองครอบครัวนั้น ปีใหม่นี้เต็มไปด้วยเมฆหมอก เหมือนกับอากาศช่วงนี้ไม่มีผิด


คนในหมู่บ้านก็แค่เอาไปพูดเป็นเรื่องซุบซิบ ไม่ได้สนใจจริงจัง เพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง


ฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงวันสิบห้า พอปีใหม่จบ ฝนก็หยุดพอดี


เช้าวันหนึ่ง ดวงอาทิตย์ขึ้นสูง คนในหมู่บ้านยังรู้สึกไม่ชิน


ก่อนหน้านี้ฝนตกไม่หยุด ทุกอย่างชื้นแฉะไปหมด ถนนในหมู่บ้านเป็นดิน เละจนเดินแทบไม่ได้ ไม่ใส่รองเท้าบูทก็ออกจากบ้านไม่ได้


สวี่เหมียวเหมียวดีใจที่ปูพื้นลานบ้านไว้ ไม่อย่างนั้นในบ้านตัวเองยังเดินลำบาก


แสงแดดส่องลงมา รู้สึกดีมาก เธอไม่รู้สึกหนาวเลย อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก


หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ ฟ้าเปิดตลอด ถนนแห้ง หมู่บ้านดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมาใหม่


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าแผนที่วางไว้เริ่มทำได้แล้ว เธอไปบอกผู้ใหญ่บ้าน แล้วกลับบ้าน


ปีใหม่ผ่านไป โรงขนมปังกลับมาเปิดอีกครั้ง


ไม่น่าแปลกใจ แค่ตอนเที่ยง เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากสวีเฉิง ยอดสั่งของครั้งนี้มากจนน่าตกใจ เธอจึงไปหาผู้ใหญ่บ้าน ขอให้เร่งก่อสร้าง


คนในหมู่บ้านมีเยอะ ไม่ต้องกลัวสร้างไม่ทัน แทบจะผู้ชายทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันสร้าง


แค่ไม่กี่วัน ข้างโรงขนมปังก็มีอาคารใหญ่เพิ่มอีกสี่หลัง สองหลังใช้ทำขนมปังต่อ อีกสองหลังเธอยังไม่ได้ตัดสินใจ


“แม่ โรงขนมปังจะรับคนเพิ่ม ยิ่งเยอะยิ่งดี เรื่องนี้ฝากแม่ด้วยนะ” สวี่เหมียวเหมียวพูดกับหลี่หงอิง


หลังจากหยุดช่วงปีใหม่ก็ไม่ได้ทำขนมมาหลายวัน พออากาศดี ถนนใช้ได้ ความต้องการก็เพิ่มขึ้นแน่นอน ไม่ต้องกลัวขายไม่ออก กลัวแต่ของไม่พอ


“ได้เลย” หลี่หงอิงรีบตอบรับ


ในใจคิดว่าสะใภ้สามทำธุรกิจใหญ่ขึ้นทุกวันจริงๆ


สวี่เหมียวเหมียวลองคำนวณดู ยอดสั่งจากในเมืองกับอำเภอรวมกัน วันหนึ่งต้องใช้มากกว่าหมื่นจิน จำนวนมหาศาล แต่รายได้ก็มหาศาลเช่นกัน


พอถึงฤดูใบไม้ผลิ เธอมีเงินเก็บหกถึงเจ็ดแสนหยวน จำนวนนี้ต่อให้ในอนาคตก็ถือว่าเยอะมาก


พนักงานในโรงขนมปังเพิ่มเป็นร้อยกว่าคน ค่าแรงก็ขึ้น จากวันละสองหยวนเป็นสี่หยวนต่อเดือนก็ไม่น้อย มากกว่าทำงานโรงงานเสียอีก


บางครอบครัวมาทำทั้งบ้าน รายได้เดือนหนึ่งหลายร้อย


สวี่เหมียวเหมียวรวยขึ้น ทั้งหมู่บ้านก็มีชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


คนมีเงิน กินเนื้อได้บ่อยขึ้น ซื้อเสื้อผ้าได้ ชีวิตแบบนี้ล้วนเป็นเพราะสวี่เหมียวเหมียว ทุกคนจึงตั้งใจทำงานกันมาก


เธอมองเงินที่มี แล้วไปดูค่าขยายพื้นที่เก็บของ แทบจะเป็นลม


ตอนนี้พื้นที่มี22ตารางเมตร ใช้เงินไป430,000หยวน ขยายเป็น52ตารางเมตร


เงินหกแสนกว่า เหลือไม่ถึงสองแสน กลับไปเหมือนเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เหมือนหาเงินมาเพื่อให้ระบบหมด


เธอ.อดบ่นไม่ได้ มันแพงเกินไปแล้ว!


เธอเหมือนโดนเอาเปรียบเต็มๆ จากคนรวย กลายเป็นแทบไม่มีเงิน อารมณ์ขึ้นลงสุดๆ แต่ก็ได้แต่ถอนหายใจ ชีวิตต้องสู้ต่อ


เธอแอบมองพื้นที่อีกครั้ง ขยายอีก10ตารางเมตร ต้องใช้ถึงสามแสน แพงจริงๆ 


เหมือนระบบจะเอาเงินเธอ แต่ก็ยังให้พื้นที่เพิ่ม 


52ตารางเมตรก็ถือว่าใหญ่แล้ว ถ้าเป็นบ้าน ก็เป็นบ้านสองห้องได้เลย เก็บของได้เยอะ


แต่เธอก็รู้สึกว่าควรขยายต่อ เหมือนจะมีประโยชน์ในอนาคต เงินใช้ไปกับสิ่งที่จำเป็น ยังไงก็คุ้ม


วันหนึ่ง สวี่เมิ่งได้หยุดสองวัน พอจะกลับหมู่บ้านหลิว ก็ถูกหลี่เหมยเหลียนตามติด


“ฉันบอกแล้วว่าที่บ้านป้าไม่ต้องการคนแล้ว อย่าถามฉันเลย” สวี่เมิ่งปวดหัว


“ไม่เป็นไร ฉันไปดูกับเธอเอง เผื่อเหมียวเหมียวต้องการคนเพิ่ม” หลี่เหมยเหลียนยิ้ม


วันนี้เธอไม่ยอมแพ้แน่ ยังไงก็ต้องไปให้ได้ ถึงไม่รับก็จะขออยู่ให้ได้


สวี่เมิ่งได้เงินวันละสี่หยวน เดือนหนึ่งกว่าร้อย จะไปหางานแบบนี้ได้ที่ไหน เธอต้องไปให้ได้ ญาติกันต้องช่วยกันสิ


สวี่เมิ่งหมดคำจะพูด แม่ก็ไม่อยู่บ้าน ถ้าไม่รีบไปตอนนี้ เดี๋ยวก็มืดแล้ว


“แล้วแต่ป้าเถอะ!” เธอพูดอย่างหงุดหงิด แล้วเดินออกไป


หลี่เหมยเหลียนยิ้ม ไม่มีแม่อยู่ สวี่เมิ่งสู้เธอไม่ได้แน่นอน


สวี่เมิ่งเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ หันกลับไปมองคนที่ตามมา แต่ก็สลัดไม่หลุด สีหน้าก็ยิ่งแย่ลง


จนถึงหน้าบ้านสวี่เหมียวเหมียว เธอหอบเหนื่อย รีบเข้าไปหา


“ป้า ขอโทษนะคะ...”


สวี่เหมียวเหมียวมองเธอที่ทำหน้ารู้สึกผิด กำลังจะพูด ก็มีเสียงดังจากหน้าบ้าน


“เหมียวเหมียว อยู่บ้านไหม?”


“ไม่เป็นไร” สวี่เหมียวเหมียวส่งสายตาปลอบใจ แล้วเดินออกไป


บทที่ 96: ปฏิเสธตรงๆ


“อ้าว พี่สะใภ้มานี่เอง ทำไมไม่บอกล่วงหน้าสักหน่อยล่ะ ฉันจะได้เตรียมอาหารไว้ต้อนรับเยอะๆ” สวี่เหมียวเหมียวพูดพลางมองไปด้านหลังเธอ แล้วแสร้งทำเป็นแปลกใจ


“พ่อกับแม่ไม่ได้มาด้วยเหรอ?”


สีหน้าของหลี่เหมยเหลียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อน


“ไม่ได้มาหรอก ฉันมากับเหมิ่งเหมิ่ง แล้วเหมิ่งเหมิ่งล่ะ?” พูดไปก็ชะโงกหน้ามองเข้าไปในบ้าน


สวี่เมิ่งได้ยินอยู่ข้างใน แต่ไม่ออกมา และไม่ตอบอะไร ป้าสะใภ้คนนี้น่ารำคาญจริงๆ


“สวี่เมิ่งเข้าห้องไปแล้ว ดูสิ ฉันนี่ลืมเชิญพี่สะใภ้เข้ามานั่งเลย” สวี่เหมียวเหมียวขยับตัวหลบให้


หลี่เหมยเหลียนตอนยืนอยู่หน้าบ้านก็อึ้งไปแล้ว พอเข้ามาด้านในก็ยิ่งตกใจ


บ้านใหญ่กว่าที่คิด แถมยังดูดีมาก


ลานบ้านก็กว้าง ไม่ใช่ดินเละๆแบบบ้านทั่วไป ยังปลูกผักได้อีก


“สวี่เมิ่งมีห้องของตัวเองด้วยเหรอ?” เธอถามด้วยความแปลกใจ


สวี่เหมียวเหมียวพาเธอไปที่ห้องโถง แล้วหันกลับมาพูด


“ที่บ้านมีห้องรับแขกอยู่ห้องเดียว ปกติก็ให้สวี่เมิ่งอยู่”


หลี่เหมยเหลียนมัวแต่มองไปรอบๆ ไม่ได้ฟังความหมายแฝงในคำพูดนั้นเลย


ก่อนหน้านี้เธอได้ยินแต่คนอื่นพูดว่าบ้านสวี่เหมียวเหมียวทำธุรกิจใหญ่ อยู่ดีมีสุขแค่ไหน เธอยังคิดว่าเขาพูดเกินจริง แต่ตอนนี้… ของจริงทั้งนั้น!


“พี่สะใภ้นั่งก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปผัดกับข้าวเพิ่มอีกหน่อย” สวี่เหมียวเหมียวพูดจบก็เดินเข้าครัว ปล่อยให้หลี่เหมยเหลียนนั่งอยู่คนเดียว


ในครัว หลิวเหวินจวิ้นกำลังนั่งเผาไฟอยู่ เดิมทีสวี่เหมียวเหมียวตั้งใจจะต้มน้ำทำบะหมี่ แต่ตอนนี้ต้องเลื่อนออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นเส้นจะเละ


เธอผัดมันฝรั่งเส้น ทำหมูแดง และไข่ผัดพริก เสร็จแล้วค่อยต้มบะหมี่


โชคดีที่เธอทำเส้นไว้เยอะ ไม่อย่างนั้นคงไม่พอ


สวี่เมิ่งออกมาจากห้อง เห็นหลี่เหมยเหลียนในห้องโถง ไม่แม้แต่จะทัก เดินเข้าครัวไปเลย


หลี่เหมยเหลียนก็ไม่ถือสา เดินตามไป


“ตั้งโต๊ะ กินข้าวกัน” สวี่เหมียวเหมียวเริ่มยกอาหารออกมา


หลิวเหวินเล่อกับหลิวเหวินเซ่าไปเรียนแล้ว อยู่ที่อำเภอ กลับมาเฉพาะวันหยุด


ตอนนี้ในบ้านรวมหลี่เหมยเหลียนด้วย ก็มีห้าคน 


ปกติถ้าไม่มีแขก ก็กินกันในครัว แต่วันนี้มีแขก ยังไงก็ต้องจัดโต๊ะให้เหมาะสม


หลี่เหมยเหลียนไม่คิดว่าสวี่เหมียวเหมียวจะต้อนรับดีขนาดนี้ แค่ข้าวมื้อหนึ่ง มีทั้งเส้น มีทั้งกับข้าว มีทั้งเนื้อ อาหารดีเกินไปแล้ว


เธอแอบคิดในใจ คงเป็นเพราะเธอมา สวี่เหมียวเหมียวถึงทำกับข้าวเยอะขนาดนี้ ถ้าเป็นแค่สวี่เมิ่งคนเดียว คงไม่ได้กินดีแบบนี้หรอก คิดแล้วก็อดมองสวี่เมิ่งอย่างภูมิใจไม่ได้


สวี่เมิ่งทำเป็นไม่เห็น


พอกินข้าวเสร็จ หลิวเหวินซินต้มน้ำร้อน แยกใส่กระติกให้แต่ละคนเอาไปใช้ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง


สวี่เหมียวเหมียวกลับเข้าห้องไปก่อนแล้ว หลิวเหวินซินเป็นคนเอาน้ำไปให้ เธอกำลังจะล้างหน้า เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น


“เหมียวเหมียว เหมียวเหมียว”


สวี่เหมียวเหมียวถอนหายใจเบาๆ แล้วไปเปิดประตู กำลังอ่านนิยายช่วงสำคัญอยู่พอดี


“พี่สะใภ้ มีอะไรเหรอ?”


หลี่เหมยเหลียนรีบพูด “คือ…คืนนี้ฉันจะนอนที่ไหนล่ะ?”


เธอแอบมองเข้าไปในห้อง กว้างมาก เตียงก็ใหญ่


สวี่เหมียวเหมียวทำเป็นไม่เห็นสายตานั้น “ต้องรบกวนพี่สะใภ้นอนกับสวี่เมิ่งนะ บ้านไม่มีห้องว่างแล้ว”


หลิวเหวินเล่อกับหลิวเหวินเซ่าไม่อยู่บ้านก็จริง แต่ก็ไม่เหมาะจะให้คนอื่นไปนอนห้องเขา


“อ๋อ…ก็ได้” หลี่เหมยเหลียนพยักหน้า


เธอไปเคาะห้องสวี่เมิ่งหลายครั้ง กว่าสวี่เมิ่งจะมาเปิด


สวี่เมิ่งอยู่ห้องนี้มาหลายเดือนแล้ว ผ้าห่ม ปลอกหมอนเพิ่งเปลี่ยนใหม่ นุ่ม แถมยังมีกลิ่นแดด เธอไม่อยากให้หลี่เหมยเหลียนมานอน หลี่เหมยเหลียนก็ดูออก


“เหมียวเหมียวให้ฉันมานะ ถ้าไม่พอใจ ไปบอกเขาเองสิ”


เธอพูดอย่างไม่แคร์ ถึงห้องนี้จะไม่ดีเท่าห้องสวี่เหมียวเหมียว แต่ก็ยังดีกว่าบ้านตัวเองมาก


เธอนั่งลงบนเตียง รู้สึกนุ่มจน.อดยิ้มไม่ได้


“ป้าสะใภ้ ไปล้างหน้าก่อน แล้วค่อยขึ้นเตียง” สวี่เมิ่งพูดเสียงแข็ง


“เรื่องมากจริง” หลี่เหมยเหลียนเบ้ปาก


ทั้งสองล้างหน้าเสร็จ ก็นอนคนละฝั่ง ไม่พูดกันอีก


เช้าวันถัดมา 


สวี่เหมียวเหมียวเมื่อคืนอ่านนิยายดึก เลยไม่ตื่นเช้า


อาหารเช้าหลิวเหวินซินเป็นคนทำ เธอไม่ได้กิน


หลังอาหารเช้า หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นออกไปส่งของ สวี่เมิ่งไปทำขนมที่โรงขนมปัง แต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ต้องให้สวี่เหมียวเหมียวจัดการ


หลี่เหมยเหลียนว่าง ไม่มีอะไรทำ เดินไปเดินมาในห้องโถง ในใจก็ไม่พอใจสวี่เหมียวเหมียว


ถ้าไม่ใช่เพราะหลิวเหวินซินบอกว่าอย่ารบกวนเธอ เธอคงไปเคาะประตูตั้งนานแล้ว


ถ้าไม่ใช่เพราะสามีตายเร็ว แถมยังแยกบ้าน จะมีบ้านไหนปล่อยให้สะใภ้นอนตื่นสายแบบนี้


เธอรอจนเกือบสิบโมง สวี่เหมียวเหมียวถึงออกมา ยืดตัวอย่างสบาย


แม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว อากาศก็ยังเย็นอยู่ เธอใส่เสื้อหนา เดินออกมารับแดด


ยังไม่ทันได้ทำอะไร หลี่เหมยเหลียนก็เดินมาขวาง


“เหมียวเหมียว ในที่สุดก็ตื่นแล้วนะ!”


น้ำเสียงทั้งเหน็บทั้งไม่พอใจ


“พี่สะใภ้?” สวี่เหมียวเหมียวชะงักไปเล็กน้อย


เธอลืมไปแล้วว่ามีคนนี้อยู่


“เหมียวเหมียว ไม่ใช่ว่าฉันจะว่าอะไรนะ แต่นี่มันสิบโมงกว่าแล้วนะ ตื่นสายเกินไปหรือเปล่า?”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า “ก็สายจริง”


แต่แล้วไง?


หลี่เหมยเหลียนไม่คิดว่าเธอจะยอมรับง่ายๆแบบนี้ เลยเริ่มทำท่าจะสั่งสอน


“เหมียวเหมียว แบบนี้มันไม่—”


สวี่เหมียวเหมียวเดินออกไปที่ลานบ้าน ล้วงหูเล็กน้อย แล้วพูดตัด


“พี่สะใภ้กินข้าวเช้าแล้วใช่ไหม?”


“กิน…กินแล้ว”


“งั้นก็ดีแล้ว อย่าหิวก็พอ อยู่บ้านฉันว่างๆก็ชอบนอนสาย ถ้าพี่สะใภ้อยากนอนก็นอนได้ ไม่มีใครว่า”


เธอหลับตารับแดดอย่างสบายใจ


หลี่เหมยเหลียนคิดในใจ เธอไม่ขี้เกียจแบบนี้หรอก


“เหมียวเหมียว คือฉันก็ว่างๆอยู่ จะให้ฉันไปช่วยงานที่โรงขนมปังไหม?” เธอฝืนยิ้ม เดินเข้าไปใกล้


“พี่สะใภ้ ตอนนี้โรงขนมปังคนเต็มแล้ว ไม่รับเพิ่ม”


คำตอบตรงๆทำเอาหลี่เหมยเหลียนชะงัก แต่ไม่นานก็ปรับตัว


“งั้นฉันช่วยทำความสะอาด หรือช่วยหยิบจับก็ได้ ให้ค่าแรงนิดหน่อยก็พอ”


เธอเปลี่ยนวิธี ยังไงก็ต้องได้ทำงานที่นี่


สวี่เหมียวเหมียวลืมตา แล้วจับมือเธอพาเข้าไปในห้องโถงอย่างเป็นกันเอง


จบตอน

Post a Comment

0 Comments