NV002 ep41-50

บทที่ 41: ก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น


ก่อนจะถึงเวลาทำอาหารกลางวัน สวี่เหมียวเหมียวถือแบบแปลนบ้านที่วาดเสร็จแล้วเดินไปส่งให้ผู้ใหญ่บ้าน พอมาถึงหน้าประตูบ้านผู้ใหญ่บ้าน ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในลานก็เจอกับหลิวซิ่งเอ๋อร์เข้าเสียก่อน 


เพิ่งแต่งงานไปได้ไม่กี่วันเท่านั้น หลิวซิ่งเอ๋อร์ดูเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาด แม้จะดูสวยกว่าตอนยังไม่แต่งงานอยู่บ้าง แต่ความไร้เดียงสาในอดีตกลับลดลงไป กลายเป็นเสน่ห์ของหญิงสาวที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว


โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น เวลามองใครมักทำให้รู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก


สวี่เหมียวเหมียวเก็บความคิดในใจ ยิ้มบางๆก่อนเอ่ยถาม


“ผู้ใหญ่บ้านอยู่บ้านไหม ฉันมีธุระจะคุยกับเขานิดหน่อย”


หลิวซิ่งเอ๋อร์ลุกขึ้นทำท่าตกใจ


“อ้าว ที่แท้ก็คุณน้าสวี่นี่เอง สายตาฉันคงไม่ดีแล้ว แดดมันแรงเกินไป เพิ่งมองเห็นชัดเมื่อกี้นี้เองค่ะ”


สวี่เหมียวเหมียวไม่มีเวลามายืนคุยเรื่องไร้สาระกับเธอ ยิ่งฟังเธอพูดมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกรำคาญหูมากขึ้นเท่านั้น น้ำเสียงประชดประชันแบบนี้ชวนให้คลื่นไส้เสียจริง


เธอจึงก้าวข้ามหลิวซิ่งเอ๋อร์ เตรียมจะเดินเข้าไปในลานบ้าน แต่เพิ่งจะก้าวได้ก้าวเดียว อีกฝ่ายก็รีบขยับมาขวางทางไว้ทันที


“พ่อสามีฉันออกไปข้างนอกแล้ว ไม่อยู่บ้าน”


ตอนพูดนั้นคางของหลิวซิ่งเอ๋อร์เชิดสูงแทบจะลอยขึ้นฟ้า


นังแม่ม่ายสวี่คงต้องมีเรื่องไปขอร้องพ่อสามีแน่ๆ โชคดีที่เธอแต่งงานกับเจิ้งอี้ กลายเป็นสะใภ้บ้านผู้ใหญ่บ้าน ตอนนี้ใครในหมู่บ้านเห็นเธอก็ต้องยิ้มทักทายให้ ต่างจากตอนที่คิดจะแต่งกับหลิวเหวินซินลิบลับ


“ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร ฉันคุยกับพี่หลี่ก็ได้เหมือนกัน”


แต่หลิวซิ่งเอ๋อร์ยังยืนขวางอยู่เหมือนเดิม สวี่เหมียวเหมียวขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจงใจหาเรื่อง เธอพูดอย่างหมดความ.อดทน


“ฉันก็บอกแล้วว่ามีธุระ มีธุระ! หูมีปัญหาหรือไง ฟังไม่เข้าใจก็ไปหาหมอสิ อย่ามายืนขวางเหมือนเสาอยู่ตรงนี้”


เธอถือว่าตัวเอง.อดทนมากพอแล้ว หากหลิวซิ่งเอ๋อร์ยังไม่หลบ เธอก็ไม่คิดจะเสียเวลาเถียงต่อ


ทันใดนั้น น้ำตาของหลิวซิ่งเอ๋อร์ก็ไหลพรากลงมาสองสาย เธอมองสวี่เหมียวเหมียวอย่างน่าสงสาร


“ทำไมคุณน้าต้องพูดจาแรงแบบนี้ด้วย ฉันก็แค่ถามอีกสองคำเท่านั้นเอง”


สวี่เหมียวเหมียวเกลียดคนประเภทดอกบัวขาวเสแสร้งแบบนี้ที่สุด ความ.อดทนของเธอหมดลงทันที ใบหน้าของเธอเย็นชา เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น


“หมาดีไม่ขวางทาง จะหลบหรือไม่หลบ?”


“คุณน้า...คุณด่าฉันว่าเป็นหมาเหรอ ฉันก็เป็นสะใภ้บ้านผู้ใหญ่บ้านนะ ต่อให้คุณไม่ชอบฉัน ก็ไม่ควรมาดูถูกกันถึงหน้าบ้านแบบนี้...”


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าที่ผ่านมาเธอคงอ่อนโยนเกินไป ถึงทำให้เด็กดอกบัวขาวคนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง


เธอไม่อยากเสียเวลาพูดอีกต่อไป เพิ่งจะยกแขนเสื้อขึ้น หลิวซิ่งเอ๋อร์ก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที พร้อมกับร้องไห้โฮ


“แม่จ๋า! คุณน้าจะตีฉันตายแล้ว แม่ช่วยฉันด้วย!”


สวี่เหมียวเหมียวถึงกับพูดไม่ออก วันนี้ช่างเปิดโลกจริงๆ


ก่อนหน้านี้เธอก็รู้ว่าหลิวซิ่งเอ๋อร์ชอบแกล้งทำเป็นอ่อนแอ จนหลิวเหวินซินหลงเชื่อไปหมด เธอเคยคิดว่าเหวินซินเป็นคนซื่อเกินไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าที่จริงแล้วเป็นเพราะหลิวซิ่งเอ๋อร์มีชั้นเชิงสูงต่างหาก


เธอแค่จะมาหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อคุยเรื่องงาน กลับถูกอีกฝ่ายขวางทางอยู่หน้าประตู เห็นได้ชัดว่าตั้งใจแก้แค้นเรื่องก่อนหน้านี้ แถมตอนนี้ยังร้องไห้อีก


“ร้องอะไรนักหนา แม่เธอยังไม่ตาย จะร้องไห้ทำไม!”


หลี่ไหวฮวาได้ยินเสียงก็เดินด่าพึมพำออกมาจากในบ้าน


“แม่คะ คุณน้าสวี่จะตีฉันโดยไม่มีเหตุผล ฉันเลย...เลยร้องไห้”


หลี่ไหวฮวาจ้องเธออยู่สองวินาที ก่อนสูดหายใจลึก


“สิ่งที่พวกเธอพูดกันเมื่อกี้ ฉันได้ยินหมดแล้ว เดิมทีฉันตั้งใจจะไว้หน้าบ้าง แต่ในเมื่อเธอไม่รักษาหน้าตัวเอง ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ”


“แม่...ฉันไม่เข้าใจว่าหมายความว่ายังไง”


เสียงเพี๊ยะดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว


หลิวซิ่งเอ๋อร์ถูกตบจนล้มลงไปกองกับพื้น มือกุมแก้ม น้ำตาไหลหนักกว่าเดิม มองหลี่ไหวฮวาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ


“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน เธอคิดอะไรอยู่ในใจ มีแต่ลูกชายฉันคนเดียวที่ดูไม่ออก ฉันอยู่มาจนปูนนี้แล้ว คนแบบเธอฉันเห็นมามาก!”


หลี่ไหวฮวาพูดเสียงเข้ม


“ถ้าต่อไปเธอยังสร้างเรื่อง ทำให้ชื่อเสียงบ้านฉันเสียหายอีก ครั้งหน้าจะไม่ใช่แค่ตบครั้งเดียว”


“อย่าคิดว่าแต่งเข้าบ้านฉันแล้วจะทำอะไรตามใจได้ ถ้าฉันรู้ว่าเธอเอาชื่อบ้านฉันไปข่มเหงชาวบ้านหรือเอาเปรียบใคร ฉันจะให้เจิ้งอี้หย่ากับเธอทันที!”


เดิมทีหลี่ไหวฮวายอมรับการแต่งงานครั้งนี้แล้ว ขอเพียงหลิวซิ่งเอ๋อร์ใช้ชีวิตกับเจิ้งอี้ดีๆ ประพฤติตัวเรียบร้อยเหมือนเมื่อก่อน เธอก็จะทำเป็นไม่เห็นอะไร


แต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะคิดดีเกินไป โชคดีที่วันนี้เธออยู่บ้าน ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าสวี่เหมียวเหมียวจะถูกใส่ร้ายอย่างไร


หลี่ไหวฮวาเป็นภรรยาผู้ใหญ่บ้าน ในหมู่บ้านถือว่าเป็นคนจัดการเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเก่งที่สุด พอเธอโกรธขึ้นมา แม้แต่หญิงปากจัดที่สุดในหมู่บ้านยังไม่กล้าเถียง


ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลิวซิ่งเอ๋อร์ที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ หลี่ไหวฮวาหันไปยิ้มให้สวี่เหมียวเหมียว


“แม่ของเหวินซิน ขอโทษจริงๆ ที่ทำให้เห็นเรื่องน่าอาย สะใภ้ใหม่ของบ้านฉันยังไม่รู้เรื่อง อย่าไปถือสาเลยนะ”


เธอเชิญสวี่เหมียวเหมียวเข้าไปนั่งในห้องโถง สวี่เหมียวเหมียวเดินตามเข้าไป ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ


“ก็แค่เด็กคนหนึ่ง ฉันไม่คิดจะถือสาหรอก”


คำพูดแบบนี้เป็นเพียงมารยาทเท่านั้น ความจริงในใจเธอไม่ได้คิดเช่นนั้น


สวี่เหมียวเหมียวเป็นคนมีหลักการ ถ้าใครไม่หาเรื่องเธอ เธอก็จะไม่ไปหาเรื่องใครก่อน แต่ถ้าใครมาหาเรื่องเธอ เธอก็จะเอาคืนเช่นกัน


เธอเหลือบมองหลิวซิ่งเอ๋อร์ที่ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู สายตาลึกซึ้ง เธอจำไว้แล้ว


สวี่เหมียวเหมียวหยิบแบบแปลนบ้านออกมา


“นี่คือแบบบ้านที่ฉันวาดไว้ รบกวนพี่หลี่ช่วยเอาให้ผู้ใหญ่บ้านด้วย เรื่องสร้างบ้านก็ฝากเขาจัดการแล้วกัน”


พูดจบเธอก็หยิบสร้อยข้อมือลูกปัดเส้นหนึ่งออกจากกระเป๋า


“ของชิ้นเล็กๆที่ฉันซื้อจากในเมือง ถ้าพี่หลี่ไม่รังเกียจก็รับไว้เถอะ”


หลี่ไหวฮวารีบส่ายหัว


“จะรับได้ยังไง แบบแปลนฉันจะเอาไปให้แน่นอน แต่สร้อยนี่ฉันรับไม่ได้”


ของที่ซื้อมาจากเมืองย่อมไม่ถูกอยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องสร้างบ้านหลิวเม่าก็เล่าให้เธอฟังแล้ว ค่าจ้างก็มีให้ แถมยังให้เงินหนึ่งพันหยวนไว้ก่อนด้วย เธอจะรับของเพิ่มได้อย่างไร


แต่สวี่เหมียวเหมียวกลับยัดมันใส่มือเธอ


“ไม่ใช่ของขอบคุณหรอก ฉันแค่ชอบพี่หลี่ เลยอยากให้ เป็นของเล็กๆเท่านั้นเอง ใส่เล่นก็พอ”


พูดจบเธอก็ลุกขึ้น


“บ้านฉันยังมีธุระ ต้องกลับก่อนแล้ว”


สวี่เหมียวเหมียวเดินออกไป หลี่ไหวฮวารีบลุกไปส่ง


ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าให้เพราะชอบ เธอก็ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรดี ช่างเถอะ เรื่องสร้างบ้านคงต้องให้หลิวเม่าช่วยดูแลให้ดีหน่อยแล้ว โอกาสพบกันยังมีอีกมาก วันหน้าค่อยหาทางตอบแทนก็ได้


เมื่อสวี่เหมียวเหมียวกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงแล้ว เธอต้องรีบทำอาหารกลางวัน


ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงบ้างแล้ว ใกล้จะถึงเดือนกันยายน แต่ตอนกลางวันก็ยังร้อนอยู่ไม่น้อย 


สวี่เหมียวเหมียวไม่ค่อยอยากอาหารนัก จึงตัดสินใจทำบะหมี่เย็นง่ายๆ ต้มเส้นบะหมี่แล้วล้างน้ำเย็น คลุกกับแตงกวาซอย ถั่ว.งอก ถั่วลิสง พริกป่น และเครื่องปรุงต่างๆ


ในอากาศแบบนี้ ได้กินสักคำหนึ่งก็เหมือนสวรรค์เลยทีเดียว


บทที่ 42: ออเดอร์จากอำเภอกั่วซาน


หลิวเหวินเล่อเพิ่งกลับถึงบ้านก็วิ่งตรงเข้าครัวทันที


“แม่ วันนี้เที่ยงมีอะไรอร่อยๆให้กินบ้างครับ?”


นี่คือช่วงเวลาที่เขารอคอยมากที่สุดในทุกวัน


สายตาของเขาเหลือบไปเห็นชามใบใหญ่บนโต๊ะ ภายในเต็มไปด้วยเส้นบะหมี่คลุกแตงกวาซอย กลิ่นหอมสดชื่นของแตงกวาลอยเข้าจมูกทันที เขาสูดหายใจลึกอย่างพึงพอใจ


“แม่ นี่คือบะหมี่อะไรครับ?”


สวี่เหมียวเหมียวหยิบชามออกมาวางเรียงทีละใบพลางตอบ


“นี่เรียกว่า เหลียงเมี่ยน หรือบะหมี่เย็น ทำจากเส้นบะหมี่ธรรมดานี่แหละ”


จากนั้นเธอก็ถาม


“พี่ๆของลูกกลับมาหรือยัง?”


“ใกล้จะกลับแล้วครับ เดี๋ยวผมไปดูให้!”


หลิวเหวินเล่อวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เขาอยากกินบะหมี่เย็นเต็มทีแล้ว


ไม่นานนัก เขาก็ลากพี่ชายทั้งสามกลับเข้าบ้านมา


“แม่ ตอนนี้กินข้าวได้หรือยังครับ?”


หลิวเหวินเล่อถูมือเล็กๆอย่างตื่นเต้น พลางนับชามบะหมี่เย็นที่แม่ตักไว้


“เอ๊ะ ทำไมมีตั้งหกชามล่ะครับ แม่ตักเกินมาชามหนึ่งหรือเปล่า?”


“วันนี้ตอนเที่ยงคุณปู่จะมากินข้าวกับพวกเรา ลูกไปเรียกท่านมาหน่อยนะ”


สวี่เหมียวเหมียวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสริมอีกประโยค


“แล้วก็ไปเรียกคุณย่ามาด้วย”


เธอทำบะหมี่เย็นไว้เยอะพออยู่แล้ว


“ได้เลยครับ!”


ถ้าให้หลิวเหวินเล่อออกโรง ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้


หลิวเต๋อซิงเองก็อยากมานานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่หงอิงคอยห้ามไว้ เขาคงมานั่งรอที่นี่ตั้งแต่เช้า


ส่วนหลี่หงอิงถูกหลานชายตัวเล็กตื๊อจนจนมุม จึงตั้งใจจะมาดูสักหน่อย และถือโอกาสคุยกับสวี่เหมียวเหมียวเรื่องที่หลิวเต๋อซิงมากินข้าวด้วย


แต่พอมาถึง สวี่เหมียวเหมียวก็พูดขึ้นก่อน


“แม่ มากินข้าวก่อนเถอะค่ะ บ่ายนี้ยังต้องทำขนมปังอีก”


เธอไม่เปิดโอกาสให้หลี่หงอิงพูดอะไร รีบถือชามเข้าไปในห้องโถง


หลิวเต๋อซิงถือชามบะหมี่เย็นออกไปนั่งคุยกับชาวบ้านข้างนอกอย่างสบายใจ อาหารฝีมือสะใภ้สามนี่ช่างอร่อยจริงๆ แม้แต่เส้นบะหมี่ธรรมดาก็ยังทำให้อร่อยจนลืมไม่ลง เขารู้สึกว่าการตัดสินใจมากินข้าวที่นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต


หลังจากกินข้าวเสร็จ หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเส้าออกไปทำงานในไร่ หลิวเหวินจวิ้นกับหลิวเหวินเล่อขึ้นเขาไปเก็บฟืน บ้านนี้ต้องก่อไฟทำอาหารทุกวัน แถมยังต้มน้ำอาบด้วย ฟืนจึงหมดเร็วมาก


ขณะที่สวี่เหมียวเหมียวกับคนอื่นๆกำลังทำขนมปังอยู่ จู่ๆก็มีเสียงดังมาจากลานหลังบ้าน เธอรีบวิ่งออกไปดู ก็พบว่าผู้ใหญ่บ้านให้คนลากรถขนอิฐมาส่ง กำลังยืนสั่งการว่าจะวางไว้ตรงไหน สวี่เหมียวเหมียวมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับเข้าบ้านไปทำขนมปังต่อ


ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ช่างเป็นคนลงมือทำจริงๆ เรื่องที่เธอเพิ่งฝากไว้ตอนเช้า เพียงครึ่งวันก็เริ่มจัดการแล้ว

ดูเหมือนเธอจะเลือกคนไม่ผิดจริงๆ


ขณะที่เธอเพิ่งนั่งลง เสียงชายวัยกลางคนแปลกหน้าก็ดังมาจากหน้าประตู


“ขอถามหน่อย นี่ใช่บ้านของคุณสวี่หรือเปล่า?” พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดับลง


หลี่หงอิงเดินออกไปกับสวี่เหมียวเหมียว เห็นชายหลายคนยืนอยู่หน้าประตู ไม่มีใครคุ้นหน้าเลย เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้าน


“ฉันคือสวี่เหมียวเหมียว พวกคุณคือใคร?”


สวี่เหมียวเหมียวมองเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ รวมถึงผิวที่ขาวกว่าชาวบ้านหลายเฉด ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวชนบท


ชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าดูตื่นเต้น รีบก้าวเข้ามา


“คุณสวี่ พวกเราเป็นเจ้าของร้านขนมจากอำเภอกั่วซาน ได้ยินว่าที่นี่ขายส่งขนมปัง เลยอยากมาถามว่าคุณจะขายส่งให้พวกเราบ้างได้ไหม”


เพียงประโยคเดียว คนในหมู่บ้านก็เริ่มมามุงดูหน้าประตูมากขึ้น


สวี่เหมียวเหมียวมองออกไป เห็นแล้วถึงกับตกใจ เพราะชายเหล่านี้ขี่มอเตอร์ไซค์กันมาทั้งหมด หมู่บ้านของพวกเธอแม้แต่จักรยานก็ยังถือเป็นของหายาก นับประสาอะไรกับมอเตอร์ไซค์


ในอำเภออันเหอก็พอมีคนขี่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนัก แต่ตรงหน้ากลับจอดมอเตอร์ไซค์ถึงหกคัน ดูเหมือนว่าอำเภอกั่วซานจะร่ำรวยกว่าอันเหอเสียอีก


สวี่เหมียวเหมียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด


“ขายส่งให้ได้ค่ะ แต่กั่วซานอยู่ไกลจากบ้านฉันมาก เรื่องส่งของอาจจะไม่สะดวก”


ในอันเหอ หลิวเหวินจวิ้นยังพอปั่นจักรยานไปส่งได้ แต่กั่วซานไกลเกินไป ไปกลับหนึ่งรอบก็หมดวันแล้ว ไม่คุ้มเลย


ชายหลายคนมองหน้ากัน พวกเขาลืมคิดถึงเรื่องสำคัญข้อนี้ไปจริงๆ พวกเขาเองก็ไม่มีคนว่างมารับของทุกวัน หากไม่ส่งถึงที่ เรื่องนี้ก็คงทำได้ยาก ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง


สวี่เหมียวเหมียวเห็นว่าคนหน้าประตูเริ่มมุงดูมากขึ้น จึงเชิญพวกเขาเข้ามาในห้องโถง


“เชิญเข้ามานั่งก่อน บ้านฉันเล็กไปหน่อย อย่าถือสานะคะ”


ในห้องโถงมีเตาอบสิบกว่าตัวกำลังทำงาน พอพวกเขาเดินเข้ามา กลิ่นหอมของขนมปังก็ลอยฟุ้งจนแทบทำให้คนมึนงง


พวกเขาไม่เคยเห็นเตาอบแบบนี้มาก่อน จึงลืมปัญหาเมื่อครู่ไปหมด สายตาจ้องไปที่เตาอบอย่างสนใจ


สวี่เหมียวเหมียวไอเบาๆ เรียกสติพวกเขากลับมา


“ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้ไหมคะ ฉันสามารถส่งของให้ได้ แต่ราคาจะต้องเพิ่มเป็นหนึ่งหยวนห้าสิบเฟินต่อครึ่งกิโล พวกคุณคิดว่าอย่างไร?”


เธอสามารถจ้างคนไปส่งได้ แต่จะให้ส่งฟรีคงไม่ได้


ชายหลายคนรู้ราคาตลาดมาก่อน พอได้ยินว่าราคาขึ้นมาครึ่งหนึ่ง กำไรก็จะลดลงทันที แต่ถ้าไม่ตกลง วันนี้ก็คงมาเสียเที่ยว


สวี่เหมียวเหมียวจึงพูดต่อ


“อีกอย่าง ถ้ามีแค่ร้านเดียวที่ตกลง ฉันก็ส่งไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉันไม่สามารถวิ่งไปส่งให้ร้านเดียวได้ พวกคุณลองปรึกษากันดูก่อนก็แล้วกัน”


พูดจบ เธอก็หันไปจัดขนมปังต่อ


เตาอบหลายเครื่องถึงเวลาแล้ว เธอต้องรีบเอาขนมปังออกแล้วใส่ชุดใหม่เข้าไป เมื่อเปิดเตาออก ขนมปังสีสวยนุ่มฟูปรากฏต่อหน้าทุกคน กลิ่นหอมยิ่งเข้มข้นขึ้น หลายคนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว


ในที่สุด เจ้าของร้านคนหนึ่งก็ตัดสินใจ เขาหันไปพูดกับคนอื่น


“ทุกคน ผมชื่อหยางเผิง เคยไปเซี่ยงไฮ้ครั้งหนึ่ง ผมพูดได้อย่างรับผิดชอบว่า ขนมปังของคุณสวี่ทั้งหน้าตาและรสชาติ ดีกว่าที่ผมกินในเซี่ยงไฮ้เสียอีก”


“ถ้าเราสามารถรับของจากเธอได้ ธุรกิจนี้ไม่มีทางขาดทุน”


ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดจะไปนำของจากเซี่ยงไฮ้กลับมาขาย แต่ระยะทางไกลเกินไปจึงต้องล้มเลิก เขายังเคยพยายามเรียนทำขนมปังเอง แต่เทคนิคแบบนี้ไม่ใช่แค่มีเงินก็เรียนได้ และถึงเรียนได้ก็ไม่แน่ว่าจะทำเป็น ไม่คิดเลยว่าในอันเหอจะมีคนทำได้


หยางเผิงไม่อยากพลาดโอกาสนี้ ความจริงคนอื่นๆก็เข้าใจดี พวกเขาเปิดร้านมาหลายปี ความไวต่อโอกาสทางธุรกิจย่อมมี เพราะรู้ว่าขนมปังทำเงินได้ พวกเขาจึงมารวมตัวกันที่นี่


“ตกลง ฉันยอมรับ”


“ฉันก็ยอมรับ”


“ฉันไม่มีปัญหา”


ทั้งหกคนตัดสินใจไม่ยอมเสียเที่ยว และไม่ยอมพลาดโอกาสนี้


เมื่อพวกเขาตกลงกันได้แล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็ถือถาดหนึ่งเดินออกมา บนถาดคือขนมปังที่เพิ่ง.อบเสร็จใหม่ๆ มีทุกชนิด


“พวกคุณคิดกันเรียบร้อยแล้วหรือยังคะ ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองชิมขนมปังก่อนก็ได้”


หยางเผิงเป็นคนแรกที่ตอบ


“คุณสวี่ พวกเราตกลงกันแล้ว ทำตามที่คุณเสนอได้เลย”


สวี่เหมียวเหมียวไม่คิดว่าพวกเขาจะตัดสินใจเร็วขนาดนี้ เธอยื่นถาดให้หยางเผิง


“งั้นพวกคุณชิมก่อนนะคะ ฉันไปเอาของบางอย่างก่อน”


กลิ่นหอมของขนมปังทำให้ทุกคนกลืนน้ำลายมานานแล้ว ตอนนี้ขนมปังอยู่ตรงหน้า พวกเขาแทบไม่เหลือท่าทางสุภาพของเจ้าของร้านเลย ต่างคนต่างยื่นมือเข้าไปแย่งทันที!


บทที่ 43: แขกที่ไม่ได้รับเชิญ


ตอนที่สวี่เหมียวเหมียวถือสมุดกับปากกากลับเข้ามา ขนมปังในถาดก็ถูกกินจนเกลี้ยงแล้ว เธอแสร้งทำเป็นไม่เห็น เดินไปนั่งตรงข้ามกับชายทั้งหลายก่อนจะพูดขึ้นอย่างเรียบๆ


“พวกคุณต้องการรับของตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ละร้านต้องการกี่จิน แล้วก็ต้องวางเงินมัดจำครึ่งหนึ่งก่อนนะคะ”


หลังถามจบ เธอก็จดชื่อและที่อยู่ไว้หลังชื่อของแต่ละคน


“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะจัดคนไปส่งของให้พวกคุณ”


สวี่เหมียวเหมียวลุกขึ้นยืน มองชายทั้งหลายก่อนพูดอย่างสุภาพ


“คงไม่ได้เชิญพวกคุณอยู่กินข้าวเย็นแล้วนะคะ”


ทุกคนลุกขึ้นตาม ต่างก็เข้าใจความหมายในคำพูดนั้นดี พวกเขาจึงกล่าวลา


สวี่เหมียวเหมียวเดินไปส่งถึงหน้าประตู มองดูพวกเขาขี่มอเตอร์ไซค์จากไปไกลแล้วจึงหันกลับจะเข้าบ้าน แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าไป ก็มีหญิงชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่คว้าแขนเธอไว้


“แม่ของเหวินซิน พวกนั้นเป็นใครกันนะ แต่ละคนขี่มอเตอร์ไซค์มาดูเท่มากเลย”


สวี่เหมียวเหมียวเห็นว่าอีกฝ่ายก็แค่ชอบซุบซิบนินทา ไม่ได้มีเจตนาร้าย จึงตอบไปเพียงสั้นๆ


“ก็แค่มาซื้อขนมปัง ฉันยังยุ่งอยู่ ขอตัวก่อนนะ”


พูดจบ เธอก็แกะมืออีกฝ่ายออกแล้วเดินเข้าบ้าน เธอไม่ได้โกหกเลย เพราะตอนนี้ยุ่งจริงๆ


คนจากอำเภอกั่วซานหกคน สั่งขนมปังรวมกันถึงแปดร้อยจิน มากกว่าที่อำเภออันเหอสั่งเสียอีก ถ้านับรวมกันทั้งสองอำเภอแล้ว รวมทั้งหมดกว่าหนึ่งพันหกร้อยจิน


ไม่คำนวณก็ไม่รู้ พอคำนวณแล้วถึงกับตกใจ


โชคดีที่ตอนเช้าเธอทำขนมปังสำหรับอันเหอไว้เกือบเสร็จแล้ว ถ้าทำต่อในช่วงบ่ายและกลางคืนก็น่าจะพอ


สวี่เหมียวเหมียวเดินไปที่ครัวหาหมาจวี๋


“พี่หมา ฉันอยากให้ต้าหยา กับ เอ๋อร์หยา มาช่วยทำขนมปังด้วย วันละหนึ่งหยวนต่อคน พี่คิดว่ายังไงคะ?”


หมาจวี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง


“จริงเหรอ?”


“แน่นอนค่ะ ตอนนี้ฉันต้องการคนช่วย”


หมาจวี๋ดีใจจนมือไม้สั่น


“ได้เลย แม่ของเหวินซิน รอฉันแป๊บ ฉันจะไปเรียกลูกสาวทั้งสองกลับมา ให้พวกเขามาลองทำดูก่อน ถ้าทำได้ก็ทำต่อ ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”


พูดจบ เธอก็รีบวิ่งออกไปโดยยังไม่ได้ล้างมือ


ถ้าลูกสาวทั้งสองได้มาช่วยงานด้วย ครอบครัวเธอจะมีรายได้วันละสี่หยวน เดือนหนึ่งก็ร้อยยี่สิบหยวน! แค่คิดก็ทำให้หัวใจเต้นแรงแล้ว


หลังจากนั้น สวี่เหมียวเหมียวก็ไปหาลุงหนิว เพื่อคุยเรื่องส่งของไปอำเภอกั่วซานในวันรุ่งขึ้น ลุงหนิวตอบตกลงทันที


สวี่เหมียวเหมียวให้ค่าจ้างเขาวันละสี่หยวน มากกว่าคนอื่นเล็กน้อย เพราะลุงหนิวต้องทั้งขับเกวียนและขนของ


ลุงหนิวแทบไม่อยากเชื่อว่าวันหนึ่งจะหาเงินได้มากขนาดนี้ งานดีๆแบบนี้ แม่ของเหวินซินกลับมอบให้เขา


หลังจากสวี่เหมียวเหมียวเดินไปแล้ว ลุงหนิวถึงกับตาแดง น้ำตาแทบไหล


ช่วงบ่าย ต้าหยาและเอ๋อร์หยา ลองฝึกทำขนมปังอยู่ไม่นานก็เริ่มคล่องแคล่ว ทำงานว่องไวไม่แพ้ผู้ใหญ่


สวี่เหมียวเหมียวดีใจมาก เธอรู้สึกว่าตัวเองมองคนไม่ผิดจริงๆ เด็กสาวฝาแฝดอายุสิบสามสองคนนี้เป็นคนขยันมาก ทำงานบ้านเก่งเป็นอันดับหนึ่งของครอบครัว


คืนนั้นก็เป็นอีกคืนของการทำงานล่วงเวลา สวี่เหมียวเหมียวล้างมือแล้วลงมือทำอาหาร ทุกคนทำงานกันมาตั้งครึ่งวัน ถ้าไม่ให้กินอะไรดีๆคงไม่ได้


ไก่ตุ๋นเห็ด เต้าหู้ผัดกะหล่ำปลี ไข่ผัดพริกเขียว หมั่นโถวแป้งขาวหม้อใหญ่ และโจ๊กถั่วเขียว


ทุกคนกินกันจนเรอ กินเสร็จก็ทำงานต่อ หลิวเหวินจวิ้นไปล้างจาน ส่วนลูกชายที่เหลือก็เข้ามาช่วยทำขนมปัง


ตอนสี่ทุ่ม ทั้งหมู่บ้านดับไฟเข้านอนกันหมดแล้ว มีเพียงลานบ้านของสวี่เหมียวเหมียวที่ยังสว่างอยู่


“วันนี้ทุกคนเหนื่อยมาก นี่คือค่าจ้างของวันนี้”


สวี่เหมียวเหมียวจ่ายเงินให้ทุกคน ก่อนจะให้กลับไปพักผ่อน พร้อมบอกว่าพรุ่งนี้มาช้าหน่อยก็ได้


เมื่อทุกคนกลับไปแล้ว เธอก็หันไปบอกหลิวเหวินเส้า


“นี่คือรายการสั่งซื้อจากอำเภอกั่วซานกับที่อยู่ พรุ่งนี้ลูกไปส่งของกับลุงหนิว หลังส่งเสร็จอย่าลืมให้เขาเซ็นรับของด้วย”


หลิวเหวินเส้าไม่คิดเลยว่าสวี่เหมียวเหมียวจะมอบงานนี้ให้เขา มือที่รับกระดาษมาสั่นเล็กน้อย ทั้งตื่นเต้นและกังวล


“แม่ ผมไม่เคยทำมาก่อน กลัวว่าจะทำพลาด”


ที่ผ่านมาเขาอยู่บ้านทำงานมาตลอด คนที่ออกไปทำธุรกิจกับแม่มักเป็นน้องสาม เขากลัวว่าจะทำเรื่องพัง


สวี่เหมียวเหมียวตบไหล่เขาเบาๆ


“ไม่เป็นไร แม่เชื่อลูก ลูกก็ต้องเชื่อตัวเองด้วย ขนมปังแต่ละชุดแม่ทำเครื่องหมายไว้หมดแล้ว ลูกแค่ไปกับลุงหนิว หาที่อยู่ตามกระดาษแล้วส่งให้ถูกที่ก็พอ”


“อีกอย่าง อย่าลืมเก็บเงินส่วนที่เหลือด้วย ของล็อตนี้เขาจ่ายมัดจำแล้ว ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง”


เสียงของสวี่เหมียวเหมียวอ่อนโยน คำพูดแต่ละคำเหมือนค้อนเล็กๆเคาะลงบนหัวใจของหลิวเหวินเส้า ทำให้เขารู้สึกมั่นใจขึ้น


“ครับ ผมเข้าใจแล้ว”


หลังจากพูดเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็ไปอาบน้ำแล้วเข้านอน แต่หลิวเหวินเส้ากลับนอนไม่หลับ เขาปลุกหลิวเหวินจวิ้นขึ้นมา ถามคำถามมากมายจนอีกฝ่ายแทบหมดแรง


เช้าวันถัดมา หลิวเหวินจวิ้นตื่นไม่ทัน หลิวเหวินเล่อเป็นคนมาปลุกเขา


“พี่สาม ถ้ายังนอนขี้เกียจอยู่ เดี๋ยวไปส่งของในอำเภอไม่ทันนะ!”


พอได้ยินคำว่า “ส่งของ” หลิวเหวินจวิ้นก็ลุกพรวดทันที ในห้องเหลือเพียงเขากับเหวินเล่อ


“พี่รองออกไปกับลุงหนิวตั้งแต่เช้าแล้ว แม่ให้ผมมาปลุกพี่”


หลิวเหวินจวิ้นรีบใส่เสื้อผ้า วิ่งออกจากบ้านทันที หน้าไม่ได้ล้าง ฟันก็ยังไม่ได้แปรง อาหารเช้าก็ไม่ได้กิน สวี่เหมียวเหมียวเห็นเขารีบออกไปจึงตะโกนตามหลัง


“ไปซื้ออะไรกินที่ตลาดด้วยนะ!”


“รู้แล้วครับ!”


หลิวเหวินจวิ้นปั่นจักรยานอย่างรวดเร็ว สวี่เหมียวเหมียวมองตามแล้วส่ายหัว ก่อนจะกลับเข้าบ้าน ในใจเธอกลับเริ่มคิด


บางทีควรซื้อจักรยานเพิ่มอีกคัน หรือไม่ก็มอเตอร์ไซค์ พึ่งจักรยานคันเดียวมันลำบากเกินไป


ถึงหลิวเหวินจวิ้นจะไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย แต่เธอสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่กลับบ้าน เขามักเหงื่อท่วมตัว เพียงไม่กี่วันก็ผอมลงไปมาก ดูเหมือนเธอต้องหาทางบำรุงร่างกายลูกชายสักหน่อยแล้ว


หลังจากกินข้าวเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวไปหาหลี่ไหวฮวา ซื้อแม่ไก่ตัวอ้วนมา


เธอให้หลิวเหวินซินจัดการฆ่าและทำความสะอาด ก่อนจะเอาไปตุ๋นในหม้อทันที


เรื่องฆ่าไก่แบบนี้ เธอทำไม่ได้จริงๆ แม้แต่จะมองก็ยังไม่กล้า ปกติแล้วเธอจะซื้อแบบที่ฆ่าเรียบร้อยแล้ว 


เธอใส่ฟืนใต้เตาไฟแล้วก็ตุ๋นด้วยไฟอ่อนๆ คอยดูไฟเป็นระยะก็พอ


ขณะที่สวี่เหมียวเหมียวกำลังจะไปดูเตาอบ จู่ๆก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาในลานบ้าน


“เธอมาทำอะไร?”


หลี่หงอิงมองซุนฟางฟางที่ยืนยิ้มประจบ สีหน้าก็เย็นลงทันที


ซุนฟางฟางกวาดสายตามองรอบลานบ้านอย่างรวดเร็ว พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวอยู่ในห้องโถงก็ยิ้มกว้าง


“แม่พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ พวกเราก็ครอบครัวเดียวกัน ฉันมาเยี่ยมบ้างก็เป็นเรื่องปกติ”


พูดจบ เธอก็เดินผ่านหลี่หงอิงไปตรงหน้าสวี่เหมียวเหมียวทันที


เมื่อเห็นเตาอบกว่าสิบเครื่องกำลังทำงานอยู่ในห้อง สิ่งแรกที่ซุนฟางฟางคิดคือ มันต้องเปลืองไฟมากแน่ๆ!


แต่เรื่องค่าไฟไม่ใช่เรื่องของเธอ วันนี้เธอมาที่นี่เพราะมีเรื่องสำคัญ


“น้องสะใภ้ ธุรกิจขนมปังของเธอดูไปได้สวยนี่”


บทที่ 44: ฉันอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย!


สวี่เหมียวเหมียวมองเธอแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร ซุนฟางฟางจึงพูดต่อทันที


“ลูกสาวฉัน ชุนฮวากับเซี่ยฮวา ก็อายุมากกว่าต้าหยากับเอ๋อร์หยาอีกสองสามปีนะ เวลาทำงานก็คล่องแคล่วมาก ถ้าจะหาคนทำงานก็น่าจะเรียกพวกเธอสิ”


ความจริงแล้ว วันนี้เธอมาที่นี่ก็เพื่อเสนอให้ลูกสาวสองคนเข้ามาทำงาน เดิมทีเธอเองก็อยากมาทำเหมือนกัน วันหนึ่งตั้งสองหยวน แต่สวี่เหมียวเหมียวไม่รับเธอ


พอได้ยินว่าต้าหยากับเอ๋อร์หยาถูกเรียกมาทำงานแล้ว เธอก็เริ่มคิดหาทาง


สวี่เหมียวเหมียวยังไม่ทันพูดอะไร หลี่หงอิงก็เดินเข้ามา


“หยุดพูดเถอะ! ชุนฮวานั่นขี้เกียจจะตาย ให้ทำงานที่บ้านยังทำไม่ได้ จะให้มาที่นี่มานั่งดูพวกเราทำงานหรือไง?”


หลี่หงอิงรู้จักหลานสาวคนนี้ดีเกินไป


ชุนฮวานั้นเหมือนซุนฟางฟางราวกับแกะ แค่ได้ยินว่าต้องทำงานก็แทบจะขาดใจ แต่เรื่องอู้งานกลับเก่งเป็นที่หนึ่ง


ซุนฟางฟางเองก็รู้ดี พอถูกหลี่หงอิงพูดแบบนี้ก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง


“งั้นให้เซี่ยฮวามาก็ได้ เซี่ยฮวาขยันจะตาย คนในหมู่บ้านยังชมเลยว่าไม่มีใครติได้”


พูดถึงลูกสาวคนเล็ก เธอกลับมีความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง


คราวนี้หลี่หงอิงไม่ได้โต้ตอบแรงเหมือนก่อน เธอมองไปที่สวี่เหมียวเหมียวแล้วพูด


“สะใภ้สาม ถ้ายังต้องการคนเพิ่ม ให้เซี่ยฮวามาก็ได้ เด็กคนนั้นซื่อสัตย์ ไม่เหมือนแม่มัน”


แล้วเธอก็เหลือบตาไปมองซุนฟางฟางอย่างตำหนิ


ซุนฟางฟางไม่พอใจเล็กน้อย คำพูดของแม่สามีหมายความว่าอย่างไร


สวี่เหมียวเหมียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด


“ก็ได้ ให้เซี่ยฮวามาลองทำครึ่งวันก่อน แต่ฉันต้องบอกก่อนนะ ถ้าทำงานไม่ดี ครึ่งวันนั้นจะไม่ได้ค่าจ้าง”


“แบบนั้นจะ—”


ซุนฟางฟางเพิ่งจะอ้าปากคัดค้าน ก็ถูกหลี่หงอิงจ้องเขม็งใส่ทันที เธอจึงรีบเปลี่ยนคำพูด


“ได้ๆ น้องสะใภ้จะว่ายังไงก็แล้วแต่ เดี๋ยวฉันกลับไปเรียกเซี่ยฮวาเดี๋ยวนี้เลย”


เธอรีบวิ่งออกไปอย่างกระตือรือร้น


เดิมทีตั้งใจจะส่งลูกสาวทั้งสองคนเข้ามาทำงาน จะได้มีรายได้วันละสี่หยวน เดือนหนึ่งตั้งร้อยยี่สิบหยวน เสียดายจริงๆ


แต่ถ้าเซี่ยฮวาทำงานที่นี่ได้ อย่างน้อยเดือนหนึ่งก็หกสิบหยวน ก็ยังถือว่าไม่เลว


ซุนฟางฟาง.อดถอนหายใจไม่ได้ ตอนนี้ชีวิตของสวี่เหมียวเหมียวดีจริงๆ


กลิ่นหอม.อบอวลเต็มลานบ้าน กลิ่นขนมปังผสมกับกลิ่นซุปไก่แก่ ทำเอาเธอกลืนน้ำลายแทบไม่ทัน


ใกล้เวลาเที่ยง สวี่เหมียวเหมียวอาศัยจังหวะที่ทุกคนยังอยู่ ตักซุปไก่แจกให้แต่ละครอบครัวคนละชาม


“เอากลับไปกินกับข้าวก็ได้ หรือจะเอาไปทำเส้นก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก”


ของที่สวี่เหมียวเหมียวตั้งใจจะให้ ไม่มีทางให้ไม่สำเร็จ เมื่อทุกคนกลับไปแล้ว ครอบครัวของเธอจึงเริ่มกินข้าว


หลิวเหวินเส้ายังไม่กลับมา สวี่เหมียวเหมียวจึงเก็บซุปไก่กับข้าวไว้สองส่วน ที่เหลือถูกกินจนหมดเกลี้ยง


หลิวเต๋อซิงที่มากินข้าวสองมื้อแล้วรู้สึกเกรงใจขึ้นมา หลักๆก็เพราะอาหารบ้านสะใภ้สามดีเกินไป เขารู้สึกเหมือนกำลังเอาเปรียบ


หลังอาหาร เขาจึงพูดความกังวลนี้กับสวี่เหมียวเหมียว สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ


“พ่อพูดอะไรแบบนั้นคะ พ่อมากินข้าวที่นี่ถือว่าช่วยฉันประหยัดเงินต่างหาก จะเรียกว่าเอาเปรียบได้ยังไง ต่อให้พ่อไม่มาช่วยล้อมภูเขา มากินข้าวที่บ้านฉันก็เป็นเรื่องปกติ”


เธอหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่ออย่างจริงใจ


“พ่อของเหวินซินไม่อยู่แล้ว ฉันก็ต้องดูแลพ่อแทนเขา นั่นเป็นสิ่งที่ฉันควรทำ”


คำพูดของเธอทำให้หลิวเต๋อซิงซาบซึ้งจนแทบร้องไห้ เขาออกจากบ้านสวี่เหมียวเหมียวด้วยใบหน้าแดงก่ำ


สะใภ้สามดีกับเขาขนาดนี้ เขาจะทำให้ความกตัญญูของเธอสูญเปล่าไม่ได้


พอกลับถึงบ้าน เขาก็รีบสั่งให้ลูกชายสองคนไปทำงานบนภูเขาทันที


บ่ายสองกว่าๆ หลิวเหวินเส้ากับลุงหนิวจึงกลับถึงหมู่บ้าน


หลิวเหวินเส้าอยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้สวี่เหมียวเหมียวฟังแทบไม่ไหว แต่ยังไม่ทันพูด เธอก็พูดก่อน


“ไปเรียกลุงหนิวมาก่อน พวกเธอไปกินข้าวก่อน เรื่องอะไรค่อยคุยหลังจากกินเสร็จ”


“ได้ครับ!”


หลิวเหวินเส้ารีบลากลุงหนิวมาด้วย


ลุงหนิวไม่อยากกินข้าวที่นี่เลย เขาได้รับค่าจ้างแล้ว จะมากินข้าวอีกได้อย่างไร แต่ก็สู้แรงดึงของหลิวเหวินเส้าไม่ได้


หลังจากกินเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวจ่ายค่าจ้างให้ลุงหนิว แล้วให้เขากลับไปพักผ่อน จากนั้นเธอก็เรียกหลิวเหวินเส้าเข้ามาในห้อง


เธอนั่งมองเขาอย่างสงบ “พูดมาได้แล้ว”


หลิวเหวินเส้าล้วงกระเป๋ากางเกงลึกๆออกมาเป็นห่อเงิน มือของเขาสั่นเล็กน้อย เงินจำนวนมากขนาดนี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต


“แม่ นี่คือเงินที่เหลือ หกร้อยหยวน ผมเอากลับมาครบทุกเฟินเลยครับ พวกเขาบอกว่าพรุ่งนี้ยังไม่ต้องส่งของ ให้ไปส่งอีกทีวันมะรืน” เขาพูดด้วยความตื่นเต้น 


ระหว่างทางกลับ เขากังวลแทบตาย เพราะเงินจำนวนมากอยู่ในตัว แค่เห็นคนเดินผ่านก็ระแวงไปหมด กลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเขามีเงิน โชคดีที่เขากับลุงหนิวกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ครั้งหน้า เขาคงไม่ตื่นเต้นแบบนี้แล้ว


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าอย่างพอใจ “ลูกทำได้ดีมาก แม่รู้อยู่แล้วว่าลูกทำได้”


ช่วงนี้เธอเริ่มเข้าใจลูกชายคนที่สองมากขึ้น เด็กคนนี้นิสัยมั่นคง ขยันเรียนรู้ และเคยเป็นนักเรียนมัธยมปลาย น่าเสียดายที่หลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต เขาก็ไม่ได้ไปโรงเรียนอีกเลย


หลิวเหวินเส้าได้ยินคำชมก็ยิ้มกว้าง สวี่เหมียวเหมียวมองเขาแล้วถามขึ้น


“ลูกอยากกลับไปเรียนหนังสือไหม อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหม?”


“อีกไม่นานก็เปิดเทอมแล้ว แต่ก่อนบ้านเราไม่มีเงิน ตอนนี้เรามีแล้ว ลูกอยากกลับไปเรียนหรือเปล่า?”


หลิวเหวินเส้านิ่งไปทันที เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะถามคำถามนี้ เขามองสวี่เหมียวเหมียวอย่างจริงจัง ก่อนตอบจากใจ


“ผมอยากครับ! ผมอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย!”


นี่คือความฝันของเขา เขาฝันอยากเข้ามหาวิทยาลัยมาตลอด


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม “ดี งั้นพอเปิดเทอม ลูกก็ไปสมัครเรียน”


เธอดีใจแทนเขา เธอรู้มาตลอดว่าเขาไม่เคยเลิกอ่านหนังสือ บนหัวเตียงของเขาเต็มไปด้วยหนังสือเก่าๆ และเมื่อมีเวลาว่าง เขาก็จะหยิบมาอ่าน แต่ต้องอ่านอย่างลับๆเพราะกลัวเธอจะเห็น ตอนนี้เขาไม่ต้องแอบอ่านอีกต่อไปแล้ว


หลิวเหวินเส้ากลับรู้สึกลังเลขึ้นมา


“ถ้าผมไปเรียน งานในไร่กับขายขนมปังจะทำยังไงครับ?”


ตอนนี้บ้านยุ่งมาก งานในไร่กับธุรกิจก็แทบทำไม่ทัน


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ


“เรื่องพวกนั้นแม่จัดการเอง ลูกไม่ต้องกังวล แม่ให้ลูกไปเรียน ลูกก็แค่ตั้งใจเรียนให้เต็มที่ แล้วสอบเอานักศึกษามหาวิทยาลัยมาให้แม่คนหนึ่งก็พอ”


เรื่องแรงงานเธอไม่กังวลเลย ในหมู่บ้านมีคนพร้อมทำงานอีกมาก ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลี้ยงดูลูกชายให้ดี ไม่ให้พวกเขาต้องเสียใจในภายหลัง


หลังออกจากห้องแม่ หลิวเหวินเส้าก็ยิ้มโง่ๆอยู่ตลอดเวลา หลิวเหวินเล่อเดินเข้ามาอย่างสงสัย


“พี่รอง พี่เป็นบ้าไปแล้วหรือเปล่า?”


หลิวเหวินเส้าตบหัวน้องชายเบาๆ


“ใครเป็นบ้า ฉันสบายดี”


หลิวเหวินเล่อทำหน้าครุ่นคิด


“ถึงตอนนี้จะยังไม่บ้า แต่ถ้ายังยิ้มแบบนี้ต่อไป เดี๋ยวก็เป็นจริงๆหรอก มีเรื่องดีอะไรเหรอ หรือว่าพี่ไปเห็นสาวสวยที่กั่วซานมา?” เขาถามอย่างจริงจัง


ก็ไม่แปลกที่เขาจะคิดแบบนั้น ก่อนหน้านี้ตอนพี่ใหญ่ชอบพี่ซิ่งเอ๋อร์ ก็ยิ้มแบบนี้เหมือนกัน


ทันใดนั้น หัวของเขาก็โดนตีอีกครั้ง


“พูดเหลวไหลอะไร แม่จะให้ฉันกลับไปเรียน!”


“เรียนเหรอ?”


หลิวเหวินเล่อพยักหน้าช้าๆ


“อ๋อ...”


บทที่ 45: พรสวรรค์ของหลิวเหวินซิน


หลิวเหวินเล่อรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก วันนี้เขาโดนตีหัวไปตั้งสองครั้งแบบเปล่าๆ


วันนั้นทุกคนไม่ได้ทำงานล่วงเวลา ประมาณหกโมงเย็น สวี่เหมียวเหมียวก็ให้ทุกคนกลับบ้าน


วันพรุ่งนี้ไม่ต้องเตรียมขนมปังสำหรับอำเภอกั่วซาน ขนมปังที่ทำวันนี้ก็เพียงพอสำหรับอำเภออันเหอและร้านสวี่จี้แล้ว ทุกคนจึงได้ผ่อนคลายบ้าง


คืนนั้นสวี่เหมียวเหมียวนอนลงบนเตียงแต่หัวค่ำ ตอนกลางคืนก็ไม่มีอะไรให้ทำฆ่าเวลา ถ้ามีโทรทัศน์สักเครื่องก็คงดี แต่ในอำเภอไม่มีขาย หากอยากได้ก็ต้องไปซื้อที่ตัวเมือง


พอคิดว่าต้องเดินทางไปตัวเมืองอีกครั้ง สวี่เหมียวเหมียวก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เธอไม่อยากออกเดินทางไกลเลย มันทรมานเกินไป


ตอนนี้เธอหาเงินได้ไม่น้อยแล้ว ระหว่างที่ไม่มีอะไรทำ เธอจึงอัปเกรดพื้นที่เก็บของในระบบเสียหน่อย


สามหมื่นหยวน ปลดล็อกพื้นที่สิบตารางเมตร


ตอนนี้พื้นที่เก็บของของเธอมีสิบสองตารางเมตรแล้ว ไม่ถือว่าใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก สามารถเก็บของได้ไม่น้อย


สวี่เหมียวเหมียวมองเงื่อนไขการขยายครั้งถัดไป ต้องเพิ่มอีกสิบตารางเมตรเหมือนเดิม แต่กลับต้องใช้เงินถึงห้าหมื่นหยวน!


เธอถึงกับงง ก็เพิ่มสิบตารางเมตรเหมือนกัน ทำไมราคาถึงไม่เท่ากันล่ะ?


เธอพยายามหาสาเหตุอยู่นาน แต่ก็ไม่พบเหตุผลใดเลย เหมือนระบบจะตั้งราคามาแบบเอาแต่ใจ


สุดท้าย สวี่เหมียวเหมียวก็ยอมกัดฟัน จ่ายห้าหมื่นหยวนเพื่อขยายพื้นที่เก็บของเป็นยี่สิบสองตารางเมตร ขนาดประมาณห้องเล็กๆห้องหนึ่ง


เธอถอนหายใจยาว พอแล้ว ตอนนี้ไม่ขยายเพิ่มแล้ว


เธอไม่กล้ามองด้วยซ้ำว่าครั้งต่อไปจะต้องใช้เงินเท่าไร ก่อนจะหลับตานอน


มันใช้เงินมากเกินไปจริงๆ ทุกคนทำงานเหน็ดเหนื่อยทุกวัน สุดท้ายเงินกลับถูกใช้ไปกับพื้นที่เก็บของเสียหมด


เช้าวันถัดมา ฟ้ายังไม่ทันสว่าง สวี่เหมียวเหมียวก็ตื่นแล้ว


วันนี้เธอจะไปตลาด เพราะของในบ้านหลายอย่างต้องซื้อเพิ่ม แต่ก่อนจะไป เธอต้องไปทำธุระเรื่องหนึ่งก่อน


เมื่อเธอมาถึงบ้านใหญ่ พวกเขากินข้าวกันเสร็จแล้ว เธอมองไปที่หลิวต้าเหอและหลี่ซิ่วฮวา


“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ฉันมีเรื่องอยากมาปรึกษา”


ทุกคนกำลังจะออกไปทำงาน แต่เพราะสวี่เหมียวเหมียวมา จึงหยุดฝีเท้าแล้วมารวมตัวกัน โดยเฉพาะซุนฟางฟางที่อยากรู้มากที่สุดว่าสวี่เหมียวเหมียวมาหาพี่ใหญ่พี่สะใภ้ทำไม


“น้องสะใภ้สาม มีเรื่องอะไรเหรอ ถ้าพวกเราช่วยได้ก็ยินดีช่วย” หลิวต้าเหอพูดยิ้มๆ


สวี่เหมียวเหมียวเหลือบมองหลิวอีหู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดขึ้น


“ฉันอยากให้อีหู่ไปอำเภอกับฉันสักครั้ง แล้วก็ไปเรียนขับรถแทรกเตอร์ด้วย ต่อไปจะได้ขับรถช่วยฉันส่งของ”


ในหมู่บ้านสกุลสวี่ บ้านเดิมของเธอ หลายครอบครัวมีรถแทรกเตอร์ มันเร็วกว่าเกวียนวัวมาก ไม่ว่าจะใช้ทำไร่หรือขนของก็สะดวกกว่ามาก


ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึง รถแทรกเตอร์เป็นของชิ้นใหญ่ราคาแพง!


โดยเฉพาะหลิวเต๋อซิง ดวงตาของเขาเป็นประกาย ในฐานะชาวนาคนหนึ่ง เขาอยากมีรถแทรกเตอร์มานานแล้ว ต่อให้ไม่ได้เป็นเจ้าของ แค่ได้ดูหรือได้จับก็ยังดี แต่หมู่บ้านหลิวเจียยากจนเกินไป ไม่มีใครซื้อได้


ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่บ้านเคยเสนอให้ชาวบ้านรวมเงินซื้อหนึ่งคันใช้ร่วมกัน แต่หลายครอบครัวไม่ยอมจ่ายเงิน เรื่องนั้นจึงเงียบไป


หลิวเต๋อซิงถามอย่างตื่นเต้น


“สะใภ้สาม รถแทรกเตอร์คันหนึ่งตั้งสามพันหยวน เธอจะซื้อจริงๆเหรอ?”


แม้แต่หลิวอีหู่ที่ถูกเอ่ยชื่อยังรู้สึกเหมือนกำลังฝัน ถ้าเขาเรียนขับรถแทรกเตอร์ได้ เขาจะกลายเป็นคนแรกของหมู่บ้านหลิวเจียเลยนะ!


หลิวอีหู่มองสวี่เหมียวเหมียวด้วยสายตาเป็นประกาย สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


“ก็มีแผนจะซื้อค่ะ”


ทันใดนั้น ซุนฟางฟางก็รีบเบียดเข้ามาข้างหน้า


“น้องสะใภ้ เรื่องเรียนขับรถแทรกเตอร์ต้องให้คนที่ไว้ใจได้สิ อีหู่ยังหนุ่มเกินไป สามีฉันต้าซานน่าเชื่อถือกว่าตั้งเยอะ ถ้าจะให้ใครไปเรียน ก็ให้ต้าซานไปเถอะ”


พูดจบ เธอก็ผลักหลิวต้าซานมาข้างหน้าทันที


สวี่เหมียวเหมียวมองหลิวต้าซานที่หน้าแดงไปหมดแล้ว ก่อนจะยิ้มบางๆ


“พี่รองไม่อยากช่วยฉันล้อมภูเขาแล้วหรือคะ ถ้ารู้สึกเหนื่อย ฉันจะให้พ่อไปหาคนอื่นก็ได้”


หลิวต้าซานรีบโบกมือทันที


“ไม่เหนื่อย ไม่เหนื่อย ฉันยินดีทำ”


ซุนฟางฟางแทบอยากเตะสามีตัวเอง แต่เพราะหลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงอยู่ด้วย จึงต้องกลั้นเอาไว้


สวี่เหมียวเหมียวหันไปถาม


“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ เรื่องนี้พวกพี่เห็นด้วยไหม?”


หลิวต้าเหอเกาหัวอย่างเขินๆ


“พวกเราไม่มีปัญหา ขอแค่อีหู่ยินดีก็พอ”


สวี่เหมียวเหมียวหันไปมองหลิวอีหู่ เขารีบพูดทันทีด้วยความตื่นเต้น


“คุณน้าสาม ผมยินดีครับ!”


“งั้นไปกับฉันตอนนี้เลย”


พูดจบ เธอก็เดินออกไปทันที หลิวอีหู่ยิ้มกว้างแล้วรีบตามไป


สวี่เหมียวเหมียวเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จึงหยุดแล้วหันไปหาหลิวเต๋อซิง


“พ่อ ไปกับพวกเราด้วยเถอะค่ะ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องรถแทรกเตอร์”


หลิวเต๋อซิงดีใจมาก รีบเดินเข้ามาทันที


“ได้! ฉันไปด้วย”


ก่อนออกจากบ้าน เขายังไม่ลืมสั่งลูกชายสองคนให้ไปทำงานบนภูเขาต่อ


ลุงหนิวยืนรออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้ว สวี่เหมียวเหมียวเรียกหลิวเหวินซิน จากนั้นทั้งสี่คนก็ขึ้นเกวียนวัวไปอำเภอ


พอถึงอำเภอ สวี่เหมียวเหมียวก็พาพวกเขาไปดูรถแทรกเตอร์ทันที ในอำเภอมีร้านขายรถแทรกเตอร์โดยเฉพาะ แม้จะอยู่ค่อนข้างไกล แต่ธุรกิจก็ดีมาก


สวี่เหมียวเหมียวเองก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้มากนัก จึงปล่อยให้หลิวเต๋อซิงเป็นคนดู


แม้เขาจะไม่เคยใช้ แต่ก็เคยได้ยินชาวบ้านพูดถึงบ่อยๆ และรู้ว่าต้องระวังอะไรเวลาเลือกซื้อ ของราคาเป็นพันหยวน เขาไม่กล้าประมาท


ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลิวเต๋อซิงก็เลือกรถแทรกเตอร์ได้หนึ่งคัน


“สะใภ้สาม มาดูคันนี้หน่อยสิ”


สวี่เหมียวเหมียวตอบทันที


“พ่อเลือกก็พอแล้วค่ะ”


พูดจบ เธอก็เดินไปต่อรองราคาและจ่ายเงินทันที


รถแทรกเตอร์ราคาสามพันหยวน ถูกเธอต่อราคาลงไปสองร้อยหยวน สุดท้ายจึงซื้อได้ในราคา สองพันแปดร้อยหยวน


สวี่เหมียวเหมียวลูบกระเป๋าที่เหลือเงินเพียงหนึ่งร้อยหยวนแล้วถอนหายใจ เงินนี่ใช้หมดเร็วจริงๆ ทำงานหนักมาตั้งนาน เงินในกระเป๋าก็แทบหมด


“พวกเธอเรียนขับรถอยู่ที่นี่ก่อน ฉันไปซื้อของหน่อย” เธอบอกหลิวเหวินซินกับหลิวอีหู่


เงินที่เหลืออยู่เพียงร้อยหยวน เธอยังต้องซื้อแป้ง น้ำตาล และของทำขนมปังอีก ซื้อไปซื้อมา เงินในกระเป๋าเหลือเพียงหกสิบหยวน


แป้งร้านจะส่งไปให้ที่บ้านช่วงบ่าย ส่วนของอื่นๆ เธอต้องถือกลับเอง


สวี่เหมียวเหมียวอยากติดตั้งโทรศัพท์ที่บ้านด้วย แต่ดูเหมือนต้องรอไปก่อน อย่างน้อยก็ต้องรอเงินจากหลิวเหวินจวิ้นที่ไปส่งของวันนี้กลับมาก่อน


ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ วันนี้เจ้าของร้านสวี่จี้ สวี่เฉิง จะมารับของ!


แย่แล้ว เธอต้องรีบกลับบ้าน


เมื่อสวี่เหมียวเหมียวกลับมาที่ร้านขายรถแทรกเตอร์ เธอก็เห็นหลิวเหวินซินนั่งขับรถแทรกเตอร์อยู่ ท่าทางคล่องแคล่วของเขาทำให้เธอถึงกับประหลาดใจ


เมื่อเห็นเธอกลับมา เขาก็จอดรถทันทีแล้วให้หลิวอีหู่ขึ้นแทน


“เรียนเป็นแล้วเหรอ?”


หลิวเหวินซินยิ้ม


“ประมาณนั้นครับ”


“ขับกลับหมู่บ้านได้ไหม?”


“ได้ครับ!”


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ


“เก่งมาก!”


ตอนกลับ คนที่ขับรถแทรกเตอร์คือ หลิวเหวินซิน


เขากลัวว่าสวี่เหมียวเหมียวจะนั่งไม่สบาย จึงขับไม่เร็วมาก แต่ขับได้อย่างมั่นคงและนุ่มนวลมากทีเดียว


บทที่ 46: สวี่เฉิงมาแล้ว


ดูไม่เหมือนคนเพิ่งหัดขับเลยสักนิด


“อีหู่ ลูกเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?” สวี่เหมียวเหมียวถามพร้อมรอยยิ้ม


หลิวอีหู่เกาหัวอย่างเขินๆ


“ผมพอเรียนได้ครับ แค่ยังไม่ค่อยกล้าขับออกถนน ต้องฝึกอีกหน่อย แต่คุณน้าสามไม่รู้หรอกครับว่าเหวินซินนี่เก่งแค่ไหน เขาฟังเขาสอนแค่รอบเดียวก็ขับได้แล้ว เหมือนมีพรสวรรค์เลย”


หลิวเต๋อซิงก็พยักหน้าเห็นด้วย


“ใช่แล้ว เด็กคนนี้ฉลาดมาก แค่จับเครื่องก็ขับได้ทันที”


ตอนพูด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ยังไงหลิวเหวินซินก็เป็นหลานของเขา ฉลาดแบบนี้ก็ต้องได้เชื้อเขามาแน่นอน


สวี่เหมียวเหมียวเองก็เห็นตอนนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ไม่คิดว่าเหวินซินจะเรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้ ดูเหมือนเด็กคนนี้จะมีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ


เมื่อรถแทรกเตอร์ขับเข้าสู่หมู่บ้านหลิวเจีย ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็พากันออกมาดู แม้แต่หลิวเม่าที่กำลังคุมงานสร้างบ้านหลังบ้านสวี่เหมียวเหมียว พร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ก็วิ่งออกมาที่ถนน


เมื่อเห็นว่าคนขับรถแทรกเตอร์คือหลิวเหวินซิน และคนที่นั่งอยู่บนรถคือใคร ทุกคนต่างตกตะลึงจนปากอ้าค้าง


รถแทรกเตอร์ขับไปทางไหน ชาวบ้านก็เดินตามไปทางนั้น ตามกันไปจนถึงหน้าบ้านสวี่เหมียวเหมียว


ผู้คนล้อมรถแทรกเตอร์และคนบนรถไว้แน่น ผู้ใหญ่บ้านเองก็เบียดเข้าไปด้านหน้าอย่างตื่นเต้น ลูบรถแทรกเตอร์ไปมา ก่อนจะหันมาถามสวี่เหมียวเหมียว


“แม่ของเหวินซิน เธอซื้อรถแทรกเตอร์แล้วจริงๆเหรอ!”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า พลางถือของเบียดออกจากฝูงชน


เธอไม่อยากถูกล้อมอยู่นาน พอเข้าไปดูในบ้านแล้ว เธอก็โล่งใจ ดูเหมือนว่าร้านสวี่จี้ยังไม่ได้ส่งคนมารับของ


ด้านนอก หลิวเต๋อซิงกับคนอื่นๆ ถูกชาวบ้านล้อมถามคำถามไม่หยุด แต่เขาก็อารมณ์ดี ตอบทุกคำถาม รถแทรกเตอร์คันนี้สะใภ้ของเขาเป็นคนซื้อ ก็เท่ากับว่าเป็นของครอบครัวเขาเหมือนกัน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่เคยหายไปเลย 


ส่วนหลิวเหวินซิน กลายเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่ขับรถแทรกเตอร์ได้ จึงกลายเป็นคนที่ได้รับความสนใจที่สุดในหมู่บ้านทันที โดยเฉพาะในสายตาของพวกผู้หญิงในหมู่บ้าน


ตอนนี้หลิวเหวินซินไม่ใช่แค่ชายหนุ่มซื่อๆคนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นชายหนุ่มที่บ้านทำธุรกิจขนมปัง มีรถแทรกเตอร์ และยังขับรถแทรกเตอร์เป็น!


หลิวเม่ามองดูอยู่พักใหญ่ก่อนจะเรียกให้ทุกคนแยกย้าย เขายังต้องพาคนไปสร้างบ้านต่อ วันหนึ่งตั้งสองหยวน จะเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้


ประมาณบ่ายโมงกว่าๆ รถที่ร้านสวี่จี้ส่งมารับขนมปังก็มาถึง สวี่เหมียวเหมียวไม่คิดว่าสวี่เฉิงจะมาด้วยตัวเอง เขาขับรถเก๋งคันเล็กมา และด้านหลังยังมีรถบรรทุกคันใหญ่ตามมาอีกคัน ดูยิ่งใหญ่กว่ารถแทรกเตอร์เสียอีก ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจึงมารวมตัวกันที่หน้าบ้านสวี่เหมียวเหมียวอีกครั้ง


แม้แต่หลิวเม่ายังคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากที่ไหนมาลงพื้นที่ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขามาหาสวี่เหมียวเหมียว


ตอนนี้สวี่เหมียวเหมียวในสายตาของชาวบ้านไม่ธรรมดาเลย รู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย


สำหรับชาวบ้าน แค่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรถเก๋ง หลายคนยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ


สวี่เฉิงลงจากรถ พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวก็หัวเราะออกมา


“คุณสวี่ ในที่สุดผมก็หาบ้านคุณเจอแล้ว ฮ่าๆๆ”


หมู่บ้านหลิวเจียอยู่ห่างไกลเกินไป เขาต้องถามทางคนหลายคนกว่าจะหาเจอ


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มต้อนรับ “ยินดีต้อนรับคุณสวี่ เชิญเข้ามานั่งพักดื่มน้ำก่อนค่ะ”


สวี่เฉิงเดินเข้าไปก่อน ส่วนคนขับรถบรรทุกที่ชื่อเหล่าหลินก็เดินตามเข้ามา


สวี่เหมียวเหมียวหันไปมองหลิวเม่าแล้วพูดอย่างสุภาพ “ผู้ใหญ่บ้านจะเข้ามานั่งพักด้วยไหมคะ?”


หลิวเม่ารีบโบกมือทันที “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ฉันยังต้องไปทำงานต่อ”


เขารู้ตัวดี อีกฝ่ายมาคุยเรื่องธุรกิจ ถ้าเขาเข้าไปนั่งด้วยก็จะเป็นการรบกวน


เมื่อผู้ใหญ่บ้านเดินไปแล้ว ชาวบ้านคนอื่นก็ไม่กล้าเข้าไป ได้แต่ยืนซุบซิบอยู่หน้าประตู


แต่ซุบซิบกันอยู่นานก็ยังไม่รู้ว่าคนพวกนี้เป็นใคร สุดท้ายจึงค่อยๆแยกย้ายกันไป


หลี่หงอิงยกน้ำมาให้ แล้วก็นั่งเฝ้าขนมปังอยู่ในห้องโถง สะใภ้สามเป็นผู้หญิง จะอยู่กับผู้ชายสองคนในห้องตามลำพัง เดี๋ยวคนอื่นเอาไปพูดไม่ดี


สวี่เฉิงดื่มน้ำเสร็จแล้วก็เข้าเรื่องทันที เขาหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า


“นี่คือเงินที่เหลือ สองร้อยหยวน”


สวี่เหมียวเหมียวไม่เกรงใจ รับเงินแล้วไปเอาขนมปัง


เหล่าหลินที่มาด้วยช่วยยกของ ไม่นานขนมปังก็ถูกขนขึ้นรถบรรทุกหมด รถบรรทุกคันใหญ่มาก ขนมปังที่ขนขึ้นไปยังใช้พื้นที่แค่เล็กน้อย เรียกได้ว่าใช้ของใหญ่เกินความจำเป็นเลยทีเดียว


สวี่เฉิงพูดขึ้น “คุณสวี่ เราต้องรีบไปแล้ว ทางค่อนข้างไกล ไว้ครั้งหน้าผมจะมาใหม่”


“ได้ค่ะ ขอให้เดินทางปลอดภัย” 


สวี่เหมียวเหมียวส่งสวี่เฉิงขึ้นรถ เขาไม่ได้พูดว่าครั้งหน้าจะสั่งเท่าไร ซึ่งก็อยู่ในความคาดหมายของเธอ


ทันทีที่สวี่เฉิงจากไป เจ้าของร้านจากอำเภอกั่วซานทั้งหกคนก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงอีกครั้ง พวกเขาหวังว่าพรุ่งนี้จะยังส่งของให้ได้ 


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าตกลงทันที ทั้งหกคนสั่งคนละสามร้อยจิน รวมทั้งหมดหนึ่งพันสองร้อยจิน บวกกับออร์เดอร์ของอำเภออันเหอ รวมทั้งหมดสองพันสองร้อยจิน เยอะเกินไปแล้ว!


สวี่เหมียวเหมียวจึงตัดสินใจทันที ต้องรับคนเพิ่ม!


เธอเรียกหลิ่วเสี่ยวเยี่ยน ภรรยาของหลิวอีหู่


เจียงหลานหลาน ภรรยาของหลิวเอ้อหู่


หลี่ไหวฮวา ภรรยาผู้ใหญ่บ้าน


และหลินซวง ลูกสะใภ้คนโตของเธอ 


คนเยอะจนในบ้านนั่งไม่พอ สวี่เหมียวเหมียวจึงย้ายของออกมาทำในลานบ้าน


หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เธอก็ให้หลิวเหวินซินขับรถแทรกเตอร์พาเธอไปอำเภอ เพื่อไปซื้อแป้งทั้งหมดจากร้านขายธัญพืช


เธอเหมาซื้อจนหมดร้าน พร้อมกำชับเจ้าของร้านให้ส่งแป้งมาที่บ้านทุกวัน


เจ้าของร้านรู้จักสวี่เหมียวเหมียวมาหลายครั้งแล้ว จึงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว


หลังจากนั้นเธอก็ไปซื้อน้ำตาล น้ำมัน และวัตถุดิบอื่นๆจนรถแทรกเตอร์เต็มแน่น จึงขับกลับบ้าน


ชาวบ้านเห็นเธอลากของกลับมาเต็มรถ ก็แทบไม่ตกใจแล้ว เพราะแค่วันนี้วันเดียว พวกเขาก็ตกใจจนชาไปหมดแล้ว


ในสายตาของชาวบ้านตอนนี้ สวี่เหมียวเหมียวคือคนทำธุรกิจใหญ่ เป็นเจ้าของกิจการตัวจริง 


เรื่องขนของให้หลิวเหวินซินกับลูกชายคนอื่นจัดการ ส่วนสวี่เหมียวเหมียวเดินไปหาผู้ใหญ่บ้านที่กำลังคุมงานหลังบ้าน


“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันอยากสร้างห้องเพิ่มอีกสองห้องไว้ทำขนมปัง แล้วล้อมกำแพงรอบๆ ให้บ้านที่ฉันอยู่กับโรงทำขนมปังอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่แยกกันด้วยกำแพงอีกชั้น คุณเข้าใจไหมคะ?”


สวี่เหมียวเหมียวอธิบายความคิดของตัวเอง พูดไปก็รู้สึกว่าตัวเองอธิบายไม่ค่อยชัด กลัวผู้ใหญ่บ้านจะไม่เข้าใจ


แต่หลิวเม่ากลับพยักหน้าทันที “ฉันเข้าใจ เธออยากจะ…”


สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างตื่นเต้น


“ใช่ค่ะ แบบนั้นเลย! ต้องใช้เงินประมาณเท่าไร?”


“จะสร้างโรงทำขนมปังกี่ห้อง?”


“สองห้อง แบบโรงงานใหญ่ๆ ไม่ต้องดีมาก แค่กันลมกันฝนได้ก็พอ”


หลิวเม่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ


“เรื่องนี้ง่าย น่าจะประมาณสามร้อยหยวนก็พอ”


“ตกลงค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวหยิบเงินออกมาจ่ายทันที


หลังจากตกลงกันเรียบร้อย เธอจึงสังเกตเห็นว่า บ้านที่กำลังก่อสร้างของเธอเปลี่ยนไปทุกวัน ตอนนี้ฐานรากเสร็จแล้ว กำลังเริ่มก่อกำแพงขึ้นมา


ผู้ใหญ่บ้านหาคนมาช่วยงานไว้มาก ดูเหมือนอีกไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเสร็จแล้ว


บทที่ 47: คุณเคยนั่งรถเก๋งมาก่อนหรือเปล่า?


“ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องบ้านหลังนี้หยุดก่อสร้างไว้ก่อนเถอะค่ะ ช่วยสร้างโรงทำขนมปังก่อน ตอนนี้บ้านฉันแทบไม่มีที่เหลือแล้วจริงๆ” สวี่เหมียวเหมียวคิดถึงภาพบ้านที่แออัดจนแทบขยับตัวไม่ได้ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที


“ได้ ไม่มีปัญหา” ผู้ใหญ่บ้านตอบอย่างสบายๆ


วัสดุก่อสร้างก็มีพร้อมอยู่แล้ว จะสร้างอะไรก่อนหลังล้วนไม่ต่างกัน ตอนนี้เขาแทบไม่มีความเห็นขัดแย้งกับสวี่เหมียวเหมียวเลย ไม่เพียงแต่เธอให้ค่าแรงเขา ยังให้ค่าแรงภรรยาและลูกสะใภ้ของเขาด้วย


ในบ้านมีคนทำงานกับเธอสามคน วันหนึ่งได้หกหยวน เดือนหนึ่งรวมแล้วมากกว่าที่ลูกชายคนโตของเขาไปทำงานในโรงงานเสียอีก!


หลังคุยเรื่องงานเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวกลับถึงบ้านก็สายมากแล้ว ถึงเวลาต้องทำอาหาร แต่ตอนนี้ในบ้านมีคนเยอะเหลือเกิน ถ้าให้เธอทำอาหารคนเดียวเลี้ยงทุกคนคงเหนื่อยแย่ เธอจึงตัดสินใจให้ทุกคนกลับไปกินข้าวที่บ้านของตัวเองก่อน ครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยกลับมา


ไม่ใช่ว่าเธอขี้เหนียวหรือเสียดายข้าวปลาอาหาร แต่เธอขี้เกียจจริงๆ ทำวันสองวันยังพอไหว แต่ถ้าต้องทำแบบนี้ทุกวัน เธอคงไม่อยากเข้าครัวไปทั้งชีวิต


หลายคนกลับบ้านไปกินข้าวแล้วก็รีบกลับมา ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็กลับถึงบ้านสวี่เหมียวเหมียวแล้ว เรื่องพวกนี้สวี่เหมียวเหมียวเห็นอยู่ในสายตาทั้งหมด ตอนค่ำเมื่อเลิกงาน เธอให้ขนมปังคนละหลายก้อนเอากลับบ้านไปกิน


เฮ้อ… วันอันวุ่นวายผ่านไปเสียที


สวี่เหมียวเหมียวเหนื่อยจนแทบไม่มีแรง พอหัวถึงหมอนก็หลับทันที 


เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งครอบครัวกินข้าวเสร็จก็เริ่มงานของวันใหม่


หลิวเหวินซินขับรถแทรกเตอร์พาหลิวเหวินเซ่าและหลิวอีหู่ไปส่งของที่อำเภอกั่วซาน การพาหลิวอีหู่ไปด้วยก็เพื่อให้เขาได้ฝึกขับตอนขากลับ จะได้ขับบนถนนได้เร็วขึ้น


ส่วนหลิวเหวินจวิ้นก็กำลังมัดขนมปังบนจักรยาน แต่พอมองดูปริมาณขนมปังแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว ตอนนี้จักรยานใส่ไม่พอแล้ว


“แม่ครับ ทำยังไงดี ถ้าผมต้องวิ่งไปกลับหลายรอบคงไม่ทันแน่” เขาพูดอย่างกังวล


“ลุงหนิวไม่มาเหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวถามอย่างแปลกใจ


หลิวเหวินจวิ้นส่ายหัว


“งั้นลูกรอก่อน แม่จะไปเรียกลุงหนิว” สวี่เหมียวเหมียวเดินออกไปทันที


เธอเห็นลุงหนิวยืนรออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านตั้งแต่ไกล เหมือนกำลังรอรับชาวบ้านที่จะเข้าอำเภอ


ลุงหนิวเห็นเธอเดินมาก็ยิ้ม “แม่ของเหวินซิน จะไปอำเภอเหรอ?”


ตั้งแต่วินาทีที่เห็นลุงหนิว สวี่เหมียวเหมียวก็เข้าใจทันทีว่าเขาคิดอะไรอยู่ เธอยิ้มแล้วพูดว่า


“ลุงหนิว ขอโทษนะคะ เมื่อวานฉันลืมบอก ตั้งแต่วันนี้ไป ลุงช่วยส่งของไปอำเภออันเหอให้หน่อยได้ไหม เหวินจวิ้นขี่จักรยานคนเดียวส่งไม่ไหว ลุงช่วยขนไปส่วนหนึ่ง พอถึงอำเภอเหวินซินจะไปหาเอง ฉันให้ค่าแรงวันละสองหยวน ไม่รบกวนงานพาชาวบ้านไปตลาดด้วย ลุงว่ายังไงคะ?”


เมื่อวานเธอยุ่งเกินไปจนลืมเรื่องนี้ 


ลุงหนิวดีใจมาก “ดีๆๆ แน่นอนว่าผมยินดี!”


เมื่อวานเห็นสวี่เหมียวเหมียวซื้อรถแทรกเตอร์ เขาคิดไปเองว่าเธอคงไม่ใช้เกวียนวัวของเขาแล้ว เขาไม่กล้าถาม ได้แต่คิดไปเอง ตอนนี้รู้ว่าตัวเองคิดมากไปจริงๆ


“งั้นตกลงตามนี้นะคะ” สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม


เพราะต้องขนทั้งขนมปังและชาวบ้าน ลุงหนิวกลัวว่าจะมีอะไรหายระหว่างทางหรือเกิดปัญหาโดยไม่รู้ตัว เขาจึงกลับบ้านไปพาภรรยามานั่งด้านหลังเกวียน มีภรรยาคอยดูของ เขาจึงวางใจ


ช่วงบ่าย สวี่เฉิงก็มาที่บ้านอีกครั้ง ทำให้สวี่เหมียวเหมียวประหลาดใจ


“คุณสวี่ ขนมปังของคุณพอขายแล้วธุรกิจผมดีมากเลย ผมโทษตัวเองจริงๆที่สายตาสั้น สั่งไปน้อยเกิน ขายไม่พอเลย ครั้งนี้ผมอยากสั่งสองพันจิน นี่คือเงินมัดจำ”


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้รับเงิน แต่พูดอย่างเสียดาย


“คุณสวี่ ตอนนี้สถานการณ์ที่บ้านคุณก็เห็นแล้ว สถานที่เล็ก คนงานก็ไม่พอ ตอนนี้ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่สั่ง ของสองพันจินฉันทำไม่ทันจริงๆ เอาอย่างนี้ไหม รอสองวันก่อน พอโรงทำขนมปังหลังใหม่สร้างเสร็จแล้ว คุณค่อยสั่งจำนวนนี้”


ตอนนี้แค่คำสั่งซื้อที่มีอยู่ก็ทำกันจนถึงค่ำทุกวันแล้ว


สวี่เฉิงจึงได้แต่พยักหน้า ความจริงแล้วสวี่เหมียวเหมียวก็จนปัญญา นอกจากสถานที่และคนงานแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่อีกอย่างที่จำกัดการผลิต


เตาอบไม่พอ!


เธอต้องหาวิธีซื้อเตาอบเพิ่ม เมื่อนึกถึงตรงนี้ สายตาของเธอก็มองไปที่สวี่เฉิง


“คุณสวี่ ฉันอยากไปซื้อของที่ตัวเมือง คุณช่วยติดรถไปด้วยได้ไหม?” นั่งรถเก๋งเร็วกว่าไปขึ้นรถบัสมาก


“ได้สิ ไม่มีปัญหา” สวี่เฉิงดีใจด้วยซ้ำที่ได้ใช้เวลากับเธอมากขึ้น


ผู้หญิงเก่งอย่างสวี่เหมียวเหมียว เขาไม่เคยเจอมาก่อน


“งั้นรอสักครู่ค่ะ”


สวี่เหมียวเหมียวไปบอกหลี่หงอิงถึงแผนของตัวเอง และบอกให้วันนี้ทำขนมปังเพิ่ม พร้อมฝากให้ดูแล เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร จากนั้นก็เรียกหลิวเหวินเล่อมากำชับให้ดูแลบ้าน


ในบ้านมีคนเยอะ หลี่หงอิงต้องทำงาน ถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้ไปหาหลี่หงอิง ถ้าเธอกลับไม่ทันคืนนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วง


หลิวเหวินเล่อพยักหน้าจริงจัง จำคำพูดทุกอย่างไว้ในใจ


หลังจัดการทุกอย่างแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็หยิบกระเป๋าหนึ่งใบ ใส่ถุงกระสอบหลายใบไว้ด้านใน อย่างอื่นไม่ได้เอาไป


เงินและของสำคัญทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เก็บของในระบบ เธอนั่งที่เบาะข้างคนขับของรถเก๋ง แล้วคาดเข็มขัดนิรภัยตามสัญชาตญาณ ทุกอย่างนี้อยู่ในสายตาของสวี่เฉิง ทำให้เขาสงสัยเธอมากขึ้น


รถเริ่มเคลื่อนตัว สวี่เฉิงยิ้มแล้วถามขึ้น


“คุณสวี่ คุณเคยนั่งรถเก๋งมาก่อนหรือเปล่า?”


“หืม?” สวี่เหมียวเหมียวไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามแบบนั้น


“ผมเห็นตอนคุณเปิดประตูขึ้นรถและคาดเข็มขัด ดูคล่องมาก เหมือนไม่ใช่ครั้งแรกที่นั่ง”


สวี่เหมียวเหมียวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย


“คุณเดาถูกแล้ว”


พูดจบก็ไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม ปล่อยให้สวี่เฉิงเดาเอาเอง


เธอไม่เพียงแต่นั่งมาแล้ว เธอยังขับเป็นด้วย!


สำหรับชาวบ้าน รถเก๋งคือสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง แต่สำหรับสวี่เหมียวเหมียว มันก็แค่ยานพาหนะเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น


ไม่นานทั้งสองก็มาถึงตัวเมือง ถ้าเทียบกับการนั่งรถบัส เวลาลดลงไปถึงสองในสาม!


ถ้าถนนดีกว่านี้คงเร็วกว่านี้อีก 


สวี่เหมียวเหมียวขอบคุณสวี่เฉิงแล้วแยกตัว สวี่เฉิงบอกว่าจะรอส่งเธอกลับหมู่บ้าน แต่เธอปฏิเสธอย่างสุภาพ แค่ได้ติดรถมาก็พอแล้ว เธอไม่อยากรบกวนเขาเกินไป


เธอเป็นแม่ม่าย ถึงแม้เธอจะไม่สนใจคำพูดของชาวบ้าน แต่ก็ไม่อยากให้ลูกชายทั้งสี่ต้องถูกนินทา


สวี่เหมียวเหมียวเดินดูในตัวเมืองอยู่พักใหญ่ โดยเฉพาะเดินดูตามหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่ง เพื่อถามราคาบ้าน จากนั้นจึงขึ้นรถกลับ


เมื่อถึงบ้านก็ค่ำมืดแล้ว เธอนำเตาอบที่ซื้อจากระบบออกมา ใส่ไว้ในกระสอบ


คราวนี้เธอซื้อเตาอบขนาดใหญ่ ทั้งหมดสิบสองเครื่อง น่าจะเพียงพอแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวเดินกลับบ้าน แล้วไปเรียกหลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเซ่า


เตาอบใหม่ถูกกองไว้ในห้องของเธอก่อน พรุ่งนี้ค่อยแกะ ล้าง แล้วค่อยนำมาใช้


บทที่ 48: โรงทำขนมปัง


หลี่หงอิงตกใจทันทีเมื่อเห็นสวี่เหมียวเหมียว


“สะใภ้สาม กลับมาแล้วเหรอ! ฉันนึกว่าเธอจะกลับพรุ่งนี้เสียอีก!”


“ฉันนั่งรถเก๋งไปค่ะ ไม่เสียเวลาเท่าไร เลยรีบกลับมาได้”


“ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม เดี๋ยวฉันไปต้มบะหมี่ให้กิน”


“ได้ค่ะ”


ตอนกลางคืนหลี่หงอิงเพิ่งรีดเส้นบะหมี่ทำให้หลานๆกิน ยังเหลืออยู่อีกไม่น้อย


บะหมี่ทำง่าย ไม่นานชามใหญ่ร้อนๆ ก็ถูกยกมาตรงหน้าสวี่เหมียวเหมียว


“แม่ ให้เด็กๆยกมาก็พอค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวรีบลุกขึ้นรับ


หลี่หงอิงพูดอย่างเอ็นดู


“รีบกินเถอะ กินตอนร้อนๆ ถ้าไม่พอในหม้อยังมีอีก”


สะใภ้สามเหนื่อยมาทั้งวัน ต้องกินให้มากหน่อย


สวี่เหมียวเหมียวมองบะหมี่ชามใหญ่ตรงหน้าอย่างลำบากใจ


“แม่ เยอะเกินไปค่ะ ฉันกินไม่หมด”


ช่วงนี้เธอควบคุมปริมาณอาหารมาตลอด นานเข้าเลยกลายเป็นนิสัย ดูเหมือนกระเพาะจะเล็กลงไปหน่อย


“ก็ไม่ได้เยอะอะไรนี่ ฉันว่าช่วงนี้เธอผอมลงไปเยอะนะ กินข้าวให้มากหน่อย คนอ้วนหน่อยถึงจะมีวาสนา” หลี่หงอิงพูดอย่างเป็นห่วง


สะใภ้สามต้องจัดการเรื่องมากมาย กินก็ไม่ดี นอนก็ไม่พอ พรุ่งนี้เธอต้องให้ลูกสะใภ้ฆ่าแม่ไก่สักตัวมาตุ๋นบำรุงแล้ว


“แม่ ฉันกินไม่ไหวจริงๆค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างจนใจ


“งั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันไปเอาชามมา เธอตักแบ่งกินเอา”


สวี่เหมียวเหมียวกินไม่หมด ส่วนที่เหลือถูกหลิวเหวินจวิ้นกับหลิวเหวินเล่อแบ่งกันกินจนเกลี้ยง เด็กวัยกำลังโต กินเท่าไรก็หมด ท้องเหมือนหลุมไร้ก้น


คืนนั้นสวี่เหมียวเหมียวซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักจากระบบ แล้วขึ้นไปยืนด้วยความคาดหวัง


โอ้โห! เธอเหลือสองร้อยจินแล้ว!


ก่อนหน้านี้น้ำหนักของเธอเกือบสามร้อยจินเลยทีเดียว


ด้วยส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร เธอยังต้องลดอีกหนึ่งร้อยสิบจิน ถึงจะกลายเป็นสาวรูปร่างเพรียว


เธอเก็บเครื่องชั่งไว้ แล้วนอนลงบนเตียง ทันใดนั้นก็เพิ่งนึกขึ้นได้


ถ้าลดน้ำหนักเร็วขนาดนี้ ต้องมีรอยแตกลายแน่นอน เรื่องนั้นเธอรับไม่ได้


ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป เธอต้องเริ่มออกกำลังกาย เพื่อลดโอกาสเกิดรอยแตกลาย


เมื่อเสียงไก่ขันดังขึ้น หมู่บ้านหลิวเจียก็ตื่นขึ้นอีกครั้ง


ก่อนจะกินข้าวเช้า สวี่เหมียวเหมียวออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน หลังจากวิ่งครบห้ารอบ เธอก็หอบจนแทบยืนไม่อยู่ ขาทั้งสองสั่นไปหมด แต่เธอก็ยังฝืนเดินต่ออีกเกือบห้ารอบ ทั้งตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ


ความรู้สึกหลังออกกำลังกายทั้งเหนื่อยทั้งสดชื่น ทำให้เธอทั้งรักทั้งทรมาน เธออยากนอนลงกับพื้นพักสักหน่อยเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็ฝืนตัวเอง กลับบ้านไปอาบน้ำแล้วค่อยพักก็ได้


ในขณะนั้นเอง เสียงของหม่าเยี่ยนก็ดังขึ้น


“ฉันพูดจริงนะ พวกเธออย่าไม่เชื่อ เมื่อวานฉันเห็นกับตา สวี่เหมียวเหมียวนั่งขึ้นรถเก๋ง รถคันนั้นมีแค่สองคน ฉันว่าผู้ชายคนนั้นต้องเป็นชู้ของเธอแน่ ครอบครัวหลิวเต๋อซิงกลับไม่รู้เรื่องเลย”


หม่าเยี่ยนยืนเหยียบก้อนหินใหญ่ ถือชามข้าวในมือ พูดกับชาวบ้านที่กำลังกินข้าวอย่างออกรสออกชาติ


“บางทีธุรกิจขนมปังของเธออาจจะได้ผู้ชายช่วยก็ได้ ไม่อย่างนั้นแม่ม่ายอย่างเธอจะเก่งขึ้นมาทันทีได้ยังไง ถ้าไม่มีผู้ชายลับๆช่วย ฉันจะตัดหัวตัวเองเตะเล่นเลย!”


ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา หม่าเยี่ยนอิจฉาจนแทบคลั่ง เห็นคนเข้าออกบ้านสวี่เหมียวเหมียวตลอด ก็รู้สึกเหมือนมีไฟลุกในใจ


“ใช่แล้ว พวกเธอสังเกตไหม คนที่มาหาเธอมีแต่ผู้ชาย ฉันว่าคงมีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้น…”


หม่าเยี่ยนยิ่งพูดยิ่งมัน ยิ่งพูดยิ่งคิดว่าตัวเองค้นพบความลับใหญ่ของสวี่เหมียวเหมียว เธอจมอยู่กับจินตนาการของตัวเอง ไม่ทันสังเกตเลยว่าคนที่ฟังเธออยู่ ต่างมีสีหน้าตกใจและลำบากใจ


“อ๊าย!”


ทันใดนั้นก็มีคนเตะเธอจากด้านหลังอย่างแรง


หม่าเยี่ยนล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นทันที เหตุผลที่เรียกว่าหน้าคว่ำก็เพราะ… ตรงนั้นมี ‘กองขี้หมา’ ที่เจ้าหวงเพิ่งถ่ายไว้ หน้าของเธอพุ่งลงไปพอดี


ชาวบ้านต่างตกใจ รีบถอยออกห่าง


“ถุยๆๆ อ๊าก ใครกล้าเตะฉัน—อ้วก…”


คนรอบข้างเริ่มพะอืดพะอมตามไปด้วย


หม่าเยี่ยนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ใช้มือปาดปาก พอเห็นว่าสวี่เหมียวเหมียวยืนอยู่ข้างหลัง เธอก็ลืมไปเลยว่าปากยังเปื้อนขี้หมา มือสั่นชี้ไปที่สวี่เหมียวเหมียว


“เธอ…เธอ…เธอ…”


พูดไม่ออกสักคำ


“อ้วก…”


หม่าเยี่ยนรีบวิ่งไปที่ลำธารใกล้ๆ แล้วก้มลงล้างปาก


หลังจากล้างเสร็จ เธอก็เห็นว่าต้นน้ำไม่ไกลมีชายคนหนึ่งกำลังล้างถังอยู่ หม่าเยี่ยนจำได้ทันทีว่า นั่นคือ ถังปัสสาวะที่ใช้ตอนกลางคืน!


“อ้วก—”


เธออาเจียนจนแทบหมดแรง


ตอนที่กำลังจะกลับไปหาเรื่องสวี่เหมียวเหมียว สวี่เหมียวเหมียวก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเธออย่างเงียบๆ แล้วก็… ยกเท้าถีบ!


ซ่า!


เสียงน้ำกระเซ็นดังขึ้น พร้อมเสียงกรีดร้องของหม่าเยี่ยน


สวี่เหมียวเหมียวปัดมือเบาๆ แล้วเดินจากไป ทิ้งให้ชาวบ้านยืนมองหม่าเยี่ยนดิ้นอยู่ในลำธารอย่างงงงัน


หลายคนแอบดีใจในใจ โชคดีที่พวกเขาไม่ได้พูดจาใส่ร้ายสวี่เหมียวเหมียว


น้ำในลำธารไม่ได้ลึกมาก หม่าเยี่ยนดิ้นอยู่ครู่หนึ่งก็รู้ว่าตัวเองไม่จมน้ำ แต่พอเธอกำลังจะด่า ก็เห็นงูน้ำตัวหนึ่ง โผล่ขึ้นมาใกล้ๆ กำลังแลบลิ้นมองเธอ เธอตกใจจนแทบไม่กล้าหายใจ


“อ๊าย!”


แม้สวี่เหมียวเหมียวจะเดินกลับถึงบ้านแล้ว ยังได้ยินเสียงกรีดร้องนั้นอยู่ไกลๆ


เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอเห็นหลิวเต๋อซิงยืนรออยู่หน้าประตู


“พ่อ มาทำอะไรคะ?”


“สะใภ้สาม ภูเขาถูกล้อมเรียบร้อยแล้ว นี่คือเงินที่เหลือ” หลิวเต๋อซิงยื่นเงินห้าหยวนให้


สวี่เหมียวเหมียวรับไว้


“ลำบากพ่อ พี่ใหญ่ และพี่รองแล้วค่ะ”


ช่วงนี้เธอยุ่งมาก ยังไม่มีเวลาไปดูภูเขาเลย


สองวันต่อมา โรงทำขนมปังสร้างเสร็จแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวดีใจมาก บังเอิญโต๊ะยาวและม้านั่งที่เธอสั่งจากอำเภอก็มาส่งพอดี เธอตัดสินใจทันที ย้ายทุกอย่างเข้าโรงทำขนมปัง!


โรงทำขนมปังมีสองห้อง ห้องหนึ่งใช้ทำขนมปัง อีกห้องใช้เก็บขนมปังและวัตถุดิบ ส่วนห้องผลิตยังแบ่งออกเป็นสองโซน โซนหนึ่งสำหรับนวดแป้งและเตรียมแป้ง อีกโซนหนึ่งสำหรับ.อบขนมปัง


หลังจากย้ายของเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวยืนอยู่กลางโรงทำขนมปังกว้างๆ แล้วประกาศ


“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โรงงานขนมปังของพวกเราก็เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว! ต่อไปหวังว่าทุกคนจะตั้งใจทำงาน แล้วเราจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น!”


หลี่หงอิงเป็นคนแรกที่ปรบมือ คนอื่นๆในโรงทำขนมปังก็ปรบมือตาม


หลิวเหวินเล่อดีใจมาก ปรบมือแรงที่สุด


หลิวเหวินเซ่ามองสวี่เหมียวเหมียวที่ยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนมีแสงสว่างออกมาจากตัวเธอ เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก นี่ไม่ใช่ชาวนาแม่บ้านธรรมดาเลย


แม่ของเขา… คือ ‘เจ้าของกิจการตัวจริง’


บทที่ 49: บ้านใหม่


บรรยากาศที่เธอแผ่ออกมา ยังน่าเชื่อถือยิ่งกว่าตอนผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่เสียอีก


สวี่เหมียวเหมียวกดมือทั้งสองลงเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ ก่อนจะพูดต่อ


“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ค่าแรงของโรงทำขนมปังเราจะจ่ายเป็นรายเดือน เวลาเข้างานคือแปดโมงเช้า เลิกเที่ยง ตอนบ่ายหนึ่งโมงกลับมาทำงานต่อ เลิกงานหกโมงเย็น ถ้ามีการทำงานล่วงเวลา จะมีค่าโอทีให้


ถ้ามีธุระก็ลางาน ถ้าไม่มีธุระก็ต้องมาทำงาน สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงคือ ‘ล้างมือให้สะอาด’ ทุกคนต้องใส่ใจเรื่องความสะอาด เพราะนี่คืออาหารที่คนกินเข้าไปในท้อง ต้องสะอาดเท่านั้น”


เธอกล่าวต่อว่า


“กฎพวกนี้เดี๋ยวให้เหวินเซ่าช่วยเขียนแล้วติดประกาศไว้ ถ้าลืมก็ไปดูได้ เอาล่ะ เริ่มทำงานกันได้”


จากนั้นเธอเรียกหลี่หงอิงมา ให้เธอช่วยไปหาคนในหมู่บ้านที่ซื่อสัตย์เพิ่มอีก


นอกจากนี้ ฝั่งโกดังเก็บขนมปังก็ต้องการคนเฝ้าประตูและจดบัญชี


คนแรกที่สวี่เหมียวเหมียวนึกถึงคือ ‘หลิวอวี้หาง’ หลานชายของคุณย่าหลิว เด็กคนนั้นหัวไว เคยเรียนประถม อ่านออกเขียนได้ เรื่องจดบัญชีไม่น่ามีปัญหา เธอจึงไปหาคุณย่าหลิวทันที


คุณย่าหลิวตอบตกลงโดยไม่ลังเล แล้วรีบไปเรียกหลานชายมา


หลิวอวี้หางยืนอยู่ตรงหน้าสวี่เหมียวเหมียวอย่างประหม่า


“อา…อาสะใภ้”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


“เธอยินดีช่วยเฝ้าโกดังให้ฉันไหม ต้องอยู่ที่นั่นทั้งกลางวันและกลางคืน ตอนกลางคืนต้องนอนเฝ้าด้วย จะกลัวไหม?”


“ผมยินดีครับอาสะใภ้ ผมกล้าครับ ไม่กลัวเลย!”


“ดี งั้นกุญแจโกดังฉันฝากไว้กับเธอแล้วนะ”


“ครับ!”


สวี่เหมียวเหมียวอธิบายเพิ่มเติมว่า ขนมปังทุกชิ้นที่เข้าและออกจากโกดังต้องจดบันทึกไว้ ถ้าตัวเลขไม่ตรง เขาต้องรับผิดชอบ


หลิวอวี้หางฟังอย่างตั้งใจ จำทุกคำพูดของเธอไว้


คุณย่าบอกเขาแล้วว่า อาสะใภ้สวี่คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขา ต่อให้ไม่ได้ค่าแรง เขาก็ต้องช่วยทำงานให้ดีที่สุด


ในหมู่บ้าน อาสะใภ้สวี่เป็นคนที่ดีกับครอบครัวเขามากที่สุด เขาจะทำงานนี้ให้ดีแน่นอน


หลี่หงอิงทำงานรวดเร็วมาก ไม่ถึงครึ่งวันก็หาคนมาได้กว่าสิบคน แต่คนพวกนี้ยังต้องทดลองงานก่อน ถ้าทำงานไม่ดีหรือไม่ซื่อสัตย์ ก็จะถูกให้ออก


สวี่เหมียวเหมียวเมื่อมอบหมายงานให้หลี่หงอิงแล้ว ก็ไม่คิดจะเข้าไปจัดการเองอีก เธอไม่อยากเหนื่อยจนเกินไป


หน้าที่อบขนมปังถูกมอบให้หลี่ซิ่วฮวา พี่สะใภ้ของเธอ แต่เตาอบกว่ายี่สิบเครื่อง คนเดียวดูไม่ไหว สวี่เหมียวเหมียวจึงให้หลิ่วเสี่ยวเยี่ยน ลูกสะใภ้คนโตของหลี่ซิ่วฮวามาช่วยด้วย


เมื่อจัดการทุกอย่างในโรงทำขนมปังเสร็จ ก็ถึงเวลาเที่ยงพอดี


สวี่เหมียวเหมียวลากหลิวเหวินเล่อไปช่วยทำอาหาร หลิวเหวินเล่ออยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ลังเล


เขาไม่ได้กินเนื้อกระต่ายมานานแล้ว ยังจำรสชาติครั้งก่อนที่กินได้ดี มันอร่อยมากจริงๆ


แต่พอคิดว่าลูกกระต่ายพวกนั้นเขาเป็นคนเลี้ยงมากับมือ ก็เริ่มรู้สึกเสียดาย จะทำยังไงดี?


เขาลังเลจนคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน


“เป็นอะไร อยากกินอะไร แม่ทำให้ได้” สวี่เหมียวเหมียวถาม


เมื่อเขายังไม่พูด เธอจึงพูดต่อเอง


“ถ้าลูกไม่บอก แม่จะทำเมนูที่พี่ๆลูกชอบนะ”


คำพูดนี้ทำให้หลิวเหวินเล่อตัดสินใจทันที


“แม่ครับ ผมอยากกินเนื้อกระต่าย!”


ฮือ… หัวใจเขาปวดร้าวเหลือเกิน


กระต่ายน้อยเอ๋ย ฉันขอโทษพวกเธอ แต่ฉันตัดหญ้าให้กินทุกวัน พวกเธออย่าโกรธฉันเลยนะ


“ไม่มีปัญหา ไปบอกพี่สามให้ฆ่ากระต่ายสองตัวมา”


หลิวเหวินเล่อเม้มปากแล้ววิ่งออกไปทันที


เมื่ออาหารทำเสร็จ หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเซ่าก็ขับรถแทรกเตอร์กลับมาจากส่งขนมปัง 


ความเร็วของรถแทรกเตอร์เร็วกว่าเดิมมาก สิ่งแรกที่ทั้งสองทำหลังกลับมาคือ ‘ส่งเงิน’


“แม่ครับ นี่เงินส่วนที่เหลือกับเงินมัดจำของวันนี้ รวมหนึ่งพันแปดร้อยหยวน”


หลิวเหวินซินหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าอย่างระมัดระวัง ท่าทางดูตลกเล็กน้อย


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถือเงินมากขนาดนี้ แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี


หนึ่งพันแปดร้อยหยวน! ทั้งชีวิตเขาอาจหาเงินได้ไม่ถึงจำนวนนี้ก็ได้


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้แม้แต่จะนับเงิน เธอใส่มันลงกระเป๋าเสื้อทันที


เมื่อรวมกับเงินมัดจำและเงินค่าสินค้าที่หลิวเหวินจวิ้นกับลุงหนิวรับมาในตอนเช้า รวมทั้งหมดสองพันแปดร้อยหยวน


ช่วงบ่ายเหล่าหลินจะมารับของอีก ตอนนี้ร้านสวี่จี้สั่งวันละสองพันจิน นั่นคือสองพันหยวน


ลองคำนวณดูดีๆ ยังไม่หักต้นทุน รายรับต่อวันของเธอคือ สี่พันแปดร้อยหยวน!


เธอถึงกับสูดลมหายใจลึก ถ้าไม่คำนวณก็ไม่รู้ พอคำนวณแล้วเธอเองยังตกใจ


รายได้ระดับนี้ ไม่ต้องพูดถึงยุค1980 ต่อให้เป็นศตวรรษที่21 ก็ยังถือว่าน่าทึ่ง


แน่นอนว่าเธอหมายถึงกิจการขนาดเล็ก ไม่ใช่บริษัทใหญ่ที่รายได้วันละหลายสิบล้านหรือหลายร้อยล้าน 


สำหรับเธอ แค่นี้ก็พอใจแล้ว


“กินข้าวได้!”


ก่อนกิน สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินจวิ้นนำอาหารไปให้หลิวอวี้หางที่เฝ้าโกดังก่อน


หลิวอวี้หางไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้กินข้าวด้วย ไม่เพียงมีข้าว ยังมีเนื้ออีก!


เขากินเนื้อไปสองชิ้น แล้วเก็บที่เหลือไว้ ตั้งใจจะเอากลับไปให้คุณย่าหลิว


หนึ่งสัปดาห์ต่อมา บ้านใหม่ของสวี่เหมียวเหมียวสร้างเสร็จแล้ว


วันย้ายบ้าน เธอเชิญครอบครัวที่สนิทในหมู่บ้านมาร่วมกินเลี้ยงสองสามโต๊ะ ถือว่าเป็นพิธีขึ้นบ้านใหม่อย่างเป็นทางการ


เธอไม่ได้อยากจัดงานใหญ่โตแบบชาวบ้านในหมู่บ้านชิงเฉวียน ทำแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น


วันเดียวกับที่ย้ายบ้าน เธอให้ผู้ใหญ่บ้านพาคนไปรื้อบ้านเก่าทันที แล้วล้อมรั้วสร้างลานใหญ่


ลานใหญ่มีประตูสองบาน ประตูหนึ่งเข้าสู่โรงทำขนมปัง อีกประตูเข้าสู่บ้านของสวี่เหมียวเหมียว และมีประตูเล็กเชื่อมระหว่างบ้านกับโรงขนมปัง


บริเวณรอบโรงขนมปังยังมีพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ สวี่เหมียวเหมียวยังไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไร ส่วนพื้นที่หน้าบ้านใหม่ เธอวางแผนจะทำเป็นสวนผัก


อีกสองวันต่อมา ลานใหญ่ของบ้านก็สร้างเสร็จ ผู้ใหญ่บ้านเดินมาหาสวี่เหมียวเหมียวด้วยรอยยิ้ม


“แม่ของเหวินซิน นี่เงินที่เหลือสองร้อยยี่สิบหยวน เก็บไว้เถอะ”


สวี่เหมียวเหมียวหยิบเงินสองร้อยหยวน ทีเหลือก็คืนให้เขา


“อีกยี่สิบหยวนถือเป็นค่าลำบากของผู้ใหญ่บ้านนะคะ บ้านหลังนี้ผู้ใหญ่บ้านช่วยดูแลแทบทั้งหมด ฉันแทบไม่ได้ทำอะไรเลย”


“ไม่ได้ ไม่ได้ ผมรับไม่ได้” ผู้ใหญ่บ้านรีบปฏิเสธ


เขาเป็นคนหาเงินด้วยแรงงานของตัวเอง เงินที่ไม่ได้มาจากแรงงาน เขาไม่อยากรับ


ไม่ว่าสวี่เหมียวเหมียวจะพูดยังไง เขาก็ไม่ยอมรับ สุดท้ายเธอจึงต้องยอมเลิกพูด มองแผ่นหลังผู้ใหญ่บ้านที่เดินจากไป แล้วส่ายหัวเบาๆ


เรื่องสร้างบ้าน เธอแทบไม่ได้ดูแลเลย ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนจัดการทั้งหมด ถ้าไม่ให้อะไรตอบแทนบ้าง เธอรู้สึกเกรงใจจริงๆ


ตอนเที่ยงหลังเลิกงาน สวี่เหมียวเหมียวให้กระต่ายสองตัวกับไก่สองตัวแก่หลี่ไหวฮวา


“พี่หลี่ นี่ฉันให้เป็นการขอบคุณผู้ใหญ่บ้านนะคะ ต้องรับไว้ ไม่อย่างนั้นฉันรู้สึกเกรงใจจริงๆ”


ผู้หญิงโน้มน้าวง่ายกว่าผู้ชาย หลี่ไหวฮวาถูกเธอพูดจนใจอ่อน สุดท้ายจึงยอมรับไว้


เมื่อหลี่ไหวฮวากลับไปเล่าให้หลิวเม่าฟัง หลิวเม่าถึงกับถอนหายใจ


แม่ของเหวินซินคนนี้ สุภาพและเกรงใจคนอื่นเกินไปจริงๆ…


บทที่ 50: หลิวจื้อเฉียงมาหาถึงบ้าน


เดือนกันยายน ฤดูเปิดเทอมมาถึงแล้ว


ระหว่างกินข้าวเช้า สวี่เหมียวเหมียวมองลูกชายทั้งสี่คนอย่างจริงจัง


“นอกจากเหวินเซ่าแล้ว พวกเธอมีใครอยากกลับไปเรียนต่อไหม?”


หลิวเหวินซินส่ายหัว


“ผมไม่เรียนแล้วครับ ผมไม่ชอบเรียน ผมชอบอยู่บ้านทำไร่มากกว่า”


หลังจากจบประถม เขาสอบเข้าโรงเรียนมัธยมต้นไม่ติดจึงไม่ได้เรียนต่อ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นลูกชายคนโตของบ้าน แต่เพราะเขาเองก็ไม่อยากเรียน


เขารู้ตัวดีว่าสมองตัวเองไม่เก่ง เรียนหนังสือยากมาก นั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ชอบเรียน


“แล้วเธอล่ะ?” สวี่เหมียวเหมียวหันไปถามหลิวเหวินจวิ้น


หลิวเหวินจวิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ


“ผมก็ไม่เรียนแล้วครับ ถ้าเทียบกับการเรียน ผมชอบช่วยแม่ทำธุรกิจมากกว่า”


เขาจบมัธยมต้นแล้ว อ่านออกเขียนได้และคิดเลขได้ เขาไม่มีความ.อดทนที่จะกลับไปนั่งเรียนอีกต่อไป ต่อให้ไปนั่งในห้องเรียนจริงๆ ก็คงนั่งไม่ติด หลิวเหวินจวิ้นรู้จักตัวเองดี


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


“ก็ได้ พวกเธอโตแล้ว มีความคิดของตัวเอง แต่แม่ก็ต้องพูดไว้ก่อน การเรียนยังไงก็ย่อมดีกว่าไม่เรียน อย่างน้อยคนเราก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ถึงจะสามารถก้าวหน้าได้


แม่ถามอีกครั้งสุดท้าย พวกเธอแน่ใจว่าไม่อยากเรียนจริงๆหรือ บางทีในอนาคตอาจสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไปอยู่เมืองใหญ่ก็ได้”


ตอนนี้บ้านมีเงินแล้ว ถ้าลูกชายทุกคนอยากเรียน เธอก็ส่งเรียนไหว


“ผมไม่อยากเรียนครับ”


“ผมก็ไม่อยากเรียน”


หลิวเหวินซินและหลิวเหวินจวิ้นยังคงยืนยันเหมือนเดิม


“งั้นก็ตกลงตามนี้ พวกเธอสองคนอยู่บ้านช่วยแม่ทำงานก็แล้วกัน”


สวี่เหมียวเหมียวก้มหน้ากินข้าวต่อ หลิวเหวินเล่อที่ฟังอยู่ข้างๆเริ่มร้อนใจ


“แม่ครับ แม่ยังไม่ได้ถามผมเลยนะ!”


สวี่เหมียวเหมียวชะงัก


“ถามอะไร?”


“แม่ยังไม่ได้ถามว่าผมอยากไปเรียนไหม!”


สวี่เหมียวเหมียวตอบอย่างเรียบเฉย


“ลูกเพิ่งแปดขวบ จะต้องถามอะไรล่ะ?”


“ทำไมครับ?”


“เพราะลูกยังเด็ก ต่อให้ลูกไม่อยากเรียน แม่ก็จะตีส่งไปโรงเรียนอยู่ดี”


“……”


ด้วยเหตุนี้ ในหมู่บ้านหลิวเจียจึงมีคนเพิ่มอีกสองคนที่ไปเรียนในอำเภอ


โชคดีที่โรงเรียนประถมกับโรงเรียนมัธยมปลายในอำเภออยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทุกวันหลิวเหวินเซ่าจะขี่จักรยานพาหลิวเหวินเล่อไปโรงเรียน


จักรยานคันเดียวของบ้านจึงถูกพวกเขาใช้ไป ส่วนหลิวเหวินจวิ้นต้องนั่งเกวียนวัวของลุงหนิวไปอำเภอเพื่อส่งของทุกวัน


เหตุผลที่ไม่ให้สองพี่น้องนั่งเกวียนวัวไปโรงเรียนก็เพราะโรงเรียนในอำเภอยังไม่มีหอพัก หลังเลิกเรียนตอนบ่าย พวกเขาต้องขี่จักรยานกลับบ้านเอง


ชีวิตของครอบครัวสวี่เหมียวเหมียวดีขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวที่มีลูกสาวในหมู่บ้านเริ่มนั่งไม่ติดกันแล้ว บางคนมาหาสวี่เหมียวเหมียว บางคนไปหาหลี่หงอิง สรุปคือ หลิวเหวินซินกลายเป็นชายโสดที่ฮอตที่สุดในหมู่บ้าน


วันหนึ่ง สวี่เหมียวเหมียวเรียกหลิวเหวินซินมาคุย


“ลูกก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว บ้านแม่ก็เตรียมไว้ให้แล้ว ตอนนี้ชาวบ้านมาคุยกับแม่เรื่องของลูกกันเยอะ ลูกมีผู้หญิงที่ชอบไหม? ถ้ามี แม่จะให้แม่สื่อไปสู่ขอให้”


หลิวเหวินซินหน้าแดงแล้วส่ายหัว


“ถ้าไม่มี แม่จะจัดให้ลูกไปดูตัวสักสองสามคนไหม?” สวี่เหมียวเหมียวถาม


กับคนซื่ออย่างเหวินซิน จะให้เขาหาคนรักเองคงยาก สู้ให้เธอจัดดูตัวเร็วกว่า


“ไม่ต้องครับ!” หลิวเหวินซินหน้าแดงไปทั้งหน้า ก้มหน้าพูด


“แม่ครับ ตอนนี้ผมยังไม่คิดเรื่องนี้”


สวี่เหมียวเหมียวมองแผ่นหลังของเขาที่รีบเดินหนีไปแล้วถอนหายใจ ลูกชายคนโตคงยังลืมหลิวซิ่งเอ๋อร์ไม่ได้


เฮ้อ…กรรมจริงๆ


ทันทีที่หลิวเหวินซินออกจากบ้าน เขาก็เจอหลิวซิ่งเอ๋อร์


“พี่เหวินซิน”


เขาทำเหมือนไม่เห็น กำลังจะเดินผ่าน แต่ถูกเธอเรียกไว้


“มีอะไร?” เขาถาม


ตั้งแต่หลิวซิ่งเอ๋อร์แต่งงาน เขาไม่เคยพูดกับเธออีก ที่ไหนมีเธอ เขาจะไม่อยู่ที่นั่น


“ขอโทษ ตอนนั้นฉันจำเป็น…”


“ไม่ต้องพูดแล้ว เรื่องในอดีตก็คืออดีต อย่าพูดถึงอีก ตอนนี้เธอเป็นภรรยาของพี่เจิ้งอี้ กรุณาระวังคำพูดด้วย” หลิวเหวินซินพูดอย่างไร้อารมณ์


เห็นท่าทีเหมือนจะร้องไห้ของเธอ เขาก็รู้สึกรำคาญ


“ยังมีอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีผมจะไปแล้ว”


หลิวซิ่งเอ๋อร์รีบหยุดเขา


“พี่เหวินซิน ฉันไปทำงานในโรงทำขนมปังของบ้านพี่ได้ไหม ฉันจะตั้งใจทำงานจริงๆ”


เธอไม่คิดเลยว่าสวี่เหมียวเหมียวจะทำธุรกิจได้ใหญ่ขนาดนี้ แค่ดูบ้านหลังใหญ่ ลานกว้าง และโรงทำขนมปัง ก็รู้แล้วว่าต้องหาเงินได้มาก


ยังมีจักรยาน รถแทรกเตอร์ และรู้จักคนรวยมากมาย


หลิวซิ่งเอ๋อร์เสียใจจนแทบบ้า ถ้าตอนนั้นเธอเลือกหลิวเหวินซิน ตอนนี้เธอคงอยู่บ้านใหญ่แล้ว โรงทำขนมปังนี้ก็คงเป็นของเธอด้วย แต่ตอนนี้ แม้แต่อยากเข้าไปทำงานก็ยังเข้าไม่ได้


ครั้งก่อนเธอไปทำให้สวี่เหมียวเหมียวไม่พอใจ จึงไม่กล้าไปพูดกับเธอ


เธอเคยไปหาหลี่หงอิง แต่ถูกปฏิเสธทันที สุดท้ายจึงต้องมาหาหลิวเหวินซิน


“พี่เหวินซิน ช่วยพูดให้ฉันหน่อยได้ไหม อย่างน้อยก็เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตของเรา”


เธอพูดพร้อมกับดึงแขนเขาเบาๆ


หลิวเหวินซินรีบสะบัดแขนออกทันที สีหน้าเย็นชา


“เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ผม ถ้าจะพูดก็ไปหาย่าของผม แล้วผมพูดอีกครั้งนะ เธอเป็นภรรยาของพี่เจิ้งอี้ อย่ามาดึงดันผมแบบนี้อีก ระหว่างผมกับเธอไม่เคยมีอะไรเลย อย่าพูดให้คนเข้าใจผิด!”


หลิวเหวินซินเดินหนีไป เขาแทบจะหนี


ตอนที่หลิวซิ่งเอ๋อร์จับแขนเขา เขาไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวเลย มีแต่ความรังเกียจ


เมื่อก่อนเขาไม่เคยรู้เลยว่าหลิวซิ่งเอ๋อร์เป็นคนแบบนี้ แต่งงานแล้ว ยังพูดคำที่ทำให้คนเข้าใจผิดอีก


หลิวซิ่งเอ๋อร์เช็ดน้ำตาอย่างสิ้นหวัง พอหันกลับมาก็เห็นสวี่เหมียวเหมียวยืนอยู่ในลานบ้านมองเธอ ไม่รู้ว่ายืนดูมานานแค่ไหน


เธอฝืนยิ้ม “คุณอา…”


สวี่เหมียวเหมียวมองเธออย่างเย็นชา


“ต่อไปอย่ามายุ่งกับเหวินซินอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอเสียแม้แต่ชีวิตที่ดีตอนนี้”


เธอเข้าใจดีว่าหลิวซิ่งเอ๋อร์กำลังเสียใจ แต่นั่นคือสิ่งที่เธอเลือกเอง


ทันใดนั้นฝนก็เริ่มโปรยลงมา และมีชายหญิงคู่หนึ่งมาที่บ้านสวี่เหมียวเหมียว


คนสองคนนี้… เธอเคยเจอมาก่อน


ชายคนนั้นถาม “คุณคือคุณสวี่ใช่ไหม?”


เมื่อเห็นสวี่เหมียวเหมียว เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มให้ดูเป็นมิตร


หญิงที่อยู่ด้านหลังก็ดูแปลกใจเช่นกัน แต่สุดท้ายก็แค่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร


“มีธุระอะไร?” สวี่เหมียวเหมียวถามอย่างเย็นชา


เธอไม่ได้แม้แต่จะยิ้ม แต่ในใจรู้ดีว่าพวกเขามาทำไม


คนสองคนนี้คือหลิวจื้อเฉียง เจ้าของร้านขนมหลิวจี้ในเมือง และจางเซี่ย พนักงานขาย


ผู้หญิงคนนี้เคยถูกเธอตบมาก่อน


หลิวจื้อเฉียงพยายามจะเดินเข้าไป แต่สวี่เหมียวเหมียวขวางไว้ที่หน้าประตู


“มีธุระ มีแน่นอนครับ พวกเรามาเพราะเรื่องขนมปัง”


หลิวจื้อเฉียงยังคงยิ้มอย่างสุภาพ แม้จะถูกขวางอยู่หน้าประตูก็ตาม


จบตอน

Post a Comment

0 Comments