NV002 ep61-70
บทที่ 61: เนื้อวัวแห้ง
หลังจากฝนตกครั้งใหญ่ อุณหภูมิก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มหยิบเสื้อกันหนาวและเสื้อกั๊กบุฝ้ายออกมาใส่ ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างเช้ากับค่ำยิ่งชัดเจนขึ้น สวี่เหมียวเหมียวเองก็ต้องสวมเสื้อกั๊กแล้วเช่นกัน
ช่วงนี้ถ้าไม่มีธุระอะไร เธอแทบไม่อยากออกจากบ้านเลย เพราะแค่.ลมพัดมาก็รู้สึกหนาวจนทนไม่ไหว
ตอนนี้อากาศยังเป็นแบบนี้ ฤดูหนาวปีนี้คงลำบากกว่าที่คิดแน่
พอคิดเช่นนั้น สวี่เหมียวเหมียวก็อยู่นิ่งไม่ได้ เธอเดินไปที่โรงทำขนมปังทันที
“ทุกคนหยุดงานก่อนนะ ฉันมีเรื่องจะบอกหน่อย กลับไปช่วยบอกคนในบ้านหรือคนในหมู่บ้านด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บ้านฉันรับซื้อฟืนแห้ง มัดละห้าสิบสตางค์ รับไม่อั้น แต่ต้องเป็นฟืนแห้งเท่านั้น ถ้าเปียกหรือยังไม่แห้งจะไม่รับ ช่วยบอกต่อกันด้วยนะ”
ช่วงที่ว่าง หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นก็ต้องไปทำงานในไร่ ไม่มีเวลาขึ้นเขาไปตัดฟืน
บ้านเธอใช้ฟืนเยอะมาก ถ้าไม่รีบสะสมตั้งแต่ตอนนี้ พอถึงฤดูหนาวจริงๆ อาจไม่มีฟืนพอทำอาหารก็ได้
อ้อ… ต้องหาซื้อเตาถ่านไว้สักหลายเตาด้วย ไม่อย่างนั้น ถ้าต้องทนหนาวด้วยร่างกายล้วนๆ เธอคงลุกจากเตียงไม่ได้แน่
เรื่องนี้ต้องรีบจัดการ เพราะดูเหมือนฤดูหนาวจะมาถึงเร็วมาก
วันถัดมา สวี่เหมียวเหมียวออกไปตลาดนัดพร้อมกับเกวียนวัว เธอไปซื้อเตาถ่านมาหลายเตา แล้วก็ซื้อถ่านไม้อีกจำนวนมาก ตั้งใจจะเอากลับไปลองใช้ดูก่อนว่าดีหรือไม่ ถ้าใช้ไม่ดี เธอค่อยซื้อจากระบบแทน
หลังจากซื้อของเหล่านั้นแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็ไปที่แผงขายเนื้อ ซื้อเนื้อวัวมากกว่าสองร้อยจิน และเนื้อหมูอีกยี่สิบจิน
เมื่อเนื้อทั้งหมดถูกยกขึ้นไปบนเกวียนวัว คนบนรถก็แทบไม่แปลกใจแล้ว
ทุกครั้งที่สวี่เหมียวเหมียวออกตลาด เธอมักจะซื้อของจำนวนมาก วันไหนที่เธอไม่ซื้ออะไรเลยต่างหาก ถึงจะน่าแปลก
ทันทีที่กลับถึงบ้าน สวี่เหมียวเหมียวก็เริ่มจัดการกับเนื้อวัวทันที เนื้อวัวเหล่านี้ เธอตั้งใจจะทำเป็นเนื้อวัวแห้ง เด็กสองคนกินอาหารที่โรงเรียนไม่ค่อยดี หากมีเนื้อวัวแห้งติดตัวไปกินตอนกลางวันก็น่าจะช่วยเพิ่มอาหารได้
แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ… เธอเองก็อยากกินด้วย
ตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน สวี่เหมียวเหมียวแอบซื้อเนื้อวัวแห้งถุงหนึ่งจากระบบ เป็นเนื้อวัวแท้ๆ ไม่ใช่เนื้อปลอมแบบที่ขายกันทั่วไป แต่ในนั้นก็มีสารปรุงแต่งหลายชนิด
สวี่เหมียวเหมียวหิวจนทนไม่ไหว จึงฉีกถุงแล้วหยิบมากินสองชิ้นทันที
อืม… นี่เป็นยี่ห้อที่เพื่อนร่วมงานของเธอเคยแนะนำ รสชาติหอมอร่อยจริงๆ ถ้าไม่มีสารปรุงแต่งก็คงจะดีมาก
สมัยนี้ของหลายอย่างหนีไม่พ้น “เทคโนโลยีและสารเคมี” เนื้อวัวแห้งพวกนี้ก็ใส่สารปรุงแต่งอยู่บ้าง กินมากๆย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ แต่กินแค่เล็กน้อยและไม่บ่อยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร
สิ่งที่สวี่เหมียวเหมียวตั้งใจจะทำก็คือ เนื้อวัวแห้งที่ไม่มีสารเคมีพวกนั้นเลย เธอเปิดตำราอาหาร พลิกไปที่หน้าวิธีทำเนื้อวัวแห้ง
ล้างเนื้อวัวให้สะอาด ตัดเอาเอ็นออก แล้วแช่น้ำหนึ่งชั่วโมงเพื่อล้างเลือดออก ระหว่างรอ สวี่เหมียวเหมียวก็เริ่มเตรียมอาหารกลางวัน
มื้อเที่ยงวันนี้ เธอตั้งใจทำเนื้อวัวตุ๋นมะเขือเทศ เนื้อส่วนนี้เจ้าของร้านแถมมาให้ตอนซื้อเนื้อวัว จากนั้นก็ผัดมันฝรั่งใส่พริกเขียว และทำไก่อบซีอิ๊ว
พอไก่เริ่มเคี่ยวได้ที่ เธอก็หันกลับไปจัดการเนื้อวัวต่อ ขั้นตอนทำเนื้อวัวแห้งค่อนข้างยุ่งยาก เครื่องปรุงก็เยอะ ขั้นตอนก็เยอะ รวมแล้วมากกว่าสิบขั้นตอน!
เห็นได้ชัดว่า คนที่เป็นนักชิมและชอบทำอาหารต้องมีความ.อดทนมาก ไม่อย่างนั้นคงยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเสร็จ
ก็ไม่น่าแปลกที่อาหารแบบ “เทคโนโลยีผสมสารเคมี” จะได้รับความนิยม เพราะทำเองยุ่งยากมาก แถมบางทีก็ยังไม่อร่อยเท่าของที่ใส่สารปรุงแต่งอีก
หลังจากทั้งครอบครัวกินข้าวเสร็จแล้ว สวี่เหมียวเหมียวยังคงติดอยู่ในครัว ทำเนื้อวัวแห้งต่อไปอย่างทรหด ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ใส่พริกและน้ำมันพริกลงไปผัดให้เข้ากัน จากนั้นใส่เนื้อวัวหั่นเส้น ลดไฟลง เติมเกลือ แล้วผัดไปเรื่อยๆจนน้ำมันเกือบแห้ง
สวี่เหมียวเหมียวตักเนื้อวัวออกจากกระทะ แล้วทำขั้นตอนเดิมซ้ำอีก
หลังจากทำซ้ำกว่าสิบรอบ ในที่สุดเนื้อวัวทั้งหมดก็ผ่านการผัดเรียบร้อย จากนั้น เธอซื้อเตาอบขนาดใหญ่จากระบบ ล้างให้สะอาด เสียบปลั๊ก แล้วเอาเนื้อวัวเข้าไปอบ ตั้งโหมดหมักที่อุณหภูมิห้าสิบองศา อบแห้งด้วยความร้อนต่ำสามชั่วโมง
อะไรนะ… สามชั่วโมง?!
พอเห็นเวลาที่ต้องใช้ สวี่เหมียวเหมียวก็รีบซื้อเตาอบเพิ่มอีกสิบกว่าเครื่องทันที จนสามารถใส่เนื้อวัวทั้งหมดลงไปได้ เนื้อวัวตั้งมากขนาดนี้ ถ้าใช้เตาอบเครื่องเดียว คงต้อง.อบจนถึงเที่ยงคืนแน่
สวี่เหมียวเหมียวทนไม่ได้ ตอนสี่โมงกว่า เธอเดินเข้าครัวไปตรวจดูเนื้อวัวแห้ง กลิ่นหอมของเนื้อวัว.อบฟุ้งไปทั่วครัว จากกลิ่นแล้ว ดูเหมือนจะสำเร็จดี
เธอปิดเตาอบ ถอดปลั๊ก จากนั้นค่อยๆเทเนื้อวัวแห้งลงในถุงสะอาด ชั่งดูแล้ว เนื้อวัวมากกว่าร้อยจิน พอทำเป็นเนื้อวัวแห้งกลับหดเหลือเพียงครึ่งเดียว!
ไม่รู้ว่าเนื้อวัวแห้งราคาถูกตามอินเทอร์เน็ตทำกันอย่างไร ราคานั้น ต่อให้ไม่คิดขั้นตอนการทำ แค่ต้นทุนเนื้อวัวก็ยังไม่พอเลย ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน
สวี่เหมียวเหมียวหยิบขึ้นมาชิมหนึ่งเส้น อืม รสเผ็ดชัด เคี้ยวหนึบ อร่อยไม่แพ้เนื้อวัวแห้งที่ขายในร้านของระบบเลย แค่ทำทีหนึ่งเหนื่อยหน่อยเท่านั้น
ก่อนที่ลูกชายทั้งหลายจะกลับมา สวี่เหมียวเหมียวรีบล้างเตาอบทั้งหมด แล้วเก็บเข้าพื้นที่เก็บของ
เตาอบตั้งสิบกว่าเครื่อง กินพื้นที่ไปไม่น้อย เธอมองเงื่อนไขการขยายพื้นที่ ‘แปดหมื่นหยวน เพิ่มพื้นที่สิบตารางเมตร’ สวี่เหมียวเหมียวคิดดูแล้ว ก็ยังไม่ถึงกับแคบ ยังพอใช้พื้นที่ได้อีกเยอะ งั้นยังไม่ต้องอัปเกรดก็แล้วกัน
เธอเพิ่งเก็บเงินได้แสนกว่าหยวน ยังไม่ทันอุ่นกระเป๋าเลย ตอนนี้ยังไม่อยากเอาไปให้ระบบที่โลภตัวนั้น
ก่อนเข้านอน สวี่เหมียวเหมียวหยิบเนื้อวัวแห้งสองถุงส่งให้ลูกชายสองคน
“นี่คือเนื้อวัวแห้งที่แม่ทำวันนี้ เอาไปกินตอนกลางวัน หรือจะแบ่งเพื่อนก็ได้”
หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นรีบเดินเข้ามาทันที สายตาที่มองเธอชัดเจนว่าหมายถึงอะไร สวี่เหมียวเหมียวจึงกลับเข้าไปในห้อง แล้วหยิบออกมาให้อีกคนละหนึ่งถุง
“นี่เป็นถุงสุดท้ายแล้ว กินหมดแล้วอย่ามาขอเพิ่มนะ แม่มีไม่มาก”
ตอนเธอทำเสร็จใหม่ๆ สองคนนี้ก็กลับมาพอดี ทั้งคู่ลากเก้าอี้เล็กมานั่งหน้าเนื้อวัวแห้ง แล้วกินกันจนอิ่ม ถึงขั้นกินข้าวเย็นได้น้อยมาก
สวี่เหมียวเหมียวมองเนื้อวัวแห้งที่หายไปจำนวนมาก ก็อดโมโหไม่ได้ นี่ของกินเล่น ไม่ใช่ข้าว! เธอเองยังไม่ได้กินเท่าไรเลย
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังแบ่งไปให้หลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงเล็กน้อย ไม่มาก แค่ให้พวกเขาลองชิมเท่านั้น
ช่วงนี้คนในหมู่บ้านหลายคนที่ว่างงาน ต่างพากันขึ้นเขาไปตัดฟืน สวี่เหมียวเหมียวนั่งอยู่ที่บ้านคอยรับซื้อฟืน แม้แต่ซุนฟางฟางก็พาหลิวเอ้อร์เฉียงกับลูกสาวคนที่สอง หลิวเซี่ยฮวา ไปเก็บฟืนเหมือนกัน วันหนึ่งก็หาเงินได้หลายหยวน
วันนี้ซุนฟางฟางก็เอาฟืนมาส่งอีก เธอชะโงกหัวเข้ามาดูรอบๆก่อน พอไม่เห็นจวี๋เป่าจึงกล้าเดินเข้ามา
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เธอเห็นจวี๋เป่า เธอก็เอาเรื่องนี้ไปบอกคนทั้งหมู่บ้านว่าสวี่เหมียวเหมียวเลี้ยงเสือตัวใหญ่ แต่ไม่มีใครเชื่อเลย ไม่ว่าเธอจะยืนยันอย่างไร ก็ไม่มีใครเชื่อ ทำเอาเธอโกรธแทบตาย
ซุนฟางฟางพูดด้วยน้ำเสียงประชด
“ฉันว่าแล้วเชียว ชีวิตน้องสะใภ้ช่างสบายจริงๆ วันๆนั่งอยู่บ้านก็มีคนมาทำงานให้ ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ก็ยังมีเงินใช้”
น้ำเสียงของเธอเปรี้ยวจี๊ดด้วยความอิจฉา ทั้งที่ต่างก็เป็นสะใภ้เหมือนกัน แถมอีกฝ่ายยังเป็นแม่หม้ายด้วยซ้ำ…
บทที่ 62: เค้กวันเกิด
แล้วทำไมเธอถึงไม่มีโชคดีแบบนั้นบ้างล่ะ?
พูดจบ ซุนฟางฟางก็พยายามเอามัดฟืนที่เธอแบกมาแอบปนเข้าไปในกองฟืนที่วางอยู่บนพื้น
“เดี๋ยวก่อน”
สวี่เหมียวเหมียวลุกขึ้น เดินไปหยิบมัดฟืนขึ้นมาดู
ยังไม่ทันพูดอะไร ซุนฟางฟางก็เริ่มร้อนตัวทันที
“น้องสะใภ้ ฟืนที่ฉันเอามาเป็นฟืนแห้งแน่นอน พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องตรวจแล้วก็ได้มั้ง”
สวี่เหมียวเหมียวไม่ตอบอะไร เธอวางมัดฟืนลงข้างๆ แล้วแกะเชือกออก
ฟืนที่มัดไว้ก็หลุดกระจายออกมา เธอชี้ไปที่ฟืนครึ่งแห้งตรงกลางแล้วถาม
“นี่มันอะไร?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซุนฟางฟางแทบจะค้างอยู่ไม่ไหว เธอรีบแก้ตัวทันที
“โอ๊ย อันนี้คงเป็นตอนที่ฉันตัดฟืนแล้วเผลอใส่ปนเข้ามา น้องสะใภ้ ขอโทษนะ ครั้งหน้าฉันจะดูให้ดีก่อนค่อยเอามาให้”
ความหมายก็คือ ครั้งนี้ก็ปล่อยผ่านไปเถอะ เธอแบกมันมาถึงที่แล้ว จะให้แบกกลับไปอีกหรือไง?
ที่สำคัญคือ ตอนนี้คนที่ขึ้นเขาไปหาฟืนมีเยอะมาก ฟืนแห้งที่หาได้ง่ายๆแทบจะหมดแล้ว ถ้าอยากได้ฟืนแห้ง ก็ต้องเอาฟืนเปียกกลับไปตากที่บ้านก่อน แบบนั้นก็เสียเวลา หาเงินได้น้อยลงอีก
สวี่เหมียวเหมียวกลับไปนั่งบนเก้าอี้เหมือนเดิม แล้วยิ้มให้ซุนฟางฟางเล็กน้อย
“พี่สะใภ้รอง ฟืนมัดนี้ฉันไม่รับ เอากลับไปเถอะ”
เธอบอกไว้ชัดเจนแล้วว่า ถ้าไม่ใช่ฟืนแห้งจะไม่รับ อยากจะเอาฟืนเปียกมาปนหลอกให้ผ่านไปง่ายๆแบบนั้น ไม่มีทาง! เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมเสียเปรียบ
“น้องสะใภ้…”
ซุนฟางฟางชะงักไปครู่หนึ่ง ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่เมื่อสบตากับสวี่เหมียวเหมียว ปากก็ขยับเล็กน้อย สุดท้ายกลับพูดอะไรไม่ออก
เธอไม่รู้ว่าทำไม แต่จู่ๆก็รู้สึกว่าสายตาของสวี่เหมียวเหมียวดูน่ากลัวขึ้นมา หรืออาจจะเป็นเพราะเธอคิดไปเองก็ได้
สวี่เหมียวเหมียวมองซุนฟางฟางหยิบมัดฟืนของตัวเองขึ้นมา แล้วหันหลังเดินจากไป
ทันทีที่ซุนฟางฟางออกไป โทรศัพท์ในบ้านก็ดังขึ้น เป็นสวี่เฉิงจากในเมืองโทรมา
“คุณสวี่ หลิวจื้อเฉียงจากร้านหลิวจี๋ไปเซี่ยงไฮ้ เรียนทำขนมปังด้วยเงินก้อนใหญ่ ตอนนี้เขาทำขนมปังเป็นแล้ว แถมยังทำได้หลายแบบกว่าของเราอีก วันนี้ลูกค้าครึ่งหนึ่งถูกเขาแย่งไปหมดแล้ว”
น้ำเสียงของสวี่เฉิงเต็มไปด้วยความกังวล สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทันจริงๆ
สวี่เหมียวเหมียวตอบอย่างใจเย็น
“คุณสวี่ อย่าเพิ่งรีบร้อน บอกฉันหน่อยว่าร้านหลิวจี๋ขายขนมปังอะไรบ้าง ฉันจะหาวิธีเอง”
ตั้งแต่วันแรกที่เธอเริ่มขายขนมปัง เธอก็คิดไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งต้องมีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
เมืองเล็กๆที่ค่อนข้างล้าหลังแบบนี้ไม่มีร้านขายขนมปัง ไม่ได้หมายความว่าเมืองอื่นจะไม่มี
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว เพียงแต่เธอไม่คิดว่า คู่แข่งคนแรกจะเป็นไอ้สารเลวหลิวจื้อเฉียงคนนั้น
สวี่เฉิงหยิบกระดาษรายชื่อขึ้นมาอ่าน มีขนมปังมากกว่าสิบชนิด ทุกครั้งที่เขาพูดชื่อออกมา รอยยิ้มบนมุมปากของสวี่เหมียวเหมียวก็ยิ่งกว้างขึ้น
“ฉันเข้าใจแล้ว วันนี้ฉันจะพัฒนาสินค้าใหม่ พรุ่งนี้ให้เหล่าหลินมารับของได้เลย” พูดจบ เธอก็วางสาย
ก็แค่ขนมปังธรรมดา ไม่มีอะไรแปลกใหม่
สำหรับคนทั่วไปอาจจะอร่อย แต่สำหรับนักกินอย่างสวี่เหมียวเหมียวแล้ว มันไม่ได้ดึงดูดอะไรเลย
สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเธอก็คือ “ขนมปังเนื้อหมูหย็อง”
ด้านนอกคลุกหมูหย็องกับสาหร่าย ด้านในสอดไส้คัสตาร์ดครีมเข้มข้น กัดคำเดียวก็ให้ความรู้สึกอิ่มเอมเต็มคำ
อีกอย่างก็คือ “พายไข่แดง”
รสเค็มมันของไข่แดงเค็ม ผสมกับความหวานของถั่วแดง ความหนึบของโมจิ และความกรอบของแป้งพาย เป็นการผสมผสานที่ลงตัวที่สุด
คิดได้ก็ลงมือทำทันที
สวี่เหมียวเหมียวพับแขนเสื้อ แล้วเริ่มเตรียมวัตถุดิบ เช่นหมูหย็อง ถั่วแดง สาหร่าย ไข่แดงเค็ม อะไรที่ซื้อได้ เธอก็ซื้อจากระบบก่อน
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ขนมปังหมูหย็องชุดแรกก็เสร็จเรียบร้อย
เธอไม่หยุดมือ แบ่งแป้งเนยกับแป้งธรรมดาเป็นก้อนเล็กๆ ปั้นเป็นลูกกลม แล้วห่อเข้าด้วยกัน จากนั้นรีดแป้งให้ยาว ม้วนเป็นชั้นๆ
ผ่านไปสิบนาที สวี่เหมียวเหมียวทาไข่แดงบนหน้าขนม โรยงาดำตรงกลาง เสร็จเรียบร้อย!
เธอหยิบเตาอบจากพื้นที่เก็บของออกมา แล้วใส่พายไข่แดงทั้งหมดเข้าไปอบ
สวี่เหมียวเหมียวหยิบขนมปังหมูหย็องที่ทำเสร็จแล้วขึ้นมาชิม ไส้แน่น รสชาติดีมาก
แม้จะไม่เหมือนกับที่ขายตามร้านทุกอย่างเป๊ะๆ แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงมาก และอร่อยสุดๆ
ผ่านไปยี่สิบห้านาที สวี่เหมียวเหมียวเปิดเตาอบ กลิ่นหอมของพายไข่แดงก็ฟุ้งกระจายทันที
เธอรีบใช้มีดผ่าครึ่งพายไข่แดงอย่าง.อดใจไม่อยู่ แม้จะยังร้อนอยู่ เธอก็หยิบขึ้นมากัดคำเล็กๆ
อืม… พายไข่แดงที่ทำสดๆ อร่อยกว่าที่ขายในระบบเสียอีก นี่แหละ รสชาติที่เธอชอบ!
เมื่อขนมปังหมูหย็องกับพายไข่แดงทำสำเร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็หั่นพายไข่แดงใส่จาน แล้วยกไปที่โรงขนมปังให้ทุกคนลองชิม
“แม่ของเหวินซิน นี่มันอะไร อร่อยมากเลย อร่อยกว่าขนมปังอีก”
“ใช่ๆ ฉันแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วยแล้ว”
“ขนมที่ดูเหมือนขนมปังนี่ก็อร่อยมาก ด้านในยังมีไส้หวานๆด้วย” ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบขนมทั้งสองชนิดมาก
สวี่เหมียวเหมียวดีใจมาก ดูเหมือนว่าคนที่ชอบของหวานจะมีเยอะจริงๆ เธอยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ
“เงียบก่อนนะ อันนี้เรียกว่า ขนมปังหมูหย็อง ส่วนอันนี้เรียกว่า ‘พายไข่แดง’ เป็นสินค้าใหม่ที่ฉันพัฒนาขึ้น”
จากนั้นเธอก็เรียกหลี่หงอิง หม่าจวี้ คุณย่าหลิว รวมถึงต้าหยากับเอ้อร์หยา กลับเข้าครัว
ขนมปังหมูหย็องทำไม่ยาก สวี่เหมียวเหมียวอธิบายไปพร้อมกับให้พวกเธอลองทำตาม แค่ทำหนึ่งรอบแล้วจำขั้นตอนให้ได้ก็พอ
พายไข่แดงก็เช่นกัน พอทำรอบที่สอง สวี่เหมียวเหมียวก็ไม่ต้องดูสูตรแล้ว
“แบบนี้ก็เรียบร้อยแล้ว พวกเธอทำได้ไหม?” ทุกคนพยักหน้า
หลี่หงอิงเป็นคนพูดก่อน
“ไม่น่ามีปัญหา ฉันว่าทำง่ายนะ” แค่ทำตามหนึ่งรอบ เธอก็ทำเป็นแล้ว
สวี่เหมียวเหมียวจึงให้พวกเธอย้ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ไปที่โรงขนมปัง แล้วกำชับหลี่หงอิงสองสามประโยค
“แม่ จัดคนครึ่งหนึ่งทำขนมปังหมูหย็องกับพายไข่แดง อีกครึ่งหนึ่งทำขนมปังแบบเดิมต่อไป สองอย่างนี้ทำได้เท่าไรก็ทำไปเลย คืนนี้ให้คนครึ่งหนึ่งทำโอทีหน่อย ทำเพิ่มอีกหน่อย เดี๋ยวฉันจ่ายค่าโอทีให้”
ต้องทำของให้ทันสำหรับส่งร้านสวี่จี๋พรุ่งนี้
“ได้ ไม่มีปัญหา” หลี่หงอิงจำทุกอย่างไว้เรียบร้อย
เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็เริ่มคิดเรื่องการทำ “เค้กวันเกิด”
เธอซื้อพิมพ์เค้กจากระบบก่อน จากนั้นทำเค้กกลมขนาดแปดนิ้วขึ้นมา แล้วเริ่มทำครีม
สวี่เหมียวเหมียวหยิบไข่ออกมาสิบฟอง แยกไข่แดงกับไข่ขาว เธอเลือกเครื่องตีไข่ไฟฟ้าจากระบบ หลักๆก็เพื่อให้มือได้พัก ถ้าต้องตีด้วยมือ เธอคงบ้าแน่
ตีไข่ขาวจนเริ่มเป็นฟอง ใส่น้ำตาลหนึ่งช้อนแล้วตีต่อ เมื่อไข่ขาวเริ่มข้นขึ้น ก็เติมน้ำตาลอีกหนึ่งช้อน ตีต่อไปเรื่อยๆจนไข่ขาวกลายเป็นเนื้อครีม
หลังจากนั้น เธอใส่น้ำตาลสองช้อน แป้งสองสามช้อน นมสด และเกลือเล็กน้อยลงในไข่แดง แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นผสมไข่ขาวกับไข่แดงเข้าด้วยกัน แล้วตีต่อ
ประมาณสิบนาที สวี่เหมียวเหมียวยกเครื่องตีไข่ขึ้นมา ไข่ขาวที่ติดขึ้นมาสามารถตั้งยอดได้โดยไม่ยุบ
เสร็จสมบูรณ์!
บทที่ 63: พูดเรื่องไม่สวยไว้ก่อน
สวี่เหมียวเหมียวเริ่มทำเค้ก เธอทำตามภาพเค้กที่เคยเห็นมาก่อน ค่อยๆปาดครีมให้ทั่วบนขนมปังกลมอย่างตั้ง.อกตั้งใจ ดูมีแบบมีแผนไม่น้อย
เมื่อปาดครีมเสร็จแล้ว เธอก็คิดว่าควรจะวางผลไม้อะไรตกแต่งด้านบนดี ต้องเป็นผลไม้ตามฤดูกาล และต้องเป็นของที่พบเห็นได้ทั่วไป
สวี่เหมียวเหมียวคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าเป็นพุทราเขียวกับแอปเปิล เพราะตามตลาดมีขายกันดาษดื่น
ที่บ้านเธอไม่มี แต่ในระบบของเธอมี ถ้าใครถาม ก็หาเหตุผลอะไรมาพูดกลบไปสักอย่างก็พอ
จากนั้นสวี่เหมียวเหมียวก็หยิบกล่องแพ็กเค้กแบบโบราณจากระบบออกมา แล้วห่อเค้กผูกเชือกเรียบร้อย
เธอหยิบเศษขนมปังมาจิ้มครีมเล็กน้อยแล้วใส่เข้าปาก รสชาติไม่หวานเกินไป กำลังดี
ครีมนี่อร่อยจริงๆ ความหวานมันช่วยเยียวยาอารมณ์คนได้ ไม่น่าแปลกที่บางคนเวลารู้สึกไม่ดีถึงชอบกินของหวาน เพราะมันช่วยได้จริงๆ
สวี่เหมียวเหมียวทำเค้กทั้งหมดสิบก้อน สาเหตุหลักคือเธอทำครีมไว้เยอะ อย่าดูว่าเค้กจะดูใหญ่ จริงๆแล้วใช้ครีมไม่มาก
ทำเค้กสิบก้อนเสร็จแล้ว ครีมก็ยังเหลืออยู่นิดหน่อย สวี่เหมียวเหมียวจึงเอาเศษขนมปังมาปาดครีมเล็กน้อย ตั้งใจว่าจะเอาไว้แจกเป็นของว่างให้คนที่ทำงานล่วงเวลาในตอนค่ำ
วันถัดมา สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นเอาพายไข่แดงกับขนมปังหมูหย็องไปส่งด้วย จุดประสงค์หลักคือไปถามพ่อค้าร้านขนมว่าต้องการสินค้าจำนวนเท่าไร
แต่เมื่อทั้งสองกลับมา กลับนำข่าวไม่ดีมาบอก
ในอำเภอกั่วซานกับอันเหอ จู่ๆก็มีร้านขนมหลายร้านเปิดขายขนมปังขึ้นมา แถมยังตั้งราคาถูกมาก ทำให้ลูกค้าถูกดึงไปไม่น้อย สถานการณ์เหมือนกับที่เกิดในตัวเมือง
สวี่เหมียวเหมียวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าหลิวจื้อเฉียงจะมีความสามารถขนาดนี้ ความทะเยอทะยานไม่น้อยเลย ดูเหมือนเขาจะตั้งใจสู้กับเธอจริงๆ
ดี งั้นเธอก็จะรับคำท้านี้ ดูว่าใครจะหัวเราะเป็นคนสุดท้าย
ช่วงสาย เหล่าหลินขับรถบรรทุกมารับสินค้า สวี่เหมียวเหมียวกำชับเขาให้ขับรถอย่างระมัดระวัง เพราะมีเค้กอยู่ ขนมพวกนี้ทนแรงกระแทกไม่ได้
เธอยังฝากให้เขาบอกอีกด้วยว่าไม่จำเป็นต้องลดราคา ให้ขายตามปกติ ขนมปังของบ้านเธอเน้นคุณภาพและรสชาติ ไม่จำเป็นต้องแข่งราคาก็ขายได้
ขนมอย่าง “มาจิ้วนุ่มรูปนิ้ว” ที่อีกฝ่ายทำไม่ได้ ก็คือจุดแข็งของเธอ
รวมถึงขนมปังหมูหย็อง พายไข่แดง และเค้ก น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ถึงแม้อีกฝ่ายจะลอกเลียนแบบได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอร่อยเท่าของเธอ
ช่วงบ่าย เจ้าของร้านขนมจากอำเภอกั่วซานและอันเหอหลายคนก็เดินทางมาหา สวี่เหมียวเหมียวคาดไว้แล้วว่าพวกเขาต้องมา จึงเตรียมของว่างยามบ่ายไว้ล่วงหน้า
“เถ้าแก่สวี่ คุณคิดจะทำยังไงต่อ?” เกาชิงเห็นว่าสวี่เหมียวเหมียวดูไม่ร้อนใจเลย ก็เริ่มนั่งไม่ติด
สวี่เหมียวเหมียวยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วพูดอย่างไม่รีบร้อน
“แผนของฉันวางอยู่ตรงหน้าพวกคุณแล้ว ลองชิมดูก่อนก็ได้”
เธอเตรียมเศษเค้กให้ทุกคนคนละชิ้น พร้อมกับชาเถี่ยกวนอิมคุณภาพดีที่ซื้อจากระบบ
เกาชิงกับคนอื่นๆ หยิบขนมชิ้นเล็กๆที่ดูธรรมดาขึ้นมากัด ทันทีที่กัดเข้าไป ดวงตาของพวกเขาก็สว่างขึ้น จากนั้นก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตาแทบจะเป็นประกาย
ขนมปังนี่อร่อยเกินไปแล้ว! แม้แต่ชานี่ก็หอมละมุน เป็นรสชาติที่พวกเขาไม่เคยดื่มมาก่อน
เกาชิงพูดอย่างชื่นชม
“เถ้าแก่สวี่ช่างเก่งจริงๆ ไม่เพียงขนมปังจะอร่อย แม้แต่ชาก็ไม่ธรรมดา”
เกาชิงเริ่มมั่นใจขึ้นแล้ว
“เถ้าแก่สวี่ ผมจะพูดตามตรง หลิวจื้อเฉียงจากในเมืองมาหาผมเมื่อวาน เขาอยากให้ผมรับขนมปังจากร้านเขา ราคาก็ถูกกว่าของคุณ บอกให้ผมคิดสามวัน ผมลองชิมขนมของเขาแล้ว รสชาติสู้ของคุณไม่ได้เลย แค่ถูกกว่าเท่านั้น”
เมื่อเกาชิงพูดจบ อู๋เหว่ยจากอำเภอกั่วซานก็พูดต่อ
“หลิวจื้อเฉียงก็มาหาผมเหมือนกัน แต่ผมปฏิเสธไปเลย”
คนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย บางคนแม้ยังไม่ได้ปฏิเสธตอนนั้น แต่ตอนนี้ก็ถือว่าแสดงจุดยืนแล้ว
สวี่เหมียวเหมียวฟังจบก็ยิ้มเล็กน้อย
“เถ้าแก่ทั้งหลาย เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ การจะรับของจากใครก็เป็นสิทธิของพวกคุณ ฉันไม่ก้าวก่าย แต่มีเรื่องหนึ่ง ถ้าหากวันหนึ่งพวกคุณเลิกทำงานกับฉัน แล้วอยากกลับมาร่วมมือกันอีก มันคงไม่ง่ายเหมือนเดิม ฉันยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนใจกว้างมากนัก แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะไปบังคับใคร เพราะฉะนั้นขอให้พวกคุณคิดให้ดี”
“เข้าใจครับ เข้าใจ” เกาชิงพยักหน้า
สวี่เหมียวเหมียวลุกขึ้น
“ฉันขอพูดเรื่องที่อาจฟังไม่ดีไว้ก่อน ถ้าใครตอนนี้ไม่อยากร่วมงานกับฉันแล้ว ก็พูดออกมาได้เลย เราจะแยกย้ายกันอย่างดี”
สายตาของเธอมองไปรอบๆ แต่ทุกคนต่างส่ายหน้า ไม่มีใครพูดอะไร
“ดี ถ้าทุกคนยังอยากร่วมมือกัน ฉันจะพูดถึงแผนต่อไปของฉัน เมื่อวานที่ให้พวกคุณดู คือสินค้าตัวใหม่ของฉัน ขนมปังหมูหย็องกับพายไข่แดง สองอย่างนี้ต้นทุนสูงขึ้นหน่อย ฉันตั้งใจจะขายกิโลละสองหยวน และต่อไปฉันจะพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาเรื่อยๆ
คำแนะนำของฉันคือ พวกคุณควรมั่นใจในขนมปังของเรา ไม่จำเป็นต้องไปทำสงครามราคากับพวกเขา ขนมปังของเราเป็นของที่พวกเขาเลียนแบบไม่ได้ สงครามราคามีแต่จะทำให้ตลาดเสีย”
นี่คือความคิดของเธอ พวกเขาจะทำตามหรือไม่ก็แล้วแต่ เธอทำได้แค่เสนอความคิดเห็น
ผู้คนหลายคนมองหน้ากัน ต่างกำลังชั่งใจถึงความเป็นไปได้ของแผนนี้ ในที่สุดเกาชิงก็พูดขึ้นก่อน
“ดี ผมจะทำตามที่เถ้าแก่สวี่พูด ผมเชื่อมั่นในขนมปังของคุณ”
รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เขาไม่ได้เชื่อมั่นแค่ขนมปัง แต่ยังเชื่อมั่นในตัวสวี่เหมียวเหมียว
ผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเจอสถานการณ์แบบนี้ กลับนิ่งกว่าพวกผู้ชายทั้งกลุ่มเสียอีก แถมยังมีแผนการชัดเจน ทำให้เขามองเธอในมุมใหม่
อู๋เหว่ยยกมือขึ้น “ผมก็เห็นด้วย”
การทำธุรกิจย่อมต้องมีการแข่งขันเป็นเรื่องปกติ บางครั้งสิ่งที่ต้องแข่งกันไม่ใช่แค่สินค้า แต่ยังเป็นสภาพจิตใจด้วย
ร้านของเขาสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ ทำธุรกิจมานานกว่าสวี่เหมียวเหมียวเสียอีก เมื่อเธอยังสงบขนาดนี้ เขาจะตื่นตระหนกไปทำไม?
หลังจากทั้งสองพูด คนอื่นๆก็แสดงความเห็นตาม
“รอฉันสักครู่”
สวี่เหมียวเหมียวกลับเข้าห้อง หยิบเค้กที่ทำไว้เมื่อวานออกมาจากพื้นที่เก็บของ
เธอเอาเค้กออกมาวาง แล้วแกะกล่องต่อหน้าทุกคน พร้อมอธิบาย
“นี่เรียกว่า เค้กวันเกิด เป็นเค้กที่กินตอนวันเกิด แน่นอนว่าถ้าอยากกินแม้ไม่ใช่วันเกิดก็ซื้อได้ แค่ปักเทียนลงไป ก็สามารถอธิษฐานได้”
เกาชิงไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เมื่อได้ยินคำอธิบายก็รู้สึกแปลกใหม่มาก เขาถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“เค้กวันเกิดรสชาติเป็นยังไง ดูน่ากินมาก”
ด้านบนยังมีผลไม้วางอยู่ด้วย เขากลืนน้ำลาย อยากลองชิมเหลือเกิน
สวี่เหมียวเหมียวเห็นความคิดของเขา แต่ทำเป็นไม่เห็น เธอหันสายตาไปทางอื่นแล้วพูด
“ก็เหมือนกับที่พวกคุณกินเมื่อกี้ สีขาวนั้นเรียกว่าครีม เป็นอย่างเดียวกับที่อยู่บนเค้กวันเกิด”
เค้กก้อนนี้เธอตั้งใจทำไว้ให้หลิวเหวินเล่อในวันเกิด เธอไม่มีทางเอาไปแบ่งให้คนพวกนี้กินแน่นอน แค่ให้กินเศษขนมก็ถือว่าดีแล้ว
หลังจากสาธิตเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็แพ็กเค้กเก็บเข้ากล่องอีกครั้ง โดยไม่มีทีท่าว่าจะแบ่งให้ใครเลย
บทที่ 64: เตรียมการล่วงหน้า
เกาชิงแตะจมูกตัวเองเบาๆ แม้จะไม่ได้ชิมเค้ก เขาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรนัก
หลังจากทุกคนสั่งเค้กกันไปคนละหลายก้อน พวกเขาจึงแยกย้ายกันกลับ
สวี่เหมียวเหมียวมองรายการสั่งซื้อที่จดไว้ พลางครุ่นคิดว่าคงต้องหาคนมาทำเค้กโดยเฉพาะเสียแล้ว
จู่ๆ เธอก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมา
เมื่อเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วโมงก่อนฟ้ามืด สวี่เหมียวเหมียวจึงลากหลิวเหวินซินมาพร้อมกับหยิบของสองห่อ แล้วขึ้นนั่งรถแทรกเตอร์ทันที
“แม่ครับ เราจะไปบ้านยายตอนนี้ทำไมกันครับ เดี๋ยวกลับมาก็คงมืดแล้วนะ”
หลิวเหวินซินไม่เข้าใจนัก ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงรอพรุ่งนี้ไม่ได้
“แม่จะไปหาคนสักคน เรารีบหน่อย พยายามกลับมาก่อนมืด”
สวี่เหมียวเหมียวจับขอบรถแทรกเตอร์แน่น แม้รถจะกระแทกไปตามทางก็ยังเร่งให้ลูกชายขับเร็วขึ้น
“ได้ครับ”
หลิวเหวินซินมองถนนตรงหน้าอย่างตั้งใจ ตราบใดที่เป็นสิ่งที่แม่อยากทำ เขาก็พร้อมจะทำให้
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงหมู่บ้านสวี่เจีย รถแทรกเตอร์เพิ่งจอด สวี่เหมียวเหมียวก็โดดลงทันที เธอหยิบของห่อหนึ่งจากรถส่งให้หลิวเหวินซิน
“เอาไปให้สวี่ฉี ส่งเสร็จรีบกลับมา เราต้องรีบกลับบ้าน อย่าชักช้า”
พูดจบเธอก็ถือของอีกห่อเดินเข้าไปในลานบ้าน
สวี่ชุ่ยจูที่เพิ่งกลับมาทำกับข้าวได้ยินเสียงก็เดินออกมาจากบ้าน ยังไม่ทันได้พูดอะไร สวี่เหมียวเหมียวก็ยัดของใส่มือเธอเสียก่อน
“แม่ สวี่เมิ่งอยู่บ้านไหม หนูมีเรื่องจะหาเธอ”
สวี่ชุ่ยจูเห็นลูกสาวดูรีบร้อน จึงตะโกนเรียกเข้าไปในบ้าน
“เมิ่งเอ๋อร์ รีบออกมาเร็ว ป้าของเธอมาหา!”
สวี่เมิ่งได้ยินว่าสวี่เหมียวเหมียวมาหา ก็รีบออกมาจากห้องทันที เธอไม่เข้าใจว่าทำไมป้าถึงมาหาเอาป่านนี้ และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาหาเธอ
“ป้าใหญ่”
เธอเรียกอย่างสุภาพ
“เมิ่งเมิ่ง เธออยากไปทำขนมปังที่บ้านป้าไหม วันละสองหยวน มีข้าวให้กิน มีที่พักให้”
สวี่เหมียวเหมียวตั้งใจมารับเธอโดยเฉพาะ สวี่เมิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนสมองจะประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ความดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเธอทันที
“ป้าใหญ่ หนูยอมไปค่ะ หนูอยากไปทำขนมปังที่บ้านป้า!”
สำหรับเธอ นี่คือโชคดีที่เหมือนฟ้าประทาน
อยู่บ้านก็มีแต่ซักผ้า ทำกับข้าว หรือไม่ก็ไปทำงานในนา เหน็ดเหนื่อยแทบตายยังต้องโดนครอบครัวบ่นว่าโตป่านนี้แล้วยังแต่งงานไม่ได้
ทุกวันก็มีแต่คนเร่งให้รีบแต่งงาน บอกว่าเลือกมากไปก็เท่านั้น สุดท้ายก็ต้องอยู่กับใครสักคนทั้งชีวิต
เธออยากหนีจากชีวิตแบบนั้นเต็มที ที่สำคัญ ไปอยู่กับป้าใหญ่ยังได้เงินวันละสองหยวน! เธอจะได้เก็บเงินเป็นสินสอดของตัวเอง
“งั้นไปถามแม่เธอก่อน ถ้าแม่เธอตกลง ก็เก็บของแล้วไปกับป้าเดี๋ยวนี้เลย”
สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม เธอรู้ดีว่าสวี่เมิ่งเป็นเด็กฉลาด ต้องตอบตกลงแน่นอน
สวี่ชุ่ยจูที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เข้าใจสถานการณ์แล้ว ลูกสาวของเธอคงกำลังขาดคนที่ร้านขนมปัง เธอจึงผลักสวี่เมิ่งเบาๆ
“ไม่ต้องถามแม่เธอหรอก ยายตกลงเอง ไปเก็บเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้เลย ยายจะบอกแม่เธอให้”
หยูหรูยังไม่กลับมาจากทุ่งนา ถ้าจะไปตามที่นาอีกก็คงเสียเวลา จะให้เหมียวเหมียวรอนานไม่ได้ ไม่อย่างนั้นตอนกลับคงมืดสนิท มันอันตราย
“ค่ะ”
สวี่เมิ่งเป็นคนเด็ดขาด เธอตัดสินใจทันที เรื่องดีแบบนี้แม่ของเธอต้องเห็นด้วยแน่นอน
เมื่อสวี่เหมียวเหมียวกับสวี่เมิ่งขึ้นไปนั่งบนรถแทรกเตอร์แล้ว หลิวเหวินซินก็เพิ่งวิ่งกลับมา
พอกลับมา เขาก็สตาร์ตรถแทรกเตอร์ ขับออกจากหมู่บ้านสวี่เจียทันที
ภายในบ้าน สวี่ฉีมองของดีๆที่กองอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะนึกถึงท่าทีเขินอายของหลิวเหวินซินเมื่อครู่ ใบหน้าของเธอก็แดงระเรื่อขึ้นมา
ก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท สวี่เหมียวเหมียวและคนอื่นๆก็กลับถึงบ้าน
หลิวเหวินจวิ้นทำอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากทุกคนกินข้าวเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็พาสวี่เมิ่งเข้าไปในครัว สอนเธอทำเค้ก
ค่ำคืนนั้นเงียบสงบเป็นพิเศษ หลิวเหวินซินล้างจานเสร็จก็เข้ามาเรียนทำเค้กด้วย
หลิวเหวินเล่อกับหลิวเหวินเส้าอยู่ในห้อง ทำการบ้านที่ครูสั่ง ส่วนหลิวเหวินจวิ้นไม่มีอะไรทำ ก็เข้ามาช่วยในครัว
เขาไม่ใช่คนโง่ ช่วยไปช่วยมาก็เรียนรู้วิธีทำเค้กไปด้วย ทั้งสี่คนช่วยกันทำ งานจึงเสร็จเร็วมาก เพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็ทำเค้กได้ครบตามจำนวนที่ต้องใช้ในวันรุ่งขึ้น
“พอแค่นี้ก่อน วันนี้ทำเท่านี้พอ ที่เหลือไว้ทำพรุ่งนี้”
สวี่เหมียวเหมียวเอาเค้กที่ทำเสร็จแล้วเข้าไปเก็บในห้อง ตอนกลางคืนเธอจะเก็บเข้าไปในพื้นที่เก็บของ จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเสีย
แต่ตอนนี้อากาศก็หนาวขึ้นทุกวัน วางไว้ข้ามคืนก็คงไม่เป็นอะไร
ขณะสวี่เหมียวเหมียวกำลังล้างเท้า ลมเย็นพัดเข้ามา ทำให้เธอสั่นสะท้าน
ไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้เธอต้องไปตลาดสักรอบ ของเตรียมรับหน้าหนาวที่บ้านยังไม่พร้อมเลย
วันรุ่งขึ้น สวี่เหมียวเหมียวนั่งรถเกวียนไปตลาด
อย่างแรกเธอซื้อผ้าห่มฝ้ายหนาๆ น้ำหนักสิบจินมาถึงเจ็ดผืน แล้วก็ซื้อที่นอนนุ่มอีกหกชุด
บ้านมีหกห้องนอน หกเตียง ต้องจัดให้ครบทุกเตียง จากนั้นเธอก็เลือกชุดผ้าปูที่นอนกับปลอกผ้านวมอีกเจ็ดแปดชุด เอาไว้ให้คนในบ้านเปลี่ยนใช้
ของสำหรับตัวเองเธอไม่ต้องซื้อ เพราะเธอเลือกของดีๆจากระบบไว้แล้ว
สุดท้ายเธอยังซื้อฝ้ายอีกหลายสิบจินกับผ้าเอาไว้ทำเสื้อผ้าหน้าหนาว ถึงเธอจะเย็บไม่เป็น แต่ก็สามารถจ้างคนอื่นทำได้
ซื้อของพวกนี้เสร็จแล้ว เธอก็ให้เจ้าของร้านช่วยขนไปวางบนรถเกวียนที่จอดอยู่ แล้วเดินไปซื้อของต่อ
ของที่ใช้ทำขนมปังเธอไม่ต้องซื้อเอง เพราะตกลงกับร้านค้าไว้แล้ว ให้มาส่งของทุกสองสามวัน
สิ่งที่เธอต้องซื้อวันนี้คืออาหารสำหรับที่บ้าน อย่างเช่นเนื้อ
สวี่เหมียวเหมียวเดินไปที่แผงขายเนื้อ เห็นว่าเนื้อหมูสดมาก จึงซื้อหมูทั้งตัวทันที
เจ้าของแผงคิดว่าเธอคงมีงานเลี้ยงใหญ่ที่บ้าน แต่พอถามดู กลับรู้ว่าเธอซื้อไว้กินเองกับครอบครัวเท่านั้น
เจ้าของแผงได้แต่คิดในใจว่า โลกของคนมีเงินนี่เขาไม่เข้าใจจริงๆ
“รบกวนช่วยเอาหมูตัวนี้ไปส่งที่รถเกวียนตรงหัวถนนให้หน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ”
สวี่เหมียวเหมียวชี้ไปทางหนึ่ง
“ได้เลยครับ รับรองจัดการให้!” เจ้าของแผงตบ.อกรับปาก
สวี่เหมียวเหมียวจึงเดินจากไป เธอไม่กลัวว่าเจ้าของร้านจะเอาหมูตัวอื่นมาให้
ในยุคนี้ผู้คนยังซื่อสัตย์กันมาก และพวกเขาก็ขายของอยู่ที่นี่มานาน หากทำอะไรไม่ซื่อสัตย์ ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้
สวี่เหมียวเหมียวยังซื้อผลไม้เคลือบน้ำตาลอีกหลายไม้ก่อนจะกลับ เมื่อกลับมาที่รถเกวียน เธอจึงเห็นว่าของที่เธอซื้อกองเต็มพื้นที่เกือบหมด เหลือที่นั่งเพียงเล็กน้อย
“ลุงหนิว จะนั่งกันพอไหมคะ” เธอเริ่มกังวล
“หรือว่าฉันจะเอาของลงบางส่วนก่อน แล้วค่อยให้เหวินซินขับรถแทรกเตอร์มาขนทีหลังก็ได้”
พูดไปเธอก็เตรียมจะยกผ้าห่มลง
ลุงหนิวรีบห้ามไว้ทันที “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้คนไม่เยอะ นั่งกันพอ”
“งั้นก็ดีค่ะ”
สวี่เหมียวเหมียวขึ้นนั่งบนรถเกวียน ระหว่างรอคน ลุงหนิวก็ชวนเธอคุย
“แม่ของเหวินซิน ทำไมซื้อผ้าห่มตั้งเยอะขนาดนี้ ผมเห็นว่าผ้าห่มพวกนี้หนามากเลยนะ จะใช้หมดเหรอ”
เขารู้สึกสงสัย
ผ้าห่มพวกนี้น่าจะหนักสิบจิน หนักมากจริงๆ ถ้าคลุมบนตัวเขา เขากลัวว่ากระดูกแก่ๆของเขาจะหักเสียก่อน
สวี่เหมียวเหมียวมองเขาอย่างจริงจัง
“ลุงหนิว ลุงไม่รู้สึกเหรอว่าปีนี้ฤดูหนาวมาเร็วกว่าปกติ แถมยังหนาวมากด้วย
ฟ้าดินเหมือนจะผิดปกติ ฤดูร้อนก็ร้อนจนแทบตาย ฉันสงสัยว่าหน้าหนาวปีนี้คงหนาวจัดจนคนแข็งตายได้
ฉันก็เลยต้องเตรียมตัวล่วงหน้าไว้ก่อน”
บทที่ 65: บังเอิญจริงๆ
สวี่เหมียวเหมียวมีลางสังหรณ์อยู่ลึกๆว่า ฤดูหนาวปีนี้คงจะไม่ใช่ฤดูหนาวที่ผ่านไปได้ง่ายๆ
ลุงหนิวฟังคำพูดของเธอแล้วก็เงียบคิดตาม
เขารู้ดีว่าสวี่เหมียวเหมียวเป็นคนฉลาด คำพูดของเธอแทบไม่เคยผิดเลย
ช่วงนี้เขาเองก็หาเงินได้ไม่น้อย ขณะที่อากาศยังไม่หนาวจัด ลุงหนิวจึงคิดว่าเขาก็ควรเตรียมตัวล่วงหน้าเหมือนกัน
“แม่ของเหวินซิน ช่วยดูรถเกวียนให้ลุงหน่อยนะ ลุงจะไปซื้อผ้าห่มสักสองผืน”
สวี่เหมียวเหมียว “...”
เธอมองแผ่นหลังของลุงหนิวอย่างพูดไม่ออก ในใจอยากจะบอกเหลือเกินว่าพรุ่งนี้ค่อยมาซื้อก็ได้ ตอนนี้ซื้อเพิ่มอีกคงไม่มีที่วางแล้ว
ไม่นานลุงหนิวก็กลับมา
“เหวินจวิ้น รีบไปช่วยหน่อย!”
สวี่เหมียวเหมียวตาไว เห็นลุงหนิวแบกผ้าห่มหนาเตอะสองผืน เดินก้าวหนักๆมาทางนี้ เป็นร้านเดียวกับที่เธอซื้อแน่นอน เพราะถุงใส่ผ้าห่มเหมือนกันทุกประการ
พอซื้อผ้าห่มมาแล้ว ลุงหนิวถึงนึกขึ้นได้ว่าจะเอาไปวางตรงไหน สุดท้ายก็ต้องพับผ้าห่มทั้งหมดรวมกัน มัดด้วยเชือก ถึงจะพอมีที่นั่ง
เมื่อกลับถึงบ้าน สวี่เหมียวเหมียวก็รีบกระโดดลงจากรถเกวียนทันที อึดอัดแทบตาย!
โชคดีที่ตอนกลับเข้าหมู่บ้านแทบไม่มีใครเห็น ไม่อย่างนั้นรถเกวียนที่บรรทุกผ้าห่มเก่ากองโตกับหมูอ้วนตัวหนึ่ง คงทำให้ชาวบ้านมามุงดูกันแน่นอน
ลุงหนิวกับหลิวเหวินจวิ้นช่วยกันยกหมูเข้ามาในลานบ้าน ส่วนสวี่เหมียวเหมียวก็ยกผ้าห่มกับที่นอน
“เหวินจวิ้น เอาผ้าห่มกับที่นอนไปเก็บห้องละชุด ใส่ไว้ในตู้ก่อน รอให้หนาวกว่านี้ค่อยเอาออกมาใช้”
“ได้ครับ!” หลิวเหวินจวิ้นล้างมือแล้วก็เริ่มยกผ้าห่มทันที
หลังจากจัดการเรื่องผ้าห่มเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็ให้หลิวเหวินจวิ้นเริ่มจัดการกับหมู
หมูถูกล้างสะอาดมาแล้ว เพียงแค่ใช้มีดแยกส่วนตามต้องการเท่านั้น งานหนักนี้จึงตกอยู่กับหลิวเหวินซิน
สวี่เหมียวเหมียวสั่งการเขาอย่างไม่หยุด จนเขาต้องหมุนตัวไปมา
“ใช่ แบบนั้นแหละ หั่นตรงนี้...”
หลิวเหวินจวิ้นทำตามคำสั่งของเธอ แยกหมูออกเป็นชิ้นๆ กระดูกก็ส่วนกระดูก เนื้อก็ส่วนเนื้อ
ต้องยอมรับว่าฝีมือมีดของหลิวเหวินจวิ้นไม่เลวเลย อย่างน้อยหมูที่แยกออกมาก็ดูเรียบร้อยเป็นระเบียบ
“แม่ ซื้อหมูมาตั้งเยอะทำไมครับ?”
แค่ช่วงเวลาสั้นๆ หลิวเหวินจวิ้นก็เหงื่อท่วมตัว หมูหอมก็จริง แต่จัดการทีไรเหนื่อยทุกที
สวี่เหมียวเหมียวรับชิ้นเนื้อที่เขาหั่นมาเก็บไปเรื่อยๆ
“แม่ตั้งใจจะทำเป็นหมูเค็มเก็บไว้กินช่วงหน้าหนาว”
หน้าหนาวปีนี้ยังไม่รู้จะเป็นยังไง เธอจึงตั้งใจสะสมอาหารให้มากหน่อย เผื่อเวลาขาดแคลนจะได้ไม่ลำบาก
ถ้าไม่มีอะไรอยู่ในบ้านเลย เธอก็เอาของจากระบบออกมาไม่ได้ แต่ถ้ามีของอยู่แล้ว การเอาของจากระบบมาใช้ก็จะกลบเกลื่อนได้ง่ายกว่า อีกอย่าง ของที่ทำเองก็สะอาดกว่า
“ทำเป็นหมูเค็มหมดเลยเหรอครับ?”
หลิวเหวินจวิ้นแทบน้ำลายไหล เขาชอบหมูเค็มมาก
เมื่อก่อนตอนตรุษจีน หากบนโต๊ะอาหารมีหมูเค็มผัดผักกาดขาวสักจาน ก็ถือว่าเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกแล้ว แม้แต่ผักกาดขาวก็ยังอร่อยเป็นพิเศษ
“ใช่ ทำได้เท่าไรก็ทำ ที่เหลือค่อยเอามากิน”
สวี่เหมียวเหมียววางแผนแบบนั้น หมูตัวหนึ่งทำหมูเค็มได้เยอะมาก ไหนจะกระดูกอีก
สวี่เหมียวเหมียวทำอาหารกลางวันเสร็จแล้ว หลิวเหวินจวิ้นก็ยังหั่นเนื้อไม่หมด นี่เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งทักษะและแรงงาน
ถ้าเขาไม่เคยสังเกตวิธีเชือดหมูของชาวบ้านมาก่อน วันนี้คงไม่รู้จะเริ่มลงมีดตรงไหน
เขายืนขึ้นเหยียดหลัง แล้วตะโกนไปทางครัว “แม่ วันนี้ผมจะกินข้าวสามชาม!”
“ไม่มีปัญหา อยากกินเท่าไรก็กิน แม่ทำไว้เยอะ” สวี่เหมียวเหมียวตอบพร้อมรอยยิ้ม
ตอนพักเที่ยง สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินจวิ้นเอาหมูสองชั่งไปส่งที่บ้านเก่า
สำหรับครอบครัวใหญ่ เนื้อสองชั่งถือว่าไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย แต่สำหรับหลี่หงอิงคนเดียว ก็กินไม่หมดแน่นอน
สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินจวิ้นใช้เวลานานกว่าจะจัดการเนื้อทั้งหมดเสร็จ พวกเขาหมักเนื้อแล้วนำไปแขวนตาก.ลมในลานบ้าน เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เอวของสวี่เหมียวเหมียวก็แทบยืดไม่ขึ้น
มื้อเย็นจึงเป็นหลิวเหวินจวิ้นที่ทำ ส่วนเธอนอนพักอยู่บนเตียง
ระหว่างกินข้าวเย็น สวี่เหมียวเหมียวสังเกตเห็นว่าหลิวเหวินเล่อกับหลิวเหวินเส้าดูผิดปกติเล็กน้อย โดยเฉพาะหลิวเหวินเส้า ที่ข้อมือมีรอยช้ำสีม่วง เมื่อเธอถาม ทั้งสองก็บอกว่าไม่มีอะไร
สองวันต่อมา
สวี่เหมียวเหมียวเห็นรอยบนใบหน้าของหลิวเหวินเส้าอย่างชัดเจน สีหน้าของเธอก็เย็นลงทันที
“พูดมาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ก่อนหน้านี้เธอไม่ถาม เพราะคิดว่าลูกชายจัดการได้เอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนเรื่องจะยิ่งแย่ลง
หลิวเหวินเส้าก้มหน้าลง รู้ดีว่าคงปิดบังไม่ได้แล้ว “แม่ ขอโทษครับ”
แม่ของเขายุ่งมากอยู่แล้ว แต่เขายังสร้างปัญหาเพิ่มอีก
หัวใจของหลิวเหวินเส้ารู้สึกราวกับถูกทอดในน้ำมัน เจ็บปวดเพราะความไร้ความสามารถของตัวเอง
สวี่เหมียวเหมียวกลั้นความโกรธ เสียงเย็นลง “ไปนอนก่อน พรุ่งนี้แม่จะไปโรงเรียนกับเธอ”
“แม่...”
หลิวเหวินเส้าอยากพูดอะไรต่อ แต่เมื่อเห็นแววโกรธที่ซ่อนอยู่ในสายตาแม่ เขาก็เงียบไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
สวี่เหมียวเหมียวไปยืมจักรยานจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน แล้วพาลูกชายสองคนไปโรงเรียนในตัวอำเภอ
โรงเรียนประถมกับมัธยมปลายอยู่ห่างกันพอสมควร สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินเล่อไปเข้าชั้นเรียนก่อน ส่วนเธอพาหลิวเหวินเส้าไปที่หน้าห้องเรียน ม.6
“คนนั้นแหละครับ อู๋เฟย นักเรียนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ผมไม่ได้ไปยุ่งกับเขาเลย แต่เขากลับมาหาเรื่องผมทุกวันหลังเลิกเรียน แล้วยังไปเรียกนักเรียนห้องอื่นมารุมผมด้วย แต่แม่ครับ ผมก็ไม่ได้เสียเปรียบหรอก ผมก็พาเพื่อนๆไปรุมกลับเหมือนกัน”
หลิวเหวินเส้าชี้ไปที่เด็กผู้ชายท่าทางเกเรในห้องเรียน สวี่เหมียวเหมียวมองเขาเพียงแวบเดียว แล้วพยักหน้า
เธอกำลังจะหันไปหาครู แต่กลับเจอคนรู้จักเก่าเข้าเสียก่อน
“เถ้าแก่สวี่?”
เกาชิงเดินเข้ามาทักอย่างประหลาดใจ
“เถ้าแก่เกา บังเอิญจริงๆ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอย่างเป็นมิตร เกาชิงตบไหล่ลูกชายที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างจนใจ
“นี่ลูกชายผม เกาหยาง ที่โรงเรียนไม่ตั้งใจเรียน กลับไปช่วยเพื่อนทะเลาะกับคนอื่น เห็นว่าเกี่ยวกับเด็กที่ชื่อหลิวเหวินเส้า ดูสิ หน้าโดนชกจนเป็นแบบนี้ ผมเลยมาหาครูถามให้รู้เรื่อง”
เกาหยางที่โดนตบไหล่หันไปกระพริบตาให้หลิวเหวินเส้า
“นี่แหละครับ เพื่อนสนิทของผม หลิวเหวินเส้า”
เกาชิงถึงเพิ่งสังเกตว่าหลิวเหวินเส้าที่อยู่ข้างสวี่เหมียวเหมียวก็มีรอยช้ำบนหน้าเช่นกัน เขาจึงรู้สึกเก้อเล็กน้อย
สวี่เหมียวเหมียวมองเกาหยางอย่างขอบคุณ
“ขอบใจมากนะ เหวินเส้าเล่าให้ฉันฟังแล้ว ถ้าไม่ได้พวกเธอช่วย เขาคงโดนรังแกหนักกว่านี้”
เกาหยางเกาหัวอย่างเขินๆ
“ไม่เป็นไรครับ พวกเราก็เป็นเพื่อนกัน”
พูดจบ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ทันที สีหน้าดีใจอย่างมาก
“เนื้อวัวแห้งที่เหวินซินเอามาโรงเรียน เป็นฝีมือป้าทำใช่ไหมครับ?”
“ใช่จ้ะ”
เกาหยางตื่นเต้นก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว แล้วจับมือสวี่เหมียวเหมียวแน่น
“ป้าเก่งมากเลยครับ ป้าไม่รู้หรอกว่าเนื้อวัวแห้งของป้าอร่อยแค่ไหน!”
หลิวเหวินเส้าที่อยู่ข้างๆ ได้แต่ยิ้มเจื่อน
พูดตามตรง ต้องขอบคุณเนื้อวัวแห้งที่แม่ทำจริงๆ ที่ช่วยซื้อใจเพื่อนๆหลายคนไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงโดนรังแกหนักกว่านี้แน่นอน
บทที่ 66: คุณช่วยฉันสักอย่างได้ไหม
เกาชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ มองลูกชายตัวเองที่กระตือรือร้นเกินเหตุแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก
เขาถามตัวเองอยู่ในใจว่าตลอดมานี้เขาเคยปล่อยให้ลูกชายขาดของกินหรืออย่างไร บ้านก็ไม่ได้จน แล้วทำไมลูกชายจอมขี้โกงของเขาถึงได้ทำตัวน่าอายแบบนี้ต่อหน้าผู้คน
เหมือนไม่เคยเห็นโลกมาก่อน สวี่เหมียวเหมียวเห็นแล้วก็หัวเราะเบาๆ
“ถ้าเธอชอบ ครั้งหน้าป้าจะให้เหวินซินเอามาให้เพิ่ม บ้านป้ายังมีอีกเยอะ” เธอค่อนข้างชอบเด็กคนนี้
อย่างเกาหยาง จริงใจ เปิดเผย เพื่อของกินนิดหน่อยก็ยอมช่วยเพื่อนไปต่อยตี
เอ่อ… จะเรียกว่าเข้าช่วยคนอื่นอย่างกล้าหาญก็แล้วกัน
เธอชื่นชมมาก ที่หลิวเหวินเส้าสามารถมีเพื่อนที่นิสัยดีและไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบนี้ เธอรู้สึกดีใจจริงๆ
“จริงเหรอครับ! ป้าดีที่สุดเลย เหวินเส้ายังมาหลอกผมว่าที่บ้านไม่มีเนื้อวัวแห้งแล้ว…”
เกาหยางหันไปมองหลิวเหวินเส้าอย่างไม่พอใจ
หลิวเหวินเส้า “…”
ยังกล้าพูดอีก เขาเองยังแทบไม่ได้กินเลยสักกี่ชิ้น
เกาชิงกระแอมไอเบาๆ ไม่อยากมองลูกชายตัวเองที่ทำตัวขายหน้าอีกต่อไป จึงรีบพูดเร่ง
“พวกเธอรีบไปเรียนเถอะ เรื่องนี้พวกเราจะจัดการเอง ไม่ต้องกังวล ตั้งใจเรียนให้ดี ตอนนี้เป็นช่วงสำคัญของชีวิต ตราบใดที่ยังไม่ตาย ก็ต้องเรียนให้หนัก…”
“รู้แล้วครับรู้แล้ว พ่อพูดประโยคนี้มาร้อยแปดรอบแล้ว!”
เกาหยางล้วงหูอย่างรำคาญ แล้วลากหลิวเหวินเส้าเดินเข้าห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะนั่งลง เขายังหันกลับมาแลบลิ้นใส่เกาชิงอีกด้วย
เกาชิงรู้สึกปวดหัวทันที เมื่อหันไปมองหลิวเหวินเส้า ลูกชายของสวี่เหมียวเหมียว เด็กหนุ่มมีท่าทางสงบ สุขุม จริงจัง และสุภาพ ดูยังไงก็เป็นนักเรียนดีเด่น
พอเปรียบเทียบแบบนี้แล้ว เกาชิงก็ยิ่งปวดหัวกว่าเดิม
“เถ้าแก่สวี่ ไม่เพียงแต่ทำธุรกิจเก่ง ยังสั่งสอนลูกได้ดีขนาดนี้ น่านับถือจริงๆ”
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา ถ้าลูกชายเขาเชื่อฟังบ้าง ทำให้เขาปวดหัวน้อยลงหน่อยก็คงดี
แต่น่าเสียดาย หลายปีที่ผ่านมาเขามัวแต่ยุ่งกับกิจการร้าน จึงให้ความใส่ใจลูกน้อยเกินไป ทุกครั้งที่พยายาม.อบรม ลูกชายก็ยิ่งต่อต้าน
สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเบาๆ “เถ้าแก่เกาชมเกินไปแล้ว”
เธอไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นมุมตลกแบบนี้ของเกาชิง เธอเองคิดว่าลูกๆเป็นเด็กดีโดยธรรมชาติ ใจดีและมีคุณธรรม เธอไม่ได้สั่งสอนอะไรมากนัก
ทั้งสองกำลังจะไปพบครูเพื่อพูดเรื่องนี้
ระหว่างทาง เกาชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดสิ่งที่เขารู้
“เถ้าแก่สวี่ ผมไปสืบมาแล้ว เด็กที่ชื่ออู๋เฟยเป็นลูกชายของอู๋เฉียน เจ้าของร้านขนมปังที่เพิ่งเปิดใหม่ ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ จนกระทั่งผมนึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยเดินผ่านหน้าร้านของอู๋เฉียน แล้วเห็นหลิวจื้อเฉียงเดินเข้าไปในร้าน ตอนที่ทั้งสองคุยกัน ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวดองกันทางเครือญาติด้วย”
เมื่อนำเรื่องทั้งหมดมาเชื่อมกัน เด็กที่อู๋เฟยกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็คือลูกชายของสวี่เหมียวเหมียว มันจะบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร
หลังจากฟังจบ ใบหน้าของสวี่เหมียวเหมียวก็มืดลงทันที เดิมทีเธอคิดว่าเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กๆระหว่างนักเรียน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีคนจงใจอยู่เบื้องหลัง
เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดีนัก และก็ไม่ได้มีจิตใจอ่อนโยน ในเมื่ออีกฝ่ายเริ่มก่อน เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องทำตัวเป็นเต่าหดหัว
“เถ้าแก่เกา ขอบคุณที่บอกฉัน เรื่องน้ำใจนี้ฉันจะจำไว้”
สวี่เหมียวเหมียวมองเขาอย่างจริงจัง สายตาของทั้งสองประสานกัน
เมื่อเทียบกับความจริงใจของเธอ เกาชิงกลับรู้สึกเก้อเล็กน้อย จึงรีบหลบสายตา
“เถ้าแก่สวี่อย่าใส่ใจเลย ผมแค่บังเอิญรู้เท่านั้น”
ทั้งสองมาถึงห้องทำงานของครูประจำชั้น เมื่อครูฟังเรื่องทั้งหมด ก็ให้ความสำคัญทันที
“พวกคุณวางใจได้ เรื่องนี้ผมจะจัดการเอง”
โจวเจิ้งปินกล่าวอย่างหนักแน่น เขาไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในห้องเรียนของตัวเอง ถือเป็นความบกพร่องของเขา
“งั้นก็ขอบคุณครูโจวมากค่ะ”
หลังออกจากโรงเรียน สวี่เหมียวเหมียวกับเกาชิงก็แยกย้ายกัน
ก่อนแยกกัน เกาชิงบอกเธอว่าหลังจากขนม “โร่วซงเสี่ยวเป้ย” และ “พายไข่แดง” ออกขาย ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
ลูกค้าส่วนใหญ่แห่ไปซื้อที่ร้านของเขา ทำให้ร้านของอู๋เฉียนแทบไม่มีลูกค้า
สวี่เหมียวเหมียวเดินเล่นอยู่บนถนน จริงๆแล้วเธอมาตั้งใจดูร้านขนมปังของอู๋เฉียน
ก็เหมือนที่เกาชิงบอก ภายในร้านมีลูกค้าเพียงไม่กี่คน ชายอ้วนหน้าบวมเหมือนหัวหมูคนหนึ่งเดินวนไปมาในร้าน ใบหน้าเคร่งเครียด ชายคนนี้น่าจะเป็นอู๋เฉียน
ต้องบอกว่าพ่อกับลูกหน้าตาคล้ายกันจริงๆ โดยเฉพาะรูปร่าง สวี่เหมียวเหมียวไปนั่งกินเกี๊ยวน้ำที่ร้านฝั่งตรงข้าม หันหน้าไปทางร้านขนมปังพอดี
อู๋เฉียนเดินวนไปมา พนักงานยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆไม่กล้าพูดอะไร พอเขาหันกลับมา ก็ยังตะคอกด่าพนักงานอยู่ดี
เด็กสาวก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม ดวงตาแดงก่ำเหมือนจะร้องไห้
“ยังยืนบื้ออะไรอยู่! รีบไปยกของมาเดี๋ยวนี้!”
อู๋เฉียนตะโกนเสียงดัง ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามอง สวี่เหมียวเหมียวเห็นเด็กสาววิ่งออกไปพร้อมน้ำตา คงไปยกของมา
หลังจากกินเกี๊ยวน้ำเสร็จ เธอก็เตรียมกลับบ้าน แต่พอออกจากร้าน ก็เจอเด็กสาวคนนั้นแบกถุงแป้งใบใหญ่กลับมา
ถุงแป้งสีเหลืองหม่น ดูเก่าอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของสวี่เหมียวเหมียวพลันขยับ เธอจึงไปถามร้านค้าที่อยู่ใกล้ที่สุด จึงได้รู้ว่าแป้งพวกนั้นเป็นแป้งหมดอายุ ราคาถูก ใช้สำหรับเอาไปเลี้ยงหมู
นั่นหมายความว่า อู๋เฉียนกำลังใช้แป้งหมดอายุทำขนมปัง!
สวี่เหมียวเหมียวเผยรอยยิ้มมุมปาก เธอเข็นจักรยานไปที่ร้านของเกาชิง
“เถ้าแก่สวี่?”
เกาชิงกำลังยุ่งอยู่ในร้าน พอหันมาเห็นเธอยืนอยู่ด้านหลัง ก็แปลกใจไม่น้อย
“ขอคุยเป็นการส่วนตัวหน่อย”
เกาชิงพาเธอไปยังลานหลังร้าน แล้วสั่งให้คนเอาชามาเสิร์ฟ
สวี่เหมียวเหมียวถามตรงๆ “เถ้าแก่เกา ถ้าร้านค้าใช้แป้งหมดอายุทำอาหาร ผลจะเป็นอย่างไร”
“แน่นอนว่าร้านจะถูกสั่งปิดเพื่อตรวจสอบ และต้องเสียค่าปรับ”
เกาชิงทำธุรกิจมาหลายปี ย่อมรู้เรื่องพวกนี้ดี
“แล้วถ้าลูกค้ากินแล้วท้องเสียล่ะ?”
สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีเจตนาดี
“ก็ต้องดูว่าหนักแค่ไหน ถ้าเบาก็อาจถูกควบคุมตัว ถ้าหนักก็อาจติดคุก เรื่องพวกนี้ไม่แน่นอน”
เกาชิงไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงถาม แต่ก็ยังตอบตามจริง
เขาคิดว่าสวี่เหมียวเหมียวสงสัยว่าร้านของเขาใช้ของไม่สะอาด จึงรีบรับประกันทันที
“เถ้าแก่สวี่วางใจได้ ร้านผมไม่มีทางทำเรื่องโง่แบบนั้นแน่นอน ถ้าลูกค้ากินแล้วป่วยขึ้นมา มันไม่คุ้มเลย ร้านผมเปิดมาหลายปีแล้ว…”
สวี่เหมียวเหมียวส่งสายตาปลอบใจให้
“เถ้าแก่เกาคิดมากไปแล้ว ฉันพูดถึงอู๋เฉียน ฉันเห็นกับตาว่าเขาให้พนักงานไปซื้อแป้งหมดอายุ คิดว่าของอื่นในร้านก็คงไม่ดีเหมือนกัน”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง” เกาชิงถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
สวี่เหมียวเหมียวก้มเสียงลงเล็กน้อย “คุณช่วยฉันสักอย่างได้ไหม”
หลังจากนั้นสวี่เหมียวเหมียวซื้อปลาคาร์พหนักสามชั่งหนึ่งตัวจากตลาด แล้วจึงกลับหมู่บ้าน
เธอแวะไปคืนจักรยานที่บ้านผู้ใหญ่บ้านก่อน จากนั้นจึงกลับบ้าน
บทที่ 67: อู๋เฉียนถูกจับ
เมื่อกลับถึงบ้าน
สวี่เมิ่งกำลังทำเค้กอยู่ในครัว ต้องบอกว่าฝีมือของเด็กสาวคนนี้ดูมีแบบแผนทีเดียว วันหนึ่งสามารถทำได้หลายสิบก้อน
“ป้าใหญ่ กลับมาแล้วหรือคะ”
“อืม เธอขยับของไปทางนั้นหน่อย เดี๋ยวป้าจะทำกับข้าว”
สวี่เหมียวเหมียวพูดพลางช่วยจัดของ
โชคดีที่ครัวสร้างไว้กว้าง ด้านหนึ่งใช้ทำเค้ก อีกด้านหนึ่งใช้ทำอาหาร จึงไม่เกะกะกันเลย
“ป้าใหญ่ ให้หนูช่วยไหมคะ”
สวี่เมิ่งกระพริบตาใสๆ พลางยิ้ม
เธอชอบอาหารที่ป้าใหญ่ทำมาก ทุกมื้อมีทั้งปลาและเนื้อไม่พอ รสชาติยังอร่อยยิ่งกว่าฝีมือเชฟในร้านอาหารเสียอีก
“ไม่ต้องหรอก ไม่มีอะไรต้องช่วย”
สวี่เหมียวเหมียวเริ่มจัดการกับขาหมู
ขาหมูถูกตั้งหม้อเคี่ยวไว้บนเตา ไม่นานสวี่เหมียวเหมียวก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังมาจากห้องโถง
เธอเช็ดมือแล้วรีบเดินไป “ฮัลโหล ใครคะ”
“เถ้าแก่สวี่ คุณนี่เก่งจริงๆ! โร่วซงเสี่ยวเป้ยกับพายไข่แดงขายดีมาก หลายคนยังซื้อไม่ทันเลย พรุ่งนี้ช่วยเพิ่มสองอย่างนี้อย่างละสองพันจิน ทำได้ไหมครับ”
เสียงของสวี่เฉิงสั่นด้วยความตื่นเต้น
“ได้ค่ะ”
สวี่เหมียวเหมียวคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
“อ้อ แล้วก็เค้ก ในเมืองก็ขายดีมากเหมือนกัน พรุ่งนี้มีเท่าไรผมเอาหมด”
“ได้ค่ะ”
หลังคุยเรื่องคำสั่งซื้อเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็นึกอะไรขึ้นมาได้
“เถ้าแก่สวี่...”
ยังพูดไม่ทันจบ สวี่เฉิงก็ขัดขึ้น
“อย่าเรียกผมว่าเถ้าแก่สวี่เลย ฟังดูห่างเหินเกินไป ต่อไปคุณเรียกผมว่าสวี่เฉิงก็พอ ผมจะเรียกคุณว่าสวี่เหมียวเหมียว”
“ก็ได้ค่ะ”
สวี่เหมียวเหมียวเองก็รู้สึกว่าเรียกชื่อกันตรงๆ สบายใจกว่า
“คืออย่างนี้...”
เธอเล่าเรื่องที่เห็นในร้านของอู๋เฉียนให้สวี่เฉิงฟัง และขอให้เขาช่วยจับตาดูว่าหลิวจื้อเฉียงใช้วิธีเดียวกันหรือไม่? ถ้าสามารถจับหลักฐานของหลิวจื้อเฉียงได้ เธอก็คงจะดีใจมากจริงๆ
หลังวางสาย สวี่เหมียวเหมียวก็กลับเข้าครัวไปทำอาหารต่อ
ปลาตุ๋นซีอิ๊ว ขาหมูตุ๋นถั่วเหลือง ผักโขมคลุกเย็น และรากบัวผัด
เมื่อทำอาหารเสร็จ เธอก็ไปหาหลี่หงอิงเพื่อคุยเรื่องเพิ่มปริมาณการผลิต ให้เธอรับคนเพิ่มในช่วงบ่ายเพื่อทำขนมปัง
ตอนนี้ในโรงทำขนมมีคนทำงานมากกว่าสามสิบคนแล้ว เพิ่มอีกสิบกว่าคนก็น่าจะพอ
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย สวี่เหมียวเหมียวก็ยกเรื่องนี้ให้หลี่หงอิงจัดการ ตอนนี้เรื่องใหญ่เรื่องเล็กของโรงขนมปังล้วนอยู่ในการดูแลของหลี่หงอิง
อีกอย่างที่น่าพูดถึงคือ เด็กหนุ่มหลิวเจิ้งอี้ไม่เพียงรับผิดชอบเรื่องรับ-จ่ายสินค้าในคลัง ยังดูแลเรื่องเวลาการทำงานและการลาของพนักงานด้วย
ตอนต้นเดือนเวลาจ่ายเงินเดือน ก็จ่ายตามสมุดบัญชีที่เขาบันทึกไว้ พนักงานทุกคนเมื่อมาทำงานต้องไปเซ็นชื่อกับหลิวเจิ้งอี้ก่อน เลิกงานก็ต้องเซ็นอีกครั้ง
ระหว่างวันหลี่หงอิงคอยดูแล หากใครอู้ก็ไล่ออกทันที เพราะในหมู่บ้านยังมีคนอีกมากที่อยากมาทำงาน
“เหวินจวิ้น ไปเรียกปู่มากินข้าว” สวี่เหมียวเหมียวตะโกนบอก
“ได้ครับ!”
หลิวเหวินจวิ้นไปยืนที่ลานหลังบ้านแล้วตะโกนเรียก เมื่อได้ยินเสียงตอบของหลิวเต๋อซิงก็วิ่งกลับมา
ขาหมูสี่ขาตุ๋นถั่วเหลืองจนเต็มหม้อใหญ่ สวี่เหมียวเหมียวแบ่งใส่จานหนึ่งไว้ให้หลิวเหวินเส้ากับหลิวเหวินเล่อ ที่เหลือยกขึ้นโต๊ะอาหาร
เห็นทุกคนยังไม่ลงมือกิน ก็รู้ว่ากำลังรอเธอ เธอจึงรีบนั่งลง
“กินเถอะ กินตอนร้อนๆอร่อยที่สุด”
ผ่านไปสองวัน สวี่เหมียวเหมียวยังไม่ได้รับโทรศัพท์จากเกาชิง เธอจึงตัดสินใจไปอำเภอด้วยตัวเอง เพื่อดูว่าอู๋เฉียนเป็นอย่างไรบ้าง
วันนั้นเธอตื่นแต่เช้า แล้วนั่งรถเกวียนไปกับหลิวเหวินจวิ้น
เมื่อถึงอำเภอ สวี่เหมียวเหมียวหันไปบอกหลิวเหวินจวิ้นที่กำลังขนของ
“พอส่งของเสร็จแล้ว มาหาฉันที่ร้านเกี๊ยวน้ำเหล่าหลี่นะ” เธอจะไปดูสถานการณ์ก่อน
ไม่นาน สวี่เหมียวเหมียวก็นั่งอยู่ในร้านเกี๊ยวน้ำแล้ว
ร้านขนมปังฝั่งตรงข้ามดูไม่ต่างจากครั้งก่อนที่เธอมา ลูกค้ามีเพียงสองสามคนเข้าออกเป็นครั้งคราว ธุรกิจดูซบเซา
เกี๊ยวน้ำถูกยกมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว สวี่เหมียวเหมียวกินไปพลางคิดไป
ไม่น่าจะใช่สิ ตามเหตุผลแล้วเกาชิงควรลงมือไปแล้ว ทำไมถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวเลย
หลังจากกินเกี๊ยวน้ำหมดชาม เธอก็เรอเบาๆ เธอนัดกับเหวินจวิ้นไว้ที่นี่ จึงยังไปไหนไม่ได้
โชคดีที่ร้านตอนนี้ไม่ค่อยมีลูกค้า เธอนั่งอยู่ก็ไม่ได้รบกวนใคร
ไม่นานนัก ฝั่งตรงข้ามก็เกิดเสียงเอะอะขึ้น ตำรวจหลายคนเดินเข้าไปในร้านขนมปัง ทำให้อู๋เฉียนตกใจ เขารีบยิ้มประจบแล้วเดินเข้าไปถาม
“ไม่ทราบว่าพวกคุณมาที่นี่มีธุระอะไรหรือครับ”
ผู้คนเริ่มมุงดูมากขึ้น สวี่เหมียวเหมียวก็ยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน
“เราได้รับแจ้งว่าร้านขนมปังของคุณใช้วัตถุดิบหมดอายุ”
หลัวเทียนหงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้ลูกน้อง เจ้าหน้าที่รีบเข้าไปตรวจค้นในครัวทันที
อู๋เฉียนเริ่มลนลาน
“เป็นไปไม่ได้! วัตถุดิบของร้านผมล้วนเป็นของดี อย่าไปเชื่อคำพูดของคนอื่น ต้องเป็นคู่แข่งที่อิจฉาธุรกิจผมแน่ๆ ถึงใส่ร้ายกันแบบนี้”
ภายนอกเขาดูสงบ แต่ในใจกลับวุ่นวาย
แย่แล้ว แป้งพวกนั้นยังไม่ได้ซ่อนเลย จะทำยังไงดี
ขณะนั้นเอง เสียงร้องไห้โหยหวนของผู้หญิงวัยกลางคนก็ดังมาจากด้านนอก ผู้คนที่ยืนมุงอยู่ต่างพากันเปิดทางให้เธอ
“อู๋เฉียน ไอ้คนใจดำ! เมื่อวานฉันซื้อขนมปังจากร้านแกสองหยวน เอาไปให้ลูกกินเป็นอาหารเช้า กินไปไม่ทันไร ก็อาเจียนท้องเสียไม่หยุด พอไปโรงพยาบาลหมอบอกว่ากินของไม่สะอาด ถ้าลูกฉันเป็นอะไรไป ฉันจะเอาชีวิตแก!”
พูดจบเธอก็ถอดรองเท้าแล้วฟาดใส่อู๋เฉียนทันที
หลัวเทียนหงหรี่ตาเล็กน้อย ไม่ได้เข้าไปห้าม กลับถอยไปด้านข้างเพื่อหลบ ดูเหมือนเขาเองก็คิดว่าอู๋เฉียนสมควรถูกตี
แน่นอนว่าอู๋เฉียนจะไม่ยืนให้ตีเฉยๆ เขายกมือจับข้อมือหญิงคนนั้นไว้ กำลังจะตอบโต้ แต่อีกมือหนึ่งก็ถูกหลัวเทียนหงจับไว้เสียก่อน
“พอได้แล้ว เรื่องนี้เรากำลังสอบสวน ถ้าเป็นความจริงจะจัดการตามกฎหมายแน่นอน” ทั้งสองจึงหยุดลง
หญิงคนนั้นทรุดตัวลงร้องไห้ ขณะนั้นเสียงตะโกนจากในครัวก็ดังขึ้น
“หัวหน้า เจอแล้ว!”
พร้อมกันนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยกวัตถุดิบหมดอายุออกมาโยนลงบนพื้น ทันใดนั้นแมลงสาบตัวอ้วนสีดำจำนวนมากก็คลานออกมา แถมยังมีหนูตัวใหญ่สองตัววิ่งออกมาด้วย
คนที่มุงดูต่างร้องตกใจ บางคนที่เคยซื้อขนมปังจากร้านนี้ถึงกับอาเจียน พออาเจียนเสร็จก็โกรธจัด หยิบไข่จากตะกร้ามาปาใส่หัวอู๋เฉียน
“ถุย ไอ้คนใจดำ โชคดีที่ร่างกายฉันแข็งแรงไม่เป็นอะไร ไม่งั้นฉันไม่ปล่อยแกแน่!”
“บ้าจริง เสียไข่ฉันไปหนึ่งฟอง!”
ชายคนนั้นมองหน้าอู๋เฉียนที่เต็มไปด้วยไข่ แล้วก็เสียดายไข่ขึ้นมา
หลัวเทียนหงเห็นอู๋เฉียนเริ่มจะอาละวาด จึงสั่งทันที
“จับตัวไป พร้อมของกลาง! ปิดร้าน!”
บทที่ 68: ฝากสวี่เฉิงช่วยหน่อย
“อย่าจับผมเลย อย่าๆนะ! มีคนใส่ร้ายผมแน่ๆ!”
อู๋เฉียนยังคงตะโกนไม่ยอมแพ้ แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือฝนแห่งน้ำลายจากผู้คนรอบข้าง
คนละคำสอง คำถ่มใส่กันไม่หยุด จนตำรวจที่ใส่กุญแจมือให้เขาถึงกับรู้สึกคลื่นไส้
สวี่เหมียวเหมียวมองภาพนั้นแล้วรู้สึกสะใจเหลือเกิน เจ้าตัวร้ายที่ทำร้ายผู้คนในที่สุดก็ถูกจับเสียที
เธอมองร้านขนมปังที่ถูกแปะตราปิดผนึกไว้ อารมณ์ดีขึ้นอย่างมาก
“แม่ มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ?” หลิวเหวินจวิ้นเดินเข้ามาก็เห็นแม่ยืนยิ้มอยู่หน้าประตูอย่างมีความสุข
สวี่เหมียวเหมียวกอด.อก ยิ้มแล้วส่ายหน้าเมื่อเห็นสายตาสงสัยของลูกชาย
“ไม่มีอะไร ไปซื้อผักกันดีกว่า อยากกินอะไร เดี๋ยวแม่ทำให้ตอนกลางวัน”
“ผมอยากกิน...”
พอสวี่เหมียวเหมียวกลับถึงบ้าน โทรศัพท์ก็ดังขึ้นทันที เป็นเกาชิงโทรมา
“เถ้าแก่สวี่ อู๋เฉียนถูกจับแล้ว ถูกกักตัวสองเดือน ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายสองพันหยวน ร้านขนมปังก็ถูกปิดไปแล้ว”
เกาชิงเพิ่งได้ข่าวก็รีบโทรมาบอกทันที น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างปิดไม่อยู่
“ดีจริงๆ เถ้าแก่เกา ขอบคุณมากนะ วันนี้ฉันก็อยู่บนถนนพอดี เห็นตอนเขาถูกจับกับตา ดูแล้วสะใจมาก”
สวี่เหมียวเหมียวพูดพลางหัวเราะ อู๋เฉียนถูกจับเข้าไป อย่างน้อยสองเดือนนี้ก็ไม่ต้องเห็นหน้าอ้วนมันเยิ้มของเขาแล้ว
เกาชิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าสวี่เหมียวเหมียวจะบังเอิญอยู่ตรงนั้นพอดี เขามัวแต่ยุ่งกับร้าน จึงไม่มีเวลาวิ่งออกไปดูเรื่องสนุกแบบนั้น
“อ้อ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นวันนี้เหมือนกัน ลูกชายของอู๋เฉียน อู๋เฟย ก็ถูกจับเหมือนกัน และยังถูกตัดสินจำคุกแล้ว”
นี่เป็นเรื่องที่ลูกชายเขาเพิ่งกลับมาเล่าให้ฟัง แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดมาก เขาเลยโทรไปถามครูที่โรงเรียน จึงรู้ความจริง
“ทำไมล่ะคะ? แค่เด็กทะเลาะกัน ไม่น่าจะถึงขั้นนั้นนี่”
สวี่เหมียวเหมียวตกใจ
“ไม่ใช่เรื่องทะเลาะกัน อู๋เฟยใช้เวลาหลังเลิกเรียนล่วงละเมิดเพื่อนนักเรียนหญิงหลายครั้ง พ่อแม่ของเด็กผู้หญิงรู้เข้า จึงไปเอาเรื่องกับโรงเรียน โรงเรียนเลยแจ้งตำรวจ”
เกาชิงเองก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน การเรียนถึงระดับมัธยมปลายแล้ว แสดงว่าไม่ใช่เด็กเล็กๆอีกต่อไป
การมีความรู้สึกตามวัยเป็นเรื่องปกติ แต่เขาไม่ควรปล่อยให้ความชั่วในใจทำร้ายคนอื่น จนทำลายชีวิตตัวเอง
หลังวางสาย สวี่เหมียวเหมียวถอนหายใจ ใบหน้าของอู๋เฟยลอยขึ้นมาในความคิด
อายุยังน้อยแต่กลับทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่เปลี่ยนนิสัย ก็คงกลายเป็นขยะของสังคมอีกครั้ง
เด็กผู้หญิงที่ถูกทำร้าย รวมถึงครอบครัวของเธอ คงเจ็บปวดแค่ไหนกัน
สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ไม่ว่ายุคไหน เรื่องแบบนี้ก็ยังเกิดขึ้นได้
เด็กผู้หญิงต้องรู้จักปกป้องตัวเอง ส่วนเด็กผู้ชายก็ต้องรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
ตอนเย็น ลูกชายทั้งหลายก็กลับบ้าน
สวี่เหมียวเหมียวเรียกพวกเขาเข้ามาในห้อง แล้ว.อบรมยกใหญ่
เธอยกตัวอย่างเรื่องของอู๋เฟย สีหน้าจริงจังจนพวกเขาไม่ค่อยได้เห็นมานานแล้ว
หลังจากคืนนั้น แม้แต่หลิวเหวินเล่อที่ยังเด็ก ก็พยักหน้าอย่างเหมือนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความรับผิดชอบ
พอเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน อากาศก็หนาวจนติดลบสิบกว่าระดับแล้ว
สวี่เหมียวเหมียวแทบไม่ออกจากบ้าน ในห้องเก็บฟืนกองฟืนกับถ่านหินไว้เต็มเป็นตั้งๆ เรียงเป็นระเบียบ ใช้ได้ทั้งฤดูหนาว
ผ้าห่มหนาก็เปลี่ยนมาใช้แล้ว นอกจากนั้นเธอยังซื้อผ้าห่มหนักห้าจินจากระบบเพิ่มอีกสองผืน เผื่ออากาศหนาวลงอีก
เธอไม่กลัวร้อน แต่กลัวหนาวมาก
ผักในสวน นอกจากกะหล่ำปลี เธอเก็บหมดแล้วแล้วเอาไปเก็บในพื้นที่ระบบ
กับคนในบ้านเธอบอกว่าเก็บไว้ในห้องของเธอ เพราะห้องอุ่นจะได้ไม่แข็งตาย
นอกจากนั้น เธอยังซื้อหัวไชเท้า ฟักเขียว และผักอื่นๆจากตลาดมาเก็บไว้มากมาย เพราะกลัวว่าหน้าหนาวจะไม่มีผักกิน
ส่วนเสื้อกันหนาว เธอสวมเสื้อขนเป็ดสีดำจากระบบ ด้านนอกคลุมด้วยเสื้อคลุมยาว ทำให้คนอื่นมองไม่ออก
เธอมีเสื้อใส่แล้ว แต่ลูกชายทั้งสี่คนยังคงใส่เสื้อหนาวบางสีดำเก่าของปีที่แล้ว
ช่วงนี้สวี่เหมียวเหมียวงานยุ่งจนลืมหาคนตัดเสื้อให้พวกเขา เธอห่อตัวแน่น อุ้มสำลีและผ้า เดินฝ่าลมหนาวไปห้านาที จนถึงบ้านป้าถาว
เธอเคาะประตู “ป้าถาวอยู่บ้านไหมคะ?”
“อยู่จ้ะ ใครน่ะ?”
ป้าถาวเปิดประตูห้องโถง โผล่หน้าออกมามอง
อากาศหนาวจัด ลมพัดใส่หน้าเหมือนมีดกรีด เธอมองอยู่หลายครั้งก็ยังจำคนที่ยืนหน้าประตูไม่ได้
ก็ไม่แปลก เพราะสวี่เหมียวเหมียวห่อตัวจนเหลือแค่ดวงตา
“ป้าถาว ฉันเอง สวี่เหมียวเหมียวค่ะ”
ป้าถาวจำได้ทันที ในหมู่บ้านนี้ ใครจะมีดวงตาเป็นประกายแบบนี้ได้อีก
เธอเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วโบกมือ “รีบเข้ามาเถอะ ข้างนอกหนาว”
สวี่เหมียวเหมียววางของบนเก้าอี้ แล้วหยิบเงินยี่สิบหยวนออกมา
“ป้าถาว ฉันอยากให้ช่วยตัดเสื้อหนาวหน่อย ลูกชายสี่คนของฉันกับของฉันอีกหนึ่งตัว”
เสื้อหนึ่งตัวอย่างน้อยต้องใช้เวลาสองวัน สวี่เหมียวเหมียวรู้ดีว่าฝีมือป้าถาวดีมาก เสื้อที่เธอตัดถือว่าดีที่สุดในหมู่บ้าน
หน้าหนาวตัดเสื้อก็ลำบาก เงินที่ให้ไปก็ไม่ได้มาก ป้าถาวรับเงินมานับ แล้วเก็บไว้เพียงสิบหยวน
“เท่านี้ก็พอแล้ว อากาศหนาวขนาดนี้ ฉันจะรีบทำให้เร็วหน่อย พวกเธอจะได้ใส่อุ่น”
“ไม่ต้องรีบหรอกป้า ทำเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าให้ตัวเองหนาวก็พอ”
สวี่เหมียวเหมียวคิดไว้แล้วว่าพอกลับบ้านจะโทรหาสวี่เฉิง ให้เขาช่วยซื้อเสื้อหนาว พรุ่งนี้ตอนเหล่าหลินมารับของ จะได้เอามาด้วย
“ได้ๆ” ป้าถาวจับมือสวี่เหมียวเหมียวอย่างดีใจ
ลูกสะใภ้สองคนของเธอก็ทำงานในโรงขนมปัง ทุกครั้งที่กลับบ้านก็มักจะพูดว่าเถ้าแก่สวี่เป็นคนดี วันนี้พอได้เห็นด้วยตัวเอง ก็ยิ่งชอบมากขึ้น
แม้จะพูดว่าไม่ต้องรีบ แต่ป้าถาวก็ยังตั้งใจว่าจะรีบทำให้เสร็จ ตอนสวี่เหมียวเหมียวจะกลับ เธอก็ยังทิ้งเงินสิบหยวนไว้
อากาศหนาวแบบนี้ ไม่ใช่แค่ข้างนอก แม้แต่ในบ้านก็ยังหนาว บ้านเธอมีเตาไฟที่แทบไม่เคยดับ เพราะมีถ่านหินพอจะเผาได้
บ้านอื่นๆไม่ได้ฟุ่มเฟือยแบบนั้น ถ้าไม่มุดผ้าห่ม ก็ต้องทนหนาวเอา
เมื่อกลับถึงบ้าน ร่างกายของสวี่เหมียวเหมียวก็เย็นเฉียบ เธอรีบเข้าห้องตัวเองทันที
เตาไฟในห้องกำลังร้อนดี ด้านบนมีมันเทศสองหัวกับมันฝรั่งหนึ่งลูกกำลัง.อบอยู่
สวี่เหมียวเหมียวเอามืออังไฟ พลิกมันเทศกลับด้าน จากนั้นก็รินน้ำร้อนให้ตัวเองหนึ่งแก้ว ดื่มลงไป ร่างกายจึงค่อยๆอุ่นขึ้น
เธอไปที่ห้องโถง หยิบโทรศัพท์แล้วโทรหาสวี่เฉิง ไม่นานก็มีคนรับสาย
“สวี่เฉิง ฉันอยากรบกวนคุณสักเรื่อง”
“ว่ามาเลย”
“ฉันอยากให้คุณช่วยซื้อเสื้อหนาวให้หน่อย ถ้ามีเสื้อขนเป็ดก็ซื้อขนเป็ดมาเลย ผู้ชายหกตัว ผู้หญิงสามตัว ซื้อเผื่อเพิ่มก็ได้”
สวี่เหมียวเหมียวบอกขนาดเสื้อทีละตัว ให้เขาจดไว้
“ได้ เดี๋ยวผมว่างเมื่อไหร่จะไปซื้อให้” สวี่เฉิงตอบรับทันที
“งั้นขอบคุณมากนะ เงินก็หักจากเงินค่าขนมปังได้เลย”
บทที่ 69: รากน้ำค้างแข็ง
“ความสัมพันธ์ของพวกเรายังต้องมาเกรงใจกันอีกเหรอ”
สวี่เฉิงหัวเราะพลางพูดหยอก เสียงของเธอผ่านสายโทรศัพท์มา ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งตัวของเขาราวกับหายไปหมด
ทั้งสองคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนที่สวี่เหมียวเหมียวจะวางสาย เธอห่อตัวแน่นอีกครั้งแล้วเดินไปยังเนินเขาด้านหลังบ้าน
เวลานี้หลิวเต๋อซิงยังคงยุ่งอยู่ในเล้าไก่ กำลังเก็บไข่อยู่พอดี พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวมาก็ยิ้มทักทาย
“สะใภ้สาม ทุกวันฉันเก็บไข่ได้หลายร้อยฟองเลย ทำขนมปังก็ยังใช้ไม่หมด บางตัวออกไข่วันละสองฟองด้วย แปลกจริงๆ”
“ก็เพราะพ่อเลี้ยงดีค่ะ”
หลิวเต๋อซิงยืดตัวขึ้น คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด
“ฉันว่ามันต้องเป็นสูตรอาหารไก่ที่เธอให้แน่ๆ ไก่ทุกตัวอ้วนพีทั้งนั้น”
เขาไม่ได้ไม่เคยเลี้ยงไก่ ไก่ที่บ้านเมื่อก่อนผอมแห้ง ไม่มีเนื้อสักเท่าไร แต่ไก่บนเขานี่กินดี อยู่กว้าง มีที่วิ่งเล่น เนื้อก็เลยเยอะ ไข่ก็ออกเร็ว
“พ่อคะ ฉันอยากจับแม่ไก่แก่สองตัวมาต้มซุปค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวบอกจุดประสงค์
หลิวเต๋อซิงดีใจทันที รอยยิ้มเต็มใบหน้า
“ได้สิ รอแป๊บ เดี๋ยวพ่อจับให้”
พอคิดว่ามื้อกลางวันจะได้กินซุปไก่ฝีมือสะใภ้สาม เขาก็ไม่รู้สึกหนาวเลย น้ำลายแทบไหล
หลิวเต๋อซิงเล็งแม่ไก่อ้วนสองตัว เอียงตัวลงเล็กน้อย แล้วส่งเสียงเรียกเหมือนตอนให้อาหาร
แน่นอนว่าแม่ไก่โง่ๆสองตัวนั้นก็ติดกับ พอได้จังหวะ เฮ้! จับได้สองตัวในครั้งเดียว
หลิวเต๋อซิงถือแม่ไก่สองตัว เดินมายิ้มให้สวี่เหมียวเหมียว
“สะใภ้สาม เดี๋ยวฉันช่วยฆ่าไก่ให้นะ”
“ดีเลยค่ะ ขอบคุณพ่อ”
หลังจากจัดการไก่เรียบร้อย สวี่เหมียวเหมียวก็นำไปตั้งหม้อต้มทันที ในครัวมีเตาไฟอยู่ จึงไม่หนาวเท่าไร
สวี่เมิ่งนั่งอยู่ไม่ไกล กำลังตั้งใจทำเค้ก ตอนนี้เธอชำนาญมากแล้ว แม้แต่ลวดลายที่สวี่เหมียวเหมียวอธิบายให้ฟัง เธอก็สามารถทำออกมาได้ใกล้เคียง บางครั้งยังคิดแบบใหม่ขึ้นมาเอง
สวี่เหมียวเหมียว.อดยอมรับไม่ได้ว่า สวี่เมิ่งเป็นเด็กผู้หญิงที่มีพรสวรรค์จริงๆ ละเอียดรอบคอบ แต่ก็กล้าลองสิ่งใหม่ เหมือนนิสัยของเธอเอง
หลังจากทำอาหารเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวตั้งใจจะมาช่วยทำเค้ก แต่พอเห็นมือของสวี่เมิ่ง เธอก็ชะงัก
“มือเธอทำไมบวมแดงแบบนี้ล่ะ ห้องมันหนาวเกินไปหรือเปล่า”
เทียบกับข้างนอกแล้ว ข้างในไม่น่าจะหนาวขนาดนั้น แต่มือนั้นแดงบวมทั้งแผ่น ดูน่ากลัวไม่น้อย
สวี่เมิ่งก้มดูมือของตัวเอง ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ป้าใหญ่ ในบ้านไม่หนาวเลยค่ะ มือหนูเป็นแบบนี้ทุกหน้าหนาว เรียกว่ามันมีรากหนาวแล้ว เดี๋ยวพอหน้าหนาวผ่านไปก็หายเอง”
ตอนนี้มือของเธอแค่บวมแดงก็ถือว่าดีมากแล้ว ปีที่แล้วถ้าอากาศแบบนี้ มือคงแตกเป็นแผลไปแล้ว
ตอนอยู่บ้านต้องซักผ้า ทำกับข้าว จะไม่ใช้มือได้อย่างไร แต่ที่บ้านป้าใหญ่ เธอต้องซักแค่เสื้อผ้าของตัวเอง เรื่องอื่นไม่ต้องทำเลย นี่คือฤดูหนาวที่อบอุ่นที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว
“เจ็บไหม” สวี่เหมียวเหมียวขมวดคิ้วถาม
ตอนเธอเรียนหนังสือ เคยเห็นเพื่อนคนหนึ่งมือบวมเหมือนตีนหมูสองข้าง ใส่ถุงมือก็ยังเห็นเป็นก้อนนูน แต่พอถอดถุงมือออกยิ่งน่ากลัว บางที่เป็นแผลแตกแล้ว แค่แตะก็เจ็บเหมือนโดนแทง
เธอเคยได้ยินว่าของแบบนี้ ถ้าเป็นครั้งหนึ่งแล้วอาจตามไปทั้งชีวิต ไม่รู้จริงหรือเปล่า
“ไม่เจ็บค่ะ คนเป็นแบบนี้มีเยอะ ปู่กับย่าหนูหนักกว่าหนูอีก ทนๆเดี๋ยวก็ผ่านไป” สวี่เมิ่งปลอบ
“รอแป๊บนะ ฉันไปเอาของมาให้”
สวี่เหมียวเหมียวกลับเข้าห้อง ซื้อยาทาแก้หนาวกัดกับครีมหิมะจากระบบ
เธอซื้อขวดเล็กอีกใบ แล้วบีบยาหนาวกัดใส่ลงไป จากนั้นจึงถือของกลับไปที่ครัว ยื่นให้สวี่เมิ่ง
“อันนี้เอาไว้ทามือที่เป็นหนาวกัด ส่วนอันนี้ทาหน้า ยาหนาวกัดฉันซื้อไว้ป้องกันก่อน น่าจะใช้ดี”
“ให้...ให้หนูเหรอคะ” สวี่เมิ่งเช็ดมือแล้วรับมาดูอย่างระมัดระวัง
ยาหนาวกัดเธอไม่เคยเห็น แต่ฟังดูเหมือนของดีมาก
ส่วนครีมหิมะเธอเคยเห็น เด็กสาวในหมู่บ้านหลายคนที่รักสวยรักงามก็ใช้กัน
แต่เธอไม่มีเงินซื้อ ในใจอยากได้มาตลอด ไม่คิดว่าป้าใหญ่จะให้เธอ
“แน่นอนว่าให้เธอ ใช้หมดแล้วมาขอฉันได้ ฉันมีอีกเยอะ” สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม
“ขอบคุณค่ะป้าใหญ่”
สวี่เมิ่งดีใจมาก ถ้าไม่ต้องทำเค้กอยู่ เธออยากลองทามือทันที
ซุปไก่ในหม้อต้มเสร็จพอดี หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นก็กลับมาจากส่งของแล้ว
เพราะอากาศหนาว ตอนนี้จึงส่งของทุกสองสามวันครั้ง แต่ส่งทีละมากๆ
“เหวินซิน ไปเรียกปู่กับอวี้หางมาหน่อย แล้วบอกให้อวี้หางล็อกประตูโกดังกับประตูใหญ่ด้วย”
สวี่เหมียวเหมียวเปิดฝาหม้อพลางสั่ง
“รู้แล้วครับ” หลิวเหวินซินตอบแล้วเดินไปทางประตูหลัง
มื้อกลางวันกินกันในครัวเลย ครัวกว้างอยู่แล้ว ถ้ายกไปห้องโถงคงเย็นหมด
นี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนชอบที่สุด ทุกวันได้กินอาหารทั้งเนื้อทั้งผัก ครบถ้วน มีคุณค่า และอร่อย
ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บนี้ ทุกวันเหมือนวันปีใหม่ สำหรับสวี่เมิ่งกับหลิวอวี้หาง ชีวิตแบบนี้ดีกว่าปีใหม่เสียอีก
โดยเฉพาะตอนที่ซุปไก่ร้อนๆเข้าปาก หัวใจแทบละลาย อุ่นเหลือเกิน อร่อยเหลือเกิน
“ไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้หยุดเรียนเมื่อไหร่ อากาศแบบนี้เรียนหนังสือคงลำบาก”
สวี่เหมียวเหมียว.อดเป็นห่วงหลิวเหวินเส้ากับหลิวเหวินเล่อไม่ได้
ห้องเรียนไม่เหมือนบ้านที่ยังมีเตาไฟ อย่างมากก็แค่หน้าต่างกับประตูไม่รั่วลม
พวกเขาต้องอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ถึงจะมีถุงมือกับผ้าพันคอ เธอก็ยังกลัวว่ามือจะเป็นหนาวกัด
“คงอีกเดือนหนึ่ง” หลิวเต๋อซิงเองก็กลุ้มใจเล็กน้อย
เด็กๆไปเรียนเหนื่อยยิ่งกว่าทำงานในนาเสียอีก ทำงานในนาออกแรงก็ไม่หนาว แต่เด็กๆต้องนั่งฟังในห้อง ยังต้องใช้สมองเรียน แถมยังต้องปั่นจักรยานไปกลับ ตาก.ลมหนาว
ถ้าฝนตก ต้องฝ่าลมฝนไปมา ความลำบากแบบนั้นมีแต่คนที่เคยเจอถึงจะเข้าใจ
ตอนเย็น
หลิวเหวินเส้ากับหลิวเหวินเล่อปั่นจักรยานตัวสั่นกลับมา พอจอดจักรยานก็รีบวิ่งเข้าครัวทันที ล้อมเตาไฟ อังมือกันใหญ่
“ดื่มซุปไก่ก่อน จะได้อุ่นขึ้น”
สวี่เหมียวเหมียวถือซุปไก่มาสองชาม หลิวเหวินเล่อจับชามร้อนๆแล้วจิบหนึ่งคำ ร่างกายก็อุ่นขึ้นทันที
“แม่ดีจัง” เขามีความสุขมาก ที่มีแม่ดีแบบนี้
สวี่เหมียวเหมียวลูบหัวเขา
“ดื่มสักชามก่อน เดี๋ยวค่อยกินข้าว ครูบอกหรือยังว่าจะหยุดเรียนเมื่อไหร่”
พอพูดถึงเรื่องนี้ หลิวเหวินเล่อก็วางชามทันที พูดอย่างตื่นเต้น
“ครูบอกแล้วครับ อากาศหนาวมาก อีกหนึ่งสัปดาห์จะให้พวกเราปิดเทอมก่อนเวลา”
“อืม ก็ดี ระดับชั้นต้นไม่ต้องเรียนหนักขนาดนั้น”
สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าอย่างพอใจ
“แล้วเหวินเส้าล่ะ?”
บทที่ 70: ชีวิตดีๆ ยังรออยู่ข้างหน้า
หลิวเหวินเส้ากลืนซุปไก่ในปากลงไปก่อน แล้วพูดอย่างไม่รีบร้อน
“ครูยังไม่ได้พูดครับ ช่วงนี้มีบทเรียนต้องเรียนเยอะ เพื่อนๆทุกคนตั้งใจมาก ถ้าจะหยุดเรียนก็คงใกล้ตรุษจีนแล้ว”
ตอนนี้เป็นช่วงสำคัญที่สุดของเขา ทุกวันนอกจากเรียนก็มีแต่นอน มีเพียงเวลาที่เสียไปบนถนนระหว่างไปกลับโรงเรียนเท่านั้นที่น่าเสียดาย
เพื่อนหลายคนอาศัยอยู่ในอำเภอ เวลาที่ใช้เรียนจึงมากกว่าเขา หลิวเหวินเส้าจึงมักจะอ่านหนังสือจนดึกทุกคืน เพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป
“อืม แม่รู้แล้ว ถ้ามีอะไรที่ต้องใช้ก็บอกแม่ อย่าฝืนทนเอง”
สวี่เหมียวเหมียวรู้ดีว่าเขาพยายามแค่ไหน และอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงใด
ห้าวันต่อมา อากาศก็หนาวขึ้นอีก ส่วนใหญ่สวี่เหมียวเหมียวจะอยู่ในครัว ทำเค้กกับสวี่เมิ่ง หรือไม่ก็ทำงานอย่างอื่น
“เมิ่งเมิ่ง ป้าไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างรีบร้อน
พอเธอเพิ่งเดินออกไป ก็มีเสียงชายหนุ่มดังมาจากหน้าประตู
“ป้าสวี่อยู่บ้านไหมครับ”
ในบ้านมีเพียงสวี่เมิ่งคนเดียว เธอโผล่หัวออกมาจากครัว
“อยู่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
ที่หน้าประตูมีชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปี ยืนอยู่
จมูกโด่ง ตาโต รูปร่างผอมสูง ดูเหมือนอยากเข้ามาแต่ก็ไม่กล้า
“ผมเอาเสื้อผ้ามาส่งให้ป้าสวี่ครับ”
บนหลังเขาแบกถุงใบใหญ่มาก พองฟู ดูหนักทีเดียว เมื่อเทียบกับร่างผอมของเขาแล้ว ยิ่งดูเด่นชัด
“เข้ามาก่อนสิ”
สวี่เมิ่งโบกมือเรียก เธอรู้ว่าหลายวันก่อนป้าใหญ่ไปสั่งตัดเสื้อ
หลิวรุ่ยแบกถุงเสื้อเข้ามาในครัว ทันทีที่เข้ามา ความ.อบอุ่นก็โอบล้อม ขับไล่ความหนาวไปไม่น้อย
สายตาของเขาเผลอไปมองเตาไฟที่กำลังลุกแดงอยู่ไม่ไกล อุ่นจริงๆ! พอเงยหน้าขึ้น ก็สบตากับสวี่เมิ่งที่กำลังยิ้มอยู่
“เดี๋ยวป้าใหญ่ก็กลับมาแล้ว นั่งรอที่นี่ก่อนสิ”
หลิวรุ่ยหน้าแดง รีบหลบสายตา
เขาหาที่สะอาดวางถุงลง แล้วพูดตะกุกตะกัก “มะ...ไม่เป็นไรครับ ผมไปก่อนดีกว่า”
พูดจบก็หันหลังเดินออกจากครัวทันที ท่าทางเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง
“เดี๋ยวก่อนสิ” สวี่เมิ่งเรียก แต่ฝีเท้าของเขายิ่งเร็วขึ้น
เธอโผล่หัวออกไปดู แล้วหลุดหัวเราะออกมา
โตขนาดนี้แล้ว ยังเขินแบบนี้อีก เธอยังไม่ทันเขินเลย เขากลับอายเสียก่อน
หลิวรุ่ยเพิ่งออกจากประตู ก็ได้ยินเสียงหัวเราะด้านหลัง ภาพรอยยิ้มสดใสของสวี่เมิ่งผุดขึ้นมาในหัว ใบหน้าของเขาแดงไปจนถึงใบหู
หลังจากเขาไปไม่นาน สวี่เหมียวเหมียวก็กลับมา
“ป้าใหญ่ นี่เสื้อที่บ้านป้าถาวเพิ่งเอามาส่งค่ะ บอกว่าตัดเสร็จแล้ว”
สวี่เหมียวเหมียวเปิดถุง หยิบเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินออกมาหนึ่งตัว มีหมวก หนาและนุ่ม บริเวณ.อกกับคอมีลายปัก เธอลองสวมดู
ช่วงนี้เธอสังเกตว่าตัวเองเริ่มมีเอวแล้ว เมื่อคืนจึงลองเอาเครื่องชั่งน้ำหนักออกมาชั่ง
ไม่ชั่งไม่รู้ พอชั่งแล้วก็ตกใจ เธอหนักแค่ร้อยห้าปอนด์แล้ว!
นี่ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก จากเป้าหมายเก้าสิบห้าปอนด์ เหลืออีกเพียงสิบปอนด์เท่านั้น ช่างน่ายินดีจริงๆ
สวี่เหมียวเหมียวสวมเสื้อกันหนาวตัวใหม่ สีฟ้าทำให้ผิวของเธอดูขาวขึ้น ไม่อ้วนเทอะทะ กลับเน้นให้เห็นเอวเล็กเสียอีก
ฝีมือของป้าถาวดีจริงๆ ใส่พอดีตัวมาก
“ป้าใหญ่ สวยมากเลย!” สวี่เมิ่งมองแล้วตะลึง
“ป้าใหญ่ดูผอมลงตั้งเยอะ!”
เธอเพิ่งสังเกตว่า ป้าใหญ่ตอนนี้ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่เธอเห็นเลย
ผิวขาว เนียน ยังดูดีกว่าผิวของเธอเสียอีก
“ป้าใหญ่ ถ้าเราสองคนยืนด้วยกัน คนต้องคิดว่าป้าเป็นพี่สาวหนูแน่!” สวี่เมิ่งพูดอย่างมั่นใจ
จมูกโด่ง ดวงตาโค้งเวลายิ้ม ปากเล็กเหมือนเชอร์รี แม้ใส่เสื้อกันหนาวหนา ก็ไม่มีความบ้านนอกแบบคนชนบท
ใครไม่รู้คงคิดว่าเป็นคุณหนูจากบ้านร่ำรวย โดยเฉพาะบุคลิกที่แผ่ออกมา
สง่างาม มั่นใจ เป็นธรรมชาติ
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าป้าใหญ่จะสวยขนาดนี้
สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ เธอแค่ให้สวี่เมิ่งดูว่าเสื้อพอดีไหม แต่เด็กคนนี้กลับชมไม่หยุด
“เด็กคนนี้ เริ่มรู้จักประจบป้าแล้วสินะ”
จริงๆแล้วเธอเพิ่งอายุสามสิบหก ถ้าอยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ก็ยังถือว่าอยู่ในวัยสาว
ตอนนี้ลดน้ำหนักลง ก็ยิ่งดูเด็กลง เพียงแต่มีลูกชายสี่คน ทำให้คนอื่นคิดว่าเธอต้องอายุมากแล้ว
“ป้าใหญ่ หนูพูดจริงนะ ป้าคือคนชนบทที่สวยที่สุดที่หนูเคยเห็น” สวี่เมิ่งพูดอย่างจริงใจ
สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะจนปากแทบปิดไม่ลง
“พอแล้ว อย่ามาล้อป้าเลย พอเธอใส่เสื้อใหม่ ต้องสวยกว่าป้าแน่”
เธอหยิบเสื้อกันหนาวสีชมพูออกจากถุง แล้วยื่นให้สวี่เมิ่ง
“ลองใส่ดูสิ ว่าพอดีไหม”
สวี่เมิ่งชะงัก ไม่กล้ารับ “ให้หนูเหรอคะ”
“ใช่สิ”
“ป้าใหญ่ หนูมีเสื้อแล้ว ไม่ต้องใส่เสื้อใหม่หรอก ป้าเก็บไว้ใส่เถอะ” เธอส่ายหน้า
อยู่ที่นี่ เธอกินของป้า ใช้ของป้า แม้แต่เสื้อที่ใส่ตอนนี้ก็เป็นเสื้อเก่าของป้า
ถึงจะเป็นเสื้อเก่า แต่ก็ยังดีกว่าเสื้อฤดูหนาวของเธอมาก เธอเพิ่งโทรกลับบ้านไป วันนี้ย่าคงเอาเสื้อมาให้
สวี่เหมียวเหมียวไม่พูดมาก ยัดเสื้อใส่มือเธอทันที
“ป้าตั้งใจเลือกสีชมพูให้เธอ เด็กสาวไม่ใส่ตอนนี้จะไปใส่ตอนไหน อย่างป้าอายุขนาดนี้ ไม่มีทางใส่สีชมพูแน่”
สวี่เมิ่งมองเสื้อกันหนาวหนานุ่มในมือ น้ำตาแทบไหล
“ป้าใหญ่...”
นอกจากพ่อแม่กับย่า ป้าใหญ่คือคนแรกที่ดีกับเธอขนาดนี้
“เอาน่า เธอยังเด็ก ต่อไปตั้งใจทำงานกับป้า เดี๋ยวป้าหาคนดีๆให้แต่งงาน ชีวิตดีๆยังรออยู่ข้างหน้า”
สวี่เหมียวเหมียวช่วยเธอสวมเสื้อใหม่
สวี่เมิ่งหน้าแดงทันที ไม่รู้ทำไม เธอกลับนึกถึงชายหนุ่มที่เพิ่งมาส่งเสื้อเมื่อครู่
แปลกจริง เพิ่งเจอกันแค่ครั้งเดียว ทำไมถึงนึกถึงเขาได้
สวี่เมิ่งรีบสลัดความคิดนั้นออก แล้วลองใส่เสื้อใหม่
“สวยจริงๆ”
สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าอย่างพอใจ วัยสาวก็ควรใส่สีหวานแบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็เสียดายช่วงวัย
อย่ารอให้แก่แล้วค่อยมารู้ว่าตัวเองชอบสีชมพู ตอนนั้นอาจจะไม่เหมาะแล้ว
ปี๊บๆๆ
เสียงแตรรถบรรทุกดังขึ้น เหล่าหลินมาแล้ว!
เสื้อผ้าที่สวี่เหมียวเหมียวรอคอยก็มาถึงเสียที ตอนโทรคุยกัน สวี่เฉิงบอกว่าจะรีบไปซื้อ แต่ดูเหมือนจะติดธุระอะไรบางอย่าง
เมื่อวานเหล่าหลินบอกว่า วันนี้จะเอาเสื้อมาให้
สวี่เหมียวเหมียวเดินออกประตูหลังไปยังโรงทำขนม เหล่าหลินกำลังช่วยขนขนมปังอยู่
พอเห็นเธอ เขาก็ยกถุงใหญ่ที่วางข้างรถมายื่นให้
“เถ้าแก่สวี่ นี่คือเสื้อที่เจ้านายผมฝากเอามาให้ครับ”
จบตอน
Post a Comment
0 Comments