NV002 ep31-40

บทที่ 31: ทดลองชิมขนมปัง


ลูกสะใภ้คนที่สามซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้หลานๆตั้งมากมายขนาดนี้ หลี่หงอิงจะกล้ารับของอีกได้อย่างไร


“แม่คะ รับไว้เถอะ หนูซื้อเผื่อไว้หมดแล้ว” สวี่เหมียวเหมียวพูด


จริงๆแล้วเธอลืมซื้อของให้พ่อแม่แท้ๆของตัวเอง แต่ไว้ตอนกลับบ้านแม่ค่อยซื้อก็ยังไม่สาย หลี่หงอิงจึงไม่ปฏิเสธอีก


หลายปีแล้วที่เธอไม่ได้ตัดเสื้อผ้าใหม่ ไม่ต้องพูดถึงการซื้อเสื้อผ้าเลย


“ลูกสะใภ้สาม แล้วกล่องพวกนี้ใส่อะไรอยู่หรือ?”


หลี่หงอิงมองอยู่นานก็ยังดูไม่ออก


“ของดีค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วหันไปมองหลิวเหวินเล่อ


“ไปเอากรรไกรมาหน่อย”


หลิวเหวินเล่อรีบวิ่งไปหยิบมาอย่างรวดเร็ว ไม่นาน ของชิ้นใหญ่สามชิ้นก็ถูกเปิดออกต่อหน้าทุกคน


“นี่… นี่มันพัดลมไฟฟ้าเหรอ?” หลี่หงอิงจำได้ เพราะบ้านผู้ใหญ่บ้านก็มีแบบนี้อยู่หนึ่งตัว ลูกชายเขาซื้อจากในเมืองมา แพงมาก


โอ้สวรรค์…


ลูกสะใภ้คนที่สามซื้อมา ตั้งสองตัว! ต้องใช้เงินเท่าไรกัน!


“ใช่ค่ะ นี่แหละพัดลมไฟฟ้า”


สวี่เหมียวเหมียวหยิบพัดลมขึ้นมาเสียบปลั๊ก แล้วกดสวิตช์เบาๆ


ใบพัดก็เริ่มหมุนทันที ลมเย็นพัดมาถูกตัว รู้สึกสบายมาก


“ลูกสะใภ้สาม ทำไมซื้อพัดลมตั้งสองตัวล่ะ?” หลี่หงอิงกลืนน้ำลาย


จริงๆแล้วเธออยากถามว่าราคาเท่าไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม เพราะกลัวว่าถ้ารู้ราคาจริงๆ อาจจะรับไม่ไหว


สวี่เหมียวเหมียวกลับตบหน้าผากตัวเอง


“จริงสิ! ตอนนี้พวกเขานอนแยกเตียงกันแล้ว ฉันควรซื้อสามตัวสิ ทำไมลืมไปได้!”


หลี่หงอิงพูดไม่ออก เธอไม่ได้หมายความอย่างนั้น…


“แม่ครับ ไม่เป็นไร ตอนกลางคืนผมไม่ร้อน ไม่ต้องใช้พัดลมก็ได้” หลิวเหวินเส้าพูด


เขาคิดว่าความร้อนพอทนได้ 


หลิวเหวินจุนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า


“เราลองเอาเตียงมาชิดกันก็ได้ แบบนี้ทุกคนก็จะได้ใช้พัดลม”


“พี่สามฉลาดจริงๆ วิธีนี้ดีมากเลย!” หลิวเหวินเล่อดีใจ


เขาอยากนอนเปิดพัดลมเหมือนกัน เพราะไม่เคยใช้มาก่อน


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม แล้วตัดสินใจทันที


“งั้นตกลงตามนี้เลย”


หลิวเหวินเล่อที่นั่งยองๆอยู่กับพื้น มองของชิ้นสุดท้ายอย่างสงสัย


“แม่ นี่ใช่เตาอบที่แม่พูดถึงหรือเปล่า?”


สวี่เหมียวเหมียวมองเขาอย่างชื่นชม


“เหวินเล่อฉลาดจริงๆ พรุ่งนี้แม่จะทำของอร่อยให้กิน”


ก่อนหลี่หงอิงจะกลับ สวี่เหมียวเหมียวยังให้ครีมหิมะสามกล่องกับเธอ ให้เธอเก็บไว้หนึ่งกล่อง อีกสองกล่องเอาไปให้สะใภ้คนโตกับคนรอง


หลี่หงอิงถือของที่ได้จากบ้านลูกสะใภ้คนที่สาม ใจร้อนผ่าว ดูเหมือนว่าการออกไปครั้งนี้ ลูกสะใภ้คนที่สามคงใช้เงินไปไม่น้อย


เงินพวกนี้น่าจะมาจากการขายสมุนไพรครั้งก่อน แต่ถ้าใช้เงินเร็วแบบนี้ ไม่รู้จะพอใช้ได้นานแค่ไหน ดูเหมือนเธอต้องคุยกับตาเฒ่า เพื่อช่วยสนับสนุนเงินให้ลูกสะใภ้คนที่สามบ้าง


หลังจากแจกของเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็เอาของที่เหลือไปเก็บในห้องของตัวเอง ลูกชายทุกคนกินข้าวแล้ว เธอกินขนมไปสองสามชิ้น แล้วก็อาบน้ำเข้านอน


หลังจากเดินทางข้างนอกมาสามวันสองคืน ร่างกายและจิตใจก็เหนื่อยล้ามาก พอกลับถึงบ้าน ความรู้สึกเหมือนหัวใจได้กลับมาสู่ที่เดิม รู้สึกมั่นคงและสบายใจมาก


คืนนั้น สวี่เหมียวเหมียวกับลูกๆ นอนหลับอย่างสบายเป็นพิเศษ เมื่อเสียงไก่ขันดังขึ้นในหมู่บ้านหลิวเจีย ผู้คนก็เริ่มตื่นกันทีละคน


สวี่เหมียวเหมียวตัวบิดขี้เกียจ แล้วออกมายืนยืดเส้นยืดสายกลางลานบ้าน


เอ๊ะ? อากาศเหมือนจะไม่ร้อนเท่าเดิม ใกล้จะเข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว หรือว่าฤดูร้อนที่ร้อนระอุจะผ่านไปจริงๆแล้ว?


นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดี อารมณ์ของสวี่เหมียวเหมียวดียิ่งขึ้น เธอตัดสินใจว่าเช้านี้จะนึ่งซาลาเปาไส้หมูเต็มๆหนึ่งหม้อ


คิดแล้วก็ลงมือทันที เธอเอาหมูสามชั้นชิ้นดีใส่เครื่องบดเนื้อ บดให้ละเอียด ใส่ต้นหอม ขิง กระเทียม และเครื่องปรุงต่างๆเตรียมไว้ แป้งโดว์นวดเสร็จ ก็เริ่มห่อซาลาเปา


ตอนหลิวเหวินเล่อตื่นขึ้นมา สวี่เหมียวเหมียวก็เอาซาลาเปาขึ้นนึ่งแล้ว ทันใดนั้นเสียงตะโกนอย่างดีใจก็ดังมาจากลานบ้าน


“แม่! กระต่ายตัวใหญ่คลอดลูกแล้ว! ลูกกระต่ายเต็มไปหมดเลย!”


สวี่เหมียวเหมียวรีบเติมฟืนเข้าเตา แล้ววิ่งออกไปดู


กระต่ายแม่ทั้งห้าตัวคลอดลูกหมดแล้ว เธอนับดูมีลูกกระต่ายถึงสี่สิบตัว เท่ากับคลอดมาตัวละแปดตัว! ช่างออกลูกเก่งจริงๆ


หลิวเหวินเล่อดีใจมาก จนลืมกินข้าวเช้า รีบออกไปตัดหญ้าสดให้กระต่าย


สวี่เหมียวเหมียวเก็บซาลาเปาร้อนๆไว้ในหม้อให้เขา แล้วเริ่มทำงานของตัวเอง เธอเข้าไปในระบบ ซื้อหนังสือสูตรเตาอบหนึ่งเล่ม จากนั้นก็เตรียมวัตถุดิบตามสูตร


ไข่ น้ำผึ้ง น้ำ แป้ง ยีสต์ นม


เมื่อทุกอย่างพร้อม เธอก็เริ่มทำตามสูตรทีละขั้นตอน


ครึ่งชั่วโมงต่อมา ขนมปังชุดแรกก็ออกจากเตา เป็นขนมปังน้ำผึ้งก้นกรอบ ด้านล่างมีงา โรยกรอบ หอม หวาน และนุ่มมาก


สำหรับสวี่เหมียวเหมียวที่เคยชอบอยู่บ้านทำขนม นี่เป็นเพียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น เธอ.อบเพิ่มอีกหนึ่งถาด จากนั้นก็เริ่มทำชนิดต่อไป


ชนิดที่สองคือขนมปังไข่นุ่มสีเหลือง ทำง่ายและไม่ใช้เวลามาก


ชนิดที่สามคือขนมปังโทสต์ถั่วแดง อบออกมาเป็นก้อนใหญ่ สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆกินได้


ตอนนี้เธอตั้งใจทำขนมปังเพียงสามชนิดก่อน ภายหลังค่อยเพิ่มสูตรที่ซับซ้อนขึ้น


ต่อไปเธอทำ ขนมพีชคุกกี้ ซึ่งขายทั่วไปในตลาด เด็กและผู้สูงอายุชอบมาก


สุดท้ายคือ มอจิแท่ง นุ่มหนึบ เป็นของโปรดของเธอ เธอยุ่งอยู่จนถึงเที่ยง 


ลานบ้านของสวี่เหมียวเหมียวเต็มไปด้วยกลิ่นหอม คนที่เดินผ่านและเพื่อนบ้านต่างก็กลืนน้ำลาย 


เมื่อหลิวเหวินซินกับพวกน้องกลับมา พวกเขานึกว่าตัวเองเข้าผิดบ้าน กลิ่นหอมมาก ไม่ใช่กลิ่นเนื้อ แต่เป็นกลิ่นหอมแปลกๆที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน นี่คงเป็นกลิ่นของขนมปังที่แม่เรียนทำจากในเมือง


พวกเขาเดินเข้าไปในครัว แล้วก็ตกตะลึง โต๊ะเต็มไปด้วยอาหารมากมาย


“แม่ ทั้งหมดนี่แม่ทำเองเหรอ?” หลิวเหวินซินถามอย่างตกใจ เยอะขนาดนี้คงกินไม่หมดแน่


สวี่เหมียวเหมียวหันไปหาเขา 


“ไปเรียกปู่ย่า ลุงป้า มาที่บ้านหน่อย ให้พวกเขามาช่วยชิมขนมปัง”


หลังจากหลิวเหวินซินออกไป เธอก็ให้หลิวเหวินเล่อไปเรียกครอบครัวหมาจวีเพื่อนบ้าน


“พวกเธอสองคนช่วยเอาขนมปังไปวางในห้องโถง ครัวมันเล็กเกินไป”


ไม่นานนัก คนก็มาเต็มบ้าน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ยืนกันแน่น


พวกเขาได้ยินว่าจะให้มาชิมอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร


“ทุกคนไปล้างมือที่ครัวก่อน แล้วต่อแถวตามลำดับอายุ” สวี่เหมียวเหมียวพูด


หลี่หงอิงเป็นคนแรกที่พาไปล้างมือ ไม่นานทุกคนก็กลับมา


ทุกคนต่อแถวอย่างเชื่อฟัง เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าบนโต๊ะในห้องโถง เต็มไปด้วยของกินแสนอร่อย


บทที่ 32: ออกไปตั้งแผงในตลาด


กลิ่นหอมที่ลอย.อบอวลไปทั่วลานบ้าน ย่อมต้องมาจากของบนโต๊ะอย่างไม่ต้องสงสัย


เมื่อเห็นว่าทุกคนต่อแถวกันเรียบร้อยแล้ว สวี่เหมียวเหมียวจึงพูดถึงจุดประสงค์ของตน


“ฉันทำของอร่อยไว้เล็กน้อย อยากให้ทุกคนช่วยลองชิม หลังจากชิมแล้ว แต่ละคนต้องบอกความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะมาอย่างน้อยสามข้อ”


นี่ไม่ใช่การให้กินฟรีเสียหน่อย ทุกคนพยักหน้ารับทันที


“รู้แล้ว รู้แล้ว รีบเริ่มเถอะ”


ซุนฟางฟางสูดจมูกฟุดฟิดอย่าง.อดใจไม่ไหว รอจะลองชิมเต็มทีแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวเหลือบมองเธอหนึ่งครั้ง ก่อนจะเริ่มแจกขนมปัง ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือเด็ก ทุกคนได้รับขนมปังคนละห้าชนิด


หลังจากทุกคนชิมกันเกือบครบทุกแบบแล้ว สวี่เหมียวเหมียวจึงกระแอมเบาๆ


“เอาล่ะ ตอนนี้เริ่มพูดความคิดเห็นกันได้แล้ว”


คนแรกที่ลุกขึ้นพูดคือหมาจวี


“ฉันว่าขนมปังน้ำผึ้งอันนั้นดีนะ หวานๆ กรอบนิดๆ แล้วก็มีงาด้วย อร่อยมาก เอาไว้กินเป็นอาหารเช้าน่าจะดีทีเดียว หวานขนาดนี้คงใส่น้ำตาลเยอะพอสมควร ฉันว่าขายแพงหน่อยก็ยังได้”


สามีของหมาจวี หลิวกว่างเฉวียน ก็คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสริม


“ผมก็เห็นด้วย ขนมปังน้ำผึ้งหวานที่สุดในห้าชนิด คงใส่น้ำตาลเยอะ ขายแพงหน่อยก็สมเหตุสมผล ส่วนคุกกี้พีชก็อร่อยมาก กรอบ หอมงา กินแล้วหอมจริงๆ”


เมื่อทุกคนพูดความคิดเห็นกันจนครบ สวี่เหมียวเหมียวก็สรุปออกมาได้ว่า ผู้ใหญ่ชอบขนมปังน้ำผึ้งก้นกรอบ, คุกกี้พีช, และ โทสต์ถั่วแดง


ส่วนเด็กๆชอบ ขนมปังไข่นุ่ม และ มอจิแท่ง


สวี่เหมียวเหมียวเริ่มมีความมั่นใจในใจ


“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ ฉันตั้งใจจะทำธุรกิจขายขนมปัง ก็คือขนมปังที่ทุกคนเพิ่งกินนี่แหละ ทุกคนคิดว่ายังไงบ้าง?”


เธอเพียงถามเล่นๆ แต่ซุนฟางฟางกลับเบ้ปาก


“ขนมปังนี่ใส่ของดีตั้งเยอะ ต้องแพงแน่ๆ ฉันไม่ซื้อหรอก กลัวสุดท้ายจะขายไม่ออก”


ใส่ทั้งไข่ น้ำตาลแดง น้ำมันก็เยอะ ของดีขนาดนี้ ถ้าไม่อร่อยก็แปลกแล้ว แต่ถ้าไม่มีคนซื้อ ก็กลายเป็นขาดทุนสิ


หลี่หงอิงยกเท้าเตะก้นเธอทีหนึ่ง ก่อนจะถลึงตาใส่


“พูดอะไรไม่เข้าหูเลย ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรก็หุบปากไป ขนมปังที่กินไปเมื่อกี้เข้าท้องหมาไปหมดแล้วหรือไง?”


ช่างไม่มีสายตาเสียจริง รู้อย่างนี้ไม่น่าเรียกมาชิมเลย


ซุนฟางฟางพึมพำอย่างไม่พอใจ “ฉันก็หวังดีนี่”


เธอไม่ชอบที่แม่สามีลำเอียงเข้าข้างบ้านลูกสะใภ้สาม โดยเฉพาะต่อหน้าคนมากมาย ยิ่งพี่สะใภ้ใหญ่ก็ไม่คิดอะไร ไม่เคยยืนข้างเดียวกับเธอเลย


หลี่ซิ่วฮวา พี่สะใภ้คนโต คิดอยู่นานก่อนจะพูดช้าๆ


“ฉันว่าขนมปังนี่อร่อยนะ นุ่ม หอม แล้วก็ไม่มีใครขายในตลาดเลย ถ้าน้องสะใภ้เอาไปขายก็คงเป็นเจ้าแรก ถึงราคาจะแพงหน่อย คนก็น่าจะซื้อ ที่สำคัญคือมันอร่อย”


หลิวเต๋อซิงก็ออกมาสนับสนุน


“ฉันเห็นด้วยกับสะใภ้คนโต คนในหมู่บ้านหลิวเจียอาจจะจน แต่ไม่ได้หมายความว่าในอำเภอจะไม่มีคนรวย สมัยนี้คนมีเงินเยอะจะตาย ของดีจริงก็ไม่ต้องกลัวขายไม่ออก”


ตอนนี้การทำธุรกิจไม่ได้เป็นเรื่องน่าอาย ยังสามารถทำเงินได้อีกด้วย ถ้ายังยึดติดกับการก้มหน้าทำไร่ทำสวนอย่างเดียว ก็แค่พอกินไปวันๆ ไม่มีทางร่ำรวยได้


ที่พวกเขาไม่ทำธุรกิจ เพราะทั้งทำไม่เป็น และไม่มีฝีมือพิเศษ แต่ลูกสะใภ้คนที่สามทำของอร่อยได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าเขาต้องสนับสนุน


หลิวเหวินเล่อก็รีบพูดขึ้น


“แม่ทำขนมปังอร่อยขนาดนี้ ยังไงก็ขายได้แน่นอน!”


ต้าหยา ลูกสาวของหมาจวี ก็พูดอย่างมั่นใจ


“ขนมปังของป้าหนูอร่อยที่สุดเท่าที่หนูเคยกินมาเลย ต้องมีคนแย่งกันซื้อแน่ๆ”


ถ้าเธอมีเงิน เธอก็คงซื้อกินทุกวัน สำหรับเธอแล้ว นี่คือของอร่อยที่สุดในโลก


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม “งั้นก็ขอให้เป็นอย่างที่ทุกคนพูดนะ”


ส่วนคำพูดของซุนฟางฟาง เธอไม่ได้ใส่ใจเลย


หลังจากการชิมจบลง บนโต๊ะยังเหลือขนมปังอีกมาก สวี่เหมียวเหมียวแบ่งขนมปังให้เด็กๆ อย่างต้าหยา เอ๋อร์หยา คนละหลายชิ้น


“เอากลับไปกินนะ กินหมดแล้วมาหาป้าได้อีก”


เด็กๆดีใจกันใหญ่ ต่างพูดขอบคุณอย่างรู้มารยาท


ซุนฟางฟางพุ่งตัวเข้ามา หมายจะคว้าขนมปัง แต่สวี่เหมียวเหมียวขวางไว้ทันที


“พี่สะใภ้รอง จะทำอะไรหรือคะ?”


ซุนฟางฟางยิ้มประจบ


“ฉันแค่กลัวว่าถ้าขนมปังเหลือจะเสีย เลยคิดว่าจะช่วยกินให้หน่อย”


ขนมปังพวกนี้ทำจากของดีทั้งนั้น ได้มากหน่อยก็ยังดี เก็บไว้กินช้าๆก็ได้ ของฟรี ไม่กินก็เสียเปล่า


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเบาๆ


“อย่างนั้นหรือ ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ แต่ไม่ต้องหรอก ลูกชายฉันหลายคน กินหมดอยู่แล้ว”


ซุนฟางฟางจึงต้องชักมือกลับอย่างเก้อเขิน


หลี่หงอิงที่อยู่ข้างๆ ดึงเธอแรงๆแล้วด่าเบาๆ


“คนสายตาสั้น”


ในใจยิ่งเสียใจที่เรียกเธอมาชิม เธอเตะหลิวต้าซานทีหนึ่ง


“ไม่คิดจะจัดการเมียตัวเองหน่อยหรือไง”


หลิวต้าซานหน้าแดงจัด เขาเป็นคนกลัวเมียอยู่แล้ว อ้ำอึ้งอยู่นานก็ไม่กล้าพูดอะไร


ก่อนกลับ หมาจวีก็พูดกับสวี่เหมียวเหมียว


“ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่ต้องเกรงใจ”


ตอนนี้เธออยากสนิทกับสวี่เหมียวเหมียวจริงๆ เพราะอีกฝ่ายเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก นิสัยดีขึ้น และใจกว้างขึ้นมาก


หลี่หงอิงพาครอบครัวกลับบ้าน ระหว่างทางเธอดุซุนฟางฟางต่อหน้าลูกๆ จนอีกฝ่ายก้มหน้าไม่กล้าเงย


ซุนฟางฟางยิ่งไม่พอใจสวี่เหมียวเหมียวมากขึ้น และยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ฉวยโอกาสเอาเปรียบให้มากกว่านี้


ในเวลาต่อมา สวี่เหมียวเหมียวทำขนมปังเพิ่มอีกมาก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเอาไปขายในตลาดนัดของอำเภอ ลองดูว่าขายได้หรือไม่

……

รุ่งเช้าตรู่


สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินจุนพาขนมปังที่ทำไว้ขึ้นเกวียนวัว มุ่งหน้าไปยังอำเภอ เมื่อถึงอำเภอ ฟ้าก็สว่างเต็มที่แล้ว


แม้จะออกมาแต่เช้า แต่เพราะหมู่บ้านอยู่ไกล ตำแหน่งดีๆในตลาดก็ถูกจับจองไปเกือบหมดแล้ว สวี่เหมียวเหมียวหาที่ได้เพียงมุมเล็กๆริมทาง


“เหวินจุน เอาของออกมาก่อนนะ แม่จะไปซื้อถุงใส่ขนมปัง”


ไม่นานเธอก็กลับมาพร้อมถุง


เมื่อมาถึงก็เห็นว่า หลิวเหวินจุนไปหาแผ่นไม้มาวางขนมปังเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ใครเดินผ่านก็เห็นได้ทันทีว่าขายอะไร


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าอย่างชื่นชม


“ดีมาก วางแบบนี้สะอาดกว่าการวางถุงบนพื้น เหวินจุน เธอฉลาดจริงๆ”


เธอไม่รู้เลยว่า คำชมเพียงประโยคเดียว ได้ปลูกเมล็ดพันธุ์เล็กๆในหัวใจของเด็กชาย ซึ่งกำลังเริ่มหยั่งรากและเติบโต


ไม่นานถนนก็เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งคนซื้อของ คนมาเดินเล่น เด็กและผู้ใหญ่


คนแรกที่สังเกตเห็นแผงของสวี่เหมียวเหมียว คือพี่สาวที่ขายผักอยู่แผงข้างๆ


บทที่ 33: ลูกอมฮอว์ธอร์นเคลือบน้ำตาล


“น้องสาว ของที่เธอขายนี่คืออะไรหรือ? หอมมากเลย!”


สวี่เหมียวเหมียวเห็นว่าคนขายของแผงข้างๆ และฝั่งตรงข้ามต่างก็แอบมองมาทางเธอเป็นระยะ ดูเหมือนจะสนใจของที่เธอขายไม่น้อย ในใจเธอพลันขยับไหว จึงแนะนำอย่างเปิดเผย


“ของที่ฉันขายเรียกว่าขนมปังค่ะ อันนี้คือ ‘เถาซู’ เป็นขนมแบบเดียวกับที่ขายในร้านขนม ส่วนที่เหลือเป็นขนมปังที่ฉันคิดสูตรเอง ทำจากแป้ง น้ำตาล น้ำมัน ไข่ และวัตถุดิบอื่นๆ หอมนุ่ม อร่อย ผู้ใหญ่กินได้ เด็กก็กินดีค่ะ”


พอทุกคนได้ยินว่าทำจากของดีตั้งหลายอย่าง ความคิดที่จะถามราคาก็แทบหายไปทันที


“งั้นคงแพงน่าดูสิ?” พี่สาวคนขายผักยิ้มพลางพูด เธอเองก็ได้กลิ่นหอมจนอยากซื้อกลับไปให้ลูกๆที่บ้านลองชิม แต่ก็กลัวว่าจะแพงเกินไป


สวี่เหมียวเหมียวตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ


“ของฉันไม่ถูก แต่ก็ไม่แพงเกินไป ต้นทุนค่อนข้างสูง ขนมปังขายกิโลละหนึ่งหยวน ส่วนเถาซูครึ่งหยวนต่อกิโล”


นี่เป็นราคาที่เธอคิดมาแล้วอย่างรอบคอบ พี่สาวพยักหน้า ราคาถือว่าแพงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับซื้อไม่ไหว เดี๋ยวขายผักหมดแล้ว ค่อยซื้อสักครึ่งกิโลกลับไปให้ลูกๆชิม


เสียงของสวี่เหมียวเหมียวค่อนข้างดัง จึงดึงดูดความสนใจของคนที่เดินผ่านไปมาไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่พาเด็กๆมาเดินตลาด


เด็กๆพอได้กลิ่นหอมก็แทบจะก้าวไม่ออก ต้องลากผู้ใหญ่มาที่แผง หากผู้ใหญ่ไม่ยอมซื้อ เด็กบางคนก็ไม่ยอมเดินต่อ บางคนถึงกับน้ำตาคลอเหมือนจะร้องไห้


สวี่เหมียวเหมียวรีบหยิบขนมปังไข่ก้อนหนึ่ง ฉีกแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ แจกเด็กๆหลายคน เด็กที่กำลังจะร้องไห้ก็หยุดทันที เธอรีบพูดโปรโมตต่อ


“ขนมปังของฉันกิโลละหนึ่งหยวน ซื้อครึ่งกิโลก็ได้นะคะ ทำจากไข่ แป้ง และน้ำตาลแท้ๆ เด็กกินแล้วโตไวค่ะ”


เด็กๆล้วนเป็นนักชิมตัวน้อยที่ฉลาด เมื่อได้ลองของอร่อยก็รีบดึงมือพ่อแม่


“แม่ เอาอีก!”


“แม่ หนูอยากได้ด้วย!”


ผู้ใหญ่ทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ต้องซื้อกันบ้าง


บางคนซื้อแล้วลองชิม รู้สึกว่าอร่อย จึงซื้อเพิ่ม บอกว่าจะเอากลับไปให้คนในบ้านชิม


หลังจากกระแสลูกค้าแรกผ่านไป ก็เงียบอยู่นาน ไม่มีใครเข้ามาถามอีก 


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าปล่อยให้รอแบบนี้คงไม่ดี ของเธอดีจริง แต่ถ้าไม่ประชาสัมพันธ์ คนก็ไม่รู้จัก เธอจึงหยิบขนมแต่ละชนิดออกมาอย่างละหนึ่งชิ้น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆวางเรียงไว้ แล้วตะโกนเรียกลูกค้า


“มาดูกันก่อนค่ะ! ชิมขนมปังฟรี! ถ้าไม่อร่อยไม่ต้องจ่ายเงิน ชิมฟรีค่ะ! พลาดแล้วจะเสียดายนะ!”


หลิวเหวินจุนยืนมองสวี่เหมียวเหมียวที่ยืนเรียกลูกค้ากลางถนน ผู้คนมากมายทนความกระตือรือร้นของเธอไม่ไหว จึงเดินเข้ามาดู บางคนก็มาเพราะได้ยินว่าฟรี


เขามองแม่ที่ยิ้มแย้มพูดคุยกับคนแปลกหน้าอย่างคล่องแคล่ว ไม่มีท่าทีเก้อเขินเลย


คนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลิวเหวินจุนจึงลองทำตามแม่ เขาเริ่มแนะนำสินค้าให้ลูกค้า พร้อมทั้งชั่งน้ำหนักและใส่ถุงอย่างคล่องแคล่ว


ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองคงเปิดปากพูดยาก แต่พอพูดไปเรื่อยๆก็เริ่มลื่นไหลขึ้น


เขาเพิ่งรู้ว่า เมื่อได้ลองทำจริงๆแล้ว เรื่องต่างๆก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด


หลายคนเดิมทีไม่ได้สนใจขนมปัง เพียงคิดว่า “กินฟรีก็ไม่เสียหาย” จึงลองชิม


แต่พอชิมแล้ว กลับพบว่าตัวเองคิดผิดมหันต์ ขนมปังนี้อร่อยเกินไป! อร่อยจนแทบจะร้องไห้


คุณยายคนหนึ่งกินขนมปังคำหนึ่งแล้วตาแดง ก่อนจะจับมือสวี่เหมียวเหมียว


“ขอบใจนะ ขอบใจจริงๆ ฉันแก่แล้ว ฟันไม่ค่อยดี หลายอย่างกินไม่ได้ ขนมปังของเธอนุ่มมาก เข้าปากก็แทบละลาย แถมรสชาติดี สำหรับคนแก่แบบฉันกินได้พอดีเลย”


สวี่เหมียวเหมียวรีบปลอบ


“ที่คุณยายชอบ นั่นก็ถือเป็นคำชมที่ดีที่สุดสำหรับฉันแล้วค่ะ หวังว่าคราวหน้าจะมาอุดหนุนอีกนะคะ”


“ดีๆ แน่นอน”


คุณยายยิ้มอย่างมีความสุข


หลายคนเห็นภาพนั้นก็อดคิดถึงแม่ของตัวเองไม่ได้ จึงหยิบเงินออกมาซื้อขนมปังกันไม่น้อย


ยังไม่ถึงสิบโมงเช้า ขนมปังหลายถุงใหญ่ที่สวี่เหมียวเหมียวเอามา ก็ขายหมดเกลี้ยง


พี่สาวคนขายผักข้างๆ เพิ่งจะว่างจะมาซื้อ แต่กลับพบว่าขายหมดแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างอารมณ์ดี


“พรุ่งนี้พวกเราจะมาอีกนะคะ พี่มาซื้อพรุ่งนี้ได้ค่ะ”


พี่สาวถอนหายใจด้วยความเสียดาย


“ได้ พรุ่งนี้ฉันจะมาเช้าแน่นอน”


สวี่เหมียวเหมียวเก็บถุงขนมปังเรียบร้อย ก่อนจะยื่นมือไปแตะหน้าผากหลิวเหวินจุน


“ยืนเหม่ออะไรอยู่ ไป แม่จะพาไปเดินตลาด”


อารมณ์ของเธอดีมาก วันแรกก็ขายหมดเกลี้ยง ถือเป็นลางดีทีเดียว


หลิวเหวินจุนลูบหน้าผาก พลางยิ้มโง่ๆ ไม่เหลือความฉลาดเฉลียวแบบปกติเลย


“ครับ”


เขาไม่คิดเลยว่า การมาขายขนมปังกับแม่วันนี้จะราบรื่นขนาดนี้ แทบจะเปลี่ยนความคิดของเขาไปหมด การทำธุรกิจมันง่ายขนาดนี้เลยหรือ?


สวี่เหมียวเหมียวไปซื้อแป้งถุงหนึ่ง และน้ำตาลขาวสำหรับทำขนมปัง ของบางอย่างที่หาไม่ได้ เธอค่อยซื้อจากระบบก็ได้


แน่นอนว่าการซื้อของในตลาดแบบนี้ เป็นเพียงการทำให้คนอื่นเห็นเท่านั้น แค่ซื้อให้เห็นก็พอ


หลังจากนั้นเธอไปที่ร้านขายเนื้อ ซื้อหมูสามชั้นสามชั่ง เนื้อสันในสองชั่ง และกระดูกท่อนอีกหลายชิ้น


ช่วยไม่ได้ บ้านเธอมีลูกชายหลายคน เนื้อแค่นี้ยังไม่พอกินด้วยซ้ำ


เธอชี้ไปที่ร้านหนึ่ง “ตรงนั้นมีขายถังหูลู่ อยากกินไหม?”


หลิวเหวินจุนส่ายหัวทันที


“ของแบบนั้นเด็กๆกินกัน ผมโตแล้ว ไม่ต้องกินหรอก”


แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่ลูก.อมฮอว์ธอร์นเคลือบน้ำตาลอย่างไม่ละสาย เห็นได้ชัดว่าพูดไม่ตรงกับใจ


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ


“เถ้าแก่ เอาถังหูลู่ห้าไม้ค่ะ”


หลิวเหวินจุนรีบพูด


“แม่ ผมไม่กินจริงๆ”


“ถ้าเธอไม่กิน แม่กินเอง ถังหูลู่อร่อยจะตาย เปรี้ยวหวาน พี่ๆกับน้องของเธอก็น่าจะชอบเหมือนกัน”


หลิวเหวินจุนจึงพูดอะไรไม่ออก เขาคิดว่า… ตัวเองก็น่าจะชอบเหมือนกัน


แต่เขาไม่เคยกิน ตอนเด็กเคยเห็นคนอื่นกินเท่านั้น


สวี่เหมียวเหมียวหยิบถังหูลู่ไม้ออกมาหนึ่งไม้ แล้วยื่นให้หลิวเหวินจุน


“อยากลองไหม อร่อยมากนะ”


หลิวเหวินจุนทนไม่ไหว สุดท้ายก็พยักหน้า


ทันทีที่ถังหูลู่เข้าปาก ดวงตาของเขาก็หรี่ลงอย่างมีความสุข มันอร่อยจริงๆ


ทั้งสองช่วยกันขนแป้งขึ้นเกวียนวัว สวี่เหมียวเหมียวส่งถังหูลู่หนึ่งไม้ให้ลุงหนิว


“ลุงหนิว เราจะกลับหมู่บ้านได้เมื่อไรคะ?”


แม้อากาศจะไม่ร้อนเหมือนก่อน แต่ตอนเที่ยงก็ยังแดดแรงอยู่


ลุงหนิวกินถังหูลู่พลางตอบทันที


“งั้นกลับกันเลยเถอะ วันนี้คนมาเดินตลาดก็ไม่มาก”


เมื่อเกวียนใกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้าน สวี่เหมียวเหมียวเห็นว่ามีคนรวมตัวกันอยู่มาก ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ว่างจากงาน มานั่งคุยกัน


หม่าเยี่ยนยืนอยู่แถวหน้า ยืดคอมองถนนเข้าหมู่บ้าน ไม่ต้องเดาก็รู้ เธอกำลังรอสวี่เหมียวเหมียวอยู่


และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทันทีที่เกวียนผ่านไป หม่าเยี่ยนก็รีบขวางไว้


เธอกระโดดขึ้นเกวียนทันที เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง แต่ค้นอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นแค่ถุงแป้งกับเนื้อหมู


แม้ถุงที่ใส่ขนมปังจะยังมีกลิ่นหอมหลงเหลืออยู่ แต่แม้แต่เศษขนมปังสักชิ้นก็ไม่เหลือ


ถึงอย่างนั้น กลิ่นที่ยังติดอยู่ก็ทำให้เธอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว


บทที่ 34: คนทำธุรกิจ


“แล้วขนมปังของเธอล่ะ? หรือว่าขายหมดแล้ว?”


หม่าเยี่ยนได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่า สวี่เหมียวเหมียวหอบขนมปังไปขายที่อำเภอเป็นถุงใหญ่หลายถุง แต่ตอนนี้เธอกลับไม่เห็นขนมปังสักชิ้น 


หรือว่าจะขายหมดจริงๆ? ไม่อย่างนั้นแม่หม้ายสวี่จะมีเงินซื้อของตั้งมากมายได้อย่างไร?


สวี่เหมียวเหมียวลุกขึ้นยืน กอด.อก มองหม่าเยี่ยนที่ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย ก่อนจะผลักเธอออกไปเล็กน้อยแล้วหัวเราะเย็นๆ


“ใช่สิ ขายหมดแล้ว แถมยังไม่พอขายด้วยนะ ถ้ารู้แบบนี้เมื่อวานฉันคงทำเพิ่มอีกหน่อย


เฮ้อ พลาดเงินไปตั้งเยอะ เสียดายจริงๆ”


น้ำเสียงของเธอชวนให้หงุดหงิดจนแทบกัดฟัน หม่าเยี่ยนรู้สึกอิจฉาจนแทบระเบิด แต่ปากยังไม่ยอมแพ้


“ชิ หลอกใครกัน ของที่เธอทำจะกินได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย ระวังเถอะ เดี๋ยวคนกินแล้วป่วยขึ้นมา จะมาคิดบัญชีกับเธอ!”


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะ


“ฉันชอบจริงๆ เวลาที่เธอกินองุ่นไม่ได้แล้วบอกว่าองุ่นเปรี้ยว โอ้ใช่ ฉันไม่ใช่แค่ซื้อเนื้อมานะ ยังซื้อถังหูลู่มาอีกด้วย


อ้อ คนรวยอย่างแม่หม้ายหม่า คงไม่สนใจของเล็กๆน้อยๆของฉันหรอกใช่ไหม?”


คำพูดประชดประชันของเธอทำให้หม่าเยี่ยนหน้าเขียวทันที


“ฉันแน่นอนว่าไม่—”


ยังไม่ทันพูดจบ สวี่เหมียวเหมียวก็ให้ลุงหนิวขับเกวียนต่อ ลุงหนิวตะโกนขึ้นมาข้างหลัง


“แม่ของเหวินซิน นั่งดีๆนะ!”


หม่าเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างเกวียนยังไม่ทันตั้งตัว เกวียนก็เคลื่อนออกไป ทำให้เธอเสียหลักเกือบล้มลง โชคดีที่เกวียนเคลื่อนช้า เธอจึงแค่ตกใจและรีบทรงตัวไว้ได้


เธอยืนด่าพึมพำอยู่ข้างหลังอย่างโมโห แต่คิดได้ว่าภายหลังยังต้องนั่งเกวียนไปตลาดอีก หากด่าดังเกินไปจะไปล่วงเกินลุงหนิวเข้า จึงได้แต่กล้ำกลืนความโกรธไว้


เมื่อเกวียนมาถึงหน้าบ้าน ลุงหนิวช่วยยกถุงแป้งและของอื่นๆลง สวี่เหมียวเหมียวรีบยัดเงินหนึ่งหยวนให้เขา


“ลุงหนิว อย่าเกรงใจนะคะ พรุ่งนี้ฉันยังต้องนั่งเกวียนลุงไปขายขนมปังอีก”


เธอรู้ว่าเขาจะปฏิเสธ จึงยัดเงินกลับใส่มือเขาทันที 


ลุงหนิวเข้าใจความหมาย “ได้ พรุ่งนี้เวลาเดิม”


หลังจากลุงหนิวจากไป สวี่เหมียวเหมียวก็ไม่มีเวลาทำอาหารกลางวัน เธอลากหลิวเหวินจุนเข้าห้องทันที 


ปิดประตูแล้ว เธอก็หยิบเงินทอนจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋า ทั้งเหรียญหนึ่งเจี่ยว ห้าเจี่ยว และธนบัตรอีกหลายใบ


“เร็ว มานับดูสิว่าเมื่อเช้าเราหาเงินได้เท่าไร”


หลิวเหวินจุนมองกองเงินบนผ้าปูเตียง ตาแทบถลน ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อน!


ทั้งสองแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งนับเหรียญ อีกคนนับธนบัตร


“ทั้งหมดแปดสิบห้าหยวนห้าเจี่ยว!”


หลิวเหวินจุนร้องออกมา ก่อนจะรีบปิดปากตัวเอง เพราะกลัวคนข้างนอกได้ยิน


“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ? เรานับผิดหรือเปล่า?”


เสียงของเขาสั่นจนพูดติดๆขัดๆ คนงานหนึ่งเดือนยังได้เงินแค่ห้าสิบหกสิบหยวน แต่พวกเขาขายของเพียงครึ่งวันกลับได้เงินมากขนาดนี้?


หลิวเหวินจุนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง


สวี่เหมียวเหมียวคำนวณคร่าวๆ “นับไม่ผิดหรอก หักต้นทุนแล้ว ทริปนี้เราน่าจะกำไรประมาณเจ็ดสิบหยวน”


เธอพอใจกับตัวเลขนี้มาก ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เดือนหนึ่งก็หาเงินได้สองพันหยวนกว่า เงินสร้างบ้านก็จะมีแล้ว


เธอหัวเราะในใจ แผนของเธอกำลังจะสำเร็จแล้ว


“พอเก็บเงินได้พอ เราก็จะสร้างบ้านใหม่! ไป ทำกับข้าวกัน”


เธอเก็บเงินใส่กระเป๋า แล้วตบไหล่หลิวเหวินจุนเบาๆ


ชีวิตก็ต้องมีความหวังแบบนี้ ถึงจะมีรสชาติ


หลิวเหวินจุนเดินตามเธอ ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา ดวงตาที่มองแผ่นหลังของแม่ยิ่งสว่างขึ้น


มื้อเย็นวันนั้น มีถั่วฝักยาวกับมันฝรั่งตุ๋นหมู ผัดผัก กระต่ายพะโล้ ซุปกระดูกหม้อใหญ่ และข้าวสวย


ทุกจานล้วนเต็มปริมาณ ทุกคนก้มหน้ากินจนไม่มีเวลาพูด


เมื่อสวี่เหมียวเหมียวกินเกือบอิ่มแล้ว เธอก็ยิ้มแล้วถามขึ้น


“ลองเดาสิ วันนี้แม่กับเหวินจุนไปขายขนมปังในตลาด ได้เงินเท่าไร?”


หลิวเหวินเล่อยกมือทันที


“หนึ่งหยวน!” หนึ่งหยวนสามารถซื้อขนมมอลต์ได้ตั้งหลายชิ้น


สวี่เหมียวเหมียวกลอกตาใส่เขา


“เดาใหม่”


หลิวเหวินซินพูดอย่างไม่มั่นใจ


“ยี่สิบหยวน?”


จริงๆ เขาอยากจะพูดสิบหยวน เพราะสิบหยวนก็ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่พอเห็นสีหน้าแม่ก็เผลอเปลี่ยนเป็นยี่สิบ


ผลลัพธ์คือกลอกตาอีกครั้ง


เหลือหลิวเหวินเส้าคนเดียว ครั้งนี้เขาฉลาดขึ้น ไม่เดาทันที แต่ถามกลับ


“พี่เดาน้อยไปใช่ไหม?”


เมื่อเห็นสวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า เขาจึงพูดอย่างกล้าๆ


“ยี่สิบห้าหยวน! มากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว”


นี่คือขีดจำกัดที่เขาคิดออก แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเป็นสายตากลอกขาว


สวี่เหมียวเหมียวถอนหายใจ แล้วหันไปมองหลิวเหวินจุนที่กำลังกลั้นหัวเราะ


“บอกพวกเขาไปสิ วันนี้เราหาเงินได้เท่าไร”


หลิวเหวินจุนยืด.อกขึ้นทันที


“เรื่องนั้นน่ะนะ…”


เขายิ้มเจ้าเล่ห์


“พวกพี่สองคนเดาผิดหมด ไม่ใช่แค่ผิด แต่ยังห่างไกลมาก


ความจริงคือ วันนี้เราขายได้เท่านี้”


เขาชูนิ้วขึ้นแปดนิ้ว หลิวเหวินเล่อรีบคำนวณ


“อ๋อ แปดหยวน! มากกว่าที่ผมเดาเจ็ดหยวน ผมเดาใกล้สุด!”


หลิวเหวินจุนพูดไม่ออก


“ไม่ใช่แปดหยวน แต่เป็นแปดสิบกว่าหยวน! ถ้าจะให้แม่นยำก็คือแปดสิบห้าหยวนห้าเจี่ยว!”


“อะไรนะ?!”


“อะไรนะ??!”


สวี่เหมียวเหมียวมองปากที่อ้าค้างของสามพี่น้องแล้วหัวเราะ


“ใช่แล้ว อีกไม่นานบ้านเราก็คงสร้างบ้านใหม่ได้แล้วล่ะ”


สมองของหลิวเหวินเส้าหมุนเร็วจี๋


เมื่อเขาคำนวณได้ว่าบ้านจะมีรายได้เดือนละเท่าไร ตะเกียบในมือก็หล่นลงกับพื้น


ในหัวมีเพียงสามคำ รวยแล้ว รวยแล้ว บ้านของพวกเขาจะรวยจริงๆ!


ถ้าอย่างนั้น เขาจะได้ไปเรียนหนังสือไหม?


“เหม่ออะไรอยู่ ดีใจจนโง่ไปแล้วหรือ?”


สวี่เหมียวเหมียวเคาะหน้าผากเขาเบาๆ หลิวเหวินเส้ามองรอยยิ้มอ่อนโยนของเธอ


เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับไป


“ไม่มีอะไรครับ”

………

ช่วงบ่าย หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเส้าไปทำงานที่ไร่


หลิวเหวินเล่อเก็บหญ้าให้กระต่ายเสร็จแล้ว จึงไม่มีงานอะไร เขากับหลิวเหวินจุนจึงอยู่ช่วยสวี่เหมียวเหมียว


สวี่เหมียวเหมียวตั้งใจทำขนมปังเพิ่ม เพื่อเอาไปขายพรุ่งนี้


จริงๆ ขนมปังควรกินในวันเดียวกับที่ทำ แต่หมู่บ้านหลิวเจียอยู่ไกลจากอำเภอมาก ถ้าทำตอนเช้าก็คงไม่ทัน ทิ้งไว้หนึ่งคืนก็ยังพอได้


เมื่อวานเถาซูขายหมดก็จริง แต่ขายช้ากว่าขนมปัง อาจเพราะในร้านขนมของอำเภอก็มีเถาซูขายอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ของแปลก เธอจึงตัดสินใจทุ่มเวลาไปกับขนมปังทั้งหมด


เถาซูต่อไปคงไม่ขายแล้ว ทำกินเองพอ


แต่ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอก็พบว่าตัวเองตัดสินใจผิด ลูกชายสองคนของเธอ กินเก่งอย่างเดียว ส่วนเรื่องทำขนมปังนั้น ไม่รู้เรื่องเลย เรียกได้ว่า ไม่มีพรสวรรค์แม้แต่นิดเดียว


พวกเขาช่วยได้แค่เฝ้าเตาอบ และหยิบขนมปังออกมา ที่เหลือต้องให้เธอทำเองทั้งหมด


ทั้งบ่าย สวี่เหมียวเหมียวหมุนตัวเหมือนลูกข่าง ไม่ได้หยุดเลย เอวของเธอแทบจะหักอยู่แล้ว


การทำธุรกิจนี่เหนื่อยจริงๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องลงมือทำเอง เหนื่อยกว่าการเป็นลูกจ้างเสียอีก!


บทที่ 35: จักรยานคันล้ำค่า


วันนี้ก็ยังเป็นสวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินจุนที่ออกมาขายขนมปังในตลาด


พวกเขาเลือกตั้งแผงตรงตำแหน่งเดิมของเมื่อวาน พอเพิ่งวางของลงเสร็จ พี่สาวคนขายผักเมื่อวานก็เดินเข้ามาซื้อขนมปังทันที


ไม่กี่นาทีต่อมา สวี่เหมียวเหมียวก็ต้องยอมรับว่าพี่สาวคนนี้มีสายตาไกลจริงๆ เพราะแผงขนมปังของเธอถูกล้อมจนแทบหาที่ว่างไม่ได้


เพียงสิบกว่านาทีต่อมา ไม่รู้มาจากไหน กลุ่มคุณยายหลายคนก็กรูกันเข้ามา แย่งซื้อขนมปังจนหมดเกลี้ยง


สวี่เหมียวเหมียวมองถุงขนมปังที่ว่างเปล่า ก็ยังงงอยู่บ้าง


วันนี้เธอทำมามากกว่าเมื่อวานอีก แต่กลับขายหมดเร็วขนาดนี้? แผงของเธอยังไม่ทันอุ่นเลยด้วยซ้ำ!


เธอรีบคว้าแขนหญิงชราคนหนึ่งไว้แล้วถาม


“คุณป้า พวกป้ารู้ได้ยังไงว่าฉันมาขายขนมปังที่นี่?”


หลายคนที่มาซื้อเป็นหน้าใหม่ แสดงว่าเมื่อวานพวกเธอไม่ได้ซื้อ แต่วันนี้กลับพุ่งตรงมาซื้อเหมือนรู้อยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่ามีคนบอกข่าวล่วงหน้า


หญิงชราคนนั้นพูดอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย


“ก็เพื่อนรักของฉันน่ะสิ เมื่อวานเธอให้ฉันลองชิมขนมปังชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่ง ทำเอาฉันติดใจมาก วันนี้ฉันตื่นตั้งแต่เช้า ถึงได้แย่งมาได้ตั้งสองกิโล โมโหมากเลย เธอดันไปบอกคนอื่นตั้งเยอะ!”


ในหัวของสวี่เหมียวเหมียวก็ผุดภาพคุณยายที่เมื่อวานจับมือเธอแล้วน้ำตาคลอขึ้นมา


อ้อ… ที่แท้คุณยายคนนั้นเป็นคนช่วยโฆษณาให้ ไม่แปลกเลย


หลิวเหวินจุนมองถุงขนมปังที่ว่างเปล่าอย่างงุนงง


“แม่ แล้วตอนนี้เราจะทำยังไงดี?” ขนมปังหมดแล้ว แล้วจะขายอะไรต่อ?


สวี่เหมียวเหมียวเก็บของพลางตอบ “จะทำยังไงล่ะ ก็กลับบ้านสิ”


นี่เป็นการค้าขายที่เร็วที่สุดตั้งแต่เธอเคยทำมา แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่า ลุงหนิวยังไม่กลับหมู่บ้านแน่นอน จะเดินกลับเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พูดให้ถูกคือ เธอคิดว่าตัวเองคงทนไม่ไหว


“แม่ ไม่กลับหมู่บ้านเหรอ?”


หลิวเหวินจุนถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นสวี่เหมียวเหมียวเดินไปอีกทาง


“ยังไม่กลับ ไปซื้อของอย่างหนึ่งก่อน”


สวี่เหมียวเหมียวพูดโดยไม่หันกลับ ก่อนจะก้าวยาวๆไปข้างหน้า


ตอนนี้สำหรับหลิวเหวินจุน ไม่ว่าแม่จะพูดอะไร เขาก็เชื่อฟังหมด ไม่คิดโต้แย้งเลย 


ทั้งสองเดินมาถึงร้านขายจักรยานเพียงร้านเดียวในถนนสายนี้ 


หลิวเหวินจุนมองร้านที่ตกแต่งอย่างดี ภายในมีจักรยานใหม่เอี่ยมจอดเรียงอยู่กว่าสิบคัน


เขาหยุดเท้า ไม่กล้าเดินเข้าไป ในใจเกิดความคิดที่บ้าบิ่นขึ้นมา


แม่จะซื้อจักรยานหรือเปล่า?


แต่สวี่เหมียวเหมียวเดินเข้าไปแล้ว เธอชี้ไปที่จักรยานคันหนึ่ง


“คันนี้ราคาเท่าไร?”


หากไม่มีพาหนะ ทุกวันต้องนั่งเกวียนวัวไปตลาด มันไม่สะดวกเลย สู้ซื้อจักรยานไว้ จะไปเมื่อไรก็ไป จะกลับเมื่อไรก็กลับ สะดวกกว่า ตอนนี้เธอมีเงินพออยู่แล้ว


เจ้าของร้านตอบ “คันนี้เป็นรุ่นใหม่ สองร้อยยี่สิบหยวน”


หลิวเหวินจุนที่เพิ่งเดินเข้ามาเกือบลื่นล้ม 


สองร้อยยี่สิบหยวน?! ขายเขาทั้งตัวก็ยังไม่คุ้มราคานี้!


จักรยานของบ้านผู้ใหญ่บ้านยังราคาแค่ร้อยแปดสิบหยวน นอกจากจะดูสวยกว่าแล้ว ก็แทบไม่ต่างกัน


สวี่เหมียวเหมียวต่อรองทันที


“เถ้าแก่ เอาให้ตรงๆหน่อย สองร้อยหยวนได้ไหม ถ้าได้ฉันจะเอาหนึ่งคัน”


การต่อราคาซื้อของ เป็นนิสัยที่ฝังอยู่ในตัวเธอ ถ้าไม่ใช่ร้านที่ห้ามต่อราคา เธอต้องลองต่อทุกครั้ง โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่


คนที่เจ้าของร้านเรียกเท่าไรแล้วจ่ายทันทีโดยไม่ต่อสักคำ ในสายตาเธอคือ คนโง่ที่โดนเอาเปรียบ


เจ้าของร้านลังเลอยู่สามวินาที ก่อนจะตกลง ทำให้สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่า… เธอคงต่อราคาน้อยไป


แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้ว เธอก็ไม่คิดมาก จ่ายเงิน แล้วเข็นจักรยานออกจากร้านทันที


หลิวเหวินจุนยืนอึ้ง ซื้อจักรยานแบบนี้เลยเหรอ? ไม่ควรคิดสักสามวันก่อนหรือ!


เมื่อออกจากถนนใหญ่ สวี่เหมียวเหมียวก็ลองขึ้นขี่จักรยาน เธอยังไม่ลืมทักษะ ร่างกายนี้อาจจะขี่ไม่เป็น แต่เธอขี่เป็นนี่นา


แม้จักรยานคานสูงจะขี่ลำบากหน่อย แต่หลักการเหมือนกัน


หลิวเหวินจุนที่เดินตามหลังเห็นแม่โยกเยกขึ้นขี่ ก็แทบหัวใจหยุดเต้น เขารีบวิ่งไปจะช่วยพยุง แต่ยังไม่ทันถึงตัว สวี่เหมียวเหมียวก็เหมือนจะจับจังหวะได้ จักรยานเริ่มทรงตัวได้แล้ว


เธอพูดอย่างมั่นใจ “เหวินจุน กระโดดขึ้นมา แม่จะพากลับบ้าน”


น้ำเสียงที่มั่นใจของเธอไม่ได้ช่วยให้หลิวเหวินจุนหายกลัวเลย เขาลองพูดอย่างระมัดระวัง


“แม่… หรือแม่ลงมาให้ผมขี่แทนดีไหมครับ ผมขี่จักรยานเป็น”


เขาคิดว่าตัวเองน่าจะขี่ได้มั่นคงกว่า ที่สำคัญคือ เขาไม่ค่อยกล้านั่งจักรยานที่แม่ขี่ ถ้าหล่นลงคูน้ำขึ้นมา จักรยานใหม่ก็จะพัง เขาคงปวดใจตาย


สิ่งเดียวที่เขากังวลคือ… แม่ค่อนข้างตัวใหญ่ ถ้าเธอนั่งซ้อน เขาอาจปั่นไม่ไหว


สวี่เหมียวเหมียวโบกมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง แม่ขี่เอง ขึ้นมาเร็ว”


เธอค่อยๆปั่นจักรยานช้าๆ เพื่อรอเขา


หลิวเหวินจุนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “แม่… หรือแม่ขี่กลับไปก่อน ผมเดินกลับก็ได้” แบบนั้นน่าจะปลอดภัยกว่า


สวี่เหมียวเหมียวฟังแล้วก็รู้ทันที ลูกชายคนนี้ ไม่เชื่อฝีมือการขี่ของเธอ วันนี้เธอจึงตั้งใจจะเอาชนะให้ได้


รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป น้ำเสียงเย็นลงทันที


“จะขึ้นไหม? ถ้าไม่ขึ้นก็ไม่ต้องกลับบ้าน” พูดจบ เธอก็ออกแรงปั่น 


หลิวเหวินจุนตัวแข็ง แม่โกรธแล้ว!


“ผมขึ้น!”


เขารีบวิ่งสองก้าว แล้วกระโดดขึ้นเบาะหลังทันที


จักรยานส่ายแรงครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทรงตัวได้ เขากำเบาะหลังแน่น พลางภาวนาให้แม่อย่าโกรธ ถ้าแม่โกรธแล้วกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน เขาคงร้องไห้แน่


ท่ามกลางความตึงเครียดของหลิวเหวินจุน ทั้งสองก็ปั่นจักรยานกลับถึงหมู่บ้าน


เมื่อถึงบ้าน สวี่เหมียวเหมียวจึงถอนหายใจโล่ง เธอยิ้มแล้วพูด


“เป็นไงล่ะเหวินจุน แม่บอกแล้วว่าขี่กลับมาได้ เธอยังไม่เชื่ออีก”


หลิวเหวินจุนหน้าแดง ไม่กล้าพูดอะไร แต่ในใจโล่งใจมาก ‘แม่ไม่ได้โกรธจริงๆ ดีจัง’


ระหว่างทางสวี่เหมียวเหมียวก็ทักทายคนในหมู่บ้านอย่างเป็นกันเอง พอทั้งสองกลับถึงบ้าน ข่าวว่าสวี่เหมียวเหมียวซื้อจักรยานใหม่ก็กระจายไปทั่วหมู่บ้านหลิวเจียแล้ว


หลายคนด้วยความอยากรู้ จึงมาดูถึงลานบ้านของเธอ


จักรยานไม่ใช่ของแปลกอะไร ในหมู่บ้านก็มีอยู่หลายบ้าน แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ สวี่เหมียวเหมียวกลับมีเงินซื้อจักรยานได้ เธอเพิ่งขายขนมปังแค่สองวันเองไม่ใช่หรือ?


คำถามมากมายจึงเกิดขึ้นในใจของชาวบ้าน


สวี่เหมียวเหมียวจอดจักรยานไว้ในลาน จะดู จะจับ ก็แล้วแต่ เพราะมันไม่ได้พังง่ายๆอยู่แล้ว เธอเดินเข้าครัวไปล้างหน้า และดื่มน้ำ


หลิวเหวินจุนยืนเฝ้าอยู่ในลาน ดูเหมือนจะคอยดูชาวบ้าน แต่จริงๆแล้วกำลังเฝ้าจักรยาน กลัวว่าคนจะเผลอทำมันเสียหาย


จักรยานคันนี้ราคาสองร้อยหยวนเลยนะ!


มีคนถามขึ้น “เหวินจุน จักรยานคันนี้ซื้อมาเท่าไร?”


“สองร้อยหยวน”


ทุกคนสูดลมหายใจเฮือก แพงจริงๆ


มีคนถามต่อขึ้นมา “เหวินจุน แม่ของเธอขายขนมปัง… ได้เงินเยอะมากเลยใช่ไหม?”


คำถามนั้นแทบจะเป็นคำถามในใจของทุกคน ที่ยืนอยู่ตรงนั้น


บทที่ 36: เจรจาธุรกิจ


หลิวเหวินจุนกลอกตาเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตอบ


“บ้านเราขายขนมปังได้แค่สองวันเอง จะไปได้กำไรเท่าไรกันล่ะครับ? หักต้นทุนแล้วก็พอเหลือกำไรนิดหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับทำงานฟรี”


เขาไม่มีทางบอกคนพวกนี้เด็ดขาดว่าขายขนมปังได้เงินเท่าไร เผื่อพวกเขามายืมเงินขึ้นมาจะทำอย่างไร?


อ้อ จริงสิ เงินที่หาได้ช่วงสองวันนี้ก็เอาไปซื้อจักรยานหมดแล้ว ต่อให้มีคนอยากยืมก็ไม่มีเงินให้ยืมอยู่ดี


เมื่อนึกถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็หม่นลงเล็กน้อย


แต่ในสายตาของชาวบ้าน คนอื่นๆกลับเชื่อคำพูดของหลิวเหวินจุนทันที เพราะต้นทุนของขนมปังก็สูงจริงๆ


มีคนถามต่อ “แล้วแม่เธอเอาเงินที่ไหนไปซื้อจักรยานล่ะ?”


คำถามนี้ทำเอาหลิวเหวินจุนชะงักไป สมองเขาหมุนอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคิดเหตุผลดีๆไม่ออก


จังหวะนั้นเอง สวี่เหมียวเหมียวเดินออกมาจากครัว ในมือยังถือ โมจิแท่ง ที่เหลือไว้กิน


เธอกินไปพลางพูดไปอย่างสบายๆ


“เงินน่ะเหรอ ก็ยืมมาน่ะสิ ญาติทางบ้านแม่ฉันโดนฉันยืมเงินไปทั่วแล้ว พวกคุณถ้ามีเงินเหลือก็ให้ฉันยืมหน่อยสิ”


สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่โมจิในมือเธอ ดูแล้วน่ากินมาก บางคนเพิ่งจะคิดจะขอชิมสักชิ้น แต่พอได้ยินคำว่า ‘ยืมเงิน’ ทุกคนก็เงียบกริบทันที


เพื่อของกินแค่นิดเดียว แล้วต้องให้คนยืมเงิน มันไม่คุ้มเลย


สวี่เหมียวเหมียวมองเด็กๆที่ยืนอยู่ข้างหน้า ก่อนจะแจกโมจิให้คนละชิ้น


เด็กบางคนกำลังจะรับ แต่ผู้ใหญ่รีบดึงตัวกลับไปทันที


บางคนมือไวกว่า คว้าโมจิจากมือเธอได้ก่อนที่ผู้ใหญ่จะลากตัวออกไป


ไม่นานนัก เสียงเด็กที่ถูกลากออกไปก็ร้องไห้ดังขึ้น สวี่เหมียวเหมียวได้ยินแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออก


ถึงแม้เรื่องยืมเงินจะเป็นแค่เรื่องหลอก แต่ท่าทีของทุกคนก็ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน 


ไม่นานคนในลานบ้านก็ทยอยแยกย้ายกันไป แต่หลี่หงอิงที่ได้ยินข่าวกลับรีบเดินมา เธอถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง


“สะใภ้สาม เธอไม่มีเงินแล้วหรือ? ฉันยังมีเงินอยู่นะ ต้องการเท่าไร เดี๋ยวฉันไปเอามาให้”


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาทันที 


แม่สามีไม่ได้ตำหนิว่าเธอไม่มีเงินแล้วยังซื้อจักรยาน แถมยังไปยืมเงินคนอื่น


ตรงกันข้าม กลับจะให้เงินเธออีก


สวี่เหมียวเหมียวยื่นมือไปจับมือของแม่สามี ยิ้มแล้วพูดเสียงเบา


“แม่ จักรยานฉันซื้อจากเงินที่ขายขนมปังได้ ไม่ได้ยืมเงินใครค่ะ ฉันยังมีเงินใช้อีก ไม่ต้องใช้เงินของแม่หรอก”


แต่หลี่หงอิงคิดว่าเธอแค่เกรงใจ จึงพูดอย่างร้อนใจ


“สะใภ้สาม เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ เธอเลี้ยงลูกชายสี่คนคนเดียวก็ลำบากพอแล้ว ถ้าไม่มีเงินก็บอกฉัน อย่าเก็บไว้คนเดียว


ตั้งแต่ลูกชายคนที่สามไม่อยู่แล้ว ฉันกับพ่อเขาก็เก็บเงินไว้บ้าง ถ้าเธอต้องใช้ ฉันจะเอามาให้ทันที”


สะใภ้สามจริงใจกับพวกเขามาก พวกเขาก็ควรตอบแทนด้วยการกระทำเหมือนกัน


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเบาๆ


“แม่ ไม่ต้องจริงๆค่ะ ฉันแค่หลอกพวกนั้นเท่านั้น ฉันมีเงินอยู่แล้ว ขายขนมปังได้เงินดีมาก ถ้าแม่อยากช่วย ก็มาช่วยฉันทำงานสิ ฉันจะจ่ายค่าแรงให้!”


ตอนนี้เธอต้องการคนช่วยพอดี ถ้าต้องทำขนมปังคนเดียว เธอคงเหนื่อยตายแน่


แทนที่จะเหนื่อยตายคนเดียว สู้ให้คนอื่นมีโอกาสหาเงินดีกว่า


หลี่หงอิงเริ่มเชื่อคำพูดของเธอแล้ว แต่พอได้ยินคำว่า จ่ายค่าแรง ก็รีบโบกมือทันที


“ถ้าเธอทำไม่ทัน แม่ก็มาช่วยได้อยู่แล้ว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน อย่าพูดเรื่องค่าแรงให้ห่างเหินเลย”


สวี่เหมียวเหมียวรู้ดีว่าถ้าพูดเรื่องเงินตอนนี้ หลี่หงอิงคงไม่ยอมรับแน่ ไว้ค่อยให้ทีหลังแล้วกัน


“งั้นแม่มาช่วยฉันทำขนมปังตอนบ่ายนะ ฉันทำคนเดียวไม่ไหวจริงๆ”


“ได้ ตอนบ่ายแม่จะมา”


เมื่อมีหลี่หงอิงช่วยในตอนบ่าย สวี่เหมียวเหมียวก็รู้สึกว่าทุกอย่างเบาขึ้นมาก เอวของเธอก็ไม่ปวดเหมือนก่อน แต่ไม่นานเธอก็พบปัญหาใหม่ ‘เตาอบมีแค่เครื่องเดียว’


แป้งเตรียมไว้หมดแล้ว แต่ต้องรอคิว.อบ


สำหรับปัญหานี้ สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าต้องหาทางแก้ เธอไม่สามารถใช้เวลาทั้งบ่ายไปกับการรอเตาอบทำงานได้ ถ้ามีเตาอบหลายเครื่อง เธอก็จะทำขนมปังสำหรับวันถัดไปเสร็จเร็วขึ้น และตอนบ่ายก็ยังมีเวลาทำอย่างอื่นได้


สามวันต่อมา สวี่เหมียวเหมียวตัดสินใจจะไปเมืองอีกครั้ง เธอตั้งใจจะให้หลิวเหวินจุนหยุดพักหนึ่งวัน


แต่หลิวเหวินจุนเหมือนคนที่ตกลงไปในบ่อเงิน เขาไม่อยากพักเลย ทุกวันขายขนมปังได้เงินเกือบร้อยหยวน เขาไม่เหนื่อยเลย


ยิ่งกว่านั้น การขายขนมปังในตลาดยังง่ายกว่าการทำงานในนา ทั้งเบากว่า และได้เงินมากกว่า


เมื่อเห็นว่าเขายืนยันแบบนั้น สวี่เหมียวเหมียวก็ไม่พูดอะไรอีก ถ้าอยากขายก็ให้เขาไปขาย


เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่เหมียวเหมียวตื่นแต่เช้า แล้วออกเดินทางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้เธอดูผ่อนคลายกว่าครั้งแรกมาก อย่างน้อยอากาศก็ไม่ร้อนเท่าเดิม และเธอก็ไม่ได้ดูเหนื่อยล้าเหมือนตอนนั้น


บนรถบัสในเมือง สวี่เหมียวเหมียวมองทิวทัศน์ของเมืองแล้วก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย


ไม่นาน รถบัสก็จอดที่จุดหมายของเธอ


ร้านขนม “สวี่จี้” เก่าแก่


สวี่เหมียวเหมียวผลักประตูเข้าไป แล้วพูดตรงๆ


“สวี่เฉิงอยู่ไหม? ฉันอยากคุยธุรกิจกับเขาหน่อย”


พนักงานขายดูจนแน่ใจว่าเธอไม่ได้มาหาเรื่อง จึงไปเรียกสวี่เฉิงจากห้องด้านหลัง สวี่เฉิงจำเธอได้ทันที และก็สงสัยว่าเธอต้องการคุยเรื่องอะไร


หลังจากทักทายกันเล็กน้อย สวี่เหมียวเหมียวก็หยิบขนมปังที่นำมาด้วยออกมาวางตรงหน้าเขา สวี่เฉิงเปิดดู แววตาฉายความประหลาดใจ


“ครั้งก่อนผมยังไม่ได้ถามชื่อคุณเลย ควรเรียกคุณว่าอะไรดี?”


“สวี่เหมียวเหมียว เรียกชื่อฉันก็ได้”


สวี่เฉิงพาเธอเข้าไปในห้องด้านหลัง แล้วรินชาเลี้ยงรับรอง สำหรับเขา ตอนนี้สวี่เหมียวเหมียวไม่ใช่ลูกค้าธรรมดาแล้ว เขามองเห็น ‘โอกาสทางธุรกิจ’


เขามีลางสังหรณ์ว่าธุรกิจครั้งนี้อาจทำให้ร้านสวี่จี้ ก้าวไปอีกระดับ สวี่เฉิงพยักหน้า


“ธุรกิจที่คุณอยากคุยกับผม เกี่ยวกับสิ่งนี้ใช่ไหม?” เขาชี้ไปที่ขนมปังบนโต๊ะ


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม “นี่เรียกว่า ‘ขนมปัง’ คุณลองชิมก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน”


เธอมั่นใจในฝีมือของตัวเอง และเชื่อว่าสวี่เฉิงเป็นคนฉลาด


สายตาของสวี่เฉิงไม่ละจากขนมปังเลย ของสิ่งนี้เรียกว่าขนมปัง?


ขนมปัง… เขานึกขึ้นได้


ตอนที่เคยไปปักกิ่ง เขาเคยได้ยินคำนี้เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยเห็นหรือเคยกิน ตอนนั้นเขารีบกลับ จึงไม่ได้ศึกษามัน ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาอาจพลาดโอกาสดีไปแล้ว แต่ยังดีที่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย


สวี่เฉิงลองชิมขนมปังทีละชิ้น ยิ่งกิน ดวงตายิ่งเปล่งประกาย


เนื้อสัมผัสนุ่ม กลิ่นหอมเข้มข้น สำหรับคนที่ไม่เคยกินขนมปังมาก่อน มันแทบทำให้หยุดไม่ได้


ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่เหมียวเหมียวนั่งอยู่ตรงหน้า เขาคงกินหมดทุกชิ้นไปแล้ว


เขาพูดอย่างจริงใจ “อร่อยมาก ผมชอบ”


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม


“ฉันมาหาคุณก็เพื่อคุยเรื่องความร่วมมือเรื่องขนมปัง ขนมปังนี้ฉันเป็นคนทำ ฉันสามารถส่งของให้คุณ พูดง่ายๆคือฉันขายให้คุณ แล้วคุณไปขายต่อให้ลูกค้า”


สวี่เฉิงถามทันที “ราคาเท่าไร?”


“หนึ่งหยวนต่อหนึ่งจิน เท่ากับที่ฉันขายในอำเภอ ส่วนคุณจะขายเท่าไร นั่นเป็นเรื่องของคุณ”


สวี่เฉิงพยักหน้า หากขนมปังนี้ปรากฏในร้านของเขา และยังเป็นร้านแรกในเมือง ราคาสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเท่า นี่เป็นธุรกิจที่ดีมากทีเดียว


บทที่ 37: จ้างคน


“แต่มีข้อหนึ่งนะ เรื่องขนมปัง คุณต้องหาคนมารับของเอง ระยะทางมันไกลขนาดนี้ ฉันไม่สามารถมาส่งให้คุณทุกวันได้หรอก”


สวี่เหมียวเหมียวส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา


“นี่คือที่อยู่บ้านฉัน อยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร เรื่องนี้คุณลองเอาไปคิดดูก่อน ถ้าคิดดีแล้วก็ไปหาฉันที่บ้านได้เลย”


สิ่งที่ควรพูด เธอพูดไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าสวี่เฉิงจะตัดสินใจอย่างไร


เธอลุกขึ้น ตั้งใจจะออกจากร้าน 


“ผมตกลง!”


สวี่เหมียวเหมียวเพิ่งเดินไปได้สองก้าว ก็หันกลับมานั่งลงอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าชัดเจนขึ้น


“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้นะ ขนมปังมีทั้งหมดสี่ชนิด คุณจะสั่งอย่างละกี่จิน แล้วจะมารับเมื่อไร ฉันจะได้เตรียมทำไว้ล่วงหน้า”


เธอหยิบสมุดกับปากกาออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะมองไปที่สวี่เฉิง


สวี่เฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “อย่างละหนึ่งร้อยจินก่อน อีกห้าวันผมจะส่งคนไปรับ”


พูดจบ เขาก็ล้วงกระเป๋า นับเงินสองร้อยหยวนแล้วส่งให้สวี่เหมียวเหมียว


“นี่คือเงินมัดจำ ส่วนที่เหลือค่อยจ่ายตอนรับของ”


สวี่เหมียวเหมียวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มรับเงินแล้วพูดหยอก


“เถ้าแก่สวี่ใจกว้างจริงๆเลยนะ คุณไม่กลัวว่าฉันจะหลอกคุณหรือ?”


สวี่เฉิงหัวเราะเสียงดัง


“ฮ่าๆ ผมคิดว่าผมดูคนไม่ผิดหรอก ร่วมมือกับคุณ ไม่มีทางผิดแน่นอน”


เขาเชื่อในสายตาของตัวเอง และก็เชื่อในสวี่เหมียวเหมียว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือเขาเชื่อในตลาดของขนมปังในเมืองนี้ ตราบใดที่เขาได้สินค้าล็อตนี้มา มันต้องขายดีแน่นอน


จู่ๆ เขาก็นึกถึงร้านขนม ‘หลิวจี้’ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านของเขา ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม


“ขนมปังนี้… คุณสามารถขายให้เฉพาะร้านสวี่จี้ร้านเดียวได้ไหม?”


พอพูดออกไป เขาก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย คำขอนี้ดูจะเกินไปจริงๆ และแน่นอนว่า วินาทีต่อมาเขาก็ได้ยินคำตอบปฏิเสธ


“เป็นไปไม่ได้” สวี่เหมียวเหมียวพูดตรงๆ


“พูดกันตามตรง ฉันตั้งใจจะทำธุรกิจระยะยาว ไม่มีทางขายให้แค่ร้านเดียวแน่นอน แต่ฉันรับปากคุณได้ว่า ภายในหนึ่งเดือน ในเมืองนี้ฉันจะขายให้แค่ร้านคุณร้านเดียว”


สวี่เฉิงดีใจมาก รีบลุกขึ้นจับมือกับเธอ


“ดี แบบนี้ก็พอแล้ว ขอบคุณนะเถ้าแก่สวี่”


เวลาหนึ่งเดือน เพียงพอให้ร้านสวี่จี้ยึดตลาดขนมปังในเมืองได้อย่างมั่นคง ส่วนร้านหลิวจี้ ต่อให้ได้ช่องทางขนมปังหลังจากหนึ่งเดือน ก็อาจตามร้านสวี่จี้ไม่ทันแล้ว


ทั้งสองคนเจรจาธุรกิจกันอย่างราบรื่น สวี่เฉิงยืนกรานจะเลี้ยงข้าวสวี่เหมียวเหมียว เธอปฏิเสธอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็รับคำ


หลังจากทานข้าวเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็ขึ้นรถกลับหมู่บ้านทันที เมื่อใกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้าน เธอจึงซื้อเตาอบสิบเครื่องจากระบบ แล้ววางกองไว้ข้างถนน


ตอนนั้นฟ้ามืดแล้ว สวี่เหมียวเหมียวจึงทิ้งเตาอบไว้ตรงนั้น แล้วเดินกลับบ้านไปเรียกคนมาช่วยขน


เมื่อเตาอบทั้งหมดถูกยกเข้าบ้านเรียบร้อย สวี่เหมียวเหมียวก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง


“แม่ กล่องกระดาษพวกนี้ทั้งหมดคือเตาอบเหรอ?”


หลิวเหวินซินถามด้วยความสงสัย


“ใช่”


“แม่ แล้วแม่เอาเตาอบพวกนี้กลับมาจากเมืองได้ยังไง?”


สวี่เหมียวเหมียวตอบอย่างเป็นธรรมชาติ


“แม่จ้างรถมาส่ง พอฟ้ามืดแล้วก็เลยให้เขาขนมาวางไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน”


คำโกหกของเธอเป็นธรรมชาติจนแทบดูไม่ออก ด้วยความเชื่อใจที่มีต่อเธอ ทุกคนจึงไม่ได้คิดอะไรมาก


หลิวเหวินจุนขมวดคิ้ว


“แม่ ซื้อเตาอบตั้งเยอะ บ้านเราจะใช้หมดเหรอ?”


ในใจเขาแอบคิดถึงเงิน


เมื่อก่อนเขายังภูมิใจอยู่เลยว่าตัวเองขายขนมปังได้เกือบร้อยหยวนในวันนี้ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่า ความเร็วในการหาเงินของเขา สู้ความเร็วในการใช้เงินของแม่ไม่ได้เลย เขากลุ้มใจจริงๆ 


ก่อนเข้านอน หลิวเหวินจุนเดินเข้าไปในห้องของสวี่เหมียวเหมียว


“แม่ วันนี้ผมลืมบอกแม่ไปอย่างหนึ่ง”


“มีเจ้าของร้านขนมในอำเภออยากซื้อขนมปังของบ้านเรา เขาบอกว่าจะให้ราคาสูงด้วย แต่ผมปฏิเสธไปแล้ว”


“ทำไมล่ะ?” สวี่เหมียวเหมียวถามอย่างงุนงง


หลิวเหวินจุนตอบทันที


“จะขายให้เขาได้ยังไงล่ะครับ ถ้าขายให้ร้านเขา คนก็ไปซื้อที่ร้านเขาหมด แบบนั้นขนมปังของเราก็ขายไม่ออกสิ”


มันไม่เท่ากับโดนแย่งลูกค้าหรือ? มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะยอม


สวี่เหมียวเหมียวจึงตั้งใจจะปรับความคิดของเขา


“คือแบบนี้นะ ถ้าเราขายให้ร้านขนม เราก็ไม่ต้องไปตั้งแผงขายเอง แค่ทำขนมปังแล้วส่งให้ร้านก็พอ”


เห็นว่าเขายังไม่ค่อยเข้าใจ เธอจึงอธิบายต่อ


“ลองคิดดู ถ้าเราตั้งแผงขายขนมปัง วันที่ฝนตกเราก็ขายไม่ได้ แบบนั้นวันฝนตกก็ไม่ได้รายได้เลย แต่ถ้าเราร่วมมือกับร้านขนม ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก เราก็ยังได้เงิน แถมยังประหยัดเวลาที่ต้องไปตั้งแผงอีกด้วย เข้าใจไหม?”


หลิวเหวินจุนตาเป็นประกายทันที


“แม่พูดมีเหตุผลมากเลย แบบนี้คุ้มกว่าตั้งแผงขายอีก ขอแค่ร้านยังต้องการ เราก็มีเงินเข้ามาตลอด”


เขาพลันรู้สึกเสียดายขึ้นมา


“แต่ผมปฏิเสธเจ้าของร้านไปแล้ว…”


ตอนนั้นเขาไม่ควรพูดปฏิเสธเด็ดขาดแบบนั้น น่าจะรอให้แม่กลับมาก่อนแล้วค่อยปรึกษากัน


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเบาๆ


“ไม่เป็นไร ถ้าเขาอยากซื้อขนมปังของบ้านเรา เขาต้องกลับมาหาเราอีกแน่นอน”


เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ


“อ้อ วันนี้แม่ก็ได้งานใหญ่จากในเมืองด้วยนะ”


“งานใหญ่อะไร?”


สวี่เหมียวเหมียวเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างย่อ หลิวเหวินจุนฟังไป คิดตามไป


พอเธอเล่าจบ ปากของเขาก็อ้าค้างด้วยความตกใจ


“ออเดอร์นี้ตั้งสี่ร้อยหยวนเลยนะ!”


ไม่ต้องไปตั้งแผงขาย ไม่ต้องส่งของ แค่ทำเสร็จแล้วรอให้คนมารับ คุ้มจริงๆ


คืนนั้น หลิวเหวินจุนตื่นเต้นจนแทบไม่ได้นอน


เช้าตรู่ ฟ้าเพิ่งเริ่มสว่าง พี่น้องตระกูลหลิวก็ลุกขึ้นมาทำงานกันแล้ว คนหนึ่งไปตักน้ำ คนหนึ่งไปทำความสะอาดกรงกระต่าย


หลิวเหวินเล่อก็ออกไปตัดหญ้า ส่วนหลิวเหวินเส้าเตรียมอาหารเช้าเรียบร้อย


ช่วงหลายวันที่ผ่านมา สวี่เหมียวเหมียวเหนื่อยมาก เธอจึงนอนต่ออีกหน่อย เมื่อเธอตื่นขึ้นมา น้ำก็ถูกตักไว้แล้ว กรงกระต่ายก็สะอาดเรียบร้อย


หลิวเหวินเล่อก็กลับมาพร้อมหญ้ากองใหญ่ แม้แต่อาหารเช้าก็ทำเสร็จแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวยืดตัว พลางมองบ้านที่กำลังดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ อารมณ์ดีขึ้นทันที


หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เธอก็ไปเรียก หลี่หงอิงแม่สามี หลี่ซิ่วหัวพี่สะใภ้ใหญ่ หม่าจวีเพื่อนบ้าน รวมถึงคุณย่าหลิว ให้มาที่บ้าน


“ที่ฉันเรียกพวกคุณมา ก็เพราะอยากให้มาช่วยทำขนมปังให้ฉัน งานนี้ไม่ใช่ทำฟรีนะ ทำหนึ่งวันฉันให้คนละสองหยวน แน่นอนว่าอาจไม่ได้มีงานทุกวัน ถ้ามีงานฉันจะเรียกพวกคุณมา พวกคุณสนใจไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวพูดทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา แล้วถามความคิดเห็นของพวกเธอ


ผู้หญิงเหล่านี้ล้วนเป็นแม่ครัวฝีมือดีของแต่ละบ้าน ถ้าให้มาช่วยกันทำ ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นมาก


หลี่หงอิงพูดก่อน


“เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันกับสะใภ้ใหญ่ไม่เอาเงินหรอก ถ้าเธอทำไม่ทันก็เรียกเราได้เลย”


เธอไม่อยากรับเงิน แม่สามีไปช่วยสะใภ้ทำงานแล้วรับค่าแรง ถ้าคนอื่นรู้เข้าคงโดนหัวเราะแน่


หลี่ซิ่วหัวก็รีบพูดตาม “ใช่ค่ะ ฉันก็ไม่เอาเงิน”


คุณย่าหลิวก็พูดเช่นกัน


“แม่เหวินซิน ฉันก็ไม่เอาเงินเหมือนกัน ฉันยังตอบแทนบุญคุณเธอไม่ได้เลย ฉันช่วยทำงานให้ฟรีได้ ไม่ต้องจ่ายค่าแรง”


หม่าจวีกำลังจะพูดบ้าง แต่สวี่เหมียวเหมียวรีบยกมือห้าม


“เรื่องนี้ฉันตัดสินใจแล้ว ถ้าพวกคุณไม่รับเงิน ฉันก็ต้องไปจ้างคนอื่นแทน ยังไงฉันก็ไม่ให้พวกคุณทำงานฟรีแน่นอน”


บทที่ 38: เถ้าแก่เกา


เมื่อเห็นว่าสวี่เหมียวเหมียวมีท่าทีแน่วแน่ไม่ยอมเปลี่ยนใจ สุดท้ายทุกคนก็จำต้องยอมตกลง


หลี่หงอิงคิดอยู่ในใจว่า หากต้องเสียเงินจ้างคนอื่นมาทำงาน สู้ให้เธอมาทำเสียเองยังดีกว่า เงินที่สะใภ้สามให้เธอนั้น เธอก็จะเก็บไว้ให้แทน ถือเสียว่าเป็นการเก็บเงินให้สะใภ้สาม วันใดหากสะใภ้สามขัดสน เธอก็ยังสามารถหยิบเงินนั้นออกมาช่วยได้ เรื่องจึงตกลงกันเรียบร้อย


ห้องครัวใช้สำหรับนวดแป้ง ปรุงส่วนผสม และทำขนมปัง ส่วนเตาอบทั้งหมดถูกย้ายไปตั้งไว้ในห้องโถง แบบนี้พื้นที่จึงพอจะจัดวางทุกอย่างได้


สวี่เหมียวเหมียวยังตั้งใจซื้อปลั๊กพ่วงหลายช่องจากระบบมาเพิ่ม ไม่เช่นนั้นไฟคงไม่พอใช้แน่


เธอถอนหายใจเบาๆ บ้านหลังนี้ยังเล็กเกินไปจริงๆ ดูท่าจะต้องรีบสร้างบ้านใหม่ให้ได้เสียแล้ว


ตอนเที่ยง สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้เลี้ยงอาหารกลางวัน ทุกคนจึงกลับไปกินข้าวที่บ้านก่อน แล้วค่อยกลับมาทำขนมปังต่อ


ตลอดทั้งวัน เตาอบแทบไม่ได้หยุดพักเลย ไม่เพียงแต่ทำขนมปังตามคำสั่งซื้อของสวี่เฉิงเสร็จเท่านั้น ขนมปังสำหรับนำไปขายในตลาดวันรุ่งขึ้นยังถูกทำเพิ่มเป็นสองเท่าอีกด้วย


เมื่อถึงหกโมงเย็น สวี่เหมียวเหมียวจึงให้ทุกคนหยุดงาน และประกาศว่างานวันนี้จบลงแล้ว


เธอหยิบเงินออกมาแปดหยวน แจกให้คนละสองหยวน จากนั้นยังหยิบขนมปังให้แต่ละคนติดมือกลับบ้านไปอีกสองสามชิ้น


หลี่ซิ่วหัวเพิ่งเดินออกจากประตูบ้านสวี่เหมียวเหมียว ก็ยื่นเงินสองหยวนกับขนมปังในมือให้หลี่หงอิงทันที


“แม่ เอาไปค่ะ”


เธอยังไม่ได้แยกครอบครัว รายได้ที่หาได้ย่อมเป็นของครอบครัวทั้งหมด จึงควรส่งให้แม่สามี แต่หลี่หงอิงรับเพียงหนึ่งหยวนเท่านั้น


“เงินที่เหลือกับขนมปัง เธอเก็บไว้เถอะ ไม่ต้องเอามารวม”


หลี่ซิ่วหัวดีใจมาก เธอรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้มาช่วยสวี่เหมียวเหมียวทำขนมปัง


ส่วนคนอื่นๆที่กลับบ้านไปก็มีความสุขเช่นกัน ไม่เพียงแต่ได้เงิน ยังมีขนมปังกลับไปกินอีก ที่สำคัญคืองานนี้ทำแบบนั่งได้ ไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย


วันถัดมา


สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินจุนพาขนมปังไปขายที่อำเภอ เพิ่งจะมาถึงจุดตั้งแผง ยังไม่ทันจอดจักรยานดี ก็ถูกชายคนหนึ่งเดินเข้ามาขวาง


“โอ้ ในที่สุดพวกคุณก็มาแล้ว ผมรอมาตั้งนาน”


ชายคนนั้นเดินตรงมาหาสวี่เหมียวเหมียว มองหน้าเธออยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น


“ผมเหมือนจะเคยเห็นคุณที่ไหนนะ?”


สวี่เหมียวเหมียวถึงกับพูดไม่ออก ประโยคเปิดบทสนทนาแบบนี้ช่างเชยเสียจริง แต่ทันใดนั้นชายคนนั้นก็ตบหน้าผากตัวเอง


“อ้อ ผมนึกออกแล้ว! ก่อนหน้านี้คุณเคยมาซื้อคุกกี้ที่ร้านผม!” เกาชิงดูตื่นเต้นมาก


สวี่เหมียวเหมียวมองเขาอย่างพิจารณา แล้วก็จำได้เหมือนกัน


เอาล่ะ ดูเหมือนเขาจะพูดความจริง ไม่ได้ตั้งใจใช้มุกเก่าๆเสียหน่อย


เกาชิงรีบพูดเข้าประเด็นทันที


“พี่สาว เรื่องที่ผมคุยกับลูกชายคุณวันนั้น คุณช่วยพิจารณาอีกทีได้ไหม ให้พวกคุณส่งขนมปังให้ร้านผมทุกวัน ราคาเท่าเดิม หนึ่งหยวนต่อจิน ได้ไหม?”


ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาแทบจะกระวนกระวายตายอยู่แล้ว ลูกค้าหลายคนมาที่ร้านแล้วถามหาขนมปัง เขาไม่เคยออกจากอำเภอด้วยซ้ำ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าขนมปังคืออะไร พอไปถามคนอื่นจึงรู้ว่ามันเป็นของกินใหม่ที่เพิ่งเริ่มขาย


ลูกค้าแทบทั้งหมดหันไปซื้อขนมปังกันหมด ทำให้ขนมในร้านของเขาขายไม่ออก สวี่เหมียวเหมียวจึงมองเขาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก


“คุณต้องการวันละกี่จิน?”


เกาชิงมัวแต่คิดเรื่องหาของมาขาย ยังไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน จึงย้อนถามกลับ


“แล้วพวกคุณขายได้วันละกี่จิน?”


“ประมาณร้อยจิน”


เกาชิงถึงกับตกตะลึง


ร้อยจิน! มากขนาดนั้นเลยหรือ?


เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด


“งั้นผมขอสั่งก่อนหนึ่งร้อยหกสิบจิน แต่ละชนิดสี่สิบจิน ผมจะลองขายดูก่อน แล้วค่อยปรับจำนวนทีหลัง”


“ได้” สวี่เหมียวเหมียวตอบอย่างไม่ลังเล


เกาชิงอึ้งไปเล็กน้อย ตกลงง่ายขนาดนี้เลยหรือ?


“พรุ่งนี้ฉันจะเอามาส่งให้”


พูดจบ สวี่เหมียวเหมียวก็เริ่มจัดของตั้งแผง


เกาชิงคิดว่าในเมื่อยังไงก็ต้องขายอยู่แล้ว สู้เริ่มวันนี้เลยดีกว่า


“พี่สาว ถ้าอย่างนั้นขนมปังที่คุณเอามาวันนี้ ขายให้ผมเลยได้ไหม พรุ่งนี้ก็ค่อยส่งมาอีก”


สวี่เหมียวเหมียวมองเขาที่กำลังถูมือด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะหัวเราะออกมา


“ก็ได้ วันนี้ฉันเอามาประมาณร้อยสามสิบกว่าจิน งั้นคิดเป็นร้อยสามสิบจินแล้วกัน ขายให้คุณหมด”


พูดจบ เธอก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัว


“ฉันชื่อสวี่เหมียวเหมียว เรียกชื่อฉันได้เลย”


“ผมชื่อเกาชิง งั้นผมขอเรียกคุณว่าเถ้าแก่สวี่แล้วกัน”


เกาชิงพูดพลางพาพวกเขาไปที่ร้าน


“ไปที่ร้านผมเถอะ ผมจะจ่ายเงินให้ทันที”


เรื่องราวดำเนินไปอย่างราบรื่นเกินไปจนเขาแทบไม่รู้จะดีใจอย่างไรดี ซื้อขนมปังมาแล้วบวกกำไรเพิ่มเพียงเล็กน้อย ก็เป็นธุรกิจที่กำไรแน่นอน


ช่วงไม่กี่วันนี้ เขาได้เห็นความคลั่งไคล้ขนมปังของผู้คนในอำเภอด้วยตาตัวเอง


“ได้เลย เถ้าแก่เกา”


สวี่เหมียวเหมียวตามเขาไปที่ร้าน เกาชิงไม่อ้อมค้อม จ่ายเงินให้ทันที


หลังรับเงินเสร็จ ทั้งสองก็ออกมาจากร้านขนม สวี่เหมียวเหมียวหันไปถามหลิวเหวินจุน


“อยากกินอะไรไหม? วันนี้แม่เลี้ยง!”


วันนี้พวกเขาออกจากบ้านเร็วมาก ยังไม่ได้กินข้าวเช้า ตอนนี้จึงเริ่มหิวจริงๆ


หลิวเหวินจุนมองไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ไม่ไกล พลางกลืนน้ำลาย


“หรือว่า…เรากินก๋วยเตี๋ยวกันดีไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวไม่มีปัญหา ร้านนี้ดูคนเยอะทีเดียว คงจะอร่อย


“เถ้าแก่ เอาก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกสองชาม”


หลิวเหวินจุนนั่งลงตามเธอ เขาอยากจะบอกว่าเอาแค่ก๋วยเตี๋ยวเปล่าชามเดียวก็พอ ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกมันแพงเกินไป


แต่พอคิดถึงเงินหนึ่งร้อยสามสิบหยวนที่เพิ่งขายขนมปังได้ ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกชามหนึ่งก็ดูไม่แพงเท่าไรแล้ว


ไม่นานก๋วยเตี๋ยวก็ถูกยกมาเสิร์ฟ สวี่เหมียวเหมียว.อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าคนในยุคนี้ซื่อสัตย์จริงๆ ก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ ด้านบนโปะไก่ฉีกหนาๆ ดูเยอะมาก พอเติมพริกป่นอีกครึ่งช้อน รสชาติก็ยอดเยี่ยมจนแทบหยุดกินไม่ได้


เธอพยายามควบคุมปริมาณอาหารมาตลอด แต่กินไปกินมา กลับกินหมดชาม แม้แต่น้ำซุปก็ซดจนเกลี้ยง


พอวางตะเกียบลง เธอก็หันไปมองหลิวเหวินจุน ไม่คิดว่าเขาจะกินหมดเร็วกว่าตัวเองเสียอีก


“อิ่มหรือยัง จะเอาอีกชามไหม?”


เด็กหนุ่มวัยกำลังกินกำลังโต ปกติกินสองชามก็ยังสบาย


หลิวเหวินจุนรีบโบกมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ผมอิ่มแล้ว”


เมื่อก่อนแค่เดินผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวยังไม่กล้ามอง แต่ตอนนี้ได้นั่งกินเต็มชามแล้ว ก็น่าจะพอใจได้แล้ว ชีวิตแบบนี้ เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าฝันถึง


หลังจากกินเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็ไปที่ร้านขายแป้ง ซื้อแป้งสาลีสิบกระสอบ เจ้าของร้านเห็นว่าพวกเขาปั่นจักรยานมา จึงเสนอว่าจะช่วยส่งให้ตอนบ่าย แถมยังปัดเศษเงินให้ด้วย


เขาเป็นคนมีสายตา มองออกว่าลูกค้าคนนี้ซื้อของปริมาณมาก อนาคตอาจกลับมาซื้ออีก จึงสร้างความสัมพันธ์ไว้ก่อน


หลังจากนั้น สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินจุนก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน 


เมื่อร้านขนมของเถ้าแก่เกามีขนมปังเข้ามาขาย ธุรกิจก็รุ่งเรืองขึ้นทันที ไม่เพียงแต่ขนมปังขายดี ขนมและคุกกี้ในร้านก็ขายดีขึ้นตามไปด้วย เรื่องนี้ทำให้เจ้าของร้านขนมอื่นๆในอำเภอร้อนใจอย่างมาก


บ่ายวันนั้น เมื่อรถแทรกเตอร์ลากแป้งสิบกระสอบมาส่ง ก็สร้างความสนใจให้กับทั้งหมู่บ้าน เสียงเครื่องยนต์ของรถแทรกเตอร์ดังมาก จนแทบจะไม่สนใจก็ไม่ได้


ในหมู่บ้านอื่น รถแทรกเตอร์เป็นเครื่องมือเกษตรและขนส่งที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่สำหรับหมู่บ้านหลิวเจียแล้ว มันถือเป็นของแปลกใหม่


เหมือนกับจักรยานนั่นเอง ของที่เห็นได้ทั่วไปในตัวอำเภอ แต่ในหมู่บ้านหลิวเจียกลับมีอยู่เพียงไม่กี่บ้านเท่านั้น


บทที่ 39: ทำงานล่วงเวลา


พูดกันตามตรง ต้นตอของทุกอย่างก็ยังคงเป็นเพราะ หมู่บ้านหลิวเจียยากจนเกินไป เมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นๆ ระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของที่นี่ถือว่าล้าหลังมาก


เรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านเองก็ร้อนใจไม่น้อย แต่เขาจะทำอะไรได้เล่า เขาดูแลตัวเองให้พออยู่ได้ก็แทบเต็มที่แล้ว จะให้พาทั้งหมู่บ้านร่ำรวยขึ้นมาพร้อมกันนั้น แทบเป็นไปไม่ได้


ชาวบ้านเห็นสวี่เหมียวเหมียวหยิบเงินจำนวนไม่น้อยจ่ายให้คนส่งของ แล้วมองไปยังแป้งสาลีสิบกระสอบในลานบ้าน ทุกคนต่างเบิกตากว้าง


เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ธุรกิจขนมปังของสวี่เหมียวเหมียวกลับเติบโตถึงขนาดนี้แล้วหรือ?


แม้รถแทรกเตอร์จะขับออกไปแล้ว แต่ผู้คนก็ยังไม่ยอมแยกย้าย มีคนถามขึ้น


“แม่ของเหวินซิน ทำไมคุณถึงซื้อแป้งเยอะขนาดนี้ แล้วยังเป็นแป้งขาวอีก ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยใช่ไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวตอบอย่างสบายๆ


“ก็พอใช้ได้ล่ะ คงพอใช้ได้แค่ไม่กี่วัน”


ไม่กี่วัน? ทุกคนต่างตกตะลึง


แป้งตั้งหลายกระสอบ ใช้ได้เพียงไม่กี่วัน?


ดูท่าธุรกิจของแม่เหวินซินจะเติบโตจริงๆ


คนที่เคยไม่เชื่อว่าขายขนมปังจะไปได้ดี ต่างรู้สึกอึดอัดในใจ โดยเฉพาะหม่าเยี่ยน


ของที่แพงขนาดนี้ยังมีคนซื้อ แถมขายดีอีกต่างหาก ถ้าอย่างนั้นสวี่เหมียวเหมียวก็ไม่เท่ากับจะรวยแล้วหรือ?


สวี่เหมียวเหมียวมองคนที่ยืนคุยกันจอแจอยู่เต็มลานบ้าน จนหัวเธอเริ่มปวดหนึบ เธอจึงพูดขึ้นเสียงดัง


“ฉันจะเริ่มทำขนมปังแล้วนะ ถ้าใครอยากกินขนมปังก็มาซื้อที่บ้านฉันได้”


ทันทีที่ได้ยินคำว่าซื้อ ฝูงชนก็สลายตัวทันที ไม่มีใครอยากซื้อขนมปังหรอก


หอมก็จริง แต่แพงเกินไป ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร แค่ได้กลิ่นก็ถือว่ากำไรแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวเพิ่งจะส่งชาวบ้านกลับไป ก็พบว่ามีชายแปลกหน้าหลายคนยืนอยู่หน้าบ้าน เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย


“พวกคุณคือ?”


ผู้ชายหลายคนมายืนหน้าบ้านของแม่ม่ายอย่างเธอ มันไม่ใช่ภาพที่ดีนัก


ชายคนหนึ่งรีบพูด


“คุณคือเถ้าแก่สวี่ใช่ไหม พวกเรามาจากร้านขนมในอำเภอ อยากมาซื้อขนมปังของบ้านคุณ”


“ร้านขนมในอำเภอ? ทำไมฉันไม่คุ้นเลย?”


สวี่เหมียวเหมียวมองพวกเขาอย่างระแวง ชายหลายคนเห็นสีหน้าป้องกันตัวของเธอ รีบอธิบายทันที


“ร้านของพวกเราอยู่ถนนอื่น ไม่ได้อยู่ถนนหลัก เราได้ข่าวจากเกาชิง เลยอยากมาถามว่าคุณจะขายขนมปังให้พวกเราด้วยได้ไหม”


ตอนที่เอ่ยชื่อเกาชิง น้ำเสียงของเขามีแววอารมณ์แปลกๆ


เพื่อจะได้ข่าวของสวี่เหมียวเหมียว พวกเขาต้องเสียเงินให้เกาชิงไปไม่น้อย เกาชิงคนนั้นใจดำจริงๆ


ถึงจะเป็นคู่แข่งกัน แต่ร้านก็ไม่ได้อยู่ใกล้กันขนาดจะกระทบกัน เขากลับกล้าเรียกเงินคนละยี่สิบหยวน! พ่อค้าเจ้าเล่ห์จริงๆ


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


“อ๋อ ที่แท้มาจากเกาชิง งั้นเข้ามานั่งก่อนเถอะ”


เธอไปยกเก้าอี้ตัวเล็กๆมาวางในลานบ้านให้พวกเขานั่ง จากนั้นก็เข้าไปหยิบกระดาษกับปากกาในห้อง


“รอสักครู่นะ ฉันจะไปเรียกลูกชายก่อน”


พูดจบเธอก็เดินออกไป ทิ้งชายหลายคนให้นั่งมองหน้ากัน งงว่าทำไมต้องไปเรียกลูกชาย


ไม่นาน หลิวเหวินจุนก็ถูกเรียกตัวกลับมา พร้อมกับหลิวเหวินเล่อที่เพิ่งกลับมาจากเก็บผลไม้ป่าบนภูเขา


สวี่เหมียวเหมียวถือกระดาษกับปากกา นั่งลงตรงข้ามพวกเขา แล้วหันไปพูดกับหลิวเหวินจุน


“คุณลุงพวกนี้มาสั่งของจากบ้านเรา เธอจำหน้าพวกเขาไว้หน่อย พรุ่งนี้จะได้ไปส่งของถูก”


หลิวเหวินจุนทักทายพวกเขา จากนั้นสวี่เหมียวเหมียวก็เริ่มถามทีละคน


“คุณจะสั่งกี่จิน?”


“ผมเอาแปดสิบจิน”


“ผมเอาหนึ่งร้อยจิน”


ชายอีกคนถามอย่างระมัดระวัง


“ผมขอสี่สิบจินได้ไหม? ผมอยากลองขายดูก่อน”


เขากลัวว่าสั่งน้อยเกินไปแล้วเธอจะไม่ยอมส่งของให้


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า “ได้”


เธอจดที่อยู่ของร้านแต่ละร้าน พร้อมจำนวนขนมปังที่สั่ง และให้พวกเขาจ่ายเงินมัดจำครึ่งหนึ่ง ก่อนจะปล่อยพวกเขากลับไป


รวมแล้ว คนพวกนี้สั่งขนมปังมากกว่าหกร้อยจิน ถ้าต้องการพรุ่งนี้ ก็สามารถเอาขนมปังที่เตรียมไว้ให้ร้านสวี่จี้ในเมืองมาใช้ก่อน แล้วค่อยทำของใหม่ให้สวี่จี้ทีหลัง


ขนมปังเก็บไว้นานเกินไปจะไม่อร่อย แต่ถึงแม้จะรวมของสำหรับสวี่จี้เข้าไปแล้ว ก็ยังไม่พออยู่ดี


สวี่เหมียวเหมียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหันไปบอกหลิวเหวินเล่อ


“เหวินเล่อ ไปเรียกย่า พี่สะใภ้ใหญ่ และพวกเขามาหน่อย บอกให้มาทำขนมปัง” ดูเหมือนคืนนี้ต้องทำงานล่วงเวลาแล้ว


ทุกคนกำลังทำงานในไร่อยู่ พอได้ยินว่าสวี่เหมียวเหมียวเรียกไปทำขนมปัง ก็วางเครื่องมือแล้วรีบมาทันที


จนถึงหกโมงเย็น พวกเขาทำขนมปังได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ต้องใช้ในวันรุ่งขึ้น


สวี่เหมียวเหมียวประเมินสถานการณ์แล้วพูด


“ฉันจะไปทำกับข้าว พวกคุณกินข้าวที่นี่คืนนี้ แล้วทำต่อกันไป พวกเราพยายามทำให้ครบสำหรับพรุ่งนี้ให้ได้”


สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินเล่อไปทำอาหาร ส่วนลูกชายอีกสามคนก็เข้าร่วมทีมทำขนมปัง


อาหารมื้อค่ำมี ไก่ผัดซีอิ๊ว หมูตุ๋นวุ้นเส้น มันฝรั่งผัดเปรี้ยว และข้าวสวยหม้อใหญ่


เพราะคนเยอะ ปริมาณอาหารทุกจานจึงทำมาอย่างจุใจ


“มา กินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วค่อยทำต่อ”


สวี่เหมียวเหมียวตั้งโต๊ะเล็กในลานบ้าน ทุกคนยกเก้าอี้เล็กออกมานั่งกัน ในบ้านแทบไม่มีที่ยืนแล้ว จะมีที่เหยียบเท้าได้ก็ดีเท่าไร


หลี่หงอิงกับคนอื่นๆ เห็นอาหารบนโต๊ะก็กลืนน้ำลาย ตอนทำขนมปังพวกเธอได้กลิ่นเนื้อมาตั้งนาน นึกว่ามีแค่หมู ไม่คิดว่าจะมีไก่ทั้งตัวด้วย!


ไก่ตัวนี้เป็นไก่ตัวผู้ที่สวี่เหมียวเหมียวซื้อจากระบบ เนื้อหอม ผัดง่าย และเป็นของโปรดของเธอ


เธอซื้อมาสองตัว แล้วตุ๋นหมด


แนวคิดของสวี่เหมียวเหมียวคือ ถ้าจะกิน ก็ต้องกินให้ดี


“กินเร็ว กินเสร็จแล้วจะได้ทำงานต่อ”


เมื่อเธอพูดจบ ทุกคนก็เริ่มลงมือทันที แม้แต่หลี่หงอิงที่ปวดใจเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ยังตักกินคำใหญ่ๆ


บ้านเธอคนเยอะ กินเก่ง มื้อนี้ถือว่าคุ้ม


เธอคิดพลางกินพลาง เนื้อเยอะขนาดนี้ ต้องใช้เงินเท่าไรนะ


แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งกินอย่างเต็มที่ อร่อยจริงๆ


หลังอาหารเสร็จ หลิวเหวินซินไปล้างชามล้างหม้อ เขารู้ว่าสวี่เหมียวเหมียวไม่ชอบล้างจาน จึงรับหน้าที่นี้โดยสมัครใจเสมอ


ทุกคนอิ่มท้องและมีกำลังใจมากขึ้น เพราะมื้อนี้กินดีกว่าวันตรุษจีนเสียอีก ทั้งปากทั้งท้องต่างได้รับความพึงพอใจเต็มที่


สี่ทุ่ม ขนมปังทั้งหมดก็ทำเสร็จและบรรจุเรียบร้อย แม้จะดึกแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็ยังหยิบเงินออกมา


“วันนี้ลำบากกันมาก คนละสามหยวน กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เรามาทำขนมปังกันต่อ”


หลี่หงอิงขมวดคิ้วทันที


“ไม่ใช่ว่าตกลงกันวันละสองหยวนหรือ ทำไมกลายเป็นสามหยวนล่ะ?”


ต่อให้รวมเวลาทำงานตอนกลางคืน ก็แทบจะเท่ากับทำงานหนึ่งวันเท่านั้น


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม “แม่ นี่คือค่าเหนื่อยพิเศษ”


เธอรู้สึกว่าทุกคนทำงานจนดึกขนาดนี้ ควรจะได้มากขึ้นหน่อย หม่าจวีส่ายหน้า


“แม่ของเหวินซิน ให้สองหยวนก็เยอะแล้ว พวกเรายังกินข้าวเย็นที่บ้านคุณอีก”


พูดจบ เธอก็ยัดเงินหนึ่งหยวนกลับคืนให้


คุณย่าหลิวก็พูดตาม


“ใช่ๆ พวกเรายังกินข้าวที่บ้านคุณด้วย”


สุดท้ายทุกคนจึงรับไปเพียงคนละสองหยวน


สวี่เหมียวเหมียวมองเงินสี่หยวนที่ยังเหลืออยู่ในมือ ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มอย่างจนใจ


บทที่ 40: แผนการเรื่องบ้านและเนินเขา


ช่างเถอะ ต่อไปค่อยให้ของพวกเธอเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็แล้วกัน


หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน สวี่เหมียวเหมียวเก็บกวาดตัวเองเล็กน้อยแล้วรีบเข้านอนทันที


พรุ่งนี้ยังมีเรื่องของพรุ่งนี้ต้องทำ ชีวิตที่ทั้งวุ่นวายและเต็มไปด้วยความหมายแบบนี้ เธอกลับชอบมันมาก


วันถัดมา


หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ หลิวเหวินจุนก็ปั่นจักรยานไปส่งของที่อำเภอ สวี่เหมียวเหมียวกำชับเขาไว้แล้วว่า หลังจากส่งของเสร็จให้ถามร้านค้าด้วยว่าวันพรุ่งนี้จะยังสั่งอีกหรือไม่ และต้องการจำนวนเท่าไร


หลิวเหวินจุนรับปากอย่างมั่นใจว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จ


ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างตื่นกันแต่เช้า เมื่อหลิวเหวินจุนปั่นจักรยานผ่านกลางหมู่บ้าน สายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่ตัวเขาและขนมปังที่กองเต็มจักรยาน


ครั้งนี้ขนมปังมีมากเป็นพิเศษ เพราะทั้งหมดเป็นของที่อำเภอสั่งไว้ หลิวเหวินจุนไม่อยากวิ่งหลายรอบ จึงมัดขนมปังทั้งหมดไว้บนจักรยาน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนเขาแทรกตัวอยู่ตรงกลาง โผล่ให้เห็นเพียงศีรษะ


ชาวบ้านบางคนอยากเรียกเขาคุย แต่หลิวเหวินจุนตั้งใจจะไปส่งของอย่างเดียว อีกทั้งเขาปั่นจักรยานเร็วมาก จึงไม่ได้ยินเสียงเรียกเลย


ผู้คนต่างมองตามด้วยสีหน้าหลากหลาย บางคนประหลาดใจ บางคนครุ่นคิด และบางคนก็ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


หลังจากเขาออกจากหมู่บ้านไป เรื่องของหลิวเหวินจุนก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาใหม่ทันที


คุณย่าหลิวกินข้าวเสร็จกำลังจะไปช่วยสวี่เหมียวเหมียวทำขนมปัง พอเดินผ่านกลุ่มคนก็ถูกเรียกตัวไว้


“จะไปบ้านแม่ของเหวินซินทำขนมปังอีกหรือ?”


คุณย่าหลิวพยักหน้า


“เขาให้ค่าแรงวันละเท่าไร?”


เธอคิดเล็กน้อยก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา


“สองหยวน”


เธอไม่คิดจะปิดบัง เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ความลับอะไร เงินที่เธอได้มาก็เป็นเงินที่หามาอย่างสุจริต ไม่มีอะไรน่าอาย


ชาวบ้านต่างตกตะลึง 


สองหยวน? ทำเดือนหนึ่งก็เท่ากับเงินเดือนคนทำงานโรงงานแล้ว!


พวกเขาเคยคิดว่าสวี่เหมียวเหมียวให้ค่าแรงวันละห้าสิบสตางค์ก็ดีแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะให้มากขนาดนี้


หลายคนเริ่มหวั่นไหวขึ้นมา แต่คุณย่าหลิวรีบไปทำงาน ไม่มีเวลายืนคุยต่อ


เมื่อทุกคนมาถึงแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็ฝากงานทำขนมปังให้หลี่หงอิงดูแล ส่วนเธอเองตั้งใจจะไปหาพ่อสามี หลิวเต๋อซิง


ระหว่างทาง เธอทักทายชาวบ้านที่พบด้วยรอยยิ้ม


ปกติอีกฝ่ายก็จะยิ้มตอบ แต่วันนี้กลับมีหลายคนดึงเธอไปถามว่าต้องการคนช่วยทำขนมปังเพิ่มหรือไม่


สวี่เหมียวเหมียวคาดไว้อยู่แล้วว่าจะมีวันนี้ จึงไม่แปลกใจนัก


เธอบอกเพียงว่าตอนนี้ยังไม่ต้องการคนเพิ่ม แต่ถ้าในอนาคตต้องใช้แรงงานมากขึ้นจะพิจารณาอีกที


เมื่อมาถึงบ้านหลังเก่า หลิวเต๋อซิงกำลังนั่งทำเก้าอี้ไม้เล็กๆอยู่ในลานบ้าน พอเห็นเธอเข้ามาก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มซื่อๆ


“สะใภ้สามมาแล้วหรือ”


“พ่อคะ ฉันมาหาพ่อเพราะมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย”


“ว่ามาเถอะ ถ้าพ่อทำได้ พ่อช่วยแน่นอน”


หลิวเต๋อซิงดีใจมาก ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ช่วย” เขาก็รู้ว่าวันที่รอคอยมาถึงแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวพูดถึงแผนของตัวเอง


“ฉันอยากให้พ่อช่วยล้อมเนินเขาหลังบ้านของฉัน ฉันอยากเลี้ยงไก่กับกระต่ายข้างใน”


เนินเขานั้นไม่เล็กเลย หากจัดการดีๆน่าจะเลี้ยงสัตว์ได้จำนวนไม่น้อย


“ถ้าพ่อคิดว่าคนไม่พอ ก็ไปชวนคนในหมู่บ้านมาได้ วันละสองหยวน รับรองว่าต้องมีคนอยากทำ”


หลิวเต๋อซิงรีบปฏิเสธทันที


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง พี่ใหญ่กับพี่รองก็ว่างอยู่ พวกเราสามคนทำก็พอ ไม่ต้องเสียเงินจ้างคนอื่น”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


“ถ้าอย่างนั้นก็ดีค่ะ พ่อกับพี่ใหญ่พี่รองทำงานก็วันละสองหยวนเหมือนแม่ ไม่รวมอาหารนะ”


ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น หลิวเต๋อซิงกลับทำหน้าบึ้ง เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด


“พวกเราไม่เอาเงิน ขอแค่เลี้ยงข้าวได้ไหม” 


สวี่เหมียวเหมียวถึงกับพูดไม่ออก


จริงๆแล้วเธอตั้งใจจะไม่ต้องทำกับข้าว จึงให้ค่าแรงสองหยวน ถ้าต้องเลี้ยงอาหาร เธอให้วันละหนึ่งหยวนก็ยังมีคนมาทำอยู่ดี


ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ทำงานเกษตร โอกาสหารายได้เสริมแทบไม่มี งานที่มีค่าแรงถือว่าเป็นเรื่องหายาก


หลิวเต๋อซิงลองต่อรองอีกครั้ง


“ถ้าอย่างนั้นพ่อไม่เอาเงิน ขอแค่มื้อกลางวันมื้อเดียวได้ไหม”


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะออกมา


“เอาอย่างนี้นะคะ พ่อได้วันละหนึ่งหยวน แล้วมากินข้าวกลางวันที่บ้านฉัน พี่ใหญ่กับพี่รองวันละสองหยวน ไม่รวมอาหาร แบบนี้ดีไหม”


สำหรับเธอ การเพิ่มตะเกียบอีกคู่ในมื้อกลางวันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะปกติเธอก็ทำอาหารเยอะอยู่แล้ว


“ได้ๆ แบบนี้ดีเลย”


หลิวเต๋อซิงพอใจมาก ลูกชายสองคนจะกินหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ขอเพียงเขาได้กินก็พอ


สะใภ้สามยุ่งกับการทำขนมปังมาหลายวันแล้ว ไม่ได้ทำอาหารอร่อยๆมานาน เขาเองก็เริ่มคิดถึงรสมือของเธอแล้ว


เพื่อจะได้กินเร็วๆ เขาจึงพูดขึ้น


“งั้นพ่อไปเรียกพี่ใหญ่กับพี่รองมาช่วยทำงานเดี๋ยวนี้เลย”


สวี่เหมียวเหมียวรีบห้ามไว้


“พ่อ เดี๋ยวก่อนค่ะ นี่เงินห้าสิบหยวน เอาไว้ซื้อวัสดุ ถ้าไม่พอก็มาบอกฉันได้”


หลิวเต๋อซิงรับเงินไว้แล้วถามอย่างจริงจัง


“งั้นวันนี้ตอนเที่ยงพ่อไปกินข้าวที่บ้านเธอได้ไหม”


“ได้ค่ะ”


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกแปลกๆในใจ เธอเริ่มสงสัยว่าพ่อสามีของเธอจะเป็นนักชิมหรือเปล่า เพราะในหัวดูเหมือนจะคิดแต่เรื่องกินที่บ้านเธอ


หลังจากออกจากบ้านเก่า สวี่เหมียวเหมียวก็ตรงไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน บังเอิญเจอหลิวเม่ากำลังจะออกจากบ้านพอดี เธอจึงรีบเดินเข้าไปหา


“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันอยากขอความช่วยเหลือหน่อยค่ะ”


หลิวเม่ายิ้ม


“มีอะไรบอกมาได้เลย”


ตอนนี้ความคิดของเขาที่มีต่อสวี่เหมียวเหมียวเปลี่ยนไปมาก ถ้าเป็นเรื่องที่เขาช่วยได้ เขาก็เต็มใจช่วย


สวี่เหมียวเหมียวพูดถึงแผนของเธอ


“ฉันอยากสร้างบ้านบนที่ดินรกร้างที่หมู่บ้านแบ่งให้ แต่ฉันไม่เคยทำมาก่อน ไม่มีประสบการณ์ ลูกๆก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ฉันเลยอยากให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยเรียกคนซื่อสัตย์ในหมู่บ้านมาช่วยสร้างบ้าน ค่าแรงวันละสองหยวน ไม่รวมอาหาร”


เธอคิดมานานแล้ว ว่าให้ผู้ใหญ่บ้านดูแลเรื่องนี้เหมาะที่สุด


หลิวเม่าหัวเราะเบาๆ


“เรื่องสร้างบ้านนี่พอดีเลย ฉันถนัด”


เขาถามต่อ


“เธออยากสร้างบ้านแบบไหน ใหญ่แค่ไหน”


สวี่เหมียวเหมียวตอบตามแผนที่คิดไว้


“ฉันอยากสร้างบ้านอิฐชั้นเดียว บ้านฉันคนเยอะ ต้องมีห้องนอนประมาณหกห้อง มีครัวหนึ่ง ห้องเก็บฟืนหนึ่ง ห้องเก็บข้าวหนึ่ง แล้วก็ต้องมีลานหน้าบ้านกับลานหลังบ้าน”


หลิวเม่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูด


“ขนาดนี้ คงต้องใช้ประมาณเกือบหนึ่งพันหยวน รวมอิฐ ปูน และค่าแรง ถ้ามีหนึ่งพันกว่าหยวนก็น่าจะพอ”


สวี่เหมียวเหมียวหยิบเงินปึกหนึ่งออกมา นับแล้วส่งให้เขา


“ไม่มีปัญหาค่ะ ถ้าเงินไม่พอก็มาบอกฉัน อีกสองสามวันฉันจะเอาแบบบ้านมาให้ เรื่องนี้ต้องรบกวนผู้ใหญ่บ้านแล้ว”


“ไม่รบกวน ไม่รบกวน”


หลิวเม่ายืนถือเงินหนึ่งพันหยวนในมือ มองตามหลังสวี่เหมียวเหมียวที่เดินจากไป เขาทั้งตกใจทั้งทึ่ง


ช่วงนี้เรื่องที่สวี่เหมียวเหมียวขายขนมปังร่ำรวยเป็นข่าวดังไปทั่วหมู่บ้าน ตอนแรกเขายังไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นเงินหนึ่งพันหยวนในมือ เขาถึงกับพูดไม่ออก


เมื่อสวี่เหมียวเหมียวกลับถึงบ้าน เธอใช้เวลาครึ่งวันวาดแบบบ้านออกมาอย่างละเอียด


ในแบบมีการระบุชัดเจนว่ามีห้องอะไรบ้าง และขนาดพื้นที่เท่าไร


กว่าจะวาดเสร็จ เธอต้องค้นข้อมูลและอ้างอิงตัวอย่างไม่น้อย


ในที่สุดแบบบ้านก็เสร็จสมบูรณ์


จบตอน

Post a Comment

0 Comments