NV002 ep191-205
บทที่ 191: ชายแปลกหน้า
ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่เมี่ยวเมี่ยว เธอคิดว่าตัวเองคงไม่มีวันคิดจะหย่า และคงไม่มีวันตัดใจได้
ยิ่งไม่มีทางมีชีวิตที่มีความสุขและผ่อนคลายอย่างตอนนี้
ใช่แล้ว… ทั้งมีความสุข ทั้งสบายใจ
หลังจากหย่า เธอเอาความสนใจทั้งหมดไปไว้ที่ตัวเองกับลูกชาย ชีวิตเรียบง่าย ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ต้องคอยระแวง คิดมากไปเอง
ไม่ต้องจัดการกับความสัมพันธ์ยุ่งเหยิง และไม่มีผู้หญิงคนอื่นมารบกวนอีก
เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกถึงความสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“กินด้วยกันไหม?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวเอ่ยชวนตามมารยาท
ไม่คิดว่า หวังเฉียงจะยิ้มแล้วตอบตกลง “ได้สิ”
ทำเอาสวี่เมี่ยวเมี่ยวแปลกใจอยู่ไม่น้อย
หวังเฉียงพาหลิวเจิ้งมานั่งตรงข้ามกับสวี่เมี่ยวเมี่ยว แล้วก็สั่งอาหารอย่างรวดเร็ว
“เมี่ยวเมี่ยว พูดตามตรง ฉันควรจะเลี้ยงข้าวเธอดีๆสักมื้อนะ ถ้าไม่ได้เธอ ฉันอาจจะยังหลงงมงายอยู่ก็ได้”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งของอีกฝ่าย ก็พูดตามตรงว่าเธองงไปหมด
นี่พูดประชดหรือเปล่า? หรือกำลังเหน็บแนมเธออยู่?
“เอ่อ… งั้นฉันเลี้ยงเธอก็ได้” สวี่เมี่ยวเมี่ยวยิ้มเก้อๆ
“ฉันบอกว่าจะเลี้ยงก็คือเลี้ยง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันก็คงไม่เห็นธาตุแท้ของหลิวจื้อเฉียง และคงไม่ตัดสินใจหย่ากับเขาเด็ดขาดแบบนี้” หวังเฉียงพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ตอนนี้ฉันใช้ชีวิตได้ดีมาก”
คราวนี้สวี่เมี่ยวเมี่ยวเริ่มเชื่อแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ประชด
หวังเฉียงคนเดิม… แต่บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปมาก
เมื่อก่อนทั้งตัวเต็มไปด้วยความก้าวร้าว ระหว่างคิ้วมักมีความทุกข์เกาะอยู่ตลอด พูดจาแข็งกระด้าง ท่าทางเหมือนอยู่เหนือคนอื่น
แต่ตอนนี้ทั้งคนดูอ่อนโยนลงมาก ถึงขั้นเรียกว่านุ่มนวลได้เลย
บุคลิกทั้งหมดเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“ตอนนี้เธอไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยจริงๆ” สวี่เมี่ยวเมี่ยวเอ่ยอย่างจริงใจ
ที่แท้ การหย่าก็สามารถเปลี่ยนคนได้จริงๆ ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งกลับไปมีหัวใจแบบสาวน้อยอีกครั้ง
“เหรอ ลูกชายฉัน เสี่ยวเจิ้ง ก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน” หวังเฉียงบีบมือน้อยๆอวบๆ ของเด็กชายข้างๆ
เด็กชายยิ้มกว้างอย่างสดใส
“อ้อ จริงสิ ฉันเปลี่ยนนามสกุลให้ลูกแล้วนะ ต่อไปเขาจะชื่อหวังเจิ้ง ใช้นามสกุลฉัน” หวังเฉียงรู้สึกว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต
ลูกที่ตัวเองคลอด ทำไมต้องใช้นามสกุลคนอื่น
เธอกับลูกชายต่างหากคือครอบครัวเดียวกัน เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด
“ว้าว เธอสุดยอดมากเลย” สวี่เมี่ยวเมี่ยว.อดชื่นชมไม่ได้
เธอไม่คิดเลยว่าหวังเฉียงจะเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด และมีความคิดก้าวหน้าแบบนี้
สามารถตื่นรู้ได้ถึงขั้นนี้ นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
พอหวังเฉียงเจอสวี่เมี่ยวเมี่ยว เหมือนได้เปิดก๊อกคำพูด ทุกเรื่องที่คุยได้ก็พูดออกมาหมด
กินข้าวเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็ยังคุยกันต่อ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวจากที่ตอนแรกตกใจ สุดท้ายก็กลายเป็นทอดถอนใจ
บางครั้งผู้หญิงก็ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เห็นภายนอก เมื่อเจอเรื่องจริงๆ พวกเธอกลับเข้มแข็งและแน่วแน่ยิ่งกว่าที่ตัวเองคิดเสียอีก
หลิวจื้อเฉียงกับหวังเฉียงหย่ากันจริงๆแล้ว ลูกถูกตัดสินให้เป็นของหวังเฉียง
จะบอกว่าตัดสินให้ก็ไม่เชิง เพราะหลิวจื้อเฉียงเองก็ไม่ได้คิดจะเอาลูกอยู่แล้ว
เรื่องทรัพย์สิน ส่วนที่แบ่งกันเป็นเงินที่หลิวจื้อเฉียงทำธุรกิจได้ ส่วนเงินของหวังเฉียงเป็นของครอบครัวฝ่ายเธอ เขาอยากแบ่งก็แบ่งไม่ได้
บ้านมีแค่หลังเดียว เพราะเห็นแก่ลูก หลิวจื้อเฉียงจึงยอมสละให้เอง
ไม่มีการแย่งชิง เขาอยากหลุดพ้นจากหวังเฉียงให้เร็วที่สุด ถึงกับยอมเสียสละไม่น้อย
ในตอนแรก หวังเฉียงเสียใจ เสียใจที่เขารีบร้อนจะจากไป ไม่อยากมีความเกี่ยวข้องกับเธออีกแม้แต่นิดเดียว
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกโชคดี
ด้วยสภาพจิตใจในตอนนี้ เมื่อเธอมองหลิวจื้อเฉียง ก็เหมือนมองคนโง่คนหนึ่ง
เพื่อจะหย่ากับเธอ ถึงกับเรียกได้ว่าออกจากบ้านตัวเปล่า
เงินที่เขามีอยู่ก็ไม่ได้มากพอจะใช้ฟุ่มเฟือยได้นาน
พอเงินหมด ดูสิว่าคู่รักลับๆคู่นั้นจะอยู่กันได้นานแค่ไหน
ในฐานะคนที่เคยนอนข้างกันมาหลายปี หวังเฉียงรู้จักนิสัยของหลิวจื้อเฉียงเป็นอย่างดี
เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ตอนนั้นไปชอบเขาได้ยังไง
ทั้งไม่มีเงิน หน้าตาก็ธรรมดา
อาจจะเพราะถูกคำหวานของเขาหลอกเอาก็ได้ ถ้าตอนนั้นเธอฟังคำเตือนของครอบครัวก็คงดี
หวังเฉียงยิ้มแล้วส่ายหัว ตอนนั้นเธอจะไปฟังได้ยังไงกัน
“จริงๆ ฉันอิจฉาเธอนะ สวย หุ่นดี มีลูก มีงาน เธอเป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ฉันเคยเห็นเลย”
ได้ยินมาว่าสวี่เมี่ยวเมี่ยวกับสามีที่เสียชีวิตไปแล้วรักกันมาก ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ สวี่เมี่ยวเมี่ยวก็คงเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในชีวิต
อาศัยความพยายามของตัวเอง ใช้ชีวิตได้ดีขนาดนี้
“ฮ่าๆๆ เธอก็ไม่เลวเหมือนกันนะ” สวี่เมี่ยวเมี่ยวเองก็รู้สึกว่าชีวิตตอนนี้ของเธอดีมาก
“จริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันก็อ้วนเหมือนกันนะ เหมือนจะอ้วนกว่าเธอตอนนี้อีก”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวแตะจมูกตัวเอง
เธอเองก็เคยผ่านช่วงอ้วนมาเหมือนกัน รู้ดีว่าความรู้สึกของคนอ้วนมันทรมานแค่ไหน
ไม่ใช่ทางร่างกาย แต่เป็นทางจิตใจ
“ห๊ะ? เมี่ยวเมี่ยว เธอไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม?” หวังเฉียงไม่อยากเชื่อ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวที่อยู่ตรงหน้า หน้าอกเป็นหน้าอก เอวเป็นเอว
ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ ทำให้ดวงตาดูโตและใส จะเคยอ้วนกว่าเธอได้ยังไง
“เรื่องจริงนะ หลังจากนั้นฉันก็พยายามลดน้ำหนัก ถึงได้ผอมลง” สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูดอย่างจริงจัง
แค่ไปถามคนในหมู่บ้านหลิวเจียสักคนก็รู้
พูดไปแล้ว ตัวเธอในอดีต ไม่ว่าจะรูปร่างหรือนิสัย ก็คล้ายหวังเฉียงอยู่บ้าง
ไม่สิ… ตอนนี้นึกดูแล้ว เหมือนมากจริงๆ
“จริงเหรอ! แล้วเธอลดได้ยังไง สอนฉันได้ไหม?” หวังเฉียงตื่นเต้นขึ้นทันที ดวงตาเล็กๆเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง
ไม่มีคนอ้วนคนไหนไม่อยากผอม ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่อยากสวย
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเล่าขั้นตอนการลดน้ำหนักของตัวเองอย่างละเอียด
หวังเฉียงมั่นใจว่าเธอจำได้หมดแล้ว ทั้งสองจึงแยกกัน
หลักๆก็เพราะหวังเฉียงอยากรีบกลับไปจดทุกขั้นตอน กลัวลืม
“แม่ ไม่ต้องรีบนะ ผมช่วยแม่จำไว้หมดแล้ว” หวังเจิ้งดึงมือเธอเบาๆ
แต่หวังเฉียงมัวแต่ท่องจำอยู่ในใจ เดินเร็วมาก จึงไม่ได้ยินที่ลูกพูด
สวี่เมี่ยวเมี่ยวส่ายหัวอย่างจนปัญญา แล้วลุกขึ้นจากไป
เธอเดินเล่นบนถนนอีกสักพัก แล้วก็ตรงไปยังหมู่บ้านเทียนหัว
เธอยังคงชอบอยู่บ้านหลังเดี่ยวเล็กๆ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหยิบกุญแจออกมาเปิดประตู กลิ่นฝุ่นลอยออกมา เธอจึงยกมือปิดจมูก
ไม่มีคนอยู่มานาน ทุกอย่างมีฝุ่นบางๆเกาะอยู่
โชคดีที่เธอปิดหน้าต่างไว้อย่างมิดชิด โซฟา เตียงอะไรพวกนั้นก็คลุมผ้ากันฝุ่นไว้
ช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดไปได้มาก
พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย สวี่เมี่ยวเมี่ยวก็ไปอาบน้ำ
เธอสวมชุดนอนหนาๆสำหรับอยู่บ้าน เป่าผมให้แห้ง แล้วปล่อยยาวลงด้านหลัง
เธอเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ แล้วก็ถูกภาพพระอาทิตย์ยามเย็นตรงหน้าตรึงไว้
ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เมฆถูกย้อมเป็นสีชมพูอมฟ้า มีลำแสงสีเหลืองสดพาดผ่านระหว่างชั้นเมฆ
งดงามราวกับภาพวาด บรรยายไม่ถูก
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรู้สึกเหมือนพูดไม่ออก คำสวยงามทั้งหมดในหัวไม่เพียงพอจะอธิบายภาพตรงหน้า
พระอาทิตย์ตกในเมืองกับในชนบทนั้นต่างกัน
ความรู้สึกของการยืนมองจากหน้าต่างกระจก กับการยืนอยู่กลางทุ่ง ก็ไม่เหมือนกัน
แต่ต่างก็มีความ.งดงามในแบบของตัวเอง
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรินน้ำให้ตัวเองหนึ่งแก้ว ลากเก้าอี้เล็กๆมานั่งที่หน้าต่างอีกครั้ง
แต่ทันใดนั้น เธอก็เห็นว่า…
ที่หน้าต่างฝั่งตรงข้าม มีชายร่างสูงคนหนึ่งยืนอยู่
และกำลังมองมาทางเธอ…
บทที่ 192: อธิบายไม่ออกแล้ว
สวี่เมี่ยวเมี่ยวชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าฝั่งตรงข้ามจะมีคนอยู่ในเวลานี้
ชายคนนั้นเหมือนกำลังมองเธอ แต่ก็เหมือนกำลังมองวิวด้านนอก
เขาสวมเสื้อผ้าสีดำทั้งชุด ผมสั้นเรียบร้อย ใส่รองเท้าใส่ในบ้านสีเทา
เป็นแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
ในห้องของเขาเปิดไฟอยู่ ทำให้สวี่เมี่ยวเมี่ยวมองเห็นรูปร่างของเขาได้ชัดเจน
สันจมูกโด่ง ใบหน้าคมและค่อนข้างผอม
พูดตามตรงก็ดูหล่อไม่น้อย คล้ายดาราอยู่บ้าง
ในจังหวะที่สายตาของทั้งสองประสานกัน สวี่เมี่ยวเมี่ยวเห็นเขายิ้ม ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
สวี่เมี่ยวเมี่ยวก็ยิ้มตอบกลับไป แล้วหันกลับไปชมพระอาทิตย์ตกต่อ ในใจไม่มีคลื่นความรู้สึกใดๆ
หรือจะพูดว่า เธอไม่ได้ใส่ใจเลยก็ได้
แสงอาทิตย์ค่อยๆถูกความมืดกลืนกิน สวี่เมี่ยวเมี่ยวลุกขึ้นไปปิดผ้าม่าน
เธอเหลือบมองอีกครั้งโดยไม่ตั้งใจ แต่ตรงนั้นก็ไม่มีเงาของชายคนนั้นแล้ว
สวี่เมี่ยวเมี่ยวลูบท้องเล็กน้อย รู้สึกหิวขึ้นมา
เธออยากกินอะไรเผ็ดๆนิดหน่อย และก็ไม่อยากออกไปข้างนอก จะกินอะไรดีนะ?
จู่ๆ สวี่เมี่ยวเมี่ยวก็นึกถึงของอร่อยอย่างหนึ่ง—หลัวโจวหลัวซือเฝิ่น! ของโปรดของเธอ!
เธอเปิดระบบทันที แล้วซื้อหลัวซือเฝิ่นสูตรต้นตำรับมาสิบห่อ
โอ้โห คิดถึงรสชาตินี้จริงๆ
พอเปิดซองเครื่องปรุง กลิ่นเข้มข้นก็ฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรีบเปิดหน้าต่างระบายอากาศ
ผ่านไปประมาณสิบกว่านาที หลัวซือเฝิ่นชามหนึ่งที่ทั้งหอมทั้งเผ็ดก็ดูน่ากินสุดๆ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวกลืนน้ำลาย
รสชาติแบบนี้ก็เหมือนผักชีหรือทุเรียน บางคนชอบ บางคนเกลียด
เธอชอบกินหลัวซือเฝิ่นกับทุเรียน แต่เกลียดผักชีมาก
ก่อนหน้านี้เคยเห็นในอินเทอร์เน็ตมีคนพูดว่า ถ้ารวยแล้วจะปลูกผักชีให้เต็มโลก!
พอเห็นแบบนั้น เธอก็กดไม่เห็นด้วยทันที
ผักชีคือของที่แย่ที่สุด
สวี่เมี่ยวเมี่ยวกินหลัวซือเฝิ่นไปชามใหญ่ด้วยความพึงพอใจ รู้สึกสบายไปทั้งตัว
แย่แล้ว กินอิ่มเกินไป แล้วจะนอนยังไงล่ะ?
สุดท้ายเธอจึงต้องสวมเสื้อคลุมออกไปเดินย่อยอาหาร
พูดไปแล้ว เธอยังไม่เคยเดินชมหมู่บ้านหรูแห่งนี้ดีๆเลย
พื้นที่สีเขียวในหมู่บ้านจัดได้ดีมาก แต่ละบ้านเดี่ยวก็มีความเป็นส่วนตัวพอสมควร ระยะห่างระหว่างบ้านก็กว้าง
ไฟถนนก็มีครบ สวี่เมี่ยวเมี่ยวเดินไปตามทางก็เห็นชัดเจน
เดินไปประมาณสิบกว่านาที มีชายคนหนึ่งเดินสวนมา เธอจำได้ทันทีว่าเขาคือคนที่ยิ้มให้เธอเมื่อครู่
ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพจากละครมากมายที่คนร้ายทำร้ายผู้หญิงก็ผุดขึ้นมาในหัว
ภาพน่าสยดสยองเหล่านั้นเหมือนเกิดขึ้นตรงหน้า ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เธอจะถูกพวกโรคจิตหมายตาหรือเปล่า?! นี่เขากำลังจะลงมือแล้วหรือ?!
พอคิดว่าตัวเองอาจถูกทรมาน ถูกฆ่าทิ้ง หรือถูกขายไปที่ไหนสักแห่ง ร่างกายเธอก็เย็นวาบ
เธอไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว รีบหันหลังแล้ววิ่ง วิ่งเร็วกว่าอะไรทั้งหมด
เธอกล้าสาบานว่า ทั้งสองชีวิตของเธอไม่เคยวิ่งเร็วขนาดนี้มาก่อน
เจียงหรานเพิ่งจะยกมือขึ้นคิดจะทักทาย แต่กลับเห็นเธอวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว
ไม่นานก็หายลับไปจากสายตา
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค้างอยู่ มือที่ยกขึ้นค้างกลางอากาศแล้วค่อยๆลดลง
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมเธอต้องวิ่ง? เป็นเพราะเขาหรือ?
เขาหน้าตาน่ากลัวเกินไปจนทำให้เธอตกใจงั้นเหรอ? ไม่น่าใช่
ตั้งแต่เด็กจนโต ใครเห็นเขาก็ต้องชมว่าเขาหล่อ แล้วมันเพราะอะไรกัน?
เจียงหรานโตมาขนาดนี้ เพิ่งเคยรู้สึกงงงวยเป็นครั้งแรก
สวี่เมี่ยวเมี่ยววิ่งกลับถึงบ้าน รีบหยิบกุญแจไปด้วยหันกลับไปมองไปด้วย พอเห็นว่าเขาไม่ได้ตามมา ก็โล่งใจ
ทันทีที่เปิดประตู เธอก็รีบเข้าไปแล้วล็อกทันที
พิงหลังกับประตู หอบหายใจแรง
เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ เฉียดไปนิดเดียว ไม่คิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับตัวเอง
ที่แท้หมู่บ้านหรูก็มีคนแบบนี้เหมือนกัน คนเรามองจากภายนอกไม่ได้จริงๆ
บางคนหน้าตาดี แต่หัวใจกลับดำมืด
อุตส่าห์มาพักบ้านเดี่ยวสักคืน กลับมาเจอเรื่องแบบนี้ เธอแทบจะขอบคุณไม่ลง
สวี่เมี่ยวเมี่ยวไม่กล้าเปิดไฟ อาศัยแสงจันทร์ค่อยๆเดินไปที่หน้าต่าง แล้วแง้มผ้าม่านเล็กน้อย
ชายคนนั้นกลับยืนอยู่ที่ระเบียงบ้านตัวเอง กำลังมองมาทางบ้านเธอ!!!
สวี่เมี่ยวเมี่ยวยิ่งมั่นใจ—ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนดีแน่นอน!
จริงอย่างที่ว่า สิ่งสวยงามมักมีพิษ ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิงก็เหมือนกัน
เธอปิดผ้าม่านทันที แล้วตรงไปที่ห้องนอน
ถอดเสื้อผ้า คลุมตัวเองอยู่ใต้ผ้าห่ม เปิดไฟหัวเตียง แล้วเช็ดเหงื่อบางๆบนหน้าผาก
เธอไม่กล้าปิดไฟ ไม่กล้าหลับตา
เพราะทันทีที่หลับตา รอยยิ้ม.อบอุ่นของชายคนนั้นจะผุดขึ้นมาในหัว
แต่ตอนนี้กลับทำให้รู้สึกขนลุก
จริงๆแล้วเธอเป็นคนขี้กลัว พอเจอแบบนี้เข้าไป คืนนั้นจึงนอนไม่หลับเลย
จนถึงดึกมาก ถึงได้หลับไปแบบมึนๆ
พอตื่นขึ้นมาอีกที ก็เป็นตอนเที่ยงวันแล้ว ไฟหัวเตียงยังเปิดอยู่
เธอขยี้หัว รู้สึกปวดเล็กน้อย ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะฟื้น
ผลข้างเคียงของการนอนดึกมันแย่จริงๆ นอนกลางวันยังไงก็ชดเชยไม่ได้
สวี่เมี่ยวเมี่ยวล้างหน้าแปรงฟันง่ายๆ แล้วเปิดผ้าม่าน มองไปฝั่งตรงข้ามโดยอัตโนมัติ
โชคดี ไม่มีใครอยู่
แสงสว่างในตอนกลางวันช่วยไล่ความกลัวออกไป ทำให้เธอรู้สึกโล่งขึ้นมาก
พอจัดการตัวเองเรียบร้อย เธอก็หยิบของ เตรียมจะไปขึ้นรถกลับอำเภอโดยไม่ได้กินอะไร
ระหว่างเดินไปทางประตูหมู่บ้าน เธอระแวดระวังตลอดทาง
เธอกลัวจนฝังใจไปแล้ว ถึงขั้นเริ่มมีปมกับบ้านหลังนี้
เฮ้อ… อุตส่าห์ซื้อบ้านดีๆได้หลังหนึ่ง กลับมาเจอเรื่องน่าปวดหัวแบบนี้
พอเดินผ่านยามหน้าประตู สวี่เมี่ยวเมี่ยวรู้สึกว่าควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ
เธอเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนคร่าวๆ แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้ว
“คุณอาจจะเข้าใจผิดหรือเปล่า?”
“เป็นไปไม่ได้ ฉันเห็นชัดมาก เขาหล่อมากด้วย” สวี่เมี่ยวเมี่ยวอธิบายลักษณะของชายคนนั้น
ถ้ายามเคยเห็น ต้องจำได้แน่นอน
“ผมรู้ว่าคุณพูดถึงใคร เขาเป็นเจ้าของบ้านที่นี่จริงๆ ผมเคยคุยกับเขาหลายครั้ง เขาไม่ใช่คนแบบนั้น”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูดไม่ออก
คนที่จิตใจมืดมน จะไปประกาศให้คนอื่นรู้ได้ยังไง
เรื่องนี้เธอไม่มีหลักฐาน จะแจ้งความก็ไม่ได้ แถมอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ลงมืออะไร
ที่สำคัญ ผู้ชายคนนั้นหน้าตาหล่อ ยิ้มก็อบอุ่น ใครจะไปเชื่อว่าเขาเป็นคนแบบนั้น
ช่างเถอะ เธอรู้แล้วว่าพึ่งยามไม่ได้
“เอ๊ะ นั่นใช่คนที่คุณพูดถึงหรือเปล่า?” ยามชี้ไปด้านหลังเธออย่างตื่นเต้น
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหันกลับไปทันที
ใช่เลย! ใบหน้านั้น! ใบหน้าที่ทำให้เธอฝันร้ายทั้งคืน!
และยังเป็นรอยยิ้มเดิม!
เธอไม่สนใจจะตอบยาม รีบวิ่งหนีอีกครั้ง
วิ่งไปจนถึงสถานีรถ พอขึ้นรถแล้ว ถึงค่อยตบ.อกตัวเอง บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว
หน้าประตูหมู่บ้านเทียนหัว
ยามเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ชายคนนั้นฟัง เจียงหรานฟังแล้วก็ยิ้มขมขื่น
ที่แท้เป็นแบบนี้เอง ถึงว่า… เขาอธิบายไม่ออกแล้วจริงๆ
บทที่ 193: พี่รองต้องตีฉันตายแน่!
สวี่เมี่ยวเมี่ยวกลับมาถึงตัวอำเภอ พอเท้าเหยียบลงบนพื้นดินที่คุ้นเคย เธอถึงได้รู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย
ทริปออกไปครั้งนี้ทำเอาวุ่นวายไปหมด
รู้อย่างนี้เธอไม่ออกไปดีกว่า ทั้งวันมีแต่ความหวาดระแวง
สวี่เมี่ยวเมี่ยวมองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติ จึงหาที่ลับตาคน แล้วหยิบจักรยานกับของที่ซื้อไว้ออกมา
ตอนนี้เธอแทบจะประสาทเสียแล้ว
เมื่อก่อนเธอเป็นพวกคลั่งหน้าตา ชอบดูหนุ่มหล่อ ดารา ก็เคยตามอยู่เหมือนกัน
แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ เธอกลับเริ่มระแวงผู้ชายหน้าตาดีขึ้นมา
ต่อให้มอง ก็ต้องมองห่างๆ เหมือนมีแผลในใจหลงเหลืออยู่
ของที่ซื้อมาเยอะและหนัก สวี่เมี่ยวเมี่ยวจึงปั่นจักรยานกลับบ้านเลย
พอถึงหน้าบ้าน ก็เจอกับหลิวเหวินเล่อที่ออกมาเล่นพอดี
“แม่ กลับมาแล้วเหรอ อ๊ะ แม่ซื้อจักรยานมาอีกคันเหรอ?”
ในห้องเก็บฟืนยังมีอีกคันอยู่เลย คันนี้ดูใหม่มาก
“ใช่ ของมันเยอะ ไปเรียกพี่ใหญ่มาช่วยแม่ยกของหน่อย” สวี่เมี่ยวเมี่ยวจอดจักรยาน
แล้วหยิบถุงหนึ่งเข้าบ้านก่อน
“พี่ใหญ่ พี่รอง ออกมาช่วยยกของเร็ว!” เสียงดังลั่นของหลิวเหวินเล่อเพิ่งตะโกนไป ทั้งสองก็เดินออกมาจากในบ้านพร้อมกัน
เห็นของที่แขวนอยู่บนจักรยานเป็นถุงใหญ่ถุงเล็กสี่ห้าถุง ก็ชินกันแล้ว
สวี่เมี่ยวเมี่ยวนั่งพักที่เก้าอี้ในห้องโถง หลิวเหวินเล่อรินน้ำชาแล้วเอามาให้
“แม่ ดื่มชาหน่อย อุ่นๆ”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรับมาแล้วจิบหนึ่งคำ กลิ่นหอมติดปาก เป็นชาอู่หลงที่เธอชอบ
“เหวินเล่อ เก่งมากลูก”
“ผมดีกับแม่คนเดียวเท่านั้น”
หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเซ่าที่เพิ่งยกของเข้ามาได้ยินประโยคนี้ ต่างมองหน้ากัน
แล้วก็ยิ้มอย่างจนใจ
ปากของเจ้าเด็กนี่คงแก้ไม่หายแล้ว พูดอะไรออกมาก็แบบนี้ตลอด
หลิวเหวินเซ่าถึงกับคิดว่า ถ้าเหวินเล่อเป็นเด็กผู้หญิงก็คงดี
น้องสาวตัวนุ่มๆ อ้อนหวานๆ แค่เรียกพี่ เขาคงใจละลายแน่
น่าเสียดาย เหวินเล่อเป็นน้องชาย อยากมีน้องสาวน่ารักน่ารักจริงๆ
แต่พ่อก็จากไปแล้ว เขาคงไม่มีน้องสาวอีกแล้ว
ในตอนนั้นเอง หลิวเหวินเซ่าก็ตัดสินใจว่า ต่อไปจะเอาภรรยาของตัวเองมารักเหมือนน้องสาวนุ่มนิ่ม
เอาใจจนขึ้นสวรรค์ไปเลย
แน่นอนว่าสวี่เมี่ยวเมี่ยวไม่รู้ความคิดของเขา ถ้ารู้คงกลอกตาใส่แรงๆ
โตขนาดนี้แล้วยังอยากให้เธอมีลูกสาวอีก?
ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนหมดประจำเดือน เธอจะไม่คลอดอีกแล้ว ชาตินี้ไม่มีทาง
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหยิบเสื้อผ้าที่ซื้อมาออกมา แจกทีละคน
“นี่ของพี่ใหญ่ ของพี่รอง ของพี่สาม ของเหวินเล่อ ของฉีฉี แล้วก็ของเมิ่งเมิ่ง เอาไปไว้กับพี่ใหญ่ เดี๋ยวให้ฉีฉีเอาไปให้เมิ่งเมิ่งทีหลัง”
แจกเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เธอก็เริ่มแจกรองเท้า
หลิวเหวินเล่อรีบถอดรองเท้าผ้าฝ้ายเก่าออก แล้วลองรองเท้าใหม่ทันที
เสื้อกันหนาวตัวเก่าก็ถอดออก ใส่ตัวใหม่แทน
“เร็วหน่อย เดี๋ยวเป็นหวัดนะ” สวี่เมี่ยวเมี่ยวเตือน
เด็กคนนี้รีบจริงๆ
“เป็นยังไง ดูดีไหม?” หลิวเหวินเล่อหมุนตัวไปมาอย่างภูมิใจ
“ก็ดีอยู่นะ” หลิวเหวินเซ่าพยักหน้า
“พอดีตัวดี” หลิวเหวินซินเสริม
“ฮ่าๆๆ ผมรู้แล้วว่าเสื้อที่แม่ซื้อดีที่สุด ทั้งสวยทั้งพอดี ผมรักแม่ที่สุดเลย!”
พูดจบก็พุ่งเข้าไปหอมแก้มสวี่เมี่ยวเมี่ยวหนึ่งที
หลิวเหวินจวิ้น “……”
หลิวเหวินเซ่าหน้าดำครึ้ม เจ้าตัวเด่นนี่อีกแล้ว งั้นพวกเขาถอยดีกว่าไหม?
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหัวเราะอย่างมีความสุข ผู้หญิงก็แบบนี้แหละ ชอบฟังคำชม
“ถุงนี้ของปู่กับย่า เหวินซิน เอาไปให้ตอนนี้เลยนะ”
“ถุงนี้ของตายาย เหวินเซ่าไปส่งหน่อย?”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวมองทั้งสอง
“แม่ ผมไปเอง” หลิวเหวินเล่อรับของของตายายไป
“ใครไปก็ได้ แม่ไม่ว่าอะไร”
“พี่รอง ผมไปก่อนนะ พี่พักอยู่บ้านเถอะ”
หลิวเหวินเซ่ามองแผ่นหลังที่ใส่เสื้อใหม่ วิ่งถือของออกไปแล้ว ก็พึมพำในใจอีกครั้งว่า “ตัวเด่น”
เขาจะมีน้องแบบนี้ได้ยังไงกันนะ! ปวดหัวจริงๆ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหลุดหัวเราะออกมา
“เหวินเล่อยังเด็ก ชอบแสดงออก ควบคุมอารมณ์ยังไม่เก่ง โตอีกหน่อยก็ดีขึ้นเอง”
“ผมรู้ครับ ผมไม่ถือเขาหรอก” หลิวเหวินเซ่ายิ้ม
เขาแค่สงสัยว่า ลูกพ่อแม่เดียวกัน ทำไมเหวินเล่อถึงเป็นแบบนี้
ในความทรงจำ พ่อเป็นคนซื่อๆ เหวินเล่อไม่เหมือนพ่อเลย
แต่พี่ใหญ่กลับเหมือนพ่อมาก
หรือจะเหมือนแม่?
หลิวเหวินเซ่าเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าตอนเด็กแม่เคยเป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่ตอนนี้ดูไม่ออกเลย
พอสวี่เมี่ยวเมี่ยวทำกับข้าวเย็นใกล้เสร็จ หลิวเหวินจวิ้นก็กลับมา เขารีบเข้าครัวมายืนตรงหน้าเธอ
“แม่ แม่ไม่รู้หรอกนะ เหวินเล่อใส่เสื้อใหม่ที่แม่ซื้อไปอวดทั่วเลย
เหมือนอยากให้ทุกคนรู้ว่าเขาได้เสื้อใหม่ ไม่รู้จักเก็บตัวเลย”
ยิ่งพูดก็ยิ่งมีอารมณ์ขึ้นมา ดูเหมือนจะไม่พอใจ
“แม่ ถ้าแม่ไม่ห้ามเขา เขาคงจะได้ใจใหญ่แล้ว”
“เด็กได้เสื้อใหม่แล้วอยากบอกคนอื่น มันก็ปกตินะ ตอนลูกใส่เสื้อใหม่ ลูกก็มีความสุขใช่ไหม
ก็อยากให้คนอื่นรู้เหมือนกันใช่ไหม?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวถามกลับ
“ก็…เหมือนจะใช่นะครับ” หลิวเหวินจวิ้นเกาหัว
เหวินเล่อแค่พูดออกมา แสดงออกมา
แต่เขาโตขึ้นอีกหน่อย เลยเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน
“ความคิดของเด็กมันแสดงออกชัดเจน เหวินเล่อพูดแบบนั้น แปลว่าเขามีความสุข
ลูกไม่ต้องคิดมาก แค่เขาเริ่มเปิดเผยมากขึ้น แต่ในใจเขารู้เรื่องดี”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรู้ดีว่า นิสัยของเหวินเล่อกำลังเปลี่ยนไปทีละนิด และเป็นการเปลี่ยนไปในทางที่ดี
พี่ใหญ่เหวินซินเป็นคนเงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัว คนแปลกหน้ามาคุยสองประโยคก็หน้าแดงแล้ว
พูดง่ายๆคือขี้อายทางสังคม ไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่น ชอบลงมือทำมากกว่า ให้ความสำคัญกับโลกภายในของตัวเอง
ส่วนเหวินเล่อ ถ้าพูดตรงๆก็คือเข้าสังคมเก่ง โตขึ้นไปสู่สังคมจะเป็นคนที่ไม่กลัวอะไรเลย
มั่นใจ เปิดเผย ไปที่ไหนก็ปรับตัวได้ สังคมในอนาคตจะไม่ค่อยเอื้อกับคนเก็บตัว
ผู้คนมักชอบอยู่กับคนที่เข้าสังคมเก่ง ไม่ทำให้บรรยากาศเงียบ และยังสนุกอีกด้วย คนแบบนี้ก็จะมีเพื่อนมาก
แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเป็นคนเก็บตัวหรือเปิดเผย ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน
แต่ละแบบก็มีเส้นทางของตัวเอง และสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน
ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ หลิวเหวินเล่อก็เดินเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสแบบภูมิใจ
“แม่ พี่สาม ผมกลับมาแล้ว!”
“ใกล้จะกินข้าวแล้วนะ อ้อ เมื่อกี้พี่รองตามหานายอยู่” หลิวเหวินจวิ้นนึกขึ้นได้
“แย่แล้ว! พี่รองต้องตีฉันตายแน่!” หลิวเหวินเล่อร้องลั่น
บทที่ 194: แม่จ๋า ผีหลอก!
“ทำไมล่ะ?” หลิวเหวินจวิ้นรู้สึกว่าพี่รองอารมณ์ดีจะตาย ไม่ค่อยตีใครง่ายๆ
“ผมไปส่งเสื้อผ้าแล้วลืมกลับมาทำการบ้าน…” หลิวเหวินเล่อหน้าหงอยทันที
เขามัวแต่ดีใจ ใส่เสื้อใหม่ไปอวดคนโน้นคนนี้ จนลืมพี่รองไปสนิท
แย่แล้ว แย่แล้ว เขากลัวเวลาพี่รองทำหน้าดุที่สุด
“ไม่เป็นไรหรอก พี่รองไม่ว่าอะไรนายหรอก อย่างมากก็แค่เลี้ยง ‘ผัดหมูด้วยเข็มขัด’ ให้กินสักจาน” หลิวเหวินจวิ้นพูดอย่างสะใจ
“พี่สาม ผมเกลียดพี่!” หลิวเหวินเล่อเพิ่งพูดจบ ก็เห็นหลิวเหวินเซ่าเดินเข้ามา
เขารีบหลบไปอยู่ด้านหลังหลิวเหวินจวิ้นทันที
“เฮ้ๆๆ นายบอกว่าเกลียดฉันไม่ใช่เหรอ” หลิวเหวินจวิ้นพยายามขยับตัวไม่ให้หลบ
“พี่รอง ผมผิดแล้ว ผมผิดแล้วจริงๆ!” หลิวเหวินเล่อยอมแพ้ทันที
ตอนนี้เขาต้องการที่กำบังจริงๆ
หลิวเหวินเซ่าเดินเข้ามา ยกมือขึ้นแล้วจับตัวเขาดึงออกมา
“โอ๊ยๆ เจ็บ พี่รองไว้ชีวิตด้วย!” หลิวเหวินเล่อจับหูตัวเอง “ผมผิดแล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
หลิวเหวินเซ่าปล่อยมือ แล้วพูดเรียบๆว่า “คืนนี้ต่อ เขียนไม่เสร็จห้ามนอน”
“โฮ่ว…” จวี๋เป่าเห่าครางแทนหลิวเหวินเล่อ
พอได้อิสระ หลิวเหวินเล่อก็นั่งยองๆจับหูจวี๋เป่า
“จวี๋เป่า กล้าดียังไงมาหัวเราะฉัน!”
“โฮ่งๆ โฮ่งง!” จวี๋เป่าสะบัดหัวหลุดจากมือ แล้ววิ่งหนี
ทั้งคนทั้งเสือไล่กันวุ่นในครัว
ตอนกินข้าว หลิวเหวินจวิ้นบอกสวี่เมี่ยวเมี่ยวว่า งานออเดอร์ในโรงงานใกล้เสร็จหมดแล้ว
แล้วก็ถามว่าร้านขนมปังจะหยุดเมื่อไหร่
“เอาแบบนี้นะ อีกอาทิตย์เดียวก็ปีใหม่แล้ว จะหยุดตอนนี้ก็ได้ จ่ายค่าแรงให้ทุกคน ให้เขาไปฉลองปีใหม่กันดีๆ” สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูด
งานแบบนี้ ทำวันไหนก็ได้เงินวันนั้น หลายบ้านก็คงอยากทำต่อ
“หรือจะให้เลือกเอง ใครอยากหยุดก็หยุดได้เลย ใครอยากทำต่อก็ทำถึงก่อนปีใหม่สามวัน”
แบบนี้ก็แล้วแต่ความสมัครใจ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
“ดีเลย เอาแบบนี้แหละ” หลิวเหวินจวิ้นเห็นด้วยทันที
แม่เขาหัวไวจริงๆ ฟังปุ๊บก็รู้ว่าเหมาะที่สุด
สองวันก่อนปีใหม่ หลี่หงอิงมาหาสวี่เมี่ยวเมี่ยว
“สะใภ้สาม ทางบ้านแม่ฉันมีแม่หม้ายคนหนึ่ง สามีตายแล้ว นิสัยดีนะ ฉันอยากแนะนำให้ต้าซาน เธอว่าไง?”
ตั้งแต่ซุนฟางฟางจากไป หลิวต้าซานก็ยิ่งเงียบลง ดูแล้วไม่ค่อยดี เรื่องนี้ทำให้หลี่หงอิงนอนไม่ค่อยหลับหลายคืน
“พี่รองเขาเห็นด้วยหรือยัง?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวถาม
“ฉันยังไม่ได้ถามเขาเลย”
“ต้องถามเขาก่อนนะ ถ้าเขายินยอมค่อยนัดเจอ ถ้าไม่ก็อย่าฝืนเลย”
เธอรู้สึกว่าหลิวต้าซานยังไม่ก้าวผ่านเรื่องนั้น ถ้าจัดให้ดูตัวตอนนี้ อาจจะยิ่งต่อต้าน
“งั้นฉันไปถามเขาก่อน” หลี่หงอิงเพิ่งคิดได้
ในความคิดเธอ หลิวต้าซานเป็นลูกที่กตัญญู เธอเลยคิดว่าเขาคงไม่ปฏิเสธ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ หลิวต้าซานปฏิเสธทันที เรื่องนี้จึงต้องพักไว้ก่อน
หลี่หงอิงเลยต้องยอม เธอแค่คิดว่าให้ลูกมีคนดูแลชีวิตก็น่าจะดี ไม่ได้คิดลึกไปกว่านั้น
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนถึงวันปีใหม่
วันสิ้นปี สวี่เมี่ยวเมี่ยวตื่นแต่เช้า นวดแป้ง ห่อเกี๊ยว เตรียมไส้ต่างๆ
ทั้งเนื้อและผัก ใครอยากกินอะไรก็จัดให้หมด
พอนวดแป้งเสร็จ หลิวเหวินซินก็รีดแผ่นเกี๊ยว คนอื่นๆนั่งล้อมวงห่อ
แม้แต่หลิวเหวินเล่อที่ชอบเล่น ยังนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กห่อเกี๊ยวอย่างเรียบร้อย
คนเยอะ ทำงานเร็ว ไม่นานก็ห่อเสร็จหมด
หลังจากนั้น สวี่เมี่ยวเมี่ยวยังปั้นบัวลอยอีกจำนวนมาก ตั้งใจจะต้มกินพร้อมเกี๊ยว
เธอไม่ค่อยชอบกินบัวลอย กินได้มากสุดแค่สองลูก รู้สึกเลี่ยน
แต่เหวินซินชอบมาก กินได้เป็นชามๆ
มื้อเที่ยงทั้งบ้านกินเกี๊ยวกับบัวลอยที่เพิ่งทำ
พอกินเสร็จ หลิวเหวินเล่อก็วิ่งออกไปเล่นอีกแล้ว
คนอื่นๆในบ้านก็ติดป้ายคำอวยพร แขวนโคมไฟกันอย่างคึกคัก
พอมีป้ายแดงกับโคมแดง บรรยากาศปีใหม่ก็มาเต็ม
ทุกคนใส่เสื้อผ้าใหม่ ใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ดูมีความสุข
ปีนี้หมู่บ้านหลิวมีความสุขกว่าทุกปี หาเงินได้มาก และไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน
เมื่อก่อนออกไปทำงานเหนื่อยทั้งกายใจ ได้เงินมานิดหน่อย ครอบครัวก็เป็นห่วง
กลับมาก็ไม่กล้ากินดีอยู่ดี แค่มีเนื้อกินสักกิโลในมื้อปีใหม่ก็ดีแล้ว
แต่ปีนี้ต่างออกไป รายได้มากขึ้น ทุกบ้านเตรียมอาหารปีใหม่ทั้งปลา เนื้อ ไก่ อย่างเต็มที่
ทางบ้านสวี่เมี่ยวเมี่ยวก็ยุ่งไม่แพ้กัน
ปีนี้เธอตั้งใจทำอาหารสิบอย่าง หมายถึงความสมบูรณ์แบบ
โชคดีที่คนเยอะ ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงก็เสร็จหมด
ประมาณสี่โมงครึ่ง หลิวเหวินซินก็ไปจุดประทัด
เสียงดังเปรี้ยงปร้าง ไล่สิ่งไม่ดีของปีเก่าออกไป
กินมื้อปีใหม่ รับอั่งเปาเสร็จ ทุกคนไม่มีอะไรทำ นอกจากหลิวเหวินเล่อ ทั้งบ้านรวมถึงจวี๋เป่านั่งดูรายการปีใหม่ในห้องรับแขก
หลิวเหวินเล่อก็อยากดู แต่ชอบออกไปวิ่งเล่นมากกว่า
แต่พอเด็กๆในหมู่บ้านรู้ว่าบ้านเขาเปิดทีวีดูรายการปีใหม่ ก็พากันวิ่งมา
ไม่รู้ข่าวแพร่ไปยังไง คนในหมู่บ้านจำนวนมากก็พากันมาดู
หลี่หงอิงอยู่บ้านดูแลหลิวเต๋อซิงเลยไม่ได้มา ส่วนสวี่ชุ่ยจูได้ยินข่าว ก็พาสวี่เถี่ยจู้มาด้วย
ทั้งปีงานยุ่ง มีแค่ช่วงปีใหม่นี่แหละที่ว่าง
พวกเขาไม่เคยดูรายการแบบนี้มาก่อน เลยอยากมาดู
พอมาถึงหน้าบ้าน ก็ต้องตกใจ คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?!
แน่นตั้งแต่ในลานไปถึงหน้าประตู?! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
มีคนจำสวี่ชุ่ยจูได้ว่าเป็นแม่ของสวี่เมี่ยวเมี่ยว ก็รีบหลีกทางให้ ทั้งสองจึงเบียดเข้าไปข้างในได้
โอ้โห ทีวีถูกยกออกมาตั้งในลานบ้าน ถึงลานจะกว้าง แต่คนก็เยอะมากอยู่ดี
“เมี่ยวเมี่ยว?” สวี่ชุ่ยจูเรียกเบาๆ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวได้ยินทันที โบกมือเรียกให้เข้ามา
ในลานมีคนหลายร้อยคน คนด้านหน้านั่งหรือยองๆ คนด้านหลังยืน ทำให้แทบทุกคนมองเห็น
ทุกคนจดจ่อกับรายการ ไม่มีใครพูดคุย ไม่นาน สองสามีภรรยาก็เข้าร่วมดูด้วย
พวกเขาไม่เคยเห็นรายการทีวีที่สนุกขนาดนี้มาก่อน
หลิวเหวินเล่อเล่นจนเพลิน พอกลับมา เปิดประตูเข้าไป ก็แทบตกใจตาย
“อ๊าก! แม่จ๋า ผีหลอก!”
บทที่ 195: ทำไมถึงไม่เชื่อกันนะ
ลานบ้านมืดมิด เต็มไปด้วยเงาคนยืนแน่นขนัด
ไม่สิ—สำหรับเหวินเล่อแล้ว มันคือเงาผี!
เพราะในลานไม่ได้เปิดไฟ มืดสนิทจริงๆ
หลิวเหวินเล่อที่ปกติร่าเริงสดใส ถึงกับขาอ่อน
ที่จริงเขารู้ว่ามีคนในหมู่บ้านมาดูทีวีที่บ้านเขาเยอะ เขาคิดว่าทุกคนอยู่ในห้องโถง
เพราะทีวีก็วางอยู่ในนั้น
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะเห็นภาพแบบนี้
ตัวเขาก็เตี้ย สายตากลางคืนก็ไม่ค่อยดี
เสียงกรีดร้องของเขาดังแหลมขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“เหวินเล่อ? ลุงเองนะ ลุงเอง” ชาวบ้านจำเขาได้ รีบดึงเขาที่ล้มก้นกระแทกพื้นขึ้นมา
“หา?? ลุงเหรอ?” หลิวเหวินเล่อได้สติ
เขากลืนน้ำลาย ไม่ใช่ผีจริงๆ
เอาเถอะ เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด
สวี่เมี่ยวเมี่ยวได้สัมผัสความคลั่งไคล้ทีวีของคนในหมู่บ้านเป็นครั้งที่สอง
ครั้งก่อนยังไม่เยอะและไม่บ้าคลั่งเท่าครั้งนี้
เดิมทีเธอไม่ได้สนใจรายการปีใหม่ขาวดำเท่าไหร่
แต่พอถูกบรรยากาศของผู้คนมากมายพาไป ก็เริ่มดูอย่างเพลิดเพลิน
ไม่รู้สึกแปลกเลย แถมยังหัวเราะตามด้วย
ด้านหน้ามีทีวีเครื่องเล็กๆ ด้านหลังเต็มไปด้วยผู้คน
เธอรู้สึกเหมือนทีวีกำลังจัดคอนเสิร์ต
สุดท้ายสวี่เมี่ยวเมี่ยวทนไม่ไหว จึงกลับห้องไปนอน
พอตื่นเช้าวันถัดมา ในลานก็ไม่มีใครแล้ว ทีวีกลับเข้าไปอยู่ในห้องโถงเหมือนเดิม
เมื่อคืนทีวีคงเหนื่อยน่าดู แสดงอยู่กลางลมหนาวตั้งนาน
ชาวบ้านก็เหนื่อยเหมือนกัน ยืนดูท่ามกลางลมหนาวอยู่นาน
อาหารเช้าเป็นเกี๊ยว
เมื่อคืนหลายคนมาดูทีวีจนดึกถึงเที่ยงคืน ไม่มีเวลาห่อเกี๊ยว ตอนเช้าเลยต้องกินบะหมี่แทน
ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครบ่น มีบะหมี่กินก็ดีแล้ว
แต่ละบ้านถือชามออกมายืนรวมกันบนถนนใหญ่ กินไปคุยไป เรื่องรายการเมื่อคืน
เมื่อคืนมัวแต่ดู ตอนนี้ถึงได้มีเวลาพูด บรรยากาศคึกคักสุดๆ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวฟังจากเหวินเล่อ เขายังแสดงเลียนแบบให้ดู
เดี๋ยวเลียนเสียงลุง เดี๋ยวเลียนเสียงป้า ทำเอาทั้งบ้านหัวเราะท้องแข็ง
“ฮ่าๆๆ เหวินเล่อ เลียนแบบได้เหมือนมากเลย แม่ว่าเธอไปขึ้นทีวียังได้เลยนะ” สวี่เมี่ยวเมี่ยวหัวเราะจนท้องแข็ง
เด็กคนนี้เลียนแบบได้เหมือนจริงเกินไป แม้แต่สายตายังเหมือนเลย
“จริงเหรอ?” หลิวเหวินเล่อตาเป็นประกาย
ความรู้สึกที่ได้รับการยอมรับมันดีจริงๆ คราวหน้าเขาจะสังเกตให้ละเอียดกว่านี้
“ฉันก็ว่าเหมือนนะ เหวินเล่อ ลองอีกทีสิ” หลิวเหวินจวิ้นตื่นเต้น
เขาเพิ่งเคยเห็นการเลียนแบบแบบนี้ แถมยังเป็นน้องชายตัวเอง
ตัวเล็กๆ แต่แสดงออกมาน่าสนุกมาก
“เอาเถอะ งั้นผมจะทำให้อีกครั้ง” หลิวเหวินเล่อดีใจแทบตาย แต่ทำหน้าเหมือนไม่เต็มใจ
มื้อเช้านี้จบลงด้วยเสียงหัวเราะ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงไปเยี่ยมญาติ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวอยู่ไม่ไกลบ้านแม่ ไปมาบ่อยอยู่แล้ว จึงไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนบ้านอื่น
วันที่สองของปีใหม่ สวี่เมี่ยวเมี่ยวเตรียมของกิน ของฝาก ของปีใหม่แต่เช้า ตั้งใจจะไปบ้านสวี่ชุ่ยจู
เมื่อวานนัดกันไว้แล้ว ว่าจะรวมตัวกินข้าวกัน
แยกบ้านมานาน ยังไม่ได้รวมตัวกันดีๆ
เพราะอยู่ใกล้ สวี่เมี่ยวเมี่ยวจึงไปช้า และไปถึงเป็นคนสุดท้าย
บ้านพี่ใหญ่พี่รองของสวี่ชุ่ยจูก็มาถึงกันแล้ว
น้องสาวคนเล็กของสวี่ชุ่ยจู คือสวี่ชิงชิงก็มาทั้งครอบครัว
สวี่ชิงชิงสนิทกับสวี่เมี่ยวเมี่ยว ได้ยินเรื่องราวของเธอจากแม่มามาก เลยอยากคุยด้วย
แต่รอเท่าไหร่ก็ไม่มา พอเห็นผู้หญิงรูปร่างผอมเพรียวคนหนึ่งเดินเข้ามาในลาน สวี่ชิงชิงคิดว่าเป็นสะใภ้ใหม่ของบ้านไหน
เห็นเหวินซินเดินตามหลัง ก็ยิ่งคิดว่าเป็นภรรยาของเขา เพราะตอนเหวินซินแต่งงาน เธออยู่ไกล เลยไม่ได้มา
มองซ้ายมองขวา คนมากันครบแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นสวี่เมี่ยวเมี่ยว สวี่ชิงชิงจึงดึงเหวินซินไปถาม
“เหวินซิน แม่เธอล่ะ?”
หลิวเหวินซินขมวดคิ้ว มองเธอแปลกๆ แล้วชี้ไปที่สวี่เมี่ยวเมี่ยว
“น้า แม่ผมก็อยู่นั่นไงครับ?”
ตาน้ามีปัญหาหรือเปล่า? คนตัวเป็นๆยืนอยู่เห็นไม่เห็น?
“หา?” ล้อฉันเล่นหรือเปล่า?
สวี่ชิงชิงคิดว่าตัวเองไม่ได้ตาบอด แต่เหวินซินคงเพี้ยนไปแล้ว
“นั่นไม่ใช่เมียเธอเหรอ?”
หลิวเหวินซินแทบสำลักน้ำลาย
“น้า เมียผมกลับบ้านแม่เขา วันนี้ไม่ได้มา”
พูดแบบนี้มั่วไม่ได้เลย มันจะยุ่งเอา
“หา?” สวี่ชิงชิงสับสนหนัก
พี่สาวเธอไม่ได้หน้าตาแบบนี้นะ?
แต่เหวินซินก็คงไม่จำเมียตัวเองผิด แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เหวินซิน เธอไม่ได้ล้อฉันใช่ไหม?”
เธอรู้สึกเหมือนโดนดูถูกสติปัญญา พี่แท้ๆของตัวเอง จะจำไม่ได้ได้ยังไง
หลิวเหวินซินก็รู้สึกอธิบายไม่ถูก เขาหันไปตะโกน
“แม่ น้าหาแม่!”
สวี่ชิงชิง “……” เด็กคนนี้จริงๆเลย
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเดินเข้ามา ยิ้มมองสวี่ชิงชิง
เห็นเธอจ้องหน้า ก็ยิ้มแล้วบีบแก้ม
“เสี่ยวชิง จำพี่ไม่ได้แล้วเหรอ?”
ความรู้สึกคุ้นเคย ท่าทางคุ้นเคย
สวี่ชิงชิงถึงเพิ่งสังเกตว่า คนตรงหน้าคล้ายพี่สาวจริงๆ
“เธอคือพี่สวี่เมี่ยวเมี่ยวจริงๆเหรอ?”
“ไม่งั้นจะเป็นใครล่ะ?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวกางมือ
“โอ๊ยแม่เจ้า เธอโดนอะไรมาเนี่ย?”
ไม่งั้นจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้ยังไง มันน่าตกใจเกินไปแล้ว
นี่มันพี่สาวเธอที่ไหน เหมือนแม่มดมากกว่า!
ไม่สิ แม่มดก็ยังเปลี่ยนขนาดนี้ไม่ได้
ทั้งที่อายุมากกว่า มีลูกมากกว่า แต่ทำไมดูเด็กกว่าเธอขนาดนี้????
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเหงื่อตก
“ฉันก็แค่ลดน้ำหนักสำเร็จเอง เดิมทีก็หน้าตาแบบนี้แหละ”
เธอไม่ได้โดนอะไรมาเลย
คนในหมู่บ้านรับสภาพเธอแบบนี้ไปนานแล้ว แต่น้องสาวเพิ่งเห็นครั้งแรก
“ฉันว่าเป็นเพราะเธอแต่งไปไกล ไม่ค่อยกลับบ้าน เลยตกใจแบบนี้” สวี่เมี่ยวเมี่ยววิเคราะห์
สวี่ชิงชิงแต่งงานไกล ส่วนเธอแต่งใกล้
ตั้งแต่แต่งงาน ทั้งสองก็ไม่ได้เจอกันนานมาก
“ก็จริง” สวี่ชิงชิงพยักหน้า
ถ้าไม่ได้แต่งไกลขนาดนี้ ก็คงได้กลับบ้านบ่อยกว่านี้
สุดท้ายก็เป็นเพราะระยะทาง
“พี่ มีสูตรอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงสวยขึ้นขนาดนี้ บอกฉันหน่อยสิ”
พอรู้ว่าเป็นพี่จริงๆ เธอก็เริ่มตื้อทันที หวังจะได้เคล็ดลับ
“ไม่มีสูตรอะไรหรอก แค่ลดน้ำหนัก”
น้องคนนี้ ทำไมไม่เชื่อกันนะ
บทที่ 196: พอได้แล้วหรือยัง
เธอไม่ใช่เทพเซียน จะมีโอสถวิเศษทำให้คนสวยขึ้นในพริบตาได้ยังไง
“พี่ เราสองคนโตมาด้วยกันนะ ใส่กางเกงตัวเดียวกันมาแต่เด็ก พี่บอกฉันเถอะ ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกใคร”
สวี่ชิงชิงมั่นใจว่าสวี่เมี่ยวเมี่ยวต้องมีเคล็ดลับอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหมดคำจะพูดจริงๆ โดนตื๊อจนไม่รู้จะทำยังไง แต่เธอไม่มีจริงๆ
สวี่ชิงชิงยอมถอย “พี่ ที่พี่ผอมลงฉันดูออกนะ แต่ผิวพี่ทำไมถึงดีขึ้นขนาดนี้ล่ะ?”
ผิวของพี่สาวเหมือนเด็กสาววัยรุ่นเลย เนียนขาวละเอียด แทบไม่มีรูขุมขน
มือก็ลื่น นุ่ม ไม่สากเลย
ไม่เหมือนเธอ ทั้งหน้าและมือเหลืองคล้ำ ดูอายุสามสิบกว่า แต่เหมือนสี่สิบกว่าแล้ว
เริ่มดูแก่แล้ว
“น้องเอ๊ย ของพี่มันก็แค่ไม่ต้องทำงานหนักนี่แหละ งานในนาเป็นของเหวินซิน งานร้านขนมเป็นของเหวินจวิ้น
พี่ทำแค่กับข้าว ล้างจานก็ไม่ต้อง มีเวลาก็จัดห้องตัวเอง
พูดง่ายๆ พี่ว่างมาก ไม่ต้องทำอะไรเลย” สวี่เมี่ยวเมี่ยวตอบตามจริง
ชีวิตเธอก็เป็นแบบนี้จริงๆ ไม่ต้องตากแดด ไม่ต้องโดนลม แถมยังดูแลตัวเองบ่อย อารมณ์ก็ดี
ไม่มีเรื่องให้กังวล จะไม่ดูเด็กได้ยังไง
สวี่ชิงชิงฟังแล้วอึ้ง ชีวิตพี่สาวดีเกินไปแล้ว
ไม่เหมือนเธอ แต่งงานกับคนฆ่าหมู ทุกวันต้องฆ่าหมู จัดการเครื่องใน ขายเนื้อหมู
ตื่นก่อนไก่ นอนทีหลังหมา
ยังมีลูกสองคน ลูกชายโตแล้ว กำลังจะหาคู่ แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว
ลูกสาวคนเล็กก็ช่วยงานอยู่บ้าน เลิกเรียนไปแล้ว
ทั้งปีแทบไม่ได้เงินอะไร ได้แค่พอเลี้ยงครอบครัว
ไม่จน แต่ก็ไม่รวย
“เอาเถอะพี่ ตอนนี้พี่เก่งจริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันยังกลัวว่าพี่จะอยู่ไม่ไหวหลังพี่เขยเสีย
ไม่คิดเลยว่าพี่จะพลิกชีวิตได้ขนาดนี้ อยู่สบายกว่าฉันอีก” สวี่ชิงชิงพูดด้วยความรู้สึกจริง
ตอนนั้นพี่แต่งกับชาวนา เธอแต่งกับคนฆ่าหมู คิดว่าชีวิตเธอดีกว่า
แต่ตอนนี้ถึงรู้ว่า งานฆ่าหมูไม่ได้ง่ายกว่าทำนาเลย แถมยังทั้งสกปรก ทั้งคาว ทั้งเหม็น
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเริ่มมีเส้นดำขึ้นบนหน้าผาก
เธอเป็นคนล้มเหลวงั้นเหรอ?
เอ่อ ก็ยอมรับว่าเมื่อก่อนใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วแน่นอน
“เอ่อ เสี่ยวชิง พอเถอะ เดี๋ยวพี่ให้ครีมบำรุงสองชุด รับรองผิวเธอดีขึ้นแน่”
เธอไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อแล้ว
“จริงเหรอ? พี่ พี่เหมือนเดิมเลย!” สวี่ชิงชิงดีใจมาก
“พี่เปลี่ยนแค่หน้าตา แต่ใจยังเหมือนเดิม”
“พูดแบบนั้นทำไม?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวงง
“คนมีเงินแล้ว หลายคนไม่อยากยุ่งกับญาติจนๆ แต่พี่ไม่ใช่ พี่ไม่ใช่คนแบบนั้น” สวี่ชิงชิงสรุป
เธอรู้อยู่แล้วว่าสวี่เมี่ยวเมี่ยวไม่ใช่คนใจดำ ฮ่าๆ
เธอก็มีญาติรวยแล้ว แถมเป็นพี่แท้ๆ เหมือนตัวเองรวยไปด้วย
ความรู้สึกนี้ ใครจะเข้าใจ
“พวกเธอสองคนเลิกคุยได้แล้ว มาช่วยทำกับข้าวเร็ว” สวี่ชุ่ยจูเรียก
“มาแล้ว” สวี่ชิงชิงตอบ
หลี่เหม่ยเหลียนมองสองคนที่จับมือกัน แล้วเบะปาก
ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้มีของอร่อยกิน เธอคงไม่มา
ครอบครัวนี้ช่างไม่เห็นใจกันเลย ทุกคนรวยขึ้น ชีวิตดีขึ้น มีแค่บ้านเธอที่ยังเป็นหนี้ก้อนโต
ก็เป็นญาติกันแท้ๆ ยังไม่ช่วยกันเลย เสียสายเลือดเปล่าๆ
อวี๋หรูไม่ต้องให้ใครเรียก ก็เข้าครัวไปช่วยแล้ว
ผู้หญิงสี่คนทำกับข้าวด้วยกัน ไม่นานก็เรียบร้อย
สวี่ชุ่ยจูออกไปถอนผักกาดในสวน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลี่เหม่ยเหลียนนั่งสบายเหมือนคนแก่
เธอไม่สนใจ หันไปถอนผักต่อ
พอกลับมา เห็นอีกฝ่ายยังนั่งเฉยไม่ช่วยอะไร เธอก็สะบัดดินจากผักกาดใส่อีกฝ่ายทันที
ดินกระเด็นเข้าหมวก เข้าคอ เต็มหน้า
“แม่ ทำอะไรเนี่ย!”
สวี่ชุ่ยจูแค่นเสียง “ไม่ได้ทำอะไร ก็แค่เผลอไปโดนเธอ”
“แม่ตั้งใจแน่ๆ!”
“ไม่ใช่นะ ใครใช้ให้เธอนั่งตรงนั้นล่ะ”
พูดจบก็ถือผักเข้าครัว
หึ เอาแต่กินไม่ทำงาน วันนี้ให้กินดินแทนไปเลย
ระบายออกไปแล้ว เธอรู้สึกดีขึ้นมาก
ตอนนั้นเอง จ้าวไฉ่ฮวากับอู๋เซียงเดินเข้ามา
ทั้งสองไม่พูดอะไร ลงมือช่วยทันที สวี่ชุ่ยจูมองแล้วยิ่งพอใจ
หลานสะใภ้สองคนนี้น่ารักกว่าเยอะ ไม่เหมือนหลี่เหม่ยเหลียนที่เจ้าเล่ห์
ในครัวเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ บรรยากาศ.อบอุ่นสุดๆ
ด้านนอก ผู้ชายนั่งคุยดื่มชาอย่างสบาย เด็กๆเล่นกันในลาน หัวเราะกันสนุกสนาน
หลี่เหม่ยเหลียนกลับรู้สึกเหมือนตัวเองแปลกแยก
ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กๆ ก็ยิ่งหงุดหงิด
“เลิกหัวเราะได้แล้ว จะหัวเราะอะไรนักหนา เล่นเกมมันน่าขำตรงไหน”
เด็กๆกลัวเธอ ไม่กล้าส่งเสียง
หลิวเหวินเล่อขมวดคิ้ว เดินเข้าไปหา
“ป้าสะใภ้ใหญ่ คุณเอาความไม่พอใจมาลงกับพวกเราไม่ได้
มันไม่ยุติธรรม พวกเราไม่ได้ทำอะไรให้คุณ คุณเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีเหตุผลสิ”
หลี่เหม่ยเหลียนถูกเด็กเถียงครั้งแรก หน้ายิ่งบึ้ง
“พูดอะไรของแก ไปให้พ้น อย่ามาเกะกะ”
“ป้าสะใภ้ใหญ่ คุณไม่มีมารยาทเลย” หลิวเหวินเล่อเริ่มรู้สึกว่าเธอน่ารำคาญมาก
หลี่เหม่ยเหลียนลุกขึ้นทันที ยกมือจะตี
“ไอ้เด็กเวร กล้าดียังไง!”
แต่เหวินเล่อฉลาด จะยืนให้ตีได้ยังไง เขาหลบแล้ววิ่งเข้าห้องโถง ตะโกนสุดเสียง
“ช่วยด้วย! ป้าสะใภ้ใหญ่จะตีผม! ตา ลุง มาช่วยผมที!”
หลี่เหม่ยเหลียนโกรธจัด ถอดรองเท้าวิ่งตาม
“หยุดนะ! วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกแทนแม่แก
พ่อแกตายแล้ว เลยไม่มีใครสั่งสอนใช่ไหม!”
ตอนนี้ความเกลียดชังที่มีต่อสวี่เมี่ยวเมี่ยวระเบิดออกมาสุดขีด
จัดการสวี่เมี่ยวเมี่ยวไม่ได้ ก็ลงกับลูกมัน!
หลิวเหวินเล่อพุ่งเข้าไปกอดสวี่เถี่ยจู้ หลี่เหม่ยเหลียนยังจะตีต่อ
สวี่ต้าฉียงรีบเข้ามาขวาง รองเท้าฟาดใส่เขาเต็มๆ
“พอได้แล้วหรือยัง!”
บทที่ 197: มาทำงานกับฉันไหม
สวี่ต้าฉียงไม่คิดเลยว่า ในวันที่ควรจะอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ เธอยังจะก่อเรื่องอีก
คนอยู่กันครบขนาดนี้ เธอยังจะทำให้เสียหน้าอีกหรือ?
“ฉันก่อเรื่องเหรอ? สวี่ต้าฉียง นายกล้าบอกว่าฉันก่อเรื่อง?” หลี่เหม่ยเหลียนเดือดจัด ผลักเขา “หลีกไป!”
สวี่ต้าฉียงไม่ขยับ
เห็นว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะตีเหวินเล่อจริงๆ เขาก็เริ่มโกรธ จึงแย่งรองเท้าในมือเธอมา แล้วโยนลงพื้น
“จะก่อเรื่องก็กลับไปก่อที่บ้าน มายุ่งกับเด็กทำไม”
เขาไม่เข้าใจเลย บ้านอื่นอยู่กันดีๆ ทำไมบ้านเขาถึงเป็นแบบนี้เสมอ
“ไอ้สารเลว!” หลี่เหม่ยเหลียนรีบหยิบรองเท้าขึ้นมา ฟาดเข้าหน้าเขาอย่างแรง
เพียะ!
เสียงดังสนั่น
หน้าของสวี่ต้าฉียงบวมแดงทันที เหวินเล่อตกใจร้องไห้
“ทำอะไรของเธอ!”
สวี่ชุ่ยจูและคนอื่นๆเข้ามาเห็นพอดี
เธอรีบดึงสวี่ต้าฉียงออกไป แล้วพูดเสียงแข็ง
“หลี่เหม่ยเหลียน เธอต้องให้เหตุผลฉันให้ได้ ไม่งั้นวันนี้ฉันไม่ยอมแน่!”
หลี่เหม่ยเหลียนสบตาแม่สามี แวบหนึ่งก็รู้สึกผิด แต่ยังดื้อ
“ฉันบอกให้เขาหลีก เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ฉันจะไม่ตีเขาได้ยังไง!”
“หลีกไป” สวี่ชุ่ยจูพูดเสียงเย็น
หลี่เหม่ยเหลียนยังไม่ทันตั้งตัว ก็โดนตบเข้าเต็มแรง ถึงกับมึน
“ฉันบอกให้เธอหลีก เธอไม่หลีก งั้นฉันจะไม่ตีเธอได้ยังไง” สวี่ชุ่ยจูสวนกลับทีละคำ
หลี่เหม่ยเหลียนกุมหน้า โกรธจนจะพุ่งเข้าใส่ แต่ถูกสวี่ต้าฉียงกอดไว้
“พวกแกทั้งบ้านรุมรังแกฉันคนเดียว เด็กก็รังแก ผู้ใหญ่ก็รังแก
ปล่อยฉัน ฉันจะตายให้ดู!”
“พี่สะใภ้ อย่าพูดแบบนั้น บ้านเราคุยกันด้วยเหตุผลนะ” สวี่ชิงชิงขมวดคิ้ว อยากห้ามแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง
“พวกแกเข้าข้างกันหมด ปล่อยฉันตายไปเลย!” หลี่เหม่ยเหลียนดิ้น จะพุ่งชนขาโต๊ะ
ทันใดนั้น สวี่ต้าฉียงก็ปล่อยมือ ยืนเฉยไม่ขวาง
หลี่เหม่ยเหลียนชะงัก เขาอยากให้เธอตายจริงๆงั้นเหรอ?
คิดแบบนั้นแล้ว ตัวเธอเย็นวาบ เหงื่อผุดที่หน้าผาก
สวี่เมี่ยวเมี่ยวกลับรู้สึกอยากหัวเราะ
สถานการณ์มันช่างน่าขำ อยากชนก็ไม่กล้าชน แถมไม่มีใครคิดจะห้าม
ทั้งน่าขำทั้งน่าอาย
“พอเถอะ เลิกแสดงได้แล้ว วันนี้ถ้าเธอไม่อธิบายให้ชัด ก็ไม่ต้องกินข้าว” สวี่ชุ่ยจูพูดอย่างหมดความ.อดทน
“ผมรู้!” เหวินเล่อที่ซ่อนอยู่ในอ้อมกอดสวี่เถี่ยจู้ ยกมือขึ้นเบาๆ
เขามองสวี่เมี่ยวเมี่ยวแวบหนึ่ง เหมือนได้กำลังใจ แล้วเดินออกมา
“ป้าสะใภ้ใหญ่ ยังกล้ามองผมอีกเหรอ!” เขาพูดเสียงดัง
“แต่ผมไม่กลัวหรอก เพราะคุณเป็นคนเริ่มก่อน”
เหวินเล่อเล่าเรื่องทั้งหมด พร้อมเติมสีสัน เน้นความบริสุทธิ์ของตัวเอง และความไร้เหตุผลของอีกฝ่าย
“ที่เหวินเล่อพูด จริงไหม?” สวี่ชุ่ยจูถาม
เธอรู้อยู่แล้วว่าเป็นหลี่เหม่ยเหลียนที่ก่อเรื่อง
หลี่เหม่ยเหลียนอยากปฏิเสธ แต่ก็รู้สึกว่าที่เด็กพูดก็ไม่ผิด
แค่เหมือนมีอะไรไม่ถูก แต่จับไม่ได้
ความเงียบของเธอ เท่ากับยอมรับ
สวี่ชุ่ยจูตบไปแล้วหนึ่งที ก็ไม่โกรธมากแล้ว เธอหันไปหาสวี่ต้าฉียง
“พาเมียแกกลับไปเถอะ มื้อนี้ไม่ต้องกินแล้ว”
สวี่ต้าฉียงเดินไปหา
หลี่เหม่ยเหลียนแค่นเสียง “ใครจะอยากกิน” แล้ววิ่งออกไป
ใช่ วิ่งหนีเลย น่าอายเกินไป
คนเยอะขนาดนี้ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เสียหน้าหมด
พอหลี่เหม่ยเหลียนไปแล้ว บรรยากาศก็ดีขึ้น ทุกคนกินกันอย่างมีความสุข
ทั้งกินทั้งคุย แม้แต่สวี่คังยังนั่งกินเงียบๆ
เขาก็รู้สึกอึดอัดอยู่เหมือนกัน เพราะคนก่อเรื่องคือแม่เขา แถมยังมีสวี่เมี่ยวเมี่ยวอยู่ด้วย
แต่ใครจะสนล่ะ มื้อปีใหม่บ้านเขาจืดชืดมาก ไม่มีเนื้อเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะกลิ่นหอมในลาน เขาคงกลับไป
ตอนนี้เขาลูบท้องที่อิ่มแน่น ดีใจที่ตัวเองไม่พูดอะไร เลยได้อยู่กินต่อ
อาหารดีเกินไป ถ้าได้กินแบบนี้ทุกวันคงดี
แต่เขายังมีหนี้ก้อนโต ได้แต่ฝัน
หลังจากกินเสร็จ สวี่ชิงชิงตามสวี่เมี่ยวเมี่ยวกลับบ้าน
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหยิบสกินแคร์สองขวดให้
“พี่ นี่คือที่พี่พูดถึงเหรอ?” สวี่ชิงชิงดูแล้วไม่เห็นพิเศษ ไม่มีฉลากด้วยซ้ำ
เธอเปิดดม “ว้าว หอมจัง ของแบบนี้แพงแน่เลย”
“ก็โอเค ใช้ไปเถอะ หมดแล้วมาขอพี่” สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูดสบายๆ
สวี่ชิงชิงกระโดดดีใจ
“พี่ดีสุดๆเลย ฉันได้ฟีลมีพี่รวยแล้ว!”
ของแพงใช้ได้ตามใจ
เมื่อก่อนเธอไม่กล้าคิด แม้แต่ครีมถูกๆยังไม่กล้าซื้อ
“อยู่ที่นี่อีกสองสามวันนะ พี่จะทำของอร่อยให้กินทุกวัน” สวี่เมี่ยวเมี่ยวยิ้ม
น้องคนนี้คือคนที่รักเจ้าของร่างเดิมที่สุด ไม่เคยดูถูก
ตอนก่อนที่เจ้าของร่างจะโดนล้อว่าอ้วน คนนี้คอยปกป้องเสมอ
พอเห็นว่าสวี่ชิงชิงกับลูกผอม เธอก็รู้เลยว่าประหยัดเกินไป
“ฉันอยู่ได้ไม่นาน พรุ่งนี้คงต้องกลับแล้ว บ้านมีงาน ไม่มีคนดูไม่ได้”
เธอก็อยากอยู่ แต่ทำไม่ได้
“งั้นคืนนี้พี่ทำของอร่อยให้ แล้วห่อไปกินระหว่างทาง”
ทั้งสองคุยกันเหมือนตอนยังไม่แต่งงาน อิสระและสบายใจ
“จริงสิ ธุรกิจขายหมูของพวกเธอเป็นยังไง?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวถาม
“ก็พอใช้ได้ แต่เหนื่อยมาก เงินก็ไม่เยอะ”
“งั้นมาทำงานกับฉันไหม รายได้ดีนะ เหลือเก็บได้เยอะ”
ปีนี้คนในหมู่บ้านหลายคนมีเงินมากขึ้น ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ช่วยน้องตัวเอง
“พี่ ฉันก็อยากนะ แต่บ้านฉันยังมีนา มีผู้ใหญ่ มีลูก จะย้ายมาเองไม่ได้”
เธอคิดแล้วก็รู้ว่าไม่ง่าย
“งั้นลองคุยกับสามีดูไหม ย้ายมาทั้งครอบครัวเลย”
แบบนี้ก็ช่วยกันได้ และหาเงินด้วยกันได้
บทที่ 198: น้ำลายไหลเลย
“พี่ ฉันรู้ว่าพี่หวังดี แต่เรื่องนี้ ต่อให้จ้าวไค่เห็นด้วย พ่อแม่เขาก็ไม่ยอมแน่ เอาเถอะ”
สวี่ชิงชิงไม่ต้องไปถามก็รู้ คิดด้วยปลายเท้ายังรู้ว่าเป็นไปไม่ได้
“ก็ได้” สวี่เมี่ยวเมี่ยวแค่เสนอความคิด ไม่ได้บังคับอะไร
น้องสาวมีชีวิตของตัวเอง มีความคิดของตัวเอง เธอไม่บังคับ
ช่วงปีใหม่ สวี่เมี่ยวเมี่ยวซื้อเนื้อมาเยอะ เก็บไว้เต็มตู้เย็น
ตอนบ่ายเธอเริ่มจัดการ เตรียมทำเนื้อตุ๋นซีอิ๊ว
เก็บได้นาน อร่อย แถมพกสะดวก คิดแล้วก็ลงมือทันที
เธอกับสวี่ชิงชิงช่วยกันทำ ทำงานเข้าขากันดี
ทั้งคู่เป็นคนคล่องแคล่ว ไม่นานก็จัดการเนื้อเรียบร้อย
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเริ่มปรุงเครื่องพะโล้
พอเอาเนื้อกับเครื่องลงหม้อตุ๋น เธอก็หยิบผักที่เก็บไว้ในตู้เย็นออกมา
เต้าหู้แผ่น รากบัว มันฝรั่ง สาหร่าย
ล้าง หั่น เตรียมไว้ทั้งหมด จากนั้นก็พาสวี่ชิงชิงไปเลือกเสื้อผ้า
“ชิงชิง เธอรังเกียจไหม ถ้าเป็นเสื้อที่พี่เคยใส่?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวถามยิ้มๆ
เธออยากให้ของใหม่ แต่ซื้อไม่ทันแล้ว
“ไม่รังเกียจเลย ตอนเด็กเราก็ใส่เสื้อผ้าด้วยกัน” สวี่ชิงชิงพูดอย่างภูมิใจ
เป็นพี่น้องกัน เสื้อที่พี่เคยใส่แล้วจะเป็นอะไร เธอชอบด้วยซ้ำ
“งั้นเลือกเลย ชอบตัวไหนเอาไปได้หมด”
สวี่ชิงชิงเริ่มเปิดตู้เสื้อผ้า ยิ่งดูยิ่งตื่นตา
“พี่ เสื้อผ้าเยอะมาก!”
ห้องของสวี่เมี่ยวเมี่ยวกว้าง มีตู้เสื้อผ้าสองตู้
ตู้หนึ่งเก็บเสื้อผ้าฤดูร้อน อีกตู้เป็นเสื้อกันหนาว
ทั้งเสื้อไหมพรม เสื้อชั้นใน กางเกงกันหนาว เสื้อโค้ต เสื้อบุขน เสื้อขนเป็ด เต็มแน่น เป็นระเบียบ
ทุกตัวสะอาด ดูใหม่ สวี่ชิงชิงถึงกับน้ำลายแทบไหล
นี่แหละตู้เสื้อผ้าของผู้หญิง เธอทั้งชีวิตคงไม่ซื้อได้ขนาดนี้
เสื้อผ้าพวกนี้สัมผัสดี คุณภาพดี ต้องแพงแน่
เธอเลือกเสื้อกันหนาวสีเข้มตัวหนึ่ง ลองใส่แล้วพอดี
“พี่ เอาตัวนี้พอ ใส่ทำงานก็ได้ อุ่นดี”
เธอใส่สีเข้มเพราะสะดวก
ทำงานบ่อย เสื้อสีอ่อนเลอะง่าย ซักก็ยาก
“เอาแค่นี้เองเหรอ?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวแปลกใจ
“พี่มีเยอะนะ ชอบตัวไหนก็เอาไป”
เธอซื้อใหม่ได้ แต่เสื้อของน้องดูเก่า สีซีดแล้ว
แม้แต่ปีใหม่ยังไม่ซื้อใหม่ ชีวิตคงไม่ได้สบาย
สวี่ชิงชิงเลือกกางเกงกันหนาวสีดำอีกตัว ยิ้มอย่างพอใจ
“เนื้อผ้าดีจัง หน้าหนาวขายหมูคงไม่หนาวแล้ว”
แค่สองชิ้นนี้ก็ใส่ได้หลายปี
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรู้สึกสงสาร
แต่พวกเธอเป็นพี่น้องกัน เธอจึงหยิบเสื้อผ้าเพิ่มอีกสามสี่ชุด รองเท้าอีกสามคู่
“ลองรองเท้านี้ดู” เธอยื่นรองเท้าบูทหนังบุขนให้
สวี่ชิงชิงเห็นว่าเป็นหนัง ก็ลังเล แต่เห็นสายตาพี่สาว ก็รับมา
“เหมือนจะหลวมนิดหน่อย พี่เก็บไว้ใส่เถอะ”
“ไม่เป็นไร ใส่แผ่นรองก็ได้” สวี่เมี่ยวเมี่ยวเริ่มจัดใส่ถุง
ระหว่างจัด ก็ได้ยินเสียงสะอื้น หันไปเห็นสวี่ชิงชิงร้องไห้
เธอถอนหายใจ
“เด็กโง่ เป็นพี่น้องกัน ให้เสื้อแค่นี้จะร้องทำไม”
“พี่…พี่ไม่เข้าใจ” สวี่ชิงชิงร้องไห้
“ฉันห้าปีแล้วไม่ได้ซื้อเสื้อใหม่ พี่ทำดีกับฉันขนาดนี้ ฉันห้ามน้ำตาไม่อยู่”
เธอกอดพี่สาวร้องไห้
ชีวิตหลังแต่งงานไม่เหมือนที่คิด โดยเฉพาะมีลูกแล้ว
ทุกวันคิดแต่เรื่องเงิน ทำงานหนักทั้งบ้านทั้งงาน แต่ก็ยังโดนตำหนิ
ทำกับข้าวไม่อร่อย เลี้ยงลูกไม่ดี ดูแลสามีไม่ดี
เวลาบอกสามี เขาก็ให้เธอ.อดทน เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่
เธอไม่เคยบอกใคร เก็บไว้คนเดียว
“เด็กโง่ ฉันเป็นพี่เธอ พี่ไม่ดีกับเธอแล้วจะดีกับใคร”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรู้เลยว่าน้องโดนกดดันไม่น้อย
ยุคนี้ ลูกสะใภ้มักถูกแม่สามีควบคุม
ถ้าไม่แยกบ้าน ก็แทบไม่มีสิทธิ์พูด
แม้จะแยก ก็ต้องดูว่าแม่สามีดีไหม แบบหลี่หงอิงกับสวี่ชุ่ยจูถือว่าดีแล้ว
หลายบ้านแย่กว่านี้ เธอเองก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ได้แต่รอ
เมื่อผู้ชายมากกว่าผู้หญิง จนแต่งงานยาก วันนั้นลูกสะใภ้จะมีอำนาจ
สาเหตุก็เพราะค่านิยมรักลูกชายมากกว่าลูกสาว
สวี่เมี่ยวเมี่ยวจัดเสื้อใส่ถุง ให้สวี่ชิงชิงเอาไปเก็บ
ตอนเย็นประมาณห้าโมง เนื้อตุ๋นเสร็จ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วลาน หอมยิ่งกว่าวันปีใหม่
คนเดินผ่านยังต้องกลืนน้ำลาย
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเปิดฝาหม้อ ไอน้ำพุ่งออกมา กลิ่นหอมกระจายเต็มที่
แม้เธอเพิ่งกินของดีๆมา ยังรู้สึกอยากกิน
เธอคีบเต้าหู้แผ่นขึ้นมาชิม นุ่ม ซึมซับน้ำซุป อร่อยยิ่งกว่าเนื้อ
“แม่ ทำอะไรอร่อยอีกแล้ว!” หลิวเหวินเล่อได้ยินจากคนในหมู่บ้าน
พอรู้ว่ามีของกิน ก็ไม่อยากเล่นแล้ว
“ว้าว เนื้อ!”
ตาเขาเป็นประกาย น้ำลายแทบไหล มือสกปรกยื่นเข้าหม้อทันที
“ไปล้างมือก่อน” สวี่เมี่ยวเมี่ยวตีหลังมือเบาๆ
บทที่ 199: บ้านไหนเขาให้อั่งเปาเยอะขนาดนี้กัน
หลิวเหวินเล่อหดมือกลับ ยิ้มกว้าง “ผมไปล้างเดี๋ยวนี้เลย แม่ตักไว้ให้ผมก่อนนะ”
“เจ้าหนูตะกละ” สวี่เมี่ยวเมี่ยวบ่นเบาๆ แต่ก็ยังตักเนื้อสองชิ้นกับผักเล็กน้อยใส่ชามให้
จากนั้นเธอหยิบกะละมังสะอาดสองใบ ใบหนึ่งใส่เนื้อ อีกใบใส่ผัก
พอตักเสร็จ ก็นำน้ำซุปในหม้อราดลงไปทั้งสองใบ
“แม่ ผมเอาอีก” หลิวเหวินเล่อปากมันเงา ยื่นชามมา ดวงตาเป็นประกาย
“พอก่อน ไปเรียกพี่ๆกับพี่สะใภ้มาชิมก่อน” สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูดอย่างเอือมๆ
เจ้าตัวกินจุ เห็นของกินแล้วเหมือนขยับไม่ออก
“ได้เลย!”
ขณะที่ตอบ เขาก็แอบหยิบรากบัวสองชิ้น แล้ววิ่งออกไป
สวี่เมี่ยวเมี่ยวส่ายหน้าอย่างจนใจ
หม้อใหญ่ขนาดนี้ ยังจะกลัวไม่พอกินอีกหรือ เจ้าหนูตะกละจริงๆ
เธอหยิบจานใหญ่ออกมาสองใบ จัดเนื้อกับผักให้ดูน่ากิน
พอเห็นพวกเขาเข้ามา ก็ยื่นจานหนึ่งให้หลิวเหวินเล่อ
“เอาไปให้ปู่ย่า ห้ามแอบกินนะ”
หลิวเหวินเล่อทำหน้าบูด รับมาอย่างเสียดาย
“รู้แล้วครับ เหลือไว้ให้ผมเยอะๆนะ”
สายตาเขาไม่ยอมละจากจาน เดินไปก็หันกลับมามอง
“ไปเถอะ ปกตินายชอบทำแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” หลิวเหวินจวิ้นตบไหล่เขาแล้วหัวเราะ
เจ้าตัวเด่นก็มีวันที่ไม่อยากเด่นเหมือนกันนะ ฮ่าๆ
“พี่สาม ยิ้มจะฉีกแล้วนะ” หลิวเหวินเล่อพูดอย่างงอนๆ
เห็นเขาไม่ได้กินแล้วดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ
หลิวเหวินซินเม้มปากยิ้ม มุมปากยิ่งยกสูง
“พวกเธอลองชิมก่อนนะ เดี๋ยวแม่ทำเส้นก๋วยเตี๋ยวเพิ่ม คืนนี้กินแบบนี้กัน” พูดจบก็ไปนวดแป้ง
หลิวเหวินซินตั้งใจจะชิมคำเดียวแล้วไปช่วย
แต่พอกินคำแรกแล้ว คำต่อไปก็ตามมา หยุดไม่ได้
สวี่เมี่ยวเมี่ยวนวดแป้งเสร็จ รู้สึกแปลกๆ เงียบเกินไปแล้ว
หันไปมอง—
สี่คนกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อย พยักหน้ากันไม่หยุด ไม่มีเวลาพูด
“หยุดกินก่อน ถ้ากินหมด ตอนเย็นจะไม่มีแล้วนะ”
ทำเยอะก็จริง แต่แบบนี้ก็หมดได้
“แม่ ผมช่วยก่อไฟนะ” หลิวเหวินซินเกาศีรษะเขินๆ แล้วไปนั่งหน้าเตา
อีกสามคน ต่างถือเนื้อคนละชิ้น นั่งกินต่อ บอกว่าชิ้นนี้สุดท้าย
สวี่เมี่ยวเมี่ยว “……”
ไม่เลี่ยนกันบ้างหรือ จะกินเนื้อแทนข้าวเลยหรือไง
ไม่นานเธอก็รู้ว่า—กินแทนข้าวได้จริง!
หลิวเหวินเล่อตักเส้นแค่นิดเดียว แต่โปะเนื้อเต็มชาม
กินเนื้อหมดแล้วค่อยกินเส้นนิดเดียว แล้วก็เติมเนื้ออีก
สวี่เมี่ยวเมี่ยวคิด
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนทำอาหารเอง เธอคงคิดว่าตัวเองเลี้ยงลูกแบบ.อดอยาก
แต่ละคนเหมือนหมาป่าหิวโซ
ไม่สิ เหมือนเสือหิวมากกว่า
จวี๋เป่ากินเก่งที่สุด
กินแล้วกินอีก ท้องเหมือนไม่มีวันเต็ม
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรีบวางตะเกียบ ตักของที่เตรียมไว้ให้สวี่ชิงชิงสำหรับวันพรุ่งนี้ออกก่อน แล้วค่อยกลับมากินต่อ
สุดท้ายก็เป็นอย่างที่คิด หม้อใหญ่ที่ทั้งเนื้อทั้งผัก หมดเกลี้ยงในมื้อเดียว ไม่เหลือแม้แต่เศษ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวถือจานหนึ่ง อีกมือหิ้วถุง ไปที่บ้านสวี่ชุ่ยจู
พอดีกับที่พวกเขากำลังกินข้าว เธอยื่นจานให้
“กินเถอะ เนื้อนี่ฉันตุ๋นตั้งนาน”
พูดจบก็ยื่นถุงให้สวี่ชิงชิง
“อันนี้เอาไว้พรุ่งนี้ อากาศหนาว เก็บได้”
“หอมมาก!” สวี่ชิงชิงรีบหยิบตะเกียบ
“คราวหน้ามาอีก ฉันจะทำให้กินอีก แล้วพรุ่งนี้เธอออกกี่โมง”
“หกโมงเช้า”
“เช้าขนาดนั้น?”
“ถ้าช้า เดี๋ยวมืดก่อนถึงบ้าน”
“งั้นพรุ่งนี้ฉันไปส่ง”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวพยักหน้า แล้วหยิบซองแดงสองซองยื่นให้จ้าวพั่งกับจ้าวเจิน
“ปีใหม่แล้ว อั่งเปา”
เด็กสองคนไม่กล้ารับ
“ป้าใหญ่ พวกผมโตแล้ว ไม่ต้องรับแล้ว” จ้าวพั่งหน้าแดง
เขาอายุสิบแปดแล้ว กำลังหาคู่ ไม่กล้ารับเงินแล้ว
“หนูก็ไม่เอาค่ะ” จ้าวเจินถอยหลัง แม่เคยสอนไม่ให้รับ
“โตอะไร ยังไม่แต่งก็ยังเป็นเด็ก รับไปเถอะ นี่เป็นน้ำใจของป้า”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวจับยัดใส่มือ
“พวกเธอกินต่อเถอะ ฉันกลับก่อนนะ”
ตอนที่สวี่ชิงชิงจะไปเอาคืน เธอก็เดินออกไปแล้ว
เดินเร็วมาก ตามไม่ทัน
สวี่ชิงชิงถอนหายใจ “ป้าให้ ก็รับไว้เถอะ”
เธอยื่นให้ลูก
“จำไว้นะ ต้องตอบแทนป้ากับตาและยายให้ได้”
เด็กทั้งสองพยักหน้า
พวกเขารู้ดีว่าญาติฝั่งแม่จริงใจ ไม่เหมือนฝั่งพ่อ
ตอนกลางคืน
จ้าวพั่งเปิดซองดู ถึงกับตกใจ
“เจินเจิน เปิดดูสิ”
จ้าวเจินเปิดดู ตาโต “ห้าสิบหยวน!”
เธอไม่เคยได้มากขนาดนี้
“ผมก็ห้าสิบ!”
สวี่ชิงชิงเข้ามา “เป็นอะไร?”
จ้าวไค่ตามเข้ามา เห็นเงินก็ถาม
“มาจากไหน?”
“ป้าให้”
“หา?” เขานับ
“ร้อยหยวน!” ใจกว้างเกินไปแล้ว
“ทั้งหมดนี่คืออั่งเปา?” สวี่ชิงชิงยังไม่อยากเชื่อ
บ้านไหนเขาให้อั่งเปาเยอะขนาดนี้กัน
บทที่ 200: พวกคุณห้ามเอา!
“อืม พวกเราก็ไม่คิดเหมือนกัน” จ้าวเจินพูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้จับเงินมากขนาดนี้
“งั้นพรุ่งนี้เราเอาไปคืนป้าใหญ่ดีไหม” จ้าวพั่งเสนอ “รับเงินเยอะขนาดนี้มันไม่ค่อยดี”
ไม่ใช่ว่าป้าไม่มีเงิน แต่เรื่องมันไม่ใช่แค่นั้น
ถ้าให้แค่ไม่กี่หยวน เขารับได้อย่างสบายใจ
แต่แบบนี้ เขารู้สึกไม่สบายใจเลย
“เธอคิดว่ายังไง?” สวี่ชิงชิงถามจ้าวไค่
“เธอตัดสินใจเถอะ” เขายื่นเงินคืนให้
นี่เป็นเงินจากพี่สาวของเธอ เขาไม่มีสิทธิ์ตัดสิน
จะรับหรือไม่รับ เขาไม่มีสิทธิ์พูด
สวี่ชิงชิงคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจรับไว้
“เงินร้อยหยวนนี้ถือว่าเรายืมพี่มา เอาไปใช้หนี้ก่อน พอเราพอมีเงินเมื่อไหร่ ค่อยคืนพี่”
บ้านยังติดหนี้ค่ารักษาพ่อแม่สามีอยู่ ถ้าไม่รีบใช้ เดี๋ยวเจ้าหนี้ก็มา
พ่อแม่สามีก็ไม่มีปัญญาใช้ สุดท้ายก็ต้องเป็นภาระของบ้านเธอ
สวี่ชิงชิงมองจ้าวไค่ เห็นเขาไม่พูดอะไร ก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
ผู้ชายคนนี้กตัญญูแบบไม่ลืมหูลืมตา เป็นลูกชายคนโต พ่อแม่ก็อยู่ด้วย
ค่ารักษาก็เขาจ่าย ทั้งที่ยังมีน้องอีกสามคน แต่กลับแบกไว้คนเดียว
บางครั้งเธอก็รู้สึกว่า ชีวิตแบบนี้มันไม่มีวันจบ
วันรุ่งขึ้น
ยังไม่สว่าง สวี่เมี่ยวเมี่ยวก็ตื่นแล้ว
จัดของง่ายๆ แล้วหยิบถุงใหญ่ใบหนึ่งออกมา
ใส่ขนมปังลงไปหลายอย่าง ขนมปังเบา เธอเลยใส่เยอะ
พวกน้ำบำรุง ครีมทาหน้า ครีมทามือ ก็ใส่เพิ่ม เนื้อแห้งก็ใส่
เธอยังซื้อชุดกันหนาวให้จ้าวพั่งกับจ้าวเจินคนละชุด
เห็นเด็กสองคนหนาวจนตัวสั่น เธอทนไม่ไหว
รองเท้าก็ซื้อให้คนละคู่
ส่วนจ้าวไค่… เธอไม่ได้คิดถึงเลย
เขาไม่อยู่ในขอบเขตที่เธอจะต้องใส่ใจ ไม่มีความจำเป็นต้องดีกับเขา
เธอมัดถุงไว้กับจักรยาน แล้วปั่นไปหมู่บ้านสวี่
ไปถึงก็เห็นว่าสวี่ชิงชิงกับครอบครัวเก็บของเสร็จแล้ว ยืนคุยกันในลาน
สวี่ชุ่ยจูจับมือลูกสาว น้ำตาคลอ
“เดินทางดีๆ ถึงแล้วโทรมาบอก มีเวลาก็พาเด็กๆมาอีกนะ”
“ค่ะแม่” สวี่ชิงชิงน้ำตาซึม
ทุกครั้งที่ถึงเวลาแบบนี้ เธออยากร้องไห้
เพราะแต่งไปไกล กลับบ้านแต่ละครั้งไม่ง่าย
“ชิงชิง นี่ของที่ฉันเตรียมให้ รีบไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูดตัดบรรยากาศ
เธอไม่ชอบฉากแบบนี้ ยังไงก็ต้องแยกจากกัน อย่าร้องเลย
“นี่อะไร?”
ความสนใจของสวี่ชิงชิงเปลี่ยนทันที
“ของกินนิดหน่อย เอาไว้กินระหว่างทาง รีบไปเถอะ”
เธอตอบสั้นๆ แล้วยัดถุงให้จ้าวพั่ง
เด็กคนนี้แรงดี ถือได้สบาย
“เดี๋ยวก่อน ฉันให้เหวินซินขับรถไถไปส่งถึงอำเภอ” เธอนึกขึ้นได้
ที่บ้านมีรถไถ โชคดีที่ปั่นจักรยานมา เธอกลับบ้านเร็วมาก
หลิวเหวินซินเพิ่งออกจากห้องน้ำ เห็นแม่รีบเข้ามา
“แม่—”
“ไปขับรถไถ ไปส่งน้าของลูก เร็ว!”
ยังไม่ทันพูดจบ ก็โดนลากออกไปแล้ว
หลังส่งพวกเขาขึ้นรถ สวี่เมี่ยวเมี่ยวปลอบสวี่ชุ่ยจูเล็กน้อย แล้วกลับบ้าน
พอขึ้นรถ สวี่ชิงชิงก็เปิดถุงดู
“แม่ ข้างในมีอะไร?” จ้าวพั่งชะโงกดู
ตอนถือก็รู้สึกแปลกๆ
นุ่มก็มี แข็งก็มี เหมือนขนมปัง แต่ไม่แน่ใจ
ไม่กล้าจับแรง กลัวเสีย
สวี่ชิงชิงตกตะลึง ทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า มีครบ เห็นได้เลยว่าตั้งใจเตรียม
“แม่ ป้าใจดีเกินไปแล้ว!” จ้าวพั่งร้อง
เมื่อคืนก็ให้เนื้อตุ๋นกับเงิน วันนี้ยังให้อีก แถมป้าก็ทั้งสวยทั้งใจดี
หรือป้าจะเป็นนางฟ้า
สวี่ชิงชิงรีบปิดถุง คนบนรถเยอะ ต้องระวัง
“แม่ ทำไมป้าให้ของเยอะขนาดนี้” จ้าวเจินถามเบาๆ
“ป้าเป็นพี่แท้ๆของแม่ ก็ต้องดีกับเราอยู่แล้ว” เธอยิ้ม
“เสื้อผ้ากับรองเท้านี่ต้องเป็นของพวกเธอ จำไว้นะ ต้องกตัญญู” เธอพูดชัดเจน
ลูกโตแล้ว ต้องรู้ว่าใครดีกับเขา
“แม่ ผมรู้ ป้าดีกับเราจริงๆ” จ้าวพั่งพยักหน้า
ถึงจะคุยน้อย แต่เขารู้ ไม่เหมือนญาติฝั่งพ่อ
“แม่ ถ้าหนูมีเงิน หนูจะซื้อของให้ป้า” จ้าวเจินพูดจริงจัง
“ต้องกตัญญูพ่อแม่ด้วย แล้วก็ปู่ย่าด้วยนะ” จ้าวไค่แทรก
เขาไม่ค่อยพอใจ ลูกถูกซื้อใจง่ายเกินไป
“ครับ ผมจะดีกับพ่อแม่”
“หนูก็เหมือนกัน”
“แล้วปู่ย่าล่ะ” จ้าวไค่ย้ำ
ครั้งนี้ เด็กสองคนมองหน้ากัน
เงียบ สีหน้าดื้อเงียบๆ เหมือนมีความน้อยใจ
“ทำไมไม่ตอบ?” เขาเริ่มไม่พอใจ
“พอเถอะ เด็กเขารู้เองว่าใครควรตอบแทน” สวี่ชิงชิงตอบแทน
เด็กโตแล้ว แยกแยะได้
พ่อแม่สามีไม่ได้ดีกับลูกเธอ เด็กก็รู้
พอกลับถึงบ้าน ทุกคนเหนื่อยมาก
ยังไม่ทันได้นั่ง พ่อแม่ของจ้าวไค่ก็เข้ามา
ไม่ถามไถ่ แต่เริ่มค้นของ
“อันนี้น่ากิน เอาไปก่อน”
“เสื้อนี้ดี ฉันใส่ได้”
“รองเท้านี้ใหม่ เก็บไว้ให้หลานใส่”
“ของพวกนี้ป้าให้พวกเรา! พวกคุณห้ามเอา!”
จ้าวพั่งทนไม่ไหว คว้าถุงกลับมาทั้งหมด
บทที่ 201: ไม่ได้เห็นพวกเราเป็นคนนอกเลย
จ้าวพั่งกอดถุงไว้แน่น มองทั้งสองคนอย่างระแวดระวัง
“ไอ้เด็กเวร ฉันเป็นย่า เอาของหน่อยจะเป็นไร รีบเอามาให้ฉัน!” หลี่ต้าอยาเอ่ยด้วยท่าทีผู้ใหญ่
เด็กนี่ควรจะรู้จักเชื่อฟัง ไม่งั้นวันนี้คงหนีไม้เรียวไม่พ้น
เธอหรี่ตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม มั่นใจเต็มที่ ยังไงลูกชายคนโตก็ต้องช่วยเอาของมาให้เธออยู่ดี
“ไม่ให้ นี่ของที่พวกเรานำกลับมา” จ้าวพั่งดื้อกว่าที่คิด
ของดีๆในบ้านโดนปู่ย่าแบ่งไปก็แล้วไป แต่นี่คือของที่ป้าให้เขา น้องสาว และแม่
ถ้าไปอยู่ในมือย่า เขาก็เท่ากับเอากลับมาเสียเปล่า
“จ้าวพั่ง พูดกับย่าแบบนี้ได้ยังไง” จ้าวกั๋วทำหน้าดุ สีหน้าเริ่มมีความโกรธ
พูดจบก็หันไปมองลูกชาย
จ้าวไค่รีบเข้ามาแย่งของไป
“นี่คือปู่ย่าของเธอ คนในบ้านเดียวกัน ของจะให้ใครก็เหมือนกัน”
หลี่ต้าอยาหัวเราะเยาะ
หึ เด็กนี่คิดจะต่อต้านหรือไง ไม่ดูเลยว่าใครเป็นคนมีอำนาจในบ้าน ช่างน่าขำ
ของพวกนี้ พวกมันไม่มีทางได้สักชิ้น
จ้าวเจินมองรอยยิ้มโลภของย่า น้ำตาคลอ
“แม่ ย่าแย่งของที่ป้าให้พวกเรา”
เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น
“แม่ ย่าเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ต้องน่านับถือไม่ใช่เหรอ ทำไมปู่ย่าของหนูถึงเป็นแบบนี้”
พอเห็นเธอร้องหนัก จ้าวพั่งก็ร้องตาม
เด็กหนุ่มตัวโตพอร้องจริงจัง เสียงดังจนเหมือนจะเรียกทั้งหมู่บ้าน
ไม่นาน หน้าบ้านก็มีคนมามุงหลายสิบคน
“เป็นเพราะฉันเอง ฉันปกป้องของที่ป้าให้พวกเธอไม่ได้
พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ อยากเอาก็เอาไปเถอะ” สวี่ชิงชิงเช็ดน้ำตา
คำพูดนี้ทำให้คนที่มุงอยู่เริ่มซุบซิบ
หลี่ต้าอยากับสามีหน้าขึ้นสี สลับแดงสลับซีด
อยากจะเถียงกับชาวบ้าน แต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายโมโหเดินเข้าบ้านไป
สวี่ชิงชิงส่งสายตาให้ลูก ทั้งสองรีบเก็บของทั้งหมดเข้าห้อง เหลือจ้าวไค่ยืนอยู่คนเดียว รับสายตาและเสียงซุบซิบจากคนรอบข้าง
ทางฝั่งสวี่เมี่ยวเมี่ยว เธอไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ช่วงปีใหม่ ทุกคนไปเยี่ยมญาติกันหมดแล้ว
ตอนนี้ก็แค่เดินเล่น คุยกันในหมู่บ้าน ไม่นานก็เห็นคนสองคนเดินเข้ามาที่ปากหมู่บ้าน
เป็นคนคุ้นหน้า
“โอ้โห นี่ไม่ใช่หลิวซิ่งเอ๋อร์ที่ไปเกาะคนรวยกับหลิวจื้อเฉียงเหรอ ทำไมกลับมาแบบหงอยๆล่ะ”
“จำได้ว่ามีคนเคยพูดว่าจะไม่กลับมาเหยียบหมู่บ้านนี้อีกไม่ใช่เหรอ”
พอทั้งสองเดินผ่าน ชาวบ้านก็เริ่มพูดกระแนะกระแหน
หลิวซิ่งเอ๋อร์กับหลิวจื้อเฉียงไม่หยุดเถียง แต่เร่งฝีเท้ากลับบ้าน
“อย่าเพิ่งไปสิ ไม่เจอกันนาน เล่าให้ฟังหน่อยสิว่าเป็นเมียคนรวยเป็นยังไง”
หญิงชาวบ้านคนหนึ่งดึงหลิวซิ่งเอ๋อร์ไว้
“ปล่อยฉัน ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับเธอ”
หลิวซิ่งเอ๋อร์ตั้งครรภ์ แรงไม่พอ ดิ้นไม่หลุด
“อย่าทำแบบนี้เลย อย่างน้อยฉันก็เห็นเธอโตมา
ตอนนี้เธอได้ดีแล้ว ก็ช่วยพวกเราบ้างสิ เหมือนแม่ของเหวินซินไง”
หลิวซิ่งเอ๋อร์เพิ่งสังเกตว่าสวี่เมี่ยวเมี่ยวก็อยู่ หน้าขึ้นสีทันที
ใครๆก็เห็นว่าเธอแต่งตัวแย่กว่าก่อน ชัดเจนว่าโดนเยาะเย้ย
“ปล่อยฉัน!”
หลิวจื้อเฉียงหมดความ.อดทน ดึงเธอออก มองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ
“อย่ามาหาเรื่องพวกเรา” คำเตือนชัดเจน
พอเขาพูดแบบนั้น ชาวบ้านหลายคนก็ไม่พอใจ เดินเข้ามาล้อม
“หมายความว่ายังไง?”
“คิดว่าแค่แซ่หลิวจะมาทำอะไรในหมู่บ้านนี้ก็ได้เหรอ”
“คิดว่าพวกเราตายหมดแล้วหรือไง?”
แต่ละคนพูดขึ้น บรรยากาศตึงเครียด
หลิวจื้อเฉียงอยากเถียง แต่พอนึกถึงสถานการณ์ตัวเอง ก็เงียบลง
“พวกคุณอย่าเกินไป!” หลิวซิ่งเอ๋อร์ตอบเสียงแข็ง
“พอเถอะ อย่าทำให้ขายหน้า” หลิวจื้อเฉียงพูด แล้วเดินไปเลย
เขาไม่อยากมีเรื่อง
“จื้อเฉียง จะปล่อยไปแบบนี้เหรอ พวกเขาพูดแบบนั้นนะ”
“แล้วจะให้ทำยังไง? อยู่ต่อให้สวี่เมี่ยวเมี่ยวหัวเราะเยาะเหรอ!” เขาตะคอกอย่างหงุดหงิด
หลิวซิ่งเอ๋อร์ชะงัก
ตั้งแต่ตั้งครรภ์มา เขาไม่เคยพูดกับเธอแบบนี้
แต่ก่อนเขาอ่อนโยน ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ น้ำตาไหลไม่หยุด
“ร้องอีกแล้ว วันๆเอาแต่ร้อง เธอไม่รู้หรือไงว่าพวกเราตอนนี้เป็นยังไง
ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ก็เตรียม.อดตายได้เลย!”
เขารำคาญสุดๆ ผู้หญิงคนนี้นอกจากกิน นอน ขับถ่าย ก็ร้องไห้
ท้องไม่กี่เดือนก็อ้วนขึ้นมาก อีกไม่นานคงเหมือนหวังเฉียง
เมื่อก่อนร้องแล้วน่าสงสาร ตอนนี้มองแล้วรำคาญ
“จะโทษฉันเหรอ? ถ้านายไม่เล่นการพนันจนหมดเงิน เราจะต้องกลับมาที่นี่เหรอ!”
“ฉันเล่นพนัน? ฉันก็อยากหาเงินเลี้ยงเธอกับลูกไม่ใช่เหรอ!”
เขาเถียงหน้าด้าน
“เลี้ยงอะไร เงินของฉันกับของนายถูกนายผลาญหมด!”
หลิวซิ่งเอ๋อร์รู้สึกว่ามองคนผิด
“ฉันไม่อยากเถียงกับเธอ”
เขาเดินเร็วขึ้น ทิ้งเธอไว้ข้างหลังอีกครั้ง
ทั้งสองทะเลาะกันกลางทาง ชาวบ้านได้ยินกันหมด
แต่พอตกกลางคืน ก็คืนดีกัน
เช้าวันถัดมา
เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ถือชามไปเล่าข่าวที่จุดซุบซิบของหมู่บ้าน
“เมื่อคืนเสียงดังจนฉันทนฟังไม่ได้ เอาผ้าห่มคลุมยังได้ยินชัด”
“เหมือนไม่เห็นพวกเราเป็นคนนอกเลยนะ”
“อยู่บ้านข้างๆนี่ซวยจริงๆ”
ชาวบ้านถาม
“ไม่ใช่ว่าหลิวซิ่งเอ๋อร์ท้องอยู่เหรอ เห็นท้องชัดแล้วนะ” ยังทำแบบนั้นได้อีก?
“ใครจะรู้ เขาสนุกกันเอง จะไปสนลูกในท้องทำไม”
ทุกคนถอนหายใจ
“เมื่อวานฉันได้ยินว่าหลิวจื้อเฉียงเล่นพนันจนหมดตัว เลยต้องกลับมา”
บทที่ 202: พอมีเงินก็จะถีบหลิวซิ่งเอ๋อร์ทิ้ง
“เล่นพนันเหรอ? ตอนหย่ากับหวังเฉียง เขาก็ได้ทรัพย์สินไปไม่น้อยนะ”
“ใช่น่ะสิ ตอนนั้นหลิวซิ่งเอ๋อร์ทำท่าเชิดหน้าดูถูกคน ฉันยังจำได้ติดตาเลย”
ชาวบ้านคุยกันเสียงดังสนั่น ทั้งหมู่บ้านคึกคักเหมือนไม่ใช่ช่วงปีใหม่
สวี่เมี่ยวเมี่ยวไม่ต้องออกไปไหน ข่าวพวกนี้ก็ลอยเข้าหูเอง
“ฉันว่าแล้วว่าหลิวจื้อเฉียงไม่น่าเชื่อถือ เขากล้าหย่ากับหวังเฉียง ทิ้งลูกตัวเองได้ ต่อไปก็ทิ้งหลิวซิ่งเอ๋อร์ได้เหมือนกัน” สวี่ฉีที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น
คนแบบนี้เชื่อไม่ได้ ใครเชื่อก็โง่เต็มที
“พูดถูกทุกอย่าง” สวี่เมี่ยวเมี่ยวพยักหน้า เรื่องแบบนี้ใครๆก็คิดออก แต่หลิวซิ่งเอ๋อร์กลับเชื่อ
ผู้ชายแบบหลิวจื้อเฉียง ใครไปเกี่ยวข้องก็ซวยทั้งนั้น
เธอมองท้องของสวี่ฉี แล้วรู้สึกว่าควรเตือนหลิวเหวินซินให้ระวังหน่อย
แต่จะพูดกับใครก็ไม่สะดวกปาก สุดท้ายเธอเลือกที่จะเชื่อใจ ว่าทั้งสองคงรู้จักยับยั้งชั่งใจ
เรื่องหลิวซิ่งเอ๋อร์กลับหมู่บ้าน ถูกพูดถึงอยู่หลายวัน แล้วก็เงียบไป
พอพ้นวันที่เจ็ดหลังตรุษจีน โรงทำขนมก็กลับมาเปิด
ทุกคนกลับไปทำงาน หมู่บ้านก็เงียบลง
แต่หลิวจื้อเฉียงนั้น หน้าหนาพอสมควร ไม่หลบหน้า ไม่อาย ยังออกมาเดินเตร่ในหมู่บ้าน
ชาวบ้านเห็นก็ไม่มอง ไม่ทัก เขาก็ไม่สน
แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าโรงขนม เขาจะหยุดยืนดูนานๆ มองคนข้างในทำงานอย่างขยันขันแข็ง สายตาซับซ้อน ใครเห็นก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
วันหนึ่ง หลี่หงอิงทนไม่ไหว คว้าไม้กวาดสกปรก วิ่งไล่ฟาดเขาจนเสียสภาพ
“ถ้ายังกล้ามาเดินวนอีก ฉันจะหักขาแก! คิดว่าฉันใจดีหรือไง!” เธอระเบิดอารมณ์ออกมาเต็มที่
ช่วงนี้พยายามควบคุมตัวเองอยู่ แต่วันนี้ทนไม่ไหวจริงๆ ต่อไปเห็นมันเมื่อไหร่ จะตีเมื่อนั้น
เสียงประทัดดังขึ้น
มื้อสุดท้ายผ่านไป ปีใหม่ก็สิ้นสุดลง
ปีนี้ถือว่าสงบ ไม่มีเรื่องร้ายแรง
หลังอาหาร หลี่หงอิงมาหาสวี่เมี่ยวเมี่ยว คุยเรื่องไปปักกิ่งรักษาโรค กำหนดวันที่สิบเจ็ด
สวี่เมี่ยวเมี่ยวไม่มีปัญหา
“แม่ ไปกันสามคนเหรอ?”
“ต้าซานไปด้วย รวมสี่คน”
มีผู้ชายไปด้วย เดินทางปลอดภัยกว่า เธอก็สบายใจ
ถ้าไปกันแค่สองคน โดยเฉพาะลูกสะใภ้คนนี้สวยขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นคงเสียใจไปตลอดชีวิต
“ได้ งั้นฉันเตรียมตัวสองสามวันนี้”
พอตกลงกันแล้ว สวี่เมี่ยวเมี่ยวก็บอกทุกคนตอนกินข้าวกลางวัน
“พอส่งพวกแกสองคนไป แม่ก็จะไปแล้ว
บ้านนี้จะเหลือแค่พวกแกสามคน ถ้ามีอะไรจัดการไม่ได้ ก็ไปหาตายาย
แม่จะให้พวกเขาช่วยดูแลด้วย”
“แม่ ไปนานไหม จะกลับเมื่อไหร่?” หลิวเหวินเล่อถามอย่างไม่อยากให้ไป
“ต้องดูอาการปู่ ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน แม่จะโทรมาบอก”
“แม่ไม่ต้องห่วง มีผมกับพี่ใหญ่ บ้านไม่เป็นอะไรแน่นอน” หลิวเหวินจวิ้นตบอก
พี่ใหญ่แค่ซื่อ ไม่ได้โง่ ส่วนเขาฉลาด ดูแลได้
“อืม ทั้งบ้านกับโรงขนมต้องดูดีๆ โดยเฉพาะโรงขนม” เธอยังเป็นห่วง
หลิวเหวินจวิ้นยังเด็ก ไม่มีเธอ ไม่มีหลี่หงอิง ถ้ามีปัญหาต้องพึ่งสวี่ฉี
“ฉีฉี ลูกช่วยดูโรงขนมด้วยนะ แต่สุขภาพสำคัญกว่า”
“ค่ะ แม่”
มื้อนี้ไม่มีใครกินอย่างสบายใจ ทั้งเป็นห่วงอาการของหลิวเต๋อซิง และเป็นห่วงสวี่เมี่ยวเมี่ยว
หลังจากนั้น หลิวเหวินเซ่ากับหลิวเหวินเล่อก็ออกไป
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเก็บของเสร็จ เอากระเป๋าใบกลาง ของสำคัญเก็บไว้ในมิติ
เธอนั่งรถไถ หลิวเหวินซินขับไปบ้านหลี่หงอิง
หลี่หงอิงเอาของขึ้นรถ หลิวเหวินซินช่วยพยุงหลิวเต๋อซิงขึ้น
ทั้งสามนั่งเรียบร้อย รถไถออกตัว
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเพิ่งสังเกต หลิวเต๋อซิงผอมลงมาก ดูอ่อนแรง
หน้าเคยอ้วน ตอนนี้เห็นโครงกระดูก ตาลึก เหมือนคนป่วยหนัก
หลี่หงอิงบอกว่า ช่วงปีใหม่ยังพอมีแรง แต่กินได้น้อยลง
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหันหน้าหนี
คนแก่ป่วย ไม่เหมือนคนหนุ่มสาว บางคนเปลี่ยนไปเหมือนคนละคน
ของหลิวเต๋อซิงยังถือว่าไม่หนักมาก
รถไถออกจากหมู่บ้าน สวี่เมี่ยวเมี่ยวเห็นหลิวซิ่งเอ๋อร์กับหลิวจื้อเฉียง
หลิวจื้อเฉียงสะพายกระเป๋าใบใหญ่ เดินอย่างลำบาก แต่สีหน้ากลับสดใสเหมือนมีข่าวดี
ทั้งสองหันมามอง เหมือนอยากขอติดรถ
แต่พอเห็นคนบนรถ ก็เลิกคิด
สายตาที่มองสวี่เมี่ยวเมี่ยวเต็มไปด้วยความแค้น เหมือนโทษเธอ
สวี่เมี่ยวเมี่ยวกลอกตาใส่ เธอรู้ว่าพวกเขาคิดอะไร แต่เธอไม่สน
“เมื่อเช้าฉันได้ยินว่าเขาจะไปเซี่ยงไฮ้ บอกว่ามีคนรู้จักช่วย” หลี่หงอิงพูดขึ้น
“ไปเซี่ยงไฮ้?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวแปลกใจ
“จริงๆ หลิวซิ่งเอ๋อร์ก็ซวยนะ ก่อนแต่งงานก็โดนเอ้อร์หมาจื่อทำร้าย ตอนนี้มาเจอหลิวจื้อเฉียงอีก”
อนาคตคงไม่ดีแน่
“บางทีเธออาจจะได้ชีวิตที่ดีขึ้นก็ได้” สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูดพลางครุ่นคิด
มองเงาทั้งสองที่ค่อยๆไกลออกไป เธอเริ่มคิดถึงอีกความเป็นไปได้
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เธอจะไม่ปล่อยไว้แน่
“ชีวิตดีเหรอ? ผู้ชายแบบหลิวจื้อเฉียง พอมีเงินก็ถีบหลิวซิ่งเอ๋อร์ทิ้งอยู่ดี” หลี่หงอิงพูดอย่างมั่นใจ
บทที่ 203: มีคนลงมาจากเตียงบน
คนที่ผ่านโลกมาพอสมควร ต่างดูออกว่า ผู้ชายแบบหลิวจื้อเฉียง เห็นผู้หญิงสวยก็แทบเดินไม่ไหว ไม่มีทางหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนเดียวแน่นอน
ยิ่งหลิวซิ่งเอ๋อร์ก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะควบคุมผู้ชายได้อยู่หมัด อนาคตมีโอกาสสูงที่เธอจะเดินซ้ำรอยหวังเฉียง
ส่วนจะโชคดีเหมือนหวังเฉียงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะเผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเองหรือเปล่า
หลังจากนั่งรถหลายชั่วโมง ทั้งสี่ก็มาขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปปักกิ่ง
ตอนนั้นบ่ายโมงแล้ว ยังไม่ได้กินอะไรเลย สวี่เมี่ยวเมี่ยวหิวจนท้องแทบติดหลัง
โชคดีที่ซื้อตั๋วนอน มีเตียงล่างสองเตียง เธอเลือกเตียงล่างทันที เพราะนอนเตียงกลางแล้วกลัวตก
“พ่อ แม่ กินอะไรก่อนนะ” เธอหยิบขนมปังออกมาให้
หลิวต้าซานกับหลิวเต๋อซิงรับไป ทั้งคู่ก็หิวเหมือนกัน
“แม่ไม่กิน ยังไม่ค่อยสบาย” หลี่หงอิงโบกมือ
เธอเมารถมาตลอดทาง เพิ่งขึ้นรถไฟแล้วดีขึ้นหน่อย แต่ยังอึดอัดในท้อง กินก็ไม่ลง อาเจียนก็ไม่ออก ดูอ่อนแรงเหมือนคนป่วยหนัก
ทั้งที่กินยาแก้เมารถแล้ว แต่ไม่ช่วยเลย
“แม่ นอนพักก่อนนะ ดีขึ้นค่อยกิน” หลิวต้าซานพูดด้วยความเป็นห่วง
นี่เป็นครั้งแรกที่แม่เขาออกเดินทางไกล รวมถึงเขาและพ่อด้วย
เขาไม่เมารถ แค่เหนื่อยเล็กน้อย ในใจยังมีความตื่นเต้นอยู่บ้าง
“แม่ เดี๋ยวหนูไปเอาน้ำร้อนให้นะ”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวหยิบกระติกแล้วเดินไป ไม่นานก็กลับมา
หลี่หงอิงถือไว้ให้อุ่นมือ จิบเล็กน้อย
“บนรถไฟมีน้ำร้อนด้วยเหรอ” เธอดูแปลกใจ
“มีสิ แถมยังมีห้องน้ำอยู่ปลายตู้ด้วย” สวี่เมี่ยวเมี่ยวยิ้ม
“มีข้าวกล่องนะ ใครเอาบ้าง?”
เสียงพนักงานดังขึ้น เข็นรถขายของผ่าน
มีข้าว น้ำ ขนม แต่คนถามน้อยมาก ส่วนใหญ่พกอาหารมาเอง
เพราะของบนรถไฟแพงกว่า หลายคนไม่อยากเสียเงิน
“มีอะไรบ้างคะ?” สวี่เมี่ยวเมี่ยวถาม
“เหลือแค่กะหล่ำปลีวุ้นเส้นตุ๋นหมู กับผัดมันฝรั่ง”
พนักงานมองเธอหลายครั้ง เพราะไม่เคยเห็นคนสวยแบบนี้ น้ำเสียงก็อ่อนลง
“เอาสี่ชุดค่ะ” เธอหยิบเงิน
“เมี่ยวเมี่ยว แม่ไม่กินนะ” หลี่หงอิงรีบพูด
“ตอนนี้ไม่หิว ไว้ค่อยกินก็ได้” เธอรู้ดีว่าแม่สามีกังวลเรื่องเงิน
“น้องสะใภ้ ฉันก็ไม่หิว ไม่ต้องซื้อให้ฉัน” หลิวต้าซานพูด
แต่ทันทีที่พูดจบ ท้องก็ดัง หน้าแดงทันที สวี่เมี่ยวเมี่ยวแทบกลั้นหัวเราะ
“เอาสี่ชุดค่ะ ขอบคุณ”
พนักงานยื่นข้าวมา ทั้งสองคนจำต้องรับ
ตอนแรกกินช้าๆ แต่ไม่นานก็เร่งความเร็ว เหมือนหิวมาหลายวัน
สวี่เมี่ยวเมี่ยวทำเหมือนไม่เห็น กินของตัวเองต่อ เธอก็หิวมาก
พอกินเสร็จ หลี่หงอิงถึงเริ่มกิน
กินไปก็เสียดายเงินไป แต่ก็หิว ความรู้สึกปนกันไปหมด
พอกินอิ่ม เธอก็รู้สึกดีขึ้น เริ่มมีแรง ความตื่นเต้นในการขึ้นรถไฟก็มา
เธอกับหลิวต้าซานมองวิวข้างนอก พูดคุยกันเบาๆ
ส่วนหลิวเต๋อซิง กินเสร็จก็นอนทันที กลางวันก็ยังหลับได้สนิท
สวี่เมี่ยวเมี่ยวอ่านนิยายเพลิน อ่านจนฟ้ามืด
ตอนบ่ายคนไม่เยอะ ค่อนข้างเงียบ
ประมาณห้าโมง คนเริ่มขึ้นมาเพิ่ม ที่นั่งเต็ม
มื้อเย็นก็ซื้อบนรถไฟ ครั้งนี้หลิวต้าซานไม่พูดอะไร แต่หลี่หงอิงเป็นคนจ่าย
ตอนกิน ชายสองคนที่เพิ่งขึ้นมา แอบมองพวกเธอเป็นระยะ โดยเฉพาะมองสวี่เมี่ยวเมี่ยว สายตาไม่ดีนัก
เธอกินต่อเหมือนไม่เห็น ยังชมในใจว่าอาหารอร่อย
จริงๆ เธอสังเกตตั้งแต่พวกเขาขึ้นมาแล้ว รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง เหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่สายตาหลบไปมา แฝงความเจ้าเล่ห์
พอเผลอเงยหน้า เธอก็จับได้ทันที
หลังอาหาร เธอนอนตั้งแต่หัวค่ำ หลับตาแล้ว หยิบกระบองไฟฟ้าจากระบบไว้ใต้ผ้าห่ม
ออกนอกบ้านต้องระวังตัว
เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสา โลกนี้มีคนเลวมากมาย เธอจะไม่ฝากความปลอดภัยไว้กับใคร
การนอนบนรถไฟไม่ค่อยสบาย มีเสียงดังตลอด รถสั่นไปมา
แรกๆอาจนอนไม่หลับ แต่พอง่วงก็หลับเอง เตียงนอนดีกว่าเก้าอี้เยอะ
ตีหนึ่งกว่า ไฟในตู้ดับแล้ว เงียบพอสมควร ถ้าไม่นับเสียงกรน
สวี่เมี่ยวเมี่ยวนอนเร็ว แต่ตื่นเพราะเสียงกรน แล้วก็นอนไม่หลับ
นับแกะไปเรื่อยๆ พอนับถึงสองร้อย ก็มีเสียงดังจากเตียงบน
มีคนลงมาแล้ว
บทที่ 204: ใครมันช่างเลวขนาดนี้ มาขโมยเงินหยาดเหงื่อของฉันไปได้!
สวี่เมี่ยวเมี่ยวนอนตะแคงหันออกทางทางเดิน
ในความมืด เธอเห็นเงาสองร่างกระโดดลงมาจากเตียงบน
แสงสลัวแบบนั้น ไม่ใช่สองคนนั้นจะเป็นใครไปได้
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย ภายใต้ผ้าห่มที่ปกปิดสายตาไว้ แอบมองการเคลื่อนไหวของทั้งคู่
ชายสองคนกระซิบคุยกันเบาๆ ก่อนจะชี้ไปยังตู้ข้างๆ แล้วเดินออกไป
สวี่เมี่ยวเมี่ยวรออยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานพวกเขาก็กลับมา
เธอเห็นชัดเจนว่าในมือของทั้งคู่มีเงินอยู่คนละกำ หันซ้ายหันขวาแล้วรีบยัดใส่กระเป๋า
หลังจากนั้นก็สบตากันแล้วหัวเราะเบาๆ
หนึ่งในนั้นเอื้อมมือไปที่กระเป๋าของหลี่หงอิง
เวลาตีสองกว่า เป็นช่วงที่คนหลับลึกที่สุด
กระเป๋าถูกหยิบไป แต่หลี่หงอิงไม่รู้ตัวเลย นอนหลับสนิท
พวกมันล้วงอยู่นาน ก่อนจะหยิบเงินออกมา แล้ววางกระเป๋ากลับที่เดิม
ไม่รู้เพราะเหตุใด พวกมันไม่ได้แตะเงินของหลิวต้าซานกับหลิวเต๋อซิง แต่กลับสบตากันแล้วเผยรอยยิ้มหื่นกาม ก่อนจะหันเป้าหมายมาที่สวี่เมี่ยวเมี่ยว
ทั้งสองแยกกันลงมือ คนหนึ่งมาที่หัวเตียง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า
อีกคนยืนตรงกลาง เตรียมจะจับตัวเธอ
ในผ้าห่ม สวี่เมี่ยวเมี่ยวกำกระบองไฟฟ้าที่ซ่อนไว้แน่น
ทันทีที่ชายคนนั้นเปิดผ้าห่ม เธอก็ลงมือก่อน
ทั้งสองไม่คิดเลยว่าคนที่อยู่ในผ้าห่มจะตื่น แถมยังถือของมาทำร้ายพวกเขา
เพียงเสี้ยววินาทีที่พวกมันชะงัก ก็เพียงพอแล้ว
เธอฟาดกระบองไฟฟ้าใส่ชายที่หัวเตียงจนล้มลง
ก่อนที่อีกคนจะทันตั้งตัว เธอก็จัดการอีกคนจนล้มลงเช่นกัน จากนั้นเก็บกระบองอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปลุกหลิวเต๋อซิงให้ตื่น เขาลุกขึ้นนั่งทันที
เห็นชายสองคนนอนขดอยู่บนพื้น ก็งงไปหมด
พอมองอีกที สวี่เมี่ยวเมี่ยวไม่รู้ไปเอาเชือกปอหนาๆมาจากไหน กำลังมัดทั้งสองคนจนแน่นหนา
หลิวต้าซานกับหลี่หงอิงก็ตื่นตามมา
“ลูกสะใภ้สาม นี่เธอทำอะไรอยู่?”
หลี่หงอิงยังคิดว่าตัวเองฝันอยู่ ร่างบางแบบนั้นจะไปจับผู้ชายสองคนได้ยังไง
“แม่ ลุกขึ้นมาจับโจรกันค่ะ”
น้ำเสียงของสวี่เมี่ยวเมี่ยวเรียบเหมือนพูดเรื่องธรรมดา หลี่หงอิงกระพริบตาปริบๆ
พอได้ยินคำว่า “จับโจร” ก็กระโดดลงจากเตียงทันที เกือบหัวชน
ด้วยความรีบร้อน เธอเหยียบลงไปบนตัวชายคนหนึ่ง
“โจรอยู่ไหน? ขโมยอะไรไป?”
“อ๊าก! เจ็บ!”
หลี่หงอิงเพิ่งรู้ตัวว่าเหยียบคน รีบกระโดดหนี
แต่ดันไปเหยียบอีกคน เสียงร้องดังขึ้นอีกชุด
ยิ่งดังยิ่งเจ็บกว่าเดิม เพราะเธอกระโดดเต็มแรง
“คนอะไร นอนเล่นบนพื้นกลางดึก!” หลี่หงอิงบ่น
“ช่วย...ช่วยด้วย...”
ชายคนนั้นมองสวี่เมี่ยวเมี่ยวอย่างหวาดกลัว
ผู้หญิงคนนี้จัดการพวกเขาจนล้มได้ในพริบตา ทั้งตัวชาไปหมด
พอรู้สึกตัวอีกที ก็ถูกมัดแน่นแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น?” หลิวต้าซานกระโดดลงมา
แม้มีเสียงดัง แต่คนในตู้ข้างๆก็ไม่อยากลุก
ง่วงกันทั้งนั้น บางคนถึงกับอยากจะลุกมาต่อยคนก่อเสียง สุดท้ายก็กลับไปนอนต่อ
“สองคนนี้เป็นโจร ขโมยเงินไปหลายคน แม่ลองดูเงินในกระเป๋าสิว่าหายไหม”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวนั่งอย่างสงบ หลี่หงอิงสะดุ้งทันที
เงินคือชีวิตของเธอ ออกจากบ้าน ไม่มีเงินไม่ได้
เธอรีบคลำกระเป๋า แล้วร้องเสียงหลง
“เงินห้าสิบหยวนของฉันหายไป!”
เธอค้นซ้ำสองรอบ ก็ไม่เจอ
“แม่ ลองค้นตัวพวกมันดูค่ะ”
หลี่หงอิงรีบก้มค้น หลิวต้าซานก็ช่วยอีกคน
ไม่กี่วินาที ทั้งสองก็ชะงัก
“แม่ แน่ใจว่าเงินที่หายมีแค่ห้าสิบ?” หลิวต้าซานมองเงินหลายร้อยหยวนในมือ
“น่าจะ...ห้าสิบนะ?”
หลี่หงอิงเริ่มไม่แน่ใจ หรือเธอใส่ไว้หลายร้อยแล้วลืม?
“เงินพวกนี้มีของคนอื่นด้วยค่ะ”
คำพูดของสวี่เมี่ยวเมี่ยวทำให้ทั้งคู่เข้าใจทันที
“ใช่สิ ฉันจำได้ว่ามีแค่ห้าสิบ” หลี่หงอิงโล่งใจ
“แล้วเงินพวกนี้ล่ะ?” หลิวต้าซานมองเธอ
ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เรื่องสำคัญในบ้าน มักให้สวี่เมี่ยวเมี่ยวตัดสินใจ
เขาเรียนรู้มาจากพ่อแม่ ที่เชื่อใจเธอ
“ไปเรียกพนักงานมาเถอะ พวกนี้ดูแล้วเป็นมืออาชีพ”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวพูดเรียบๆ
ทั้งขโมยเงิน ยังคิดจะทำร้ายผู้หญิงอีก ไม่รู้ทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว
เธอก้มเก็บผ้าเช็ดหน้าที่ตกอยู่ สายตาลึกเย็น
ชายสองคนเห็นแล้ว ก็ยิ่งหวาดกลัว
ยังไม่เข้าใจเลยว่าพลาดได้ยังไง และเธอรู้ได้ยังไง
เสียงวุ่นวายเริ่มดึงดูดผู้โดยสาร หลายคนออกมาดู
หลี่หงอิงเล่าเรื่องให้ฟัง ทุกคนรีบกลับไปเช็กเงินตัวเอง
จากคนดู กลายเป็นผู้เสียหายทันที ไม่มีใครง่วงอีกแล้ว
ไม่นานพนักงานก็มาถึง
ยังไม่ทันพูดอะไร ก็มีคนร้องลั่น
“ใครมันช่างเลว ขโมยเงินหยาดเหงื่อของฉันไป!”
บทที่ 205: บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอร่อยยิ่งกว่าเนื้อเสียอีก
“ฉันทำงานแทบตาย กว่าจะเก็บได้สองร้อยหยวน หายเกลี้ยงเลย!”
“ฉันมีอยู่แค่ห้าหยวน ยังโดนขโมยไปอีก ไอ้คนไร้ยางอายนี่!”
ชั่วพริบตาเดียว คนที่รู้ตัวว่าเงินหายมีมากกว่าสิบคน
“เงินของพวกมันอยู่ตรงนี้หมดค่ะ” สวี่เมี่ยวเมี่ยวนิ้วชี้ไปที่กองเงินบนพื้น
หลังค้นเจอ พวกเธอก็ยังไม่ได้แตะ แม้แต่ห้าสิบหยวนของหลี่หงอิงก็ยังไม่ได้หยิบคืน
“ใครเป็นคนจับพวกมันไว้?” พนักงานรถไฟมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มเก็บเงินขึ้นมานับ
“ฉันเองค่ะ”
สายตาของสวี่เมี่ยวเมี่ยวใสชัด พนักงานตกใจเล็กน้อย
แต่พอเห็นว่ามีผู้ชายอยู่ด้วยสองคน ก็คิดว่าคงช่วยกันจับ
พื้นที่ในตู้รถไฟแคบอยู่แล้ว ยิ่งมีคนมามุงก็ยิ่งอึดอัด
เสียงผู้โดยสารดังอื้ออึง
“เงียบ!”
เสียงของพนักงานดังขึ้นทันที ทุกคนเงียบกริบ
“ทีละคน มาบอกจำนวนเงินที่หายไป”
เขาหยิบสมุดจด
“ต้องพูดความจริงนะ ถ้าใครโกหก แจ้งตัวเลขเกิน เดี๋ยวลงรถที่ไหนก็โดนจับได้”
คำพูดไม่หนักไม่เบา แต่พอจะทำให้คนที่คิดโกงถอยทันที
ทุกคนเริ่มรายงานจำนวนเงินอย่างซื่อสัตย์
“ของฉันห้าสิบหยวน!” หลี่หงอิงรีบบอก
พนักงานจดครบแล้ว ก็เอาเงินที่ได้มานับเทียบ จากนั้นก็เริ่มแบ่งคืน
พอแบ่งเสร็จ ยังเหลืออยู่อีกกว่าร้อยหยวน
“เอาล่ะ ใครได้คืนแล้วก็กลับไปนอน เรื่องโจรผมจะจัดการเอง”
เขาเพิ่งนอนตอนเที่ยงคืน ยังไม่ถึงสองชั่วโมง แต่ต้องฝืนง่วงทำงาน
ฝูงชนเริ่มสลาย เขาหันไปหาหลิวต้าซานกับหลิวเต๋อซิง
“ช่วยผมยกสองคนนี้ไปห้องพนักงานหน่อย”
ตอนนี้ยังดึกอยู่ เรื่องต้องรอเช้าค่อยรายงาน
สองคนพยักหน้าแล้วช่วยกันยกทันที
“ปล่อยพวกเรา! พวกเราถูกใส่ร้าย!”
“แบบนี้มันกักขังหน่วงเหนี่ยว!”
พนักงานรำคาญจนทนไม่ไหว
คนหน้าตาดีแท้ๆ ดันไปทำเรื่องสกปรก
ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด เขาเตะเข้าไปทีหนึ่ง
“เงียบ!”
ขี้เกียจฟังข้อแก้ตัวไร้สาระ หลักฐานก็ชัดเจนขนาดนี้แล้ว
หลังจากทั้งสองถูกพาไป สวี่เมี่ยวเมี่ยวก็เคาะประตูห้องพนักงาน
“มีอะไรหรือครับ?” พนักงานชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอ
“ฉันเอาของมาส่งค่ะ” เธอยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวให้
พนักงานขมวดคิ้ว ไม่ยอมรับ สายตาหลบเล็กน้อย
ดูเหมือนจะคิดอะไรผิดๆ แล้วพูดอย่างลำบากใจ
“ผมแต่งงานแล้วนะครับ”
“หา?”
สวี่เมี่ยวเมี่ยวงงไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมา
“คุณเข้าใจผิดแล้ว นี่คือผ้าที่โจรจะใช้ทำให้ฉันสลบ น่าจะมีการใส่ยาด้วย”
พนักงานหน้าแดงเล็กน้อย
“อ๋อ แบบนี้เอง งั้นผมจะส่งให้ตำรวจ”
เขารีบรับไว้ ในใจแอบอายตัวเอง คิดไปเองเสียไกล
“สองคนนั้นน่าจะเป็นพวกมืออาชีพนะคะ น่าจะมีผู้หญิงโดนพวกมันทำร้ายมาแล้วหลายคน”
พนักงานพยักหน้าอย่างจริงจัง แค่คิดว่าเป็นภรรยาหรือลูกสาวของตัวเองเจอแบบนี้ ก็ทนไม่ได้แล้ว
พอเธอออกไป เขาก็หันไปจัดการสองคนนั้นอีกยก
คราวนี้ถึงกับเอาถุงเท้าเหม็นๆ ยัดปากคนละข้าง ในที่สุดก็เงียบ
คืนนั้น สวี่เมี่ยวเมี่ยวนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเสียงกรนดังสนั่นจากด้านบน แถมจากตู้ข้างๆก็ยังมีเสียงประสานอีก
เธอไม่เคยรู้สึกว่ากลางคืนยาวนานขนาดนี้มาก่อน
สุดท้าย คนอื่นตื่นตั้งแต่หกเจ็ดโมง แต่เธอเพิ่งหลับ
พอหลับแล้ว เสียงคนเดิน เสียงคุย ก็ไม่รบกวนอีก
เธออยากกลับไปนอนที่บ้าน นอนยาวๆแบบไม่ต้องตื่นเลย
กว่าจะลืมตาอีกที ก็เที่ยงแล้ว
เธอตื่นเพราะหิว พอได้ยินเสียงขายข้าวก็รีบสั่งสี่ชุดทันที แล้วไปล้างหน้า
พอกลับมา ทุกคนกินกันเสร็จแล้ว
“พ่อ แม่ ตอนเช้ากินอะไรกัน?” เธอเริ่มสงสัย
“กินขนมปัง” หลี่หงอิงตอบ
จริงๆ คนละแค่ก้อนเดียว ไม่อิ่มเลย
แต่เธอเสียดายเงิน คิดว่าอดเช้าหน่อย รอเที่ยงกินทีเดียวก็ได้
สวี่เมี่ยวเมี่ยวเข้าใจทันที กินเสร็จเธอก็นอนต่อ
ผลคือ กลางคืนกลับนอนไม่หลับ
“แม่ นี่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พรุ่งนี้เช้าเอาไปชงกินนะ”
เธอยื่นให้สามถ้วย ไม่งั้นพรุ่งนี้ก็ต้อง.อดอีกแน่
“ซื้อมาตอนไหน?” หลี่หงอิงถาม
“ซื้อจากในอำเภอค่ะ”
เธอตอบแบบขอไปที หลี่หงอิงก็ไม่ได้ถามต่อ
เช้าวันถัดมา สามถ้วยถูกชงพร้อมกัน
กลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งตู้ จนคนอื่นน้ำลายสอ
มีถึงห้าคนเดินมาถามว่าซื้อจากไหน หลี่หงอิงได้แต่ยิ้มแห้ง บอกว่าไม่มีแล้ว
“แม่ บะหมี่นี่อร่อยจริงๆ” หลิวต้าซานพูดอย่างทึ่ง
“อร่อยกว่าเนื้ออีก”
หลิวเต๋อซิงพูดทั้งที่ยังก้มหน้ากิน
จบตอน
Post a Comment
0 Comments