NV002 ep111-123

บทที่ 111: ช่วยชีวิต


ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ สวี่เหมียวเหมียวได้ยินจากชาวบ้านว่า ครอบครัวของหลิวอู่ย้ายออกจากหมู่บ้านหลิวเจียไปแล้ว


แม้แต่ของใช่ในบ้านก็ไม่เอาไปด้วย ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหน เรื่องที่ทำลงไปแบบนั้น คนในหมู่บ้านย่อมรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ คนแบบนี้ ใครๆก็ต้องระแวง ไม่อยากคบค้าสมาคม


การย้ายออกจากหมู่บ้าน อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว 


ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่เร่งรีบ พริบตาเดียวก็เข้าสู่เดือนสิงหาคม ฤดูร้อน ฝนเริ่มโปรยลงมาอย่างต่อเนื่อง


สำหรับชาวบ้าน นี่เป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งในหน้าร้อน ฝนคือสิ่งที่ดีที่สุด ผืนดินที่แห้งผากจะได้ดูดซับความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่


ในตอนแรก ไม่มีใครใส่ใจฝนนี้เลย แต่พอเวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ ฝนตกปรอยๆต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด


เช้าวันนี้ หลังจากสวี่เหมียวเหมียวตื่นขึ้นมา ฝนก็กลายเป็นพายุฝนกระหน่ำ เธอสวมเสื้อกันฝนทันที ออกไปหา หลี่หงอิงแจ้งให้ทุกคนรู้ว่า วันนี้ไม่ต้องมาทำงาน รอให้ฝนหยุดก่อนค่อยว่ากัน


พอกลับมา เธอถอดเสื้อกันฝนออก ร่างกายยังเปียกจากละอองฝน เธอเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมานั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กในโถงบ้าน มองสายฝน ยิ่งมองยิ่งรู้สึกไม่ดี


แม้หน้าร้อนจะเป็นฤดูฝน แต่ฝนตกนานขนาดนี้มันผิดปกติ


ผ่านไปหนึ่งวันเต็มของฝนตกหนัก ในลานบ้านเริ่มมีน้ำขัง สวี่เหมียวเหมียวเริ่มกังวล ไม่ใช่แค่ในบ้าน ถนนข้างนอก แม่น้ำ ก็เต็มไปหมด ถ้ายังตกต่อ น้ำจะไม่มีที่ระบาย


ก่อนนอนคืนนั้น เธอไม่วางใจ เรียกลูกชายมาช่วยกันเอาทรายที่เหลือจากการสร้างบ้านใส่ถุง เอาไปกั้นหน้าประตูโถง กันไม่ให้น้ำไหลเข้ามาในบ้านตอนกลางคืน


เช้าวันถัดมา แม้จะเตรียมการไว้แล้ว น้ำก็ยังไหลเข้ามาในโถง ห้องอื่นยังไม่โดน แต่ในใจเธอเริ่มมีลางไม่ดี ถ้ายังตกต่อไป บ้านอาจจะกลายเป็นทะเลน้ำ หรือก็แย่กว่านั้น


สวี่เหมียวเหมียวเรียกลูกๆและสะใภ้คนโตให้ตื่น ให้พวกเขาย้ายของมีค่าขึ้นที่สูง ของที่โดนน้ำไม่ได้ ห้ามวางพื้น


“แม่ บ้านเราจะโดนน้ำท่วมหรือเปล่า?” หลิวเหวินจวิ้นขมวดคิ้ว มองออกไปข้างนอก


ฝนยังคงตกไม่หยุด ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฟ้าร้องดังสนั่นเป็นระยะ ทุกคนสะดุ้ง สายฟ้าฟาดลงมาเป็นระยะ ทั้งที่เป็นตอนเช้า แต่กลับมืดเหมือนกลางคืน น่ากลัวมาก


หลิวเหวินเล่อซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของหลิวเหวินเซ่า ทั้งกลัวทั้งแอบมอง


“แม่ ฝนจะหยุดเมื่อไหร่?” เขาไม่ได้ออกไปเล่นมาหลายวันแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวสีหน้าจริงจัง ส่ายหัว “แม่ก็ไม่รู้ ดูแล้วไม่น่าจะหยุดง่ายๆ เราต้องเตรียมตัวไว้ก่อน”


ฝนมาแรงแบบนี้ เห็นทีจะยืดเยื้อ ต้องป้องกันไว้ก่อน


เธอกลับเข้าห้อง เอาของที่ไม่ค่อยได้ใช้ อาหาร ขนมปัง ข้าวสาร รวมถึงเอกสารสำคัญ เก็บเข้ามิติทั้งหมด


อาหารเช้า ลูกชายเป็นคนทำ หลังจากกินเสร็จ ทุกคนก็ไม่มีอะไรทำ บางคนไปนอน บางคนคุยกัน


หลิวเหวินเล่อเป็นเด็กอยู่ไม่สุข เอาเก้าอี้ไปนั่งเล่นน้ำใต้ชายคา ดูสนุกสนานไม่กลัวเลย


สองวันผ่านไปแบบน่าเบื่อ ทุกบ้านน้ำเริ่มเข้าหมด แต่ละบ้านใช้ขันตักน้ำออกจากบ้าน บ้านสวี่เหมียวเหมียวก็ไม่ต่าง ลานบ้านถูกน้ำท่วม ระดับน้ำสูงถึงน่อง ของทุกอย่างถูกยกขึ้นสูง แต่ยังไม่อันตราย


“ทุกบ้านส่งคนออกมา! คุณยายหลิวถูกน้ำพัดไปแล้ว รีบออกมาช่วยกันหา!”


เสียงผู้ใหญ่บ้านหลิวเม่าดังจากลำโพง แต่เสียงฝนดังกว่า เขาตะโกนซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะรีบออกไปช่วย


สวี่เหมียวเหมียวได้ยิน ก็รีบพาลูกชายสามคนใส่เสื้อกันฝน รองเท้าบูท ถือร่มออกไป


“แม่ แล้วหนูล่ะ?” สวี่ฉีถามอย่างกังวล


สวี่เหมียวเหมียวยืนกลางสายฝน หันกลับมาพูด


“พวกเธออยู่บ้าน อย่าออกไป เดี๋ยวพวกแม่หาคนเจอแล้วจะกลับมา”


“ระวังตัวด้วยนะ!” สวี่เมิ่งตะโกน


“แม่ ระวังนะ!” หลิวเหวินเล่อมองตาม รู้สึกไม่สบายใจ


สวี่เหมียวเหมียวพาลูกๆไปสมทบกับผู้ใหญ่บ้าน ถนนเต็มไปด้วยน้ำ ลึกกว่าลานบ้าน เธอลุยน้ำอย่างระมัดระวัง


“เจอคนหรือยัง?” เธอถามอย่างร้อนใจ


“ยังเลย น้ำแรงมาก ลื่นล้มแล้วถูกพัดไป”


“แยกกันหาเถอะ” เธอเสนอ


คนรวมกันจุดเดียวไม่มีประโยชน์ คุณยายหลิวอายุมาก โอกาสรอดน้อย


หลิวอวี้หางหาคนไปด้วยร้องไห้ไปด้วย เปียกโชกทั้งตัว สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินซินไปกางร่มให้เขา


ฝนยิ่งตกยิ่งแรง เม็ดฝนใหญ่เหมือนลูกเห็บ แต่ไม่มีใครถอย


สวี่เหมียวเหมียวยืนกลางถนน มองทิศทางน้ำ คิดว่าน้ำจะพัดคนไปทางไหน


ทันใดนั้น ท่อนไม้ลอยผ่านสายตา แล้วถูกน้ำพัดไปอย่างรวดเร็ว เธอตัดสินใจเดินตามทันที


การเดินในน้ำยากมาก ทั้งแรงน้ำและโคลน แต่เธอต้องเร่งเดินไป


ประมาณสิบกว่านาที เธอมาถึงเชิงเขา แล้วก็เห็น—คุณยายหลิวถูกน้ำพัดขึ้นไปติดอยู่บนเนิน เหมือนหมดสติ


“เจอแล้ว! เจอคนแล้ว!” เธอตะโกนสุดเสียง แต่เสียงฝนกลบหมด


สวี่เหมียวเหมียวกัดฟัน เดินฝ่าน้ำไป ขาของเธอหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังฝืนเดินต่อ สุดท้ายก็ไปถึง


เธอแตะจมูกคุณยายหลิว ยังหายใจอยู่


เธอลากขึ้นไปบนที่ราบ แล้วเริ่มกดหน้าอก ไม่มีปฏิกิริยา กดอีก แต่ก็ยังไม่มี


เธอไม่ยอมแพ้ กดซ้ำอีกหลายครั้ง


“อื้อ…”


บทที่ 112: อพยพทั้งหมู่บ้าน


คุณยายหลิวสำลักน้ำออกมาอย่างแรง ไอออกมาหลายครั้งติดกัน ในที่สุดก็ลืมตาขึ้น


“แม่ของเหวินซิน?” เสียงของคุณยายหลิวแหบพร่า แววตายังงุนงง


สวี่เหมียวเหมียวตาแดงด้วยความดีใจจนแทบร้องไห้


“ดีจริงๆที่คุณยายฟื้นแล้ว”


นี่เป็นครั้งแรกที่เธอช่วยชีวิตคนแบบนี้ แถมยังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้อีก


ตอนแรกก็แค่คิดว่าจะลองดู ไม่คิดเลยว่าจะได้ผลจริง


“แม่ของเหวินซิน เธอช่วยฉันไว้เหรอ?”


“ใช่ คนในหมู่บ้านกำลังออกตามหาคุณยายอยู่ เรารีบกลับกันเถอะ” สวี่เหมียวเหมียวลุกขึ้น มองลงไปทางหมู่บ้าน


จากมุมนี้มองไม่เห็นอะไรเลย เธอประคองคุณยายหลิวเดินลงไปอย่างช้าๆ


ระหว่างทาง สายตาเธอเหลือบไปเห็นเด็กคนหนึ่ง อายุราวไม่กี่ขวบ ลอยมาตามกระแสน้ำ ร่างเล็กๆค่อยๆหยุดดิ้น


สวี่เหมียวเหมียวใจหายวาบ เธอไม่มีเวลาคิดมาก บอกให้คุณยายหลิวยืนอยู่กับที่ แล้วตัวเองกึ่งนั่งลง สายตาจับจ้องไปที่เด็กคนนั้น เตรียมจะดักไว้


ใกล้แล้ว… อีกนิดเดียว…


สวี่เหมียวเหมียวกลั้นหายใจ จดจ่อสุดๆ


“อื้อ!”


เจ็บแปลบ!


แต่ในที่สุดเธอก็คว้าตัวเด็กไว้ได้ทัน ทั้งสองคนเกือบเสียหลักล้มไปด้วยกัน


“แม่ของเหวินซิน!” เสียงผู้ใหญ่บ้านดังมา


สวี่เหมียวเหมียวเงยหน้าขึ้น เห็นผู้ใหญ่บ้านพาชาวบ้านกำลังเดินมาทางนี้ แต่เธอยิ้มออกมา


กลับถึงหมู่บ้าน เธอมอบคุณยายหลิวกับเด็กคนนั้นให้ผู้ใหญ่บ้านดูแล ตัวเธอเองเปียกโชกไปทั้งตัว หมดแรงแทบยืนไม่ไหว แขนช่วงล่างเริ่มปวด น่าจะเคล็ด


กลับถึงบ้าน เธอรีบอาบน้ำอุ่น “ซี๊ด…”


ตอนเปลี่ยนเสื้อ เธอเผลอไปโดนแขน ตรงนั้นบวมแดงชัดเจน แต่ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก อีกไม่กี่วันก็คงดีขึ้น


สวี่เหมียวเหมียวสั่งลูกๆให้เอากระสอบทรายไปกั้นประตูให้สูงขึ้นอีก ถึงอย่างนั้น ในบ้านก็ยังมีน้ำขังอยู่บางส่วน แต่ยังไม่มาก


เช้าวันถัดมา เธอพบว่าน้ำในลานบ้านเพิ่มขึ้นอีก ให้ความรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก


กินข้าวเช้าเสร็จ เธอกำลังจะไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อปรึกษา แต่เขาก็มาหาถึงบ้านแล้ว เห็นว่าน้ำถูกกั้นไว้นอกบ้าน เขาถึงกับชะงัก


“แม่ของเหวินซิน ถ้าฝนยังตกแบบนี้ อีกไม่กี่วันหมู่บ้านเราคงถูกน้ำท่วมหมดแน่”


ลำคลองรอบหมู่บ้านเต็มไปหมดแล้ว น้ำไม่มีทางไหลออก ตอนนี้ระดับน้ำบนถนนสูงถึงต้นขา!


ทุกบ้านมีแต่น้ำ ถ้าไม่ยกเตียงสูง ตอนกลางคืนก็ไม่มีที่นอน


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า “ฉันรู้ แต่ไม่รู้ว่าฝนจะหยุดเมื่อไหร่”


ถ้ายังไม่หยุด หมู่บ้านอาจจมจริงๆ 


“ดูแล้วไม่น่าจะหยุดเร็วๆนี้” ถ้าจะหยุด มันหยุดไปนานแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองเขาอย่างจริงจัง


“ถ้าฝนยังไม่หยุด ภายในสองวัน น้ำจะท่วมถึงในบ้านเต็มแน่”


ถึงตอนนั้นจะอยู่ไม่ได้ และอาจมีคนตาย


“แล้วจะทำยังไงดี คนตั้งทั้งหมู่บ้านนะ” ผู้ใหญ่บ้านร้อนใจ


หมู่บ้านหลิวเจียอยู่ในที่ลุ่ม น้ำไหลมารวมกันง่าย


ปกติไม่เคยมีปัญหา เพราะไม่เคยมีฝนตกหนักยาวนานขนาดนี้


ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่บรรพบุรุษก็ไม่เคยเจอ


“เราย้ายกันเถอะ” สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างหนักแน่น


“ย้าย? ไปไหน?”


“ขึ้นเขา”


“ขึ้นเขา?!”


“ใช่ ตอนนี้วิธีที่ดีที่สุดคือย้ายทั้งหมู่บ้านขึ้นไปอยู่บนเขา รอให้ฝนหยุด น้ำลด แล้วค่อยว่ากันใหม่” ภูเขาสูง น้ำยังไงก็ท่วมไม่ถึง


ผู้ใหญ่บ้านนิ่งไป กำลังคิดถึงความเป็นไปได้


ผ่านไปสักพัก “ได้! เอาตามนี้เลย เดี๋ยวฉันไปแจ้งทุกคน”


เขาเป็นคนตัดสินใจไว กล้าตัดสินใจ ไม่ลังเล และเชื่อในสวี่เหมียวเหมียวโดยไม่รู้ตัว ดีกว่านั่งรอจมน้ำตาย


ไม่นาน เสียงประกาศก็ดังขึ้น


“ทุกคนฟังนะ เพื่อความปลอดภัย ให้เก็บของ เตรียมเงินและของสำคัญติดตัวไปด้วย”


“อาหาร น้ำ เตรียมให้พอ ฝนไม่รู้จะหยุดเมื่อไหร่ ส่วนจะย้ายหรือไม่ แล้วแต่ความสมัครใจ แต่ผมกับแม่ของเหวินซินแนะนำให้ย้าย ถ้าใครไม่อยากย้าย เราไม่บังคับ”


ผู้ใหญ่บ้านพูดยาวเป็นยี่สิบนาที สวี่เหมียวเหมียวเก็บของไป ฟังไป


ของจำเป็นก็เอาไป ของไม่จำเป็นเก็บเข้ามิติ สุดท้ายได้ของหลายกระสอบ ทั้งอาหาร เครื่องใช้ และของจำเป็น รวมแล้วหลายสิบกระสอบ


สวี่เหมียวเหมียว หลิวเหวินซิน และหลิวเหวินเซ่า แบกของขึ้นเขาก่อน


“พวกเธอรออยู่ก่อน เดี๋ยวแม่ไปจัดที่ก่อนแล้วค่อยขึ้นมา” เธอสั่ง


กระสอบห้ามเปียก ต้องแบกไว้บนบ่าหรือกอดไว้ และต้องกันฝนอีก เดินลำบากมาก


โดยเฉพาะสวี่เหมียวเหมียว เดินไปครึ่งทางก็แทบไม่ไหว


“แม่ เดี๋ยวผมถือเอง”


หลิวเหวินซินรับกระสอบไป เดินนำหน้าอย่างสบาย


เธอไม่ฝืน ถ้าทำหล่นลงน้ำจะยิ่งแย่เอา 


ไม่นานก็ถึงภูเขา ที่ต่ำถูกน้ำท่วมหมด ต้องขึ้นไปที่สูง เดินไปอีกสิบกว่านาที


เธอประเมินว่า ระดับนี้น้ำไม่น่าท่วมถึง จึงเริ่มตั้งที่พักชั่วคราว เอาผ้าใบขึงกับไม้ ทำเป็นเต็นท์ง่ายๆสองหลัง แยกชายหญิง


จัดเสร็จ หลิวเหวินซินกับหลิวเหวินเซ่าก็ลงไปขนของต่อ สวี่เหมียวเหมียวเอาฟางที่เตรียมมา ปูพื้น แล้วปูเสื่อทับ ก็สามารถนอนได้แล้ว


โชคดีที่เป็นหน้าร้อน ถ้าเป็นหน้าหนาวคงลำบากมาก ที่แบบนี้แม้ลมพัด แต่ก็เย็นสบายอยู่


จัดการเสร็จ เธอกลับลงไปขนของต่อ ชาวบ้านเห็นก็เริ่มทำตาม


ใช้เวลาทั้งวัน ของในบ้านสวี่เหมียวเหมียวก็ขนขึ้นเขาหมด หลี่หงอิงกับหลิวเต๋อซิงก็ย้ายมาอยู่ใกล้ๆกัน


“สะใภ้สาม ไก่พวกนั้นบนเขาจะเอายังไงดี?” 


ตั้งหลายตัวเอามาไม่ได้ ถึงจะกินก็กินไม่หมด จะทำยังไงดี


“พ่อ ไม่เป็นไร ปล่อยไว้เถอะ แล้วแต่ดวง” สวี่เหมียวเหมียวตอบ


ไก่เยอะขนาดนั้น เอามาไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าโชคดีน้ำไม่ท่วมถึง พวกมันก็รอด ถ้าโชคร้าย…ก็ต้องยอมรับ


บทที่ 113: ชาชิน


ก่อนฟ้ามืด สวี่เหมียวเหมียวเรียกหลิวเหวินเซ่าลงเขาอีกครั้ง ตั้งใจจะไปจับไก่ และถ้ามมาดูว่าชาวบ้านมีใครอยากได้บ้าง


กันไว้ดีกว่าแก้ เผื่อเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ถ้าไก่หายหมด เธอคงได้ร้องไห้แน่ กินได้เท่าไรก็กินไปก่อน


ยังดีที่ช่วงปีใหม่เธอเคยรมควันไก่เก็บไว้ในมิติไม่น้อย ต่อให้ไก่หายหมดก็ยังมีของกิน


ลงเขามาแล้ว หลิวเหวินซินไปจับไก่หลังเขา ส่วนสวี่เหมียวเหมียวบอกว่าจะกลับบ้านไปเอาของ ทั้งสองแยกกันทำงาน


สวี่เหมียวเหมียวเดินเข้าทุกห้อง เก็บของที่ยังใช้ได้เข้ามิติ โดยเฉพาะห้องของเธอเอง ทั้งตู้ โต๊ะ ผ้าม่าน ผ้านวมหนาๆ ล้วนเก็บหมด


ของห้องอื่นก็ไม่เว้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากเอาไป แต่เอาไปไม่ไหวจริงๆ ถึงเอาไปก็ไม่มีที่วาง


พอเธอไปถึงหลังเขา หลิวเหวินซินยังจับไก่อยู่


“พอแล้ว เอาแค่นี้เถอะ” เธอเห็นว่าได้มาสองกระสอบแล้ว มากกว่านี้ก็ใส่ไม่ไหว


“ครับ” หลิวเหวินซินยังรู้สึกเสียดาย


ไก่อ้วนๆพวกนี้คุณปู่เลี้ยงมาอย่างดี เอาไปไม่ได้ก็น่าเสียดาย


“ไปเถอะ ตอนนี้คนสำคัญที่สุด” เธอเร่ง


หลิวเหวินซินแบกไก่สองกระสอบ เดินนำหน้าอย่างระมัดระวัง น้ำลึกและแรง เขาต้องเหยียบให้มั่น


ก่อนจะจากมา สวี่เหมียวเหมียวขายไก่ทั้งหมดให้ระบบ หลิวเหวินซินไม่ทันสังเกต ไก่บนเขาหายไปในพริบตา กิโลละห้าสิบหยวน เงินในมือเธอเพิ่มขึ้นทันทีเป็นแสนกว่าหยวน 


เธอถึงกับอึ้ง ไม่นึกเลยว่าจะได้ราคาดีขนาดนี้ ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะขายให้ระบบนะ! คุ้มกว่าขายให้ร้านอาหารในอำเภอเสียอีก


พอกลับถึงเขา คนก็แน่นไปหมดแล้ว เต็มไปด้วยเต็นท์ชั่วคราว


สำหรับชาวบ้าน ผ้าใบกันฝนถือเป็นของจำเป็น แทบทุกบ้านมี ใครไม่มีก็แบ่งกันใช้ เวลานี้ต้องช่วยเหลือกัน


ตอนกลางคืน ผู้ใหญ่บ้านพาคนมานับจำนวน พอดีมาถึงเต็นท์ของสวี่เหมียวเหมียว


“ผู้ใหญ่ คนในหมู่บ้านขึ้นมากันหมดหรือยัง?” เธอมองฝนที่ยังเทลงมา


ถ้ายังเป็นแบบนี้ คืนนี้น้ำคงท่วมบ้านหมดแน่


“เกือบหมดแล้ว เหลือแค่บ้านหม่าเยี่ยนยังไม่มา” หลิวเหมาตอบ พลางมองรายชื่อที่ยังไม่ได้ติ๊ก


สำหรับหม่าเยี่ยน เขาไม่อยากพูดถึงมาก พูดอะไรไปก็ไม่ฟัง เหมือนคนอื่นจะทำร้ายเธอ


ผู้ใหญ่บ้านเลิกพูดถึงเธออีก และไปทำงานต่อ


กลางคืนบนเขาค่อนข้างเย็น สวี่เหมียวเหมียวหลับไม่ลง เธอสวมเสื้อคลุมบางๆ มองออกไปข้างนอกผ่านช่องผ้าใบอย่างเหม่อลอย


จวี๋เป่านอนอยู่ข้างๆอย่างสบายใจ ไม่มีความกังวล เธอลูบขนมันเบาๆ จวี๋เป่าหลับตาพริ้มอย่างสบาย


ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เหมือนเธอ นอนไม่หลับ ครั้งแรกที่ต้องมาค้างคืนบนเขา แถมคนเยอะขนาดนี้


ฝนยังคงตก เสียงฝนกระหน่ำยิ่งฟังยิ่งน่ากลัว


กลางดึก…


“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากตีนเขา ชาวบ้านสะดุ้งตื่น


หลิวเหมาใส่เสื้อกันฝน พาชาวบ้านเดินลงไปตามเสียง แสงไฟส่องไปที่หน้าของเอ้อหมาจื่อ เขาร้องออกมาด้วยความดีใจ


“ผู้ใหญ่! ช่วยผมด้วย! ผมอยู่นี่!” ตอนนี้เขาเกาะต้นไม้เล็กๆไว้ ร่างครึ่งหนึ่งลอยอยู่ในน้ำ กระแสน้ำเชี่ยวเหมือนสัตว์ร้าย แค่ปล่อยมือก็ถูกพัดหายไปทันที


หลิวซิ่งเอ๋อร์เกาะต้นไม้อีกต้น หน้าซีดเผือดแทบจะหมดแรง หลิวเหมาและชาวบ้านต้องใช้แรงกันเต็มที่กว่าจะดึงทั้งสองขึ้นมาได้


“ทำไมมีแค่พวกเธอสองคน หม่าเยี่ยนล่ะ?” เขาจำได้ว่าทั้งหมู่บ้านเหลือแค่ครอบครัวนี้ที่ไม่ย้าย


หลิวซิ่งเอ๋อร์ตัวสั่น พูดไม่ออก


“เธอถูกน้ำพัดไปแล้ว น่าจะ...” เอ้อหมาจื่อหลบสายตา สีหน้าเศร้า


หลิวเหมาถอนหายใจ พาทั้งสองกลับขึ้นเขา 


ถึงเขาจะไม่ชอบหม่าเยี่ยน แต่ก็เป็นคนในหมู่บ้านด้วยกัน


“ตอนแรกฉันพูดจนคอแห้งให้พวกเธอย้าย ก็ไม่ฟัง ตอนนี้เห็นหรือยัง” เขายิ่งพูดยิ่งโมโห


ทั้งหมู่บ้านช่วยกันขนของ มีแค่พวกนี้ไม่ทำอะไร ยังหัวเราะเยาะคนอื่น ตอนนี้ก็ต้องรับผลเอง สมควรแล้ว


หลิวเหมาไปหาสวี่เหมียวเหมียว ขอผ้าใบเพิ่มจะเอาไปทำที่พักให้ทั้งสอง สวี่เหมียวเหมียวบอกว่าไม่มีแล้ว ให้คนอื่นไปหมด เขาเลยต้องไปขอยืมจากคนอื่น


จริงๆแล้วเธอมี แต่ไม่อยากให้ คนที่เธอไม่ชอบ เธอไม่ได้ใจดีขนาดนั้น สุดท้ายก็หามาได้หนึ่งผืน ช่วยกันกางเสร็จแล้วก็แยกย้าย


เอ้อหมาจื่อไปขอฟางจากคนรู้จักมาปูพื้น ถอดเสื้อผ้าเปียกออก นอนเปลือยลงไป ไม่สนใจหลิวซิ่งเอ๋อร์เลย


หลิวซิ่งเอ๋อร์ก็ถอดเสื้อผ้าเหมือนกัน เอาไปตากกับกิ่งไม้ ลมพัดผ่าน ร่างเธอเต็มไปด้วยขนลุก หนาว แต่เธอไม่อยากใส่เสื้อเปียกอีก


เธอนอนข้างกองฟาง ขดตัว กอดตัวเองแน่นสั่นไม่หยุด หลับตาแต่ไม่หลับ


เอ้อหมาจื่อนอนสักพักก็หนาวเหมือนกัน จึงคว้าหลิวซิ่งเอ๋อร์มากอด ร่างกายแนบกัน อบอุ่นขึ้นทันที


เธอไม่ขัดขืน กลับขยับเข้าไปใกล้เพื่อรับความอุ่น ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าถาโถม จึงหลับตาลง


เอ้อหมาจื่อผ่านความเป็นความตายมา ความคิดเริ่มว้าวุ่น มือเริ่มอยู่ไม่นิ่ง


ทั้งความหนาวและความร้อนสลับกัน อีกทั้งบรรยากาศมืดบนเขา มีคนอยู่รอบๆใกล้กัน เขากลับรู้สึกตื่นเต้น แล้วก็พลิกตัวกดหลิวซิ่งเอ๋อร์ลง


เธอไม่ตอบสนอง ยอมตามทุกอย่าง แม้แต่ตาก็ไม่ลืม


เช้าวันถัดมา คนที่ได้ยินเสียงเมื่อคืนก็เอาไปพูดต่อ ยิ่งพูดยิ่งเกินจริง


เอ้อหมาจื่อไม่สนใจ แถมยังภูมิใจเล็กๆ


หลิวซิ่งเอ๋อร์แทบไม่ออกมา แม้เสียงซุบซิบจะดังแค่ไหน เธอก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน


บทที่ 114: เสียงหมาป่า


สวี่เหมียวเหมียวให้หลิวเหวินซินเอาไก่สองตัวไปให้หลี่หงอิง พร้อมทั้งบอกต่อชาวบ้านว่า ใครอยากได้ไก่ก็สามารถมาซื้อจากเธอได้ 


มีไม่มาก ใครมาก่อนได้ก่อน


“ผมไปซื้อไก่จากบ้านอาสะใภสามมาทำข้าวต้มดีไหม?” หลิวเอ้อหู่หันไปถามเจียงหลานหลาน


ตอนนี้เธอต้องการบำรุงร่างกาย เมื่อวานเหนื่อยมาก ต้องกินของดีๆหน่อย


“เอาสิ เอาเงินไปเยอะๆหน่อยนะ” เจียงหลานหลานพยักหน้า


ไม่นาน หลิวเอ้อหู่ก็หิ้วแม่ไก่ตัวอ้วนกลับมา บังเอิญเจอซุนฟางฟางที่กำลังท้องโต


“อาสะใภ้รอง” หลิวเอ้อหู่ทักอย่างสุภาพ


“เอ้อหู่ ไก่ตัวนี้เหมียวเหมียวให้เหรอ อ้วนขนาดนี้ ต้องบำรุงมากแน่” สายตาของซุนฟางฟางจับจ้องอยู่ที่ไก่ แทบจะน้ำลายไหล


ฝนตกติดกันหลายวัน เธอไม่ได้กินเนื้อไก่มานานแล้ว สามีเธอก็ขี้งก อย่าว่าแต่เนื้อไก่เลย แม้แต่ไข่ก็ไม่ได้กินทุกวัน


เธอกำลังตั้งท้อง ต่อให้ตัวเองไม่กิน เด็กก็ต้องการสารอาหาร


หลิวเอ้อหู่รีบเอาไก่ไปซ่อนไว้ด้านหลัง “ไม่ใช่ครับ ผมซื้อจากอาสะใภ้สามมา”


“ยังต้องเสียเงินอีกเหรอ ก็คนกันเองแท้ๆ ทำไมต้องซื้อด้วย ถ้านายขอ เธอก็ไม่กล้าเก็บเงินหรอก” ซุนฟางฟางบ่นอุบ


เป็นญาติกันแท้ๆ จะเอาเงินทำไม ไก่ก็จะโดนน้ำท่วมอยู่แล้ว ยังไม่ยอมให้ฟรีอีก ใจแคบจริงๆ


หลิวเอ้อหู่ยิ้ม ไม่พูดอะไรแล้วเดินไป ซุนฟางฟางเดินอุ้ยอ้ายไปหาสวี่เหมียวเหมียว


ตอนนั้นสวี่เหมียวเหมียวกำลังนอนอ่านนิยายกับพวกสาวๆบนเสื่อ เห็นซุนฟางฟางมา เธอก็ลุกขึ้น


“มีอะไรเหรอ”


“น้องสะใภ้สาม สบายดีจังนะ ยังมีอารมณ์อ่านหนังสืออีก” ซุนฟางฟางเบ้ปาก


“ไม่งั้นจะให้ออกไปตากฝนหรือไง”


ซุนฟางฟางสะอึกไปนิดหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้า


“น้องสะใภ้สาม ดูสิท้องฉันโตขนาดนี้ ถ้าไม่ได้กินของดีๆคงไม่ไหว ขอไก่สักตัวไปบำรุงได้ไหม พอคลอดแล้วฉันจะตอบแทนแน่นอน”


“นี่ก็ไม่ใช่ลูกของฉัน” สวี่เหมียวเหมียวยกคิ้ว “ฉันก็ไม่ต้องการให้เธอตอบแทน”


คำพูดตรงไปตรงมา


เด็กคนนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลาน มาขอผิดคนแล้ว


ซุนฟางฟางชะงัก ฝืนยิ้ม


“พูดแบบนั้นไม่ได้สิ ยังไงเราก็ญาติกัน ช่วยกันหน่อยเถอะ”


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะเบาๆ พอไม่ได้ของฟรี ก็เริ่มเล่นบทญาติ


“เอ้อหู่ให้เท่าไรเธอก็ให้เท่านั้น เป็นญาติกัน ฉันต้องยุติธรรม” รอยยิ้มของเธอเย็นชา


ซุนฟางฟางไม่ได้อะไร ก็ทำทีโกรธแล้วเดินจากไป


“แม่ ทำไมป้าสะใภ้ถึงชอบมาเอาเปรียบอยู่เรื่อย ทั้งที่ไม่ได้อะไรเลยก็ยังไม่เข็ด” สวี่ฉีเท้าคางพูด


“บางคนก็ไม่รู้จักจำ ปล่อยเธอไปเถอะ” สวี่เหมียวเหมียวพูดพลางอ่านหนังสือต่อ


ไม่นานข้างนอกก็มีเสียงโกลาหล


หลิวเหวินจวิ้นเดินเข้ามา เสื้อผ้าเปียกนิดหน่อย


“เกิดอะไรขึ้น”


“หม่าเยี่ยนยังไม่ตาย ถูกช่วยขึ้นมาแล้ว พอกลับมาก็ทะเลาะกับเอ้อหมาจื่ออยู่”


“ไปดูหน่อยไหม” สวี่เหมียวเหมียวเริ่มเบื่อ อยากไปดูอะไรสนุกๆ


สวี่ฉีไม่ไป แต่สวี่เหมิงไปด้วย


เพราะฝนตก สวี่เหมิงกลับบ้านไม่ได้ เลยต้องอยู่ที่นี่


ยังไม่ทันถึง ก็ได้ยินเสียงหม่าเยี่ยนตะโกน


“ไอ้เอ้อหมาจื่อ แกมันเลว! ฉันดีกับแกขนาดนี้ ตอนเป็นตอนตายแกยังกล้าทำร้ายฉัน!”


“ดีที่ฉันไม่ตาย วันนี้ฉันจะเอาให้ตายไปข้างหนึ่ง!” หม่าเยี่ยนทั้งมือทั้งเท้าฟาดใส่เอ้อหมาจื่อไม่ยั้ง


แต่เอ้อหมาจื่อก็ไม่ยอม แค่ผลักเบาๆเธอก็ล้มลง


“ถุย! แกต่างหากที่พยายามลากฉันลงน้ำ กิ่งไม้นั่นบางขนาดนั้น ถ้าฉันไม่ถีบแก เราสองคนก็จบ” 


ชาวบ้านถึงกับเข้าใจทันที ที่แท้เขาถีบเธอเพื่อเอาตัวรอด


“แกโกหก! นี่มันฆ่าคน ฉันจะฟ้องแก!” หม่าเยี่ยนโกรธจนตัวสั่น


เธออ่อนแรง มีไข้ แต่ยังฝืนสู้ด้วยความแค้น


“ก็ไปฟ้องสิ ใครห้ามล่ะ ตอนนี้ออกไปไหนไม่ได้ จะรอดไหมยังไม่รู้เลย” เอ้อหมาจื่อหัวเราะอย่างไม่แยแส ท่าทางยียวนจนคนอยากซัด


“แก!” หม่าเยี่ยนแทบเป็นลม เธอชี้ไปที่หลิวซิ่งเอ๋อร์ “แม่เป็นแบบนี้ ยังไม่มาช่วยอีกเหรอ!”


หลิวซิ่งเอ๋อร์ไม่ขยับ ในใจอยากให้แม่ถูกน้ำพัดไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด เธอเกลียดแม่คนนี้สุดหัวใจ ถ้าไม่ใช่เพราะหม่าเยี่ยน ชีวิตเธอคงไม่พังแบบนี้


หม่าเยี่ยนลุกขึ้นมา ตบหลิวซิ่งเอ๋อร์ต่อหน้าทุกคน


“ถุย! ลูกทรพี ตอนเด็กฉันน่าจะบีบคอแกให้ตายไปเลย!”


หลิวซิ่งเอ๋อร์ยังนิ่งเหมือนไม่รู้สึกเจ็บ ปล่อยให้แม่ระบายเหมือนคนที่ด้านชาไปแล้ว


หลังจากนั้น ทั้งสามก็ยังอยู่ด้วยกันต่อ ชาวบ้านได้แต่มองอย่างเวทนา


ความสัมพันธ์ซับซ้อนของทั้งสามคน อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน


สองวันต่อมา ตอนเช้าชาวบ้านขึ้นไปยืนบนเขามองลงไป


หมู่บ้านหลิวเจียกลายเป็นทะเลไปแล้ว บ้านพัง ต้นไม้ถูกถอนราก ภาพน่ากลัวจนขนลุก


“ทุกคนมาดูเร็ว หมู่บ้านหายไปแล้ว!”


แทบทุกคนออกมาดู บางคนถือร่ม ใส่เสื้อกันฝน บางคนยืนตากฝน ยืนมองภาพตรงหน้า น้ำตาไหลเงียบๆ


สวี่เหมียวเหมียวยืนอยู่ในฝูงชน มองลงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน 


สายตาเห็นแต่ผืนน้ำ บ้าน ถนน นา แม้แต่ต้นไม้ก็ไม่เห็น เป็นภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน หายใจแทบไม่ออก นานกว่าจะตั้งสติได้


เด็กกับคนแก่ร้องไห้ หลายคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ความเศร้าปกคลุมทั่วภูเขา เงียบงัน ท่ามกลางเสียงฝนเย็นยะเยือกจนใจหาย


คืนนั้น แทบไม่มีใครนอนหลับ


กลางดึก สวี่เหมียวเหมียวสะดุ้งตื่น เธอเหมือนได้ยินเสียงหมาป่า


“จวี๋เป่า!”


เธอลูบหาข้างตัว ไม่เจอ เลยเรียก


“อืม…” จวี๋เป่ารีบวิ่งเข้ามา ดูกระสับกระส่าย


“แม่ มีอะไรเหรอ” สวี่ฉีตื่น สวี่เหมิงก็ลุกขึ้น


“พวกเธอได้ยินอะไรไหม” สวี่เหมียวเหมียวถาม


“ไม่เลย”


“ฉันก็ไม่ได้ยิน”


“โฮ่ววว—”


เสียงหมาป่าดังขึ้นจากข้างนอก เหมือนอยู่ไม่ไกล


สวี่เหมิงกับสวี่ฉี.กอดกันทันที


บทที่ 115: อันตราย


จวี๋เป่าทำท่าจะพุ่งออกไปข้างนอก แต่ก็ยังห่วงสวี่เหมียวเหมียว มันจึงวนไปวนมาอยู่กับที่อย่างกระวนกระวาย


“แม่ พวกแม่ไม่เป็นไรใช่ไหม?” เสียงของหลิวเหวินซินกับพี่น้องดังเข้ามา เต็มไปด้วยความเป็นห่วง


“ไม่เป็นไร” สวี่เหมียวเหมียวได้สติกลับมา


“แม่ ผมกลัว” พอเธอเปิดไฟฉาย หลิวเหวินเล่อก็พุ่งเข้ามา.กอดทันที


สวี่เหมียวเหมียวลูบหลังเขาเบาๆ “ไม่เป็นไรนะ ทุกคนอยู่กันครบ”


หลิวเหวินเซ่าและหลิวเหวินจวิ้นก็เข้ามาสมทบ


“พวกเธออยู่ตรงนี้ ฉันกับจวี๋เป่าออกไปดู ถ้ามีอะไรให้ตะโกนทันที” สวี่เหมียวเหมียวตัดสินใจอย่างรวดเร็ว


ตำแหน่งที่พวกเธออยู่เป็นจุดกึ่งกลางของหมู่บ้าน มีคนล้อมรอบอยู่ ถือว่าปลอดภัยชั่วคราว


“ผมไปด้วย” หลิวเหวินซินพูดเสียงหนักแน่น เขาไม่วางใจให้แม่ไปคนเดียว


“ได้” สวี่เหมียวเหมียวไม่ปฏิเสธ


ระหว่างที่คุยกัน ข้างนอกก็มีคนออกมากันเต็มไปหมดแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ในมือถือ “อาวุธ” กันคนละชิ้น ผู้หญิงกับเด็กๆกอดกันอยู่ด้านในด้วยความหวาดกลัว


“อ๊า! มีหมาป่า!” ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา จวี๋เป่าก็พุ่งออกไปทันที


สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินซินถือเคียวคนละเล่ม วิ่งตามคนอื่นๆไป ยิ่งวิ่งคนก็ยิ่งมากขึ้น พอไปถึง จุดต่อสู้ก็จบลงแล้ว


จวี๋เป่าวิ่งกลับมาหาเธออย่างรวดเร็ว ไม่ไกลกัน มีซากหมาป่าสามตัวนอนนิ่งอยู่บนพื้น และมีชายคนหนึ่งนั่งทรุดอยู่กับพื้น ตัวสั่นด้วยความตกใจ เขาเห็นกับตาว่าจวี๋เป่าฆ่าหมาป่าอย่างไร จนขาอ่อนลุกไม่ขึ้น


หลิวเหมาให้คนช่วยพยุงเขาขึ้น ก่อนจะไปตรวจดูซากหมาป่า “ดูเหมือนพวกเราจะถูกหมาป่าจับตามองแล้ว”


หมู่บ้านนี้กับหมาป่าบนเขาเป็นศัตรูกันมานาน ตอนนี้พวกเขาจำเป็นต้องขึ้นมาอยู่บนเขา ฝูงหมาป่าพบเข้าคงจะมาล้างแค้น


“เอาซากหมาป่าสามตัวนี้โยนลงน้ำไป” สวี่เหมียวเหมียวพูดเสียงหนัก


น้ำฝนจะช่วยชะล้างกลิ่นเลือด แต่ถึงอย่างนั้น หมาป่าก็ยังดมกลิ่นได้อยู่ดี


หลังจัดการซากเรียบร้อย ทุกคนก็เริ่มคิดหาทางรับมือ


“แบบนี้ หมาป่าคงรู้ที่อยู่ของเราแล้วแน่ๆ แค่ยังไม่บุก เพราะรอจังหวะ”


“ถ้ามันบุก เราไม่มีที่หลบเลยนะ”


“หมาป่าขี้แค้น ครั้งนี้มันไม่ปล่อยเราแน่”


ชาวบ้านต่างพูดกันไปคนละอย่าง แต่ล้วนมีเหตุผล


สิ่งที่พวกเขาคิด สวี่เหมียวเหมียวก็คิดได้เหมือนกัน


“พวกเรามีกันตั้งเยอะ ถ้ามันมา เราก็สู้! อย่างมากก็แค่ตาย!”


“ใช่! คนตั้งทั้งหมู่บ้าน จะไปกลัวมันทำไม”


หลิวเหมายกมือให้ทุกคนเงียบ


“เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบ หุนหันพลันแล่นไม่ได้ ชีวิตของใครก็สำคัญ”


“เอาแบบนี้ ตั้งแต่คืนนี้ เราจะผลัดกันเฝ้ายาม คืนละสี่คน ถ้ามีอะไรให้รีบตะโกน จะได้ลดความเสียหาย”


สวี่เหมียวเหมียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง นี่คือวิธีเดียวในตอนนี้


ในสภาพอากาศแบบนี้ เจอกับฝูงหมาป่า ทำได้แค่ป้องกัน ไม่สามารถกำจัดได้หมด


“ตกลงตามนี้ คืนนี้พวกเราสี่คนเฝ้ายาม พรุ่งนี้ผมจะจัดเวรใหม่” หลิวเหมาฟันธง


สวี่เหมียวเหมียวกับหลิวเหวินซินพาจวี๋เป่ากลับไป พอกลับถึง ทุกคนก็รุมเข้ามา


“นอนได้แล้ว ไม่มีอะไรแล้ว” เธอปลอบ


คืนนั้น เธอนอนหลับไม่สนิทเลย


รุ่งเช้า ผู้ใหญ่บ้านเอาสมุดรายชื่อออกมา จัดเวรเฝ้ายาม


พอจัดเสร็จก็รีบแจ้งให้ทุกคนทราบ แล้วกลับไปพัก


สามคืนต่อมา ทุกอย่างเงียบสงบ เหมือนไม่เคยมีหมาป่าโผล่มา แต่ทุกคนรู้ดี นี่คือความสงบก่อนพายุ


หมู่บ้านหลิวเจียต้องมีศึกเป็นตายกับฝูงหมาป่าแน่นอน แค่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่


ทั้งหมู่บ้าน ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ ต่างเตรียมอุปกรณ์ไว้ข้างตัว เผื่อเหตุฉุกเฉิน


ฝนยังคงตก อึดอัด น่ารำคาญ ทำให้ใจคนหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว เหมือนมีอะไรมาบีบหัวใจไว้ตลอดเวลา


หลายวันมานี้ สวี่เหมียวเหมียวก็นอนไม่ค่อยหลับ พอมีเรื่องในใจ ก็ยิ่งพักผ่อนไม่ได้


ค่ำลงอีกครั้ง ยังคงเป็นช่วงดึก


คืนนี้เอ้อหมาจื่อเป็นหนึ่งในคนเฝ้ายาม ทั้งหมดสี่คน แบ่งกันเฝ้าคนละทิศ


เขาเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ งานแบบนี้ก็ทำไปส่งๆ ครึ่งคืนแรกยังพอฝืนไหว แต่ยิ่งดึก ตาก็เริ่มปรือ แทบจะหลับทั้งยืน


เขาคิดว่า กลางดึกแบบนี้ไม่มีใครเห็นหรอกว่าเขาแอบอู้ หลายวันมานี้หมาป่าก็ไม่มา คืนนี้ก็คงไม่มา คิดได้แบบนั้นเขาก็แอบกลับไปที่นอน 


ที่นอนอยู่ไม่ไกล เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ถอดเสื้อกันฝน คลำไปกอดผู้หญิงคนหนึ่งแล้วหลับทันที


“กลับมาทำไม?” หลิวซิ่งเอ๋อร์ตกใจ


“ไม่เป็นไร นอนเถอะ” เอ้อหมาจื่อพึมพำ


ในความมืด หม่าเยี่ยนที่นอนข้างๆลืมตาขึ้นครู่หนึ่ง แล้วก็หลับต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ประมาณตีห้า ฟ้าสางเล็กน้อย เสียงกรีดร้องดังขึ้นฉีกความเงียบของคืนฝน คนแรกที่รู้ตัวคือชายที่นอนใกล้เอ้อหมาจื่อ เขาคว้าขวานทันที


“พวกเธออยู่ตรงนี้ เตรียมหนีไว้”


เขาพูดกับครอบครัวเบาๆ ขณะสวมเสื้อกันฝน แล้วออกไปเงียบๆ


ในขณะเดียวกัน เอ้อหมาจื่อตัวแข็งทื่อ ในความมืด มีดวงตาสีเขียวหกดวงจ้องพวกเขาอยู่


หมาป่ากำลังรอจังหวะ ทั้งสามคนกอดกันแน่นไม่กล้าขยับ หนีก็หนีไม่พ้น สู้ก็สู้ไม่ได้ ในมือมีแค่กิ่งไม้เล็กๆแทบไม่มีประโยชน์ แต่ก็ทำให้พออุ่นใจบ้าง


“ก็เพราะนายไม่ยอมเฝ้ายามดีๆถึงได้เป็นแบบนี้ พวกเราดันซวยก่อนเพื่อน”


สถานการณ์แบบนี้ หม่าเยี่ยนยังไม่ลืมโทษเขา


“หุบปาก!” เอ้อหมาจื่อตะคอก


เขาจ้องดวงตาเหล่านั้นไม่วางตา ขาสั่นแต่ก็พยายามไม่ให้ล้มลง ถ้าผู้หญิงคนนี้ยังพูดไม่หยุด เขาพร้อมจะผลักเธอให้หมาป่า


เขาคิดแบบนั้น และก็ทำจริง! ทันทีที่หมาป่าพุ่งเข้าใส่ เขาผลักหม่าเยี่ยนไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล แล้วดึงหลิวซิ่งเอ๋อร์วิ่งหนี


“อ๊า!” เสียงกรีดร้องของหม่าเยี่ยนดังขึ้น ขณะที่ทั้งสองวิ่งหนีสุดชีวิต


ในเวลาเดียวกัน คนเฝ้ายามอีกสามทิศก็เห็นหมาป่า ตะโกนขึ้นทันที


“ตื่นเร็ว! หมาป่ามา! หมาป่ามา!”


ทั้งหมู่บ้านตื่นขึ้นทันที เด็กกับคนแก่ถูกล้อมไว้ด้านใน ถัดมาเป็นผู้หญิง ชั้นนอกสุดคือชายฉกรรจ์


ทุกคนรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เฝ้าระวังรอบด้าน 


เมื่อผู้ใหญ่บ้านพาคนมาถึงจุดที่เอ้อหมาจื่ออยู่ ก็เห็นหมาป่าตัวหนึ่งกำลังกัดกินหม่าเยี่ยนอยู่บนพื้น


บทที่ 116: มาแล้ว


เสียงกรีดร้องของหม่าเยี่ยนดังแหลมบาดหู เป็นเสียงจากความเจ็บปวด ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ไม่มีตรงไหนสมบูรณ์เลย


ภาพนั้นน่าสะพรึง แต่ยังไม่ถึงกับเสียชีวิต


เมื่อหมาป่าเห็นคนจำนวนมากโผล่มา ก็หอนท้าทายหนึ่งครั้ง ก่อนจะรีบถอยหนี


“เอ้อหมาจื่อ! ฉันจะฆ่าแก!”


หลังจากถูกช่วยขึ้นมา หม่าเยี่ยนก็พูดแต่ประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา ความแค้นที่มีต่อเอ้อหมาจื่อพุ่งถึงขีดสุด ผู้ชายคนนี้ทำร้ายเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า


หม่าเยี่ยนทนไม่ไหวอีกต่อไป แต่ชาวบ้านไม่มีเวลามาสนใจเธอ หลิวเหมาสั่งให้คนลากเธอไปไว้กลางวง แล้วหันไปจัดการกับฝูงหมาป่า


แสงไฟฉายส่องไปที่ตัวหม่าเยี่ยน ทุกคนถึงกับขนลุก น่าสงสารจริงๆ


สวี่เหมียวเหมียวไม่แม้แต่จะมองเธอ เธอจับจ้องไปที่ฝูงหมาป่าที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มือหนึ่งลูบขนจวี๋เป่าเบาๆ 


หมาป่ามากขนาดนี้ไม่ธรรมดาเลย ดูท่าคืนนี้คงหนีไม่พ้นการต่อสู้นองเลือด


“อย่ากลัว! ห้ามถอย! ข้างหลังพวกเราคือครอบครัว ถ้าเราถอย คนในบ้านจะเดือดร้อน!”


“ในฐานะผู้ชาย นี่คือหน้าที่ของพวกเรา! สู้ให้สมกับเป็นลูกผู้ชาย!”


เสียงของหลิวเหมาดังท่ามกลางสายฝน น้ำฝนไหลจากขอบเสื้อกันฝนลงมาเข้าตาเขา แต่สายตายังคงจับจ้องหมาป่า ไม่ถอยแม้ก้าวเดียว


ชายในหมู่บ้านต่างมีเลือดเนื้อ ทุกคนจ้องหมาป่าตาแดงก่ำ พวกเขาเป็นผู้ชาย พวกเขาจะถอยไม่ได้ พวกเขาต้องปกป้องครอบครัว


ฝนยิ่งตกหนัก ลมพัดหวิวผ่านหู สายตาของทุกคนแน่วแน่ สวี่เหมียวเหมียวยืนอยู่ด้านข้างของฝูงชน ลูบจวี๋เป่าอีกครั้ง เงยหน้ามองไปยังจุดสูงสุด


ดวงตาสีน้ำเงินลึกลับคู่นั้นกำลังจ้องพวกเขาอยู่ หัวใจเธอสะดุ้งเล็กน้อย เธอย่อตัวลง กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูจวี๋เป่า


จวี๋เป่ามองไปไกลๆแล้วเอาหัวถูเธอ เหมือนจะเข้าใจ


การต่อสู้ระหว่างคนกับหมาป่ากำลังจะเริ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างตึงเครียด แม้แต่ฝูงหมาป่าเองก็เช่นกัน


ทันใดนั้น หมาป่าที่อยู่สูงสุดก็หอนขึ้น หมาป่าทั้งหมดรอบๆต่างหอนตาม ดวงตาสวี่เหมียวเหมียวลึกลง เธอตบจวี๋เป่าเบาๆ


จวี๋เป่าขยับ หมาป่าขยับ ชาวบ้านก็ขยับ


ท่ามกลางความวุ่นวาย จวี๋เป่าล็อกเป้าหมาย ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปอย่างเงียบงัน สงครามระหว่างคนกับหมาป่า เปิดฉากขึ้นแล้ว


รูปแบบยังเหมือนเดิม ผู้ชายอยู่ชั้นนอก ผู้หญิงอยู่ด้านใน คอยช่วยซ้ำ


คนแก่ดูแลเด็ก และคอยช่วยเป็นระยะ


ช่วงแรก ชาวบ้านกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบ ผ่านไปสิบนาทีเรี่ยวแรงเริ่มลดลง เริ่มตกเป็นรอง


หมาป่ามีจำนวนมากเกินไป เหมือนฆ่าไม่หมด ทุกคนสู้จนตาแดง ในหัวมีเพียงคำว่า “ฆ่า” สุดท้ายร่างกายก็มีขีดจำกัด


“อ๊า!” หลิวเหมาถูกหมาป่ากัดแขน เขาร้องลั่น


คนข้างๆตาแดงก่ำ แทงมีดเข้าท้องหมาป่า เลือดกระเซ็นใส่หน้าหลิวเหมา


เขาไม่สนแผล ใช้มืออีกข้างสู้ต่อ จนหมดแรงล้มลง


คนข้างๆรีบลากเขาเข้าไปด้านใน แล้วกลับไปสู้ต่อทันที 


การต่อสู้ยืดเยื้อ ทั้งสองฝ่ายเริ่มอ่อนแรง แต่ยังจ้องกันไม่ลดละ


สวี่เหมียวเหมียวก้มมือยันเข่า หอบหนัก แต่สายตายังจับจ้องหมาป่า


แบบนี้ไม่ดีแน่ อีกฝ่ายตั้งใจจะให้พวกเธอหมดแรงก่อน แล้วค่อยปิดฉาก


ไม่กี่วินาที ทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันอีกครั้ง เสียงร้องเจ็บปวดของชาวบ้านดังขึ้นเป็นระยะ


มีคนถูกกัด สวี่เหมียวเหมียวเห็นคนคุ้นหน้าล้มลงทีละคน มือที่ถือเคียวแทบจะจับไม่อยู่


เสื้อกันฝนขาดไปนานแล้ว ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือด แยกไม่ออกว่าเป็นของคนหรือของหมาป่า


ฝนชะล้างเลือดไป แต่ไม่นานก็เปื้อนอีกครั้ง


ไม่นาน ผู้ชายด้านนอกล้มลงหมด ถูกลากเข้าไปด้านใน ผู้ที่สู้กับหมาป่ากลับกลายเป็นผู้หญิง แต่ละคนสีหน้าดุดัน สายตาแน่วแน่ น่าประทับใจอย่างยิ่ง


“แม่ ระวัง!” หลิวเหวินจวิ้นตะโกนเสียงแตก


หมาป่าตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง กัดเข้าที่น่องของสวี่เหมียวเหมียว เร็วมาก เธอหลบไม่ทัน


เธอล้มลงกับพื้น ขยับหนีไม่ได้ เธอเห็นชัด เป้าหมายต่อไปคือคอของเธอ


หยดฝนตกลงที่คอ เย็นยะเยือก เหมือนหายใจไม่ออก


หนีไม่พ้น เธอหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง 


ช่างน่าขำ! เธอจะมาตายเพราะหมาป่าแบบนี้ 


ถ้ามีชาติหน้า เธอจะต้องคิดค้น “สเปรย์กันหมาป่า” ของจริงให้ได้! แบบได้ผลจริง แบบฆ่าได้ในครั้งเดียว!


หืม??? ความเจ็บที่คาดไว้กลับไม่มา 


เธอลืมตา เห็นหลิวเหวินซินกระโจนใส่หมาป่า แทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาแทงจนตาแดงก่ำ


สวี่เหมียวเหมียวแยกไม่ออกว่า น้ำบนหน้าของเขาเป็นฝนหรือน้ำตา รู้เพียงว่าเธอรอดแล้ว


ความรู้สึกของการรอดชีวิต เป็นแบบนี้เอง


หลิวเหวินเล่อ สวี่ฉี และสวี่เมิ่งรีบวิ่งเข้ามา เธอยิ้มให้ ลูบน้ำบนหน้าพวกเขาเบาๆ


“อย่าร้องไห้”


ทันใดนั้น เสียงหมาป่าร้องอย่างเจ็บปวดดังมาจากบนเขา โหยหวนกว่าครั้งไหนๆ


หมาป่าทั้งหมดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหอนตอบ พยายามจะหนีขึ้นเขา


ชาวบ้านไม่ปล่อยโอกาส รีบซ้ำทันที


หมาป่าล้มลงจำนวนมาก สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม น้ำฝนกับน้ำตาปะปนกัน


ชาวบ้านกลับมาได้เปรียบอีกครั้ง ฝูงหมาป่าราวกับถูกกระตุ้น ไม่สู้ต่อแล้วคิดแต่จะหนี


การต่อสู้กลายเป็นการไล่ล่า ผู้ชายหลายคนฟื้นแรงขึ้น คว้ามีดไล่ตาม


หมาป่าที่อยู่ในสายตา ไม่มีตัวไหนรอด ตัวที่หนีไปได้ก็ถูกจวี๋เป่าบนเขาจัดการหมด


เมื่อทุกอย่างจบลง จวี๋เป่าวิ่งมาหาสวี่เหมียวเหมียวทันที เห็นขาเธอมีเลือดไหล มันส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวด


“ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง” เธอลูบหัวมันเบาๆ “จวี๋เป่า เก่งมาก”


โชคดีที่มันจัดการหมาป่าหัวหน้าฝูงได้ ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์อาจไม่เป็นแบบนี้


แม้จะชนะ แต่จวี๋เป่าก็มีบาดแผล


ฟ้าเริ่มสว่าง ฝนเหมือนจะซาลงเล็กน้อย ทุกอย่างจบลงแล้ว


ชาวบ้านกอดกัน หัวเราะทั้งน้ำตา เสียงสะอื้น เสียงร้องไห้ ทั้งเศร้า ทั้งดีใจ เหมือนได้ปลดปล่อยทุกอย่างออกมา


บทที่ 117: ล่วงเกินไม่ได้


หลังจากหลิวเหมาตื่นขึ้นมา เขามองเห็นซากหมาป่าที่เกลื่อนพื้น รวมถึงสีหน้าตื่นเต้นของชาวบ้าน


เขานิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นก็เหมือนเพิ่งได้สติ เงยหน้ารับสายฝนแล้วตะโกนออกมาอย่างดีใจ


“พวกเราชนะแล้ว! เราชนะจริงๆ! พวกเราชนะฝูงหมาป่าได้!”


ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่นี้ ทำให้คนทั้งหมู่บ้านฮึกเหิมสุดขีด พวกเขาทำได้จริงๆ!


หลิวเหมา ที่ปกติสุขุม รอบคอบ กลับหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่งในตอนนี้ ดูน่าขนลุกอยู่บ้าง แต่ชาวบ้านทุกคนเข้าใจความรู้สึกของเขาดี


สายฝนบนฟ้าชะล้างคราบเลือดบนภูเขาจนแทบไม่เหลือร่องรอย ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น


หลังจากดีใจอยู่พักหนึ่ง หลิวเหมาก็เรียกคนที่ยังพอมีแรงอยู่มาช่วยกันตรวจดูอาการของชาวบ้าน ชาวบ้านทยอยกลับไปยังที่พักของตน


สวี่เหมียวเหมียวก็เช่นกัน แผลที่ขาของเธอค่อนข้างหนัก ส่วนคนในบ้านยังดี ลูกชายทั้งสามบาดเจ็บเล็กน้อย พักสองสามวันก็คงหาย


เหวินเล่อ สวี่ฉี และสวี่เมิ่งดูมอมแมม แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ


“ฉีฉี เอากระเป๋านั่นมาให้ฉันหน่อย” สวี่เหมียวเหมียวชี้ไปที่กระเป๋าสี่เหลี่ยมสีดำ


สวี่ฉียื่นให้ สวี่เหมียวเหมียวล้วงเข้าไปคลำๆ ที่จริงคือกำลังเลือกแอลกอฮอล์ในระบบ เธอซื้อมาเป็นสิบขวดแล้วใส่ลงในกระเป๋า


แผลแบบนี้ อย่างน้อยต้องฆ่าเชื้อก่อน ไม่รู้ว่าจะติดเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือเปล่า ของพวกนี้เป็นสัตว์ป่า ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ไม่มีเงื่อนไข เธออยากไปฉีดยาเดี๋ยวนี้เลย กันไว้ดีกว่าแก้


สวี่เหมียวเหมียวหยิบแอลกอฮอล์ออกมา ให้หลิวเหวินซินช่วยล้างแผลที่ขา แผลลึกมาก เนื้อถูกกัดเปิดออก


พอแอลกอฮอล์โดนแผล ก็แสบจนหน้าบิดเบี้ยว เธอต้องพักหายใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพูดว่า


“พวกเธอก็เทแอลกอฮอล์ใส่แผลตัวเองด้วย ฆ่าเชื้อหน่อย”


หลิวเหวินซินกับพี่น้องไม่พูดมาก เท.ลงไปทันที สีหน้าแทบไม่เปลี่ยน


หลังจากทำแผลเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวหยิบแอลกอฮอล์อีกหลายสิบขวดใส่มือหลิวเหวินซิน


“เอาไปให้คนในหมู่บ้านที่บาดเจ็บใช้ด้วย” คนบาดเจ็บมีเยอะ ถ้าไม่ฆ่าเชื้อแล้วติดเชื้อขึ้นมาจะยุ่ง


“ได้” หลิวเหวินซินรับไปแล้วออกไปทันที


สวี่เหมียวเหมียวรู้สึกว่าแผลของเธอไม่น่าจะถึงกระดูก แค่ดูน่ากลัวเท่านั้น เธอซื้อผงห้ามเลือดจากระบบ โรยลงบนแผล


“เมิ่งเมิ่ง ฉีฉี ไปต้มน้ำขิงให้ทุกคนดื่มแก้หนาว” ฝนตกมานานแบบนี้ มีโอกาสเป็นไข้สูงมาก


“เหวินเล่อ ไปช่วยด้วยนะ” เธอไล่ทุกคนออกไป ก่อนจะเริ่มหาวัคซีนในระบบ


ถ้าไม่ได้ฉีดวัคซีน เธอไม่สบายใจ อุตส่าห์รอดมาแล้ว เธอไม่อยากมาตายเพราะโรคอะไรในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า ถ้าติดขึ้นมา อัตราตายคือร้อยเปอร์เซ็นต์


เธอค้นอยู่พักหนึ่ง ถึงเข้าใจว่าต้องใช้วัคซีนอะไร คนทั้งหมู่บ้านมีตั้งมาก เธอซื้อมาเป็นร้อยชุด คนหนึ่งต้องฉีดสามเข็ม จำนวนไม่น้อยเลย


นอกจากวัคซีน เธอยังซื้อเข็มฉีดยาอีกหลายถุง ใส่ลงในกระสอบ เสร็จแล้วก็ซื้อยาห้ามเลือดเพิ่มอีกจำนวนมาก


เธอเทผงยาใส่ถุงพลาสติก ส่วนขวดยาเก็บเข้าระบบ 


“เหวินเล่อ แม่อยู่ไหม?” เสียงหลิวเหมาดังมาจากข้างนอก


“อยู่ข้างในครับ” เหวินเล่อชี้เข้าไป


“แม่เหวินซิน?” หลิวเหมาร้องเรียก


“เข้ามาได้ค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวนั่งตัวตรง


หลิวเหมาเห็นแผลที่ขาเธอทันที “หนักไหม? เดี๋ยวให้เสี่ยวเหม่ยมาดูให้ดีไหม?”


เสี่ยวเหม่ยเป็นหมอเท้าเปล่าคนเดียวในหมู่บ้าน ฝีมือก็แค่พอใช้ ดีกว่าคนธรรมดานิดหน่อย


แต่ในสถานการณ์แบบนี้ จะพึ่งใครได้อีก?


“ได้ค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวไม่ปฏิเสธ พร้อมชี้ไปที่ถุงพลาสติกข้างๆ


“ผู้ใหญ่บ้าน เอาผงยานี่ไปให้คนที่ฆ่าเชื้อแล้วใช้ด้วยนะ ฉันซื้อจากในเมืองมา”


“แล้วก็ ฉันซื้อวัคซีนมาเยอะ สถานการณ์แบบนี้ต้องฉีด ห้ามประมาท”


เธอพูดเหมือนของพวกนี้มีที่มา หลิวเหมาเองก็ไม่สงสัย


ในสายตาเขา สวี่เหมียวเหมียวคือคนเก่ง ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว


“ได้ เดี๋ยวผมจะให้เสี่ยวเหม่ยมา”


เขาเองก็มีแผลเต็มแขนขา กว่าสิบแผล ลึกบ้าง ตื้นบ้าง เพิ่งฆ่าเชื้อไป คิดว่าจะกลับไปทายา


หลิวเหมาเปิดสมุดพูดเรื่องสำคัญ


“แม่เหวินซิน ผมเช็กแล้ว หมู่บ้านเราไม่มีคนตายเลย มีคนบาดเจ็บหนักกว่าร้อยคน ในนี้มีหลายสิบคนกระดูกเสียหาย คนอื่นยังพอไหว หม่าเยี่ยนก็หนัก แต่ยังพอมีแรง”


“หนักสุดคือเอ้อหมาจื่อกับหลิวซิ่งเอ๋อร์ ขาแทบขาดแล้ว ตอนนี้ได้แต่ทน เสี่ยวเหม่ยรักษาไม่ได้ ลงเขาก็ไม่ได้ ได้แต่ปล่อยตามโชคชะตา”


ตอนหนี เอ้อหมาจื่อกับหลิวซิ่งเอ๋อร์โดนหมาป่าสองตัวไล่กัด ขาทั้งสองข้างแทบถูกกินหมด สภาพน่ากลัวมาก เจ็บจนแทบหมดสติ


หลิวเหมายังเล่าเรื่องที่เอ้อหมาจื่อหนีเวรยามจนทำให้หมาป่าบุกเข้ามา


“อืม เรื่องต่อไปผู้ใหญ่บ้านจัดการเถอะ หัวหน้าหมาป่าตายแล้ว พวกที่เหลือคงไม่มาอีก” สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างอ่อนล้า


ผลลัพธ์แบบนี้ถือว่าดีมากแล้ว เจอหมาป่าขนาดนี้ แต่ไม่มีใครตายเลย ทั้งหมดเกิดจากความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน 


ส่วนพวกหม่าเยี่ยน ก็เพราะความโง่ของตัวเอง ทำร้ายทั้งคนอื่นและตัวเอง สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้พูดอะไร


ไม่นานหลังจากนั้น หลิวเสี่ยวเหม่ยก็มาถึง


ชายวัยสามสิบกว่ายังไม่มีคู่ ในหมู่บ้านถือว่าแปลก พอเห็นสวี่เหมียวเหมียว เขาก็รู้สึกเกร็งขึ้นมาทันที ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเป็นสัญชาตญาณ


“แม่เหวินซิน เรียกผมเหรอ?” เขาพูดอย่างเก้ๆกังๆ


สวี่เหมียวเหมียวไม่สนท่าทีเขา ชี้ไปที่ขา “ช่วยดูแผลให้หน่อย”


“ได้” หลิวเสี่ยวเหม่ยนั่งลง สีหน้าจริงจังที่สุดเท่าที่เคยมี


ใช้ความรู้ทั้งหมดที่มี ตรวจอยู่นานถึงห้านาที ถึงพูดขึ้น


“ดูหนัก แต่ไม่ถึงกระดูก พักดีๆแล้วค่อยไปเอกซเรย์ในเมือง” นี่เป็นครั้งที่เขาตรวจคนไข้จริงจังที่สุดตั้งแต่เป็นหมอเท้าเปล่า 


ไม่ใช่ว่าปกติไม่จริงจัง แต่ครั้งนี้กลัวพลาด เพราะสวี่เหมียวเหมียวไม่ใช่คนธรรมดาในหมู่บ้าน เป็นคนที่พูดแล้วทุกคนเชื่อ แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านยังฟัง


ที่สำคัญที่สุด เธอคือแม่ม่ายที่รวยที่สุดในหมู่บ้าน เขาไม่กล้าล่วงเกิน


บทที่ 118: ยังฉีดได้อีกเป็นร้อยเข็ม!


“ขอบคุณนะ” สวี่เหมียวเหมียวยิ้มบางๆ


ก็เป็นไปตามที่เธอคิดไว้ แผลยังไม่มีปัญหาใหญ่ในตอนนี้


“ช่วยยกกระสอบนั่นมาให้ฉันหน่อย” เธอชี้ไปทางด้านข้าง


พอได้ยินคำขอบคุณจากสวี่เหมียวเหมียว หลิวเสี่ยวเหม่ยถึงกับรู้สึกเหมือนได้รับเกียรติอย่างยิ่ง ยังแอบคิดไปอีกว่าเธออาจจะให้เงินเขา


“ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก เรื่องเงินไม่ต้องก็ได้ พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ช่วยกันเป็นเรื่องปกติ”


หลิวเสี่ยวเหม่ยยกกระสอบมาให้ พลางโบกมือปฏิเสธซ้ำๆ รอยยิ้มกว้างจนแทบมองไม่เห็นตา ดูยังไงก็พูดเอาหน้าชัดๆ


“ฉันไม่ได้คิดจะให้เงินคุณนะ” สวี่เหมียวเหมียวเหลือบมองเขาเรียบๆ ก่อนจะเปิดกระสอบหยิบของออกมา


หลิวเสี่ยวเหม่ยชะงัก “...”


แต่ไม่นานเขาก็ตกตะลึงกับของในมือเธอ เข็มฉีดยาเยอะขนาดนี้ได้ยังไง?


“ฉันซื้อจากในเมืองไว้ก่อนหน้านี้ คุณใช้เป็นใช่ไหม?” สวี่เหมียวเหมียวถามด้วยความสงสัย


ถึงจะเป็นหมอครึ่งๆกลางๆ อย่างน้อยฉีดยาน่าจะทำเป็นนะ?


“เอ่อ เป็นครับ เป็นแน่นอน” หลิวเสี่ยวเหม่ยรีบตอบ


สวี่เหมียวเหมียวยังไม่ค่อยเชื่อ “แน่ใจนะ? เรื่องนี้ล้อเล่นไม่ได้”


ถ้าฉีดพลาด ยังไม่สู้เป็นโรคพิษสุนัขบ้าเสียดีกว่า


“ผมแน่ใจครับ! ผมฉีดยาเป็นจริงๆ ปกติชาวบ้านป่วยเล็กๆน้อยๆ ก็ผมนี่แหละทั้งจ่ายยา ทั้งฉีด ผมเรียนมาจริงนะ!” เขารีบอธิบายเพื่อพิสูจน์ตัวเอง


ชื่อเสียงเขาเป็นหมอครึ่งๆกลางๆก็จริง… แต่ก็ครึ่งจริงๆ นอกจากไข้หวัด ตัวร้อนเล็กน้อย โรคอื่นก็แทบไม่รู้เรื่อง


สวี่เหมียวเหมียวมองเขาอยู่นานเกือบครึ่งนาที ก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้ นี่เป็นวัคซีน พวกเราถูกหมาป่ากัด ต้องป้องกันไว้ก่อน”


“คุณไปฉีดให้ครอบครัวหม่าเยี่ยนก่อน พวกเขาบาดเจ็บหนัก วัคซีนนี้มีฤทธิ์ลดการอักเสบด้วย” เธอยื่นเข็มสามอัน พร้อมวัคซีนสามขวดให้เขา


“คุณนี่เป็นคนดีจริงๆ” หลิวเสี่ยวเหม่ยพูดจากใจ แต่สวี่เหมียวเหมียวกลับรู้สึกเหมือนโดนแซะ


หลิวเสี่ยวเหม่ยรีบออกไปอย่างกระตือรือร้น เขาอยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อศักดิ์ศรี!


วันนี้แหละ เขาจะลบคำว่า “หมอครึ่งๆกลางๆ” ออกไปให้ได้!


สวี่เหมียวเหมียวเอนตัวลงพัก คำพูดของเธอมีทั้งจริงและไม่จริง วัคซีนมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ—ไม่จริง เป็นห่วงครอบครัวหม่าเยี่ยน—ก็ไม่จริง


เธอแค่อยากทดลอง ถ้าวัคซีนกับอุปกรณ์ไม่มีปัญหา แล้วหลิวเสี่ยวเหม่ยฉีดได้จริง เธอก็จะให้ฉีดทั้งหมู่บ้าน รวมถึงตัวเธอเองด้วย


คิดไปคิดมา เธอก็เผลอหลับไป


สวี่เหมียวเหมียวถูกสวี่ฉีปลุกขึ้นมา พอลืมตาขึ้นยังมึนๆ


“แม่ ลุกขึ้นดื่มน้ำขิงก่อนแล้วค่อยนอนต่อ”


สวี่ฉีช่วยพยุง เธอดื่มไปครึ่งชามก่อนจะหลับต่อ ความเหนื่อยล้าปกคลุมทั้งหมู่บ้าน


หลิวเหวินซินฆ่าไก่สองตัว ให้สวี่ฉีต้มเป็นหม้อใหญ่ แปะแป้งแผ่นไว้ในหม้อ แล้วทำกิมจิจัดใส่จาน


กลิ่นหอมลอยไปทั่วภูเขา ทำให้หลายคนกลืนน้ำลาย


สวี่เหมียวเหมียวตื่นเพราะความหิว ในฝันเหมือนได้กลิ่นน้ำซุปไก่ แต่กินไม่ได้ พอตื่นขึ้นมาถึงรู้ว่าไม่ใช่ฝัน 


เธอนอนแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่เหมือนนอนมาหลายวัน ทั้งตัวปวดระบม ไม่มีแรงเลย


หลิวเหวินซินกับน้องๆยกอาหารเข้ามา หลิวเหวินเล่อรีบปูผ้าบนเสื่อ


“พวกเธอต้มซุปไก่เหรอ?” สวี่เหมียวเหมียวสูดกลิ่น ไม่ใช่ฝันจริงๆ


“ผมให้ฉีฉีทำ แม่กินเยอะๆจะได้ฟื้นตัวเร็ว” หลิวเหวินซินยื่นชามแรกให้เธอ ทั้งครอบครัวกินอิ่มแล้วก็แยกย้ายพักผ่อน


ช่วงบ่าย หลิวเสี่ยวเหม่ยมาหา บอกว่าครอบครัวหม่าเยี่ยนทั้งสามคนไม่มีอาการผิดปกติ นอกจากแผลยังเจ็บ สีหน้ามีความภูมิใจเล็กๆ


สวี่เหมียวเหมียวยิ้มอย่างจริงใจ


“ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณทำได้ งั้นเรามาเริ่มฉีดให้คนทั้งหมู่บ้านกันเถอะ ฉันเริ่มก่อน” เธอยื่นแขนออกไป


ท่าทางและคำพูดนั้น ทำให้ความภูมิใจในตัวหลิวเสี่ยวเหม่ยพุ่งสูงสุด


“ได้ครับ ผมเอากระเป๋ามาด้วยพอดี” เขาฆ่าเชื้อที่แขน แล้วฉีดยาอย่างคล่องแคล่ว


สวี่เหมียวเหมียวกดตรงแผลกันเลือด “ใครที่บาดเจ็บ มาฉีดยากัน”


หลังจากนั้น เธอส่งวัคซีนชุดแรกกับเข็มทั้งหมดให้หลิวเสี่ยวเหม่ย


“ต้องฉีดให้ทุกคนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง คนละสามเข็ม อีกสองเข็มเดี๋ยวฉันบอกเวลาอีกที”


“แล้วเข็มใช้แล้วห้ามทิ้งมั่ว เอากลับมาให้ฉัน”


หลิวเสี่ยวเหม่ยยังคิดไม่ออกว่าทำไมต้องภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงเธออีก


“มีปัญหาไหม?”


“ไม่มีครับ” เขาตอบทันที


“ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณเก่ง คุณทำได้แน่นอน”


แค่ประโยคเดียว หลิวเสี่ยวเหม่ยลอยขึ้นฟ้า ในที่สุดก็มีคนยอมรับฝีมือเขา!


จากนั้น… เขาก็ต้องเจอกับงานฉีดยาไม่รู้จบ


คนอื่นกินข้าว เขาฉีดยา คนอื่นคุยกัน เขาฉีดยา คนอื่นนอน เขายังฉีดยา


อะไรผลักดันเขา? เงินเหรอ? ความรักเหรอ? ไม่ใช่ “ทั้งหมดเพราะคำว่า ความเชื่อใจ!”


หลิวเสี่ยวเหม่ยรู้สึกว่าการมีอยู่ของเขามีความหมาย ชาวบ้านจะรอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเขา!


ตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฮีโร่ จนกระทั่งตีสี่ ในที่สุด…เขาก็ฉีดครบทั้งหมู่บ้าน! เขารู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์


หลิวเหมาไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อน ตกใจสุดๆ


เขาหลับไปตั้งแต่เที่ยงคืน พอตื่นมา การฉีดยาก็ใกล้เสร็จแล้ว


“เสี่ยวเหม่ย นายเก่งมาก ฉันนับถือจริงๆ” หลิวเหมาตบไหล่เขาอย่างอ่อนโยน “ไปพักเถอะ เหนื่อยมากแล้ว”


ความง่วงของหลิวเสี่ยวเหม่ยหายไปทันที เขายังฉีดได้อีกเป็นร้อยเข็ม!


ชีวิตเริ่มกลับสู่ความสงบ ทั้งร่างกายและจิตใจของคนในหมู่บ้านดีขึ้นมาก


ขาของสวี่เหมียวเหมียวก็ดีขึ้นมาก กินดี พักพอ ตอนนี้เธอลุกยืนได้แล้ว แค่เดินยังขากะเผลก แต่การหายดีเป็นเรื่องของเวลา


“แม่เหวินซิน เอ้อหมาจื่อกับหลิวซิ่งเอ๋อร์ ขาเริ่มอักเสบแล้ว น่ากลัวมาก” หลิวเหมาพูดขึ้น


“ให้หลิวเสี่ยวเหม่ยไปดู เขารักษาไม่ได้ มันหนักเกินไป” แม้แต่ในอำเภอก็อาจรักษาไม่ได้ ต้องส่งเข้าเมือง “ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คงอยู่ได้อีกไม่นาน”


สภาพนั้น…แม้แต่หลิวเหมายังไม่กล้ามอง


บทที่ 119: ไม่ย้ายกลับหมู่บ้านหลิว


“ก็ไม่มีทางเลือกแล้ว ตอนนี้ติดอยู่บนเขา จะลงไปไหนก็ไม่ได้” สวี่เหมียวเหมียวฟังแล้วสีหน้าเรียบเฉย


ไม่ใช่แค่ตอนอยู่บนเขา ต่อให้อยู่ในหมู่บ้าน เธอก็มีท่าทีแบบนี้ จะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับเธอ อย่างมากที่เธอทำ คือไม่ห้ามไม่ให้ครอบครัวหม่าเยี่ยนใช้ยากับวัคซีนของเธอ แค่นี้ก็ถือว่าใจดีแล้ว


“ใช่ ได้แต่ปล่อยไปตามชะตา” หลิวเหมาเอ่ยอย่างทอดถอนใจ


ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เขาต้องรับผิดชอบทุกคนในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ เขาก็ทำหมดแล้ว ที่เหลือก็ต้องดูดวงของแต่ละคน


สองวันต่อมา สวี่เหมียวเหมียวยังนอนตื่นสายอยู่ ก็ได้ยินเสียงเฮดังมาจากข้างนอก เธอลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย สว่างจ้า! กลางวันไม่ได้สว่างแบบนี้มานานแล้ว


เอ๊ะ? เงียบมาก ไม่มีเสียงฝนตกแล้ว ฝนหยุดแล้วเหรอ?


สวี่เหมียวเหมียวใจเต้น รีบลุกขึ้น เดินกะเผลกออกไปข้างนอก


อากาศสดชื่น กลิ่นดินลอยเข้าจมูก ทำให้รู้สึกโล่งไปทั้งตัว บนฟ้ายังมีเมฆดำ ไม่มีแดด เป็นแค่ฟ้าครึ้ม แต่ไม่ตกฝนแล้ว! นี่แหละสัญญาณที่ดี!


ชาวบ้านหลายครัวเรือนมาซื้อไก่จากเธอ ตั้งใจจะฉลอง และบำรุงร่างกายให้คนในบ้าน สวี่เหมียวเหมียวเองก็ให้หลิวเหวินซินฆ่าไก่สองตัว ตั้งใจจะทำไก่พะโล้ ทุกคนยังมีแผลอยู่ เธอเลยใส่พริกน้อยลง


“เหวินเล่อ ไปเรียกปู่ย่ามากินข้าวด้วย” สวี่เหมียวเหมียวอารมณ์ดี ทำอาหารไว้เยอะ


“ได้ครับ!” ตั้งแต่ย้ายขึ้นเขา พวกเขายังไม่เคยนั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันเลย


หลี่หงอิงเองก็ทำอาหารแบบง่ายที่สุดทุกมื้อ กินแค่พออยู่ จนหลิวเต๋อซิงเบื่อจนแทบไม่มีรสชาติในปาก


คราวนี้ เขาไม่สนภาพลักษณ์แล้ว ก้มหน้ากินอย่างเอร็ดอร่อย ทันทีที่เนื้อไก่เข้าปาก เขาแทบจะร้องไห้ ใครจะเข้าใจ? นี่แหละชีวิตของคน!


มื้อเที่ยงใกล้จบ หลิวเต๋อซิงลูบท้องที่อิ่มแน่นอย่างพอใจ


“ชีวิตแบบนี้คงใกล้จะจบแล้ว อีกไม่นานเราคงได้ลงจากเขา”


น้ำเสียงเขาสบายๆ แต่สายตาเต็มไปด้วยความคิดถึงชีวิตเดิม คิดถึงช่วงที่ได้มากินข้าววันละสามมื้อที่บ้านลูกสะใภ้สาม คงไม่มีอีกแล้ว คนเราน่ะ ต้องรู้จักรักษาช่วงเวลาที่ดีไว้


อีกสองวันต่อมา ท้องฟ้าเปิดจริงๆ แสงแดดแรกส่องลงบนใบหน้าสวี่เหมียวเหมียว


คนที่ปกติกลัวผิวคล้ำ กลับไม่ยกมือขึ้นบัง แต่ยืนรับแสงแดดเหมือนกำลังโอบกอดมัน


ฝนที่ตกไม่หยุดหลายวัน ทำให้เธอรู้สึกว่าทั้งตัวชื้นไปหมด เหม็นอับ อึดอัดจนบอกไม่ถูก ตอนนี้ดีแล้ว ความลำบากผ่านไปแล้ว


พวกเขารอดชีวิตมาได้ สิ่งแรกที่สวี่เหมียวเหมียวอยากทำคือ ตากแดด


“เหวินซิน เหวินเส้า กลับมานี่! เอาผ้าใบออก ให้แดดส่องหน่อย”


“ได้เลย!” หลิวเหวินซินยิ้มกว้าง


คืนนั้น ทั้งหมู่บ้านหลับไปพร้อมรอยยิ้ม.อบอุ่น


อีกหนึ่งวันต่อมา น้ำลดลงไปมาก และอีกหนึ่งวัน น้ำก็แห้งหมด ทั้งหมู่บ้านบนเขาแทบระเบิดด้วยความดีใจ พวกเขาลงเขาได้แล้ว!


ทุกคนยืนมองหมู่บ้านด้านล่างจากบนเขา แล้วก็ต้องตะลึง


ภาพตรงหน้า… เต็มไปด้วยความพังพินาศ โคลนตมเต็มไปหมด บ้านพังราบแทบมองไม่ออกว่าเคยเป็นยังไง หมู่บ้านหลิวเหมือนหายไปจากโลก


ใครได้ยินก็เศร้า ใครได้เห็นก็ร้องไห้ ความดีใจที่น้ำลด หายไปในพริบตา เหลือแค่ความสิ้นหวัง


“ฮือ…” ไม่รู้ว่าใครเริ่มร้อง


จากเสียงเบา กลายเป็นร้องไห้โฮ หนึ่งคนกลายเป็นสอง สองกลายเป็นทั้งฝูง เสียงร้องไห้ดังระงม


เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ ไม่มีใครกลั้นได้ ความเศร้าของมนุษย์มันเชื่อมถึงกัน


“สวรรค์จะไม่ให้พวกเรามีชีวิตอยู่แล้วหรือไง!”


“พวกเรารอดมาได้แท้ๆ แต่กลับไม่มีทางไปต่อแล้ว มันยากเกินไป…”


บ้านที่อยู่มาหลายชั่วคนพังหมด จะสร้างใหม่…ไม่ใช่เรื่องง่าย


หลิวเหมาอ้าปากจะพูดปลอบใจ แต่พูดไม่ออก ทำได้แค่ร้องไห้ไปกับทุกคน


บ้าน ที่นา ทุกอย่างหายไปหมด พวกเขากลายเป็นคนไร้บ้าน อยู่นานกว่าหลิวเหมาจะรวบรวมสติได้


“ทุกคนฟังนะ บ้านพังเราก็สร้างใหม่ ที่นาเสียเราก็เปิดใหม่ ขอแค่เรายังมีชีวิต ก็ยังมีหวัง!”


“พวกเราผ่านอะไรมาเยอะแล้ว เราต้องไม่ยอมแพ้!” ถึงจะต้องเริ่มใหม่หมด ก็ห้ามยอมแพ้


แต่ชาวบ้านยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม พูดง่าย…ทำยากยิ่งกว่าปีนฟ้า


สวี่เหมียวเหมียวมองตำแหน่งบ้านตัวเองอย่างเงียบๆ เธอก็เจ็บใจเหมือนกัน บ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งสร้าง ยังไม่ทันได้อยู่ดีๆก็พังหมด เสียดายทั้งเงินเสียดายทั้งแรง แต่ตอนนี้ทำได้แค่ยอมรับ


“ทุกคนเก็บของ เตรียมลงเขา” หลิวเหมาเอ่ย ก่อนจะหันกลับไป


“ผู้ใหญ่บ้าน เดี๋ยวก่อน” สวี่เหมียวเหมียวเรียก


“แม่เหวินซิน มีอะไรอีกเหรอ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงหมดแรง ทั้งตัวเต็มไปด้วยความอ่อนล้า


“คุณมีแผนยังไงต่อ?” เธอถาม


“ไม่มีแผนอะไร ตอนนี้ก็เห็นกันอยู่ จะทำอะไรได้นอกจากยอมรับ?” หลิวเหมาตอบอย่างสับสน


“คุณจะย้ายกลับไปสร้างบ้านใหม่ที่เดิมใช่ไหม?”


เขาพยักหน้า “ใช่สิ ถึงจะพังขนาดนั้น แต่ก็ต้องกลับไปเก็บกวาด”


อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่บนเขา บนเขาอันตรายเกินไป


“คุณเคยคิดไหมว่า…ไม่ต้องย้ายกลับไปอยู่หมู่บ้านเดิม?”


“หืม? แล้วจะไปอยู่ไหน?”


“อย่างแรก แค่เก็บกวาดบ้านกับถนนก็ต้องใช้แรงมากอยู่แล้ว ที่สำคัญ หมู่บ้านหลิวเป็นที่ลุ่ม ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีก พวกเราจะต้องหนีขึ้นเขาอีกเหรอ?”


สวี่เหมียวเหมียวพูดต่อ


“ชาวบ้านเพิ่งผ่านเรื่องแบบนี้มา จิตใจก็แย่อยู่แล้ว ถ้าสร้างใหม่เสร็จ แล้วเกิดซ้ำอีก มันโหดร้ายเกินไป” นี่คือสิ่งที่เธอกังวลที่สุด


ภัยพิบัติเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ไม่มีใครรับประกันว่าจะไม่มีครั้งที่สอง หรือสาม ถ้าไม่คิดล่วงหน้าก็อาจต้องเจอเรื่องเดิมซ้ำอีก คราวหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้


หลิวเหมาไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน พอฟังเธอพูด ก็คิดตาม… เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาทันที


“แม่เหวินซิน คุณคิดไกลจริงๆ ผมไม่เคยนึกถึงเลย”


ก่อนหน้านี้ เขาแค่คิดว่าหมู่บ้านพังแล้ว ต้องสร้างใหม่ ไม่เคยมองไปถึงอนาคตเลย


บทที่ 120: ไม่กล้าเสี่ยง


“ไม่เป็นไร ตอนนี้ทุกคนยังไม่ได้ย้ายลงไป คิดตอนนี้ก็ยังไม่สาย” สวี่เหมียวเหมียวพูดเสียงเบา


หลิวเหมาครุ่นคิดอยู่นาน คิดจนปวดหัวก็ยังหาทางออกที่ดีไม่ได้


พอเห็นสวี่เหมียวเหมียวยืนชมวิวอย่างสบายๆ จู่ๆเขาก็ตบต้นขาตัวเองฉาดหนึ่ง


“แม่เหวินซิน คุณคิดไว้แล้วใช่ไหม กำลังทดสอบผมอยู่ใช่ไหม?”


ในเมื่อเธอเป็นคนเสนอเรื่องนี้ แปลว่าต้องมีแผนในใจแล้ว ที่ถามเขาก็แค่รักษามารยาทเท่านั้น


สวี่เหมียวเหมียวหัวเราะออกมา “ผู้ใหญ่บ้านคิดมากไปแล้ว ฉันแค่อยากฟังความเห็นของคุณ”


“ผมไม่มีความเห็นอะไร คุณรีบบอกความคิดของคุณมาเถอะ” หลิวเหมาเริ่มสนใจขึ้นมา


สวี่เหมียวเหมียวไม่อ้อมค้อมอีก พูดอย่างสงบ “ฉันคิดว่าจะย้ายไปหมู่บ้านสวี่”


“หมู่บ้านสวี่? นั่นไม่ใช่บ้านแม่คุณเหรอ?” หลิวเหมาตกใจ เสียงดังขึ้นเล็กน้อย


เขารีบปิดปากตัวเอง แต่ก็ยังใจเย็นไม่ลง


“แม่เหวินซิน ผมรู้ว่าต้าไห่ไม่อยู่แล้ว แต่คุณยังมีลูกชายตั้งสี่คน ถ้าหมู่บ้านหลิวมีอะไรทำให้คุณไม่พอใจ เราแก้ไขได้นะ...”


ถ้าแม่เหวินซินไป หมู่บ้านหลิวจะกลับไปจนเหมือนเดิม ชาวบ้านทำได้แค่ทำนา รายได้ก็แทบไม่มี ออกไปหางานก็ลำบาก เหนื่อยก็เหนื่อย หมู่บ้านหลิวขาดคนอย่างเธอไม่ได้


“ผู้ใหญ่บ้าน คุณเข้าใจผิดแล้ว” สวี่เหมียวเหมียวขัดขึ้น “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันหมายถึงว่า...พวกเราทั้งหมู่บ้านย้ายไปหมู่บ้านสวี่ได้”


“อะไรนะ?” หลิวเหมามองเธออย่างไม่อยากเชื่อ “คุณไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?”


เขารู้สึกว่าความคิดนี้ทั้งเป็นไปไม่ได้และเกินจริง คนทั้งหมู่บ้านจะย้ายไปอีกหมู่บ้านได้ยังไง


ยังไม่ต้องพูดถึงทางการจะยอมไหม แค่หมู่บ้านสวี่ยอมรับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แล้วจะสร้างบ้านตรงไหน ทำมาหากินยังไง เขารู้สึกว่าไม่เป็นไปได้เลย


“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันโตที่หมู่บ้านสวี่ ฉันรู้จักที่นั่นดี” สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างมั่นใจ “หมู่บ้านสวี่อยู่ที่สูง ไม่มีทางน้ำท่วมแน่นอน”


“อีกอย่าง พื้นที่กว้าง คนไม่เยอะ มีที่ว่างเยอะ ไม่มีภูเขา ก็ไม่มีทางเกิดดินถล่ม คนที่นั่นก็ใจดี ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นคนดี ถ้าเราย้ายไป มีโอกาสสูงที่เขาจะรับเรา”


เธอไม่ได้พูดให้ตายตัว ต้องไปดูสถานการณ์จริงก่อน


ในความทรงจำของเธอ หมู่บ้านสวี่ฐานะดีกว่าหมู่บ้านหลิวเล็กน้อย ผู้คนก็โอเค หมู่บ้านหลิวเองก็ไม่เลว เพียงแต่มีบางคนที่แปลกๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ


“เรื่องนี้ผมต้องคิดดูก่อน” หลิวเหมาพูดหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง


สิ่งที่เธอพูดมีเหตุผล แต่เขายังตัดสินใจไม่ได้ ด้านหนึ่งคือบ้านเกิดที่บรรพบุรุษอยู่มาหลายรุ่น อีกด้านคืออนาคตที่มั่นคง เขาเลือกไม่ถูกจริงๆ


สวี่เหมียวเหมียวไม่ได้แปลกใจ น้ำเสียงยังคงนิ่ง


“นี่เป็นแค่ความคิดของฉัน แต่ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยน ฉันจะพาครอบครัวย้ายไปหมู่บ้านสวี่ ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นไปได้ ก็ตัดสินใจเร็วหน่อย ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเก็บของเตรียมลงเขาแล้ว”


“อืม ผมเข้าใจแล้ว” หลิวเหมารู้สึกวุ่นวายในใจ ต้องกลับไปปรึกษาครอบครัวก่อน


“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันรู้ว่าคุณเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ดี ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไง ข้อนี้จะไม่เปลี่ยน” สวี่เหมียวเหมียวพูดอย่างจริงจัง


หลิวเหมาสะดุ้งเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะได้ยินคำแบบนี้จากเธอ


สวี่เหมียวเหมียวมองเขาเดินจากไป แล้วหันกลับไปเก็บของกับคนในบ้านต่อ


“แม่ พวกเราจะย้ายไปบ้านตายายจริงๆเหรอ?” หลิวเหวินจวิ้นถามอย่างสงสัย


เมื่อกี้ที่สองคนคุยกัน พวกเขาได้ยินหมด ไม่คิดว่าแม่จะตัดสินใจแบบนี้


“ใช่ ไม่ว่าชาวบ้านจะย้ายหรือไม่ พวกเราย้ายแน่นอน” สวี่เหมียวเหมียวตอบช้าๆ แล้วมองลูกๆ


“พวกเธอไม่อยากย้ายเหรอ?” เธอเพิ่งนึกได้ว่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ยังไม่ได้ถามความเห็นทุกคนเลย


“ไม่ครับ ผมว่าแม่พูดถูก” หลิวเหวินซินส่ายหน้า


ภัยแบบนี้ เขาไม่อยากเจออีกเป็นครั้งที่สอง หมู่บ้านหลิวไม่เหมาะอยู่อาศัยจริงๆ


“ผมก็ว่าควรย้าย หมู่บ้านสวี่ก็ดี” หลิวเหวินเส้าพยักหน้า เขาเคยไปตักน้ำที่นั่น คนก็ดี


“ผมโอเค แม่ไปไหนผมไปด้วย” หลิวเหวินจวิ้นยักไหล่


สำหรับเขา ที่ไหนมีครอบครัว ที่นั่นก็คือบ้าน


“งั้นเราก็จะได้เจอตายายทุกวันเลยสิ ดีจัง!” หลิวเหวินเล่อปรบมือดีใจ


สวี่เมิ่งไม่พูดอะไร เธอคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เธอควรออกความเห็น


สวี่ฉีก็เงียบ แต่ในใจแอบดีใจ


สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้าเล็กน้อย “ในเมื่อไม่มีใครคัดค้าน งั้นก็เตรียมเก็บของย้ายบ้านได้เลย!”


ทุกคนเห็นตรงกัน ต่างคนต่างไปจัดของของตัวเอง ของถูกนำมากองรวมกัน คนเยอะ ของก็ไม่น้อย


หลิวเหวินซินหาไม้ท่อนใหญ่ มาทำเป็นเปลหามยาว เอาของส่วนใหญ่ขึ้นไปวาง ไม่นานก็จัดเสร็จ


ฝั่งชาวบ้าน คนอื่นเก็บของเร็วกว่า บางคนเริ่มลงเขาแล้ว ผู้ใหญ่บ้านรีบไปห้ามไว้


เขาคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกทุกคน “ทุกคนรอก่อน ฟังผมพูดสักหน่อย”


ชาวบ้านหยุดมือ มองเขาอย่างงงๆ


หลิวเหมาถ่ายทอดสิ่งที่สวี่เหมียวเหมียวพูดให้ฟังครบทุกคำ เมื่อเห็นทุกคนเงียบคิด เขาก็เม้มปาก


“สถานการณ์ก็เป็นแบบนี้ จะไปหรือจะอยู่ ขึ้นอยู่กับพวกคุณ” เขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนใคร


พอรู้ว่าเป็นความคิดของสวี่เหมียวเหมียว ทุกคนก็จริงจังขึ้น คำคัดค้านที่เกือบจะพูดออกมา ก็กลืนกลับไป


“ผู้ใหญ่บ้าน คุณจะย้ายไปหมู่บ้านสวี่ไหม?” มีคนถามขึ้นมา


หลิวเหมาตอบตรงๆ “ผมจะฟังแม่เหวินซิน กันไว้ดีกว่าแก้ ผมไม่กล้าเสี่ยง”


เขาไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่บ้าน แต่ยังเป็นเสาหลักของครอบครัว การตัดสินใจของเขาต้องรับผิดชอบทั้งหมู่บ้าน และครอบครัว


คำพูดของแม่เหวินซินไม่เคยผิด ตามเธอไปยังไงก็ไม่แย่


เมื่อเห็นว่าสวี่เหมียวเหมียวเก็บของเสร็จ เตรียมลงเขา หลิวเหมาจึงให้คนในบ้านตามไป พร้อมทั้งหามเอ้อหมาจื่อกับหลิวซิ่งเอ๋อร์ไปด้วย


สองคนยังไม่ตาย แต่ก็แทบไม่รอด นอนหายใจรวยรินบนเปล ใครพูดอะไรก็ไม่ได้ยิน เหมือนตายทั้งเป็น หม่าเยี่ยนเองก็เดินตามหลังมาด้วย สีหน้ามืดมน


เมื่อเห็นสองครอบครัวนำหน้า ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เดินตาม ส่วนที่ยังเก็บของไม่เสร็จ ก็เร่งมือทันที


ไม่นาน คนทั้งกลุ่มก็ลงมาถึงเชิงเขา เมื่อมองหมู่บ้านหลิวที่กลายเป็นซาก ทุกคนตาแดง ถอนหายใจ


หลิวเหมาสั่งให้ครอบครัวตามสวี่เหมียวเหมียวไปก่อน ส่วนเขาจะพาคนไปส่งเอ้อหมาจื่อกับหลิวซิ่งเอ๋อร์ที่โรงพยาบาลอำเภอ


บทที่ 121: คนดีมีน้ำใจ


ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน เขาไม่มีทางปล่อยให้ใครตายต่อหน้าต่อตาโดยไม่ช่วย


ครอบครัวสวี่เหมียวเหมียวเดินนำอยู่ด้านหน้า ด้านหลังมีชาวบ้านเดินตามมาเป็นขบวนยาว


ช่วงพักระหว่างทาง สวี่เหมียวเหมียวหันไปสังเกต เห็นว่าคนในหมู่บ้านน่าจะตามมาครบแล้ว


มีคนกลุ่มใหญ่เดินมาพร้อมเธอ อีกส่วนหนึ่งก็เดินตามมาไกลๆด้านหลัง พักได้ไม่นานเธอก็ออกเดินต่อ คราวนี้ตั้งใจชะลอฝีเท้าให้คนด้านหลังตามทัน


ถนนเต็มไปด้วยโคลน ทำให้เดินลำบากอย่างมาก แต่พอเดินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆทางก็เริ่มดีขึ้น ถนนเดิมโผล่ขึ้นมาให้เห็น ไม่มีโคลนปกคลุม พื้นถนนแห้งไปกว่าครึ่ง เดินแล้วไม่ติดเท้า


สวี่เหมียวเหมียวรู้ทันทีว่าเธอเดาถูก หมู่บ้านสวี่อยู่ที่สูง น้ำท่วมไม่ถึงแน่นอน


ชาวบ้านเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน อารมณ์ค่อยๆดีขึ้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็เหมือนหายไป สำหรับพวกเขาในตอนนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้อยู่ในที่ปลอดภัย


พอเดินถึงหมู่บ้านสวี่ก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว ใช้เวลานานกว่าปกติถึงสองเท่า ยังไม่ทันเข้าหมู่บ้าน ก็เจอกับหลิวเหมาและพวกที่กลับมาจากอีกทางหนึ่ง


“ผู้ใหญ่บ้าน ทำไมพวกคุณกลับมาเร็วขนาดนี้?” สวี่เหมียวเหมียวแปลกใจ ดูแล้วเร็วกว่าพวกเธอเสียอีก ไม่น่าจะเป็นไปได้


“พวกเราเอาเอ้อหมาจื่อกับหลิวซิ่งเอ๋อร์ไปส่งโรงพยาบาล จ่ายเงินเรียบร้อยก็รีบกลับมา เดินลัดทางมา” หลิวเหมาอธิบาย


เขาเป็นห่วงมาก คนตั้งมากมายมาที่หมู่บ้านสวี่ ถ้าเขาไม่อยู่ก็คงไม่เหมาะ จะให้สวี่เหมียวเหมียวไปเจรจากับผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านสวี่แทนก็ไม่ได้


“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” สวี่เหมียวเหมียวพยักหน้า


หมู่บ้านสวี่อยู่ใกล้อำเภอ เดินลัดก็ยิ่งเร็ว จากระยะไกลเธอมองเห็นบ้านเรือนของหมู่บ้านสวี่ ทุกหลังยังอยู่ดีไม่มีหลังไหนพัง แม้แต่พื้นที่เพาะปลูกก็ไม่ได้รับผลกระทบ


การมาของคนจำนวนมากทำให้ชาวหมู่บ้านสวี่ตกใจ ถ้าไม่รู้คงคิดว่ามาหาเรื่อง แต่พอเห็นสวี่เหมียวเหมียว ก็เริ่มใจชื้นขึ้น แม้จะยังไม่หายระแวงทั้งหมด


“ทุกคนรออยู่ตรงนี้ก่อน พวกเราจะไปหาผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านสวี่แล้วคุยกันก่อน” หลิวเหมายกมือให้ทุกคนหยุด 


จะพาคนเป็นร้อยเข้าไปพร้อมกันก็ไม่เหมาะ ต้องไปคุยให้เรียบร้อยก่อน


สวี่เหมียวเหมียวพาหลิวเหมาไปที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านสวี่—สวี่หย่ง แต่เขาไม่อยู่ ออกไปทำงานในไร่ ทั้งสองจึงเดินไปหา


ระหว่างทางก็เจอเขาพอดี ชาวบ้านในหมู่บ้านสวี่ไปบอกข่าวไว้ก่อนแล้ว


“ผู้ใหญ่บ้าน นี่คือผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านสวี่ สวี่หย่ง” “นี่คือผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านหลิว หลิวเหมา”


สวี่เหมียวเหมียวแนะนำทั้งสองฝ่าย ทั้งสองจับมือทักทายกันเล็กน้อย ก่อนจะเข้าเรื่องทันที


หลิวเหมาบอกสถานการณ์ของหมู่บ้านหลิวทั้งหมด รวมถึงความกังวลในอนาคต สวี่หย่งฟังแล้วทั้งตกใจและชื่นชม


“พวกคุณไม่ง่ายเลยนะ!” เขาถอนหายใจ “มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย”


การที่สามารถพาคนทั้งหมู่บ้านรอดจากภัยธรรมชาติร้ายแรงแบบนั้นโดยไม่มีใครเสียชีวิต แสดงว่าหลิวเหมาเป็นผู้ใหญ่บ้านที่มีความสามารถและรับผิดชอบ สำหรับหมู่บ้านแบบนี้ เขายินดีช่วย


“คุณลุงสวี่ พวกเราอยากหาที่ตั้งหลักอยู่ใกล้หมู่บ้านสวี่” สวี่เหมียวเหมียวพูดด้วยรอยยิ้ม


“ใช่ครับ ภายใต้เงื่อนไขว่าไม่รบกวนชีวิตของหมู่บ้านสวี่ เราหวังว่าจะได้อยู่ที่นี่” หลิวเหมาพูดเสริม


สวี่หย่งมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “เรื่องนี้ผมเห็นด้วยนะ ชาวบ้านก็คงไม่คัดค้าน แต่ผมตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องไปขออนุญาตที่อำเภอ”


“ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะไปอำเภอเลย” หลิวเหมาพยักหน้า


ยิ่งจัดการเร็ว ชาวบ้านก็จะได้เริ่มสร้างบ้านเร็ว


“แล้วมีที่ดินเหมาะสำหรับสร้างบ้านไหม?” สวี่เหมียวเหมียวถาม


“มีสิ ดูตรงนั้น” สวี่หย่งชี้ไปด้านหลัง “สองข้างทางตรงนั้นเป็นที่ราบ เหมาะทำที่อยู่อาศัยมาก”


“ที่ดินผืนนั้นเป็นของหมู่บ้านเรา เป็นที่รกร้าง ไม่มีใครใช้ เอาให้พวกคุณสร้างบ้านได้”


“ดีมาก ขอบคุณมากจริงๆ บุญคุณของคุณพวกเราจะไม่มีวันลืม” หลิวเหมาซาบซึ้งจนแทบร้องไห้


เขาไม่เคยคิดว่าคนที่เพิ่งเจอกันจะมีน้ำใจขนาดนี้


“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ผมก็เห็นเหมียวเหมียวโตมาตั้งแต่เด็ก” สวี่หย่งหัวเราะ


“คุณลุงสวี่ใจดีมาตลอด เดี๋ยวผู้ใหญ่บ้านก็จะรู้เองค่ะ” สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม


สวี่หย่ง.อดนึกถึงอดีตไม่ได้ ตอนเด็กเธอทั้งอ้วนทั้งซน ตอนนี้เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้


ถ้าไม่ได้เจอก่อนหน้านี้ คงจำไม่ได้แน่


“ผู้ใหญ่บ้านหลิว พรุ่งนี้ผมไปกับคุณด้วย” สวี่หย่งพูดอย่างมีน้ำใจ


หลิวเหมาดีใจมาก ทั้งสองลาสวี่หย่ง แล้วเดินกลับไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน


ระหว่างทาง สวี่เหมียวเหมียวเจอแม่ของเธอ—สวี่ชุ่ยจู


“เหมียวเหมียว! ใช่เธอจริงๆด้วย ชาวบ้านบอกฉันยังไม่เชื่อเลย มาทำไมตอนนี้ล่ะ?”


สวี่เหมียวเหมียวหันไปบอกหลิวเหมา “ผู้ใหญ่บ้าน คุณไปบอกชาวบ้านก่อนนะ ฉันขอคุยกับแม่หน่อย”


“ได้ๆ” หลิวเหมาไม่รบกวน


“แล้วผู้ใหญ่บ้านของพวกเธอมาทำไมด้วย?” สวี่ชุ่ยจูงง


สวี่เหมียวเหมียวเล่าเหตุการณ์คร่าวๆให้ฟัง ฟังจบ สีหน้าแม่เธอซีดเผือด


“แล้วเธอไม่เป็นไรใช่ไหม? ทำไมเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้!”


“แม่ หนูไม่เป็นไร ดูสิ ยังยืนอยู่ดีๆ” เธอปลอบ


“บ้านพังหมดแล้ว? จะมาอยู่ที่นี่?” สวี่ชุ่ยจูจับประเด็นได้ทันที


“ใช่ค่ะ เราคุยกับคุณลุงสวี่แล้ว ถ้าไม่มีปัญหา จะไปสร้างบ้านตรงที่ว่างห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร”


“ดีเลย ดีจริงๆ” สวี่ชุ่ยจูทั้งดีใจทั้งสะเทือนใจ


ทั้งสองเดินคุยกันมาถึงปากทางหมู่บ้าน พอเห็นคนเป็นร้อย สวี่ชุ่ยจูถึงกับตกใจ


คนเยอะเกินไปแล้ว! จะอยู่กันได้จริงเหรอ?


คืนนั้น หลิวเหมาให้คนทั้งหมู่บ้านปูที่นอนอยู่ที่ปากทางหมู่บ้านสวี่ นอนกันแบบง่ายๆพอให้ผ่านคืนไป


เดิมทีสวี่เหมียวเหมียวไม่อยากรบกวนครอบครัวแม่ แต่แม่เธอไม่ยอม ปาก็ลากให้กลับไปบ้าน สุดท้ายเธอก็ต้องยอม


หลิวเหวินซินกับสวี่ฉีไม่ได้มานอนที่นี่ กลับไปบ้านฝ่ายหญิง ส่วนที่เหลือก็นอนเบียดกันไป พอผ่านคืนหนึ่งไปได้


บทที่ 122: ไปกินลมตะวันตกเฉียงเหนือเถอะ


เช้าตรู่ สวี่หย่งก็มาหาหลิวเหมา ทั้งสองเหมือนพี่น้องกัน เดินทางไปที่อำเภอด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ครึ่งวัน พวกเขาก็กลับมาอย่างอารมณ์ดี


ชาวบ้านต่างพากันล้อมเข้ามาอย่างตึงเครียด แม้แต่สวี่เหมียวเหมียวก็ได้ยินเสียงแล้วเดินออกมาดู หลิวเหมาแทบ.อดใจไม่ไหว รีบประกาศข่าวดี


“ทุกคนฟังผมนะ ทางอำเภออนุญาตให้หมู่บ้านหลิวย้ายมาอยู่ข้างหมู่บ้านสวี่แล้ว! พื้นที่ตรงนั้นทั้งหมดถูกจัดสรรให้พวกเรา เราสามารถตั้งถิ่นฐานที่นี่ได้แล้ว!” เขาเองก็ไม่คิดว่าเรื่องจะราบรื่นขนาดนี้


ก่อนจะไป เขายังเตรียมใจไว้ว่าจะต้องรวมหมู่บ้านเข้ากับหมู่บ้านสวี่ ถึงขั้นคิดว่าจะไม่เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วด้วยซ้ำ แต่ผลลัพธ์กลับดีกว่าที่คิดมาก


ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนเงียบไป จากนั้นเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นอย่างกึกก้อง


“ดีเหลือเกิน! ในที่สุดพวกเราก็มีที่อยู่แล้ว!”


“ฮือๆ ฉันรู้ว่าฟ้ายังเมตตาพวกเราอยู่!”


หลายคนหัวเราะทั้งน้ำตา มันไม่ง่ายเลย กว่าจะมีวันนี้ อนาคตจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ แต่ตอนนี้อย่างน้อยก็มีความหวังแล้ว


สวี่เหมียวเหมียวก็ยิ้มออกมา เธอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องสำเร็จ


“ทุกคนเงียบหน่อยนะคะ” เธอยกมือขึ้น “ทางอำเภอรู้ว่าพวกเราได้รับความเสียหายหนัก เลยจัดงบช่วยเหลือมาให้สร้างบ้าน พวกเราช่วยกันสร้างเอง ซื้อแค่วัสดุ ก็สามารถสร้างบ้านของตัวเองได้เร็วแน่นอน”


เธอเองก็แปลกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าผู้บริหารระดับอำเภอจะมีเหตุผลขนาดนี้ เรื่องจึงลงตัวอย่างรวดเร็ว


สวี่หย่งช่วยหลิวเหมาจัดสรรที่ดินให้แต่ละครอบครัว วัดพื้นที่และบันทึกข้อมูล บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก แม้อากาศจะร้อน แต่ความหวังในใจของชาวบ้านไม่มีทางถูกแผดเผาได้


สวี่เหมียวเหมียวก็ได้ที่ดินแปลงหนึ่ง ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่สำหรับเธอมันยังไม่พอ หลังจากผู้ใหญ่บ้านจัดสรรที่ดินเสร็จ เธอก็เดินเข้าไปหา


“ผู้ใหญ่บ้าน ฉันอยากซื้อที่ดินเพิ่มค่ะ เอาไว้สร้างบ้านกับร้านขนมปัง อาจจะต้องใช้พื้นที่เยอะหน่อย” เธอพูดตรงๆ


ที่ดินที่ได้มาเธอไม่พอใจ ต่อให้สร้างบ้านแล้วก็ยังอึดอัด ไม่กว้างขวาง เธอไม่ชอบอยู่แออัด


“ผมรู้อยู่แล้วครับ เลยกันที่ไว้ให้คุณโดยเฉพาะ” หลิวเหมาหยิบแผนที่ง่ายๆออกมา แล้วชี้ไปยังพื้นที่กว้าง


“ตรงนี้เอาไว้สร้างร้านขนมปัง แต่จะห่างจากบ้านคุณหน่อย” 


สวี่เหมียวเหมียวมองตามนิ้วเขา ไม่คิดว่าเขาจะเตรียมไว้ให้ล่วงหน้า อารมณ์ดีขึ้นทันที


“ไกลหน่อยไม่เป็นไรค่ะ พื้นที่กว้างพอ ฉันพอใจมาก ขอบคุณนะคะ”


คำขอบคุณครั้งนี้ เธอพูดจากใจจริง


“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ หมู่บ้านเราตั้งหลักได้ก็เพราะคุณ” หลิวเหมายิ้ม


ในใจเขายังคิดอีกว่า ต่อไปก็ต้องพึ่งร้านขนมปังของเธอ ตราบใดที่เธออยู่ หมู่บ้านหลิวต้องดีขึ้นแน่นอน


สวี่เหมียวเหมียวยิ้ม แต่ไม่ได้พูดถ่อมตัว


“ข้างซ้าย ข้างขวา แล้วก็ด้านหลังบ้าน ผมก็กันที่ไว้ให้คุณแล้วนะ เอาไปใช้ได้เลย คิดเงินถูกๆก็พอ” หลิวเหมาชี้อีกสามจุด


ตอนแบ่งที่ดินเขาตั้งใจเผื่อไว้ให้เธอ เพราะบ้านเดิมของเธอก็ใหญ่ ใช้พื้นที่เยอะ ย้ายมาที่นี่ก็น่าจะเหมือนเดิม


“ผู้ใหญ่บ้าน ใส่ใจจริงๆเลยนะคะ” เธอพอใจมาก


ไม่คิดว่าที่ข้างๆก็เตรียมไว้ให้ด้วย พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้อยู่สบายแน่นอน ใหญ่กว่าบ้านเดิมเสียอีก


“ที่ดินทั้งหมดนี้ฉันซื้อค่ะ คิดราคาเต็มตามจริง หมู่บ้านเพิ่งเริ่มต้นฉันไม่อยากเอาเปรียบ” เธอพูดอย่างจริงจัง 


เรื่องพวกนี้ต้องมีบันทึกไว้ เธอไม่ต้องการสิทธิพิเศษไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นปัญหาในอนาคต อีกอย่างเธอก็จ่ายไหว


“ได้ครับ ตามที่คุณว่าเลย” หลิวเหมาไม่ขัด


เขาพูดในส่วนของเขาแล้ว ที่เหลือเป็นการตัดสินใจของเธอ


การสร้างบ้านในหมู่บ้านหลิวเริ่มขึ้นอย่างคึกคัก ชาวบ้านช่วยกันเป็นกลุ่ม สร้างบ้านของกันและกัน งานคืบหน้าเร็วมาก


บ้านของสวี่เหมียวเหมียวสร้างเร็วที่สุด เธอไม่ได้ใช้แรงงานจากชาวบ้าน แต่สวี่ชุ่ยจูพาคนทั้งครอบครัวมาช่วย แม้จะมีคนไม่เต็มใจก็ถูกสายตาแม่กดดันจนต้องยอม


พอสวี่ฉีกลับไปเล่าให้บ้านฟัง สวี่เหยียนก็พาคนมาช่วยทันที ยังไปชวนแรงงานจากครอบครัวที่สนิทกันมาด้วย


สวี่เถี่ยจู้ก็ไม่ยอมแพ้ กลับไปเรียกคนจากหมู่บ้านมาช่วย บ้านของสวี่เหมียวเหมียวใหญ่ที่สุด แต่กลับสร้างเสร็จเร็วที่สุด คนหลายสิบคนช่วยกัน ทำไปคุยไป งานเสร็จอย่างรวดเร็ว


วันที่สาม ตัวบ้านกับลานก็เกือบเสร็จแล้ว เหลือรายละเอียดเล็กน้อย วันที่สี่ บ้านก็เสร็จสมบูรณ์ หน้าต่างกับประตูติดตั้งเรียบร้อย ดูเป็นบ้านจริงๆแล้ว


หลังจากทำงานมาหลายวัน หลี่เหม่ยเหลียนที่อึดอัดใจ ก็แอบหยิกสวี่ต้าฉาง แล้วพูดประชด


“ต้าฉาง แบบนี้บ้านเราคงต้องไปกินลมตะวันตกเฉียงเหนือแล้วล่ะ หิวตายแน่ๆ”


ช่วยงานมาตั้งหลายวันไม่ได้อะไรเลย มีแต่น้ำให้ดื่มไม่มีข้าวให้กิน บ้านไหนเขาสร้างบ้านกันแบบนี้?


“จะเป็นไปได้ยังไง แม่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีข้าวนี่” สวี่ต้าฉางไม่เข้าใจ


“ไม่ไปทำงาน แล้วเงินมาจากไหน? ข้าวมาจากไหน?” หลี่เหม่ยเหลียนหงุดหงิด สามีเธอหัวทึบจริงๆ


เสียงเธอดังพอให้คนในบ้านได้ยิน จะเรียกว่าตั้งใจก็ไม่ผิด


สวี่ชุ่ยจูหันมาทันที “ก็แค่ให้ช่วยทำงานไม่กี่วัน ทำเป็นบ่น คนที่ทำจริงยังไม่พูดเลย เธอกลับพูดก่อน ตั้งใจพูดให้ใครฟัง?”


“แม่ หนูไม่ได้หมายความแบบนั้น” หลี่เหม่ยเหลียนก้มหน้า ทำหน้าบึ้ง


“คนอื่นทำงาน เธออู้ ทำไม่กี่นาทีพักครึ่งชั่วโมง ฉันยังไม่คิดบัญชีกับเธอเลย ยังกล้ามาหาเรื่องอีก”


สวี่ชุ่ยจูเดือดทันที


“แม่ หนูไม่ได้...” หลี่เหม่ยเหลียนเริ่มรู้สึกผิด


“พอเถอะ!” สวี่ชุ่ยจู.มองอย่างไม่ชอบใจ “ในเมื่อเก่งนัก งั้นวันนี้ก็ไปกินลมตะวันตกเฉียงเหนือเถอะ!”


หลี่เหม่ยเหลียนหน้าซีดทันที “อย่าเลยแม่ หนูไม่พูดแล้วก็ได้”


“สายไปแล้ว!” สวี่ชุ่ยจูไม่สนใจ หันหลังเดินจากไป ทิ้งหลี่เหม่ยเหลียนยืนหน้าซีดอยู่ตรงนั้น


บทที่ 123: พูดแล้วต้องทำ


สวี่เหมียวเหมียวตั้งใจให้หลิวเหวินซินไปที่อำเภอเพื่อซื้อรถแทรกเตอร์คันใหม่โดยเฉพาะ ทั้งครอบครัวนั่งรถไปที่อำเภอด้วยกัน


ลูกชายทั้งหลายแยกย้ายกันไปขนเตียง เฟอร์นิเจอร์ และของชิ้นใหญ่ ส่วนสวี่เหมียวเหมียวพาสวี่ฉีกับหลิวเหวินเล่อไปเดินตลาดซื้อของสด


แค่เนื้อหมู เธอก็ซื้อไปครึ่งตัวแล้ว ยังไม่รวมผักและของอื่นๆอีกมากมาย อะไรที่ซื้อได้เธอกวาดแทบหมด


ของในพื้นที่มิติของเธอเอาออกมาใช้เกือบหมดแล้ว แต่ของในห้องของคนอื่นในบ้าน เธอไม่ได้แตะ พอซื้อของเสร็จ ขึ้นรถแทรกเตอร์กันแทบไม่มีที่วางเท้า


หมู่บ้านสวี่อยู่ใกล้อำเภอมาก ไปตลาดสะดวกกว่าที่เดิมมาก 


พอกลับถึงบ้าน ลูกชายจัดการขนและวางเฟอร์นิเจอร์ ส่วนสวี่เหมียวเหมียวพาสวี่ฉีกับหลิวเหวินเล่อเข้าครัว


“เหวินเล่อ ไปบอกตากับยายหน่อยว่ามื้อเที่ยงบ้านเราจะเลี้ยงข้าว ให้เรียกคนที่มาช่วยสร้างบ้านทุกคนมาด้วย”


มัวแต่ซื้อของจนลืมแจ้งคน


“ฉีฉี เธอก็กลับไปบอกทางบ้านด้วย ให้มากันให้หมด” จะเลี้ยงทั้งที ต้องครบทุกคน


ครั้งนี้ทุกคนเหนื่อยกันมาก คนกว่าสามสิบคน สวี่เหมียวเหมียวเตรียมของไว้เต็มที่ มีแต่เกิน ไม่มีขาด สิบคนต่อหนึ่งโต๊ะ เธอเตรียมไว้สามโต๊ะ


ไม่นาน สวี่ชุ่ยจูก็พาสะใภ้คนรองอวี๋หรูและสวี่เมิ่งมาถึง ส่วนหลี่เหม่ยเหลียน ถึงอยากมาก็ไม่ได้มา เพราะสวี่ชุ่ยจูไม่ให้มา คนแบบเธอมีสิทธิ์แค่ไปกินลมตะวันตกเฉียงเหนือ


ทางฝั่งสวี่เหมียวเหมียวทำงานกันอย่างเข้าขา คนเด็ดผัก คนล้างผัก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ ไม่นาน สวี่ฉีก็พาหลัวเหมยมาถึง


“ญาติสะใภ้ พวกเรามาช่วยนะ” หลัวเหมยทักอย่างเป็นกันเอง


“นั่งพักเถอะค่ะ คุณเป็นแขกที่ฉันเชิญมา จะให้ทำงานได้ยังไง” สวี่เหมียวเหมียวรีบต้อนรับ


“ก็คนกันเอง ไม่เป็นไรหรอก” หลัวเหมยเป็นคนคล่องแคล่ว ลงมือทำงานทันที


พอมีสองคนมาช่วย งานก็ยิ่งเร็วขึ้น


สวี่เหมียวเหมียวเป็นคนปรุงหลัก คนอื่นช่วยเตรียม หมูสามชั้นตุ๋นเริ่มตั้งไฟ ซุปเนื้อมะเขือเทศก็เริ่มเคี่ยว


เธอเริ่มทอดปลา โชคดีที่ครัวกว้าง คนเยอะก็ไม่อึดอัด เธอให้ชาวบ้านช่วยทำเตาเพิ่มหลายเตา เพราะบ้านใหญ่ ทำอาหารจะได้สะดวก


อาหารแต่ละจานถูกจัดใส่ถาด ปิดฝาไว้ ไม่นานโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหาร 


สามโต๊ะ โต๊ะละสิบจาน ทั้งเนื้อและผัก ปริมาณจัดเต็ม


คนในหมู่บ้านสวี่ทยอยกันมา สวี่เถี่ยจู้กับสวี่ฉีช่วยกันต้อนรับในลานบ้าน ใกล้เที่ยงแล้วใครยังไม่มาก็ให้คนไปตาม


“กินข้าวได้แล้ว!”


เมื่ออาหารจานสุดท้ายเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวถอดผ้ากันเปื้อน ล้างมือ แล้วเรียก


คนแน่นครัวทันที ต่างเข้ามายกอาหาร 


พอจัดโต๊ะเสร็จ สวี่เหมียวเหมียวรินเหล้าขาวครึ่งแก้ว ลุกขึ้นยืน


“ขอบคุณทุกคนที่ช่วยสร้างบ้านให้ครอบครัวฉัน บุญคุณนี้ฉันจะไม่ลืม ต่อไปถ้ามีอะไรที่ฉันช่วยได้ บอกได้เลยนะคะ วันนี้ไม่ต้องเกรงใจ กินให้อิ่ม ดื่มให้เต็มที่ ฉันขอดื่มก่อน”


เธอยกแก้วขึ้นแล้วดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นคว่ำแก้วให้ดู ก่อนจะนั่งลง


ชาวบ้านหมู่บ้านสวี่หลายคนแอบประหลาดใจในท่าทีของเธอ พูดกันตรงๆ เธอแต่งงานไปนานแล้ว ไม่ค่อยได้กลับมา หลายคนแทบไม่เคยเจอ ภาพจำเดิมๆก็เลือนลาง


ผู้เฒ่าผู้แก่จำเธอได้ว่าเป็นเด็กผู้หญิงอ้วนๆเอาแต่ใจ คนรุ่นพ่อแม่มองว่าเป็นลูกสาวที่ถูกตามใจจนเหลิง เพื่อนรุ่นเดียวกันจำได้แค่ว่าเป็นคนอ้วนที่สนใจแต่เรื่องกิน


แต่การกลับมาครั้งนี้ เธอเปลี่ยนไปจนทุกคนต้องตกใจ เหมือนเป็นคนละคน ทั้งหน้าตา นิสัย และการวางตัว เปลี่ยนไปจนไม่น่าเชื่อ


บ้านที่เธอสร้างก็ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน แค่อาหารมื้อนี้ก็เห็นชัด อาหารเนื้อแต่ละจานใส่มาเป็นกะละมัง ดูออกเลยว่าใจถึง กลัวคนกินไม่อิ่ม


แม้หมู่บ้านสวี่จะอยู่ดีกว่าหมู่บ้านอื่น แต่ก็ไม่มีใครใช้จ่ายฟุ่มเฟือยขนาดนี้ 


กินไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงดังจากหน้าประตู “ขอโทษนะ ฉันมาช้าไปหน่อย”


เป็นหลี่เหม่ยเหลียน


“เข้ามานั่งสิ เหวินซิน เอาเก้าอี้มาเพิ่มหน่อย” สวี่เหมียวเหมียวเรียก


หลี่เหม่ยเหลียนถูกจัดให้นั่งโต๊ะเดียวกัน สวี่ชุ่ยจู.มองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว รู้แล้วว่าต้องมีเรื่อง


หลี่เหม่ยเหลียนไม่กล้ามองตอบ รู้ดีว่าถ้าสบตาเข้าไปคงโดนเล่นงานแน่ ทำเป็นมองไม่เห็นไปเลย


หลิวเหวินซินยกเก้าอี้มา สวี่ชุ่ยจูขยับตัวเล็กน้อย “มานั่งตรงนี้!” หึ คิดจะหนีหรือ?


หลิวเหวินซินวางเก้าอี้แล้วกลับไปนั่งที่เดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


หลี่เหม่ยเหลียนอยากนั่ง แต่ไม่อยากนั่งตรงนั้น เท้าเหมือนถูกตรึง


“พี่สะใภ้ ไปนั่งสิ” สวี่เหมียวเหมียวยิ้มบาง


“จ้ะ...” เธอจำใจนั่งข้างสวี่ชุ่ยจู


กับข้าวเยอะแบบนี้ ไม่กินก็น่าเสียดาย ต่อให้แม่สามีดุ แต่ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ คงไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก คิดแบบนี้แล้วใจก็ฮึดขึ้นมา


แต่ยังไม่ทันจะกิน พอหยิบตะเกียบขึ้นมา สวี่ชุ่ยจูก็แค่นเสียง


“ทำไมล่ะ ลมตะวันตกเฉียงเหนือมันไม่อร่อยเหรอ?”


“แม่ หนูผิดแล้ว ต่อไปจะไม่พูดแบบนั้นอีกแล้ว” หลี่เหม่ยเหลียนพูดเสียงเบาแทบอ้อนวอน


“ครั้งหน้าหนูจะทำงานดีๆไม่อู้แล้ว” ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน แม่สามีอาจไม่สนหน้า แต่เธอสน!


ถ้าโดนด่าต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ จะเอาหน้าไปไว้ไหน ตอนนี้ต้องเอาใจแม่สามีไว้ก่อน


“หึ เธอพูดเองนะ ถ้าครั้งหน้าขี้เกียจอีก ฉันจะลงไม้ลงมือแล้วนะ” สวี่ชุ่ยจูประกาศชัด


ข้อดีอย่างเดียวของเธอคือ “พูดแล้วทำจริง”


“ได้...” หลี่เหม่ยเหลียนตอบเสียงแผ่ว สีหน้าไม่ดีนัก


แต่ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายเอาจริง เพื่อมื้อนี้โดนเตะสักทีสองทีก็คุ้ม


มื้อนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เจ้าบ้านและแขกต่างพอใจ


หลังจากส่งแขกกลับ สวี่เหมียวเหมียวก็ช่วยเก็บกวาด บ้านใหม่ได้เข้าอยู่แล้ว การเริ่มต้นใหม่กำลังเริ่มขึ้น ทุกอย่างดูใหม่หมด


มื้อนี้ ฝั่งหลี่หงอิงไม่ได้มา พวกเขายังยุ่งกับการสร้างบ้านของตัวเอง พอทุกคนกลับหมดแล้ว สวี่เหมียวเหมียวก็เรียกสวี่ชุ่ยจูไว้


“แม่ หนูมีเรื่องอยากให้แม่กับพ่อช่วยหน่อย”


“เรื่องอะไร พูดมาได้เลย”


“หนูอยากให้ช่วยหาคนในหมู่บ้านมาสร้างโรงขนมปังให้หนู ไม่ต้องมีที่พัก วันละห้าหยวน ช่วยหาคนเยอะๆหน่อย จะได้สร้างเร็ว”


เธอไม่มีทางเลือก โรงขนมปังใหญ่กว่าบ้านอีก ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก


จบตอน

Post a Comment

0 Comments