NV002 ep21-30

บทที่ 21: ฝูงหมาป่าและเสือ


“ฉันบอกพวกเธอไปตั้งนานแล้วว่าฉันก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปหมู่บ้านสวี่เจียที่ใกล้ที่สุด ลองไปตักน้ำดูว่ายังมีน้ำอยู่หรือเปล่า”


หมู่บ้านสวี่เจียก็คือหมู่บ้านบ้านเดิมของสวี่เหมียวเหมียว และยังอยู่ห่างจากหมู่บ้านหลิวเจียไม่น้อย การไปกลับแต่ละครั้งจึงต้องใช้เวลานานพอสมควร


ภูมิประเทศของหมู่บ้านหลิวเจียค่อนข้างต่ำ รอบด้านเป็นภูเขาหรือพื้นที่รกร้าง แทบไม่มีหมู่บ้านอื่นอยู่ใกล้เลย


“ตอนนี้ก็มีแค่วิธีนี้เท่านั้น”


ตั้งแต่บ่อน้ำบ่อแรกแห้ง ชาวบ้านก็เริ่มกักเก็บน้ำกัน


ถ้าประหยัดหน่อย น้ำที่มีอยู่ยังพอใช้ได้อีกสองสามวัน แต่ทุกคนต่างก็กลัวว่าบ่อน้ำในหมู่บ้านจะไม่กลับมามีน้ำอีกเลย


ที่บ้านของสวี่เหมียวเหมียวมีโอ่งน้ำขนาดใหญ่สองใบซึ่งเต็มอยู่ตลอด หลิวเหวินเส้าจะไปเติมน้ำให้เต็มก่อนเข้านอนทุกคืน ดังนั้นช่วงนี้จึงยังไม่ต้องกังวล


แต่พอผ่านไปสามวัน หลายครอบครัวก็เริ่มน้ำหมด


ผู้คนจำนวนมากเริ่มเดินทางไปหมู่บ้านสวี่เจียเพื่อตักน้ำ โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านของหมู่บ้านสวี่เจียเป็นคนมีน้ำใจ เมื่อรู้ว่าหมู่บ้านหลิวเจียขาดน้ำ พวกเขาจึงยินดีแบ่งน้ำให้


จริงๆแล้วสวี่เหมียวเหมียวสามารถซื้อน้ำจากระบบได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นย่อมทำให้ลูกๆรวมถึงชาวบ้านเกิดความสงสัย เธอจึงไม่อยากเสี่ยง


ดังนั้นทุกเช้า สิ่งแรกที่เธอทำคือให้ หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเส้าไปหมู่บ้านสวี่เจียเพื่อตักน้ำ


“แม่ครับ ย่าให้ของพวกนี้มา ผมบอกว่าไม่เอาแล้ว แต่ย่าบังคับให้เอามา ย่ายังถามด้วยว่าแม่เป็นยังไงบ้าง ทำไมไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมตั้งนานแล้ว”


หลิวเหวินซินหยิบหมั่นโถวออกมายื่นให้สวี่เหมียวเหมียว พร้อมกับหยิบเงินสิบหยวนออกจากกระเป๋า


“อืม แม่รู้แล้ว”


สวี่เหมียวเหมียวมองหมั่นโถวและเงินที่ลูกชายยื่นให้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน เจ้าของร่างเดิมเคยคิดจะกลับบ้านเดิมอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยไป


หลังจากเธอมาอยู่ในร่างนี้ เธอก็เอาแต่ยุ่งกับการหาเงิน จนแทบลืมไปเลยว่าตัวเองยังมี ครอบครัวบ้านเดิมตระกูลสวี่


พูดตามตรง นิสัยของเจ้าของร่างเดิมที่เติบโตมาแบบเอาแต่ใจนั้น ก็เป็นเพราะครอบครัวบ้านเดิม ตามใจมากเกินไป


แม้หมู่บ้านจะขาดน้ำ ชีวิตของแต่ละครอบครัวก็ยังต้องดำเนินต่อไป หลิวเหวินซินยังคงขึ้นเขาไปตัดฟืนเหมือนเดิม สวี่เหมียวเหมียวจึงขึ้นเขาไปกับเขา และหลิวเหวินเล่อก็ไปด้วย


แต่พอขึ้นเขาแล้ว หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเล่อหยุดอยู่ที่เดิม ส่วนสวี่เหมียวเหมียวเดินลึกเข้าไปในภูเขาต่อ


เพราะช่วงนี้คนขึ้นเขากันมาก ของดีๆแทบถูกเก็บไปหมด แม้แต่หญ้ายังถูกถอนเพื่อนำไปเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด


หลิวเหวินเล่อขึ้นเขามาหาหญ้าและผักป่าไปเลี้ยงกระต่าย ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ได้กินเนื้อกระต่าย เขาก็เอาใจใส่กระต่ายที่บ้านมากขึ้น


โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ากระต่ายตัวเมียกำลังตั้งท้อง เขาก็ยิ่งขยันขึ้นเขามาหาหญ้าสดๆทุกวัน


“แม่ครับ พวกเราจะรอแม่อยู่ตรงนี้ อย่าไปไกลเกินไปนะ!” หลิวเหวินเล่อตะโกน


“รู้แล้ว”


สวี่เหมียวเหมียวตอบโดยไม่หันกลับมา แล้วเดินขึ้นเขาต่อ


ขณะที่เธอกำลังเดิน เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว


“ติ๊ง! ตรวจพบเห็ดหลินจือป่า!”


สวี่เหมียวเหมียวตกใจจนแทบกระโดด


เห็ดหลินจือป่า! เธอเองก็เจอเห็ดหลินจือแล้ว! โอ้โฮ! รวยแล้ว รวยแล้ว!


เธอถูมืออย่างตื่นเต้น ก่อนจะรีบเดินตามลูกศรนำทางบนหน้าจอสีน้ำเงิน เดินต่อไปเรื่อยๆ เดินต่อไปอีก จนกระทั่งเหงื่อท่วมตัว เธอแทบเดินไม่ไหวแล้ว


เธอเริ่มสงสัยว่าระบบกำลังหลอกเธอหรือเปล่า บอกว่าอยู่ข้างหน้า แต่ไม่ว่าจะเดินยังไงก็ยังอยู่ข้างหน้าอยู่ดี


ทันใดนั้นระบบก็ส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง


“ติ๊ง! เห็ดหลินจือป่าอยู่ห่างอีก50เมตร กรุณาเดินหน้าต่อ”


เหมือนระบบจะอ่านใจเธอออก จึงรีบบอกว่าไม่ได้หลอก


สวี่เหมียวเหมียวหยิบน้ำแร่ขึ้นมาดื่มหนึ่งขวด แล้วเก็บขวดลงในพื้นที่เก็บของ ก่อนจะกัดฟันลุกขึ้นเดินต่อ


เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะหาไม่เจอ


ยิ่งเดินขึ้นไปสูง ทางก็ยิ่งลำบาก ทางด้านล่างยังมีคนเดินอยู่บ้างจึงเป็นเหมือนทางเดิน แต่ตอนนี้เธอกำลังเดินในทางที่แทบไม่มีใครเคยเดิน


ทุกก้าวต้องคอยระวัง จึงเดินได้ช้าลง


ผ่านไปสิบกว่านาที ในที่สุดสวี่เหมียวเหมียวก็เห็นเห็ดหลินจือ ที่เธอตามหามานาน!


ไม่ใช่แค่ดอกเดียว แต่ขึ้นเป็นวงรอบต้นไม้ทั้งวง


รวยแล้ว!


เห็ดหลินจือขึ้นอยู่รอบโคนต้นไม้ใหญ่ที่ลำต้นหนาพอๆกับแขนคนสองคน


สวี่เหมียวเหมียวตาเป็นประกาย เธอรีบเก็บเห็ดหลินจือตามที่ระบบกำหนดทั้งหมด


เธอตั้งใจจะขายให้ระบบครึ่งหนึ่ง และเก็บไว้อีกครึ่งเผื่อใช้ในอนาคต


เพราะนี่คือเห็ดหลินจือป่า มีค่ามากกว่าเห็ดที่เพาะปลูกเสียอีก


เห็ดหลินจือช่วยต้านมะเร็ง ปกป้องตับ ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดสมอง


ยังช่วยชะลอความแก่ และบำรุงระบบประสาทอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น ของดีหายาก


เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง


“ติ๊ง! เห็ดหลินจือป่าราคา 3,080หยวนต่อจิน รวมทั้งหมด8จิน ต้องการขายหรือไม่?”


สวี่เหมียวเหมียวเก็บหลินจือสี่จินไว้ในคลัง อีกสี่จินขายให้ระบบ รวมทังหมดได้เงิน12,320หยวน


ฮ่าๆๆ! เธอกลายเป็นเศรษฐีหมื่นหยวนแล้ว!


แต่ขณะที่เธอกำลังเดินลงเขาด้วยความสุข เธอก็เริ่มสังเกตว่าตัวเองเดินลึกเข้ามาในภูเขาเสียแล้ว


แย่แล้ว เมื่อกี้มัวแต่ตามหาเห็ดหลินจือ จนไม่ได้สังเกตสภาพแวดล้อมเลย


ต้นไม้สูงปกคลุมด้านบนจนแทบไม่มีแสงแดดลอดลงมา บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนป่าดึกดำบรรพ์


ไม่สิ น่ากลัวยิ่งกว่านั้นอีก


อย่าตื่นตระหนก ต้องใจเย็น ไหนๆก็มาแล้ว จะหนีตอนนี้ก็ไม่ได้


หือ? เสียงน้ำไหล?


ตอนแรกสวี่เหมียวเหมียวคิดว่าตัวเองหูฝาด แต่พอฟังดีๆก็เป็นเสียงน้ำจริงๆ


เธอเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ผลักพุ่มไม้ข้างหน้าออก


สิ่งที่เห็นทำให้เธอตกตะลึง มีตาน้ำพุธรรมชาติ ที่กำลังพุ่งน้ำใสออกมา


น้ำไหลจากตาน้ำลงมาตามทางเล็กๆ จนกลายเป็นน้ำตกเล็กๆ เสียงน้ำที่ได้ยินเมื่อกี้ก็มาจากที่นี่


เยี่ยมไปเลย! หมู่บ้านหลิวเจีย รอดแล้ว!


สวี่เหมียวเหมียวจึงเดินกลับตามทางเดิม พร้อมทำเครื่องหมายระหว่างทางไว้ เพื่อที่ครั้งหน้าจะได้หาตาน้ำพุเจออีก


แต่ระหว่างเดิน เธอก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ ทำไมรอบตัวเงียบขนาดนี้ แม้แต่นกยังไม่ส่งเสียง


ไม่สิ… เหมือนจะมีกลิ่นเลือด


สวี่เหมียวเหมียวค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง พร้อมสังเกตสภาพแวดล้อม


ทันใดนั้นเธอก็ชะงัก


ตรงหน้าเธอมี เสือตัวหนึ่งกำลังถูกฝูงหมาป่าล้อมโจมตี


เสือตัวนั้นดูเหมือนจะบาดเจ็บ และอ่อนแรง


ข้างๆมันยังมีลูกเสือตัวเล็ก ที่ดูไม่รู้อะไรเลย กำลังตกใจกลัว


ตอนนั้นเองสวี่เหมียวเหมียวก็เข้าใจ เหตุผลที่เสือตัวแม่ไม่หนีไปไหนก็เพราะลูกเสือตัวนี้


มันไม่ยอมทิ้งลูกไว้ จึงต้องต่อสู้กับฝูงหมาป่า


สวี่เหมียวเหมียวกลั้นหายใจ ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย


หมาป่าทั้งหมดกำลังจดจ่อกับเสือ จึงยังไม่สังเกตเห็นเธอ แต่เธอก็ยังหวาดกลัวจนแทบขยับไม่ได้


ผ่านไปประมาณสิบนาที เสือที่ถูกฝูงหมาป่ารุมกัดก็เริ่มต้านไม่ไหว ในที่สุดมันก็ล้มลง


สวี่เหมียวเหมียวเห็นแววตาของมันก่อนตาย เต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้ และความเป็นห่วงลูกเสือของมัน


บทที่ 22: ความคิดของหลิวเหมา


หากแม่เสือยอมทิ้งลูกเสือไป มันคงสามารถหนีเอาชีวิตรอดได้ แม้จะบาดเจ็บอยู่ก็ตาม


แต่แม่เสือไม่ยอมทอดทิ้งลูกของมัน ดังนั้น…


ในวินาทีที่แม่เสือล้มลง ฝูงหมาป่าก็ส่งเสียงหอนอย่างมีชัย ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ร่างของมัน


ในเวลาเดียวกันนั้นเอง สวี่เหมียวเหมียวก็ลองทำบางอย่าง เธอพยายามเก็บลูกเสือเข้าไปในพื้นที่เก็บของของระบบ


เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่เธอทนไม่ได้จริงๆที่จะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กตัวนี้ ถูกหมาป่ากินต่อหน้าต่อตา


ดูเหมือนฝูงหมาป่าจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง พวกมันมองไปรอบๆอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกเสือตัวเล็กถึงหายไปอย่างกะทันหัน


ไม่นานหลังจากนั้น ฝูงหมาป่าก็ลากร่างของแม่เสือจากไป


สวี่เหมียวเหมียวรอจนแน่ใจว่าหมาป่าไปไกลแล้ว จึงเริ่มเดินลงจากภูเขา


ขาของเธอสั่นไม่หยุด ร่างกายเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอกัดฟันทนไว้ เธอคงล้มลงกลิ้งไปตามทางแล้ว


เธอเดินต่อไปทีละก้าว ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร เมื่อรู้สึกว่าขาทั้งสองแทบจะหมดแรง เธอจึงหยุดพักสั้นๆ แต่ก็ยังคอยระวังเสียงรอบตัวอยู่ตลอด


เธอถึงกับซื้อมีดยาวจากระบบมาไว้ในมือ เผื่อว่าหมาป่าจะโผล่มาอีก อย่างน้อยเธอก็จะไม่ไร้ทางสู้


โชคดีที่เธอไม่ได้โชคร้ายขนาดนั้น รอบตัวเงียบสนิท ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมา


ในตอนนั้นเอง สวี่เหมียวเหมียวถึงนึกถึงลูกเสือตัวเล็ก เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองเก็บมันเข้าไปในพื้นที่เก็บของสำเร็จหรือไม่


สำหรับพื้นที่เก็บของนี้ เธอรู้เพียงว่าของที่เก็บเข้าไปจะไม่เสีย แต่เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าสิ่งมีชีวิตจะเก็บเข้าไปได้หรือไม่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอลองทำ


เมื่อเธอตรวจดูภายในพื้นที่เก็บของ เธอก็ตกตะลึง ลูกเสือตัวเล็กอยู่ข้างในจริงๆ 


ทันทีที่เธอดึงมันออกมา เจ้าตัวเล็กก็ปรากฏขึ้นในอ้อมแขนของเธอ ตัวนุ่มฟู น่ารัก และดูไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น


พอมันเห็นสวี่เหมียวเหมียว มันก็เลียปลายนิ้วของเธอ ก่อนจะถูหัวกับแขนของเธอเหมือนกำลังอ้อน สวี่เหมียวเหมียวจึงซื้อนมแพะจากระบบ พร้อมกับขวดนม


คนหนึ่งป้อน อีกตัวหนึ่งก็ดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย บรรยากาศดูสงบและกลมกลืนอย่างน่าประหลาด


ไม่นานนัก ลูกเสือก็นั่งนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเธออย่างพอใจ เจ้าตัวเล็กไร้เดียงสาตัวนี้ ไม่รู้เลยว่าแม่ของมัน ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องมัน


สวี่เหมียวเหมียวจึงเก็บลูกเสือกลับเข้าไปในพื้นที่เก็บของอีกครั้ง จนกระทั่งเธอเกือบจะถึงเชิงเขา เธอจึงนำมันออกมาและอุ้มไว้ในอ้อมแขน


ทันใดนั้นเอง เสียงคนตะโกนก็ดังขึ้น


“แม่ของบ้านเหวินซิน!”


“แม่!”


“แม่อยู่ไหน!”


สวี่เหมียวเหมียวเหมือนจะได้ยินเสียงคนหลายคนกำลังเรียกหาเธอ


ก่อนที่เธอจะทันตั้งตัว หลิวเหวินเล่อก็วิ่งเข้ามากอดขาเธอแน่น ร้องไห้โฮ


“แม่! แม่ไปไหนมา! ฮือๆ ผมนึกว่าแม่ถูกหมาป่ากินไปแล้ว ฮือๆ ผมกลัวมาก!”


สวี่เหมียวเหมียวเกือบจะพูดออกไปว่า เธอเกือบถูกหมาป่ากินจริงๆ แต่ก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป


เธอคุกเข่าลงปลอบเขา


“แม่ไม่เป็นไร แค่หลงทางบนภูเขานิดหน่อย ดูสิ แม่ก็กลับมาได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”


หลิวเหวินเล่อยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น สวี่เหมียวเหมียวจึงยื่นลูกเสือในอ้อมแขนให้เขาดู


“ดูนี่สิ นี่อะไร?”


ทันทีที่หลิวเหวินเล่อเห็นลูกเสือ เขาก็ลืมร้องไห้ทันที ดวงตาที่เปียกน้ำตาเบิกกว้าง


“แม่ ทำไมแม่มีลูกแมว?”


สวี่เหมียวเหมียวเงียบไปครู่หนึ่ง


ก็จริง ขนสีเหลืองกับตัวเล็กๆแบบนี้ ดูคล้ายแมวส้มจริงๆ


“ต่อไปเจ้าส้มตัวนี้ แม่ฝากให้เธอดูแลนะ”


เธอวางลูกเสือลงในอ้อมแขนของหลิวเหวินเล่อ ก่อนจะลุกขึ้น


ลูกเสือตัวเล็กยังไม่มีฟัน จึงไม่สามารถทำร้ายใครได้เลย


เพราะเห็นว่าหลิวเหวินเล่อดูแลกระต่ายอย่างตั้งใจ สวี่เหมียวเหมียวจึงสบายใจที่จะให้เขาดูแลลูกเสือตัวนี้


“แม่ ผมจะดูแลมันอย่างดี!” 


หลิวเหวินเล่อชอบสัตว์ตัวเล็กขนนุ่มแบบนี้มาก


ในตอนนั้นเอง หลิวเหมาและชาวบ้านก็รีบวิ่งมาถึง


“แม่ของเหวินซิน เป็นอะไรหรือเปล่า?”


“ฉันไม่เป็นไร แล้วพวกคุณมาที่นี่กันทำไม?”


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกประหลาดใจ มีผู้ชายมากกว่าสิบคน และผู้หญิงอีกสองสามคนที่ว่างงานก็มาด้วย แม้แต่หลิวเหวินเส้าและหลิวเหวินจวินที่อยู่บ้านก็ยังมาด้วย


หลิวเหมาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มโล่งใจ


“เหวินเล่อบอกว่าหลังจากเธอขึ้นเขาไปแล้วก็หายตัวไป เขาเลยรีบมาหาฉัน พวกเราคิดว่าเธออาจเกิดเรื่องอะไร จึงพาชาวบ้านขึ้นเขามาตามหา ดีแล้วที่เธอไม่เป็นอะไร”


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง แต่ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างขัดหู


“ฉันก็บอกแล้วว่าเธอไม่เป็นอะไร ทำให้คนทั้งหมู่บ้านวิ่งหากันให้วุ่น ทุกคนเป็นห่วงแทบตาย แต่เธอกลับวิ่งเข้าป่าลึกคนเดียว อายุขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าป่าลึกอันตราย เด็กในหมู่บ้านยังรู้มากกว่าเธออีก!”


หม่าเยี่ยนเบะปากพูดอย่างประชด แม้เธอจะมาพร้อมกับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านมาหาคน ส่วนเธอมาดูเรื่องสนุก


ตอนที่ได้ยินข่าวว่าสวี่เหมียวเหมียวอาจถูกหมาป่ากิน เธอถึงกับดีใจจนแทบกระโดด


น่าเสียดายจริงๆ 


สวี่เหมียวเหมียวหุบรอยยิ้ม แล้วมองไปที่หม่าเยี่ยน


“เธอมาหาฉันด้วยหรือ?”


“แน่นอนว่าไม่! ฉันขึ้นเขามาเก็บฟืน ใครจะเสียเวลามาหาเธอ!” หม่าเยี่ยนตอบทันที


ทั้งสองคนถือว่าเป็นศัตรูคู่แค้น เธอไม่มีน้ำใจขนาดนั้นหรอก


“อ้อ งั้นเหรอ”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า โดยไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเธอหันไปมองชาวบ้านคนอื่นอย่างซาบซึ้ง


“ขอบคุณทุกคนที่ลำบากขึ้นเขามา ตอนเย็นฉันจะทำอาหารไปให้ หวังว่าพวกคุณจะไม่ปฏิเสธ”


ชาวบ้านล้วนเป็นคนซื่อๆ การช่วยตามหาคนถือเป็นเรื่องเล็กน้อย พวกเขาจะกล้ารับอาหารได้อย่างไร ทุกคนจึงโบกมือปฏิเสธ


หม่าเยี่ยนโกรธจนหน้าแดง ถ้ารู้แบบนี้เธอก็คงบอกว่ามาช่วยหาคนเหมือนกัน โอกาสดีๆที่จะได้กินของฟรีหลุดมือไปแล้ว


ทุกคนจึงเดินลงเขาด้วยกัน พอถึงทางแยกกลับบ้าน สวี่เหมียวเหมียวก็เรียกหลิวเหมาไว้


“เดี๋ยวผู้ใหญ่บ้าน”


“มีอะไรอีกหรือ?” หลิวเหมา


สวี่เหมียวเหมียวลดเสียงลง


“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันเจอตาน้ำพุบนภูเขา น่าจะช่วยแก้ปัญหาน้ำของหมู่บ้านได้”


“อะไรนะ!”


หลิวเหมาตกใจจนเผลอขึ้นเสียง


พอรู้ตัวว่าดังเกินไป เขารีบปิดปาก แล้วลดเสียงลง


“เธอพูดจริงหรือ?”


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


“ก็เพราะแบบนี้แหละ ฉันถึงอยู่บนภูเขานาน”


หลิวเหมาพูดทันที


“เธอพาฉันไปดูตอนนี้เลยได้ไหม?”


แต่เมื่อเห็นสภาพเหนื่อยล้าของเธอ เขาก็รีบเปลี่ยนคำพูด


“พรุ่งนี้ก็ได้ วันนี้เธอพักก่อน พรุ่งนี้พาฉันไปดูได้ไหม?”


“ได้ค่ะ พรุ่งนี้ผู้ใหญ่บ้านควรพาคนไปอีกสองสามคน พร้อมอาวุธด้วย ตอนฉันลงเขา ฉันเจอฝูงหมาป่า เกือบลงมาไม่ได้”


แววตาของหลิวเหมาหนักอึ้ง เขาพยักหน้าอย่างจริงจัง


“แม่ของเหวินซิน เธอลำบากมาก”


เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเธอจะยอมเสี่ยงชีวิต เพื่อหาทางแก้ปัญหาน้ำของหมู่บ้าน


เขารู้ดีว่าป่าลึกอันตรายแค่ไหน ก่อนหน้านี้เคยมีชายในหมู่บ้านขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แล้วถูกหมาป่ากัดจน ขาขาด


หลิวเหมาคิดจะตบไหล่เธอ แต่ยกมือขึ้นแล้วก็ชะงัก ก่อนจะลดมือลง


“ฉันกลับก่อน พรุ่งนี้จะพาคนมาหาเธอ”


สวี่เหมียวเหมียวมองแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไป แล้วรู้สึกแปลกๆ


ทำไมเธอรู้สึกว่าในสายตาของผู้ใหญ่บ้าน ภาพลักษณ์ของเธอ ดูยิ่งใหญ่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน


บทที่ 23: เกี๊ยวกินได้ไม่อั้น


เมื่อกลับถึงบ้าน สวี่เหมียวเหมียวก็รู้สึกว่าตัวเองหิวมากจนแทบหน้ามืด


เธอขึ้นเขาตั้งแต่เช้า ตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสองแล้ว จะไม่หิวได้อย่างไร


ตอนอยู่บนภูเขา เส้นประสาทของเธอตึงเครียดตลอดเวลา จึงไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย


สวี่เหมียวเหมียวกำลังจะเดินเข้าครัวเพื่อทำอะไรกินสักหน่อย แต่พอเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นลูกชายทั้งสี่คนยืนมองเธออยู่


ดวงตาแดงก่ำ สีหน้าดูน่าสงสารอย่างยิ่ง แม้แต่หลิวเหวินจวินที่ปกติดื้อเงียบมาตลอด ก็ยังมีน้ำตาไหลอาบหน้า


หัวใจของสวี่เหมียวเหมียวอ่อนยวบลงทันที เธอยิ้มอย่างผ่อนคลาย


“แม่รู้ว่าพวกเธอเป็นห่วงแม่ ดูสิ แม่ไม่เป็นอะไรเลย วันนี้แม่ยังไปเจอตาน้ำพุบนภูเขาอีกด้วย ถ้าเราสามารถต่อท่อน้ำลงมาได้ หมู่บ้านของเราก็จะไม่ขาดน้ำอีกต่อไป”


เธอมองออกว่าพวกเด็กๆ ขาดความรู้สึกมั่นคงอย่างมาก เธอไม่เคยเลี้ยงลูกมาก่อน และไม่รู้ว่าจะสอนเด็กอย่างไร จึงได้แต่พยายามปฏิบัติต่อพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้


“แม่! ต่อไปเวลาขึ้นเขา ผมจะไม่ปล่อยให้แม่ไปคนเดียวอีก ผมจะปกป้องแม่เอง แม่ทำผมกลัวแทบตาย ฮือๆ”


หลิวเหวินเล่อเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว วิ่งพุ่งเข้ามากอดเธอ


เมื่อมีคนแรก ก็ย่อมมีคนที่สอง คนที่สองที่พุ่งเข้ามาก็คือหลิวเหวินซิน


“แม่ เป็นความผิดของผมเอง ผมไม่ควรปล่อยให้แม่ขึ้นเขาคนเดียว”


ดวงตาของหลิวเหวินเส้าก็แดงยิ่งกว่าเดิม เมื่อเห็นทั้งสามคนกอดกันอยู่ เขาก็กลั้นไม่อยู่ กระโจนเข้าไปกอดพร้อมร้องไห้


เสียงสะอื้นต่ำๆ ดังไปทั่วลานบ้าน แม้แต่หลิวเหวินจวินก็ยัง.อดไม่ไหว ร้องไห้ออกมาเหมือนหลิวเหวินเล่อ


“พอแล้ว พอแล้ว อย่าร้องไห้กันเลย ต่อไปแม่จะขึ้นเขาพร้อมพวกเธอ จะไม่ทิ้งพวกเธอไว้อีก”


สวี่เหมียวเหมียวทั้งขำทั้งสงสาร เธอใช้เวลานาน กว่าจะปลอบลูกชายทั้งสี่คนให้สงบลงได้


หลังจากร้องไห้เสร็จ นอกจากหลิวเหวินเล่อแล้ว คนอื่นๆก็เริ่มรู้สึกเขิน โดยเฉพาะหลิวเหวินจวิน


หน้าของเขาแดงเหมือนก้นลิง


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้น เธอเพียงพาหลิวเหวินเล่อเข้าไปในครัวเพื่อทำอาหาร


เธอต้มบะหมี่ขึ้นมาเล็กน้อย แต่ละคนได้เพียงครึ่งชาม


“กินแค่นี้ก่อนนะ ตอนเย็นแม่จะทำของอร่อยให้กิน ถ้าตอนนี้อิ่มเกินไป เดี๋ยวตอนเย็นจะกินไม่ลง”


หลิวเหวินเล่อที่ฟื้นพลังแล้วถามทันที


“ของอร่อยอะไรเหรอ?”


“คืนนี้ก็รู้เอง”


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอย่างลึกลับ ทำให้หลิวเหวินเล่อคันหัวใจยิ่งนัก


หลังจากกินเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้ล้างจาน เธอกลับไปที่ห้องแล้วหลับไปทันที


เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาหลังสี่โมงเย็นแล้ว เจ้าจูเป่ากำลังนอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ


สวี่เหมียวเหมียวไม่รังเกียจว่ามันจะสกปรก เธออุ้มมันขึ้นมาแล้วจุ๊บสองที


จูเป่าถูกรบกวนจากความฝัน มันลืมตาขึ้นมามองเธอแวบหนึ่ง ส่งเสียงอือสองที แล้วก็หลับต่อทันที


สวี่เหมียวเหมียวใช้จังหวะที่ลูกชายไม่อยู่ หยิบขวดนมออกมา นำไปจ่อที่จมูกของจูเป่า


เจ้าตัวเล็กหรี่ตา งับหัวขวดแล้วเริ่มดูดนมทันที ดูดไปหลับไป ช่างเป็นตัวเล็กที่สบายใจเสียจริง


หลังจากให้นมจูเป่าเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็เข้าไปในครัว


จานชามในหม้อถูกล้างเรียบร้อยหมดแล้ว แม้แต่โต๊ะก็สะอาดเอี่ยม


เด็กในชนบทโตไวและช่วยงานบ้านตั้งแต่เล็ก ลูกชายพวกนี้ขยันจริงๆ


สวี่เหมียวเหมียวล้างมือ แล้วเริ่มทำเกี๊ยว ไส้เกี๊ยวทำจากเนื้อสดบดด้วยเครื่องบดเนื้อ ส่วนแผ่นเกี๊ยวเธอซื้อจากระบบ จึงสามารถห่อได้ทันที


แม้ระบบจะมีเกี๊ยวแช่แข็งหลายแบบ แต่สวี่เหมียวเหมียวก็ยังชอบเกี๊ยวทำมือ แป้งบาง ไส้แน่น อร่อยและสะใจ


มือของเธอรวดเร็วมาก เพียงครึ่งชั่วโมงก็ห่อไปกว่าสองร้อยลูก แต่เธอยังรู้สึกว่าไม่พอ จึงห่อเพิ่มอีกสองร้อยกว่าลูกถึงหยุด


มองดูเกี๊ยวที่เรียงเต็มครัว เธอรู้สึกพึงพอใจไม่น้อย เธอเติมน้ำลงหม้อแล้วจุดไฟ


ตอนแรกเธอไม่เคยรู้วิธีจุดไฟเลย แต่พอดูบ่อยๆก็รู้ว่ามันง่ายมาก


ไม่นาน เกี๊ยวหมูสดหม้อแรกก็สุก


ตอนนั้นเอง หลิวเหวินเล่อก็กลับมา เขาวิ่งเข้าครัวทันทีโดยไม่แม้แต่จะวางตะกร้า


“แม่! หอมจัง! ว้าว! เกี๊ยว! แม่ทำเกี๊ยวจริงๆ!”


เกี๊ยวแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะกินได้เฉพาะช่วงตรุษจีนเท่านั้นหรือ


ไม่สิ แม้แต่ตรุษจีนก็อาจไม่ได้กินดีขนาดนี้!


สวี่เหมียวเหมียวตักลูกหนึ่งใส่ชาม


“ลองชิมดูเร็ว”


หลิวเหวินเล่อไม่สนว่ามันจะร้อน เขากัดเกี๊ยวลูกใหญ่เข้าไปสองคำก็กลืนลงไป


“อร่อยไหม?” สวี่เหมียวเหมียวถาม


หลิวเหวินเล่อเกาศีรษะอย่างเขินๆ


“เอ่อ… ผมยังไม่ทันได้ชิมเลย”


สวี่เหมียวเหมียวเงียบไปครู่หนึ่ง หลิวเหวินเล่อจึงกินอีกลูก 


จากนั้นเขาก็ถือชามเกี๊ยวใบใหญ่ไปเคาะประตูแจกทุกบ้านที่ช่วยออกไปตามหาแม่


ทุกครั้งที่เขาส่งเกี๊ยวให้บ้านหนึ่ง เขาจะได้ยินคำขอบคุณจากพวกเขา ทำให้เขามีความสุขมาก จนเหมือนเท้าลอยขึ้น วิ่งไปทั่วหมู่บ้าน


เมื่อส่งบ้านสุดท้ายเสร็จ พี่ชายคนอื่นๆก็กลับมาพอดี


หลิวเหวินซินไปทำงานที่นา ส่วนหลิวเหวินเส้าและหลิวเหวินจวินแบกฟืนกลับมาคนละสองมัด


“รอสักครู่นะ แม่จะต้มอีกหม้อ”


สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินเล่อช่วยเฝ้าไฟ ส่วนเธอเริ่มปรุงน้ำจิ้มเกี๊ยว ไม่นานเกี๊ยวก็สุก


เธอตักออกทั้งหมด แล้วใส่เกี๊ยวที่เหลือลงไปต้มต่อ


“กินก่อนเลย เหวินเล่อ เฝ้าไฟไว้นะ แม่จะเอาชามหนึ่งไปให้ปู่ย่าของพวกเธอ”


แต่พอเธอออกจากบ้าน ก็เจอกับหลี่หงอิงพอดี งั้นก็ไม่ต้องเดินไปส่งแล้ว


“แม่ มาพอดีเลย ฉันกำลังจะเอาเกี๊ยวไปให้แม่พอดี กินที่นี่ชามหนึ่ง แล้วเอาอีกชามไปให้พ่อด้วยนะ”


หลี่หงอิงรีบจับแขนเธอไว้


“ฉันได้ยินว่าเธอเอาเกี๊ยวไปแจกทั้งหมู่บ้านเหรอ?” แถมยังเป็นเกี๊ยวแป้งบางไส้แน่นเนื้อเต็มคำ


สวี่เหมียวเหมียวคิดว่าหลี่หงอิงมาถามเรื่องนี้ จึงตอบตรงๆ


“ใช่ค่ะ แจกบ้านละชาม ประมาณสิบกว่าลูก”


หลี่หงอิงมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ เธอก็พูดเสียงเบา


“เธอทำถูกแล้ว วันนี้ฉันกับพ่อไปทำงานที่นา เราไม่รู้ว่าเธอหลงทางบนภูเขา เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”


สวี่เหมียวเหมียวจึงเข้าใจ ที่แท้หลี่หงอิงมาด้วยความเป็นห่วง


เธอยิ้ม


“แม่ ฉันไม่เป็นไร วันนี้ฉันเจอตาน้ำพุบนภูเขา ตั้งใจจะพาผู้ใหญ่บ้านไปดู ถ้าต่อท่อน้ำลงมาได้ ปัญหาน้ำของหมู่บ้านเราก็จะหมดไป”


“จริงหรือ!” หลี่หงอิงตกใจ


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า แล้วพาเธอเข้าครัว


“แม่ รีบกินเถอะ หม้อยังเดือดอยู่ วันนี้ทุกคนกินได้เต็มที่ เกี๊ยวมีพอ!”


หลี่หงอิงมองเกี๊ยวในชาม แล้วมองเกี๊ยวที่กำลังต้มในหม้อ


เธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบ


ฝีมือทำอาหารของลูกสะใภ้สาม ดีจริงๆ ไส้เกี๊ยวอร่อยมาก 


เป็นครั้งแรกที่เด็กๆในบ้านได้กินเกี๊ยวจนอิ่ม แต่พวกเขากลับรู้สึกว่า ท้องของตัวเองไม่เอาไหน กินได้แค่สามชามก็ไม่ไหวแล้ว


ปากยังอยากกิน แต่ท้องไม่ยอมรับ ช่างน่าเสียดายจริงๆ


หลิวเหวินเล่อกินไปเพียงชามเดียว แต่เขากลับสะอึกติดต่อกันครึ่งชั่วโมง


ตอนกลางคืน จูเป่านอนกับหลิวเหวินเล่อ แต่พอหลับไปได้ไม่นาน มันก็คลานไปนอนในอ้อมแขนของหลิวเหวินเส้า ซนเสียจริงๆ


บทที่ 24: การแต่งงานของหลิวซิงเอ๋อร์


ก่อนเข้านอน สวี่เหมียวเหมียวเก็บเกี๊ยวที่เหลือทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่เก็บของของระบบ พอเช้าวันรุ่งขึ้นเอาออกมา รสชาติก็ยังสดใหม่เหมือนเพิ่งทำเสร็จ


หลังจากทุกคนกินข้าวเช้าเสร็จไม่นาน หลิวเหมาก็พาชาวบ้านมาหาเธอถึงบ้าน พ่อสามีของเธอ หลิวเต๋อซิง ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย


มีคนมามากกว่าสิบคน แต่ละคนถือเครื่องมือที่พอจะใช้ป้องกันตัวได้ ส่วนใหญ่เป็นเคียวเกี่ยวหญ้า


ตอนแรกสวี่เหมียวเหมียวก็คิดจะถือไปสักอัน แต่พอนึกถึงระยะทางที่ต้องเดินขึ้นเขาไกลขนาดนั้น เธอก็ล้มเลิกความคิดไป


สุดท้ายแล้ว มีเพียงเธอคนเดียวที่เดินขึ้นเขาไปมือเปล่า


สวี่เหมียวเหมียวเดินนำทุกคนไปตามร่องรอยที่เธอทำไว้เมื่อวาน ไม่นานก็พาทุกคนมาถึงบริเวณน้ำพุ ทุกคนตื่นเต้นจนหยุดลงทันที ต่างคนต่างก้มลงตักน้ำดื่ม


น้ำจากตาน้ำพุหวานเย็นสดชื่น พอดื่มเข้าไปแล้ว ความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายเหมือนหายไปครึ่งหนึ่ง


สำหรับคนกว่าสิบคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีอะไรจะทำให้พวกเขาดีใจได้เท่ากับการเห็น น้ำที่ไหลออกมาไม่หยุด


ช่วงหลายวันที่ผ่านมา หมู่บ้านไม่มีน้ำใช้ ทุกคนต้องเดินไปหมู่บ้านสวีเจียเพื่อหาบน้ำกลับมา ไม่เพียงทำให้งานในนาเสียเวลาเท่านั้น แต่ยังเหนื่อยมากอีกด้วย


ก่อนหน้านี้น้ำธรรมดาที่หาได้ง่ายจนแทบไม่มีค่า ตอนนี้กลับต้องใช้แรงมหาศาลถึงจะได้มา ทำให้ทุกคนยิ่งรู้สึกหวงแหนมันมากขึ้น


หลังจากหาบน้ำไปกลับหลายครั้ง ไหล่ของพวกเขาเต็มไปด้วยแผลพุพอง ยิ่งต้องเดินตากแดดแรงๆ ก็ยิ่งเหนื่อยกว่าการทำงานในนาเสียอีก


แต่สิ่งที่ทรมานที่สุดคือความกังวลในใจ เพราะตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า ชีวิตที่ต้องหาบน้ำแบบนี้จะต้องทนอีกนานแค่ไหน


หลิวเหมายืนอยู่ข้างน้ำพุแล้วพูดขึ้นด้วยความจริงใจ


“แม่ของเหวินซิน ขอบคุณเธอมากจริงๆ”


เขากำลังกล่าวคำขอบคุณแทนชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน


สวี่เหมียวเหมียวรีบโบกมือ


“ฉันก็แค่บังเอิญไปเจอเข้าเท่านั้นเอง จะสามารถนำน้ำลงไปถึงหมู่บ้านได้หรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหาใหญ่เลยค่ะ”


ตอนนี้เธอไม่กล้ารับความดีความชอบมากนัก แต่ในสายตาของหลิวเหมา การกระทำของเธอคือความถ่อมตัว


เธอเสียสละมากขนาดนี้เพื่อหาน้ำให้หมู่บ้าน แต่กลับไม่บ่นสักคำ แบบนี้จะไม่ให้คนชื่นชมได้อย่างไร


คนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นก็คิดเหมือนกัน


ระหว่างทางขึ้นเขา หลิวเหมาได้เล่าเรื่องที่สวี่เหมียวเหมียวเจอฝูงหมาป่าเมื่อวานให้ทุกคนฟังแล้ว และแน่นอนว่าเขาเล่าแบบเติมสีสันเข้าไปไม่น้อย


แม้แต่สวี่เหมียวเหมียวที่ยืนฟังอยู่ข้างๆยังหน้าแดง ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร


หลังจากทุกคนจำตำแหน่งของน้ำพุได้แล้ว พวกเขาก็พากันลงเขา


สวี่เหมียวเหมียวกลับบ้านทันที และไม่ได้เข้าไปร่วมประชุมกับผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน


เธอนั่งพักยังไม่ทันหายเหนื่อยดี เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันอย่างหมาจวี ก็เดินเข้ามาในบ้าน


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังต้อนรับอย่าง.อบอุ่น


ในหมู่บ้านนี้เธอแทบไม่มีเพื่อนเลย เวลาคนอื่นเห็นเธอก็มักจะหลบให้ไกล การมีคนมานั่งคุยด้วยแบบนี้จึงถือว่าหายากมาก


เธอเดินเข้าไปในห้อง หยิบขนมที่ซื้อจากตลาดออกมาสองสามชิ้น


พอเธอยื่นให้ หมาจวีก็ตกใจจนแทบไม่กล้ารับ


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เก็บไว้ให้เด็กๆเถอะ ฉันโตขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องกินของดีแบบนี้หรอก”


แต่สวี่เหมียวเหมียวยืนยันจะให้ สุดท้ายหมาจวีก็จำใจรับ โดยบอกว่าจะเอาไปให้ลูกกิน


“ขอบคุณนะ ขอบคุณมากจริงๆ”


หมาจวีเริ่มรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสวี่เหมียวเหมียวเปลี่ยนไปจริงๆ


เธอไม่ด่าคนอื่นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว นิสัยก็ดูอ่อนโยนขึ้น มีรอยยิ้มมากขึ้น คิดแบบนี้แล้ว หมาจวีก็ไม่รู้สึกเกร็งเหมือนก่อน


ตอนนั้นเอง หลิวเหวินซินก็เดินเข้ามาจากข้างนอก


เมื่อเห็นหมาจวีอยู่ เขาก็เรียก “ป้าหมาจวี” อย่างสุภาพ จากนั้นวางของแล้วเดินเข้าห้องไป ดูเหมือนจะมีเรื่องกังวลใจอยู่


สวี่เหมียวเหมียวแทบไม่เคยเห็นลูกชายคนโตเป็นแบบนี้ จึง.อดมองตามไม่ได้ ทั้งสองคุยกันอีกสักพัก หมาจวีก็กลับบ้านไป


ตอนเย็น หลิวเหมาก็มาหาสวี่เหมียวเหมียวอีกครั้ง เรื่องที่เขามาคุยคือการนำน้ำจากน้ำพุลงมาที่หมู่บ้าน


เขากับชาวบ้านคุยกันมาทั้งวันแล้ว แต่ก็ยังคิดวิธีที่เหมาะสมไม่ได้ เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าสวี่เหมียวเหมียวเป็นคนค้นพบน้ำพุ และเป็นคนเสนอแนวคิดเรื่องการนำน้ำลงมา จึงมาถามเธอว่ามีวิธีดีๆหรือไม่


สวี่เหมียวเหมียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น


“ลองขุดคลองจากภูเขาลงมาไหมคะ?”


หลิวเหมายิ้มอย่างขมขื่น


“เราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน คนในหมู่บ้านเรามีเยอะ ขุดคลองไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ น้ำจะซึมลงดินระหว่างทาง มันไหลลงมาไม่ถึงหมู่บ้าน”


เรื่องนี้ทำให้เขาปวดหัวมาตลอดทั้งวัน มีน้ำอยู่ตรงหน้าแต่ใช้ไม่ได้ ยิ่งทำให้เขากังวลใจ


สวี่เหมียวเหมียวจึงยิ้มเล็กน้อย


“ถ้าเราเอาหินมาปูรองพื้นคลองล่ะคะ บนภูเขามีหินใหญ่เยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเงินซื้อเลย”


หลิวเหมาตบต้นขาตัวเองอย่างตื่นเต้นทันที


“โอ้! แม่ของเหวินซิน เธอทำให้ฉันตาสว่างเลย! ทำไมฉันถึงคิดไม่ถึง!”


ปกติแล้วเขาเป็นคนสุขุมมาก แทบไม่เคยเสียกิริยาต่อหน้าชาวบ้าน


ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าวิธีนี้ใช้ได้จริง ถ้ามีหินรองอยู่ ถึงน้ำจะซึมบ้างก็ไม่เป็นไร ขอแค่ส่วนใหญ่ไหลลงมาได้ก็พอ


หลังจากนั้นหลายวัน ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างหยุดงานในนา คนที่มีแรงงานในบ้านต่างพากันถือเครื่องมือขึ้นเขาไปขุดคลองนำน้ำ


ที่บ้านของสวี่เหมียวเหมียวจึงเหลือเพียงเธอกับหลิวเหวินเล่อ


หลิวเหมาเป็นผู้ใหญ่บ้านมาหลายปีแล้ว เขาทำงานจริงจังและมีอำนาจในหมู่บ้าน โดยปกติแล้ว ไม่มีใครคัดค้านสิ่งที่เขาตัดสินใจ


ในหมู่บ้าน หลิวเหมาก็มีชื่อเสียงว่าเป็นคนที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของชาวบ้านจริงๆ แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น จู่ๆก็มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน


เรื่องซุบซิบครั้งใหญ่!


ลูกชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้าน หลิวเจิ้งอี้ ถูกชาวบ้านเห็นว่าไปจูบกับ หลิวซิงเอ๋อร์ ลูกสาวของหม่าเยี่ยน บนกองฟาง


ผู้หญิงในหมู่บ้านเป็นพวกชอบพูดอยู่แล้ว พอเห็นเข้าก็ตะโกนลั่นทันที


หลิวซิงเอ๋อร์กับหลิวเจิ้งอี้หน้าแดงก่ำ รีบวิ่งหนีไปทันที


เมื่อหลิวเหมาได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ลากหลิวเจิ้งอี้มาต่อหน้าชาวบ้าน แล้วตีลูกชายแทบตาย


หลี่หวยฮวา ภรรยาของผู้ใหญ่บ้าน ถึงกับพูดว่าอยากจะไม่เคยคลอดลูกชายที่ทำให้เสียหน้าคนนี้เลย


สุดท้าย หม่าเยี่ยนกลัวว่าหลิวเหมาจะตีว่าที่ลูกเขยจนตาย จึงรีบเข้าไปห้าม


หลิวเหมาเหวี่ยงแขนเธอออกเต็มแรง หม่าเยี่ยนล้มก้นกระแทกพื้น แล้วนั่งร้องไห้โฮอยู่ตรงนั้น


เธอตะโกนว่าหลิวเจิ้งอี้ทำลายชื่อเสียงลูกสาวของเธอ ถ้าไม่ยอมแต่งงานกับหลิวซิงเอ๋อร์ เธอจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ


พอเห็นท่าทีของหม่าเยี่ยน หลี่หวยฮวาก็รู้ทันทีว่า ลูกชายของเธอ ‘ถูกวางกับดัก’


ครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านมีฐานะดี และมีสถานะในหมู่บ้าน เป็นไปได้มากว่าหม่าเยี่ยนกับหลิวซิงเอ๋อร์ เล็งลูกชายเธอไว้ตั้งแต่แรก


ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เธอจึงพุ่งเข้าไปตบตีหม่าเยี่ยนทันที


ผมของหม่าเยี่ยนถูกกระชากหลุดไปหลายกำ จนแทบจะหัวล้าน แต่สุดท้ายหม่าเยี่ยนก็บรรลุเป้าหมายของเธอ


ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านทำได้เพียงกล้ำกลืนความขมขื่น ใครใช้ให้ลูกชายของพวกเขาไม่ระวังตัว


เมื่อสวี่เหมียวเหมียวได้ยินข่าวนี้ กรามของเธอแทบหล่น เพราะชาวบ้านแทบทุกคนรู้ดีว่า หลิวซิงเอ๋อร์ ตั้งใจยั่วยวนหลิวเจิ้งอี้ และงานแต่งของทั้งสองคนก็ถูกกำหนดไว้ อีกสามวันข้างหน้า


สวี่เหมียวเหมียวพลันนึกถึงเหตุการณ์ครั้งก่อน ที่หลิวซิงเอ๋อร์แสดงท่าทีคลุมเครือกับลูกชายคนโตของเธอ เธอรู้สึกโล่งใจอย่างมาก


โชคดีที่ครอบครัวของเธอยากจนเกินไป บ้านก็ไม่มีห้องดีๆสักห้อง ไม่อย่างนั้น คนที่ถูกวางกับดัก อาจจะเป็นลูกชายคนโตของเธอ


และการแต่งงานภายในสามวัน ก็พอจะเดาได้ว่า งานแต่งนั้นจะรีบเร่งขนาดไหน


บทที่ 25: เขารู้ทุกอย่าง


ตอนกินข้าวเย็น สวี่เหมียวเหมียวสังเกตเห็นอีกครั้งว่าหลิวเหวินซินดูผิดปกติ


“เหวินซิน ช่วงนี้เหนื่อยเกินไปหรือเปล่า ถ้าอยากพัก แม่จะไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านให้ เขาจะได้ให้เธอหยุดสักวัน”


หลิวเหวินซินไม่คิดว่าแม่จะพูดกับเขากะทันหัน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย


“ไม่ต้องครับ ผมไม่ได้เหนื่อย”


“ถ้าอย่างนั้นทำไมดูไม่มีแรงเลย ไม่สบายหรือเปล่า?”


“ก็ไม่ใช่ครับ”


“แล้วเป็นอะไร?”


ทันทีที่สวี่เหมียวเหมียวถามจบ เธอก็นึกถึงเรื่องของหลิวซิงเอ๋อร์กับหลิวเจิ้งอี้ขึ้นมา และเริ่มมีคำตอบอยู่ในใจ


“พี่ใหญ่ไม่สบายใจ เพราะพี่ซิงเอ๋อร์กำลังจะแต่งงานกับพี่เจิ้งอี้”


หลิวเหวินเล่อรีบพูดความคิดของหลิวเหวินซินออกมาทันที ใบหน้าของหลิวเหวินซินแดงขึ้นมาทันที เขารีบวางตะเกียบลง


“ผมอิ่มแล้ว” พูดจบก็ลุกออกไป


หลังจากเขาออกไปแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็ถามด้วยความอยากรู้


“พวกเธอรู้อะไรที่แม่ไม่รู้หรือเปล่า?”


หลิวเหวินเส้ากับหลิวเหวินจวินมองหน้ากัน ต่างลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่หลิวเหวินเล่อกลับเล่าทุกอย่างที่รู้เหมือนเทถั่วออกจากกระสอบ


“พี่ใหญ่ชอบพี่ซิงเอ๋อร์ พวกเขามักจะทำงานด้วยกัน ทุกครั้งที่ผมเห็น พี่ซิงเอ๋อร์จะยิ้มให้พี่ใหญ่ แล้วก็ช่วยเช็ดเหงื่อให้ พี่ใหญ่ก็หน้าแดงทุกครั้ง


พี่ใหญ่ยังแอบเก็บของอร่อยไว้ให้พี่ซิงเอ๋อร์ด้วย ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีมาก แต่ทำไมพี่ซิงเอ๋อร์ถึงแต่งงานกับพี่เจิ้งอี้ ไม่ใช่พี่ใหญ่ล่ะ?”


คำถามนี้ทำให้หลิวเหวินเล่อสงสัยมานานแล้ว เขาเคยถามพี่ชาย แต่พี่ชายก็ไม่ตอบ เอาแต่ทำหน้าไม่พอใจ


สวี่เหมียวเหมียวฟังอย่างตั้งใจมาก ดูเหมือนว่าหลิวซิงเอ๋อร์จะใช้เวลาอยู่กับเหวินซินไม่น้อย


เรื่องนี้ทำให้เธอคิดว่า จำเป็นต้องพูดคุยกับลูกชายของเธอให้ชัดเจนเสียก่อน


หลิวเหวินซินอายุถึงวัยที่จะเริ่มมองหาคู่แล้ว หลิวเหวินเส้าอายุสิบห้า รอได้อีกสองปี แต่ก็น่าจะเข้าใจเรื่องความรักอยู่บ้าง


ส่วนหลิวเหวินจวินอายุสิบสาม เด็กคนนี้คงยังไม่คิดถึงเรื่องนี้


แต่ไม่ว่าพวกเขาจะอายุเท่าไร เธอก็ควรพูดให้เข้าใจ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องเจ็บปวดทางอารมณ์ในอนาคต


สวี่เหมียวเหมียวกระแอมเบาๆ แล้วถามลูกชายอีกสองคน


“พวกเธอคิดว่าหลิวซิงเอ๋อร์ชอบเหวินซินไหม?”


“น่าจะชอบนะครับ ไม่อย่างนั้นทำไมเธอถึงตามพี่ใหญ่ทุกวัน ไม่ไปตามคนอื่นล่ะ”


หลิวเหวินจวินตอบทันที หลิวเหวินเส้ากลับขมวดคิ้ว


“ผมไม่แน่ใจ ถ้าบอกว่าชอบ ก็เหมือนจะชอบ แต่ก็ไม่ได้ชอบมากขนาดนั้น เฉพาะเวลาที่พี่ใหญ่ช่วยทำงานให้ หรือเอาของอร่อยให้ เธอถึงจะดูเหมือนชอบ แต่ถ้าพี่ใหญ่ไม่ได้ให้อะไร เธอก็เหมือนคนแปลกหน้า เหมือนตอนที่เธอมาขอไก่ป่า แต่พี่ใหญ่ไม่ได้ให้ หลังจากนั้นเธอก็ไม่มาหาพี่ใหญ่หลายวัน


อีกอย่าง ถ้าหลิวซิงเอ๋อร์ชอบพี่ใหญ่จริง ก็คงไม่ถูกชาวบ้านเห็นกับพี่เจิ้งอี้ และตกลงแต่งงานกับเขาหรอก”


ตอนที่พูดถึงเรื่องนั้น ใบหน้าของหลิวเหวินเส้าก็แดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าอย่างพอใจ


“เหวินเส้าวิเคราะห์ได้ดีนะ มองปัญหาได้รอบด้าน งั้นพวกเธอคิดว่าหลิวซิงเอ๋อร์ถูกบังคับหรือเปล่า?”


“เป็นไปไม่ได้ครับ ผมโตมากับพี่เจิ้งอี้ ผมรู้จักนิสัยเขาดี เขาไม่มีทางบังคับใคร ถ้าอีกฝ่ายไม่เต็มใจ”


หรือไม่ก็เป็นฝ่ายเข้าหาเอง


หลิวเหวินเส้าคิดคำพูดต่อไปในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา


ทันใดนั้นเขาก็เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง ความคิดที่สับสนก่อนหน้านี้ก็เริ่มชัดเจนขึ้น


สวี่เหมียวเหมียวดูจากสีหน้าแล้วรู้ว่าเขาเข้าใจแล้ว แต่ลูกชายอีกสองคนยังงงอยู่


“เต็มใจ?”


หลิวเหวินจวินถามอย่างสงสัย


“พี่รองหมายความว่าหลิวซิงเอ๋อร์ก็ชอบพี่เจิ้งอี้ด้วยหรือ คนเราจะชอบสองคนพร้อมกันได้เหรอ?”


“ได้สิ ผมชอบแม่ ชอบพี่ๆ ชอบปู่ย่า ผมชอบหลายคนเลยนะ”


หลิวเหวินเล่อนับนิ้วไปมา พยายามนับว่าตัวเองชอบกี่คน แต่ก็นับไม่หมด


หลิวเหวินจวินถอนหายใจ


“น้องสี่ พวกเราพูดถึงความชอบอีกแบบหนึ่ง”


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะออกมา


“เหวินเล่อ ฮ่าๆๆ ลูกนี่น่ารักจริงๆ”


ทุกคนหัวเราะกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เธอจะหยุดหัวเราะและพูดขึ้น


“พอแล้ว มาพูดเรื่องจริงจังกัน”


เธอตะโกนไปทางห้อง


“เหวินซิน ออกมาหน่อย แม่มีเรื่องจะพูด”


หลิวเหวินซินเดินออกมาด้วยใบหน้าแดงๆ เสียงคุยเมื่อกี้ดังพอที่เขาจะได้ยินทุกอย่าง


เมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้า สวี่เหมียวเหมียวก็เริ่มพูด


“แม่คิดว่า เมื่อพวกเธอโตขึ้น อาจจะชอบผู้หญิงคนหนึ่ง นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ในขณะที่ชอบใครสักคน เราก็ต้องรู้จักแยกแยะ ว่ามันเป็นแค่ความรู้สึกฝ่ายเดียว หรือว่าทั้งสองฝ่ายชอบกันจริงๆ


ถ้าเป็นแค่ฝ่ายเดียว เราไม่จำเป็นต้องไปตามรบกวนเขา แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างชอบ ก็ต้องดูว่าลักษณะนิสัยและครอบครัวเข้ากันได้ไหม แบบนั้นถึงจะเป็นความรักที่ยืนยาว


ที่สำคัญ อย่าเป็นคนหลายใจ ถ้าตัดสินใจจะแต่งงานกับใคร ต้องคิดว่าจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต ต้องรับผิดชอบต่อทั้งเขาและตัวเอง”


เธอมองหลิวเหวินซิน


“เหวินซิน เข้าใจไหม?”


หลิวเหวินซินขมวดคิ้ว 


เขากำลังคิดอยู่ว่า ระหว่างเขากับหลิวซิงเอ๋อร์นั้น จริงๆแล้วชอบกันหรือไม่


เขารู้ดีว่าเขาชอบหลิวซิงเอ๋อร์ ส่วนหลิวซิงเอ๋อร์ชอบเขาหรือเปล่า เขาก็เคยคิดว่าใช่


เพราะเธอมักจะมาปรากฏตัวข้างๆเขาเสมอ เช็ดเหงื่อให้ ถามว่าเขากินอะไร อิ่มหรือยัง บางครั้งยังแอบจับมือเขาด้วย


แต่ถ้าเธอชอบเขาจริง แล้วทำไมถึงไปจูบกับหลิวเจิ้งอี้?


ตอนนี้หลิวเหวินซินก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเธอชอบเขาจริงหรือไม่


“แม่ ผมเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็เหมือนจะไม่เข้าใจ”


สวี่เหมียวเหมียวจึงถามคนอื่น


“พวกเธอล่ะ เข้าใจไหม?”


“ผมเข้าใจครับ”


“ผมก็พอเข้าใจ”


“แม่ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ”


สำหรับหลิวเหวินเล่อวัยแปดขวบ จะเข้าใจหรือไม่ก็ไม่สำคัญ


สวี่เหมียวเหมียวยืนขึ้น


“เหวินซิน มากับแม่”


หลิวเหวินซินเดินตามไปอย่างงงๆ


หลิวเหวินเล่ออยากตามไปดู แต่ถูกพี่ชายสองคนจับไว้


ในห้อง สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างตรงไปตรงมา


“แม่รู้ว่าลูกเป็นคนซื่อสัตย์และขยัน แต่ซื่อสัตย์ไม่ควรกลายเป็นความโง่


ครั้งก่อนที่หลิวซิงเอ๋อร์ให้ลูกมาขอแม่เรื่องกระต่าย แม่ก็รู้แล้วว่าเธอไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์กับลูก


พูดตรงๆก็คือ ลูกเป็นแค่หนึ่งในคนที่เธอใช้ให้ช่วยเหลือ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากลูก


แม่อาจพูดตรงเกินไป แต่ลูกก็น่าจะรู้เรื่องนี้ เพียงแต่ไม่อยากยอมรับเท่านั้น”


สวี่เหมียวเหมียวตบไหล่เขาเบาๆ


“ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านมีฐานะดีกว่าพวกเรา แม่ก็รู้สึกเสียใจแทนลูกเหมือนกัน ถ้าครอบครัวเรามีเงินมากกว่านี้ ลูกคงไม่ต้องเจอแบบนี้”


“แม่”


หลิวเหวินซินเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าดูรู้สึกผิด


“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแม่เลยครับ ผมคิดออกแล้ว”


เขาไม่ได้โง่ เขารู้ทุกอย่าง


บทที่ 26: นำน้ำสำเร็จ


ไม่ว่าหลิวซิงเอ๋อร์จะเข้าหาเขาด้วยเหตุผลใด ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ต่อไปเขาจะไม่พูดถึงมันอีก


เธอกำลังจะแต่งงานกับหลิวเจิ้งอี้ และจากนี้ไปทั้งสองคนก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก


“ลองคิดทบทวนเองให้ดี ถ้าในอนาคตมีเรื่องอะไรที่คิดไม่ออก ก็มาคุยกับแม่ได้ แม่อาจช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ แต่แม่จะเป็นคนฟังที่ดีให้ลูกได้”


สวี่เหมียวเหมียวพูดจบก็เดินออกจากห้องไปทำอาหารต่อ


ช่วงสองวันที่ผ่านมา หลิวเหมายังคงพาชาวบ้านขึ้นเขาไปขุดคลองตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ราวกับว่าเขาไม่รู้เลยว่าลูกชายของเขา หลิวเจิ้งอี้ กำลังจะแต่งงาน


เรื่องนี้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรู้กันหมดแล้ว


แต่เมื่อเห็นว่าหลิวเหมาไม่มีรอยยิ้มเป็นกันเองเหมือนเคย และทำหน้าตึงอยู่ตลอดเวลา ทุกคนก็ไม่กล้าเข้าไปชวนคุย


เรื่องนี้กลับทำให้การขุดคลองคืบหน้าเร็วขึ้นมาก

……..

หลิวเหวินซินยืนอยู่ที่ประตูครัว มองสวี่เหมียวเหมียวที่กำลังยุ่งอยู่กับการจัดของ


“แม่ ทำไมแม่จัดของเยอะขนาดนี้?”


เขาแค่จะไปส่งน้ำ ไม่ได้ไปไหนไกล


แต่เขาเห็นแม่ใส่เนื้อกระต่ายย่างถุงใหญ่ กับกระต่ายดิบครึ่งตัวที่ถลกหนังแล้วลงในถัง


“แม่ ผมไม่หิวครับ”


ของกินเยอะขนาดนี้ เขากินระหว่างทางไม่หมดแน่นอน


สวี่เหมียวเหมียวมองเขาอย่างแปลกใจ แล้วจัดของต่อ


“นี่ไม่ใช่ของให้ลูก นี่สำหรับตากับยายของลูก”


หลิวเหวินซินเงียบไปทันที


เอาเถอะ… เหมือนเขาไม่ได้พูดอะไรไป


หลังจากสวี่เหมียวเหมียวเข้ามาอยู่ในร่างของเจ้าของเดิม เธอก็รู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องตอบแทนครอบครัวฝ่ายแม่ของเจ้าของร่าง


เพราะตอนที่ชีวิตลำบาก ครอบครัวนั้นเคยนำอาหารและเงินมาช่วย


ส่วนเรื่องเงิน ตอนนี้ถ้าเหวินซินเอาไปให้ แม่ของเจ้าของร่างก็คงไม่ยอมรับ เอาไว้วันไหนเธอไปด้วยตัวเองค่อยให้ก็แล้วกัน


เมื่อไม่มีอะไรทำ สวี่เหมียวเหมียวจึงกลับเข้าห้อง


เธอหยิบเข็มด้ายทั้งหมดที่ซื้อมา ออกมา แล้วเริ่มตัดผ้าและเย็บตามแบบที่คิดไว้ โดยอิงจากหลักการที่อ่านจากหนังสือ


ตอนที่หลิวเหวินซินกลับมา เธอเย็บเสื้อเสร็จไปแล้วสองตัว เพราะเป็นเสื้อแขนสั้นสำหรับหน้าร้อน จึงเย็บง่าย


ตอนที่เธอทำตัวแรก หลิวเหวินซินกลับมาพอดี เธอกลัวว่าจะไม่มีใครช่วยลองเสื้อ ก็เรียกเขาทันที


“เหวินซิน มานี่เร็ว”


หลิวเหวินซินเช็ดเหงื่อที่หน้าผากอย่างลวกๆ แล้วเดินเข้ามาในห้อง จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าเปลี่ยนตรงหน้าสวี่เหมียวเหมียวทันที


สวี่เหมียวเหมียวชะงักไปสองสามวินาที เขาถอดเสื้อตรงหน้าเธอจริงๆ


“แม่ ดูดีไหมครับ?”


เมื่อสวี่เหมียวเหมียวตั้งสติได้ เธอก็ตอบ


“ก็ใช้ได้ ตัวนี้แม่ทำให้ลูก เอาไปซักก่อน”


ก่อนที่หลิวเหวินซินจะดีใจ เธอก็พูดต่อ


“ต่อไปเวลาจะเปลี่ยนเสื้อผ้า ให้ไปเปลี่ยนในห้องของลูก อย่าเปลี่ยนต่อหน้าแม่ ลูกโตพอจะแต่งงานแล้ว ต้องระวังเรื่องพวกนี้”


ลูกสาวโตแล้วต้องระวังพ่อ ลูกชายโตแล้วก็ต้องระวังแม่เหมือนกัน


“ครับแม่ ผมเข้าใจแล้ว”


หลิวเหวินซินหน้าแดงแล้วเดินออกไป เมื่อกี้เขาไม่ได้คิดอะไร พอแม่ให้ลองเสื้อ เขาก็เปลี่ยนเลย


สวี่เหมียวเหมียวกลับไปเย็บเสื้อต่อ เย็บไปได้ครึ่งหนึ่ง จู่ๆก็ได้ยินเสียงคนตะโกนข้างนอก


มีคนร้องว่า หลิวยู่หางเป็นลมแดด กำลังจะหมดสติ


หลิวยู่หางเป็นหลานที่ยายหลิวเลี้ยงดูมาด้วยความยากลำบาก เป็นเหมือนชีวิตทั้งชีวิตของเธอ ถ้าเด็กคนนี้เป็นอะไรไป ยายหลิวอาจอยู่ต่อไม่ไหว


สวี่เหมียวเหมียวรีบวิ่งเข้าครัว หยิบชามใบใหญ่ เทน้ำแร่เย็นจัดลงไป แล้วใส่เกลือลงไปเล็กน้อย จากนั้นเธอคว้าผ้าขนหนูเปียกจากขาตั้งกะละมัง


โชคดีที่คนยังเดินไปไม่ไกล สวี่เหมียวเหมียวตะโกน


“รีบพาเขาไปที่ร่ม!”


ทุกคนกำลังหามหลิวยู่หางอย่างสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้ยินเสียงแต่ยังไม่รู้ว่าใครพูด


สวี่เหมียวเหมียวรีบวิ่งเข้าไป เธอคุกเข่าลง แล้วโยนผ้าขนหนูให้ยายหลิว


“เช็ดตัวเขา”


จากนั้นเธอก็เปิดปากของหลิวยู่หาง แล้วค่อยๆป้อนน้ำให้


พอน้ำในชามลดลงครึ่งหนึ่ง หลิวยู่หางก็ลืมตาขึ้น เขามองคนรอบตัวอย่างงงงัน


“ดื่มน้ำที่เหลือให้หมด” เสียงของสวี่เหมียวเหมียวดังขึ้น


หลิวยู่หางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกชามขึ้นดื่มจนหมดโดยไม่รู้ตัว


สวี่เหมียวเหมียวแตะหน้าผากของเขา แล้วพูดอย่างสงบ


“ไข้ลดแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว”


ยายหลิวกอดหลิวยู่หางร้องไห้ออกมาอีกครั้ง สวี่เหมียวเหมียวหยิบชามขึ้นมา แล้วเดินแหวกฝูงชนกลับบ้าน


ทุกคนมองแผ่นหลังของเธออย่างตะลึง นานกว่าจะตั้งสติได้

…….

วันแต่งงานของลูกชายผู้ใหญ่บ้าน หลิวเหวินซินขึ้นเขาไปขุดคลองตั้งแต่เช้า


งานขุดคลองใกล้จะเสร็จแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานน้ำจะไหลลงมาถึงหมู่บ้าน


วันนี้คนที่ขึ้นเขาไปขุดคลองมีน้อยกว่าปกติมากกว่าครึ่ง เพราะหลายคนไปช่วยงานที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน


สวี่เหมียวเหมียวไปมอบเงินหนึ่งหยวนเป็นของขวัญ แล้วรอร่วมงานเลี้ยง


งานเลี้ยงในหมู่บ้านมักตั้งโต๊ะในลานบ้าน ถ้าลานไม่พอ ก็เอาโต๊ะไปตั้งบนถนน ถือเป็นเรื่องปกติ


สวี่เหมียวเหมียวมาถึงค่อนข้างสาย ไม่นานงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น


ระหว่างกินอาหาร หลิวเจิ้งอี้พาหลิวซิงเอ๋อร์มาชนแก้วกับแขก สวี่เหมียวเหมียวก็ยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบเล็กน้อย


หลิวเจิ้งอี้ดูมีความสุขมาก หลิวซิงเอ๋อร์ก็ยิ้มอย่างมีความสุขเช่นกัน


สวี่เหมียวเหมียว.อดคิดถึงลูกชายคนโตไม่ได้ เธอถอนหายใจเบาๆ


สำหรับคนซื่ออย่างลูกชายคนโต หากจะหาคู่ในอนาคต ก็ควรหาคนที่ซื่อสัตย์เรียบง่ายเหมือนกัน


หลิวซิงเอ๋อร์มีความคิดมากเกินไป ไม่เหมาะกับลูกชายของเธอ 


สวี่เหมียวเหมียวสังเกตได้ชัด ว่ารอยยิ้มของผู้ใหญ่บ้านหลิวเหมาและภรรยา หลี่หวยฮวา ไม่ได้มาจากใจ โดยเฉพาะตอนที่เห็นหม่าเยี่ยน แม่ยายของลูกชาย สีหน้าของหลี่หวยฮวาแข็งทื่อ ไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย


ลูกชายคนเล็กถูกแม่ม่ายวางกับดักแบบนี้ เธอไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ได้ง่ายๆ


หลังจากกินเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็กลับบ้าน แล้วนั่งเย็บเสื้อที่ยังทำไม่เสร็จต่อ


กลางดึก เสียงโห่ร้องดีใจก็ดังขึ้นทั่วหมู่บ้าน


สำเร็จแล้ว!


สวี่เหมียวเหมียวรีบออกจากบ้านทันที ใกล้บ้านของเธอมีการสร้างอ่างเก็บน้ำเล็กๆ ตอนนี้น้ำจากภูเขา ไหลลงมาถึงแล้ว


ชาวบ้านกอดกันด้วยความดีใจ โดยเฉพาะหนุ่มๆที่ร่วมขุดคลอง ต่างกระโดดโลดเต้น


นี่คือผลลัพธ์จากแรงของพวกเขาเอง จะไม่ดีใจได้อย่างไร


หลิวเหมายืนมองน้ำที่ไหลลงมา ดวงตาแดงก่ำ


ความทุกข์ใจจากเรื่องแต่งงานของลูกชายในวันนี้ ถูกลบหายไปทันที เขามองเห็นผู้คนใช้มือรองน้ำดื่ม และรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของพวกเขา


ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เขารู้สึกพอใจอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่ารอยยิ้มของชาวบ้าน


หลิวเหมาหันมาเห็นสวี่เหมียวเหมียวยืนมองอยู่ เขารีบเดินเข้ามาหา


เขาเกือบจะจับมือเธอด้วยความตื่นเต้น แต่ก็รีบชะงักไว้เพื่อรักษามารยาท


“แม่ของเหวินซิน ในนามของทั้งหมู่บ้าน ผมขอขอบคุณคุณ คุณคือผู้มีพระคุณของหมู่บ้านหลิวเจีย”


สวี่เหมียวเหมียวโบกมือยิ้ม


“ผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ตอนนี้ฉันก็เป็นคนของหมู่บ้านหลิวเจียเหมือนกัน ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อตัวเองด้วย”


เธอไม่ได้โกหก เธอต้องใช้น้ำเหมือนกัน ส่วนชาวบ้านก็แค่ได้รับประโยชน์ไปด้วย


บทที่ 27: มอบที่ดิน


“แม่ของเหวินซิน ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ผมเข้าใจทุกอย่าง พรุ่งนี้ผมจะเรียกประชุมชาวบ้าน คุณต้องมาด้วยนะ”


หลิวเหมากล่าวทิ้งท้ายเพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป


เช้าวันรุ่งขึ้น ลำโพงกระจายเสียงของหมู่บ้านก็ดังขึ้นตามที่ผู้ใหญ่บ้านพูดไว้ ทุกครอบครัวต้องส่งตัวแทนอย่างน้อยหนึ่งคนมาร่วมประชุม


สวี่เหมียวเหมียวล้างหน้าเสร็จก็พาลูกชายออกไปพร้อมกัน


เมื่อเห็นว่าคนมาครบเกือบหมดแล้ว หลิวเหมาก็ยืนขึ้นบนเวทีเล็กๆ แล้วกระแอมเบาๆ


“ก่อนอื่น ทุกคนคงรู้ดีว่าหมู่บ้านของเราเคยไม่มีน้ำใช้ แต่ตอนนี้ปัญหาใหญ่เรื่องน้ำของหมู่บ้านได้รับการแก้ไขแล้ว”


ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นทั่วลาน


หลิวเหมายกมือทำสัญญาณให้เงียบ ก่อนจะพูดต่อ


“ผมคิดว่าหลายคนยังไม่รู้ว่า น้ำพุบนภูเขานั้นถูกค้นพบโดยแม่ของเหวินซิน สวี่เหมียวเหมียว เธอเสี่ยงชีวิตขึ้นเขาไปค้นหา จนไปเจอฝูงหมาป่าและเกือบเอาชีวิตไม่รอด


นอกจากนี้ วิธีนำน้ำลงมาจากภูเขาก็เป็นความคิดของเธอเช่นกัน พูดได้เลยว่า ถ้าไม่มีแม่ของเหวินซิน เราก็คงไม่มีน้ำใช้ในวันนี้ แม่ของเหวินซินช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน!”


คำพูดนั้นเหมือนระเบิดลงกลางฝูงชน ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านล่างต่างตะลึง แม้แต่ลูกชายของสวี่เหมียวเหมียวก็ยังตกใจ ส่วนตัวเธอเองแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี


เธอแค่ทำเรื่องเล็กๆเท่านั้น แต่พอผู้ใหญ่บ้านพูดออกมา กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียอย่างนั้น


ชาวบ้านหลายคนมองเธอด้วยสายตาประหลาดใจ เพราะภาพจำของพวกเขาที่มีต่อสวี่เหมียวเหมียวในอดีตนั้นเปลี่ยนยาก ทำให้พวกเขายังรับความจริงนี้ไม่ค่อยได้


“ขอบคุณนะ แม่ของเหวินซิน ฉันจะกราบเธอ!”


คนแรกที่พูดเช่นนั้นคือยายหลิว


สวี่เหมียวเหมียวตกใจมาก รีบเข้าไปห้ามทันที เธอจะรับการคำนับแบบนั้นได้อย่างไร


คนที่สองที่ลุกขึ้นยืนคือหลี่หงอิง แม่สามีของเธอ


ชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นคนซื่อสัตย์ หลายคนเคยเห็นเหตุการณ์ที่สวี่เหมียวเหมียวช่วยหลิวยู่หางไว้ และส่วนใหญ่ก็เชื่อคำพูดของผู้ใหญ่บ้าน


ทีละคน พวกเขาต่างกล่าวคำขอบคุณต่อสวี่เหมียวเหมียว


ท่ามกลางฝูงชน หม่าเยี่ยนกำหมัดแน่น โกรธจนแทบระเบิด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร


เธอบอกตัวเองให้ใจเย็นไว้ เพราะถ้าแสดงตัวตอนนี้ เธอจะกลายเป็นเป้าของคนทั้งหมู่บ้านทันที


หลิวเหมายกมือขึ้นอีกครั้ง


“ทุกคน เงียบหน่อย”


“ตอนแรกผมคิดว่าจะให้เงินรางวัลแม่ของเหวินซินสักหลายสิบหยวน แต่ภายหลังพบว่าหมู่บ้านของเราไม่มีเงินมากขนาดนั้น


สุดท้ายผมจึงตัดสินใจมอบที่ดินรกร้างมากกว่ายี่สิบหมู่ด้านหลังบ้านของเธอให้กับเธอ เพื่อแสดงความขอบคุณ 


ทุกคนมีความเห็นว่าอย่างไร?”


“ไม่มีความเห็น!”


“เห็นด้วย!”


“ผมก็เห็นด้วย!”


เสียงตอบรับดังขึ้นจากหลายทิศ


แม้ว่าจะมีบางคนไม่เห็นด้วย แต่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา เรื่องจึงถูกตัดสินเช่นนั้น


สวี่เหมียวเหมียวเองก็ไม่เคยคิดฝันเลยว่าผู้ใหญ่บ้านจะยกที่ดินรกร้าง มากกว่ายี่สิบหมู่ให้กับเธอ


บ้านของเธอตั้งอยู่ตรงชายขอบหมู่บ้าน เพื่อนบ้านมีเพียงบ้านของหมาจวี


ด้านข้างและด้านหลังเป็นที่ดินรกร้างทั้งหมด และถัดจากที่ดินนั้นก็เป็นเชิงเขา เรื่องนี้ทำให้สวี่เหมียวเหมียวดีใจมาก


ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดอยู่แล้วว่า ถ้าวันหนึ่งจะสร้างบ้านใหม่ เธอจะเลือกสร้างตรงบริเวณนี้ เพราะครอบครัวมีลูกชายหลายคน อีกไม่นานพวกเขาก็ต้องแต่งงานและมีลูก บ้านหลังเล็กๆที่มีอยู่ตอนนี้ ไม่พออยู่แน่นอน


หลังจากฝูงชนแยกย้ายกันไป หลิวเหมาก็เดินเข้ามาหาเธอ


“แม่ของเหวินซิน ไปจัดการเรื่องเอกสารกันตอนนี้เลย ผมจะโอนที่ดินรกร้างยี่สิบหมู่ให้อยู่ในชื่อของเธอ”


ตอนนั้นสวี่เหมียวเหมียวยังจมอยู่ในจินตนาการของตัวเอง จึงไม่ได้ยินคำพูดของเขาเลย


หลิวเหมาเห็นว่าเธอไม่ตอบ ก็คิดว่าเธอไม่พอใจ


“แม่ของเหวินซิน ผมรู้ว่าที่ดินรกร้างยี่สิบหมู่ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่คุณทำให้หมู่บ้าน แต่ตอนนี้หมู่บ้านเราก็ทำได้แค่นี้ เอาอย่างนี้ดีไหม ผมจะยกเนินเขาลูกเล็กด้านหลังให้คุณด้วย”


นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะทำได้แล้ว


สวี่เหมียวเหมียวเพิ่งตั้งสติได้ “ผู้ใหญ่บ้าน ที่คุณพูดจริงหรือ?”


“จริงสิ ผมยังมีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้อยู่”


“ถ้าอย่างนั้น ไปจัดการกันตอนนี้เลยค่ะ!”


ในหัวของสวี่เหมียวเหมียวเริ่มวางแผนทันที ว่าจะใช้เนินเขาลูกนั้นทำอะไรดี


เธอเดินตามหลิวเหมาไปทันที โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองลูกชายที่ยืนงงอยู่ข้างหลัง


การจัดการเอกสารทำเสร็จอย่างรวดเร็ว เมื่อสวี่เหมียวเหมียวกลับมาถึงบ้าน เหงื่อท่วมตัว แต่เธอกลับไม่รู้สึกร้อนหรือเหนื่อยเลย


สำหรับคนที่อยู่ชนบท ที่ดินคือรากฐานของชีวิต


แม้เธอจะไม่ได้ผูกพันกับผืนดินเหมือนคนรุ่นก่อน แต่เธอก็ยังรู้สึกรักมันอยู่ดี


พอเดินมาถึงหน้าบ้าน เธอก็เจอกับยายหลิวที่ถือกระบุงยืนรออยู่ ดูเหมือนกำลังรอเธออยู่พอดี


“แม่ของเหวินซิน ขอบคุณที่ช่วยชีวิตหลานชายของฉัน และขอบคุณที่นำน้ำมาสู่หมู่บ้านของเรา นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆของฉัน ขอให้คุณรับไว้เถอะ”


ตอนนี้ในสายตาของยายหลิว สวี่เหมียวเหมียวคือคนที่มีบุญวาสนา เสื้อผ้าที่เธอใส่สะอาดเรียบร้อย ใบหน้ากลมอวบเวลายิ้มก็ดูน่ามอง


ที่สำคัญที่สุด ตอนนี้ยายหลิวมองสวี่เหมียวเหมียวผ่านตัวกรองแห่งความชื่นชม ถ้าใครกล้าพูดไม่ดีเกี่ยวกับเธอ ยายหลิวคงพร้อมจะทะเลาะทันที


สวี่เหมียวเหมียวมองลงไปในกระบุง ข้างในเต็มไปด้วยผักหลากชนิด และยังมีไข่ไก่กับไข่เป็ดหลายฟอง


“ยายหลิว ของพวกนี้ฉันรับไม่ได้ ยายเลี้ยงยู่หางลำบากอยู่แล้ว ฉันจะเอาของยายได้อย่างไร”


ถ้าเป็นของจากคนอื่นในหมู่บ้าน เธออาจรับไว้ก็ได้ แต่ของจากยายหลิว เธอรับไม่ลงจริงๆ


ยายหลิวใช้ชีวิตทั้งชีวิตกับหลานชายเพียงคนเดียว ชีวิตลำบากมาตลอด


ลูกชายเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม ลูกสะใภ้ก็หนีไป ตอนแก่ตัวจึงต้องพึ่งหลานชายวัยสิบสองปี


พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวไม่ยอมรับ ยายหลิวก็ร้อนใจ เธอวางกระบุงลง แล้วรีบวิ่งหนีทันที พร้อมตะโกน


“ฉันไม่เอากระบุงแล้ว! ถ้าเธอไม่รับ ฉันจะเอามาให้ทุกวัน!”


สวี่เหมียวเหมียวมองแผ่นหลังของยายหลิวที่วิ่งจากไป แล้วถอนหายใจ


“อายุตั้งขนาดนั้น สุขภาพยังดีจริงๆ วิ่งเร็วขนาดนี้”


สุดท้ายเธอจึงต้องยกกระบุงเข้าบ้าน เธอเอาผักและไข่ออกมา 


ตอนเย็นเธอจึงนึ่งซาลาเปาไส้หมูกับผักกาดขาวหม้อหนึ่ง เธอหยิบออกมาเจ็ดแปดลูก ใส่กระบุงสะอาด แล้วให้หลิวเหวินเล่อเอาไปส่ง


“เอาไปให้ยายหลิว วางของแล้วก็กลับมาเลย”


หลิวเหวินเล่อทำภารกิจสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ยายหลิวได้ยินเสียงเรียกก็คิดว่าเขาจะเอาของที่เธอให้ไปคืน จึงรีบถือกระบุงวิ่งตามออกไป


แต่พอหยุดพักแล้วเปิดดู ก็พบว่าข้างในเต็มไปด้วยซาลาเปาลูกโตเท่าชาม ดวงตาของเธอร้อนผ่าว จนเกือบร้องไห้ออกมา


ระหว่างเดินกลับบ้าน เธอเอาแต่พูดซ้ำๆ


“แม่ของเหวินซินเป็นคนดีจริงๆ!”


ตอนเย็น ยายหลิวกับหลิวยู่หางนั่งกินซาลาเปาด้วยกัน พอกัดเข้าไปถึงรู้ว่า เป็นซาลาเปาไส้หมู 


ทั้งสองกินไป น้ำตาก็ไหลไป


“ต่อไปต้องปฏิบัติดีกับป้าสวี่นะ ห้ามกินซาลาเปาเนื้อของบ้านป้าสวี่ฟรีๆ”


หลิวยู่หางพยักหน้าทั้งน้ำตา


ตั้งแต่พ่อแม่ของเขาจากไป ก็ไม่มีใครดูแลเขากับยายดีขนาดนี้อีกแล้ว


ทางฝั่งบ้านของสวี่เหมียวเหมียว เธอให้หลิวเหวินซินเอาซาลาเปาไปส่งบ้านใหญ่สี่ลูก


หลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงยิ่งรู้สึกพอใจลูกสะใภ้คนที่สามมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงดูแลหลานๆดีเท่านั้น แต่ยังเอาอาหารมาให้พวกเขาเป็นระยะระยะ


แม้แต่ลูกชายแท้ๆของพวกเขา ก็ยังไม่กตัญญูเท่านี้เลย


บทที่ 28: ไปในเมือง


ทั้งสองคนกินซาลาเปาไส้หมูไป พลางรู้สึกสะเทือนใจไปด้วย


“ผู้ใหญ่บ้านยัง.ยกที่ดินรกร้างให้ครอบครัวของลูกสะใภ้สามมากกว่ายี่สิบหมู่กับเนินเขาเล็กๆอีกลูกหนึ่งด้วย ถ้ามีเวลา เธอก็พาลูกชายคนโตกับคนที่สองไปช่วยงานหน่อยนะ ครอบครัวของลูกสะใภ้สามคงทำคนเดียวไม่ไหว ที่ดินรกร้างพวกนั้นไม่ใช่จะจัดการง่ายๆ”


“เข้าใจแล้ว”


หลิวเต๋อซิงตอบทันที เรื่องนี้เขาไม่มีความเห็นคัดค้านเลย


แต่ในใจของเขากลับคิดว่า ถ้าไปช่วยงานให้ลูกสะใภ้สาม อีกฝ่ายต้องเชิญพวกเขากินข้าวแน่นอน


ช่วงนี้หลังจากได้กินอาหารที่ลูกสะใภ้สามทำอยู่หลายครั้ง เขาก็เริ่มอยากกินอาหารฝีมือเธออีกสักมื้อ แต่เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ จะเปิดปากขอกินก็คงไม่เหมาะ


หลังจากสวี่เหมียวเหมียวกินข้าวเย็นกับลูกๆเสร็จ และเห็นว่าลูกชายกำลังอาบน้ำกันอยู่ เธอก็หยิบเสื้อใหม่อีกสามตัวที่เพิ่งเย็บเสร็จออกมา


เสียงโห่ร้องดีใจดังขึ้นทันที


ส่วนตัวเธอเองไม่สนใจความดีใจของลูกๆเท่าไรนัก กลับเข้าห้องไปนอนพักทันที


คนที่มีความสุขที่สุดคือหลิวเหวินเล่อ ช่วงเวลานี้สำหรับเขา ทุกวันเหมือนความฝัน ไม่เพียงแต่อิ่มท้อง แต่ยังได้กินของดีๆ แถมยังมีเสื้อผ้าใหม่ให้ใส่


ทุกคืนก่อนหลับ เขามักยิ้มอย่างมีความสุข 


เขาถึงกับอธิษฐานกับสวรรค์ว่า ถ้านี่คือความฝัน ขอให้ความฝันนี้ยาวนานขึ้นอีกหน่อย ดีที่สุดถ้ายาวไปตลอดชีวิต


วันรุ่งขึ้น


ก่อนจะกินข้าวเช้า หลิวเต๋อซิงก็รีบมาหาสวี่เหมียวเหมียว


หลังจากบอกจุดประสงค์แล้ว เขาก็มองเธอด้วยสายตาคาดหวัง


สวี่เหมียวเหมียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปฏิเสธ


“พ่อคะ ตอนนี้ฉันยังไม่ได้คิดเลยว่าจะจัดการที่ดินรกร้างพวกนั้นยังไง ถ้าตัดสินใจได้แล้ว ฉันจะขอให้พ่อมาช่วยแน่นอนค่ะ”


“ได้”


หลิวเต๋อซิงดูผิดหวังเล็กน้อย ความหวังที่มีอยู่เมื่อครู่สลายไปทันที เขากำลังจะเดินออกไป แต่สวี่เหมียวเหมียวก็เรียกเขาไว้


“พ่อคะ อยู่กินข้าวเช้าก่อนสิ”


หลิวเต๋อซิงตัวแข็งไปทั้งตัว เขาพยายามกดความดีใจในใจไว้ แล้วพูดอย่างเกรงใจ


“แบบนี้จะดีหรือ?”


“ไม่มีอะไรไม่ดีหรอกค่ะ ก็แค่ซาลาเปา โจ๊ก ข้าวกับผักดองเท่านั้น ขอแค่พ่อไม่รังเกียจก็พอ”


“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ”


ในใจของหลิวเต๋อซิง ต่อให้เป็นผักดอง ฝีมือลูกสะใภ้สามก็ยังอร่อยกว่าที่ขายข้างนอก เขาจึงนั่งกินข้าวเช้าอย่างมีความสุข


เดิมทีคิดว่าวันนี้คงเริ่มต้นด้วยอารมณ์ดี แต่พอกลับถึงบ้าน หลี่หงอิงก็ลากหูเขาเข้าห้องทันที


“ฉันให้ไปช่วยทำงาน แต่เธอดีจริงๆ งานยังไม่ทันทำ ก็ไปกินข้าวก่อนแล้ว


ลูกสะใภ้สามต้องเลี้ยงลูกชายตั้งสี่คนคนเดียว มันง่ายหรือไง! แกอายุปูนนี้แล้วยังไปกินฟรีอีก ไร้ยางอายจริงๆ!”


หลี่หงอิงด่าเขาอยู่พักใหญ่ ยิ่งด่ายิ่งโมโห จนเกือบจะลงไม้ลงมือ


หลิวเต๋อซิงรีบรับปากว่าจะไม่ไปกินฟรีอีก หลี่หงอิงจึงยอมปล่อย


หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวก็ขึ้นเกวียนวัว


ใช่แล้ว วันนี้เธอจะไปตลาด


ข้าวในบ้านเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว งานในนาเธอก็ช่วยอะไรไม่ได้


ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอคิดมาตลอดว่าจะหาเงินอย่างไรดี แต่คิดอยู่หลายวันก็ยังไม่มีไอเดีย สุดท้ายสวี่เหมียวเหมียวจึงตัดสินใจไปตลาด เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ


เมื่อมาถึงถนนในตลาด เธอก็เดินดูไปเรื่อยๆ


ไอเดียมากมายผุดขึ้นมาในหัว แล้วก็ถูกปฏิเสธไปทีละอย่าง สุดท้ายสวี่เหมียวเหมียวเริ่มรู้สึกหมดหวัง และกำลังจะกลับ


ตอนเดินผ่านร้านขนมร้านหนึ่ง เธอก็เดินเข้าไปตั้งใจจะซื้อบิสกิตให้ลูกๆ ส่วนตัวเธอเองกำลังอยากกินขนมปังนุ่มๆ กับเค้กครีมหวาน


แต่เมื่อมองดูรอบร้าน กลับไม่เห็นขนมปังที่มีเนยเลย


ในตอนนั้นเอง สวี่เหมียวเหมียวก็เห็นโอกาสทางธุรกิจ


เธอไม่รู้ว่าเมืองใหญ่มีขนมแบบนี้หรือไม่ แต่แค่รู้ว่า อำเภออันเหอไม่มี ก็เพียงพอแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวแอบซื้อเอแคลร์จากระบบมากินสองสามชิ้น เธอกินไปเดินไป สนองความอยากของตัวเอง


แต่ของพวกนี้เอากลับบ้านไปอธิบายกับลูกๆยาก ไว้เธอทำเองเมื่อไร ค่อยให้ลูกชายได้กิน


หลังจากเดินตลาดต่ออีกพักหนึ่ง เธอก็ซื้อของกินของใช้จำนวนมาก แล้วกลับไปขึ้นเกวียนวัว


ตอนนั้นเองเธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ถ้าอยากทำขนมปังหรือขนมพวกนี้ ยังขาดของสำคัญอย่างหนึ่ง


เตาอบ!


ดูเหมือนเธอจะต้องหาเวลาไปในเมืองสักครั้ง ถึงแม้ในเมืองจะไม่มีขาย อย่างน้อยเธอก็ยังมีเหตุผลจะเอาเตาอบกลับมา


สวี่เหมียวเหมียวเป็นคนที่ตัดสินใจแล้วก็ลงมือทันที ตอนกินข้าวเที่ยง เธอจึงบอกลูกๆว่าจะไปเมืองจิงหนิง


นี่ไม่ใช่การปรึกษา แต่เป็นการแจ้งให้ทราบ


ลูกชายทั้งสี่มองหน้ากัน ไม่รู้จะพูดอะไร


สถานที่ที่ไกลที่สุดที่พวกเขาเคยไปก็คือ ‘ตัวอำเภอ’ ส่วนเมืองนั้นไกลมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านแทบไม่มีใครไป บางคนใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านหลิวเจียทั้งชีวิต ไม่เคยออกไปไหนเลย


“แม่ ทำไมจู่ๆถึงจะไปเมืองล่ะ?”


หลิวเหวินเล่อถามอย่างสงสัย


“แม่จะไปทำธุรกิจ แต่ต้องไปซื้อเครื่องมืออย่างหนึ่ง อำเภอไม่มีขาย แม่เลยต้องไปดูที่เมือง”


ในอนาคต เธอคงต้องให้ลูกชายมาช่วยทำธุรกิจด้วย


“แล้วแม่จะกลับมาเมื่อไร?”


“เร็วที่สุดหนึ่งวัน ช้าที่สุดสองวัน”


สวี่เหมียวเหมียวเองก็ไม่แน่ใจ เพราะเจ้าของร่างเดิมไม่เคยไปเมืองจิงหนิง เธอจึงไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเดินทางเท่าไร


“ครับ”


ลูกชายทั้งสี่ดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่อาหารที่ชอบก็ยังแทบไม่แตะ


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกงงเล็กน้อย เธอแค่จะไปแค่หนึ่งหรือสองวันเอง 


ไม่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีแม่ ทำไมถึงทำหน้าเหมือนโลกจะแตก


“ตอนแม่ไม่อยู่ เหวินซินกับเหวินเส้าดูแลงานในนา เหวินจุนไปตัดฟืน เหวินเล่อไปตัดหญ้าเลี้ยงกระต่าย หิวก็ทำกับข้าวกินเอง ข้าว แป้ง แล้วก็ผักอยู่ในครัว อยากกินอะไรก็ทำกินเอง”


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าตัวเองเริ่มพูดมากเหมือนหญิงแก่ แค่ไปหนึ่งสองวันเอง ทำไมต้องอธิบายเยอะขนาดนี้


ช่วงบ่ายวันนั้น หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเส้าทำงานในนาอย่างเหม่อลอย


“พี่ใหญ่ พี่คิดว่าแม่ไปเที่ยวเมืองจริงๆไหม?”


“น่าจะใช่”


“แล้วถ้าแม่ไม่กลับมาเหมือนครั้งก่อนล่ะ?”


หลิวเหวินเส้ายังจำได้ลางๆ ตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ แม่เคยโกหกพวกเขาว่าจะไปตลาดซื้อขนม แต่จริงๆแล้วหนีไปกับผู้ชายจากหมู่บ้านสวี่เจีย สุดท้ายพ่อไปตามตัวกลับมา


เรื่องนี้แทบไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ แม้แต่ปู่กับย่าก็ไม่รู้ พ่อยังสั่งไม่ให้พวกเขาบอกใคร


เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น ความหวาดกลัวก็ผุดขึ้นในใจหลิวเหวินซินทันที มือที่จับเครื่องมือสั่นเล็กน้อย


“เป็นไปไม่ได้หรอก แม่คงไม่ทิ้งพวกเรา”


คำพูดนี้เหมือนพูดกับน้องชาย แต่ก็เหมือนพูดกับตัวเอง


ถึงอย่างนั้น ความกลัวในใจเขาก็ยังควบคุมไม่ได้


ถ้าแม่ไม่กลับมา และพ่อก็ไม่อยู่แล้ว พวกเขาจะไปตามแม่กลับมาได้เหมือนครั้งก่อนหรือ?


หลิวเหวินซินรู้สึกเหมือนหัวใจพังทลาย แต่ก็ยังมีเสียงหนึ่งในใจบอกเขาว่า แม่จะไม่ทำแบบนั้นอีก


รุ่งเช้าวันถัดมา ก่อนฟ้าจะสาง สวี่เหมียวเหมียวก็ออกเดินทางพร้อมกระเป๋าใบเล็ก


นอกจากลูกชายทั้งสี่แล้ว ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ว่าเธอกำลังจะไปเมืองจิงหนิง


เธอมาถึงตัวอำเภอ แล้วบอกลุงหนิวให้ไปทำธุระของเขาได้เลย ไม่ต้องรอเธอ


จากนั้นเธอก็เดินตรงไปยังสถานีรถโดยสาร


บทที่ 29: ร้านสวี่จี้กับร้านหลิวจี้


สวี่เหมียวเหมียวสอบถามเส้นทางตลอดทาง เปลี่ยนรถเมล์หลายต่อหลายครั้ง กว่าจะมาถึงตัวเมืองได้ก็เกือบบ่ายสองโมงแล้ว


เธอไม่สนใจจะดูสภาพแวดล้อมรอบตัว รีบวิ่งตรงไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่งทันที


เธอรู้ดีว่าตัวเองเมารถ เวลานั่งรถจึงไม่กล้ากินอะไรเลย แม้แต่น้ำยังแทบไม่กล้าดื่ม ใครจะไปรู้ว่าตลอดทางที่ผ่านมานานขนาดนั้น เธอทนมาได้อย่างไร


ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ตอนนี้ในที่สุดก็ลงจากรถและได้กินข้าวเสียที


“เถ้าแก่ ขอหมี่เย็นหนึ่งชาม ไม่ใส่ผักชี!”


อู้วว…


สวี่เหมียวเหมียวถือชามหมี่เย็นใหญ่ๆไว้ในมือ จนแทบจะร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง


พอกินไปได้กว่าครึ่งชาม เธอก็รู้สึกเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง


ร้านก๋วยเตี๋ยวในเมืองนี่อร่อยจริงๆ ทั้งสี กลิ่น และรสชาติ ครบถ้วน เป็นรสชาติที่เธอชอบมาก


ในวันที่อากาศร้อนจัดแบบนี้ ได้กินหมี่เย็นสักชาม สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก


หลังจากกินหมดหนึ่งชาม เธอก็เหมือนฟื้นพลังเต็มที่ เธอถามเจ้าของร้านถึงที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า แล้วรีบเดินไปทันที


เมืองใหญ่นั้นพัฒนาไปมากกว่าอำเภอจริงๆ แม้จะไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่สินค้าที่ขายในห้างก็หลากหลายกว่ามาก


สวี่เหมียวเหมียวตรงไปยังแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า เธอเดินดูอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่พบว่ามีเตาอบขายเลย จนถึงหกโมงเย็น เธอเดินดูหลายห้างแล้วก็ยังหาไม่เจอ


สวี่เหมียวเหมียวถอนหายใจ ดูเหมือนจะต้องซื้อจากระบบเท่านั้นแล้ว เธอจึงหาที่พักเล็กๆแห่งหนึ่ง จัดการเข้าพักก่อน แล้วค่อยออกไปหาอะไรกิน


หลังจากกินข้าว อาบน้ำเสร็จ เธอก็ล้มตัวลงนอนทันที ความเหนื่อยล้าทั้งหมดในร่างกายค่อยๆคลายลงในคืนเดียว


เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่เหมียวเหมียวตื่นเพราะความหิว แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือ เธอพบว่ากล้ามเนื้อทั่วร่างปวดระบมไปหมด เหมือนถูกล้อรถทับผ่าน


เธอต้องพยายามอยู่หลายครั้ง กว่าจะลุกขึ้นจากเตียงได้


“โอย… แย่กว่าตอนวิ่ง800เมตรตอนเรียนอีก”


หลังจากล้างหน้าแปรงฟันง่ายๆแล้ว เธอก็กลับไปนอนบนเตียงอีกครั้ง เธอเลิกคิดจะซื้อเตาอบในเมืองแล้ว


เพราะห้างใหญ่ทุกแห่งไม่มีขาย แปลว่ามีโอกาสที่จะหาได้น้อยมาก หรืออาจไม่มีเลย เธอจึงเปิดระบบร้านค้า แล้วเริ่มเลือกเตาอบที่ดูธรรมดา เรียบง่าย ไม่สะดุดตา เลือกอยู่นาน จึงได้เตาอบที่ดูเหมาะกับยุคสมัยนี้ที่สุด


จากนั้นเธอก็เลือกซื้อชุดลำลองสีฟ้าดำสี่ชุด รองเท้าผ้าใบคนละหนึ่งคู่ ถุงเท้าคนละสี่คู่ และกางเกงในคนละสองตัว


ตอนแรกสวี่เหมียวเหมียวไม่ได้ตั้งใจจะซื้อกางเกงใน แต่พอนึกขึ้นได้ว่า ถ้าแม้แต่แม่แท้ๆอย่างเธอยังไม่ซื้อให้ ก็คงไม่มีใครซื้อให้พวกเขา สุดท้ายจึงซื้อให้หมด


หลังจากนั้นเธอก็เลือกเสื้อแขนสั้นแบบโบราณให้พ่อกับแม่สามีคนละตัว ซึ่งเป็นแบบที่ไม่มีขายในอำเภอ


เมื่อวานเธอเดินดูสินค้าทั้งหมดในห้างจนพอรู้ราคาคร่าวๆ ดังนั้นของกิน ของใช้ และของที่อยากได้หลายอย่าง เธอก็ซื้อจากระบบทั้งหมด


ท้ายที่สุด เธอยังซื้อพัดลมไฟฟ้าแบบเก่าสองตัว 


สิ่งที่ทำให้เธอดีใจที่สุดก็คือ เธอสามารถซื้อเครื่องสำอางและสกินแคร์ที่ชาติก่อนเธอไม่กล้าซื้อ ทั้ง SK-II น้ำตบชื่อดัง โลชั่นระดับแพลตตินัมของเอสเต้-ลอเดอร์ มาสก์หอยทาก เซรั่มขวดดำชื่อดังของลังโคม


สวี่เหมียวเหมียวตื่นเต้นเหมือนเพิ่งค้นพบระบบเป็นครั้งแรก 


เพื่อความปลอดภัยในอนาคต และจะได้ใช้ได้อย่างสบายใจ เธอซื้อขวดพลาสติกขนาดต่างๆจำนวนมาก แล้วเทสกินแคร์แต่ละชนิดลงไป ติดฉลากให้เรียบร้อย


หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เธอก็ซื้อครีมหิมะอีกสิบกว่ากระปุก ก่อนจะปิดระบบ


หลังจากซื้อของเสร็จ เธอก็กินอะไรเล็กน้อย แล้วนอนต่อจนถึงเที่ยง


ช่วงบ่าย เธอออกไปสำรวจตลาดขนม ร้านขนมส่วนใหญ่ขายขนมแบบโบราณ เนื้อขนมแข็งๆไม่เหมือนเค้กครีมสมัยใหม่เลย


การค้นพบนี้ทำให้สวี่เหมียวเหมียวตื่นเต้นมาก นั่นหมายความว่า ตอนนี้คือโอกาสทองที่เธอจะเข้ายึดตลาด


เธอเดินไปอีกพักหนึ่ง จากระยะไกล เธอเห็นป้ายร้านใหญ่ “ร้านขนมหลิวจี้เก่าแก่”


เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆรอบๆแล้ว ดูหรูหรากว่าเล็กน้อย สวี่เหมียวเหมียวจึงเดินเข้าไป บางทีอาจจะพบอะไรใหม่ๆ


แต่ทันทีที่เธอเดินเข้าไป พนักงานขายก็เหลือบมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเผยสีหน้าดูถูก


สวี่เหมียวเหมียวไม่มีเวลามาทะเลาะกับคนแบบนี้ เธอเดินดูรอบร้าน พบว่าขนมที่นี่ดูดีกว่าร้านเล็กๆข้างนอกเล็กน้อย บรรจุภัณฑ์ก็ดูหรูหรากว่า และมีขนมบางชนิดที่ร้านอื่นไม่มี แต่ก็ยังไม่ดึงดูดใจเธอ


เธอส่ายหน้า เตรียมจะเดินออก แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดอย่างเหยียดหยามดังขึ้น


“ถ้าซื้อไม่ไหวก็อย่าเข้ามา ดูท่าทางบ้านนอกของเธอสิ ระวังจะทำของในร้านพังแล้วจ่ายไม่ไหว”


ผู้หญิงคนหนึ่งที่โหนกแก้มสูง สีหน้าร้ายกาจ ยืนกอด.อกมองเธออย่างหยิ่งผยอง


สวี่เหมียวเหมียวยกมือขึ้นเหมือนจะตบหน้าเธอ


“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันซื้อไม่ไหว ตาหมาแท้ๆ เรียกคนที่ดูแลร้านออกมา”


ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะเยาะ แล้วเอาหน้าเข้ามาใกล้


“โอ๊ย จะตบฉันเหรอ มาเลย หน้าฉันอยู่นี่ กล้าตบก็ลองดูสิ”


ท่าทางยียวนจนคนเห็นแล้วอยากตบจริงๆ


เพี๊ยะ!


เสียงตบดังสนั่นในร้าน


“ฉันไม่ได้อยากตบเธอหรอก แต่เธออ้อนวอนให้ฉันตบเอง นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันเจอคนแบบเธอ”


สวี่เหมียวเหมียวลดมือลง แล้วถอยหลังสองก้าว มองเธออย่างงงๆ


“อ๊าย! แกกล้าตบฉันเหรอ นังอ้วนบ้า วันนี้ฉันไม่ปล่อยแกแน่!”


ผู้หญิงคนนั้นโกรธจัด พุ่งเข้าใส่สวี่เหมียวเหมียว แต่ร่างเล็กของเธอจะไปสู้สวี่เหมียวเหมียวได้อย่างไร


ไม่กี่ท่า เธอก็ถูกกดลงกับพื้น


“เธอนี่จริงๆเลย ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ถ้ายังทำแบบนี้อีก ฉันจะโกรธจริงๆนะ”


สวี่เหมียวเหมียวยกมือขึ้นเตือน


“หยุด!”


ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ดูเหมือนจะเป็นคนดูแลร้าน


เขารีบเข้ามาจะดึงสวี่เหมียวเหมียวออก แต่เธอไม่ยอมให้แตะตัว เธอลุกขึ้นเองแล้วปัดฝุ่นบนเสื้อ


“คุณเป็นใคร?”


ชายคนนั้นช่วยพยุงผู้หญิงขึ้น แล้วจ้องเธออย่างไม่พอใจ


“ผมคือเจ้าของร้านหลิวจี้ หลิวจื้อเฉียง คุณมาสร้างเรื่องในร้านผม แถมยังทำร้ายพนักงาน ตอนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นผมจะแจ้งตำรวจ”


“คุณจะเข้าข้างคนของตัวเองงั้นเหรอ?”


สวี่เหมียวเหมียวหรี่ตา เธอมองออกว่าผู้ชายคนนี้กับผู้หญิงคนนั้นต้องมีความสัมพันธ์พิเศษ


เธอเพิ่งมาถึงเมือง ไม่คุ้นเคยกับที่นี่ จึงไม่อยากปะทะตรงๆ


“พวกคุณรังแกคน!”


สวี่เหมียวเหมียวทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ปิดปากแล้ววิ่งออกจากร้าน


เธอวิ่งไปยังฝั่งตรงข้ามถนน พอดีกับที่เห็นร้านหนึ่งชื่อ “ร้านขนมสวี่จี้เก่าแก่”


สวี่เหมียวเหมียวปรับสีหน้า กลับมายิ้มอย่างสุภาพ แล้วเดินเข้าไป


ทันทีที่เข้าไป ก็มีคนเข้ามาต้อนรับอย่าง.อบอุ่น พร้อมแนะนำขนมต่างๆอย่างละเอียด


แค่ท่าทีแบบนี้ สวี่เหมียวเหมียวก็ซื้อขนมไปหลายห่อ


“ขอบคุณมากนะคะ” เธอไม่ได้คาดหวังอะไร แต่กลับได้รับประสบการณ์ที่ดีมากจากร้านนี้


“ไม่เป็นไรครับ ผมคือเจ้าของร้านสวี่จี้ ชื่อสวี่เฉิง ยินดีต้อนรับคุณในครั้งหน้า”


เพราะคำว่า ‘เจ้าของร้าน’ สวี่เหมียวเหมียวจึงมองเขาอีกสองครั้ง


เขาเป็นชายหน้าตาสุภาพ บุคลิกอ่อนโยน เหมาะกับการทำธุรกิจ ไม่เหมือนหลิวจื้อเฉียงเลย


สวี่เหมียวเหมียวถือขนมหลายห่อออกจากร้าน เมื่อกลับถึงที่พักก็เกือบห้าโมงเย็นแล้ว


เธอตัดสินใจพักที่นี่อีกคืน แล้วเช้าพรุ่งนี้ค่อยกลับหมู่บ้านหลิวเจีย


บทที่ 30: ของขวัญ


ในขณะที่สวี่เหมียวเหมียวกำลังนั่งรถโดยสารกลับมา หมู่บ้านหลิวเจียที่เคยสงบก็เริ่มไม่สงบขึ้นมา


ช่วงเวลาอาหารเย็น ชาวบ้านมักจะถือชามข้าวออกมานั่งกินใต้ต้นไม้ใหญ่กลางหมู่บ้าน พูดคุยเรื่องราวของแต่ละบ้านกันอย่างสนุกสนาน


“จริงสิ ทำไมฉันรู้สึกว่าไม่ได้เห็นแม่ของเหวินซินมาหลายวันแล้วนะ?”


ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดขึ้นมา


แต่ทันทีที่มีคนเอ่ยถึง ทุกคนก็เพิ่งตระหนักว่า หลายวันแล้วจริงๆที่ไม่เห็นเธอ


พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เริ่มลุกลามทันที


บางคนยิ่งพูดยิ่งเกินจริง โดยเฉพาะหม่าเยี่ยนที่เหมือนได้หัวข้อใหม่ในการนินทา


“แม่ม่ายสวี่คงหนีไปกับผู้ชายแล้วล่ะ!”


คำพูดนี้เหมือนฟ้าผ่ากลางฝูงชน


“แม่ม่ายหม่า อย่าพูดมั่วสิ บางทีแม่ของเหวินซินอาจกลับบ้านแม่ก็ได้”


“ใช่ๆ เรื่องแบบนี้พูดมั่วไม่ได้ ถ้าแม่ของเหวินซินได้ยินเข้า เธอจะซวยเอานะ”


“ฉันว่าเธอไม่น่าจะเป็นคนแบบนั้น อาจจะมีธุระก็ได้”


เพราะเรื่องน้ำที่เธอช่วยหมู่บ้านไว้ คนส่วนใหญ่จึงเริ่มมองสวี่เหมียวเหมียวในแง่ดีขึ้น


หม่าเยี่ยนสายตาไว มองเห็นหลิวเหวินซินที่กำลังเดินผ่านพอดี เธอรีบลากเขาเข้ามาทันที


“เหวินซิน แม่ของเธอกลับบ้านแม่หรือเปล่า?”


หลิวเหวินซินเห็นคนจำนวนมากจ้องมองตัวเอง ก็รู้สึกประหม่า แต่เขาก็ส่ายหัว


หม่าเยี่ยนได้คำตอบที่ต้องการทันที เธอยิ้มอย่างมั่นใจ


“เห็นไหม! ฉันบอกแล้วว่าแม่ม่ายสวี่ต้องหนีไปกับผู้ชายแน่!”


หมาจวีซึ่งทนเห็นน้องสาวตัวเองทำท่าอวดดีไม่ไหว และก็ไม่เชื่อว่าสวี่เหมียวเหมียวจะทำแบบนั้น จึงถามต่อ


“เหวินซิน แม่ของเธอไปทำธุระใช่ไหม?”


หลิวเหวินซินรีบพยักหน้า


“แม่ไปเมือง ไปซื้อเตาอบครับ น่าจะใกล้กลับแล้ว”


เขาพยายามทำตัวสงบ แต่ในใจกลับวุ่นวายอย่างมาก


แม่บอกว่าจะกลับภายในสองวัน แต่ตอนนี้วันที่สามแล้ว พอหม่าเยี่ยนพูดแบบนั้น เขายิ่งรู้สึกไม่สบายใจ


“เหลวไหล! ไปซื้อของอะไรถึงต้องไปเมืองกัน ฉันว่าแม่ม่ายสวี่หนีไปกับผู้ชายแน่ๆ บนถนนก็มีของขายตั้งเยอะ”


หม่าเยี่ยนไม่เชื่อเด็ดขาด


“ด้วยนิสัยของแม่ม่ายสวี่ ถ้าเธอหนีไปกับผู้ชายแล้วล่ะก็ คงไม่กลับมาอีกแน่ ฉันพูดไว้ตรงนี้เลย ไม่เชื่อก็คอยดู!”


ทันทีที่หม่าเยี่ยนพูดจบ


เพี๊ยะ!


เสียงตบดังสนั่น ชามข้าวในมือของเธอกระเด็นหลุด


หลี่หงอิงเพิ่งเดินมาถึงพร้อมชามข้าวในมือ พอได้ยินหม่าเยี่ยนใส่ร้ายลูกสะใภ้คนที่สาม เธอก็โมโหจนแทบอยากเอามูลสัตว์ยัดปากอีกฝ่าย


“แม่ม่ายหม่า คิดว่าบ้านฉันไม่มีคนหรือไง วันนี้ฉันจะสอนบทเรียนให้คนปากเสียอย่างเธอ!”


หลี่หงอิงยัดชามข้าวใส่มือหลิวเหวินซิน แล้วพุ่งเข้าใส่หม่าเยี่ยนทันที


เธอใช้มือหยิกเนื้ออีกฝ่ายไม่ยั้ง หยิกเหมือนของไม่ต้องใช้เงิน


หม่าเยี่ยนร้องโหยหวนเสียงดัง


หลี่หงอิงเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องปากจัดในหมู่บ้าน แทบไม่มีใครกล้ายุ่งกับเธอ แม้หม่าเยี่ยนจะร้องโวยวาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม


หลังจากหยิกไปทั่วตัวแล้ว หลี่หงอิงก็ลากหลิวเหวินซินกลับบ้าน


เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็มองหลิวเหวินซินอย่างจริงจัง


“แม่ของเธอไปไหนกันแน่?” 


หลิวเหวินซินเหมือนเจอที่พึ่ง


“แม่ไปเมืองครับ บอกว่าจะกลับไม่เกินสองวัน แต่ตอนนี้สามวันแล้ว ย่า… แม่จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” พูดจบเขาก็ร้องไห้ออกมา


ความกดดันที่เขาเก็บไว้ทั้งวันระเบิดออกมาในตอนนี้ เขาไม่กล้าร้องไห้ต่อหน้าน้องๆทั้งสาม จึงฝืนมาตลอด


หลี่หงอิงมองหลานชายตัวโตที่ร้องไห้เหมือนเด็ก ใจก็อ่อนลง


“เอาล่ะ ไม่ต้องร้องแล้ว แม่ของเธออาจเจอเรื่องระหว่างทาง เดี๋ยวก็กลับมา”


แต่ในใจเธอก็ไม่แน่ใจ นิสัยของลูกสะใภ้คนที่สามตอนนี้ไม่น่าจะทำแบบนั้น แต่ลูกสะใภ้คนที่สามเมื่อก่อน ทำได้แน่นอน


ถ้าเธอกลับไปเป็นเหมือนเดิมล่ะ?


ขณะที่หลี่หงอิงกำลังคิดฟุ้งซ่าน เสียงอ่อนโยนก็ดังขึ้น


“แม่ เหวินซิน? ทำไมมายืนอยู่หน้าประตูกันล่ะ?”


สวี่เหมียวเหมียวแบกถุงใบใหญ่ เดินมาถึงหน้าบ้านอย่างเหนื่อยหอบ


หลิวเหวินซินตัวสั่นทันที เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เขาหันกลับไป น้ำตาเอ่อเต็มตา


“แม่! แม่กลับมาแล้ว!”


ก่อนที่สวี่เหมียวเหมียวจะทันเห็นหน้าลูกชายคนโต ก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามากอด


เธอรีบระวังถุงในมือทันที เพราะของข้างในห้ามตกแตก


หลี่หงอิงยิ้มอย่างโล่งใจ


“ลูกสะใภ้สาม ในที่สุดเธอก็กลับมา เข้าไปพักก่อนเถอะ”


ในบ้าน เด็กสามคนได้ยินเสียง ก็วิ่งออกมาเร็วกว่าอะไรทั้งหมด ราวกับวาร์ปมาปรากฏตัวตรงหน้าสวี่เหมียวเหมียว


หลิวเหวินซินรีบปล่อยมืออย่างเขินๆ แล้วแบกถุงใบใหญ่เข้าไปในบ้าน


สวี่เหมียวเหมียวเข้าไปในห้องโถง หลิวเหวินจุนที่เดินตามมาทีหลังปิดประตูบ้าน


พอเธอเพิ่งนั่งลง หลิวเหวินซินก็เอาน้ำมาให้ทันที เธอดื่มหมดในครั้งเดียว แล้วถอนหายใจยาว


“แม่ แม่บอกว่าจะกลับไม่เกินสองวัน ทำไมถึงไปนานจัง?” หลิวเหวินเล่อกอดขาเธอแล้วถามออดอ้อน


คำถามนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากรู้


สวี่เหมียวเหมียวมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใย หัวใจก็อุ่นขึ้น


“แม่จะขายขนมปัง ก็เลยอยู่ในเมืองดูตลาดเพิ่มอีกวัน เลยกลับช้าไปหน่อย แต่แม่ซื้อของขวัญมาให้ทุกคนด้วยนะ”


ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ของขวัญ’ เด็กๆก็แทบจะดีใจจนลอยขึ้นฟ้า


สวี่เหมียวเหมียวเปิดถุงใบใหญ่ หยิบกล่องกระดาษสามกล่องออกมาก่อน จากนั้นหยิบเสื้อผ้าห่อใหญ่ แล้วโยนให้หลิวเหวินซิน


“ลูกคนโต เอาเสื้อผ้าไปแบ่งให้ทุกคน คนละชุด ถุงเท้าคนละสี่คู่ กางเกงในคนละสองตัว”


จากนั้นเธอก็หยิบรองเท้าอีกถุงหนึ่งให้หลิวเหวินเส้า


“รองเท้าคนละคู่ ลองดูว่าใส่พอดีไหม”


เด็กๆมองเสื้อผ้าใหม่ด้วยความดีใจจนแทบบ้า กอดไว้แน่นไม่อยากปล่อย แทบอยากจูบมัน


“แม่ ทำไมซื้อเสื้อแขนยาวมาให้พวกเรา ทั้งที่ตอนนี้หน้าร้อน?”


หลิวเหวินจุนถามอย่างสงสัย


“เสื้อหน้าร้อนพวกเธอก็พอแล้ว แม่เห็นว่ามันลดราคาเลยซื้อมา ตอนนี้หน้าร้อนคงอีกไม่นานแล้ว เก็บไว้ใส่ตอนอากาศเย็นก็ได้”


พูดจบ สวี่เหมียวเหมียวก็หยิบถุงเล็กอีกใบยื่นให้หลี่หงอิง


“แม่คะ นี่เสื้อแขนสั้นที่ฉันซื้อให้แม่กับพ่อ ลองดูว่าสีและแบบถูกใจไหม”


หลี่หงอิงตกใจจนพูดไม่ออก


ส่วนใหญ่คนทั่วไป ปีหนึ่งซื้อเสื้อผ้าได้สักชุดก็ถือว่าดีแล้ว แต่ลูกสะใภ้คนที่สามกลับซื้อมาเยอะขนาดนี้ แถมยังมีของสำหรับเธอกับสามีอีก


หลี่หงอิงเริ่มรู้สึกเกรงใจ เธอไม่ยอมรับ


“ฉันกับพ่อของพวกเธอยังมีเสื้อผ้าใส่ เอาไปให้พ่อแม่ของเธอดีกว่า”


เธอกับสามีต้องทำงานในนาอยู่ทุกวัน ใส่เสื้อใหม่ก็เหมือนทำให้มันเสียเปล่า


จบตอน

Post a Comment

0 Comments