NV002 ep151-163
บทที่ 151: ให้โอกาสเซี่ยฮวา
มื้ออาหารใกล้จะจบลงแล้ว ซวี่ชุ่ยจูก็แทบจะคุ้ยเรื่องราวของหลัวเทียนหงออกมาจนหมดทุกซอกทุกมุม
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่เคยคิดเลยว่าหลัวเทียนหงจะเป็นคนซื่อขนาดนี้ ถึงกับนั่งคุยกับแม่เธอได้ยาวทั้งมื้อ
สองคนเหมือนเจอกันถูกคออย่างกับรู้จักกันมานาน คุยกันเพลินจนแทบจะจับมือสาบานเป็นพี่น้องต่างวัยกันตรงนั้น
ส่วนสวี่เถี่ยจู้กินเสร็จก็ออกไปทำนาแล้ว ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเองก็คิดจะกลับเหมือนกัน มื้อนี้สำหรับเธอเรียกได้ว่าแทบไม่มีรสชาติอะไร
แต่พอนึกถึงเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนในอก เธอก็รู้สึกว่าชีวิตยังพอมีสีสันอยู่บ้าง
เธอเพิ่งลุกขึ้น—ก็ชะงักค้างอยู่กับที่ทันที เมื่อกี้…เธอได้ยินอะไรนะ?!
แม่เธอถามหลัวเทียนหงว่า “ฉันแนะนำเหมี่ยวเหมี่ยวให้คุณดีไหม?”
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัว!
ยังไม่ทันที่หลัวเทียนหงจะตอบ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวก็รีบดึงเขาออกไปนอกบ้านทันที
เธอยิ้มฝืนๆ “หัวหน้าหลัว วันนี้ต้อนรับไม่ดีเท่าไหร่ ไว้วันหลังเชิญมากินข้าวใหม่นะคะ กลับก่อนเถอะค่ะ”
“เรื่องที่แม่ฉันพูด อย่าไปใส่ใจเลยนะคะ”
หลัวเทียนหงจับแฮนด์จักรยาน ยืนงงๆหันกลับไปมอง
“ลาก่อนค่ะ หัวหน้าหลัว”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวโบกมือแรงๆสองที แล้วก็หายวับเข้าไปในบ้าน เธอกลับเข้าไปหาแม่ทันที
“แม่ แม่รู้ไหมว่าเมื่อกี้พูดอะไรออกไป?”
ซวี่ชุ่ยจูไม่รู้สึกว่าตัวเองพูดผิด กลับสอนลูกสาวเสียอีก
“เหมี่ยวเหมี่ยว ฟังแม่นะ แม่ว่าพ่อหนุ่มหลัวคนนี้ดีนะ”
“ลูกเลี้ยงลูกสี่คนมาคนเดียวก็ลำบากพอแล้ว จะอยู่คนเดียวไปทั้งชีวิตได้ยังไง”
พูดไปพูดมา น้ำตาแม่ก็ไหลออกมา เธอเป็นห่วงจริงๆ
“เหมี่ยวเหมี่ยว ตอนนี้ยังหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนได้ ถ้ารอแก่ไป ลูกทั้งสี่มีครอบครัวหมดแล้ว ลูกจะไม่เหงาเหรอ?”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจ เธอเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ ความโกรธในใจก็ลดลงไปมาก
“แม่ สิ่งที่แม่พูด หนูเข้าใจ และก็รู้ว่าแม่หวังดี”
“แต่นี่คือชีวิตของหนู หนูเป็นคนคนหนึ่ง ความหวังดีแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่หนูต้องการ”
“หนูอยากอยู่แบบนี้ อยู่คนเดียวแบบนี้ ต่อให้แก่ไป หนูก็ไม่เสียใจ” เธอมองตาแม่อย่างจริงจัง
“แม่ นี่คือความคิดจริงๆของหนู ขอให้แม่เคารพการตัดสินใจของหนูนะ”
อย่ามาทำเรื่องแบบนี้อีก ถ้าเกิดทำแบบนี้อีกหลายครั้ง เธอคงรับไม่ไหวจริงๆ
ทำไมคนรุ่นก่อนถึงคิดว่าผู้หญิงต้องแต่งงาน? ทำไมการอยู่คนเดียวถึงเหมือนเป็นเรื่องผิด? คนคนเดียวจะมีความสุขไม่ได้หรือไง?
แม้แต่เธอที่เคยมีครอบครัวแล้ว ยังต้องเจอแรงกดดันแบบนี้ แล้วคนโสดที่ยังไม่เคยแต่งงานจะยิ่งหนักแค่ไหน?
เธออยากถามจริงๆว่า—
ใครกันเป็นคนตั้ง “หน้าที่” นี้ให้พ่อแม่?
บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ
ซวี่ชุ่ยจูหยุดร้องไห้ ครั้งนี้เธอฟังเข้าใจจริงๆ
“เหมี่ยวเหมี่ยว ต่อไปแม่จะไม่พูดแบบนี้อีกแล้ว ขอแค่ลูกมีความสุข ลูกอยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้ไปเถอะ”
เธอรู้ตัวแล้ว จะไม่พูดอีก
“แม่คิดแบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้ม
สองแม่ลูกเช็ดน้ำตาให้กัน มองหน้ากันแล้วยิ้ม
เก็บจานเสร็จ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยื่นเงินหนึ่งพันหยวนให้
“ห้าร้อยไว้รับซื้อไข่เป็ด อีกห้าร้อยให้แม่”
ซวี่ชุ่ยจูไม่ค่อยกล้ารับ
“เหมี่ยวเหมี่ยว เราเอาเงินเขามาเยอะขนาดนี้ ถ้าจ้าวเปียวมาแก้แค้นจะทำยังไง?”
ของไม่ถึงร้อยหยวน แต่ให้เขาจ่ายไปตั้งพันกว่า เธอกลัวนิดๆ
แต่ก็…แอบสะใจหน่อยๆ
ตอนนั้นหน้าตาอวดดีของจ้าวเปียว ทำให้เธอโกรธแทบระเบิด
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้ม “ฉันนี่อยากให้เขามาหาเรื่องอีกหลายครั้งเลย”
“ทำไมล่ะ?”
“มากี่ครั้ง ฉันก็รีดเขาทุกครั้ง”
“ฟังดูมีเหตุผลนะ”
“ฮ่าๆๆๆ!”
“ฮ่าๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะดังลั่นบ้าน คนที่เดินผ่านยังแอบมองด้วยความสงสัย
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกลับถึงบ้าน เห็นประตูเปิดอยู่ ในลานบ้านมีผู้หญิงท้องโตยืนอยู่
เธอเดินเข้าไป อีกฝ่ายหันมา คือซุนฟางฟาง
“น้องสะใภ้ กลับมาแล้วเหรอ” ซุนฟางฟางลูบท้อง ยิ้มอ่อนโยน
“อืม มีอะไรเหรอคะ?” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้าบ้าน
ซุนฟางฟางตามเข้ามา และพูดตรงๆ
“ฉันได้ยินว่าเสี่ยวเมิ่งจะรับลูกศิษย์ สอนทำเค้กใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวนั่งลงพัก ซุนฟางฟางนั่งลงข้างๆอย่างระมัดระวัง
“เซี่ยฮวาอยู่บ้านก็ไม่มีงานทำ ให้เธอไปลองได้ไหม?”
ชุนฮวาทำงานที่ร้านขนมปังดีมาก มีเงินกลับบ้านทุกเดือน
แต่เซี่ยฮวา…ทำให้เธอปวดหัวมาก
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ตอบ แค่มองเธอ
ซุนฟางฟางเริ่มรู้สึกเก้อเขิน นิสัยลูกสาวเป็นยังไง ทุกคนก็รู้ดี
ขี้เกียจ ไม่ค่อยตั้งใจ แถมยังคิดมาก แต่ยังไงก็ลูกตัวเอง
“ให้เธอลองก็ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไล่กลับมาเลย ไม่ต้องเกรงใจฉัน”
สุดท้ายเธอก็ต้องพูดออกมา “นี่เธอพูดเองนะ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเคาะนิ้วเบาๆ
“เด็กคนนี้ฉันก็เห็นมาตั้งแต่เล็ก ถ้าไม่ตั้งใจ ฉันไม่อ่อนข้อให้แน่”
“เธอก็รู้ ฉันไม่เคยเข้าข้างญาติ” น้ำเสียงเรียบๆ สายตาเฉยชา
“รู้ค่ะ รู้ค่ะๆ ฉันจะให้เซี่ยฮวาตั้งใจเรียนแน่นอน”
ซุนฟางฟางดีใจจนลุกขึ้น “ขอบคุณนะที่ให้โอกาสเซี่ยฮวา”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรีบพยุง “ระวังหน่อย ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันรับผิดชอบไม่ไหว”
คนท้องนะ เรื่องแบบนี้ประมาทไม่ได้
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ฉันเพิ่งไปตรวจมา หมอบอกปกติดี”
ซุนฟางฟางไม่ค่อยกังวล จริงๆเธอก็หวังกับลูกในท้องมาก จะได้ลูกชายหรือไม่ก็อยู่ที่ครั้งนี้
อายุก็มากแล้ว หมอบอกอาจคลอดยาก
แต่เธอไม่กลัว ขอแค่เป็นลูกชาย ต่อให้ยากแค่ไหนก็จะคลอด
ส่งซุนฟางฟางกลับแล้ว ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไปที่ร้านขนมปัง บอกเรื่องนี้กับซวี่เมิ่ง
ซวี่เมิ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร
บทที่ 152: คนอ่านหนังสือไม่ออก
ไข่เยี่ยวม้ากลายเป็นของฮิตขึ้นมาอย่างกะทันหัน
วันนั้นพวกเธอออกไปขายไข่เยี่ยวม้าตามปกติ พอไปถึงตรงปากตลาด จุดเดิมที่เคยขาย ก็เห็นว่ามีคนยืนรอกันอยู่สิบกว่าคน
ซวี่ชุ่ยจูนึกว่ามาหาเรื่องอีกแล้ว ถึงกับเกือบจะพับแขนเสื้อเตรียมเข้าไปมีเรื่อง
ยังดีที่ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวสังเกตเห็นก่อน สีหน้าของคนพวกนั้นไม่ได้ดูหาเรื่อง กลับมีแววเอาใจและตื่นเต้นอยู่บ้าง ไม่น่าจะมาสร้างปัญหา
หลิวอี้หูขับรถแทรกเตอร์เข้าไปจอด พอจอดปุ๊บ คนสิบกว่าคนนั้นก็พากันล้อมเข้ามาทันที
“ไข่เยี่ยวม้าของพวกคุณ ผมเหมาหมดเลย วันนี้ไม่ต้องขายแล้ว”
“ผมเอาหมด ขายให้ผม!”
“ทำไมต้องให้คุณคนเดียว ผมให้ราคาสูงกว่า!”
“จะวัดกันเรื่องเงินใช่ไหม ใครจะกลัว!”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยังไม่ทันลุกจากที่นั่ง คนพวกนั้นก็เถียงกันเองแล้ว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
ซวี่ชุ่ยจูก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่พอรู้ว่าไม่ได้มาหาเรื่อง แถมยังแย่งกันซื้อไข่เยี่ยวม้า รอยยิ้มก็แทบจะกว้างถึงหู
โอ้โห ไข่เยี่ยวม้าบ้านเธอนี่อนาคตสดใสจริงๆ
“พอได้แล้ว อย่าทะเลาะกัน” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตะโกนขึ้นมา พร้อมแคะหูเล็กน้อย
พอทุกคนเงียบลง เธอก็พูดต่อ “ฉันเข้าใจที่พวกคุณพูด”
สถานการณ์แบบนี้เธอคุ้นเคยดี เหมือนตอนขายขนมปังไม่มีผิด นี่แหละคือช่วงเวลาที่เธอรอคอย
เย้!!!! ช่วงเวลาปลดปล่อยของเธอมาถึงแล้ว
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มกว้าง “ทุกคนฟังนะ พวกคุณอยากซื้อไข่เยี่ยวม้าของฉันใช่ไหม?”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน
“แล้วก็อยากซื้อระยะยาวใช่ไหม?”
ทุกคนก็พยักหน้าอีกครั้ง
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกระตุกยิ้ม หยิบกระดาษกับปากกาออกมา ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วเริ่มเขียน
ทุกคนกำลังสงสัยอยู่ เธอก็ยื่นกระดาษให้ทีละคน
เมื่อทุกคนถือกระดาษอยู่ในมือแล้ว เธอก็เก็บปากกา
“ในนี้มีที่อยู่บ้านฉันกับเบอร์โทร ใครจะซื้อก็ไปที่บ้านได้ แต่ต้องสั่งจองก่อนนะ โทรมาก็ได้”
ทุกคนเข้าใจทันที สีหน้าดีใจขึ้นมา
“แต่พวกคุณก็รู้ ไข่เยี่ยวม้าต้องใช้เวลาทำนาน ของเลยไม่ได้มีทุกวัน และก็ไม่ได้มีพอให้ทุกคน”
“เพื่อความยุติธรรม ใครมาก่อนได้ก่อน”
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ
“เถ้าแก่ ถ้าซื้อเยอะ ลดราคาได้ไหม?” มีคนหนึ่งยกมือถามเหมือนนักเรียน
คำถามนี้ทำให้ทุกคนหันมาสนใจ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวส่ายหัวอย่างใจเย็น “ราคานี้คือราคาสุดแล้ว ต้นทุนเราสูงมาก ลดอีกก็ไม่มีกำไร”
“ถ้าใครคิดว่าแพง ไม่ซื้อก็ได้ ฉันไม่ว่า” เธอพูดสบายๆ
ราคานี้ถือว่าถูกแล้ว ทั้งค่าแรง เวลา และไข่เป็ด ล้วนเป็นต้นทุน จะมาเอาฟรีๆไม่มีทาง
พอพูดแบบนี้ ทุกคนก็เลิกคิดจะต่อราคา ตั้งแต่ไข่เยี่ยวม้าออกมา ราคาก็เท่านี้มาตลอด
แม้จะฮิตก็ยังไม่ขึ้นราคา ถือว่าใจดีมากแล้ว
“ผมว่าไม่แพงนะ สมเหตุสมผลดี”
“ผมก็คิดว่าโอเค เราก็ต้องเห็นใจเถ้าแก่บ้าง”
“ใช่ ทำธุรกิจไม่ง่ายนะ”
ทุกคนช่วยกันพูด จนคนที่ถามหน้าแดงไปเลย แต่เขาก็ยังไม่ไป แค่ก้มหน้าเงียบ
หึ!!! เขากลายเป็นคนร้าย คนอื่นได้เป็นคนดีหมด
รู้งี้ไม่เป็นคนเริ่มพูดดีกว่า พวกนี้ก็ไม่ได้หวังดีหรอก
ไข่เยี่ยวม้าหนึ่งรถ ยังไม่ทันได้เอาเข้าไปขายในตลาด ก็ถูกสิบกว่าคนนั้นแบ่งกันซื้อหมด
พอคนแยกย้าย ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวก็ตบไหล่หลิวอี้หู
“ไป! กลับบ้าน!”
หลิวอี้หูยังงง เพิ่งมาถึงก็กลับแล้ว เร็วเกินไปไหมเนี่ย
ระหว่างทาง ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวอธิบายแผนต่อไปให้ซวี่ชุ่ยจูฟัง
หลักๆคือรับออเดอร์ รับเงิน แล้วค่อยส่งของ
ไม่ต้องส่งถึงที่ ลูกค้ามารับเอง เหมือนขายขนมปัง
แค่ไข่เยี่ยวม้าต้องใช้เวลาทำ เลยส่งของไม่ได้ทุกวัน
ตอนนี้ก็ต้องทำแบบนี้ไปก่อน ใจร้อนกินของร้อนไม่ได้ ค่อยๆทำไป
พอกลับถึงบ้าน หลิวอี้หูจอดรถ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวก็จ่ายค่าแรงให้
เขามองเงินในมือ แววตาหม่นลงเล็กน้อย
“อาสะใภ้สาม พรุ่งนี้เราไม่ต้องไปขายที่ตลาดแล้วใช่ไหม?”
ในใจเขารู้คำตอบอยู่แล้ว งานสบายแบบนี้คงจบแล้ว
“ใช่ ต่อไปคงไม่ต้องไปแล้ว รอให้คนมาซื้อที่บ้านก็พอ”
หลิวอี้หูยิ่งรู้สึกหดหู่ ดูท่าคงต้องไปหางานใหม่
“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวสังเกตเห็น จึงเรียกเขาไว้
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ นายมาช่วยแม่ฉันรับไข่เป็ด ทำไข่เยี่ยวม้า แล้วก็จัดของ”
“ต่อไปธุรกิจนี้น่าจะให้พวกนายสองคนดูแล ฉันอาจจะไม่มายุ่งแล้ว”
เป้าหมายของเธอคือเป็นเจ้านายที่ไม่ต้องลงมือเอง
“เงินเดือนเดือนละสองร้อย ต้องพร้อมทำงานตลอด ไม่มีงานก็พัก มีงานต้องทำ ห้ามขี้เกียจ” เธอพูดต่อ
หลิวอี้หูถึงกับอึ้ง เดือนละสองร้อย! ดีกว่าออกไปหางานข้างนอกอีก
เขานึกว่าเธอไม่ใช้เขาแล้วเสียอีก
“ได้เลยครับอาสะใภ้สาม ผมจะตั้งใจทำ!”
เขาดีใจมาก รีบกลับไปบอกภรรยา
“แม่ ที่ฉันพูดเมื่อกี้แม่ก็ได้ยินแล้วนะ ต่อไปธุรกิจไข่เยี่ยวม้าให้แม่กับอี้หูดูแล”
ซวี่ชุ่ยจูดีใจ รีบตอบ
“ได้ๆ ลูกวางใจได้เลย แม่กับอี้หูทำได้แน่นอน”
หลังจากฝึกมาหลายวัน เธอก็มั่นใจในตัวเองมาก ทั้งทำไข่เยี่ยวม้า รับไข่ ขายของ เธอทำได้หมด
“ก็ดีแล้ว ที่อยู่ที่ให้ไปเป็นบ้านแม่ ส่วนออเดอร์ทางโทรศัพท์ ฉันจะช่วยรับให้” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกำชับ แล้วก็ยื่นรายการออเดอร์ให้แม่
ทันใดนั้น—เธอนึกอะไรขึ้นมาได้ แย่แล้ว!
ซวี่ชุ่ยจูอ่านหนังสือไม่ออก คิดเลขได้แค่คร่าวๆ แล้วแบบนี้จะทำยังไง?
ทำธุรกิจแต่ไม่รู้หนังสือ ก็เหมือนคนตาบอด อ่านออเดอร์ไม่ออก จะทำต่อยังไง?
พอซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพูดออกมา ซวี่ชุ่ยจูก็เงียบไป
อายุก็ขนาดนี้แล้ว จะให้มาเริ่มเรียนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว
เรื่องนี้…จะทำยังไงดี?
บทที่ 153: ตกลงใครกันแน่ที่ไม่มีเหตุผล
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า
“แม่ งั้นเอาแบบนี้นะ ถ้าอี้หูอยู่ เรื่องออเดอร์กับการส่งของก็ให้เขาดูแล ถ้าเขาไม่อยู่ก็ให้พ่อช่วย แม่ไม่เข้าใจอะไรก็ถามพวกเขาได้”
“ได้ แบบนี้ดีเลย” ซวี่ชุ่ยจูพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล
แต่ในใจกลับมีบางอย่างถูกปลูกฝังลงไป คื่อ—ความคิดอยากเรียนหนังสือ
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กลางวันเธอทำงานหัวหมุน พอตกกลางคืนมีเวลาว่าง ก็ลากสวี่เถียจู้มาสอนอ่านเขียนทันที
วันหนึ่ง ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวอยู่บ้านว่างๆเบื่อขึ้นมา เลยเก็บรถเข็นที่ใช้ขนของเข้าไปในพื้นที่มิติ แล้วขี่จักรยานออกจากบ้าน
พอใกล้ถึงตลาด เธอก็หามุมที่ไม่มีคน แล้วเอารถเข็นออกมา พร้อมกับของอีกหลายอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ที่เธอเคยเก็บมาจากห้องลูกๆ ตอนยังอยู่หมู่บ้านหลิว
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเข็นรถจนแทบหมดแรง กว่าจะไปถึงร้านรับซื้อของเก่า
เธอยืดหลังแล้วตะโกนเข้าไปในลาน “เถ้าแก่ มีของมาขาย!”
คนที่ออกมาคือชายชราผมหงอก รูปร่างผอม อายุราวหกสิบกว่า
เขาตอบกลับขณะเดินออกมา “มาแล้ว มาแล้ว”
เขามองของบนรถเข็นแวบหนึ่ง แล้วพูดเรียบๆ “เข็นเข้ามาเลย”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวนึกว่าเขาจะช่วย แต่เขากลับเดินกลับเข้าไปเฉยๆ
เธอถอนหายใจ สุดท้ายก็ต้องเข็นเข้าไปเอง
พอเข้าไปแล้ว ชายชราถึงค่อยช่วยยกของลง
“ของพวกนี้รับหมดใช่ไหม?” เธอถาม
“อืม” เขาตอบสั้นๆ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้ใส่ใจท่าทีของเขา พอตกลงราคากันเสร็จ เธอก็เตรียมเข็นรถกลับ แต่สายตาเหลือบไปเห็นขวดสีเขียว.อมฟ้า คล้ายแจกัน มีลายสีน้ำเงิน
ดูสวยดี เธอเลยหยิบขึ้นมา “เถ้าแก่ อันนี้ขายยังไง?”
“ไม่คุ้มค่า ของปลอม ถ้าชอบก็เอาไปเลย” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวแปลกใจเล็กน้อย กำลังจะขอบคุณ ก็เห็นว่าข้างหน้ามีอีกหลายใบ
เธอกำลังจะหยิบเพิ่ม แต่สายตาไปสะดุดกับภาพวาดไม่ไกล ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เธอเปิดดู
เป็นภาพสัตว์—วาดได้สมจริงมาก อีกสามภาพเป็นภาพวิว ดูดีทุกภาพ เธอเลยตัดสินใจเอาหมด
“เถ้าแก่ ของพวกนี้รวมเท่าไหร่?” จะให้ของฟรีหมดก็ดูไม่ดี
ชายชรามองเธอแล้วพูดเรียบๆ “ห้าสิบสตางค์พอ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ต่อราคา จ่ายทันที
เธอวางของลงบนรถเข็น แล้วเข็นออกไปอย่างระมัดระวัง
ร้านรับซื้อของเก่าอยู่ค่อนข้างลึก คนไม่ค่อยพลุกพล่าน พอถึงปากซอย เธอก็เก็บทั้งรถเข็นและของทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่มิติ
ทันใดนั้น—
“ติ๊ง! ตรวจพบแจกันราชวงศ์ชิง2ใบ ใบละ150,000หยวน ต้องการขายหรือไม่”
“ติ๊ง! ตรวจพบภาพวาด3ภาพ ภาพละ500,000หยวน ต้องการขายหรือไม่”
เสียงระบบดังขึ้นในหัว พร้อมหน้าจอสีน้ำเงินที่แสดงของในมิติของเธอ ของที่ระบบรับซื้อถูกทำเครื่องหมายไว้
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจ
โอ้โห เธอเก็บของดีมาได้แล้ว!
“ไม่ขาย” เธอตอบทันที
นี่มันของโบราณนะ ถึงจะไม่ใช่ระดับล้ำค่า แต่ก็เป็นของแท้ เธอยังไม่ได้ขาดเงินถึงขั้นต้องขายตอนนี้
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวหยิบแจกันใบหนึ่งออกมาดูอย่างละเอียด ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าสมกับเป็นของจริง
เธอถืออย่างระมัดระวัง ราวกับจับผิวเด็กทารก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสของโบราณใกล้ขนาดนี้
ความรู้สึกตอนนี้ ต่างจากตอนอยู่ร้านรับซื้อของเก่าลิบลับ
พอความคิดเปลี่ยน ของก็เหมือนเปลี่ยนไปด้วย
เธอเก็บความตื่นเต้นไว้ แล้วไปที่ที่ทำการไปรษณีย์ในอำเภอ
“สวัสดีค่ะ ฉันอยากซื้อแสตมป์”
“จะเอาแบบไหน?” พนักงานถาม
“มีแบบไหนบ้าง?”
พนักงานเหลือบมองเธอ สีหน้ารำคาญเล็กน้อย “ลิง สามก๊ก โบตั๋น...”
เธอไล่ชื่อเร็วมาก เห็นได้ชัดว่าเริ่มหงุดหงิด
“จะซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้ออย่ามาขวางคนอื่น”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่สนท่าที รีบพูด “ซื้อสิ ซื้อแน่นอน”
“เอาแบบไหน?”
“เอาหมด มีเท่าไหร่เอามาให้หมด” เธอพูดอย่างมั่นใจ
ช่วงนี้ซื้อแสตมป์ไม่มีขาดทุนแน่นอน เก็บไว้เฉยๆ อีกหน่อยราคาพุ่งหลายเท่า
โดยเฉพาะแสตมป์ลิงรุ่นแรก จากไม่กี่หยวน พุ่งเป็นหมื่น เหมือนติดจรวด
พนักงานชะงัก ก่อนสีหน้าจะมืดลง
“ถ้าไม่ซื้อก็ออกไป ถ้ามาก่อกวน ฉันจะเรียกคนมาไล่คุณ”
เธอคิดในใจ ‘หน้าตาดีสะอาดสะอ้าน แต่ไร้สาระ’
จะซื้อหมดเหรอ? พูดออกมาได้ยังไง? ถ้าเธอเชื่อก็โง่แล้ว!
“เดี๋ยวก่อน ฉันพูดจริงนะ ฉันจะซื้อจริงๆ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวอธิบายอย่างจนใจ พูดความจริงยังไม่มีใครเชื่อ
“พวกคุณไล่เธอออกไป ผู้หญิงคนนี้มาก่อกวน!” พนักงานตะโกนเรียกเพื่อนร่วมงาน
ชายสองคนเดินเข้ามา สีหน้าไม่เป็นมิตร
“ฉันไม่ได้โกหก...” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพูดอย่างเหนื่อยใจ
“พวกคุณสุภาพหน่อยนะ ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจ” เธอเตือนทันที วันนี้เธอไม่ไปไหนทั้งนั้น
คนในไปรษณีย์เริ่มหันมามอง แม้แต่คนที่เดินผ่านหน้าประตูก็หยุดดู
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวนั่งลงอย่างสบายใจ ชายสองคนก็ไม่กล้าลงมือกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงสวยแบบนี้ เลยยืนค้างอยู่แบบนั้น
พนักงานโกรธจัด ถึงกับโทรแจ้งตำรวจ วางสายแล้วเดินมาหาเธออย่างหยิ่งๆ
“ฉันแจ้งตำรวจแล้ว ดูซิว่าเธอจะนั่งอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”
หึ! อาศัยแค่หน้าตาดี ไร้ยางอายจริงๆ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มบาง “ก็ดีเลย ให้ตำรวจมาตัดสินว่าใครกันแน่ที่ไม่มีเหตุผล”
ไม่นาน—เธอก็เห็นคนรู้จักเดินเข้ามา เป็นลั่วเทียนหง
เขาเห็นเธอแล้วชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอาการ แล้วหันไปถาม
“ใครเป็นคนแจ้งความ?”
พนักงานรีบชี้ไปที่ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวทันที
“เธอค่ะ! มาก่อกวนในไปรษณีย์ ไม่ยอมไป พูดยังไงก็ไม่ฟัง!”
บทที่ 154: เชื่อใจแบบไม่มีเงื่อนไข
“ก่อกวน?” ลั่วเทียนหงมองซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวด้วยสายตาแปลกๆ
ยังไงเธอก็ดูไม่เหมือนคนที่จะมาก่อเรื่องเลยสักนิด
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเหมือนจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เธอยักไหล่
“ฉันก็แค่อยากซื้อแสตมป์ แต่คนนี้ไม่รู้สมองส่วนไหนรวน หาว่าฉันมาก่อกวน ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วมันก่อกวนตรงไหน?” พูดแล้วก็อึดอัดจริงๆ
พนักงานโต้กลับทันที
“คุณบอกให้ฉันเอาแสตมป์ทั้งหมดออกมา แล้วคุณจะซื้อ คุณซื้อไหวเหรอ? แบบนี้ไม่เรียกว่าก่อกวนแล้วเรียกว่าอะไร!”
ลั่วเทียนหงฟังแล้วก็พอเข้าใจ เขาพูดเบาๆ “เธอ...อาจจะซื้อไหวจริงๆก็ได้”
ครั้งก่อนเขาเพิ่งเอาเงินหนึ่งพันห้าร้อยไปให้เธอด้วยตัวเอง
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้น แค่ธุรกิจไข่เยี่ยวม้าก็ฮิตทั่วทั้งเมืองแล้ว ใครๆก็รู้จัก จะบอกว่าไม่ทำเงินคงเป็นไปไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยังมีร้านขนมปังที่ทำเงินทุกวัน แค่หยิบอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาก็พอซื้อแสตมป์พวกนี้ได้แล้ว
“หา?” พนักงานอึ้งไป ก่อนจะถามกลับ “พวกคุณรู้จักกันเหรอ?”
ลั่วเทียนหงไม่ตอบ แต่พูดเสียงเข้ม “เรื่องเล็กแบบนี้ กรุณาตรวจสอบให้ชัดก่อนค่อยแจ้งตำรวจ”
พวกเขาก็ยุ่งเหมือนกันนะ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถอนหายใจ “ประเด็นไม่ใช่ว่าเรารู้จักกันหรือเปล่า แต่คือฉัน ‘ซื้อไหว’”
“คุณคิดเองว่าฉันซื้อไม่ไหว แล้วจะไล่ฉันออก นั่นมันเป็นความคิดของคุณ ไม่เกี่ยวกับฉันเลย คนแบบคุณที่ตัดสินคนจากภายนอก ไม่รู้จริงๆว่าทำงานยังไงถึงอยู่ได้”
คำพูดของเธอทำให้พนักงานหน้าแดงก่ำ—อายล้วนๆ
โดนพูดต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ ใครจะไม่เสียหน้า
“ได้! งั้นฉันจะไปเอาแสตมป์มาให้หมดเลย ฉันจะดูว่าคุณจะซื้อได้จริงหรือเปล่า!” พูดจบก็หันหลังเดินเข้าห้องเก็บของ
คนที่มามุงดูไม่เพียงไม่ลดลง แต่กลับมากขึ้นอีก
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวนั่งนิ่งๆอย่างสบายใจ ไม่ได้ขยับไปไหน
พนักงานตั้งใจจะทำให้เธอลำบาก เลยขนแสตมป์ในโกดังออกมาหมด ทั้งของใหม่ของเก่า ครบทุกแบบ
พอซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเห็น เธอก็ลุกขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกาย
ในสายตาพนักงาน นี่คืออาการ “เริ่มกลัว” ในใจเธอแค่นหัวเราะ
ดูสิ คราวนี้จะยังแกล้งทำได้อีกไหม
“ทั้งหมดอยู่ตรงนี้ มี32ชุด รวมราคา280หยวน”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้ว แล้วหยิบขึ้นมาดูทีละชุด
มีทั้งชุดถูกและแพง ถูกแค่ไม่กี่หยวน แพงก็หลายสิบหยวน รวมแล้ว280หยวน ถือว่าไม่แพงเลย
“จะเอาหรือไม่เอา?” พนักงานเร่ง เสียงไม่ดี
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเหลือบมอง แล้วพูดเบาๆ “คนเป็นฮ่องเต้ยังไม่รีบ แต่ขันทีดันรีบ”
พรืด—
เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ เสียงซุบซิบตามมาไม่ขาด ก็เพราะพนักงานที่นี่มักวางท่าหยิ่ง เหมือนตัวเองเหนือกว่าคนอื่น
ท่าทางแบบนั้น ใครเห็นก็อยากตบสักที ตอนนี้เห็นพวกเขาหน้าแตก คนดูสะใจสุดๆ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตรวจดูครบทุกชุด พอพนักงานเริ่มหมดความ.อดทน เธอก็หยิบเงินออกมาจากกระเป๋า นับ280หยวนแล้วยื่นให้
“นี่ ช่วยเก็บไว้ให้หน่อย เดี๋ยวฉันมารับ” จ่ายเงินเสร็จ เธอก็ออกไปทันที
เธอไปหาที่ลับตา เอารถเข็นออกมา แล้วเข็นกลับไปที่ไปรษณีย์
พอกลับมาอีกครั้ง คนดูหายไปหมดแล้ว ลั่วเทียนหงก็กลับไปแล้ว
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มกว้าง ขนแสตมป์ขึ้นรถเข็นทีละชุดอย่างขยันขันแข็ง
ในสายตาเธอ นี่ไม่ใช่แสตมป์ แต่มันคือเงินก้อนโตๆ!
ใครจะต้านทานเงินได้ล่ะ? อย่างน้อยเธอทำไม่ได้ เงินคือความรักสูงสุดในชีวิตของเธอ
มีแฟนไม่สู้หาเงิน แต่งงานไม่สู้หาเงิน อะไรๆก็ไม่สำคัญเท่าการหาเงิน
นี่แหละคือหลักชีวิตของเธอ…
กลับถึงบ้านไม่มีใครอยู่ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยววางรถเข็นไว้ในลาน แจกันปลอมเอาไปวางในห้องโถงกับโต๊ะในครัว
เธอซื้อดอกไม้ปลอมจากระบบมาตกแต่ง พอจัดเข้ากันแล้วดูดีมาก
ส่วนแจกันโบราณ เธอเอาไปวางในห้องตัวเอง ปักกุหลาบสด กลิ่นหอมอ่อนๆน่าชื่นใจ
ภาพวาดก็เอาไปแขวนในห้องรับแขก พอมองรวมๆแล้ว บ้านดูดีขึ้นหลายระดับ
จากบ้านชนบท กลายเป็นดูมีรสนิยมขึ้นทันที
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวซื้อตู้แบบครีมสวยๆจากระบบ เก็บไว้ในพื้นที่มิติ ไว้เก็บของมีค่า
แจกันโบราณหนึ่งใบ ภาพวาดสามภาพ เหล้าเหมาไถที่ซื้อก่อนหน้า และแสตมป์วันนี้… ทั้งหมดถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อย
เธอมอง “คลังลับ” ของตัวเองด้วยความพอใจ… หวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะเก็บของดีๆจนเต็มพื้นที่ แล้วอีกหลายสิบปีที่เหลือ เธอจะได้นอนสบายๆ ใช้ชีวิตเฉยๆ
พอความคิดนี้เกิดขึ้น มันก็หยั่งรากในใจเธอทันที
เอ๊ะ... ควรจะสะสมอะไรดีนะ?
อะไรที่อีกสิบหรือยี่สิบปีจะไม่ลดค่า แถมยังเพิ่มมูลค่า?
สิ่งแรกที่เธอนึกถึงคือ “ทองคำ” ต่อมาคือ “เหมาไถ” แล้วก็ “บ้าน”
บ้านในเมืองเธอซื้อไปแล้วสามหลัง ตอนนี้ยังไม่คิดไปอยู่เมือง เลยพักไว้ก่อน
ทองคำยังไม่เคยหาข้อมูล ต้องไปซื้อจากที่เฉพาะ
สุดท้าย เธอตัดสินใจจะไป “เมืองเหมาไถ”
ปลายเดือนตุลาคม อากาศตอนกลางคืนเริ่มเย็น
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวต้มโจ๊กถั่วแดง นึ่งซาลาเปาไส้เนื้อ ผัดผักสองอย่าง เสิร์ฟคู่กับกิมจิ เป็นมื้อเย็นที่สบายๆ
“พรุ่งนี้ฉันจะไปเมืองเหมาไถ อาจจะไปสิบกว่าวัน” เธอวางตะเกียบแล้วเช็ดปาก
“เมืองเหมาไถ?” หลิวเหวินจวิ้นงง “ไกลไหมครับ?”
“น่าจะไกลนะ” เธอก็ตอบตามจริง
“แม่ไปทำอะไร ซื้อเหมาไถเหรอ?” หลิวเหวินซินถาม
“แน่นอนสิ” หลิวเหวินจวิ้นตอบแทน “ไม่งั้นจะไปทำอะไร”
“ใช่ ฉันจะไปซื้อเหมาไถ—หรือพูดให้ถูกคือ ไปซื้อแบบยกล็อต” เธอพยักหน้า
“เหมาไถมีมูลค่าในการสะสมสูง ซื้อตอนนี้ อีกหน่อยขายได้แพงขึ้น ส่วนต่างก็คือกำไร”
เธออธิบายง่ายๆ ทุกคนก็เข้าใจ
แต่คำถามคือ—จะมั่นใจได้ยังไงว่าราคาจะขึ้น? สวี่ฉีเลยถามออกมา
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้ม “สัญชาตญาณ มันก็เหมือนการลงทุน ได้กำไรสูงก็ต้องมีความเสี่ยง”
เธอไม่คิดจะพูดว่า “ยังไงก็ขึ้นแน่” พูดไปใครจะเชื่อ?
“เชื่อแม่เถอะ แม่ทำธุรกิจมาขนาดนี้ ไม่พลาดหรอก” หลิวเหวินจวิ้นพูดอย่างมั่นใจ
เขาเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งของแม่ แม่พูดอะไรเขาเชื่อหมด ไม่มีคำถาม เชื่อแบบไม่มีเงื่อนไข
บทที่ 155: พวกแกถึงกับเรียกผู้ปกครองเลยเหรอ!
ในเรื่องการลงทุนและทำธุรกิจ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวคือไอดอลของหลิวเหวินจวิ้น
ความรู้ด้านธุรกิจของเขาก็ได้เธอเป็นคนชี้นำตั้งแต่แรก
“พอได้แล้ว เลิกอวยฉันได้แล้ว” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวโบกมือ “ช่วงที่ฉันไม่อยู่ งานในไร่ให้เหวินซินดูแล ร้านขนมปังให้เหวินจวิ้นกับฉีฉีรับผิดชอบ”
“ถ้ามีอะไรตัดสินใจไม่ได้ ก็ไปปรึกษาปู่ย่าของพวกเธอ ส่วนธุรกิจไข่เยี่ยวม่าที่บ้านยาย… เหวินจวิ้น! เธอคอยช่วยดูหน่อย”
เรื่องก็มีประมาณนี้ ไม่มากไม่น้อย
ธุรกิจต่างๆเข้าที่แล้ว แต่ละคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง ถ้าทำให้ดีก็แทบไม่มีปัญหาอะไร
“ได้ ไม่มีปัญหา” หลิวเหวินจวิ้นมั่นใจว่าเขารับมือไหว
เรื่องนี้ก็จบลงแบบนี้ ไม่มีใครคัดค้าน และก็ไม่มีเหตุผลให้คัดค้านด้วย
ก่อนจะเข้านอน ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“เหวินจวิ้น หาเวลาช่วยไปติดโทรศัพท์ที่บ้านยายหน่อยนะ ค่าใช้จ่ายก็เอาจากเงินที่ขายไข่เยี่ยวม้า”
“ต่อไปออเดอร์จะได้ไม่ต้องโทรมาที่บ้านเรา ฉันไม่อยู่ บ้านก็ไม่มีคนบ่อย พวกเธอต้องระวังเรื่องล็อกประตูด้วย”
หลิวเหวินจวิ้นยิ้มมั่นใจ “แม่ วางใจได้เลย บ้านผมดูแลเอง จัดการได้หมด”
คืนนั้น ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเก็บของ
ของที่ต้องเอาไปแต่ถือยาก เธอใส่ไว้ในพื้นที่มิติ ตัวเองถือแค่กระเป๋าเล็กๆ
เช้าวันถัดมา เธอออกจากบ้านโดยยังไม่ได้กินข้าว
เธอหาข้อมูลมาแล้ว เมืองเหมาไถอยู่ไกล ต้องนั่งรถไฟไป
รถไฟมีแค่ในตัวเมือง เธอต้องไปซื้อตั๋วที่นั่นก่อน
เกือบเที่ยง เธอก็ถึงตัวเมือง… ถามทางอยู่หลายรอบ กว่าจะหาสถานีรถไฟเจอ
ยุคนี้ไม่มีมือถือ ไม่มีแผนที่ ออกจากบ้านต้องถามทางล้วนๆ
พอมาถึง ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้ามองสถานี เอามื่อเช็ดเหงื่อออก
นี่มันสถานีรถไฟจริงเหรอ? ต่างจากที่เธอคิดไว้เยอะเลย
ตึกสูงแค่สามชั้น ผนังลอกจนเห็นปูน ตรงกลางมีตัวอักษรสีแดงเขียนว่า “สถานีรถไฟจิ้งหนิง”
เธอพักหายใจเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไป ซื้อตั๋วรถไฟจากช่องขายตั๋ว
ขบวนที่เร็วที่สุดคือหกโมงเย็น
ตอนนี้ยังไม่เที่ยง ต้องรออีกกว่าหกชั่วโมง เธอถอนหายใจ
เช้าไม่ได้กินอะไร หิวจนท้องแทบติดหลัง ออกจากสถานีไปหาร้านอาหารเล็กๆกินข้าว
พอกินเสร็จ เธอมองนาฬิกาบนผนัง—เป็นเวลาเที่ยงตรง
ยังเหลือเวลาอีกเยอะ จะนั่งรอในสถานีก็น่าเบื่อ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเลยตัดสินใจไปมหาวิทยาลัยหนิงอันหาหลิวเหวินเส้า
มหาวิทยาลัยนี้ดังมากในเมือง ถามไม่กี่คนก็รู้ทาง นั่งรถเมล์ไปแค่สิบกว่านาทีจากสถานีรถไฟ
เธอดีใจมาก อย่างน้อยไม่ต้องนั่งรถเมล์นานๆ
สำหรับคนเมารถ รถเมล์คือศัตรูอันดับหนึ่ง
พอไปถึงหน้ามหาวิทยาลัย ยังไม่ทันเข้าก็ถูกลุงยามขวางไว้
ไม่มีบัตรนักศึกษา ห้ามเข้า
“ลุง จำหนูไม่ได้เหรอคะ วันเปิดเรียนหนูพาลูกมาส่ง ยังฝากของไว้กับลุงเลยนะ”
เธอพยายามกระตุ้นความจำ แต่ลุงจำไม่ได้ วันนั้นคนเยอะมาก เขาก็ไม่แน่ใจว่าเคยเจอหรือเปล่า
ช่วงนี้มหาวิทยาลัยก็เข้มงวด ห้ามปล่อยคนนอกเข้า ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาต้องรับผิดชอบ
“ไม่ได้ ถ้าจะเข้า ต้องให้เด็กออกมารับ ไม่งั้นผมปล่อยเข้าไม่ได้”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว “...”
ลุงนี่หัวแข็งจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขารับผิดชอบดี
“คุณป้า?”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกำลังจะไปหาที่โทรหาครูประจำชั้นของลูก ก็ได้ยินเสียงคุ้นๆ
พอหันไปดู… อ้าว—เกาหยาง!
“ป้าจริงๆด้วย! มาหาเหวินเส้าใช่ไหมครับ?”
เขาเดินออกมากับเพื่อนๆ พอเห็นเธอก็ตื่นเต้น รีบวิ่งเข้ามา
“ใช่ เธอพาฉันเข้าไปได้ไหม?”
“ได้สิ ป้ารอสักครู่”
เกาหยางไปคุยกับลุงยาม แล้วก็พาเธอเข้าไปอย่างสบาย
“ป้า เดี๋ยวผมพาไปหาเหวินเส้านะครับ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ฉันรู้ว่าหออยู่ไหน เธอไปทำธุระเถอะ”
“ไม่เป็นไรครับ เรื่องผมไม่สำคัญ ผมไปกับป้า”
เขาส่งเพื่อนกลับไปก่อน แล้วเดินไปกับเธอ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวจนใจ จึงต้องยอม
“อยู่มหาลัยเป็นยังไงบ้าง ปรับตัวได้ไหม?” เธอถาม
“ดีมากครับ ผมชอบสาขาการตลาด อาจารย์บอกว่าเรียนจบไปทำธุรกิจได้”
เขาเลือกสาขานี้ เพราะอยากทำธุรกิจเก่งแบบเธอ
พ่อของเขาคิดว่าเขาจะสืบทอดร้านที่บ้าน แต่เขาไม่สนใจเลย เขาอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง
“ดีแล้ว มหาลัยคือช่วงเวลาที่สบายที่สุด ต้องใช้ให้คุ้ม” เธอยิ้ม
หลังเรียนจบ ทุกคนต้องออกไปดิ้นรนหาเงิน ช่วงเวลานี้แหละมีค่าที่สุด
“ครับ!” เกาหยางพยักหน้าแรง
สำหรับเขา คำพูดของซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวคือความจริงทั้งหมด
ทั้งสองมาถึงหน้าห้องพักของหลิวเหวินเส้า ยังไม่ทันเข้า ก็ได้ยินเสียงโกลาหลจากด้านใน
ทั้งสองมองหน้ากัน มีลางไม่ดี
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรีบเปิดประตู แต่ล็อกจากด้านใน
เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเสียงของตก เสียงด่า เสียงต่อยตี
เธอถอยออก แล้วพูดเสียงหนัก “เตะประตู!”
เกาหยางถอยหลัง แล้วตั้งหลัก
ปึง!
ประตูเก่าพังลงทันที ฝุ่นฟุ้งกระจาย ทุกคนในห้องหันมามอง
เวลาราวกับหยุดนิ่ง ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วคนสองคนที่ประตูคือใคร?
“แม่?” หลิวเหวินเส้ากดผู้ชายคนหนึ่งอยู่ พูดอย่างไม่อยากเชื่อ
คำนี้ทำให้เด็กผู้ชายอีกหลายคนหน้าดำทันที
“พวกแกถึงกับเรียกผู้ปกครองเลยเหรอ!” ขี้ขลาดจริงๆ
พูดจบ หนึ่งในนั้นไม่สนใจซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว พุ่งเข้าไปต่อยเสิ่นซินหยวนต่อ
“กล้าเรียกคนมาช่วยเหรอ! เรียกสิ! คิดว่าฉันจะกลัวหรือไง!”
ไม่กี่วินาที เสิ่นซินหยวนโดนไปหลายหมัดแล้ว
บทที่ 156: เรื่องนี้สำคัญกว่าสิ่งใด
เสิ่นซินหยวนโกรธจัด เขาไม่ใช่คนที่จะยอมโดนรังแกเฉยๆ พลิกตัวกลับกดอีกฝ่ายลงใต้ร่างทันที กำหมัดแล้วต่อยไม่ยั้ง
เด็กผู้ชายที่ถูกกดอยู่บนพื้นน่าจะเป็นหัวหน้าของอีกฝ่าย พอเห็นสถานการณ์ก็ยังดิ้นต่อสู้
เกาหยางเห็นหลิวเหวินเส้าเสียเปรียบ ก็พุ่งเข้าไปเหมือนสายฟ้า ใช้แรงทั้งหมดที่มี ซัดจนอีกฝ่ายร้องโอดโอย
คนคนนั้นสู้กับหลิวเหวินเส้ามานานอยู่แล้ว ส่วนเกาหยางทั้งตัวสูงใหญ่ แถมกินข้าวกลางวันมาเต็มอิ่ม อีกฝ่ายจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย กลายเป็นโดนกระทืบฝ่ายเดียว
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวมองภาพวุ่นวายตรงหน้า คิ้วกระตุกไม่หยุด “ฉันให้คนไปแจ้งตำรวจแล้ว เลิกตีกันได้แล้ว!”
พอได้ยินคำว่า “ตำรวจ” ทุกคนก็ได้สติกลับมา และหยุดมือกันจริงๆ
เด็กผู้ชายที่เป็นหัวหน้าหันไปสบตากับพวกเดียวกัน “ไป!”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้ขวาง เกาหยางยังแถมหมัดให้อีกที คนคนนั้นกัดฟัน อยากจะสวนกลับ สุดท้ายก็ได้แต่จ้องเขาเขม็ง
“ฉันจำแกไว้แล้ว”
“เชอะ! ฉันไม่เคยกลัวใคร ถ้าแน่จริงอย่าเพิ่งไปสิ!” เกาหยางพูดเสียงเยาะ
พอพวกนั้นไปแล้ว ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถึงเดินเข้าไปถาม “เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาตีกันในหอพักแบบนี้?”
กลางวันแสกๆเสียงดังขนาดนี้ แต่หอข้างๆไม่มีใครออกมาดู แสดงว่าไม่ใช่ครั้งแรก ไม่ก็อีกฝ่ายมีอิทธิพล จนไม่มีใครกล้าออกมายุ่ง
ในห้องมีสี่คน แต่มีแค่หวังเฟยเผิงกับเสิ่นซินหยวนที่พูด ส่วนอีกสองคนเงียบเหมือนไม่มีตัวตน
ทั้งสองช่วยกันเล่าเรื่องคร่าวๆ… สรุปคือเสิ่นซินหยวนพูดจา.ยโสโอหังในห้องเรียน ไปมีเรื่องกับพวกเมื่อกี้
วัยนี้ของเด็กผู้ชายต่างก็มีศักดิ์ศรีสูง ไม่มีใครยอมใคร อีกฝ่ายเลยมาดักหลายครั้ง จนกลายเป็น “สงคราม” ระหว่างสองห้อง
“พวกเธอจัดการกันเองแบบนี้ ไม่บอกครูเลยเหรอ?” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้ว
ทะเลาะกันหลายครั้งแบบนี้ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา
“ไปบอกครูมันเสียหน้า พวกเราไม่ได้กลัวมัน มาหนึ่งฉันตีหนึ่ง มาสองฉันตีสอง!” เสิ่นซินหยวนตอบอย่างไม่ยอมแพ้
เขาไม่มีทางไปฟ้องครูแบบเด็กๆแน่นอน
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว “...”
เธอเข้าใจดี นี่แหละจิตใจของเด็กวัยนี้
“ป้า เมื่อกี้ป้าบอกว่าแจ้งตำรวจแล้ว ตำรวจจะมาจริงเหรอ?” หวังเฟยเผิงถามอย่างกังวล มองไปที่ประตูตลอด กลัวจะถูกจับไป
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกระพริบตา “ฉันหลอกพวกมัน”
“หา?” หวังเฟยเผิงอ้าปากค้าง ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?
“แล้วพวกเธอจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถาม
“มีอะไรก็รับมือไปตามสถานการณ์ มาแบบไหนก็รับแบบนั้น ยังไงฉันก็ไม่กลัวไอ้หลี่หมิงนั่นหรอก!” สิ่นซินหยวนพูดแข็งกร้าว
“แบบนี้ไปเรื่อยๆก็ไม่ไหว ทั้งเรียนก็ไม่ได้ดี ใช้ชีวิตก็ไม่มีความสุข”
“แล้วจะทำยังไงล่ะ?”
“จะทำยังไงก็เรื่องของนาย นายก่อเรื่องเอง อย่ามาโยนให้พวกเรา” เหออวี่เซวียนพูดเสียงเย็น
เพราะไอ้หมอนี่ก่อเรื่อง เขาถึงโดนไปด้วย มุมปากยังเจ็บอยู่เลย
“พี่เหอ อย่าโกรธเลย ผมผิดเอง” เสิ่นซินหยวนรีบยอม
ถึงเหออวี่เซวียนจะดูผอม แต่กล้ามแน่น ตีคนได้สามคนพร้อมกัน
ถ้าไม่มีเขา พวกเขาคงเสียเปรียบไปนานแล้ว
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวมองหน้าทั้งสี่ที่มีรอยฟกช้ำ แล้วถอนหายใจ
“ซินหยวน เมื่อกี้ฉันได้ยินนายบอกว่า นายกับหลี่หมิงรู้จักกันตั้งแต่เด็ก?”
“ใช่ครับ บ้านอยู่หมู่บ้านเดียวกัน พ่อแม่ก็ทำงานที่เดียวกัน ชอบเอาพวกผมมาเปรียบเทียบกันตลอด
นานเข้า ความสัมพันธ์ก็แย่ลง
ตอนมัธยมปลาย เรายังไปชอบผู้หญิงคนเดียวกันอีก เลยยิ่งเกลียดกัน”
เสิ่นซินหยวนพูดแล้วก็ยิ่งโมโห
ไม่ถูกกันอยู่แล้ว ยังสอบติดมหาลัยเดียวกัน เรียนคณะเดียวกัน ห้องเดียวกันอีก! เวรกรรมชัดๆ!
“แล้วผู้หญิงคนนั้นเลือกใคร?” หวังเฟยเผิงถามอย่างอยากรู้
เสิ่นซินหยวนเหลือบตามอง
“ไม่เลือกใคร”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวก็พูดไม่ออก ไม่เลือกใครแล้วยังเกลียดกันต่อ? สมองมีปัญหาหรือเปล่า
ถ้าเป็นเธอ ก็ไม่เลือกสองคนนี้เหมือนกัน
บางทีตอนแรกอาจจะชอบจริง แต่หลังๆอาจจะเป็นแค่เรื่องศักดิ์ศรีล้วนๆ
“จุดสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่นาย! ซินหยวน” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวคิดแล้วพูด
“ความแค้นของนายกับหลี่หมิงไม่ใช่วันสองวัน และก็แก้ไม่ได้ในทันที ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ในโรงเรียน มันไม่จบแน่! นายลองเริ่มจากที่บ้านดู”
“หมายความว่ายังไงครับ?” เสิ่นซินหยวนงง
เหมือนเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวโน้มตัว กระซิบแผนการ
“แน่นอน นี่แค่ความคิดของฉัน จะทำหรือไม่ทำก็แล้วแต่นาย”
ดวงตาเสิ่นซินหยวนสว่างวาบ “เอาแบบนี้แหละ! ผมกลับบ้านเดี๋ยวนี้!”
“บ่ายยังมีเรียนนะ!” หวังเฟยเผิงตะโกน
“ช่วยลาครูให้ด้วย!” พูดจบก็วิ่งหายไปแล้ว
“ป้า แบบนี้จะได้ผลเหรอ?” หวังเฟยเผิงเกาหัว
เขารู้สึกว่าแผนมันไม่ค่อยน่าเชื่อ แต่ก็คิดวิธีอื่นไม่ออก
“ไม่เป็นไร ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่กังวล
เธอแค่ให้เสิ่นซินหยวนซื้อของไปขอโทษพ่อแม่หลี่หมิง ร้องไห้บอกว่าตัวเองผิด ไม่ควรพูดแบบนั้นในห้องเรียน ทำร้ายความรู้สึกหลี่หมิง ขอให้หลี่หมิงปล่อยเขากับเพื่อนๆ
ยิ่งดูน่าสงสารยิ่งดี ที่เหลือก็แล้วแต่ฝีมือการแสดงของเขา
เธอคิดว่า ถ้าเรื่องไปถึงพ่อแม่ แถมทั้งสองครอบครัวยังรู้จักกัน หลี่หมิงคงไม่กล้าทำแบบเดิมอีก อย่างน้อยก็ไม่มาถึงขั้นบุกหอ
พอผู้ใหญ่เข้ามาจัดการ เรื่องใหญ่ก็จะเล็กลง ถึงในใจจะยังไม่ยอม แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรตรงๆ ส่วนเรื่องลับๆก็ว่ากันอีกที
เด็กพวกนี้ก็ฉลาด คงไม่เสียเปรียบหรอก
บ่ายวันนั้น หลิวเหวินเส้ามีเรียนถึงสิบโมงครึ่ง
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวใช้บัตรนักศึกษาของเขา เข้าไปในห้องสมุดมหาวิทยาลัยหนิงอัน อยู่ข้างในทั้งบ่าย
พอออกมา ก็ไปเจอหลิวเหวินเส้ากับเพื่อนๆ ยังมีเวลาเหลือเขาเลยพาเธอเดินชมมหาวิทยาลัย
“ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อีก อย่ากลัว! คนอย่างหลี่หมิง ยิ่งกลัว เขายิ่งได้ใจ”
“ถ้าโดนทำร้าย ต้องตอบโต้ทันที อย่ากลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ อย่ากลัวว่าจะต้องเรียกผู้ปกครอง แม่จะไม่มีวันโทษพวกเธอหรอก ขอแค่พวกเธอไม่ต้องทน ขอแค่ปกป้องตัวเองได้ เรื่องนี้สำคัญกว่าสิ่งใด”
ดวงตาหลิวเหวินเส้าสั่นไหว ในใจสั่นสะเทือนอย่างแรง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำพูดแบบนี้
“ครับ”
ตอนที่พวกเขากำลังกินข้าวในโรงอาหาร เสิ่นซินหยวนก็กลับมาแล้ว
บทที่ 157: ถึงขนาดนั้นเลยหรือ
“เป็นไงบ้าง? เป็นยังไงแล้ว?” หวังเฟยเผิงถามอย่างอยากรู้จนแทบไม่กินข้าว เอาแต่มองเสิ่นซินหยวนตาไม่กะพริบ
แต่เสิ่นซินหยวนดันไม่ยอมพูดง่ายๆ ยืดจังหวะอย่างกวนประสาท ก่อนจะตอบแค่สองคำ “ลองเดาสิ”
“จะพูดก็พูด ไม่พูดก็ช่าง” เหออวี่เซวียนไม่เออออด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว
พูดไปพูดมา เขาก็เป็นคนโดนลูกหลงจากเสิ่นซินหยวน
คราวหน้าถ้าอีกฝ่ายโดนรุม เขาจะยืนดูห่างๆไม่เข้าไปยุ่งก็แล้วกัน
ถ้าจะเข้าไปช่วย ก็คงตอนที่ใกล้โดนตีตายแล้ว นั่นก็ถือว่าเต็มที่แล้ว
“โอเค โอเค พูดก็พูด” เสิ่นซินหยวนเห็นเหออวี่เซวียนเริ่มไม่พอใจ ก็รีบนั่งลงทันที
“ป้าสุดยอดจริงๆ!”
เขายกนิ้วโป้งให้ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวด้วยความนับถือจากใจ
“ผมถือของไป ร้องไห้โฮๆไปหาพ่อแม่หลี่หมิง ตอนนั้นพวกเขากำลังทำงานอยู่ ผมไปถึงก็ขอโทษไม่หยุด ร้องไห้ไม่หยุด ทำตัวน่าสงสารสุดๆ จนพ่อแม่หลี่หมิงงงไปหมด ไม่ว่าผมพูดอะไร พวกเขาก็พยักหน้ารับหมด แถมยังรับปากว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
ยิ่งเล่าเขายิ่งตื่นเต้น อยากแสดงฉากนั้นให้ทุกคนดูอีกครั้ง
“พวกนายอย่าดูถูกนะ หลี่หมิงที่โรงเรียนดูหยิ่งขนาดไหน พอกลับบ้านก็กลายเป็นหลานในสายตาพ่อเขา… ไม่สิ แย่กว่านั้นอีก”
“พูดอะไรของนาย นั่นมันพ่อเขา” หวังเฟยเผิงรีบแย้ง เรียกญาติผิดหมดแล้ว
“ไปๆ อย่ามากวน” เสิ่นซินหยวนผลักเขา
โชคดีที่หวังเฟยเผิงตัวหนัก ไม่งั้นคงล้มไปแล้ว
“แปลว่าเรื่องนี้จบแล้ว?” หลิวเหวินเส้าจับประเด็นสำคัญ
เสิ่นซินหยวนแอบตักข้าวจากจานหวังเฟยเผิงเข้าปาก เคี้ยวไปพูดไป
“ก็…ประมาณนั้น”
เขากลืนข้าวลง แล้วหัวเราะเหมือนคนเพิ่งชนะศึก
“ฮ่าๆ ฉันว่าวันนี้กลับบ้านไป หลี่หมิงต้องโดนพ่อจัดการแน่”
เสียดายอย่างเดียว… ไม่ได้เห็นกับตา
“นายไม่กลัวเขาว่านายไปฟ้องผู้ใหญ่เหรอ?” หวังเฟยเผิงยังจำวันที่ตอนเช้าได้ดี
เรื่องแบบนี้มันเหมือนเด็กไปฟ้องครูหรือผู้ปกครอง เสียหน้าสุดๆ! เด็กผู้ชายยิ่งรักศักดิ์ศรี
“ฉันไม่สนหรอก” เสิ่นซินหยวนพูดสบายๆ “แค่ทำให้หลี่หมิงลำบากใจได้ ฉันเสียหน้าหน่อยจะเป็นอะไรไป ต่อให้ต้องกินขี้ ฉันก็ยอม!”
แน่นอนว่าเขาพูดเกินไปหน่อย แค่เปรียบเทียบเฉยๆ
“อ้วก พูดอะไรแบบนี้ได้ไง” หวังเฟยเผิงทำหน้ารังเกียจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าใบหน้าหล่อๆของเสิ่นซินหยวนดูน่าขยะแขยง
“ข้าวนายเอาไปกินเลย เอาบัตรอาหารมา ฉันไปซื้อใหม่” เขาคว้าบัตรอาหารของอีกฝ่ายแล้ววิ่งไป
เสิ่นซินหยวนยืนอึ้ง ก่อนจะตะโกนลั่น “หวังเฟยเผิง! นายอยากตายใช่ไหม!”
…….
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไปถึงสถานีรถไฟตอนห้าโมงครึ่ง พอดีใกล้เวลาเช็กตั๋ว
ขึ้นรถไฟแล้ว เธอเก็บของเรียบร้อย ก็ล้มตัวลงนอนที่เตียงล่างทันที
สำหรับเธอ ถ้านอนได้จะไม่ยอมนั่งเด็ดขาด
เพิ่งหกโมง ยังไม่ง่วงเลย ไม่มีมือถือเล่น ทำได้แค่คุยหรือเหม่อ
แต่เธอไม่อยากคุยกับคนแปลกหน้า เลยหยิบนิยายรักออกมาอ่าน
เตียงล่างสบายกว่าเตียงบนและเตียงกลาง เธอเอนตัวอ่านได้สบายๆ
ช่วงเวลานี้คนยังไม่เยอะ ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมหรือวันหยุด คนจะเต็มแน่น
บางทีซื้อตั๋วยังไม่ได้เลย ยืนได้ก็ดีแล้ว
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกินข้าวเย็นมาแล้ว แต่คนอื่นเพิ่งเริ่มกินบนรถ
เสียงเคี้ยวอาหารดังจั๊บๆ ทำให้เธอแม้ไม่หิว แต่ก็อยากกินขึ้นมา
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบโมจิที่เก็บไว้ในมิติออกมากิน
อ่านนิยายไป กินไป ไม่ทันสังเกตว่ามีเด็กคนหนึ่งจ้องขนมในมือเธอตาเป็นประกาย น้ำลายแทบไหล
“มองอะไรนักหนา ออกมาข้างนอกอย่าทำเหมือนไม่เคยกินอะไร น่าอายจริงๆ” ผู้ใหญ่ข้างๆเด็กพูดเสียงดัง
ฟังเหมือนดุเด็ก แต่จริงๆคือเรียกร้องความสนใจจากซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว
“ย่า ผมอยากกิน” เด็กพูดเสียงอ้อน เช็ดน้ำลาย
ย่าเห็นว่าซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่สนใจ ก็เริ่มไม่พอใจ
“จะกินอะไร นั่นของคนอื่น เขาไม่ให้แล้วฉันจะทำยังไง พูดอีกคำจะเย็บปากเลย”
เด็กโดนดุจนร้องไห้ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้น มองสองคนนั้น
เด็กใส่เสื้อแขนยาวซีดๆ แต่ใส่กางเกงขาสั้น หน้าเลอะทั้งน้ำมูกน้ำตา สายตาจ้องโมจิในมือเธอไม่วาง
ส่วนย่าก็มองมาเป็นระยะระยะ แฝงความไม่พอใจ
เธอเข้าใจทันที เด็กอยากกิน แต่ย่าไม่กล้าขอ เลยพูดจาอ้อมๆให้เธอเสนอให้เอง
ถ้าเป็นคนหน้าบางก็คงยื่นให้ไปแล้ว แต่เธอไม่ใช่
จากน้ำเสียงประชดประชันเมื่อครู่ ต่อให้ตายเธอก็ไม่ให้ ถ้าขอดีๆเธอคงให้ไปแล้ว
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเมินทั้งสองคน กลับไปอ่านนิยาย กินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เด็กเห็นว่าไม่ได้กิน ก็ร้องดังขึ้นเรื่อยๆ
“ย่า! ผมอยากกิน! ผมอยากกิน! ไม่เอา! ไม่เอา!”
แล้วก็ลงไปนอนดิ้นกลางพื้นระหว่างเตียง เหมือนเด็กในตลาดที่ไม่ได้ของเล่นแล้วโวยวาย
ย่าก็ดูเหมือนชิน ไม่คิดจะดึงขึ้น กลับพูดประชด
“บางคนนี่นะ ขี้เหนียว ไม่มีน้ำใจ แค่ของกินนิดเดียว ถึงกับไม่ให้เลยเหรอ”
“ใช่ค่ะ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตอบโดยไม่เงยหน้า
ย่าชะงักไปทันที ไม่คิดว่าจะโดนสวน
เธอด่าไปบ่นไป แล้วดึงเด็กขึ้นมาตบก้นสองสามที
“อยากกินนักใช่ไหม ให้คนอื่นเขาหัวเราะแล้วเห็นไหม คราวหน้าฉันไม่พาออกมาแล้ว ไปหาพ่อแม่แกเลย”
พูดไปเรื่อย ทั้งโทษลูกสะใภ้ ทั้งบ่นสารพัด
เด็กร้องจนเหนื่อย ในที่สุดก็หยุด นั่งสะอื้นอยู่บนเตียง แต่ยังจ้องโมจิไม่วางตา
จู่ๆเขาก็พุ่งเข้าหามือของซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว
บทที่ 158: ฉันคิดว่าเราแจ้งตำรวจดีกว่า
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวนั่งอยู่ตรงนั้น หางตาคอยสังเกตเด็กคนนั้นตลอด
พอเห็นท่าทางไม่ชอบมาพากล เธอก็เตรียมตัวไว้แล้ว
เธอหดขาทั้งสองข้างขึ้นทันที เด็กเลยพุ่งชนเข้ากับขาของเธอ ไม่ได้แตะต้องโมจิในมือเลย
“เจ็บ เจ็บ ย่า ผมปวดหัวมากเลย!”
เด็กยืนร้องไห้กุมหัว ร้องไปก็โอดครวญไป ร้องไปสักพักยังแอบกลืนน้ำลาย
เมื่อกี้เขาได้กลิ่นหอมมาก ของในมือเธอต้องอร่อยแน่ๆ
“แกเป็นคนยังไงกัน! กล้าทำร้ายหลานฉัน ฉันจะสู้กับแก!”
ย่าของเด็กพูดพลางพุ่งเข้ามาจะฉีกทึ้งซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว ไม่สนเลยว่าหลานจะเจ็บจริงหรือไม่ หรืออาจจะรู้ดีว่าไม่ได้เจ็บจริง
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวคว้ามือเธอไว้ แล้วผลักออกไป
ย่าของเด็กเล็งเตียงไว้แล้ว ทรุดตัวนั่งลงทันที กุมเอวแล้วร้องครวญ “โอ๊ย โอ๊ย ตีคนแล้ว จะฆ่ากันแล้ว!”
เสียงดังขนาดนี้ คนรอบๆที่นอนอยู่เริ่มหันมามอง แต่ยังคงยืนดูเฉยๆไม่เข้าไปยุ่ง
“เกิดอะไรขึ้น?” พนักงานรถไฟรูปร่างอวบเดินเข้ามาถาม สายตาสุดท้ายไปหยุดที่ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว
“ผู้หญิงคนนี้ผลักเด็กกับย่าค่ะ ฉันเห็นกับตา” ผู้หญิงที่นอนเตียงบนพูดขึ้นก่อน
“ฉันก็เห็น”
“เหมือนจะมีเรื่องมากกว่านั้นนะ แต่ฉันไม่รู้ทั้งหมด”
บางคนอยากพูดแต่กลัวจะเดือดร้อน เลยเลือกเงียบ คนจากเตียงข้างๆก็เริ่มมามุงดู
เด็กหยุดร้องไห้แล้ว เมื่อเห็นคนมามาก
ส่วนย่าก็รีบดึงแขนพนักงาน เริ่มฟ้องทันที
“ผู้หญิงคนนี้ไม่มีความเมตตาเลย ไม่รู้จักเคารพคนแก่รักเด็ก ทั้งผลักหลานฉันทั้งผลักฉันล้ม ฉันร่างกายไม่ดี เอวฉันยังเจ็บอยู่เลย วันนี้ถ้าไม่ชดใช้ค่ารักษาห้าสิบหยวน ฉันไม่ยอมแน่!”
ห้าสิบหยวน? คนรอบข้างถึงกับสูดลมหายใจ นี่มันเยอะเกินไปแล้ว
“คุณมีอะไรจะพูดไหม?” พนักงานไม่ได้ตัดสินจากฝ่ายเดียว หันไปถามซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว
เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่น่าใช่คนไร้มารยาทแบบนั้น น่าจะมีอะไรที่เขายังไม่รู้
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่รีบร้อน เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
จะเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่สติปัญญาของคนฟัง อย่างน้อยเธอไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว
“เขาเป็นคนมาหยิบของก่อน และเธอก็เป็นคนลงมือก่อน ฉันแค่ป้องกันตัว และไม่ได้ใช้แรงเลย”
“โกหก! แกต่างหากที่เริ่มก่อน รังแกยายหลาน ฉันรู้ทัน แกมันคนใจดำ!” ย่าของเด็กตะโกนแย้งทันที
พนักงานแคะหูเล็กน้อย มองเธออย่างไม่พอใจ “ไม่ใช่ว่าใครเสียงดังกว่าก็ถูกน่ะ”
ย่าคว้าแขนเสื้อเขาไว้แน่น “คุณต้องเชื่อฉัน ทั้งหมดเป็นความผิดของผู้หญิงคนนี้”
พนักงานดึงแขนตัวเองออก แล้วมองไปยังคนอื่น “มีใครสามารถยืนยันได้ไหมว่าใครพูดจริง ถ้าใครรู้กรุณาช่วยพูดออกมา คนดีต้องไม่ถูกใส่ร้าย และคนผิดก็ต้องไม่ถูกปล่อยไป”
เตียงหนึ่งมีหกคน ยังมีบางคนที่ยังไม่พูด ต้องมีคนรู้ความจริงแน่นอน
“ออกมาข้างนอกแบบนี้ อย่ากลัวเลย ควรกล้าพูดความจริง เราทุกคนควรมีน้ำใจช่วยเหลือกัน”
พูดจบ ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้น
“ฉัน... ฉันอยู่เตียงบน ฉันยืนยันได้” เสียงเธอเบามาก ท่าทางขี้อาย
พอทุกคนหันมามอง ก็ไม่กล้าสบตา
“ไม่ต้องกลัวนะ หนูทำถูกแล้ว ฉันอยู่ตรงนี้ แค่พูดสิ่งที่เห็นก็พอ” พนักงานตบไหล่เธอเบาๆ เหมือนจะให้กำลังใจ
“ฉันนั่งอยู่ข้างล่างตลอด กะว่าจะขึ้นไปนอนทีหลัง ฉันเห็นว่าเป็นคุณยายกับเด็กที่เริ่มก่อน พี่เขาพูดความจริง”
เด็กสาวรวบรวมความกล้า พูดออกมาจนจบ
ทันทีที่พูดจบ ย่าของเด็กก็โวยวายขึ้นมา “นังเด็กแพศยา โกหกทั้งนั้น วันนี้ฉันจะตีให้ตาย!”
เธอถอดรองเท้าที่มีกลิ่นแรงออก เตรียมจะฟาด
เด็กสาวตกใจจนแข็งทื่อ ไม่กล้าหลบ พนักงานรีบคว้าตัวหญิงชราคนนั้นไว้
“พอได้แล้ว! ถ้ายังลงมืออีก ฉันจะให้ลงจากรถ ส่งเข้าตำรวจ!”
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว คนที่หาเรื่องไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหญิงชราคนนี้ สีหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย
ย่ารู้ว่าความจริงเปิดเผยแล้ว ก็ล้มตัวนั่งบนพื้น แกล้งร้องไห้
“พวกแกกลั่นแกล้งฉัน ผู้หญิงคนนี้ก็รังแกฉัน เจ้าหน้าที่ก็รังแกฉัน ฉันไม่อยากมีชีวิตแล้ว”
เหมือนทั้งโลกติดค้างเธอ ถ้าไม่ทำตามใจ ก็กลายเป็นรังแกเธอ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเพิ่งเคยเจอคนแบบนี้
“มีใครให้ฉันยืมโทรศัพท์ไหม ฉันจะฟ้องเธอข้อหากล่าวหาใส่ร้าย ได้ยินว่าการใส่ร้ายแล้วเรียกเงิน จะถูกจับขัง เราไม่ต้องเสียเวลาตรงนี้แล้ว โทรเลยดีกว่า”
คราวนี้ย่าตกใจจริง รีบพูดเสียงอ่อน
“อย่าๆ อย่าโทร ฉันไม่เอาเรื่องแล้ว ไม่เอาเงินแล้ว”
“สายไปแล้ว” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่สนใจ ยังจะโทร
“อย่าเลย ขอร้อง ถ้าไม่แจ้งตำรวจ ให้ฉันทำอะไรก็ได้”
“อะไรก็ได้เหรอ?”
“ใช่”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวทำหน้าคิดหนัก “งั้นขอโทษฉันก่อน”
“แก—” ย่าเกือบจะพูดว่า ‘ฝันไปเถอะ’ แต่พอสบตาเธอ ก็รีบเปลี่ยนคำ
“ก็ได้ ฉันผิดเอง ขอโทษ! พอไหม?”
คำขอโทษเต็มไปด้วยความฝืน ไม่มีความจริงใจเลย
“ไม่พอ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตอบตรงๆ “ฉันไม่รับคำขอโทษแบบขอไปที เราแจ้งตำรวจกันเถอะ”
“ขอโทษ ขอโทษ ฉันรู้ว่าฉันผิดจริงๆ ไม่ควรปล่อยให้เด็กไปแย่งของ ไม่ควรเรียกเงิน ไม่ควรลงมือ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้า “แบบนี้ค่อยเหมือนหน่อย”
ย่าคิดว่ารอดแล้ว โล่งใจขึ้นมา
แต่ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวชี้ไปที่เด็กสาวที่ช่วยเธอ “ไปขอโทษเธอด้วย เรื่องนี้ถึงจะจบ”
“หา?” ย่าคิดว่าฟังผิด “ทำไมฉันต้องขอโทษมันด้วย?” เธอไม่ตีเด็กนี่ก็ดีแค่ไหนแล้ว
สำหรับคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน เธอไม่เคยมีสีหน้าดีๆให้
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ไม่ต้องขอโทษหนู หนูไม่เป็นไร” เด็กสาวรีบพูด
“ฉันคิดว่าเราแจ้งตำรวจดีกว่า” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวหันไปมองพนักงานทันที
บทที่ 159: อาหารเป็นพิษ
สุดท้าย ย่าของเด็กก็ยอมอ่อนข้อ
ขอโทษหนึ่งครั้งก็ขอโทษ สองครั้งก็ขอโทษ ขอแค่ไม่แจ้งตำรวจ เธอยอมแล้ว
ผู้คนค่อยๆแยกย้ายกันไป ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวหยิบโมจิถุงหนึ่งออกมา ยิ้มแล้วส่งให้เด็กสาว
“ขอบคุณนะที่ช่วยเป็นพยานให้ฉัน อันนี้เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูแค่พูดความจริง” เด็กสาวรีบโบกมือ ไม่ยอมรับ
“คนดีแบบเธอหายากนะ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยัดใส่มือเธอ พร้อมขยิบตา “อร่อยมากนะ รับไว้เถอะ”
ภายใต้ความจริงใจของเธอ เด็กสาวก็เขินๆ พูดเบาๆว่า “ขอบคุณค่ะ”
คืนนั้นก็ถือว่าผ่านไปอย่างสงบ…
เช้าตรู่ตีห้า ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวลงจากรถไฟ
ฟ้ายังสลัวๆเหมือนยังไม่ตื่นดี ลมเย็นแทรกเข้ามาตามช่องเสื้อ เธอสั่นเล็กน้อย แล้วดึงเสื้อให้กระชับ
เฮ้…!!! ตอนเช้านี่หนาวเหมือนกันนะ!
ออกจากสถานีรถไฟ เธอเดินเลียบถนนด้านขวา
ข้างทางเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารเช้า ไอน้ำจากลังนึ่งลอยฟุ้ง ทุกคนดูยุ่งกันไปหมด แต่ไม่มีใครดูเหนื่อยจากการตื่นเช้าเลย
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า สถานีรถไฟเป็นที่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เธอไม่ได้หยุดกินข้าวเช้า เดินตรงไปยังสถานีรถบัส
ใช่แล้ว จะไปเมืองเหมาไถยังต้องนั่งรถบัสต่ออีกสองชั่วโมง รถออกตอนห้าโมงครึ่งตรง
แม้จะเช้า แต่ก็มีคนนั่งไปกว่าครึ่ง
เมื่อคืนบนรถไฟเธอนอนไม่ค่อยสนิท รถสั่น เสียงคนคุยกัน ทำให้ตื่นหลายรอบ
เธอหลับตา ตั้งใจจะงีบสักหน่อย แต่ความจริงดันโหดร้าย รถบัสสั่นยิ่งกว่ารถไฟอีก ไม่มั่นคงเลย
ถนนก็ยังไม่ดี เป็นหลุมเป็นบ่อ คนขับก็ขับเร็ว จนแทบจะเขย่าของที่กินเมื่อคืนออกมา
งีบไม่ได้แล้ว เธอเลยหันไปดูวิวข้างนอกแทน
ฟ้าค่อยๆสว่าง แสงสีแดงปรากฏที่ขอบฟ้า ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้นั่งรอดูพระอาทิตย์ขึ้นแบบสบายๆ มันค่อยๆโผล่ขึ้นมาอย่างช้าๆ จนสุดท้ายก็ส่องแสงไปทั่วผืนดิน
ภาพนี้สวยงามจนเธอลืมไปเลยว่า ตัวเองเป็นคนเมารถ
อาจเป็นเพราะจิตใจ หรือเพราะยังไม่ได้กินข้าว หรือเพราะความสนใจถูกดึงไปก็ไม่รู้
สองชั่วโมงบนรถบัส เธอกลับไม่รู้สึกไม่สบายเลย
พอลงรถ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวมองป้าย “เมืองเหมาไถ” ตรงหน้า อารมณ์ดีสุดๆ
เดินทางมาทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดก็ถึงจุดหมาย
อย่างอื่นไว้ก่อน ต้องหาอะไรกินก่อน ตอนนี้เจ็ดโมงครึ่งแล้ว กำลังเหมาะสำหรับอาหารเช้า
เธอยืนดูร้านอยู่หลายร้าน สุดท้ายเลือกเข้าร้านที่มีป้าย “ร้านเก่าแก่ร้อยปี”
ข้างในมีโต๊ะกว่ายี่สิบตัว คนเกือบเต็ม เธอเลือกนั่งมุมหนึ่ง แล้วหยิบเมนูขึ้นมาดู
มีทั้งบะหมี่ เส้น ซุปเกี๊ยว และข้าว หลากหลายมาก
เธออยากกินหลายอย่าง แต่ท้องมีแค่ใบเดียว เลยสั่งมาชิมก่อน ถ้าอร่อยค่อยมากินใหม่
“เถ้าแก่ ขอผงเนื้อฮวาซีหนึ่งชาม กับบัวลอยน้ำซุปไก่ค่ะ” เธอคิดว่าอาหารเช้าควรกินอะไรเบาๆ
ผงเนื้อมาแล้ว รสชาติค่อนข้างจืด แต่เห็นคนอื่นใส่พริกเพิ่มกันเยอะ ทุกโต๊ะมีพริกให้เติมเอง
กินไปไม่กี่คำ บัวลอยก็มา เธอจิบน้ำซุปไก่ รสชาติดี พอกัดเข้าไป ข้างในเป็นไส้ไก่ รสเค็ม
ในความทรงจำของเธอ บัวลอยต้องเป็นหวาน ไม่เคยกินแบบเค็มเลย รสชาติก็ถือว่าโอเค แต่เธอยังชอบแบบหวานมากกว่า
กินเสร็จ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกสบายตัว แล้วออกเดินเล่นในเมืองเหมาไถ
เธอมาที่นี่เหมือนมาเที่ยว แล้วค่อยซื้อเหล้ากลับไปทีหลัง
อากาศกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อน เธอเดินช้าๆ เห็นของแปลกๆสนุกๆก็ซื้อเก็บไว้ จะเอากลับไปให้คนที่บ้าน
ไม่นาน มือก็เต็มไปด้วยของกิน ของเล่น ถือแทบไม่ไหว ต้องแอบหาที่ลับเอาของเข้าพื้นที่เก็บของ
เธอตบมือเบาๆอย่างสบายใจเตรียมเดินต่อ พอออกจากหัวมุม ก็ชนเข้ากับผู้หญิงรูปร่างอวบ แต่งตัวทันสมัย
คำว่า “ขอโทษ” ยังไม่ทันพูด ผู้หญิงคนนั้นก็ล้มลงทันที
หัวใจซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกระตุกวูบ ในหัวมีคำว่า “ต้มตุ๋น” โผล่ขึ้นมา
ไม่น่าใช่นะ วันนี้เธอแต่งตัวธรรมดามาก อีกฝ่ายดูรวยกว่าอีก ถ้าจะต้มตุ๋นก็ควรเป็นเธอมากกว่าไหม
ขณะที่กำลังคิดว่าจะจัดการยังไง คนที่นอนอยู่ก็เริ่มอาเจียน หายใจลำบาก และชักกระตุก
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตกใจ เดี๋ยวนี้คนแกล้งล้มเก่งขนาดนี้แล้วเหรอ? สมจริงระดับนักแสดงเลย
เธอถอยห่างสามก้าว ผ่านไปไม่กี่วินาทีก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่แกล้ง หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง?
ยิ่งมองยิ่งเหมือน เธอรีบไปหาสถานที่โทรสับ และโทรไป120ทันที
ไม่กี่สิบนาทีต่อมา คนคนนั้นก็ถูกช่วยไว้
ในฐานะคนแรกที่พบ และเป็นคนโทร ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวจึงต้องตามมาที่โรงพยาบาล
หมอบอกว่าเป็นอาหารเป็นพิษ ส่วนกินอะไรเข้าไปถึงเป็น ต้องรอคนไข้ฟื้นก่อน
แต่ตอนนี้พ้นอันตรายแล้ว กำลังนั่งจ้องตากับซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว
“คุณคือ?” หลิวหย่าหลิงมองผู้หญิงสวยตรงหน้าอย่างงงๆ
เธอจำไม่ได้ว่าเคยรู้จัก แล้วทำไมเธอถึงอยู่โรงพยาบาลล่ะ?
“คุณเป็นลมบนถนน ฉันโทร120ส่งคุณมา แล้วก็ออกค่ารักษาให้ก่อน” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวอธิบาย
“หมอบอกว่าคุณอาหารเป็นพิษ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ลองนึกดูว่ากินอะไรผิดปกติไหม”
หลิวหย่าหลิงเข้าใจแล้ว รีบขอบคุณซ้ำๆ บอกว่าจะกลับบ้านไปเอาเงินมาคืน
“ฉันไม่ได้กินอะไรแปลกนะ วันนี้กินข้าวที่บ้าน เหมือนทุกวันเลย” เธอคิดยังไงก็ไม่ออก
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ได้สนใจเรื่องนั้นมาก ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เป็นไรแล้ว ก็ไปได้
“คุณไปบ้านฉันสิ ฉันจะเอาเงินให้” เธอไม่ได้พกเงินมา ต้องกลับไปเอา
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ถึงกับใจกว้างไม่เอาเงิน ก็เลยพยักหน้า แต่ในใจก็ไม่ค่อยอยากไป
เสียเวลาไปครึ่งวันแล้ว ยังต้องไปบ้านคนอื่นอีก
“เที่ยงนี้กินข้าวที่บ้านฉันนะ ฉันต้องขอบคุณคุณจริงๆ ถ้าไม่ได้คุณ ฉันอาจไม่รอดแล้ว” หลิวหย่าหลิงพูดอย่างจริงใจ
หมอบอกแล้วว่า ถ้ามาช้า อาการจะหนักมาก ตอนนั้นเธอหมดสติไปแล้วจริงๆ
บทที่ 160: เธอคิดว่าคำพูดของหล่อนเชื่อถือได้ไหม
“ไม่ต้องหรอกค่ะ แค่เรื่องเล็กน้อยเอง ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด
ไปกินข้าวบ้านคนแปลกหน้า มันไม่ค่อยสะดวก สู้ไปหาร้านกินเองยังสบายใจกว่า
ระหว่างทาง
“ฉันชื่อหลิวหย่าหลิง ทำงานอยู่ที่โรงงานเหมาไถ! เอ้อ…จริงสิ ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร” หลิวหย่าหลิงเป็นคนร่าเริง เปิดบทสนทนาก่อน
“ฉันชื่อซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว มาที่เมืองเหมาไถเที่ยว แล้วก็อยากซื้อเหล้าเหมาไถกลับบ้านนิดหน่อย” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรู้สึกประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าจะเจอคนที่ทำงานในโรงงานเหมาไถพอดี
ถ้าอย่างนั้น เธอก็ยินดีไปกินข้าวกลางวันที่บ้านหลิวหย่าหลิงแล้ว
คุยกันไปคุยกันมา ไม่นานก็มาถึงบ้านหลิวหย่าหลิง
บ้านอยู่ในตัวเมือง แต่ไม่ใช่ถนนสายหลัก
ทั้งสองคนคุยถูกคอกันดี แค่ไม่นานก็สนิทขึ้นมาก
หลิวหย่าหลิงเป็นคนลงมือไว ถึงบ้านปุ๊บก็หยิบเงินให้ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวก่อนเลย
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรับไว้อย่างไม่เกรงใจ จากนั้นหลิวหย่าหลิงก็ให้เธอนั่งดูทีวีในห้องรับแขก ส่วนตัวเองเข้าไปทำกับข้าวในครัว
นี่เป็นครั้งแรกที่ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเห็นทีวีแบบเก่าในชีวิตจริง เครื่องสี่เหลี่ยมใหญ่เทอะทะ แถมยังเป็นภาพขาวดำอีก
ฟังเสียงทำอาหารจากในครัวไป เธอก็นั่งดูทีวีไป
แต่สำหรับคนที่เคยดูทีวีดิจิทัลสมัยใหม่แล้ว ทีวีขาวดำมันชวนเบื่อไม่น้อย เธอเลยปิดทีวีแล้วเดินเข้าไปในครัว
“พี่หย่าหลิง มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เธอไปนั่งพักเถอะ เดี๋ยวฉันทำเสร็จเอง” หลิวหย่าหลิงจะให้แขกเข้าครัวได้ยังไง
คนอื่นเกรงใจ แต่เธอจะไปตอบรับได้ยังไง
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเห็นว่าอีกฝ่ายยืนยัน ก็เลยไม่พูดต่อ
สายตาเหลือบไปเห็นมันฝรั่งบนโต๊ะข้างๆแขน แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้
“พี่หย่าหลิง มันฝรั่งพวกนี้จะเอาไปผัดใช่ไหมคะ”
“ใช่ เดี๋ยวฉันทำเอง เธอไปนั่งดูทีวีเถอะ” หลิวหย่าหลิงคิดว่าเธอจะช่วยปอก
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวขมวดคิ้ว
“พี่หย่าหลิง มันฝรั่งพวกนี้กินไม่ได้แล้ว มีพิษนะ”
“หา? ทำไมล่ะ”
“มันฝรั่งที่งอกจะมีสารโซลานีน ซึ่งไปยับยั้งเอนไซม์บางอย่างในร่างกาย อาการที่คุณเป็นก็ตรงกับอาหารเป็นพิษแบบนี้ ฉันว่าที่คุณเป็นเมื่อเช้าน่าจะเพราะกินมันฝรั่งงอกเข้าไป”
“จริงด้วย ฉันกินมันฝรั่งเมื่อเช้า เห็นมันแค่งอกแต่ยังไม่เน่า ก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร” หลิวหย่าหลิงฟังครึ่งเข้าใจครึ่ง แต่ก็สะดุ้งตกใจ
“งั้นก็ใช่แล้ว มันฝรั่งงอกห้ามกิน” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้า
เรื่องนี้ควรจะเป็นความรู้พื้นฐานแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีใครรู้
คนยุคนี้ประหยัด ของยังไม่เสียก็ไม่ทิ้ง ถึงจะเสียก็แค่ตัดส่วนเสียออก แล้วกินที่เหลือก็เพราะความประหยัดนี่แหละ
หลิวหย่าหลิงรีบเอามันฝรั่งที่งอกทั้งหมดทิ้งทันที ใจยังสั่นอยู่
ก่อนจะหมดสติ เธอจำได้ว่าคลื่นไส้ ปวดท้อง เวียนหัว ปวดหัว รู้สึกแย่มาก แล้วก็หมดสติไป
ความรู้สึกนั้น เธอไม่อยากเจออีกเลย หมอบอกว่าร้ายแรงอาจถึงตายได้ ต่อไปต้องเตือนคนในบ้านแล้วว่ามันฝรั่งงอกห้ามกิน
มื้อกลางวัน หลิวหย่าหลิงทำมาอย่างจัดเต็ม สามกับข้าวหนึ่งซุป มีทั้งเนื้อสอง ผักหนึ่ง กินกันแค่สองคน
“เหมี่ยวเหมี่ยว เธออยากซื้อเหมาไถใช่ไหม ฉันช่วยซื้อจากโรงงานให้ได้ ถูกกว่าข้างนอกด้วย” หลิวหย่าหลิงพูดพร้อมรอยยิ้ม
เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร อยากตอบแทนอีกฝ่ายมากกว่า
“จะได้เหรอคะ จะไม่ลำบากพี่เกินไปหรือ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรอคำนี้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นวันนี้เธอคงไม่อยู่กินข้าว
“ไม่ลำบากเลย เธออยากได้กี่ขวด” หลิวหย่าหลิงดีใจที่ช่วยได้
คำถามนี้ทำซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวชะงักไป คิดอยู่นานถึงตอบ
“พี่ช่วยซื้อได้มากแค่ไหนคะ”
“อันนี้…” หลิวหย่าหลิงเองก็ไม่แน่ใจ
“ถ้าได้ ฉันอยากสั่งเยอะหน่อย เอากลับไปขายต่อ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวหาข้ออ้าง
จริงๆก็ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะสุดท้ายก็ขายอยู่ดี แค่ไม่ใช่ตอนนี้
“เรื่องนี้ฉันยังตอบไม่ได้ ต้องไปถามที่โรงงานก่อน” หลิวหย่าหลิงไม่กล้ารับปาก
เธอเป็นคนทำงานรอบคอบ เรื่องไม่แน่ชัดจะไม่พูด
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกลับยิ่งเชื่อใจเธอมากขึ้น “ได้ค่ะ ไม่รีบ ฉันยังไม่กลับเร็วๆนี้”
ช่วงบ่าย หลิวหย่าหลิงไปทำงาน
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเดินเล่นแถวๆนั้น แล้วก็ไปหาที่พักไว้
กินข้าวเสร็จ เธอรอให้พ้นช่วงเวลาอาหาร แล้วค่อยไปบ้านหลิวหย่าหลิงอีกครั้ง
คนที่มาเปิดประตูเป็นผู้ชายวัยกลางคน น่าจะเป็นสามี
“สวัสดีค่ะ” เธอยิ้มทัก
“เชิญเข้ามาเลยครับ” เขายิ้มตอบ
เข้าบ้านแล้ว ผู้ชายปิดประตูตาม
หลิวหย่าหลิงเตรียมผลไม้ไว้แล้ว วางตรงหน้าซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว
ผู้ชายลดเสียงทีวีลง เพื่อไม่ให้รบกวนการคุย
“เหมี่ยวเหมี่ยว ฉันไปถามมาแล้ว ผู้บริหารบอกให้ได้สูงสุดพันขวด แล้วแต่เธอจะเอาเท่าไหร่”
“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตกใจเล็กน้อย
“ใช่ จริงๆฉันพอมีอำนาจในโรงงานอยู่บ้าง แล้วสามีก็ช่วยด้วย เรื่องนี้เลยผ่านแน่นอน
ส่วนราคา โรงงานให้ราคาต่ำสุดได้ ขวดละสี่หยวน ไม่ว่าจะเอาน้อยหรือมาก เธอว่าโอเคไหม” หลิวหย่าหลิงยิ้ม
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเข้าใจทันที
สองคนนี้ในโรงงานต้องมีตำแหน่งไม่น้อย ถึงให้โควตาใหญ่ขนาดนี้ได้ ราคานี้ยิ่งต่ำมาก
ก่อนหน้านี้เธอซื้อสี่สิบขวด ขวดละเจ็ดหยวน ตอนนี้เหลือสี่หยวน ถูกลงเกือบครึ่ง สองสามีภรรยานี้ต้องช่วยเต็มที่แน่
“โอเคค่ะ แน่นอนค่ะ พันขวดฉันเอาหมดเลย” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตัดสินใจทันที
ถ้าไม่เอาหมดก็เหมือนเสียโอกาส
“เอาหมดเลยเหรอ?” หลิวหย่าหลิงตกใจ เธอคิดว่าอย่างมากก็สองร้อยขวด
พันขวด นั่นสี่พันหยวนเลยนะ! เหมี่ยวเหมี่ยวรวยขนาดนี้เลยเหรอ?
“เงินพอไหม?” หลิวหย่าหลิงพูดแล้วรีบอธิบาย “ฉันหมายถึง ถ้าเงินไม่พอ ฉันช่วย…”
สี่พันหยวน ไม่ใช่สี่ร้อย ครอบครัวแบบไหนถึงจะหยิบเงินก้อนขนาดนี้ได้ง่ายๆ
ผู้ชายที่นั่งข้างๆก็อึ้งเหมือนกัน มองทีวีแต่ไม่รู้ว่าฉายอะไร
“พี่หย่าหลิง ฉันมีเงินพอค่ะ พรุ่งนี้พี่ให้ที่อยู่โรงงานฉัน ฉันจะไปซื้อเลย” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้า
“ได้” หลิวหย่าหลิงยังมึนๆ แล้วบอกที่อยู่
หลังจากซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกลับไป ผู้ชายจึงถามขึ้น
“เธอคิดว่าคำพูดของหล่อนเชื่อถือได้ไหม?”
บทที่ 161: ป้าสะใภ้ใหญ่
“เชื่อถือได้อยู่แล้ว เหมี่ยวเหมี่ยวตั้งใจจะซื้อเหมาไถจริงๆ พรุ่งนี้เธอต้องมาแน่นอน” หลิวหย่าหลิงเชื่อเต็มร้อย
ตกลงกันแล้ว จะไม่มาทำไมล่ะ
“คุณว่าเธอจะตั้งใจเข้าหาคุณหรือเปล่า?” ผู้ชายยังระแวงอยู่ไม่น้อย
“เข้าหาฉันเพื่ออะไรล่ะ? เขาช่วยชีวิตฉัน แล้วจะมาซื้อเหล้าราคาถูกจากฉันงั้นเหรอ?” หลิวหย่าหลิงกลอกตาใส่เขา
“คุณเลิกมองคนในแง่ร้ายสักทีได้ไหม” อะไรก็คิดลบไปหมด
เหมี่ยวเหมี่ยวไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย
“โอเค โอเค อย่าโกรธเลย จริงไม่จริง พรุ่งนี้ก็รู้แล้ว” ผู้ชายโอบเธอ น้ำเสียงอ่อนลง
“หึ ยังไม่เชื่อเหมี่ยวเหมี่ยวอีก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้ว่าโดนตบหน้าแค่ไหน”
“โอเค โอเค ผมยอมโดนตบหน้าก็ได้” เขาพูดพลางจับมือเธอ ตบหน้าตัวเองเบาๆ
หลิวหย่าหลิงไม่พูดอะไรต่อ ยังไงพรุ่งนี้ก็รู้
หลังจากซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกลับไป เธอตรงเข้าที่พักแล้วนอนพัก วันนี้ก็ถือว่าเหนื่อยไม่น้อย
เมื่อคืนเดินทางทั้งคืน กลางวันก็เดินเที่ยวทั้งวัน พอทิ้งตัวลงบนเตียง เธอแทบไม่อยากลุกอีกเลย
เหนื่อย ง่วง งีบไปพักหนึ่ง เธอก็ฝืนตัวเองลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันแบบลวกๆ แล้วกลับมานอนต่อ หลับสบายทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวตื่นแต่เช้า
เธอไปกินข้าวที่ร้านเดิมเมื่อวาน กินเสร็จแล้วก็ยังไม่ไปโรงงานเหมาไถทันที แต่ไปถามทางหลายที่ จนหาคลังสินค้าร้างๆแถวชานเมืองได้ แล้วเช่าเอาไว้
เช่าแค่ไม่กี่วัน ตั้งใจจะใช้เก็บเหล้าชั่วคราว
เพิ่งมาถึงใหม่ ยังไม่คุ้นที่ แค่หาคนให้เช่าคลังนี้ก็ใช้เวลานานพอสมควร
พอจัดการทุกอย่างเสร็จ แล้วมาถึงโรงงานเหมาไถ หลิวหย่าหลิงแทบจะเป็นบ้าแล้ว
“เหมี่ยวเหมี่ยว เธอมาแล้วสักที!” เธอดีใจจนแทบร้องไห้
ระหว่างรอ ความคิดสารพัดแล่นเข้ามาในหัว คิดไปต่างๆนานา
แต่พอเห็นซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว ทุกอย่างก็หายไปหมด
“ขอโทษนะคะ ฉันไปทำธุระมานิดหน่อย เลยมาช้า” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอย่างรู้สึกผิด “ทำไมพี่ไม่รออยู่ข้างในล่ะคะ”
“วันนี้ฉันไม่ค่อยยุ่ง เลยออกมารอ ไปเถอะ เข้าไปกัน” หลิวหย่าหลิงไม่กล้าบอกว่าเธอนั่งรอในนั้นไม่ไหว ยิ่งสามีคอยมองมาเป็นระยะระยะ ยิ่งกดดัน
ผู้ชายเห็นทั้งสองมาพร้อมกัน ก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มทัก
ทักทายกันเล็กน้อย แล้วพาซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไปซื้อเหล้า
ตรวจของก่อน แล้วค่อยจ่ายเงิน ค่อนข้างเป็นระบบ
ตอนที่ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวหยิบเงินออกจากกระเป๋า ผู้ชายหรี่ตาลงเล็กน้อย
เขามองผิดไปจริงๆ ผู้หญิงคนนี้มีเงินจริงๆ
สีหน้าของเธอดูสบายๆ เหมือนเงินก้อนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
“รอสักครู่ ผมไปหารถก่อน” ผู้ชายออกไป หลิวหย่าหลิงดูมีความสุขมาก
“พี่หย่าหลิง ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้เจอพี่ ฉันคงซื้อเหมาไถได้ไม่ง่ายแบบนี้” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพูดจากใจจริง
ถ้าไม่ได้เจอหลิวหย่าหลิง ทุกอย่างคงไม่ราบรื่นขนาดนี้
“อย่าพูดแบบนั้นสิ เธอซื้อเยอะขนาดนี้ ผู้บริหารก็มองฉันดีขึ้นด้วย ต้องขอบคุณเธอมากกว่า อีกอย่าง เธอยังเป็นคนช่วยชีวิตฉันอีกนะ”
หลิวหย่าหลิงรู้สึกว่าโชคดีที่ได้เจอเธอ ช่วยเธอก็เหมือนช่วยตัวเอง ไม่นานของก็โหลดขึ้นรถเรียบร้อย
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไปตรวจนับอีกครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีปัญหา ก็ขึ้นไปนั่งหน้ารถ
“เที่ยงนี้ไปกินข้าวที่ภัตตาคารเหมาไถนะ ฉันจองไว้แล้ว เจอกันนะ” เธอพูดยิ้มๆ ก่อนปิดประตูรถ
ไม่รอคำตอบ ปิดประตูทันที
นั่งอยู่ในรถ เธอยิ้มอย่างคนที่ได้ดั่งใจ แล้วบอกที่อยู่คลังสินค้า
รถวิ่งเร็ว ระยะทางก็ไม่ไกล ไม่นานก็ถึง
เธอลงรถ หยิบกุญแจมาเปิดประตูคลัง แล้วช่วยขนของลง งานหนักเอาเรื่อง
คนงานสองคน รวมกับเธออีกหนึ่ง ขนกันจนเที่ยงพอดี
เธอจะให้เงินพวกเขา แต่พวกเขาไม่รับ บอกว่านี่เป็นงานของพวกเขา รับเงินเพิ่มไม่ได้
สุดท้ายเธอเลยซื้อเครื่องดื่มให้คนละขวด
พอรถออกไปแล้ว เธอปิดประตูคลัง แล้วเก็บเหล้าเหมาไถหนึ่งพันขวดเข้าไปในพื้นที่ทันที
โห กินพื้นที่ไม่น้อยเลย
จัดการเสร็จ เธอล็อกคลัง แล้วรีบไปภัตตาคารเหมาไถ
ภัตตาคารนี้ถือว่าดีที่สุดในเมือง มีแต่คนมีฐานะมาทาน
ทั้งอาหารอร่อย และมีความเป็นส่วนตัวสูง
“สวัสดีค่ะ ยังมีห้องส่วนตัวไหมคะ” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวหอบเล็กน้อย ถามพนักงานหน้าเคาน์เตอร์
“เหลือห้องสุดท้ายค่ะ” เธอกำลังจะตอบรับ เสียงผู้ชายดังขึ้นจากด้านหลัง
“ผมเอาห้องนี้”
ชายในเสื้อเขียวโดดเด่นสะดุดตา ผมยาว ท่าทางหยิ่ง ดูโอ้อวดสุดๆ
เขาไม่แม้แต่จะมองซวี่เหมี่ยวเหมี่ยว แทรกเข้ามา
“ห้องนี้ผมเอา เดี๋ยวจะเลี้ยงแขกสำคัญ”
พนักงานลำบากใจ
“คุณผู้หญิงท่านนี้มาก่อนนะคะ”
“ยัยบ้านนอกแบบนี้ก็ไปนั่งข้างนอกสิ ดูก็รู้ว่าไม่มีปัญญาจ่าย” เหลียงอี้มองเธออย่างดูถูก
“คิดดีๆนะ เดี๋ยวผมไปบอกลุง ระหวังไม่มีงานทำ”
พนักงานหน้าเคาน์เตอร์หน้าซีด มองซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวอย่างขอโทษ
“คุณลูกค้า ขอโทษนะคะ…”
ยังไม่ทันพูดจบ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวก็ขัดขึ้น
“อ๋อ ที่แท้ก็พวกอาศัยบารมีคนอื่นนี่เอง ฉันนึกว่าใครจะเก่งนัก ไม่รู้ว่าลุงของนายรู้หรือเปล่าว่านายทำตัวแบบนี้”
“รู้ไหมว่าผมคือใคร? กล้ามาหาเรื่องผมในเมืองเหมาไถงั้นเหรอ? เชื่อไหมว่าผมทำให้คุณออกไปจากที่นี่ไม่ได้!” เหลียงอี้หน้าเปลี่ยนสี
มีช่วงหนึ่งเขางงจริงๆ เพราะในเมืองนี้ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้
แน่นอนว่าลุงเขาไม่รู้ ถ้ารู้คงตีขาเขาหักไปแล้ว
“โอ้โห ปากดีไม่เบา วันนี้ฉันไม่ยอมแล้ว ลองดูสิว่านายจะทำยังไงให้ฉันออกไปไม่ได้” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวไม่สะทกสะท้าน
เธอเป็นคนยิ่งถูกกด ยิ่งไม่ยอม ยิ่งขู่ก็ยิ่งสวนกลับ ถึงไม่กินมื้อนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อน
ความวุ่นวายดึงดูดสายตาคนรอบข้าง พนักงานเคาน์เตอร์เครียดสุดๆ
ช่วยฝ่ายไหนก็เสี่ยงตกงาน จะทำยังไงดี?
ขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากัน หลิวหย่าหลิงเดินเข้ามาจากข้างนอก
เธอเห็นซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวที่ยืนหันหลังอยู่ทันที ยิ้มแล้วเดินเข้าไปด้านหลัง ตั้งใจจะแกล้งให้ตกใจ
“ป้าสะ...ป้าสะใภ้ใหญ่...” เหลียงอี้หน้าเสียทันที
บทที่ 162: เหมาไถในคลังถูกขโมย
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวสะดุ้งวาบไปชั่วขณะ คนนี้มีปัญหาหรือเปล่า?
อยู่ๆก็เรียกเธอว่า “ป้าสะใภ้ใหญ่”?
หลิวหย่าหลิงเพิ่งสังเกตเห็นเหลียงอี้ ชะงักไปเล็กน้อยก่อนยิ้ม “อ้าว เสี่ยวอี้นี่เอง เธอก็มาด้วยเหรอ ฉันก็มากินข้าวน่ะสิ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถึงได้เข้าใจ สีหน้าดูแปลกไปเล็กน้อย สายตากวาดมองทั้งสองคนไปมา
“เสี่ยวอี้ นี่คือคนที่ช่วยชีวิตฉัน เรียกเธอว่า ‘อาเหมี่ยวเหมี่ยว’ ก็ได้”
“เหมี่ยวเหมี่ยว นี่คือหลานชายฉัน เหลียงอี้”
คำแนะนำตัวอย่างกระตือรือร้นของหลิวหย่าหลิง ทำให้รอยยิ้มบนหน้าของเหลียงอี้แทบแข็งค้าง
คนที่ผู้หญิงคนนี้จะเลี้ยงข้าว… ดันเป็นอาสะใภ้ใหญ่ของเขาเหรอ?!
ถ้ารู้แต่แรก เขาจะไปแย่งอะไรให้เสียเรื่อง ยอมไปนั่งโถงใหญ่ตั้งแต่แรกก็จบแล้ว!
ซวยแล้ว ซวยแล้ว ซวยแล้ว! ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี!
เหลียงอี้ใจหวิวไปหมด
“เสี่ยวอี้ ยืนเหม่ออะไร รีบเรียกสิ” หลิวหย่าหลิงขมวดคิ้ว เด็กคนนี้เป็นอะไรไป? ปกติก็แสบจะตาย
เหลียงอี้ถูกกดดันจนไปไม่เป็น จะเรียกก็ไม่ได้ ไม่เรียกก็ไม่ได้
สุดท้ายภายใต้สายตากดดันของหลิวหย่าหลิง ก็จำใจเอ่ยออกมา
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวในใจรู้สึกสะใจ แต่ภายนอกกลับโบกมือปฏิเสธ
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ใช่อาสะใภ้คุณ เมื่อกี้คุณยังบอกจะทำให้ฉันออกจากเมืองเหมาไถไม่ได้อยู่เลย ฉันยังกลัวอยู่เลยนะ”
น้ำเสียงเธอชัดเจน แฝงการเย้ยหยัน มองเหลียงอี้อย่างไม่เกรงใจ
เห็นได้ชัดว่าเขาคงเคยวางอำนาจไว้ไม่น้อย วันนี้มาเจอเธอ ถือว่าเจอของแข็งเป็นครั้งแรก
“อาสะใภ้ครับ อย่าพูดแบบนั้นเลย ผมผิดเอง ผมขอโทษนะครับ ได้ไหม? อย่าถือสาผมเลยนะครับ” เหลียงอี้แทบจะร้องไห้
เขากลัวลุงก็จริง แต่ป้าสะใภ้ใหญ่คือคนที่ลุงรักที่สุด
ถ้าลุงรู้ว่าเขาไปมีเรื่องกับเพื่อนของป้าสะใภ้ ชีวิตเขาคงไม่เหลือดีแน่
“อาสะใภ้ ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรพูดจาแบบนั้น มื้อนี้ผมเลี้ยงเองนะครับ ยกโทษให้ผมเถอะ” น้ำเสียงเขาแทบจะสั่น
หลิวหย่าหลิงฟังแล้วก็เข้าใจทันที นิสัยของเหลียงอี้ เธอรู้ดี
ปกติเอาแต่ใจ ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ชอบก่อเรื่องไปทั่ว เธอก็ไม่ชอบมานานแล้ว
คราวนี้ยังมาหาเรื่องเหมี่ยวเหมี่ยวอีก สีหน้าหลิวหย่าหลิงเย็นลงทันที่
“เสี่ยวอี้ ฉันเตือนเธอแล้วว่าออกไปข้างนอกให้รู้จักถ่อมตัว อย่าทำตัวอวดดี คำพูดฉันกับลุงเธอเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมดเลยใช่ไหม?”
น้ำเสียงเธอจริงจัง มีอำนาจจนปฏิเสธไม่ได้
เหลียงอี้กลัวสีหน้าแบบนี้ที่สุด เหมือนลุงไม่มีผิด เขาแทบอยากคุกเข่าตรงนั้นเลย
“ป้าสะใภ้ ผมผิดแล้ว ต่อไปผมจะจำคำสอนให้ขึ้นใจ นี่ครั้งสุดท้าย เชื่อผมเถอะนะ”
หลิวหย่าหลิงไม่สนใจเขา หันไปหาซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวอย่างรู้สึกผิด
“เหมี่ยวเหมี่ยว ฉันเลี้ยงเขาไม่ดี ขอโทษแทนเขานะ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวจับมือเธอ ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องขอโทษหรอก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่ แต่เขาโตขนาดนี้แล้วควรสั่งสอนบ้าง ไม่งั้นวันหน้าจะก่อเรื่องใหญ่”
เธอแยกแยะถูกผิดชัดเจน ใครทำ ใครรับ ไม่โยนความผิดให้คนอื่น
“เสี่ยวอี้ ไปหาลุงเธอซะ” หลิวหย่าหลิงพูดเสียงเย็น
เหลียงอี้หน้าซีดเหมือนคนหมดแรง จบแล้ว จบจริงๆแล้ว
การไปหาลุงเอง หมายความว่าอีกหลายเดือนข้างหน้า เขาจะถูกควบคุม
ห้ามออกไปเที่ยวเล่น ชีวิตเหมือนตกนรกชัดๆ
หลังจากเขาไปแล้ว ทั้งสองก็เข้าห้องส่วนตัว ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเมื่อครู่อีก
“ได้ยินว่าปลาทอดซอสเหมาไถที่นี่ดังมาก อร่อยมาก ลองสั่งไหม?” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยื่นเมนูให้
“ดีเลย ฉันก็อยากให้เธอลองเมนูนี้เหมือนกัน”
ทั้งสองสั่งอาหารเพิ่มอีกไม่กี่อย่าง แล้ววางเมนูลง
อาหารมาเร็วมาก กินไป คุยไป
“ปลาทอดซอสนี้ เรียกอีกอย่างว่าปลากระดูกนุ่ม มีต้นกำเนิดจากเมืองหานตัน ตระกูลจ้าวเป็นต้นตำรับ ตอนสมัยแม่ทัพจ้าวควงอิ้นออกศึก เคยได้กินโดยบังเอิญ แล้วติดใจ
พอขึ้นครองราชย์ ก็แต่งตั้งเป็นอาหารหลวง ใช้ระลึกถึงเรื่องในอดีต คนเลยเรียกว่า ‘ปลากระดูกนุ่มพระราชโองการ’”
สำหรับหลิวหย่าหลิง เรื่องนี้เหมือนฝังอยู่ในความทรงจำ
สมัยเด็ก ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังบ่อยมาก
“ที่แท้ก็มีที่มาแบบนี้” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวฟังอย่างสนใจ
สมชื่อจริงๆ อร่อยมาก
หลังอาหาร ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวหยิบถุงจากกระเป๋า เป็นชุดบำรุงผิวที่เปลี่ยนแพ็กเกจแล้ว
“พี่หย่าหลิง อันนี้ให้พี่ ใช้ทาหน้าเช้าเย็น ดีมาก หวังว่าพี่จะชอบนะ”
หลิวหย่าหลิงดีใจมาก แต่ก็รู้สึกเกรงใจ “แบบนี้ไม่ดีนะ เธอเก็บไว้ใช้เองเถอะ”
“ไม่เป็นไร ฉันยังมีอีก เราสนิทกันขนาดนี้ อย่าปฏิเสธเลย” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวใส่มือเธอ
“งั้นขอบใจนะ” หลิวหย่าหลิงยิ้มอย่างมีความสุข
สำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะคนที่เริ่มมีอายุ การดูแลผิวสำคัญมาก
หลิวหย่าหลิงอายุมากกว่าเธอหลายปี ดูเหมือนผู้หญิงวัยสามสิบกว่า
แต่ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวดูเด็กมาก ผิวดีจนแทบไม่มีตำหนิ บอกว่าเพิ่งบรรลุนิติภาวะก็ยังมีคนเชื่อ
“นี่เบอร์โทรกับที่อยู่บ้านฉัน ถ้าว่างก็มาเที่ยวได้นะ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยื่นกระดาษให้ เธอชอบเพื่อนคนนี้จริงๆ นิสัยดี และใจดีด้วย
“ได้ ฉันต้องไปแน่นอน” หลิวหย่าหลิงก็รู้สึกถูกชะตา
วัยนี้แล้ว ยังได้เจอคนที่คุยถูกคอ ไม่ง่ายเลยจริงๆ
ทั้งสองยืนอยู่หน้าร้านอาหาร
“ไปทำงานเถอะ ฉันก็จะไปที่อื่นต่อแล้ว” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเร่ง
“เหมี่ยวเหมี่ยว…” หลิวหย่าหลิงเริ่มไม่อยากแยก
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มอ่อนโยน กางแขนออก
ทั้งสองกอดกัน
“ลาก่อนนะ!” เธอโบกมือแรงๆ
หลิวหย่าหลิงโบกตอบ จนอีกฝ่ายลับสายตาไป ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถึงกลับโรงแรม
ตั้งใจพักอีกคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกจากเมืองเหมาไถ
กลางดึก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปลุกเธอให้ตื่น
เสียงเร่งรีบ เหมือนคนเคาะกำลังร้อนใจ เธอเปิดไฟทุกดวงก่อนเดินไปเปิดประตู
เอ๊ะ? เหมือนจะเป็นเจ้าของคลังที่เธอเช่าไว้
พอเปิดประตู อีกฝ่ายก็ดึงเธอออกไปทันที
“ในที่สุดคุณก็เปิด! คลังโดนขโมย! เหมาไถที่คุณเก็บไว้ในนั้น ถูกขโมยไปหมดแล้ว!”
บทที่ 163: คุณสะใภ้รองเกิดเรื่องแล้ว
“ห๊ะ?” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวงงไปชั่วขณะ
“ฉันแจ้งตำรวจให้คุณแล้ว คนร้ายก็จับได้แล้ว แต่พวกเขาไม่ยอมรับ”
“ไม่ต้องกังวลนะ ตำรวจต้องช่วยคุณเอาเหล้าเหมาไถกลับมาได้แน่”
เจ้าของคลังเป็นผู้หญิงที่รักความยุติธรรมมาก เธอได้ยินเพื่อนบ้านแจ้งความตอนกลางดึก ถึงได้รู้เรื่องนี้ จากนั้นก็รีบมาหาซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวทันที
โชคดีที่เธอเป็นคนชอบคุย เลยรู้ว่าซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพักอยู่โรงแรมนี้ ไม่งั้นคงหาตัวไม่เจอ
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถูกลากมาที่คลัง ถึงค่อยเรียบเรียงเรื่องราวได้ ยังไม่ทันพูดอะไร ตำรวจก็มาถึง
หลังจากสอบถามเธอสองสามคำ ก็ใช้ไฟฉายส่องไปยังชายไม่กี่คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ไม่ไกล
“พวกนี้แหละที่ขโมยเหล้าเหมาไถของคุณ”
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวมองตามแสงไป เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้งไม่กี่คน
ใส่ชุดสีดำทั้งตัว แม้แต่รองเท้าก็สีดำ เห็นชัดว่าตั้งใจมา
หรือว่าพวกเขาเล็งเหล้าในคลังไว้นานแล้ว?
“พวกเราไม่ได้ขโมยจริงๆ ยังไม่ทันได้ขโมยก็ถูกจับแล้ว! ตอนงัดประตูเข้าไปก็เห็นว่าข้างในว่างเปล่า ไม่มีเหล้าเลย!”
คำนี้พวกเขาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีใครเชื่อ พวกเขาเองก็รู้สึกอยุติธรรม
ถ้าขโมยแล้วถูกจับก็ยอมรับ แต่ปัญหาคือยังไม่ได้อะไรเลย กลับโดนกล่าวหาว่าซ่อนของ
“พอได้แล้ว! ฉันเกลียดโจรแบบพวกแกที่สุด ขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมรับอีก!”
เจ้าของคลังอารมณ์ร้อน เดินเข้าไปเตะพวกเขาสองสามทีเพื่อระบายอารมณ์ ตำรวจรีบเข้ามาห้าม
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเดินเข้าไปคุยกับตำรวจ “คืออย่างนี้นะคะ พวกเขาน่าจะพูดความจริง”
“เมื่อวานตอนบ่ายฉันให้คนขนเหล้าออกไปแล้ว ในนี้ไม่มีของอยู่จริงๆ”
เรื่องนี้มันบังเอิญเกินไป ใครจะคิดว่าแค่ซื้อเหล้ายังถูกโจรเล็งอีก
โชคดีที่เธอเก็บเข้าพื้นที่มิติไว้แล้ว ไม่งั้นคงโดนขโมยไปจริงๆ
“จริงเหรอ?” เจ้าของคลังอึ้ง “เหล้าไม่ได้หายจริงๆใช่ไหม?”
แปลว่าพวกโจรมาผิดเวลา?
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวพยักหน้าอย่างจริงจัง “จริงค่ะ”
สุดท้ายโจรถูกพาตัวไป เรื่องก็จบลง
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวคืนกุญแจให้เจ้าของคลัง ต่อไปเธอก็ไม่ต้องใช้แล้ว
จัดการทุกอย่างเสร็จ กลับถึงโรงแรมก็เกือบตีสี่ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวง่วงจนตาลาย
รองเท้ายังไม่ได้ถอดก็ล้มตัวนอนหลับไปทันที วันนี้เหนื่อยมากเกินไป
พอตื่นอีกที ก็สิบโมงกว่าแล้ว เธอยืดตัว ไม่อยากลุกจากเตียง นอนต่ออีกสิบกว่านาทีถึงค่อยลืมตา
หิวมาก จะกินอะไรดีนะ?
กินก๋วยเตี๋ยวดีกว่า ของที่เหมาไถอร่อยจริง
กินเสร็จ ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกลับไปงีบอีก ก่อนจะเช็กเอาต์
อยู่มาหลายวัน อาหารดี ที่พักก็โอเค ที่สำคัญคือได้ซื้อเหล้าเหมาไถ ทริปนี้คุ้มค่ามาก
เธอซื้อแผนที่รอบๆเหมาไถ เลือกสถานที่ท่องเที่ยวแล้วออกเดินทาง
ออกมาทั้งที งานเสร็จแล้ว เวลาที่เหลือก็เป็นของเธอ
เธอชอบท่องเที่ยวมาก
ชาติที่แล้วติดงาน พูดว่าจะออกเดินทางแบบไม่วางแผนหลายครั้ง แต่ไม่เคยทำได้จริง
ไม่คิดว่าความฝันจะมาสำเร็จที่นี่
ตอนนี้เธอเป็นอิสระ ลูกๆโตกันแล้ว ยังไม่มีหลานให้เลี้ยง
เงินก็มี ไม่ต้องพึ่งสามี พ่อแม่ก็ยังแข็งแรงอยู่
ความรู้สึกแบบนี้…สบายใจและเป็นอิสระมาก
สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว ช่วงเวลาแบบนี้หาได้ยาก
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเที่ยวเล่นอยู่ข้างนอกเกือบครึ่งเดือน ผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อย แต่สุขภาพดีขึ้น
สภาพจิตใจดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
วันที่กลับบ้าน เธอเต็มไปด้วยความพอใจและความคาดหวัง
เธอรู้สึกว่าการท่องเที่ยวมันดีจริงๆ ทำให้ได้ค้นหาตัวเอง ปล่อยทุกอย่าง และเข้าใจความต้องการของตัวเอง
วันนั้นอากาศแจ่มใส อุณหภูมิลดลงเรื่อยๆ เสื้อผ้าก็เพิ่มขึ้นทีละชั้น แต่ในใจของซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวกลับ.อบอุ่นมาก
รถบัสจอดที่อันเหอเซี่ยน เธอรีบลงจากรถทันที มองภาพที่คุ้นเคยแล้วพูดเบาๆ
“ฉันกลับมาแล้ว”
ความรู้สึกมันต่างออกไป เหมือนเดินทางไกล แล้วกลับมาที่จุดเริ่มต้น
อบอุ่น และปลอดภัย
เธอซื้อซาลาเปาไส้หมูสามสิบลูก กัดกินลูกหนึ่ง
อืม…รสชาติเดิม อร่อยมาก
จากนั้นไปที่ร้านจักรยาน ซื่อจักรยานหนึ่งคัน แล้วปั่นกลับหมู่บ้านหลิวเจีย
ใกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้าน เธอเห็นว่าไม่มีคน ก็เก็บจักรยานเข้าพื้นที่มิติ
ที่บ้านมีคันเดียวก็พอ คันนี้ไว้ใช้ส่วนตัว
จากนั้นก็เอาของฝากที่ซื้อมาออกมา สองมือเต็มไปหมด
เดินอยู่นานกว่าจะถึงหน้าบ้าน
พอดีเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หลิวเหวินเล่อกำลังท่องหนังสืออยู่ในลาน
พอเห็นคนที่ประตู ก็คิดว่าตาฝาด
“แม่?” เขาเรียกอย่างไม่แน่ใจ
“อ้าว ไง ครึ่งเดือนเอง จำแม่ไม่ได้แล้วเหรอ?” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวถือของเดินเข้ามา
หลิวเหวินเล่อดีใจจนโยนหนังสือ วิ่งเข้ามากอด
“แม่! แม่กลับมาแล้ว ผมคิดถึงแม่มาก!”
เขาร้องไห้ทันที หยุดไม่อยู่
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวรีบวางของ กอดเขาไว้
“แม่กลับมาแล้ว ไม่ร้องนะ แม่ซื้อของกินของเล่นมาเยอะเลย เดี๋ยวแม่ทำของอร่อยให้กินนะ”
“ไม่เอา ผมไม่เอาของกิน ผมเอาแม่”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแยกจากแม่มานานขนาดนี้
เมื่อก่อนความรู้สึกยังไม่ลึกซึ้ง แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เขาไม่ต้องการอะไรเลย ต้องการแค่แม่
หลายวันมานี้ เขาอยู่ยังไงแทบไม่รู้ตัว
กินก็ไม่อร่อย นอนก็ไม่หลับ เรียนก็ไม่มีสมาธิ แม่คือทุกอย่างของเขา
“ได้ๆ แม่ไม่ไปไหนแล้ว” ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวยิ้มขำ เด็กคนนี้ยังเล็ก โตขึ้นคงเปลี่ยน
ปลอบเขาเสร็จ เธอเอาของไปไว้ในห้องโถง ให้เขาเลือกเอง
หลิวเหวินเล่อกินซาลาเปาสองลูก แล้วเริ่มเลือกของเล่น ลืมไปหมดว่าเพิ่งร้องไห้
ซวี่เหมี่ยวเหมี่ยวเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นดู
ว่างโล่งแทบไม่มีอะไร มีแค่ผักไม่กี่อย่าง
เด็กพวกนี้…
เธอซื้อของสดจากระบบมาเติมตู้เย็นจนเต็ม มีทั้งเนื้อ ผัก และไข่
“เหวินเล่อ! ไปเรียกปู่ย่ากลับมาเร็ว! สะใภ้รองเกิดเรื่องแล้ว!”
เสียงของหลิวต้าซานดังขึ้น เขายืนอยู่หน้าประตู สีหน้าร้อนรน
จบตอน
Post a Comment
0 Comments