NV002 ep51-60
บทที่ 51: เธอลำบากมามากแล้ว
“อ้อ? พวกคุณมาสั่งขนมปังงั้นเหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวกระตุกยิ้มที่มุมปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเสียดสี
หลิวจื้อเฉียงกลอกตาเล็กน้อยก่อนพยักหน้า “ใช่ครับ พวกเราก็อยากสั่งขนมปังจากคุณ เรื่องราคาคุยกันได้ แพงหน่อยก็ไม่เป็นไร”
เขาไม่ขาดเงิน ขอแค่ได้ขนมปังมาอยู่ในมือ ดูสิว่าร้านสวี่จี้จะยังอวดดีได้อีกไหม!
หลายวันที่ผ่านมา เขาใช้เส้นสายไปทั่วกว่าจะสืบได้ว่าแหล่งรับขนมปังของร้านสวี่จี้มาจากไหน ไม่นึกเลยว่าจะเป็นผู้หญิงคนนี้
แต่ไม่เป็นไร ต่อให้ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์จะไม่ดี ภายใต้แรงจูงใจของเงิน เขาก็สามารถทำให้ความสัมพันธ์นี้กลายเป็นมิตรได้
“ราคาเท่าไหร่ก็ได้งั้นเหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวกอด.อกถาม
“คุยกันได้ครับ คุยกันได้” หลิวจื้อเฉียงไม่กล้ารับปากทันที ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะโก่งราคาหรือไม่ “คุณขายให้ร้านสวี่จี้กิโลละหนึ่งหยวน ผมให้คุณสองหยวนดีไหม?”
สวี่เหมียวเหมียวส่ายหน้า
“งั้นสี่หยวนดีไหม?” หลิวจื้อเฉียงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด ราคานี้ถือว่าสูงมากแล้ว แพงกว่าที่ร้านสวี่จี้ขายเสียอีก ถ้าเขาซื้อกลับไปในราคานี้ เท่ากับขาดทุนแน่นอน
สวี่เหมียวเหมียวส่ายหน้าอีกครั้ง
“งั้นคุณจะเอาเท่าไหร่?”
สวี่เหมียวเหมียวแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะปิดประตูดังปัง
“ต่อให้คุณให้เท่าไหร่ ฉันก็ไม่ขายให้คุณ!”
เงินของคนแบบนี้ เธอรู้สึกว่ามันสกปรก!
“เธอ!” หลิวจื้อเฉียงจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าเขาถูกหลอกเล่น ด้วยความโกรธจัด เขาตะโกนอยู่หน้าประตู
“ดีมาก สวี่เหมียวเหมียว เธอคอยดู!”
สวี่เหมียวเหมียวแคะหูอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย
หลังจากครั้งนั้น หลิวจื้อเฉียงก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลยในสองวันถัดมา สวี่เหมียวเหมียวเองก็ลืมเรื่องเขาไปเสียสนิท
“ขอถามหน่อย บ้านของสวี่เหมียวเหมียวอยู่ที่ไหน?”
ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปดูภูเขาลูกเล็กด้านหลังบ้าน สวี่เหมียวเหมียวก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหู เธอหยุดเดินแล้วหันไปมอง หน้าประตูมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ สายตาของทั้งสองคนสบกัน ต่างฝ่ายต่างชะงักไปครู่หนึ่ง
สวี่ชุ่ยจูรู้สึกว่าคนตรงหน้าคล้ายลูกสาวของเธอ สวี่เหมียวเหมียวอยู่บ้าง แต่ก็ดูไม่เหมือนเสียทีเดียว เธอดูไม่อวบอิ่มมีวาสนาเหมือนลูกสาวของเธอ อีกทั้งผิวก็ขาวกว่ามาก
ลูกสาวของเธอผิวไม่ได้ขาวขนาดนี้ คงไม่ใช่ลูกสาวของเธอหรอก
ส่วนสวี่เหมียวเหมียวก็รู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้าคล้ายแม่แท้ๆของร่างเดิมในความทรงจำ เพียงแต่ยังไม่กล้ายืนยัน
“ขอถามหน่อย บ้านของสวี่เหมียวเหมียวอยู่ที่ไหนกันแน่?” สวี่ชุ่ยจูถามซ้ำอีกครั้ง
เธอจำได้ชัดว่าบ้านลูกสาวเคยอยู่ตรงนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปหมดแบบนี้ หรือว่าลูกสาวไม่มีเงิน เลยขายที่ดินของตัวเองไปแล้ว?
“ที่นี่ก็คือบ้านของสวี่เหมียวเหมียวค่ะ แม่… หนูก็คือสวี่เหมียวเหมียว”
สวี่เหมียวเหมียวพูดจบก็รอปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่สวี่ชุ่ยจูกลับนิ่งไปพักใหญ่ พูดให้ถูกคือ เธอยังตั้งสติไม่ทัน
“เธอ… ลูกสาวของแม่ เหมียวเหมียวจริงเหรอ?”
สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า
“โอ้สวรรค์! เหมียวเหมียว ลูกลำบากมามากแล้ว!”
สวี่ชุ่ยจูร้องเสียงหลง ก่อนจะวิ่งเข้ามากอดเธอแน่น ท่าทางเจ็บปวดนั้นดูจริงใจอย่างยิ่ง
“แม่ หนูหายใจไม่ออกแล้ว ปล่อยก่อนค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวถูกกอดแน่นจนหายใจลำบาก
สวี่ชุ่ยจูรีบปล่อยมือ แล้วตรวจดูเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำตาไหลราวกับสายฝน
“เป็นความผิดของแม่เอง ถ้าแม่มาหาลูกเร็วกว่านี้ ลูกก็คงไม่ผอมแบบนี้ ลูกเลี้ยงลูกตั้งสี่คนคนเดียวผ่านมาได้ยังไงกัน?”
สวี่เหมียวเหมียวถึงกับทำตัวไม่ถูกชั่วขณะ เผชิญหน้ากับความห่วงใยจากแม่แท้ๆแบบนี้ เธอไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
“แม่ หนูไม่เป็นไรจริงๆ เมื่อก่อนหนูอ้วนเกินไป ร่างกายเลยอ่อนแอ ตอนนี้สุขภาพหนูดีขึ้นมากแล้ว” อย่างน้อยก็ดีกว่าแต่ก่อน
เมื่อก่อนเดินไม่กี่ก้าวก็หอบแล้ว แต่ตอนนี้เธอสามารถวิ่งรอบหมู่บ้านได้เจ็ดแปดรอบโดยไม่เหนื่อย ไม่ได้ชั่งน้ำหนักมานานแล้ว ตอนนี้เธอน่าจะผอมลงอีกประมาณยี่สิบจิน
แต่คำพูดของเธอกลับทำให้สวี่ชุ่ยจูยิ่งปวดใจ ลูกสาวที่เธอทะนุถนอมดุจแก้วตาดวงใจ กลับต้องมาปลอบใจเธอเสียเอง คงเพราะชีวิตมันลำบากเกินไป
เธอรีบล้วงเงินหลายสิบหยวนจากกระเป๋า ยัดใส่มือสวี่เหมียวเหมียว
“เอาไป นี่เงินที่แม่เก็บไว้ให้ลูก อยากกินอะไรไปซื้อกิน อย่าทรมานตัวเองเด็ดขาด”
สวี่เหมียวเหมียวมองเงินยับยู่ในมือ ความ.อบอุ่นพลันเอ่อล้นในหัวใจ
เธอยิ้มเล็กน้อย
“แม่ ตอนนี้หนูไม่ขาดเงินแล้ว อยากกินอะไรก็ซื้อเองได้”
สวี่ชุ่ยจูไม่เชื่อ
“ลูกผอมขนาดนี้แล้ว ยังจะมาพูดแบบนี้กับแม่อีก เอาไว้เถอะ ต่อไปถ้าไม่มีเงินก็มาขอแม่ได้”
“แม่ หนูมีเงินจริงๆ ดูสิ บ้านหลังนี้หนูสร้างขึ้นจากเงินที่ทำธุรกิจ”
สวี่เหมียวเหมียวรู้ดีว่าพูดเฉยๆคงยากที่แม่จะเชื่อ เธอชี้ไปยังบ้านและลานกว้างด้านหลัง
สวี่ชุ่ยจูเพิ่งนึกถึงเรื่องบ้าน ตอนเข้าหมู่บ้านมา เธอก็เห็นบ้านใหญ่กับลานกว้างนี้แล้ว แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นบ้านของลูกสาวตัวเอง
“นี่… นี่บ้านของลูกจริงเหรอ?”
“จริงสิแม่ ไปค่ะ เข้าไปคุยกันข้างใน”
สวี่เหมียวเหมียวจับมือเธอเดินเข้าไปในห้องโถง เธอเล่าเรื่องของตัวเองอย่างคร่าวๆ สวี่ชุ่ยจูฟังจนปากอ้าค้าง ใส่ไข่เป็ดเข้าไปได้ทั้งฟอง
กว่าจะยอมรับความจริงได้ เธอก็ร้องไห้อีกครั้ง
“แม่ หนูมีชีวิตดีแล้ว ทำไมแม่ยังร้องไห้อีกล่ะ?”
สวี่เหมียวเหมียวเริ่มปวดหัวกับนิสัยร้องไห้ง่ายของแม่ เธอไม่เก่งเรื่องปลอบคนเลยจริงๆ
สวี่ชุ่ยจูเช็ดน้ำตาแล้วยิ้ม
“แม่ดีใจต่างหาก พ่อต้าไห่จากไปเร็ว ทิ้งให้ลูกเลี้ยงลูกสี่คนคนเดียว แต่ลูกยังสร้างชีวิตขึ้นมาได้ ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
“แม่ หนูพาไปดูโรงทำขนมปังของหนูดีกว่า”
สวี่เหมียวเหมียวลุกขึ้นทันที ถ้านั่งคุยต่อไป มีหวังแม่เธอร้องไห้อีกหลายรอบแน่
เธอพาแม่เดินผ่านประตูเล็กไปยังโรงทำขนมปัง ภาพตรงหน้าทำให้สวี่ชุ่ยจูตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
แม้สวี่เหมียวเหมียวจะแนะนำเธอกับคนงานหลายคน เธอก็ยังไม่ทันได้ตอบอะไร ผ่านไปพักใหญ่ เธอจึงหาเสียงของตัวเองเจอ
“คนพวกนี้… ลูกจ้างหมดเลยเหรอ?”
สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า
“ต้องใช้เงินเท่าไหร่กันเนี่ย?”
ชีวิตลูกสาวก็ลำบากอยู่แล้ว ยังต้องเลี้ยงคนอีกตั้งมากมาย
“ค่าใช้จ่ายนี้ถือว่าเล็กมาก แต่สามารถสร้างกำไรที่มากกว่าได้”
สวี่เหมียวเหมียวพูดเช่นนั้น แต่ก็พบว่าแม่ของเธอไม่เข้าใจ เธอจึงพาไปที่เตาอบ แล้วหยิบขนมปังชิ้นหนึ่งยื่นให้
“นี่คือขนมปังที่หนูขาย แม่ลองชิมดูสิว่าอร่อยไหม”
ทันทีที่เห็นขนมปัง สวี่ชุ่ยจูก็จำได้ทันที สีหน้าตื่นเต้น
“ขนมปังแบบนี้ฉันเคยเห็นที่ร้านขนมในอำเภอ แพงมากเลย คนในหมู่บ้านเราหลายคนเคยซื้อไปกิน พวกเขาบอกว่าอร่อยมาก กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ แค่ราคามันสูงไปหน่อย ฉันยังไม่เคยซื้อเลยสักครั้ง”
ที่ทำให้เธอตื่นเต้นยิ่งกว่าก็คือ ขนมปังนี้… กลับเป็นฝีมือลูกสาวของเธอเอง!
สวี่ชุ่ยจูกัดคำหนึ่ง หวาน นุ่ม หอม จนแทบอยากกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย
“อร่อยจริงๆ พวกเขาไม่ได้โกหกฉันเลย อร่อยมากจริงๆ”
สวี่เหมียวเหมียวหยิบขนมปังเพิ่มอีกหลายชิ้นใส่มือแม่
“ถ้าชอบก็กินเยอะๆเลยแม่ กินเท่าไหร่ก็มี”
บทที่ 52: จุดประสงค์ของสวี่ชุ่ยจู
แต่สวี่ชุ่ยจูกลับไม่ยอมกินต่อ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ขนมปังนี่แพงจะตาย เก็บไว้ขายเถอะ แม่กินไปก็เสียดายของ”
ขนมปังแพงขนาดนี้ แค่ลองชิมก็พอแล้ว เธอไม่กล้ากินมากกว่านี้
สวี่เหมียวเหมียวมองความเหนื่อยล้าที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของแม่ รวมถึงการที่แม่ไม่กล้ากินแม้แต่ขนมปังที่ลูกสาวทำเอง ความรู้สึกขมขื่นพลันเอ่อล้นในใจ
เธอยัดขนมปังใส่มือแม่โดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“แม่ต้องกิน ถ้าแม่ไม่กิน หนูจะโกรธจริงๆนะ”
คำว่า “แม่” ที่เธอเรียกนั้นออกมาจากใจจริง น่าสงสารหัว.อกพ่อแม่ทั่วโลก
ของดีๆพ่อแม่มักไม่ยอมกินเอง แต่เก็บไว้ให้ลูก หาเงินมาได้ก็ไม่ยอมใช้ กลับเอามาให้ลูกแทน
เฮ้อ… บนโลกนี้มีพ่อแม่ที่ “โง่” แบบนี้อยู่มากแค่ไหนกันนะ
สวี่เหมียวเหมียวมองมือของแม่ที่แตกระแหง เต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำงานหนัก ใจเธอเจ็บแปลบ
สวี่ชุ่ยจู กลับรู้สึกดีใจมาก ลูกสาวของเธอเริ่มห่วงใยแม่คนนี้แล้ว เธอมีความสุขเหลือเกิน
“ได้ๆ แม่กิน แม่กินหมดเลย”
ทั้งสองคนเดินออกจากโรงทำขนมปัง สวี่เหมียวเหมียวพาแม่มาที่พื้นที่ว่างอีกด้านหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้จัดสรรอะไร
ตรงนั้นเธอทำประตูเล็กไว้ เพื่อให้เดินไปยังภูเขาลูกเล็กด้านหลังได้สะดวก
นอกจากประตูใหญ่ของภูเขาลูกเล็กแล้ว เธอยังทำประตูเล็กไว้สำหรับเข้าออกของตัวเองด้วย
“แม่ ดูภูเขาลูกเล็กที่ล้อมรั้วนั่นสิ ก็เป็นของหนูเหมือนกัน ตอนนี้ลูกสาวแม่อยู่ดีมีสุขแล้ว แม่อยู่ที่นี่พักผ่อนสบายๆสักสองสามวันนะ”
สวี่เหมียวเหมียวอยากดูแลแม่ให้ดีขึ้น แม่ของเธอลำบากมาทั้งชีวิต ทุ่มเททุกอย่างให้ลูกสาวคนนี้ เธออยากให้แม่ได้ใช้ชีวิตสบายๆสักพัก
สวี่ชุ่ยจูยิ้ม
“เหมียวเหมียว แม่อยู่ได้แค่วันเดียวเท่านั้น ที่บ้านยังมีงานอีกตั้งมากรอแม่อยู่ จริงๆแล้วแม่มาคราวนี้ นอกจากจะเอาเงินมาให้ลูก ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง”
เพียงแค่ลูกสาวมีชีวิตดีขึ้น ก็เป็นความสุขที่สุดของเธอแล้ว
“เรื่องอะไรเหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวถามอย่างสงสัย
สวี่ชุ่ยจูยิ้มก่อนจะพูดเสียงเบา
“เกี่ยวกับเหวินซิน คนในหมู่บ้านของเรา ลูกสาวของสวี่เหยียนสนใจเหวินซิน เขาเลยให้แม่มาถามความเห็นทางนี้ เขาบอกว่าจนหน่อยไม่เป็นไร ขอแค่เป็นคนดีและดีกับลูกสาวเขาก็พอ
พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน แม่เคยเห็นลูกสาวของสวี่เหยียน หน้าตาก็ใช้ได้ เป็นเด็กซื่อๆ ขยัน บ้านเขาก็พอมีฐานะ มีพี่ชายสองคน เหลือแต่ลูกสาวคนเล็กคนนี้ ดูตัวมาหลายบ้านแล้วยังไม่ถูกใจ จนมาถูกใจเหวินซินของบ้านเรา”
สวี่เหมียวเหมียวแปลกใจ
“เธอเคยเห็นเหวินซินตอนไหน?”
เหวินซินนอกจากทำงานในไร่ ก็ไปส่งของที่กั๋วซาน แม้แต่ในอำเภออันเหอก็แทบไม่ได้ไป
สวี่ชุ่ยจูเอาศอกกระทุ้งเธอเบาๆ
“ลืมแล้วเหรอ ก่อนหน้านี้หมู่บ้านของพวกเธอขาดน้ำ เหวินซินไปหาบน้ำจากหมู่บ้านเราอยู่หลายวัน คงได้เห็นกันตอนนั้นแหละ”
นอกจากตอนนั้น เธอก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าเด็กสาวคนนั้นจะเคยเห็นเหวินซินตอนไหน
“ก็มีความเป็นไปได้” สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าเห็นด้วย
สวี่ชุ่ยจูเห็นว่าลูกสาวไม่ได้ดูตื่นเต้นมากนัก จึงอธิบายต่อ
“ลูกสาวเขาชื่อสวี่ฉี เรียนจบประถม เป็นคนซื่อๆ ขยันขันแข็ง คู่กับเหวินซินก็นับว่าเหมาะสม”
ก่อนที่เธอจะมาที่นี่ เธอคิดว่าครอบครัวลูกสาวยังยากจน แถมลูกสาวยังเสียสามีไปแล้ว
การที่มีคนไม่รังเกียจความจนของครอบครัวลูกสาวและยอมยกลูกสาวให้แต่งเข้าบ้าน นับว่าเป็นเรื่องดีมากแล้ว
แต่ตอนนี้ฐานะของลูกสาวดีขึ้นมาก ตัวเลือกก็ย่อมมากขึ้น
ถึงเหวินซินจะจบแค่ประถม แต่ด้วยบ้านหลังนี้และธุรกิจนี้ ต่อให้เป็นเด็กจบมัธยมต้นก็ยังคู่ควร
“เอาเป็นว่าแม่แค่มาบอกไว้เป็นตัวเลือก จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่เป็นไร”
สวี่เหมียวเหมียวเข้าใจความหมายของแม่ จึงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด
“เดี๋ยวหนูจะลองพูดกับเหวินซินดู ถ้าเขาสนใจ ก็ให้ทั้งสองคนหาโอกาสเจอกันสักครั้ง ถ้าไม่สนใจก็แล้วไป”
เรื่องแบบนี้ เธอเคารพการตัดสินใจของลูกชาย เพราะการแต่งงานคือเรื่องใหญ่ตลอดชีวิต ประมาทไม่ได้
“ดีเลย แม่ก็คิดว่าแบบนี้ดี” สวี่ชุ่ยจูพยักหน้า
ที่เธอมาพูดเรื่องนี้ก็แค่ลองดูเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้
ตอนเที่ยง สวี่เหมียวเหมียวซื้อไก่หนึ่งตัวจากระบบ ปลาอีกหนึ่งตัว และหยิบหมูสามชั้นชิ้นใหญ่คุณภาพดีออกมา
ไก่พะโล้ ปลา นึ่ง หมูสามชั้นตุ๋นหัวไชเท้า ผัดรากบัว ผัดผักกาดขาวกับน้ำมันหมู ข้าวสวย และซุปมะเขือเทศไข่หม้อใหญ่
สวี่ชุ่ยจูนั่งก่อไฟใต้เตา กลิ่นหอมลอยมาเต็มจมูก
“พอแล้ว พอแล้ว ทำกับข้าวน้อยหน่อย ไม่ต้องทำเยอะขนาดนี้…”
เธอเห็นกับตาว่าลูกสาวเอาเนื้อออกมาตั้งมากมาย แม้แต่ตอนตรุษจีนยังไม่ได้กินดีขนาดนี้!
“แม่ หนูรู้ว่าควรทำเท่าไหร่ ลูกชายในบ้านกินเก่ง ถ้าทำน้อยไปยังไม่พอให้พวกเขาเคี้ยวเล่นเลย”
สวี่เหมียวเหมียวพูดไป มือก็ยังทำอาหารต่อไม่หยุด
เมื่อได้ยินแบบนั้น สวี่ชุ่ยจูก็เงียบ
เอาเถอะ เธอจะกินหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่หลานชายกำลังอยู่ในวัยโต ต้องกินเยอะหน่อย
หลิวเหวินจวิ้นสะพายตะกร้ากลับมาจากข้างนอก ตอนนี้หญ้าป่าบนภูเขาหายากมาก หลายส่วนถูกชาวบ้านตัดไปเลี้ยงไก่หมดแล้ว กระต่ายของเขาแทบไม่มีหญ้ากิน ถ้ากระต่ายกินไม่อิ่ม ก็จะไม่มีลูกกระต่าย และเขาก็จะไม่ได้กินเนื้อกระต่าย
ตอนนี้หลิวเหวินเล่อไปโรงเรียนแล้ว ทุกวันหลังจากเขาไปส่งของในอำเภอ ก็ต้องขึ้นภูเขาไปตัดหญ้าให้กระต่าย
“แม่ ผมกลับมาแล้ว”
เขาวางตะกร้าลงแล้วตะโกน
“แม่ วันนี้ทำอะไรอร่อยๆ กลิ่นหอมมากเลย!”
เขาลืมความหดหู่ทันที รีบวิ่งเข้าครัว เพิ่งเข้าไปก็ถูกสวี่ชุ่ยจูกอดไว้
“โอ๊ย หลานของยาย คิดถึงจะตายแล้ว!”
สวี่ชุ่ยจูเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนกอดลูกสาวก่อนหน้านี้แน่นจนลูกหายใจไม่ออก จึงรีบปล่อยมือทันที
หลิวเหวินจวิ้นหัวเราะ
“ยายมาแล้วเหรอ! ผมก็คิดถึงยายเหมือนกัน”
เขาชอบยายมาก ทุกครั้งยายจะแอบเอาของอร่อยมาให้ ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนิทสนมอยู่พักหนึ่ง หลิวเหวินซินก็กลับมา
ทันทีที่เข้าประตู เขาก็ได้กลิ่นหอม ทำให้ก้าวเท้าเร็วขึ้น ยังไม่ทันเข้าครัวก็ได้ยินเสียงหัวเราะของหลิวเหวินจวิ้น เขากำลังสงสัยอยู่ ก็ได้ยินเสียงสวี่ชุ่ยจู
ยายมาแล้วเหรอ?
“พอแล้ว เหวินจวิ้น ไปดูสิว่าพี่ใหญ่กลับมาหรือยัง ใกล้จะกินข้าวแล้ว”
ทันทีที่สวี่เหมียวเหมียวพูดจบ หลิวเหวินซินก็เดินเข้ามา
“แม่ ผมกลับมาแล้ว”
“งั้นกินข้าวกันเถอะ”
เมื่อจัดอาหารเสร็จ สวี่ชุ่ยจูเพิ่งนึกได้ว่าขาดคนสองคน
“เหวินเซ่ากับเหวินเล่อล่ะ ไม่รอพวกเขาเหรอ?”
หลิวเหวินซินยิ้มอธิบาย
“ยายครับ พวกเขาไปเรียนที่อำเภอ แม่กลัวว่ากลับมากินข้าวทุกวันจะเหนื่อยและเสียเวลา เลยให้พวกเขาไปกินที่โรงอาหารของโรงเรียน หรือกินตามร้านในเมืองแทน”
“ไปเรียน?” สวี่ชุ่ยจูตกใจมาก “เหวินเซ่ากลับไปเรียนด้วยเหรอ?”
“ใช่ครับ พวกเรามีแค่พี่รองที่ชอบเรียน เขาบอกว่าอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย”
“ดีมากเลย! เมื่อก่อนยายก็ดูออกว่าเหวินเซ่าเป็นเด็กมีแวว บางทีครอบครัวเราอาจมีนักศึกษามหาวิทยาลัยจริงๆก็ได้นะ!”
หลังจากกินข้าวเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวเรียกหลิวเหวินซินไปคุยเป็นการส่วนตัว และเล่าเรื่องลูกสาวของสวี่เหยียนให้ฟังอย่างคร่าวๆ
“สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความคิดของลูก ถ้าลูกสนใจ แม่จะจัดให้พวกเธอได้เจอกันคุยกัน ถ้าไม่สนใจก็ถือว่าแม่ไม่ได้พูดอะไร”
บทที่ 53: คนทางบ้านแม่
“ลูกสาวของสวี่เหยียนงั้นเหรอ?” หลิวเหวินซินทำหน้าสงสัย
“ใช่ เด็กคนนั้นชื่อสวี่ฉี เขาบอกว่าตอนก่อนที่ลูกไปหาบน้ำที่หมู่บ้านสวี่เจีย เธอเคยเห็นลูกแล้วก็รู้สึกชอบ ลูกสองคนก็อายุใกล้ๆกัน ยายของลูกบอกว่าสวี่ฉีหน้าตาดี เป็นเด็กที่ตั้งใจใช้ชีวิต ครอบครัวทางฝ่ายหญิง ทั้งพ่อแม่พี่น้องก็เป็นคนมีเหตุผล ถ้าจะได้เป็นญาติกันจริงๆ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี”
“สวี่ฉี!” หลิวเหวินซินร้องออกมาด้วยความตกใจ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
คำพูดที่สวี่เหมียวเหมียวพูดต่อจากนั้น เขาแทบไม่ได้ยินเลย ความคิดทั้งหมดไปหยุดอยู่ที่ชื่อ “สวี่ฉี” ใบหน้าของเขาค่อยๆแดงขึ้น
“ลูกเคยรู้จักเธอเหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าปฏิกิริยาของเขาดูแปลกไปเล็กน้อย จะว่าแปลกก็ไม่เชิง เพียงแต่ไม่เหมือนปกติเท่านั้น
หลิวเหวินซินรีบอธิบาย
“ก็ไม่ได้รู้จักหรอกครับ แค่บังเอิญช่วยเธอตักน้ำสองสามถังเท่านั้น”
สวี่ฉีเป็นเด็กสาวหน้าตาดี โดยเฉพาะดวงตาคู่สดใสนั้น เขาแทบไม่กล้าสบตาเธอเลย ทุกครั้งที่ตักน้ำเสร็จ เขาก็แค่แอบมองเธอสองสามครั้งอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะรีบหลบสายตา
“อย่างนั้นเองเหรอ งั้นลูกอยากลองไปเจอเธอสักครั้งไหม?” สวี่เหมียวเหมียวขยับเข้าไปใกล้ด้วยสีหน้าซุกซน ในใจรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
แค่พูดถึงสวี่ฉี ลูกชายคนโตของเธอก็เขินจนหน้าแดงแล้ว ดูท่าทางแล้ว เขาคงลืมหลิวซิ่งเอ๋อร์ไปแล้วจริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องดี
ในใจของหลิวเหวินซินก็ยอมรับว่าเขาอยากพบเธอ สวี่ฉีเป็นเด็กสาวที่ร่าเริง นิสัยเปิดเผย ใจดี ถ้าได้แต่งเธอเข้ามาเป็นภรรยา…
เพียงแค่คิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของเขาก็แดงจัดทันที เขาก้มหน้าลงแล้วตอบเสียงเบาราวกับยุงบิน
“อืม…”
สวี่เหมียวเหมียวหลุดหัวเราะ
“เหวินซิน ยังไม่ได้เจอเธอเลย ทำไมลูกถึงเขินขนาดนี้ล่ะ?”
เธอมองเขาอย่างขำๆ ลูกชายคนโตของเธอหน้าแดงง่ายเกินไปแล้ว!
ไม่สิ ควรเรียกว่าใสซื่อมากกว่า
“แม่ ผมไปทำงานที่นาแล้วนะครับ” หลิวเหวินซินพูดก่อนจะรีบหนีออกไป
“งั้นแม่จะจัดการนัดให้แล้วนะ!” สวี่เหมียวเหมียวตะโกนตามหลัง
“ครับ!” หลิวเหวินซินตอบเสียงอู้อี้ ขณะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
สวี่ชุ่ยจูพักค้างคืนที่นี่หนึ่งคืน โดยนอนในห้องรับรองที่สวี่เหมียวเหมียวจัดเตรียมไว้ให้ เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าบ้านของลูกสาวจะมีห้องรับแขกด้วย แถมยังสบายมาก
ผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มล้วนเป็นของใหม่ นุ่มและหอม นอนในห้องแบบนี้ แม้แต่ความฝันก็ยังเป็นความฝันดี
สวี่ชุ่ยจูรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง ในที่สุดลูกสาวของเธอก็ผ่านช่วงเวลาลำบากมาได้แล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่เหมียวเหมียวตื่นตั้งแต่ตีสี่กว่าๆ วันนี้เธอตั้งใจจะพาหลิวเหวินซินกลับไปบ้านแม่ เพื่อไปพบสวี่ฉี
เหตุผลที่ตื่นเช้าขนาดนี้ เพราะเธออยากนั่งรถแทรกเตอร์ไป
หมู่บ้านสวี่เจียอยู่ไกลจากหมู่บ้านหลิวเจียเกือบเท่ากับระยะทางไปตลาดในอำเภอ เธอไม่อยากเดินกลับไปกลับมา ถ้าเดินจริงๆคงเอาชีวิตเธอไปเลย
คนที่ไปด้วยยังมีหลิวอี้หู เมื่อไปส่งพวกเขาถึงหน้าหมู่บ้านสวี่เจียแล้ว หลิวอี้หูก็จะขับรถแทรกเตอร์กลับ จากนั้นก็ไปส่งของที่อำเภอกั๋วซานต่อ แบบนี้ก็ไม่เสียเวลา
สวี่เหมียวเหมียวบอกให้เขามารับพวกเธออีกทีตอนบ่ายสามหรือสี่โมง
หลังจากฝึกมานานขนาดนี้ ฝีมือขับรถแทรกเตอร์ของหลิวอี้หูก็คล่องแคล่วมากแล้ว ขอแค่รู้ทาง เขาก็ขับไปไหนก็ได้
ตอนฟ้าเริ่มสาง พวกเขาก็มาถึงหน้าหมู่บ้านสวี่เจียแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่เหมียวเหมียวมาที่หมู่บ้านสวี่เจีย
จากความทรงจำ หมู่บ้านสวี่เจียร่ำรวยกว่าหมู่บ้านหลิวเจียมาก บ้านหลายหลังเป็นบ้านชั้นเดียว บางหลังเป็นบ้านมุงกระเบื้อง แทบไม่เห็นบ้านมุงฟางเลย
ชาวบ้านสวี่เจียฉลาดและสามัคคีกันดี ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นคนที่ลงมือทำงานจริง ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มตื่นกันแล้ว สวี่ชุ่ยจูพาทั้งสองคนกลับบ้านทันที
สวี่เถี่ยจู้ถือแก้วน้ำกำลังจะออกมาแปรงฟัน ก็เจอกับพวกเขาที่เพิ่งเข้าประตูบ้าน
“ยาย? ทำไมกลับมาตอนนี้ล่ะ?” สวี่เถี่ยจู้ตกใจมาก
ตอนนี้เพิ่งสว่าง จากหมู่บ้านหลิวเจียมาหมู่บ้านสวี่เจียอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง งั้นพวกเธอก็ต้องออกเดินทางตั้งแต่กลางดึกเลยสิ
“กลับมามีธุระ ทำกับข้าวหรือยัง?” สวี่ชุ่ยจูมองเข้าไปในบ้าน เมื่อไม่ได้ยินเสียงจากครัวก็เริ่มไม่พอใจเล็กน้อย
“ยังเลย ผมเพิ่งตื่น แล้วคนนี้คือใคร?” สวี่เถี่ยจู้มองไปที่สวี่เหมียวเหมียว แววตาสงสัยของเขาไม่ได้แกล้งเลย
เขาจำหลิวเหวินซิน หลานชายคนโตได้แน่นอน แต่ผู้หญิงที่ยืนข้างหลานชายคนโตคือใครกัน? เขาจำไม่ได้เลยว่าบ้านลูกสาวมีคนแบบนี้อยู่ด้วย
สวี่ชุ่ยจูเพิ่งเข้าไปในห้องโถง เปิดไฟ แล้วหันกลับมาตะโกนใส่เขาอย่างโกรธ
“โอ๊ยสวรรค์! ไอ้ตาแก่บ้า นี่แกจำลูกสาวแท้ๆของตัวเองไม่ได้แล้วเหรอ!”
สวี่เถี่ยจู้พอมองเห็นหน้าสวี่เหมียวเหมียวชัดๆใต้แสงไฟ ก็เบิกตากว้าง
“นี่… เหมียวเหมียวเหรอ? โอ๊ย ลูกสาวของพ่อ ทำไมผอมจนเป็นแบบนี้!”
ตอนอยู่ในลานบ้าน เขาเห็นแค่รูปร่าง เลยคิดไม่ออกว่าเป็นใคร แต่พอมองหน้าชัดๆ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สวี่เหมียวเหมียวแล้วจะเป็นใคร
สวี่เหมียวเหมียว “…”
ถ้าเธอเป็นผี อย่างนั้นพ่อกับแม่เธอเป็นอะไรกันล่ะ…
พ่อกับแม่เธอสมเป็นสามีภรรยากันจริงๆ เจอลูกสาวครั้งแรกไม่เพียงจำไม่ได้ แม้แต่คำพูดก็เหมือนกันเป๊ะ
สวี่เถี่ยจู้จับมือเธอ เดินวนดูตั้งแต่หัวจรดเท้า ยิ่งดูก็ยิ่งโมโห
“เหมียวเหมียว บ้านสามีของลูกทำไม่ดีกับลูกใช่ไหม? เขาไม่ให้ลูกกินข้าวหรือยังไง ทำไมถึงผอมขนาดนี้?”
พูดไปพูดมา ดวงตาของเขาก็เริ่มแดง
สวี่เหมียวเหมียวรีบมองไปทางแม่ของเธอเพื่อขอความช่วยเหลือ สวี่ชุ่ยจูรีบลากสวี่เถี่ยจู้ไปอธิบายยกใหญ่ สวี่เถี่ยจู้ถึงได้หยุดน้ำตาไว้ได้
คนในห้องอื่นๆได้ยินเสียงก็พากันตื่นขึ้นมา ทุกคนต่างมองสวี่เหมียวเหมียว เธอเพียงยิ้มให้โดยไม่พูดอะไร
สวี่เหมียวเหมียวมีพี่ชายสองคน และน้องสาวหนึ่งคน ทุกคนแต่งงานแล้ว
พี่ชายคนโต สวี่ต้าฉียง รับช่วงงานในโรงงานจากพ่อของเธอ ได้งานประจำที่มั่นคง
พี่ชายคนที่สอง สวี่เอ้อฉียง ทำไร่ในหมู่บ้าน ครอบครัวใหญ่ ที่ดินก็เยอะ ทุกคนขยัน
ช่วงที่งานมากก็ทำนา ช่วงที่ว่างก็ไปหางานรับจ้างในอำเภอ
ภายใต้การดูแลของสวี่ชุ่ยจูและสวี่เถี่ยจู้ ชีวิตของครอบครัวนี้ถือว่าดีใช้ได้
บ้านของพวกเขาก็สร้างเป็นบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่เมื่อหลายปีก่อน เด็กๆในบ้านแต่ละคนยังมีห้องของตัวเองด้วย
อาหารเช้าเป็นฝีมือสวี่ชุ่ยจู เธอต้มไข่ให้สวี่เหมียวเหมียวสองฟองโดยเฉพาะ คนอื่นในบ้านไม่มี มีเพียงสวี่เหมียวเหมียวคนเดียว
สำหรับทุกคนแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับสวี่เหมียวเหมียวแล้ว มันทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
เธออายุมากขนาดนี้แล้ว ยังจะให้พ่อแม่ลำเอียงแบบนี้ก็ไม่ค่อยเหมาะ
“พ่อ แม่ พวกท่านเหนื่อยมามาก ไข่สองฟองนี้พ่อกับแม่กินเถอะ บำรุงร่างกายหน่อย”
สวี่เหมียวเหมียวเอาไข่สองฟองใส่มือพวกเขา การกระทำนี้ทำให้ทุกคนตกใจไม่น้อย โดยเฉพาะสะใภ้บ้านสวี่ สีหน้าของพวกเธอเปลี่ยนไปมา
หลังจากกินข้าวเสร็จ คนที่ต้องทำงานก็ออกไปทำงาน คนที่ต้องออกไปข้างนอกก็ออกไป ในบ้านเหลือเพียงพวกเขาไม่กี่คน รวมถึงสวี่เมิ่ง ลูกสาวคนเล็กของสวี่เอ้อฉียง
สวี่เมิ่งอายุยี่สิบแล้ว แต่เพราะสายตาเลือกมาก การแต่งงานจึงยังไม่ได้ตกลงเสียที
บทที่ 54: ฉันยินดี
สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าการนั่งกันเงียบๆในห้องโถงค่อนข้างอึดอัด จึงหยิบขนมปังที่เธอพกมาออกจากกระเป๋า แล้วยื่นให้สวี่เมิ่ง
สวี่เมิ่งมองขนมปังโทสต์ถั่วแดงที่จู่ๆก็ปรากฏตรงหน้า ถึงกับตกใจลุกขึ้นยืนทันที
“คุณป้า นี่คุณป้าซื้อขนมปังมาหรือคะ? อันนี้แพงมากเลยนะคะ หนูขอแม่ตั้งหลายครั้ง แม่ยังไม่ยอมซื้อให้เลย”
สวี่เหมียวเหมียวยิ้มเล็กน้อย
“ถ้าชอบก็กินเถอะ”
“ขอบคุณค่ะคุณป้า”
สวี่เมิ่งรับขนมปังมาอย่างระมัดระวัง ฉีกชิ้นเล็กๆใส่ปาก
ขนมปังก้อนนี้ยังทำให้เธอเริ่มพูดมากขึ้น เธอมองไปที่หลิวเหวินซินแล้วพูด
“คุณป้า ครั้งนี้พวกคุณมาเพราะเรื่องของสวี่ฉีใช่ไหมคะ?”
“ใช่แล้ว ป้าพาน้องเหวินซินของหนูมาดูตัว”
สวี่เหมียวเหมียวตอบอย่างตรงไปตรงมา
สวี่เมิ่งมองไปที่ประตู ก่อนจะลดเสียงลง
“คุณป้า หนูพูดตรงๆนะคะ สวี่ฉีเป็นเพื่อนสนิทของหนู เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ดีมากจริงๆ ถ้าเหวินซินได้แต่งงานกับเธอ รับรองว่าไม่มีวันเสียใจแน่นอน
หนูกับเธอโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เฮ้อ… ถ้าหนูเป็นผู้ชาย หนูต้องหาทางแต่งงานกับสวี่ฉีแน่นอน น่าเสียดายที่หนูไม่ใช่”
เธอกัดขนมปังหนึ่งคำแล้วพูดอย่างเสียดาย
สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ “ดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“แน่นอนค่ะ หลายปีมานี้หนูไม่เคยเห็นเธอโกรธใครเลย อารมณ์ดีมาก คนในหมู่บ้านหลายบ้านก็ชอบเธอ แต่เธอกลับไม่ถูกใจใครเลย กลับมาชอบน้องเหวินซินของหนูคนเดียว
เหวินซินนะ นายต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้ดี”
สวี่เมิ่งพูดจบก็หันไปมองหลิวเหวินซินเหมือนกำลังฝากฝัง ใบหน้าของหลิวเหวินซินแดงตั้งแต่แก้มไปจนถึงใบหู เขาก้มหน้าลงไม่พูดอะไร ถูกพูดแบบนี้ต่อหน้าแม่แท้ๆของตัวเอง มันน่าอายจริงๆ
โชคดีที่ไม่นานสวี่เถี่ยจู้ก็พาสวี่ฉี รวมถึงพ่อแม่ของเธอมาถึง ในที่สุดหลิวเหวินซินก็ไม่ต้องนั่งฟังต่อแล้ว
“นี่คือหลิวเหวินซิน ลูกชายคนโตของลูกสาวคนที่สามของฉัน”
“นี่คือสวี่ฉี ลูกสาวของพี่เหยียน”
หลังจากแนะนำเสร็จ สวี่เถี่ยจู้ก็พูด
“พวกเธอสองคนไปเดินเล่นคุยกันที่ลานหลังบ้านเถอะ”
เด็กหนุ่มสาวสองคนจึงไปคุยกันที่หลังบ้าน ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งคุยกันดื่มชาที่ห้องโถง
สวี่เหมียวเหมียวหยิบขนมปังและขนมที่เธอเอามาแจกให้พวกเขากิน เมื่อสวี่เหยียนและหลัวเหมยเห็นว่าเป็นขนมราคาแพง ก็รีบบอกว่าไม่ต้อง
สวี่เหมียวเหมียวยัดใส่มือของทั้งสองคนอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ สุดท้ายทั้งสองจึงรับไว้
การที่พวกเขาซื้อขนมราคาแพงมาให้ แสดงให้เห็นว่าครอบครัวสวี่เถี่ยจู้ให้ความสำคัญกับเรื่องของเด็กสองคนนี้ ไม่ได้ดูถูกพวกเขาเลย
“คุณลุงคุณป้า กินเถอะค่ะ อย่าเกรงใจเลย ฉันควรจะกลับมาเยี่ยมพวกคุณนานแล้ว แต่ช่วงนี้ที่บ้านยุ่งมาก เลยหาเวลาไม่ได้”
สวี่เหมียวเหมียวพูดตามมารยาท
สวี่ชุ่ยจูเห็นว่าทั้งสองคนยังจำสวี่เหมียวเหมียวไม่ได้ จึงพูดพร้อมรอยยิ้ม
“นี่คือลูกสาวคนที่สามของฉัน สวี่เหมียวเหมียว ตอนเด็กๆยังเคยกินข้าวต้มที่บ้านพวกคุณอยู่เลย”
หลัวเหมยเพิ่งนึกขึ้นได้ทันที
“โอ้ สมองฉันนี่นะ เพิ่งนึกออก ที่แท้ก็เหมียวเหมียวเอง โตขึ้นแล้วสวยขึ้นมากจริงๆ”
เธอรู้สึกคุ้นหน้าอยู่แล้ว ที่แท้ก็คือเจ้าเด็กซนสวี่เหมียวเหมียวในตอนนั้น
หลังจากแต่งงานไป พวกเธอก็แทบไม่ได้เจอกันอีก ตอนนี้กลับดูสวยขึ้นมาก
ได้ยินมาว่าเธอมีลูกชายสี่คนแล้ว แต่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนเคยคลอดลูกเลย
สำหรับหลัวเหมย ตอนนี้เรื่องที่ทำให้เธอกลุ้มใจที่สุดคือเรื่องการแต่งงานของลูกสาวคนเล็กสวี่ฉี พวกเขาดูตัวมาหลายบ้านแล้ว แต่ก็ไม่ถูกใจสักที
ช่วงนี้ครอบครัวพยายามหาคู่ให้สวี่ฉี แต่เธอกลับไม่ยอม บอกว่าตัวเองมีคนที่ชอบอยู่แล้ว
พวกเขาถามอยู่นาน ในที่สุดสวี่ฉีก็ยอมบอกว่าคนที่เธอชอบคือหลิวเหวินซิน ลูกชายคนโตของลูกสาวคนโตของสวี่เถี่ยจู้
พอสวี่เหยียนไปถามสวี่เถี่ยจู้ จึงรู้ว่าสวี่เหมียวเหมียวสามีเสียชีวิต ต้องเลี้ยงลูกชายสี่คนตามลำพัง ด้านหลังหลิวเหวินซินยังมีน้องชายอีกสามคน อีกอย่างหมู่บ้านหลิวเจียก็ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านยากจน ถ้าลูกสาวแต่งไปที่นั่น ชีวิตต้องลำบากแน่นอน
สามีภรรยาพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่หลายวัน แต่สวี่ฉีก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากให้เกิดการพบกันในวันนี้
ลูกหลานคือหนี้ของพ่อแม่ ตอนนี้สวี่ฉีก็อายุมากแล้ว จะปล่อยให้อยู่บ้านจนกลายเป็นสาวแก่ก็ไม่ได้ เส้นทางนี้เธอเป็นคนเลือกเอง ตราบใดที่เธอยินดี ในฐานะพ่อแม่ก็พูดอะไรไม่ได้
สวี่เหมียวเหมียวยิ้มกว้างขึ้น
“คุณป้าพูดเกินไปแล้วค่ะ ฉันอายุก็ไม่น้อยแล้ว จะยังพูดเรื่องสวยไม่สวยอะไรอีก”
สวี่เหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด
“เหมียวเหมียว ฉันก็ถือว่าเห็นเธอโตมา สำหรับเรื่องของเด็กสองคนนี้ เธอมีความเห็นอย่างไร?”
เขารู้ดีว่าลูกสาวของตัวเองมีใจให้หลิวเหวินซินมานาน ส่วนหลิวเหวินซินก็ดูเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ ลูกสาวเขาก็สวยขนาดนี้ ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธ
วันนี้มีโอกาสสูงมากที่จะตกลงกันได้ แต่ถ้าตกลงแล้ว บ้านสวี่เหมียวเหมียวไม่มีเงินจัดงานจะทำอย่างไร? นี่คือสิ่งที่เขากังวล
หลังจากแจกขนมปังเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็นั่งลงบนม้านั่งแล้วพูดอย่างจริงจัง
“คุณลุง ฉันเข้าใจความหมายของคุณ เรื่องนี้ต้องดูความสมัครใจของเด็กทั้งสองคน ถ้าพวกเขาไม่อยาก ก็ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถ้าทั้งสองคนยินดี เราก็ทำตามประเพณีทุกอย่างตามขั้นตอน ฉันจะไม่ทำให้สวี่ฉีต้องลำบากแน่นอน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ สวี่เหยียนก็โล่งใจในที่สุด
“ดีเลย ฉันรู้ว่าเหมียวเหมียวเป็นคนตรงไปตรงมา”
หลิวเหวินซินเป็นลูกชายคนโต น้องชายอีกสามคนยังไม่แต่งงาน อย่างน้อยครอบครัวนี้ก็น่าจะมีเงินพอจัดการเรื่องงานแต่ง
ไม่นานนัก สวี่ฉีกับหลิวเหวินซินก็เดินกลับมา
สวี่เหยียนลุกขึ้นยืน “งั้นพวกเราขอตัวก่อน”
สวี่ชุ่ยจูรีบดึงหลัวเหมยไว้
“อย่าเพิ่งไปเลย อยู่กินข้าวเที่ยงด้วยกันก่อนสิ”
“ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้าค่อยว่ากัน” หลัวเหมยโบกมือปฏิเสธ
ตอนนี้ยังไม่ได้ตกลงอะไรกัน จะอยู่กินข้าวก็คงไม่เหมาะ
หลังจากส่งพวกเขาออกไป สวี่เถี่ยจู้ก็หันไปถามหลิวเหวินซิน
“ฉันพูดตรงๆนะ ฝ่ายผู้หญิงไม่มีปัญหา เหลือแค่ความเห็นของเธอ เธอคิดยังไง?”
ใบหน้าของหลิวเหวินซินยังแดงอยู่เหมือนเดิม เขาอ้าปากอยู่นาน แต่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้สักคำ
สวี่เหมียวเหมียวเริ่มสงสัย ต้นฉบับของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ ทำไมหลิวเหวินซินถึงซื่อขนาดนี้
“แล้วลูกคิดยังไงกันแน่ ถ้าไม่ยอมก็ให้ตาไปบอกเขา เราจะได้กลับบ้าน บ้านยังมีงานอีกเยอะที่รอแม่ทำอยู่”
สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างไม่พอใจ ถ้าไม่กดดันลูกชายคนนี้ วันนี้คงไม่มีใครได้คำตอบ
ทันทีที่ได้ยินว่าจะกลับบ้าน หลิวเหวินซินก็รีบร้อนขึ้นทันที
“ผะ…ผมยินดีครับ แม่ ผม…ผมยินดี”
“ยินดีงั้นเหรอ คิดดีแล้วใช่ไหม ถ้าแต่งงานแล้วก็ต้องรับผิดชอบเขา ไม่มีโอกาสให้เสียใจทีหลังนะ”
สวี่เหมียวเหมียวถามย้ำ
หลิวเหวินซินตอบอย่างจริงจัง “ครับ ผมคิดดีแล้ว ผมอยากแต่งงานกับสวี่ฉี”
จริงๆแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่เขาไปหาบน้ำที่หมู่บ้านสวี่เจีย ในใจเขาก็มีสวี่ฉีอยู่แล้ว เพียงแต่เขาคิดมาตลอดว่ามันเป็นไปไม่ได้
สวี่ฉีสวยขนาดนั้น คงไม่มีทางมาชอบเขาแน่นอน
บทที่ 55: ซื้อเหมาไถ
ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดไปในทางนั้นมาก่อน ตอนที่สวี่เหมียวเหมียวบอกว่าจะให้เขาไปดูตัวกับผู้หญิงคนอื่น ในใจของเขาจึงรู้สึกต่อต้านอย่างมาก
ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่า สิ่งที่เขาต่อต้านไม่ใช่การดูตัว แต่เป็นคนที่ต้องไปดูตัวด้วยต่างหาก
สวี่เหมียวเหมียวหันไปมองสวี่เถี่ยจู้ “พ่อ ต่อจากนี้ต้องทำอย่างไรบ้างคะ?”
เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้นัก สำหรับสวี่เถี่ยจู้ที่เคยจัดการเรื่องแต่งงานให้ลูกมาถึงสี่คน เรื่องแบบนี้ถือว่าชำนาญมาก เขาพูดอย่างมั่นใจ
“ไม่ต้องห่วง เรื่องต่อจากนี้ให้พ่อจัดการเอง พ่อให้ลูกทำอะไร ลูกก็ทำตามนั้นก็พอ”
พวกเขานั่งคุยกันอยู่นานกว่าจะตกลงรายละเอียดได้ อีกสองวันให้สวี่เหมียวเหมียวพาหลิวเหวินซินถือของไปที่บ้านของสวี่เหยียนเพื่อสู่ขอ ส่วนสวี่เถี่ยจู้จะไปบอกข่าวดีนี้กับสวี่เหยียนเดี๋ยวนี้เลย
ตอนเที่ยง
สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินซินอยู่กินข้าวที่บ้าน เพราะนัดกับหลิวอี้หู่ไว้ว่าจะมารับตอนบ่าย ตอนนี้ถึงอยากกลับก็ยังกลับไม่ได้
สวี่ชุ่ยจูเป็นคนทำอาหาร ส่วนสวี่เหมียวเหมียวช่วยเป็นลูกมือ
แต่หม้อกระต่ายผัดเผ็ดหม้อใหญ่เป็นฝีมือของสวี่เหมียวเหมียว กระต่ายสามตัวที่ใช้ก็เป็นของที่เธอเอามาจากบ้าน
เหตุผลที่เธอลงมือทำเองก็เพราะสามารถแอบใส่เครื่องปรุงเพิ่มได้ ทั้งน้ำมันและพริกป่น ถ้าให้คนอื่นทำ รสชาติคงไม่เข้มข้นเท่านี้แน่นอน
ส่วนกับข้าวอย่างอื่นเป็นฝีมือของสวี่ชุ่ยจูทั้งหมด
“เหมียวเหมียว ฝีมือทำอาหารของลูกไม่เลวเลยนะ หอมกว่าแม่ทำอีก”
สวี่ชุ่ยจูพูดอย่างทอดถอนใจ
ตอนที่ลูกสาวยังอยู่บ้านแทบไม่เคยจับตะหลิวเลย แต่พอแต่งงานมีลูกกลับทำอาหารเป็นไปหมด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น
เฮ้อ ถ้าสามารถเก็บลูกสาวไว้ข้างกายคอยดูแลไปทั้งชีวิตก็คงดี
สวี่เหมียวเหมียวตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ “แม่ ที่หนูผัดอร่อยก็เพราะใส่น้ำมันเยอะ ไม่มีเทคนิคอะไรหรอกค่ะ”
เมื่ออาหารใกล้เสร็จ เสียงพูดคุยก็ดังมาจากลานบ้าน คนในครอบครัวที่ออกไปทำงานในนาเริ่มกลับมาแล้ว
“แม่ วันนี้ทำอะไรอร่อยๆ ทำไมกลิ่นหอมขนาดนี้”
หลี่เหมยเหลียน ภรรยาของสวี่ต้าเฉียงโยนอุปกรณ์ในมือทิ้ง สูดกลิ่นแล้วเดินตรงเข้าครัวทันที
“เอ๊ะ เนื้อไก่มาจากไหนกัน?”
สวี่ชุ่ยจูเหลือบมองเธอ มือก็ยังตักข้าวต่อไป
“ไม่ใช่ไก่หรอก เป็นกระต่าย เหมียวเหมียวเอากระต่ายมาจากบ้านสามตัว บอกให้ฆ่ามาทำกินกัน”
หลี่เหมยเหลียนหันไปมองสวี่เหมียวเหมียวอย่างแปลกใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเชื่อ
ปกติพี่สาวคนโตมักจะกลับมาบ้านแม่เพื่อขอของ ไม่เคยมีครั้งไหนที่เอาของจากบ้านตัวเองมาฝาก
ไม่นานทุกคนก็กลับมาครบ นั่งล้อมโต๊ะใหญ่กันเต็ม
ก่อนเริ่มกิน สวี่ชุ่ยจูเล่าเรื่องกระต่ายอีกครั้ง ทุกคนต่างตกตะลึง
สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างใจกว้าง
“กระต่ายพวกนี้ฉันเลี้ยงไว้เอง ถ้าพวกคุณอยากกินก็ไปกินที่บ้านฉันได้เลย”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สวี่ชุ่ยจูคอยช่วยเหลือลูกสาวอยู่ไม่น้อย ทำให้พี่สะใภ้และหลานสะใภ้ในบ้านมีความไม่พอใจอยู่บ้าง
ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะพวกเขายังไม่ได้แยกบ้าน เงินที่หามาได้ก็ส่งให้สวี่ชุ่ยจูหมด แล้วเธอก็นำไปช่วยลูกสาว ใครๆก็ต้องรู้สึกไม่ยุติธรรมบ้าง
“คุณป้าสาม เลี้ยงกระต่ายไว้ขายหรือคะ?” สวี่เมิ่งถามอย่างอยากรู้
หลี่เหมยเหลียนหัวเราะทันที
“ดูสิเด็กคนนี้ถามอะไร เลี้ยงกระต่ายก็ต้องเอาไว้ขายสิ จะเลี้ยงไว้กินหรือไง”
พูดจบเธอก็มองสวี่เหมียวเหมียวที่ถึงแม้จะผอมลง แต่ก็ยังอวบกว่าคนทั่วไปอยู่มาก แล้วรู้สึกว่าคำพูดตัวเองเหมือนจะไม่ค่อยถูกนัก
สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม “พี่สะใภ้พูดถูก กระต่ายพวกนี้เลี้ยงไว้กินจริงๆ”
หลี่เหมยเหลียนพูดไม่ออก เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่น่าคาดหวังอะไรจากพี่สาวคนโตคนนี้เลย
เธอยังสงสัยอยู่ด้วยซ้ำว่า พี่สาวคนโตเลี้ยงลูกชายสี่คนมาได้อย่างไรโดยไม่ปล่อยให้พวกเขาอดตาย
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทุกคนในบ้านก็ออกไปทำนา สวี่เหมียวเหมียวงีบพักหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาเห็นว่าใกล้เวลาแล้วจึงลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ไม่นานหลิวอี้หู่ก็ขับรถแทรกเตอร์มาถึง
เวลานี้คนในหมู่บ้านสวี่เจียกำลังทำงานในนา จึงมีคนเห็นไม่มาก
หลังจากนั่งรถโยกไปตลอดทาง ในที่สุดสวี่เหมียวเหมียวก็กลับถึงบ้าน
งานในโรงทำขนมปัง ถึงแม้ไม่มีสวี่เหมียวเหมียวอยู่ แต่มีหลี่หงอิงคอยดูแล ทุกอย่างก็ยังดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ
ในโกดังมีวัตถุดิบสำหรับทำขนมปังจำนวนมากที่เธอซื้อจากระบบเก็บไว้แล้ว บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดถูกจัดการเรียบร้อย ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ
หากของไม่พอ หลี่หงอิงจะเป็นคนเข้าไปหยิบเอง คนงานทั่วไปในโรงขนมปังไม่รู้เรื่องพวกนี้ ต่อให้เห็นก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เช้าวันต่อมา สวี่เหมียวเหมียวก็นั่งเกวียนวัวเข้าไปในตลาด
วันนี้เธอมาซื้อของสำหรับใช้ไปสู่ขอที่บ้านสวี่เหยียนในวันพรุ่งนี้ ของที่เอาไปต้องดูดีพอ ไม่อย่างนั้นจะดูไม่ให้เกียรติ
เธอไปที่ร้านบุหรี่กับเหล้าก่อน บุหรี่เธอเลือก “ต้าฉียนเหมิน” สองคาร์ตัน
ส่วนเหล้า…
เธอมองอยู่พักใหญ่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้
“เถ้าแก่ มีเหล้าดีๆแนะนำไหมคะ?” เธอไม่ดื่มเหล้า จึงไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้
เถ้าแก่พอฟังก็เข้าใจทันที “ที่บ้านจะมีงานใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ ลูกชายจะหมั้น ครั้งแรกที่ไปบ้านฝ่ายหญิง ต้องมีของดีๆหน่อย”
ดวงตาของเถ้าแก่เป็นประกายทันที เขาแนะนำอย่างกระตือรือร้น
“ถ้าคุณมีงบหน่อย ผมแนะนำให้ซื้อเหมาไถสักขวด เหมาไถนี่ถือว่ามีระดับมาก รับรองว่าทั้งดูดีทั้งมีหน้า”
“เหมาไถ?”
เป็นเหมาไถที่เธอคิดอยู่หรือเปล่า?
เถ้าแก่หยิบขวดหนึ่งออกมาจากตู้ สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะทันที ใช่จริงๆด้วย
ในยุคนี้ยังแทบไม่มีของปลอม ดังนั้นเหมาไถขวดนี้ต้องเป็นของแท้แน่นอน ถ้าเก็บไว้หลายสิบปี ราคาคงพุ่งขึ้นมากแน่
“เถ้าแก่ เหมาไถขวดนี้ราคาเท่าไหร่”
“ขวดละแปดหยวน”
“คุณมีทั้งหมดกี่ขวด”
“ผมนำเข้ามาห้าสิบกว่าขวดจากเมืองเหมาไถ ตอนนี้เหลือสี่สิบขวด”
เถ้าแก่ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงถาม
อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะซื้อทั้งหมด เพราะสี่สิบขวดต้องใช้เงินถึงสามร้อยยี่สิบหยวน กว่าจะขอภรรยาให้ซื้อเข้ามาได้ก็ลำบากมาก
ตอนแรกเขาคิดว่าถ้าขายไม่ออกก็จะเก็บไว้ดื่มเอง อย่างน้อยก็มีข้ออ้างดีๆ
สวี่เหมียวเหมียวคิดครู่หนึ่งก่อนพูด “ถ้าขวดละเจ็ดหยวน ฉันจะซื้อหมดเลย ตกลงไหม”
มีแค่สี่สิบขวดเท่านั้น วันหลังถ้ามีโอกาส เธออยากไปที่เมืองเหมาไถแล้วซื้อเก็บไว้ให้มากกว่านี้
เถ้าแก่ถึงกับอึ้ง “คุณจะเอาหมดเลยหรือ เหมาไถตั้งเยอะต้องใช้เงินไม่น้อยนะ”
ต่อให้มีงานในบ้าน ก็ไม่น่าต้องซื้อเยอะขนาดนี้ หรือว่าเธอจะวางเหมาไถหนึ่งขวดทุกโต๊ะในงานแต่งลูกชาย?
จนเขาเองยังอยากไปงานแต่งนั้นเลย
สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า “ขายไหม?”
“ขายสิครับ ขายแน่นอน ผมจะจัดให้เดี๋ยวนี้”
เถ้าแก่ทั้งเสียดายทั้งตื่นเต้น สายตาเขาไม่ผิดจริงๆ เหมาไถราคาแพงแบบนี้ก็ยังมีคนซื้อ แถมซื้อทีเดียวสี่สิบขวด!
สองปีที่ผ่านมาเขาขายได้แค่สิบขวดเอง
สวี่เหมียวเหมียวจ่ายเงินสองร้อยแปดสิบหยวน ซื้อเหมาไถสี่สิบขวด ใจเธอมีความสุขอย่างมาก
เธอให้เถ้าแก่ช่วยยกไปวางบนเกวียนวัวให้ลุงหนิวเฝ้าไว้ จากนั้นก็ไปซื้อของอย่างอื่นต่อ
หมูเธอซื้อสิบจิน เป็นหมูสามชั้นอย่างดี
ไก่สิบตัว เป็ดสิบตัว
น้ำตาลทรายแดงอีกสิบจิน
ส่วนขนมปัง เธอตั้งใจว่าจะเตรียมอย่างละสิบจิน
เป็นเคล็ดดีหมายถึง “สมบูรณ์แบบสิบประการ”
บทที่ 56: กำหนดวันแต่งงานแล้ว
สวี่เหมียวเหมียวยังซื้อเสื้อผ้าให้สวี่ฉีเพิ่มอีกสองชุดจากระบบ เป็นเสื้อแขนยาวสำหรับฤดูใบไม้ร่วง เธอเลือกไซซ์M เพราะสวี่ฉีค่อนข้างผอม น่าจะใส่ได้พอดี
ส่วนหลิวเหวินซิน เธอเคยซื้อเสื้อผ้าให้เขาไปแล้วก่อนหน้านี้ ตอนนี้จึงยังไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่ม
สำหรับเหล้าเหมาไถ เธอหยิบไปสองขวด พร้อมกับของอื่นๆอีกมากมาย แบบนี้ก็น่าจะดูมีหน้ามีตาพอแล้ว
เมื่อสวี่เหมียวเหมียวยกของทั้งหมดขึ้นไปวางบนเกวียนวัวเสร็จ หลิวเหวินจวิ้นก็เพิ่งกลับมาจากการส่งของ
“แม่ ทำไมแม่ซื้อของมาเยอะขนาดนี้?”
“พวกนี้เอาไว้ใช้ไปหมั้นให้พี่ชายแกพรุ่งนี้”
สวี่เหมียวเหมียวตอบสั้นๆ ก่อนหันไปถามลุงหนิว
“ลุงหนิว ของพวกนี้เอาไปบ้านฝ่ายหญิงถือว่าไม่น้อยเกินไปใช่ไหมคะ?”
ลุงหนิวพยักหน้ารัวๆ
“พอแล้ว พอมากแล้ว หนุ่มๆในหมู่บ้านเราแต่งงานยังไม่เอาไปครึ่งหนึ่งของนี่เลย”
แค่ไก่กับเป็ดอย่างเดียว คนในหมู่บ้านเวลาจะแต่งงานได้สักห้าตัวก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่แม่ของเหวินซินกลับซื้ออย่างละสิบตัว
ยังไม่รวมบุหรี่ เหล้า และของอื่นๆอีก แค่เหมาไถก็ถือว่าเหลือเฟือแล้ว ทั้งชีวิตลุงหนิวยังไม่เคยได้ลิ้มรสเหมาไถสักคำเลย
“งั้นก็ดีแล้ว”
สวี่เหมียวเหมียวขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัว พร้อมกับหลิวเหวินจวิ้น คอยดูของไปด้วยกัน
เมื่อเกวียนวัวกลับเข้าหมู่บ้าน ข่าวว่าลูกชายคนโตของสวี่เหมียวเหมียวกำลังจะหมั้นก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านทันที กลายเป็นหัวข้อสนทนายอดฮิตของทุกคน
ส่วนใหญ่ก็พูดกันด้วยความอิจฉาว่า ลูกสาวบ้านนั้นช่างมีวาสนาดีจริงๆ ที่ได้แต่งเข้าบ้านของสวี่เหมียวเหมียว
อีกทั้งยังพูดถึงความใจกว้างของสวี่เหมียวเหมียว ที่ซื้อของดีๆมากมายขนาดนี้ บ้านไหนก็เทียบไม่ได้
เมื่อหลิวซิ่งเอ๋อร์ได้ยินข่าวนี้ เธอกัดริมฝีปากแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเจ็บ
ถ้าวันนั้นเธอเลือกเหวินซิน หรือไม่รีบร้อนแต่งงานเร็วเกินไป ของทั้งหมดพวกนี้ก็คงเป็นของเธอ และคนที่ทั้งหมู่บ้านอิจฉาก็คงเป็นเธอเช่นกัน
เช้าวันที่สวี่เหมียวเหมียวจะไปหมั้นที่หมู่บ้านสวี่เจีย หลี่หงอิงและหลิวเต๋อซิงก็มาหา
ทั้งสองคนพูดกำชับเรื่องต่างๆมากมาย ทั้งมารยาทและรายละเอียดต่างๆ สวี่เหมียวเหมียวก็พยักหน้ารับทีละอย่าง
เธอให้หลิวเหวินซินยกของทั้งหมดขึ้นไปบนรถแทรกเตอร์ จัดวางให้เรียบร้อย
เมื่อวานเธอให้หลิวเหวินซินไปบอกเจ้าของร้านในอำเภอกั่วซานแล้วว่า วันนี้ที่บ้านมีธุระ จึงไม่ไปส่งของ ถ้ามีเวลาจะมารับเองก็ได้ ถ้าไม่สะดวกก็รออีกวัน
เพราะเรื่องของเขา ทำให้ที่บ้านเสียรายได้ไปไม่น้อย แถมยังต้องใช้เงินไปมากมาย หลิวเหวินซินจึงรู้สึกผิดอยู่ในใจ
หลิวเหวินซินเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ ส่วนสวี่เหมียวเหมียวนั่งไปด้วย พวกเขาไปกันแค่สองคน พอถึงหมู่บ้านสวี่เจีย ค่อยให้พ่อแม่เธอไปด้วยก็พอ ไม่จำเป็นต้องไปกันเยอะ แค่สองครอบครัวนั่งกินข้าวด้วยกันก็พอแล้ว
พวกเขาออกไปแต่เช้า ตอนที่รถแทรกเตอร์ปรากฏตัวที่ทางเข้าหมู่บ้านสวี่เจีย ชาวบ้านเพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จ กำลังจะออกไปทำนา
สวี่ชุ่ยจูรู้ว่าลูกสาวจะมาในวันนี้ จึงมายืนรออยู่ที่หน้าบ้านตั้งแต่เช้า เมื่อหลิวเหวินซินขับรถแทรกเตอร์ที่บรรทุกของเต็มคันมาจอด ผู้คนที่มามุงดูความคึกคักก็มีไม่น้อย
“แม่ หนูมาแล้ว”
สวี่เหมียวเหมียวลงจากรถแทรกเตอร์ พลางจับเอวเล็กน้อย
“เถี่ยจู้ ออกมาเร็ว!”
สวี่ชุ่ยจูตะโกนเรียกคนในบ้าน แล้วช่วยยกของลงจากรถ
คนในบ้านได้ยินเสียงก็พากันวิ่งออกมาดู เมื่อเห็นของบนรถแทรกเตอร์ ทุกคนก็อึ้งไปทันที
มันเยอะเกินไปแล้ว! แม้แต่สวี่ชุ่ยจูที่เห็นของเต็มลานบ้านยัง.อดพูดไม่ได้
“เหมียวเหมียว มันจะเยอะเกินไปไหม?”
ของทุกอย่างมีจำนวนมาก โดยเฉพาะขนมปังที่บรรจุมาเต็มถึงห้าถุงใหญ่
สวี่เหมียวเหมียวยกถุงขนมปังหนึ่งถุงยัดใส่อ้อมแขนแม่
“แม่ ขนมปังพวกนี้หนูเอามาให้แม่กิน”
จากนั้นเธอก็หยิบเหมาไถออกมาหนึ่งขวดส่งให้สวี่เถี่ยจู้
“พ่อ อันนี้ให้พ่อ”
สวี่เถี่ยจู้ไม่รู้หนังสือที่อยู่บนขวด แต่เขาจำขวดเหล้าได้
นี่มันเหมาไถ!
เขารีบโบกมือปฏิเสธทันที
“ไม่ได้ ไม่ได้ เอาไปให้บ้านลุงเหยียนเถอะ พ่อรับไม่ได้”
“พ่อ หนูเอามาเยอะ นี่เตรียมไว้ให้พ่อกับแม่”
สวี่เหมียวเหมียวยัดใส่มือเขาอย่างไม่ให้ปฏิเสธ ท่าทางออกจะหยาบไปหน่อย สวี่เถี่ยจู้กลัวว่าขวดจะตกแตกจึงรีบกอดเอาไว้แน่น
เขาตื่นเต้นมาก ลูบขวดเหมาไถอย่างทะนุถนอม
“พ่อแม่ รีบเอาของไปเก็บในบ้านก่อน พวกเราต้องไปแล้ว”
สวี่เหมียวเหมียวเร่ง ไปถึงเร็วหน่อยย่อมดีกว่า จะได้ดูจริงใจ
“ได้ๆๆ”
สวี่เถี่ยจู้รีบเอาเหมาไถสองขวดไปซ่อนไว้ในตู้ในห้องของตัวเองแล้วล็อกกุญแจทันที สวี่ชุ่ยจูหยิบถุงขนมปังถุงหนึ่งส่งให้ลูกสะใภ้คนรองอวี๋หรู
“เอาไปเก็บในห้องฉัน ถ้าฉันยังไม่กลับมา ห้ามใครแตะต้อง”
พูดจบเธอยังเหลือบมองลูกสะใภ้คนโต หลี่เหมยเหลียน อย่างมีนัย เห็นได้ชัดว่าคำพูดนั้นตั้งใจให้เธอได้ยิน
สวี่เถี่ยจู้ถือเหมาไถสองขวด หลิวเหวินซินถือบุหรี่สองคาร์ตัน สวี่เหมียวเหมียวกับสวี่เมิ่งถือถุงขนมปัง ส่วนไก่กับเป็ดนั้น สวี่ต้าเฉียงกับสวี่เอ้อเฉียงเป็นคนจับไว้ ผูกไว้กับเชือกเส้นเดียวจึงหนีไปไหนไม่ได้ สวี่เหลียง ลูกชายคนโตของสวี่เอ้อเฉียงถือเสื้อผ้าสองชุด
คณะของพวกเขาเดินผ่านสายตาของชาวบ้านในหมู่บ้านสวี่เจียไปยังบ้านของสวี่เหยียน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสิบกว่าหลังคาเรือน
สวี่เหยียนได้ยินข่าวตั้งแต่แรกแล้ว แต่เขาไม่กล้าออกไปดูความคึกคัก ได้แต่เดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายในลานบ้าน
สวี่ฉีเองก็เขินจนหลบอยู่ในห้องตั้งแต่เช้า ไม่นานคณะของสวี่เหมียวเหมียวก็มาถึงหน้าบ้านสวี่เหยียน สองครอบครัวทักทายกันอย่าง.อบอุ่น แล้วเชิญกันเข้าไปในบ้าน
ชาวบ้านที่มายืนดูหน้าประตูก็ค่อยๆแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง หลัวเหมยกับสามีมองของที่อีกฝ่ายนำมาให้มากมาย ในใจก็ยิ่งพอใจ นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายให้ความสำคัญกับลูกสาวของพวกเขา
พวกเขามองสวี่เหมียวเหมียวใหม่อีกครั้ง ไม่คิดว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะจัดการเรื่องต่างๆได้เด็ดขาดแบบนี้ ไม่ขี้เหนียวเลย
มื้อเที่ยงกินกันที่บ้านสวี่เหยียน
บนโต๊ะอาหาร ทั้งสองฝ่ายคุยกันถึงเรื่องการแต่งงานของหลิวเหวินซินกับสวี่ฉีอย่างละเอียด
สวี่เหยียนกับภรรยามีลูกสาวเพียงคนเดียว เดิมทีตั้งใจจะเรียกสินสอดมากหน่อยให้ลูกสาวเก็บไว้
แต่เมื่อเห็นท่าทีของสวี่เหมียวเหมียว รวมถึงของที่นำมาให้ซึ่งมีมูลค่าไม่น้อย พวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนใจทันที
สินสอดขอเพียงหนึ่งร้อยหยวนเป็นพิธีพอ
สวี่เหมียวเหมียวกลับรู้สึกเกรงใจ เพราะมันน้อยเกินไป โดยปกติในชนบท สินสอดอย่างน้อยก็ต้องห้าหกร้อยหยวน บางบ้านก็เป็นพัน เธอจึงเสนอเพิ่ม สุดท้ายตกลงกันที่สองร้อยหยวน
ตอนแรกครอบครัวสวี่เหยียนเกรงว่าสวี่เหมียวเหมียวเป็นหม้าย บ้านอาจไม่มีเงิน จึงไม่ได้พูดถึง “สามสิ่งสำคัญ” เลย
แต่แม้พวกเขาไม่พูด สวี่เหมียวเหมียวกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง
เธอไม่ได้อธิบายละเอียด เพียงบอกว่า สิ่งที่บ้านอื่นมี เธอก็จะซื้อให้เหมือนกัน
ในที่สุดก็กำหนดวันแต่งงานไว้ครึ่งปีให้หลัง
ประมาณเดือนสามหรือสี่ของปีหน้า พอดีเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศไม่หนาวแล้ว เรื่องทั้งหมดจึงตกลงกันเรียบร้อย
หลังจากกินข้าวเสร็จไม่นาน สวี่เหมียวเหมียวก็พาหลิวเหวินซินขับรถแทรกเตอร์กลับบ้าน
หน้าประตูบ้าน หลัวเหมยยืนคุยกับสวี่ชุ่ยจู
“ตอนนี้เหมียวเหมียวต้องลำบากไม่น้อยเลยนะ อยู่คนเดียวต้องเลี้ยงลูกชายตั้งสี่คน คงต้องเหนื่อยมากแน่ๆ”
สวี่ชุ่ยจูพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ เหนื่อยมากเลย ที่บ้านเปิดโรงทำขนมปัง แล้วยังมีลูกสองคนกำลังเรียนหนังสืออีก ทุกวันยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพัก ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านฉันก็มีงานเยอะ ฉันคงไปช่วยเธอแล้ว”
บทที่ 57: ซุนฟางฟางตกใจจนตัวสั่นเพราะจวี๋เป่า
“โรงทำขนมปัง? เรียนหนังสือ?”
หลัวเหมยขมวดคิ้วอย่างสงสัย สวี่ชุ่ยจูมองเธอด้วยความประหลาดใจ
“เธอไม่รู้หรือ? ขนมปังที่ขายแพงๆบนถนนนั่นแหละ เป็นของที่บ้านเหมียวเหมียวทำ ลูกชายคนที่สองกับคนที่สี่ของเธอก็เรียนอยู่ในอำเภอด้วยนะ”
เธอนึกว่าครอบครัวหลัวเหมยคงสืบเรื่องราวมาอย่างละเอียดแล้ว ที่ไหนได้กลับไม่รู้อะไรเลย
ดีแล้ว ดีจริงๆ ครอบครัวสกุลเหยียนเห็นค่าของเหวินซินในฐานะคน ไม่ได้สนใจเงินของบ้านเหมียวเหมียว ยิ่งคิดสวี่ชุ่ยจูก็ยิ่งรู้สึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก
ชีวิตของสวี่เหมียวเหมียวกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง วันนี้เธอไปตลาดนัด จุดประสงค์หลักคืออยากซื้อลูกไก่เพิ่มอีกหน่อย
เธอไปคนเดียว พอถึงตลาดก็หามุมที่ไม่มีคน จากนั้นซื้อลูกไก่ห้าร้อยตัวจากระบบ พร้อมทั้งซื้อกรงมาด้วย
เมื่อกลับถึงบ้าน สวี่เหมียวเหมียวก็ไปหาพ่อสามี หลิวเต๋อซิง ทั้งสองช่วยกันนำลูกไก่ไปปล่อยไว้ในบริเวณที่กั้นไว้สำหรับเลี้ยงไก่บนภูเขา
หลังจากจัดการเรียบร้อย ทั้งสองก็กลับมาบ้านแล้วจับกระต่ายจากหลังบ้านไปปล่อยเลี้ยงบนภูเขาด้วย
กระต่ายขยายพันธุ์เร็วมาก ตอนนี้มีหลายร้อยตัวแล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานคงเต็มภูเขาแน่
โชคดีที่พื้นที่สำหรับกระต่ายกว้างพอ จะให้มันแพร่พันธุ์ยังไงก็ได้
สวี่เหมียวเหมียวพูดกับหลิวเต๋อซิง
“พ่อ หนูคิดว่าจะให้พ่อกับพี่ใหญ่ช่วยดูแลภูเขาลูกนี้ ให้อาหารไก่ ทำความสะอาดคอกไก่ เลี้ยงกระต่าย พวกนี้ต้องมีคนดูแล
พี่ใหญ่ให้วันละสองหยวน ไม่รวมอาหาร ส่วนพ่อให้สองหยวนเหมือนกัน แต่มีข้าวกลางวันหนึ่งมื้อ พ่อว่าไงคะ?”
“ไม่มีปัญหา” หลิวเต๋อซิงตอบทันที
เขาอยากช่วยลูกสะใภ้คนที่สามอยู่แล้ว กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอะไรให้เธอดี
“แล้วพี่ใหญ่ล่ะ?”
“เขาก็ไม่มีปัญหา วางใจได้” หลิวเต๋อซิงรับปาก
สวี่เหมียวเหมียวคิดอีกครู่แล้วพูดต่อ
“พ่อ หนูคิดว่าจะสร้างบ้านเล็กๆใกล้ภูเขาไว้หนึ่งหลัง ถึงตอนนั้นต้องมีคนเฝ้า ค่าจ้างวันละสองหยวน พร้อมอาหารสามมื้อ พ่อช่วยดูหน่อยว่ามีใครเหมาะไหม”
ตาของหลิวเต๋อซิงเป็นประกายทันที
“ไม่ต้องหาคนอื่น ให้พ่อเฝ้าเอง วันละสองหยวน พร้อมอาหารสามมื้อก็พอแล้ว”
แบบนี้เขาก็จะได้กินข้าวที่ลูกสะใภ้คนที่สามทำวันละสามมื้อแล้ว คิดแล้วก็มีความสุข!
สุดท้ายด้วยความยืนกรานของหลิวเต๋อซิง เรื่องนี้ก็ถูกตัดสินใจตามนั้น
การสร้างบ้านเล็กๆหลังหนึ่งไม่จำเป็นต้องให้สวี่เหมียวเหมียวไปหาผู้ใหญ่บ้าน หลิวเต๋อซิงพาลูกชายสองคนกับหลานๆมาช่วยกันสร้างเอง
วัสดุยังเหลือจากครั้งก่อน จึงไม่ต้องซื้อเพิ่ม บ้านจึงสร้างเสร็จอย่างรวดเร็ว หลิวเต๋อซิงย้ายเข้าไปอยู่ด้วยความดีใจ
วันหนึ่ง ขณะที่สวี่เหมียวเหมียวกำลังจัดสวนผักอยู่หน้าบ้าน ซุนฟางฟางก็เดินเข้ามา
“น้องสะใภ้ กำลังยุ่งอยู่หรือ?”
สวี่เหมียวเหมียวเหลือบมองเธอ แล้วตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจ
“อืม”
ซุนฟางฟางกำลังจะเดินเข้ามาในลานบ้าน แต่จู่ๆก็ถูก ‘จวี๋เป่า’ ในลานบ้านทำให้ตกใจแทบสิ้นสติ
ขาเธออ่อนจนแทบล้ม ถ้าไม่ได้จับกรอบประตูไว้คงล้มไปแล้ว
เธอสั่นเทา ชี้ไปที่จวี๋เป่าด้วยความหวาดกลัว
“เสือ! เสือ! เสืออยู่ตรงนั้น! รีบหนี!”
เธอกรีดร้องเสียงดัง อยากจะวิ่งหนี แต่ขาทั้งสองเหมือนถูกตรึงอยู่กับพื้น ขยับไม่ได้เลย
สวี่เหมียวเหมียวหันกลับมาดู ที่แท้จวี๋เป่าออกมานั่นเอง
ก่อนหน้านี้มันนอนอยู่ในห้องของเธอ คงได้ยินเสียงในลานบ้านเลยออกมาดู
ปกติแล้วเธอจะให้จวี๋เป่าเล่นอยู่ในหลังบ้าน เพื่อไม่ให้มันทำให้คนอื่นตกใจ
ชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าสวี่เหมียวเหมียวเลี้ยงแค่แมวสีส้มตัวหนึ่ง จึงไม่ค่อยมีใครเห็นจวี๋เป่าที่ตอนนี้โตขึ้นมากแล้ว
“ไม่ต้องกลัวหรอก จวี๋เป่าไม่กัดคน” สวี่เหมียวเหมียวปลอบอย่างใจดี
ตั้งแต่เลี้ยงมา จวี๋เป่าไม่เคยกินเนื้อดิบเลย อยู่กับเธอมาตลอด นิสัยก็อ่อนโยน ไม่เคยกัดใคร
“จวี๋เป่า? น้องสะใภ้ นี่…นี่เสือที่เธอเลี้ยงไว้หรือ?”
ซุนฟางฟางเพิ่งได้สติ
“เธอไม่ได้เลี้ยงแมวสีส้มหรือ ทำไมกลายเป็นเสือไปได้?”
มันเป็นไปไม่ได้!
เธอเคยเห็นแมวตัวนั้นมาก่อน มันไม่น่าจะเป็นเสือตัวนี้
จวี๋เป่าวิ่งเข้ามาถูแขนสวี่เหมียวเหมียวอย่างสนิทสนม สวี่เหมียวเหมียวลูบขนมัน
“ใช่ ฉันเลี้ยงเองนี่แหละ แต่ฉันไม่เคยบอกสักหน่อยว่าจวี๋เป่าเป็นแมว” เป็นชาวบ้านต่างหากที่คิดกันไปเอง
ขาของซุนฟางฟางสั่นหนักกว่าเดิม น้องสะใภ้คนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ถึงกับเลี้ยงเสือ!
สวี่เหมียวเหมียวมองซุนฟางฟางที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู ก่อนจะตบหัวจวี๋เป่าเบาๆ
“กลับไปเล่นข้างหลังเถอะ ตอนเย็นจะทำของอร่อยให้กิน”
จวี๋เป่ามองซุนฟางฟางแวบหนึ่ง เอียงหัวเหมือนไม่ค่อยพอใจ แต่สุดท้ายก็เชื่อฟัง เดินกลับไปหลังบ้าน
สวี่เหมียวเหมียวกลับไปจัดสวนผักต่อ เธอเก็บก้อนหินและกิ่งไม้ในดินออกก่อน รอให้ลูกชายคนโตกลับจากส่งของแล้วค่อยจัดสวนต่อ
เธอคิดไว้แล้วว่าจะทำสวนออกมาแบบไหน
สมัยก่อนตอนอยู่ในเมือง เธอมักจะจินตนาการว่าถ้าได้ซื้อบ้านที่มีลานหรือระเบียง จะปลูกดอกไม้ ปลูกผัก ทุกวันมีผักสดกิน มีดอกไม้ให้ดูเปลี่ยนอารมณ์
แต่บ้านแบบนั้นแพงมาก ตอนนั้นเธอไม่มีเงิน ได้แต่คิดฝัน ตอนนี้เธอไม่เพียงมีลานหน้าบ้านใหญ่ ยังมีลานหลังบ้านอีก ดีกว่าบ้านในเมืองเสียอีก
บรรยากาศชนบทแบบนี้ เมืองใหญ่เทียบไม่ได้เลย
เมื่อเทียบกับชีวิตในเมืองที่วุ่นวาย มีรถราแน่นถนน เธอกลับชอบชีวิตชนบทที่เงียบสงบมากกว่า
ทุกเย็นสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ตก เห็นภูเขา เห็นทุ่งนา ชีวิตแบบนี้ช่างดีจริงๆ ยิ่งเคยผ่านความวุ่นวายในเมืองมากเท่าไร ใจก็ยิ่งโหยหาชีวิตชนบทมากขึ้นเท่านั้น
ซุนฟางฟางในที่สุดก็จับกรอบประตูแล้วลุกขึ้นยืนได้ เธอมองไปทางหลังบ้านอย่างระแวง พอไม่เห็นจวี๋เป่าแล้วจึงถอนหายใจโล่ง.อก
“น้องสะใภ้ ฉันถามจริงๆเถอะ เธอเลี้ยงเสือไว้ทำไม ถ้ามันกัดคนในหมู่บ้านขึ้นมาจะทำยังไง ถ้ามันทำร้ายเธอเองล่ะ ฉันว่าเธอรีบปล่อยมันกลับเข้าป่าไปเถอะ ไม่อย่างนั้นต้องเกิดเรื่องแน่”
ตอนนี้ขาของเธอยังอ่อนอยู่เลย ถ้าไม่ใช่เพราะมีธุระจะพูด เธอคงหนีไปนานแล้ว
สวี่เหมียวเหมียวไม่อยากฟังคำพูดไร้สาระแบบนี้ เธอพูดอย่างไม่อดทน
“ถ้าพี่สะใภ้รองไม่มีธุระอะไร ก็หลบหน่อย อย่ามาขวางฉันทำงาน”
ซุนฟางฟางรีบพูด
“มีสิ มี ฉันมาวันนี้เพราะมีเรื่องอยากปรึกษาเธอ”
เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง ไม่รู้จะเปิดปากอย่างไร อยากให้สวี่เหมียวเหมียวถามต่อ แต่สวี่เหมียวเหมียวไม่เคยเล่นตามบท
“ถ้าพี่สะใภ้รองมีเรื่องตัดสินใจไม่ได้ ก็ไปปรึกษาแม่เถอะ จะมาคุยกับฉันทำไม”
พูดจบสวี่เหมียวเหมียวก็ลุกขึ้น บิดเอวเล็กน้อย
“ฉันเหนื่อยแล้ว ไม่รับแขกนะ”
ซุนฟางฟางรีบร้อน รีบเดินตามไป
“น้องสะใภ้ จริงๆแล้วฉันแค่อยากถามว่า ที่นี่มีงานอะไรให้ฉันกับพี่รองของเธอทำไหม? พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ แล้วก็อี้หู่ ต่างก็มีงานทำกันหมดแล้ว พ่อแม่ก็มี มีแค่ฉันกับพี่รองที่ยังว่างอยู่ พวกเราก็อยากหางานทำบ้าง”
เธอได้ยินมาว่า รายได้ของบ้านพี่ใหญ่ แม่สามีเก็บแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งพวกเขาเก็บไว้เป็นเงินส่วนตัวของตัวเอง
บทที่ 58: ก้มหน้ากินอย่างบ้าคลั่ง
ถ้าคิดรวมทั้งเดือนก็สามารถเก็บเงินได้ไม่น้อยเลย แต่บ้านของเธอมีแค่เซี่ยฮวาที่มาช่วยทำงาน ค่าจ้างก็ไม่ได้มาก ซุนฟางฟางจึงร้อนใจจนปากเป็นแผลมาหลายวันแล้ว
สวี่เหมียวเหมียวรู้มาตลอดว่าพี่สะใภ้รองคนนี้คิดอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้ก็เคยมาพูดเรื่องนี้กับเธอครั้งหนึ่งแล้ว แต่ตอนนั้นแม่สามีปฏิเสธทันที
ตอนนี้กลับมาพูดอีกครั้ง คงเป็นเพราะเห็นว่าพี่ใหญ่ได้ไปช่วยเธอดูแลภูเขา สวี่เหมียวเหมียวจึงตอบอย่างสุภาพ
“พี่สะใภ้รอง ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากจัดงานให้พวกพี่ทำ แต่ตอนนี้มันยังไม่มีงานที่เหมาะจริงๆ แบบนี้แล้วกัน ถ้าภายหน้าโรงขนมปังต้องการคนเพิ่ม ฉันจะเรียกพวกพี่นะ”
จริงๆแล้ว การให้ซุนฟางฟางเข้าไปทำงานในโรงขนมปังก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่คนอย่างซุนฟางฟางเจ้าเล่ห์เกินไป คอยจับตาดูยังไงก็คงไม่ทัน แทนที่จะสร้างปัญหาให้ตัวเอง สู้ไม่ให้เข้ามาตั้งแต่แรกจะดีกว่า
“งั้นก็ได้” ซุนฟางฟางเดินออกไปอย่างผิดหวัง
เฮ้อ ถ้ารู้แบบนี้ ตอนก่อนหน้านี้เธอคงทำดีกับสวี่เหมียวเหมียวมากกว่านี้ ตอนนี้คงไม่ต้องเป็นแบบนี้
ก็แค่หางานให้เธอกับต้าซานสักอย่าง จำเป็นต้องปฏิเสธหลายครั้งขนาดนั้นหรือ
เธอจ้างคนงานตั้งมากมาย จะเพิ่มพวกเขาสองคนอีกสักหน่อยไม่ได้หรือ สวี่เหมียวเหมียวคงยังโกรธเธออยู่ ช่างเป็นคนใจแคบจริงๆ
หลังจากซุนฟางฟางไปแล้ว สวี่เหมียวเหมียวกลับไปพักสักครู่ ไม่นานก็ได้ยินเสียงเคาะประตู พอออกไปดูก็หน้าดำทันที
คนนี้ยังไม่ยอมแพ้อีกหรือ ยังกล้ามาอีก!
“คุณมาทำอะไร ฉันบอกแล้วว่าขนมปังจะไม่ขายให้คุณ”
หลิวจื้อเฉียงรีบก้าวเข้ามาก่อนที่เธอจะปิดประตู
“ผมไม่ได้มาซื้อขนมปัง ครั้งนี้ผมอยากซื้อสูตรขนมปังของคุณ คุณวางใจได้ ราคาจะไม่ต่ำแน่นอน”
เขาคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมขายขนมปัง งั้นเขาก็แก้ปัญหาที่ต้นตอเลย
สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเยาะ
“กลางวันแสกๆพูดเพ้ออะไร ขนมปังฉันยังไม่ขายให้คุณ แล้วสูตรจะขายให้ได้ยังไง”
สำหรับคนอย่างหลิวจื้อเฉียง ถ้าเขารู้สูตรขนมปังเมื่อไร ธุรกิจขนมปังของเธอก็คงจบสิ้น
“สองหมื่นหยวน ผมให้คุณสองหมื่นหยวน แค่สอนผมทำก็พอ ผมเรียนรู้เสร็จคุณก็ยังขายของคุณได้ เงินนี้คุณถือว่าได้เปล่าๆ ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย…” หลิวจื้อเฉียงเสนอราคา
ปัง!
ระหว่างที่เขาพูดพลางถอยหลัง ประตูบ้านก็ปิดใส่หน้าเขาอย่างแรง
หลิวจื้อเฉียงมองประตูด้วยสายตาโหดเหี้ยม ไม่กินเหล้าคารวะก็ต้องกินเหล้าลงโทษสินะ
ดีมาก ยัยผู้หญิงต่ำต้อย ฉันอยากรู้จริงๆว่าเธอจะทนได้อีกนานแค่ไหน
หลิวจื้อเฉียงขับรถออกไปด้วยความอึดอัดใจ
“เป็นยังไง ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ยอมอีกเหรอ”
จางเซี่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“อืม”
หลิวจื้อเฉียงตอบเสียงต่ำอย่างหงุดหงิด ความอัดอั้นในใจระบายไม่ออก
ข้างๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ยังพูดไม่หยุด ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากขึ้น
เขาเหยียบคันเร่งเต็มแรง ขับรถเข้าไปในป่าเล็กๆข้างทาง ทั้งสองคนไม่ลงจากรถ ไม่นานก็มีเสียงครางดังขึ้นในรถ
ผ่านไปพักใหญ่ ความอึดอัดในใจของหลิวจื้อเฉียงก็หายไปในที่สุด
ตอนนี้เพิ่งจะห้าโมงกว่า สวี่เหมียวเหมียวเริ่มเตรียมอาหารเย็นแล้ว
คืนนี้หลิวเหวินเซ่าและหลิวเหวินเล่อจะกลับบ้าน สามารถพักที่บ้านได้สองวัน เธอจึงอยากทำของอร่อยให้พวกเขากิน
สวี่เหมียวเหมียวซื้อซี่โครงหมูห้าจินจากระบบ ตั้งใจเอาสามจินมาทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ซื้อหมูสามชั้นอีกสามจินทำพริกยัดไส้หมู ยังมีปลาชิงเจียงอีกตัว เตรียมทำปลาย่าง
ทุกชนิดล้วนเป็นอาหารเนื้อ เธอจึงไปเด็ดผักกาดหอมจากสวนมาทำผัดผักกาดหอม เพื่อให้กินแล้วไม่เลี่ยน
อาหารหลักก็หุงข้าว เธอไม่กินก็ได้ แต่ลูกชายหลายคนต้องกิน พวกเขาย่อยเร็ว ไม่ต้องกลัวอ้วน
สวี่เหมียวเหมียวทำอาหารอยู่หน้าเตา หลิวเหวินจวิ้นนั่งก่อไฟอยู่ด้านล่าง ทั้งสองช่วยกันอยู่นานกว่าจะทำอาหารเสร็จทั้งหมด
หลิวเหวินจวิ้นมองหม้ออาหารแล้วน้ำลายแทบไหล
“แม่ ฝีมือทำอาหารของแม่ระดับเชฟเลยนะ แค่กลิ่นก็หอมมาก ถ้าผมหาเมียที่ทำกับข้าวเก่งเหมือนแม่ได้ก็คงดี”
คำพูดนี้ทำให้สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ
“หยุดเลย ถ้าอยากกินก็เรียนทำกับข้าวกับแม่เอง ไม่อย่างนั้นก็อย่ากิน ยังไม่ทันมีเมียก็คิดจะให้เมียทำกับข้าวแล้ว แบบนี้หาแฟนยากนะ”
หลิวเหวินจวิ้นเกาหัวอย่างเขิน
“แม่ ผมก็แค่พูดเล่น จริงๆแค่ชมว่าแม่ทำอาหารอร่อย”
สวี่เหมียวเหมียวปิดฝาหม้อ
“พอเถอะ ปากหวานเหมือนทาน้ำผึ้งมา”
เธอล้างมือแล้วรอให้สองหนุ่มกลับมาจะได้กินข้าว
หลิวเหวินซินกำลังผ่าฟืนอยู่ในลานบ้าน กลิ่นอาหารลอยมา ทำให้เขากลืนน้ำลาย แค่ได้กลิ่นก็รู้สึกมีแรงขึ้นมา ขวานในมือฟันลงไปทีละที ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
“พี่ใหญ่ ผมกลับมาแล้ว!”
หลิวเหวินเล่อกระโดดลงจากจักรยานแล้ววิ่งเข้าหาพี่ชาย หลิวเหวินซินรีบวางขวานแล้วอุ้มเขาขึ้น
“ไปล้างมือ เตรียมกินข้าว”
หลิวเหวินเล่อสูดกลิ่นอาหารอย่างมีความสุข จากนั้นก็วิ่งเข้าครัวทันที
เขาวิ่งเข้าไปกอดสวี่เหมียวเหมียว
“แม่ แม่ดีที่สุดเลย ทำของอร่อยให้ผมกินทุกวัน” เขารู้สึกมีความสุขมาก
สวี่เหมียวเหมียวหยิกจมูกเขาเบาๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยน
“แน่นอนสิ ลูกเป็นลูกของแม่ แม่ไม่ทำให้ลูกแล้วจะทำให้ใคร? ไปล้างมือ แล้วไปเรียกปู่กับย่ามากินข้าว”
“ได้ครับ!”
หลิวเหวินเล่อวิ่งไปหลังบ้าน ตะโกนไปทางภูเขาเล็กๆ
“คุณปู่ รีบลงมา ถึงเวลากินข้าวแล้ว!”
“รู้แล้ว!” หลิวเต๋อซิงตบฝุ่นออกจากตัวแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม
หลังจากนั้น หลิวเหวินเล่อก็วิ่งไปที่บ้านเก่าแล้วลากหลี่หงอิงมาด้วย
หลี่หงอิงมองสวี่เหมียวเหมียวอย่างจนใจ
“สะใภ้สาม ทำไมเรียกฉันมากินข้าวอีก ฉันกำลังทำกับข้าวอยู่ที่บ้านเลย ต่อไปพวกเธอกินกันเถอะ ไม่ต้องเรียกฉัน”
สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ
“แม่ วันนี้ลูกๆกลับบ้าน ฉันทำของอร่อยไว้ เรียกแม่มากินจะได้ไม่ต้องเอาไปส่ง ยังไงพ่อก็กินที่นี่อยู่แล้ว”
พูดจบเธอก็ยกอาหารไปวางที่ห้องโถง
“รีบล้างมือแล้วมาช่วยยกกับข้าว”
หลิวเต๋อซิงเร่งภรรยาเหมือนตัวเองเป็นเจ้าบ้าน ทำเอาหลี่หงอิงถลึงตาใส่เขา
บนโต๊ะอาหาร ทุกคนก้มหน้ากินอย่างเอาเป็นเอาตาย แทบไม่มีเวลาพูดอะไร โดยเฉพาะเด็กๆ
แต่ละคนเหมือนผีอดตายมาเกิด ก้มหน้ากินไม่หยุด
สวี่เหมียวเหมียวถอนหายใจ
“ปกติแม่ให้พวกแก.อดอาหารหรือยังไง ทำไมเหมือนแปดร้อยปีไม่เคยกินข้าว”
หลิวเหวินเล่อเงยหน้าจากชาม
“ไม่ใช่นะแม่ ผมกินอิ่มทุกวัน แค่ข้าวกลางวันที่โรงเรียนไม่อร่อย แต่เช้ากับเย็นอร่อยมาก อาหารที่แม่ทำอร่อยที่สุด”
เขาเลียริมฝีปากแล้วหยิบปีกไก่อีกชิ้นใส่ปาก หลิวเหวินเซ่าพูดเสริม
“เหวินเล่อพูดถูก อาหารในโรงอาหารไม่มีรสชาติเลย น้ำมันก็น้อย เกลือก็น้อย เหมือนต้มในน้ำเปล่า”
เมื่อเทียบกับพี่น้องคนอื่นๆ เขากินอย่างสุภาพที่สุดแล้ว
บทที่ 59: เอ้อร์หมาจื่อพูดความจริง
ความจริงแล้ว อาหารของโรงเรียนก็ไม่ได้แย่อะไรนัก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน แค่มีอะไรให้กินและกินให้อิ่มก็ถือว่าดีมากแล้ว เขาไม่เคยสนใจเลยว่าอาหารจะอร่อยหรือไม่ แต่ตอนนี้ประสาทรับรสของพี่น้องตระกูลหลิว ถูกสวี่เหมียวเหมียวเลี้ยงจนจู้จี้ไปแล้ว
หลิวเหวินซินฟังพวกเขาพูดก็พยักหน้าไม่หยุด แต่ปากก็ยังไม่หยุดเคี้ยว กินอย่างเอร็ดอร่อย
“ยังไงผมกับน้องสามก็โชคดีที่สุด ได้กินข้าวที่แม่ทำทุกวัน”
หลิวเต๋อซิงพูดขึ้นมาทันที
“ฉันก็เหมือนกัน!”
ตอนนี้เขาใช้ชีวิตอย่างที่ฝันไว้แล้ว กลางวันก็ให้อาหารไก่ เลี้ยงกระต่าย วันละสามมื้อกินดีกว่าฮ่องเต้เสียอีก
ไม่เพียงมีเงินเดือน งานก็ไม่หนัก ตอนกลางคืนก็นอนหลับสบาย คนแก่ในหมู่บ้านหลายคนอิจฉาเขาจนตาแดงแล้ว
หลี่หงอิงส่ายหัว พวกนี้แต่ละคนจริงๆเลย
แต่พูดกันตามตรง ฝีมือทำอาหารของสะใภ้สามนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ เทียบได้กับเชฟใหญ่เลย
ไม่สิ อร่อยกว่าเชฟอีก!
ภายใต้คำชมสารพัดของทุกคน รอยยิ้มของสวี่เหมียวเหมียวแทบไม่หุบเลย ก็ใครจะไม่ชอบฟังคำชมแบบนี้ล่ะ
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินจวิ้นก็ช่วยกันเก็บชามล้างจาน จากนั้นก็ไปต้มน้ำอาบ
สวี่เหมียวเหมียวเดินเล่นอยู่ในลานบ้านเพื่อย่อยอาหาร
กลางดึก จู่ๆสวี่เหมียวเหมียวก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง เธอลุกขึ้นนั่งทันที ในใจเกิดความรู้สึกไม่ดี
เธอรีบลุกจากเตียงแล้วออกไปดู ทันทีที่เปิดประตู ก็เห็นลูกชายหลายคนออกมาจากห้องเช่นกัน
“เหมือนจะเป็นเสียงจากทางโรงขนมปัง เรารีบไปดูเถอะ ว่าหยูหางเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
สวี่เหมียวเหมียวพูดด้วยความกังวล หลิวเหวินจวิ้นตามออกมาแล้วพูด
“ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่เสียงของหยูหางนะ”
เขามักจะเล่นกับหยูหางอยู่บ่อย จึงจำเสียงของอีกฝ่ายได้ดี
พวกเขาเปิดประตูเล็ก ไฟฉายหลายกระบอกส่องไปที่ประตูโกดังของโรงขนมปัง
“เสียงเหมือนจะมาจากข้างใน”
หลิวเหวินซินผลักประตูเบาๆ ประตูก็เปิดออกทันที
ในเวลาเดียวกัน หลิวเต๋อซิงก็ได้ยินเสียงและลงมาจากภูเขาเล็กๆผ่านประตูหลังมาพอดี
ไฟฉายหกกระบอกส่องไปทั่วโกดัง สุดท้ายก็หยุดที่ร่างของคนคนหนึ่งกับเสือหนึ่งตัวบนพื้น
“จวี๋เป่า! มานี่!”
ตอนนั้นจวี๋เป่ากำลังกัดผู้ชายคนนั้นอยู่ แต่ไม่ได้ใช้แรงมาก เหมือนกำลังเล่นเสียมากกว่า บางทีก็ใช้กรงเล็บเขี่ย
เมื่อได้ยินเสียงสวี่เหมียวเหมียวเรียก มันก็รีบวิ่งมาทันที
เหมือนกำลังมาขอคำชม มันส่ายตัวให้เธอลูบหัว แล้วมองไปที่ชายบนพื้นเป็นระยะ
เมื่อไฟฉายส่องไปที่ใบหน้าของชายคนนั้น สีหน้าของหลิวเต๋อซิงก็เปลี่ยนเป็นมืดทันที
ชายคนนี้คือเอ้อร์หมาจื่อ พ่อหม้ายในหมู่บ้าน
“เอ้อร์หมาจื่อ ทำไมนายมาอยู่ที่นี่?”
พอได้ยินเสียงหลิวเต๋อซิง เอ้อร์หมาจื่อก็ร้องไห้โฮทันที เขาลากขาที่บาดเจ็บเข้าไปกอดขาหลิวเต๋อซิง
“ฮือๆๆ มีเสือ ช่วยผมด้วย!”
“หยูหาง?”
หลิวเหวินจวิ้นเห็นหลิวอวี้หางนอนนิ่งอยู่บนเตียงก็ร้องขึ้นทันที
“แกทำอะไรกับหยูหาง!”
เขาตกใจมาก รีบคว้าคอเสื้อเอ้อร์หมาจื่อถาม
“เขา...เขาไม่เป็นไร ผมแค่ทำให้เขาสลบ อีกชั่วโมงหนึ่งก็จะฟื้น”
หลิวเหวินจวิ้นปล่อยมือ จากนั้นก็เตะขาเขาอย่างแรง เท้านั้นเตะไปตรงขาที่จวี๋เป่ากัดจนเลือดไหล
เอ้อร์หมาจื่อร้องลั่น
“โอ๊ย! เจ็บๆๆ เจ็บจะตายแล้ว!”
ไม่นาน เอ้อร์หมาจื่อก็ถูกลากไปที่ลานบ้าน
สวี่เหมียวเหมียวหรี่ตาถาม
“พูดมา แกเข้าไปในโกดังทำไม?”
เอ้อร์หมาจื่อถูกมัดมือมัดเท้านอนอยู่บนพื้น มองดูคนที่ล้อมรอบตัวเขาด้วยความหวาดกลัว
เขาพยายามสงบสติ แล้วจ้องไปที่สวี่เหมียวเหมียว
“แม่ของเหวินซิน นี่มันเป็นความเข้าใจผิด ผมแค่เผลอเข้าไปเอง ปล่อยผมเถอะ”
สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเย็น
“เผลอเข้าไป? กำแพงบ้านฉันสูงขนาดนี้ โกดังยังมีหยูหางเฝ้าอยู่ ตอนนี้หยูหางยังสลบอยู่ แกยังกล้าบอกว่าเข้าใจผิด หน้าใหญ่จริงๆ”
เธอนั่งยองๆลง ไม่รู้เอามีดเล่มเล็กออกมาจากไหน แล้วเอามาถูที่หน้าของเอ้อร์หมาจื่อ
“แกคิดว่า มีดเล่มนี้จะเผลอแทงเข้าคอแกโดยบังเอิญไหม แล้วก็...”
มีดเลื่อนไปที่ลำคอของเขาแล้วหยุด เอ้อร์หมาจื่อตาเบิกกว้าง ความเย็นที่คอทำให้เขารู้ทันทีว่า นี่คือมีดจริง!
“อย่าๆๆ แม่ของเหวินซิน เราคุยกันดีๆก็ได้ เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ผมแค่อยากขโมยขนมปังกินนิดหน่อยเอง คุณอย่าถือโทษผมเลย”
เขาไม่เคยคิดเลยว่าแม่ของเหวินซินที่ดูอ้วนท้วนและนิสัยดี จะโหดขนาดนี้ หยิบมีดขึ้นมาทันทีเหมือนพวกมาเฟีย ทำเขากลัวจริงๆ
เมื่อนึกถึงว่าบ้านนี้ยังเลี้ยงเสือ กางเกงของเอ้อร์หมาจื่อก็เปียกโดยไม่รู้ตัว
สวี่เหมียวเหมียวลุกขึ้นอย่างรังเกียจ เธอเตะเขาอีกที
“ถุย ดูสภาพแกสิ ยังกล้ามาขโมยของที่บ้านฉัน ตาบอดหรือไง? บอกมา ใครส่งแกมา”
ดวงตาของเอ้อร์หมาจื่อกลอกไปมา แล้วร้องไห้
“ไม่มีใครส่งผมมา ผมแค่ได้ยินว่าขนมปังบ้านคุณอร่อย แต่ผมไม่มีเงินซื้อ ก็เลยคิดไม่ดีขึ้นมา”
สวี่เหมียวเหมียวเหยียบลงไปที่ขาที่บาดเจ็บของเขาอย่างแม่นยำ
“ฉันให้โอกาสแกครั้งสุดท้าย ถ้ายังไม่พูดความจริง ต่อไปไม่ต้องเรียกเอ้อร์หมาจื่อแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็นเอ้อร์ขาเป๋ไปเลย!”
พูดจบ เธอก็เพิ่มแรงกด
เอ้อร์หมาจื่อเหงื่อเย็นไหลพราก ความเจ็บปวดทำให้เขาทนไม่ไหว
“ผมพูด! ผมพูด! ผมพูดก็ได้!”
เห็นว่าเธอไม่มีทีท่าจะปล่อย เขารู้สึกเหมือนขาจะขาดจริงๆ จึงรีบตะโกนออกมา
“หลิวจื้อเฉียง! หลิวจื้อเฉียงให้ผมมา เขาให้ผมมาขโมยวัตถุดิบทำขนมปัง เขาบอกว่าจะให้ผมหนึ่งพันหยวน!”
สวี่เหมียวเหมียวได้คำตอบที่ต้องการแล้ว เธอจึงยกเท้าออก
เป็นอย่างที่คิด หลิวจื้อเฉียงสารเลวคนนั้น! ซื้อสูตรไม่ได้ก็เลยใช้วิธีขโมย ช่างเป็นคนเลวจริงๆ
“เหวินซิน เอาผ้าอุดปากมัน แล้วขังไว้ในห้องเก็บฟืน พรุ่งนี้เช้าเอาไปส่งผู้ใหญ่บ้าน”
สวี่เหมียวเหมียวพูดเสียงเย็น
“เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไม่ได้เด็ดขาด”
เธอกลับเข้าห้อง ส่วนเด็กๆก็ช่วยกันลากเอ้อร์หมาจื่อไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน
หลิวเต๋อซิงเดินตามไปตลอดทาง เมื่อเห็นเด็กๆอุดปากเขาแล้วทั้งเตะทั้งต่อย เขาถึงกับกระตุกเปลือกตา
“พอได้แล้ว อย่าตีจนตาย กลับไปนอนกันเถอะ”
หลังจากล็อกประตู เขาก็กลับไปนอนที่ภูเขาเล็กๆ
การกระทำของสะใภ้สามคืนนี้ทำให้เขาตกใจไม่น้อย แต่เมื่อคิดดูว่าผู้หญิงคนหนึ่งต้องเผชิญเรื่องแบบนี้ แล้วยังจัดการได้อย่างใจเย็น ก็ทำให้เขานับถือเธอมากขึ้น
คืนนั้นแทบไม่มีใครหลับ
รุ่งเช้า ท้องฟ้าเริ่มสว่าง พระอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมา สวี่เหมียวเหมียวตื่นขึ้นอย่างสบายๆ
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้ว เธอก็ไปดูเอ้อร์หมาจื่อในห้องเก็บฟืน เห็นเขานอนหลับสนิท บนใบหน้ายังมีรอยยิ้ม บางครั้งยังพึมพำเบาๆ
“สาวสวยจ๋า...ฉันมาแล้ว...”
ดูเหมือนกำลังฝันหวานอยู่เลย
บทที่ 60: ติดตั้งโทรศัพท์
สวี่เหมียวเหมียวถึงกับพูดไม่ออก ในสถานการณ์แบบนี้เอ้อร์หมาจื่อยังหลับสนิท แถมยังฝันหวานได้อีก สมกับเป็นคนไร้หัวใจอันดับหนึ่งของหมู่บ้านจริงๆ และบังเอิญว่าเธอเกลียดคนประเภทหน้าด้านไร้ยางอายแบบนี้ที่สุด
เธอเดินไปที่ครัว ตักน้ำเย็นมาเต็มกะละมัง ดึงถุงเท้าเหม็นๆออกจากปากเอ้อร์หมาจื่อ แล้วเทน้ำลงจากศีรษะเขาอย่างรวดเร็ว
ซ่า—
“น้ำ! น้ำท่วมแล้ว! รีบหนีเร็ว!” เอ้อร์หมาจื่อตื่นสะดุ้ง
พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวถือกะละมังยืนอยู่ตรงหน้า เขาก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองตอนนี้เป็นนักโทษ และเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
ขาของเขาก็เริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้ง
“เหวินซิน ลากเอ้อร์หมาจื่อไปที่ถนนใหญ่ แล้วไปเรียกผู้ใหญ่บ้านมา” สวี่เหมียวเหมียวถือกะละมังเดินจากไป
เอ้อร์หมาจื่อถูกโยนลงบนถนนอย่างหยาบคาย ส่วนหลิวเหวินซินก็ไปตามผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีใครสนใจเขา เอ้อร์หมาจื่อจึงเริ่มร้องโวยวาย
“ช่วยด้วย! แม่หม้ายสวี่จะฆ่าคนแล้ว! แม่หม้ายสวี่จะฆ่าผมแล้ว! ทุกคนช่วยผมด้วย! ยัยแม่หม้ายใจดำคนนี้ขังผมไว้ทั้งคืน แถมยังปล่อยเสือมากัดผม ขาผมจะหักอยู่แล้ว! รีบมาช่วยผมเร็ว!”
สวี่เหมียวเหมียวกำลังรดน้ำผักอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินเสียงโวยวายของเอ้อร์หมาจื่อ เธอไม่เพียงไม่รีบร้อน กลับยังสงบอย่างยิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอได้ยินเสียงผู้ใหญ่บ้านดังมาจากข้างนอก จึงเช็ดมือแล้วเดินออกไป
คนในหมู่บ้านกว่าครึ่งมาดูเรื่องสนุกกันแล้ว เอ้อร์หมาจื่อถูกล้อมไว้หลายชั้น
เมื่อชาวบ้านเห็นสวี่เหมียวเหมียวเดินมา ก็พากันเปิดทางให้โดยอัตโนมัติ พอเธอเดินเข้าไป ทางก็ปิดลงอีกครั้ง
ผู้ใหญ่บ้านหลิวเม่าขมวดคิ้วมองเอ้อร์หมาจื่อที่ยังคงร้องโวยวาย
“แม่ของเหวินซิน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
สวี่เหมียวเหมียวขมวดคิ้วอย่างรำคาญ
“เหวินซิน เอาอะไรอุดปากมันที”
เธอทนฟังเสียงเอ้อร์หมาจื่อไม่ไหวแล้ว พูดอยู่แค่ไม่กี่ประโยคเดิมๆ เขาไม่เบื่อ แต่เธอฟังจนเบื่อแล้ว
“ครับ”
หลิวเหวินซินถอดถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมาหนึ่งสัปดาห์ออก แล้วยัดเข้าปากเอ้อร์หมาจื่ออีกครั้ง
การกระทำนั้นทำให้ชาวบ้านหลายคนถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว จากนั้นสวี่เหมียวเหมียวก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างละเอียด
ยิ่งฟัง ชาวบ้านก็ยิ่งโกรธ โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ในโรงขนมปัง ต่างอยากเข้าไปตบเอ้อร์หมาจื่อให้หายแค้น
หากสูตรขนมปังถูกขโมยไปจริงๆ โรงขนมปังอาจต้องปิดกิจการ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะตกงาน!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชาวบ้านก็ลงมือเร็วกว่าผู้ใหญ่บ้านเสียอีก หลายคนพุ่งเข้าไปตบเอ้อร์หมาจื่อคนละฉาดสองฉาด แบบผลัดกัน
“ไอ้คนอกตัญญู ช่วยคนนอกมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน คนแบบแกไม่สมควรอยู่ในหมู่บ้านหลิว!”
“ส่งมันไปสถานีตำรวจอำเภอ ให้มันไปกินข้าวคุก!”
“วันๆไม่เคยทำดีอะไร เอาแต่ขโมยไก่ลักหมา แถมยังไปก่อกวนเมียชาวบ้านอีก เอามันไปถ่วงน้ำเสียเลย!” เสียงด่าทอถาโถม
ไม่กี่นาที ใบหน้าซีดเหลืองของเอ้อร์หมาจื่อก็บวมแดงไปหมด ผู้ใหญ่บ้านหลิวเม่ารีบแหวกฝูงชนเข้าไปช่วยเขาออกมา
เอ้อร์หมาจื่อถูกตบจนตาลาย พอเห็นผู้ใหญ่บ้านที่ปกป้องตน ก็แทบอยากร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง
“พอได้แล้ว อย่าตีกันอีก เดี๋ยวผมจะพามันไปส่งที่สถานีตำรวจอำเภอเอง ให้มันเข้าไปนั่งในนั้นสักสามถึงห้าปี จะได้ไม่ออกมาสร้างปัญหาให้ชาวบ้านอีก”
คำพูดนี้ทำให้เอ้อร์หมาจื่อตาลายยิ่งกว่าเดิม หัวก็ปวดขึ้นมาอีก
ฮือๆ ผู้ใหญ่บ้านอย่าทิ้งเขาไปสิ
เมื่อผู้คนแยกย้าย เอ้อร์หมาจื่อก็ถูกทิ้งไว้กลางถนน รอให้ผู้ใหญ่บ้านกลับไปกินข้าวเช้าที่บ้านก่อน แล้วค่อยพาเขาไปอำเภอด้วยเกวียนวัว
เขาเสียใจจนไส้แทบขาด
สวี่เหมียวเหมียวกลับบ้านไปทำอาหารเช้า เรื่องนี้เธอปล่อยให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการ
ถึงแม้เอ้อร์หมาจื่อจะบอกว่าหลิวจื้อเฉียงเป็นคนสั่ง แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน เธอก็ทำอะไรหลิวจื้อเฉียงไม่ได้
หลังจากทำอาหารเช้าเสร็จ หลิวอวี้หางก็เดินมาหาเธอ เขาก้มหน้าลง สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“คุณน้า ขอโทษครับ เป็นเพราะผมเฝ้าโกดังไม่ดี ถ้าผมไม่หลับลึก เอ้อร์หมาจื่อคงไม่มีโอกาสเข้ามา”
เมื่อคืนเขาหลับเร็วมาก เขาไม่รู้เลยว่าเอ้อร์หมาจื่อแอบเข้ามาขโมยของ เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์
สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอย่างอ่อนโยน
“อวี้หาง เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ เอ้อร์หมาจื่อวางยานอนหลับเธอถึงหลับไป อย่าคิดมากนะ น้าชอบเธอมาก หวังว่าเธอจะช่วยเฝ้าโกดังให้น้าต่อไป”
หลิวอวี้หางหน้าแดงทันที
“ครับคุณน้า ต่อไปผมจะตั้งใจให้มากขึ้น”
เสียงของคุณน้าช่างอ่อนโยนเหลือเกิน เหมือนเสียงของแม่เลย
บางครั้งตอนกลางคืนที่เขานอนไม่หลับ เขาก็คิดอยู่เสมอว่า ถ้าคุณน้าเป็นแม่ของเขาก็คงดี
พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก เขาถูกเลี้ยงดูโดยคุณย่ามาตลอด ตอนนั้นเขายังเด็กเกินไป ตอนนี้ในความทรงจำก็แทบจำหน้าพ่อแม่ไม่ได้แล้ว เหลือเพียงภาพเลือนรางเท่านั้น
ยิ่งพยายามจำก็ยิ่งพร่าเลือน
ทุกครั้งที่เห็นคุณน้าลูบหัวเหวินเล่อ เขาก็แอบจินตนาการว่าคนที่ถูกลูบหัวคือตัวเอง
ลึกๆในใจ เขาโหยหาความรักจากแม่มาตลอด
หลังจากกินข้าวเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็ไปหาหลิวเต๋อซิงกับหลิวเอ้อร์เฉียง ให้ทั้งสองช่วยเพิ่มความสูงกำแพงรอบบ้าน และโรยเศษกระจกแหลมๆไว้ด้านบน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครปีนเข้ามาอีก
ใช้เวลาเพียงสองวัน ทั้งสองก็ทำงานเสร็จเรียบร้อย
เอ้อร์หมาจื่อถูกตำรวจควบคุมตัวไว้สองสัปดาห์ เรื่องนี้สวี่เหมียวเหมียวได้ยินมาจากผู้ใหญ่บ้าน
เอ้อร์หมาจื่อเอาแต่บอกตำรวจว่าสวี่เหมียวเหมียวเลี้ยงเสือ ตัวใหญ่ด้วย และมันยังกัดคนด้วย ขาของเขาก็โดนเสือกัด ให้ตำรวจรีบไปจับเสือ
ตำรวจได้ยินแล้วก็หัวเราะกันใหญ่ มองเขาเหมือนคนเสียสติ
เอ้อร์หมาจื่อยังพาดพิงถึงหลิวจื้อเฉียงอีกด้วย ตำรวจจึงติดต่อหลิวจื้อเฉียง แต่หลิวจื้อเฉียงบอกว่าเขาไม่รู้จักเอ้อร์หมาจื่อหรือซานหมาจื่ออะไรทั้งนั้น ทำเอาเอ้อร์หมาจื่อโกรธจนด่าไม่หยุด
สวี่เหมียวเหมียวคิดว่าหลิวจื้อเฉียงคงยังมีแผนอะไรอีก แต่ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มๆ เขากลับหายเงียบไป ไม่เคยปรากฏตัวในหมู่บ้านหลิวอีกเลย สวี่เหมียวเหมียวจึงได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจ
ช่วงนี้ฝนตกติดต่อกัน การไปส่งของตามอำเภอต่างๆจึงลำบาก ถนนส่วนใหญ่ระหว่างหมู่บ้านกับอำเภอเป็นถนนดิน พอฝนตกก็กลายเป็นโคลน
ทั้งเกวียนวัวและรถแทรกเตอร์วิ่งลำบาก ใช้เวลานานขึ้น แล้วยังต้องระวังไม่ให้ขนมปังเปียกฝน ทุกครั้งที่ลูกชายกลับมาส่งของ ตัวเปียกโชกไปทั้งตัว
อากาศก็เริ่มหนาวขึ้น ถ้าตากฝนแบบนี้ต่อไปคงต้องป่วยแน่ ไม่เพียงแต่คนจะทนไม่ไหว วัวของลุงหนิวก็ทนไม่ไหวเหมือนกัน
โชคดีที่ฝนตกเพียงสามวันก็หยุด สวี่เหมียวเหมียวนั่งเกวียนวัวเข้าเมือง แล้วไปติดตั้งโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง ต่อไปถ้ามีสถานการณ์พิเศษ ก็ไม่ต้องไปส่งของเอง
เมื่อรถบรรทุกของร้านสวี่จี๋ที่ขับโดยเหล่าหลินมาถึง สวี่เหมียวเหมียวก็เขียนเบอร์โทรศัพท์ให้เขาไปหนึ่งใบ ให้เอาไปส่งให้สวี่เฉิง
ชาวบ้านคุยกันเล่นๆว่า ปีนี้ฤดูหนาวดูเหมือนจะมาถึงเร็วกว่าเดิม
เพราะช่วงเวลานี้ของทุกปี ปกติพวกเขายังไม่รู้สึกหนาวเลย
จบตอน
Post a Comment
0 Comments