NV001 ep81-90
บทที่ 81: บ้านบรรพบุรุษ
ทะเลคือศรัทธาของชาวประมงทุกคนบนเกาะพระจันทร์ ความสามารถของเจียงเจินเจินในการขี่วาฬเพชฌฆาต ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ “ทะเลโปรดปราน” แม้เกาะจะมีกฎเก่าว่า “ผู้หญิงห้ามขึ้นเรือ” แต่ไม่มีใครอยากปฏิเสธคนที่ทะเลคุ้มครอง
ทว่าเจียงเจินเจินไม่ได้ตอบตกลงทันที เธอกล่าวว่า
“จิงจิงอยู่ใกล้ฝั่ง บังเอิญเจอกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีพลังอะไรที่จะนำโชคให้เรือประมงหรอกค่ะ”
เจียงเหอผิงพยักหน้า
“ฉันรู้ ฉันก็อธิบายแบบนั้น แต่ทุกคนยังอยากให้เธอขึ้นเรือ ต่อให้จับปลาไม่ได้มากขึ้น อย่างน้อยก็สบายใจขึ้น เพราะเธอเป็นคนที่ทะเลโปรดปราน”
เจียงเจินเจินยังไม่ตกลง
“ตอนพ่อกับพี่ชายออกทะเลก็ไม่มีใครคุ้มครอง หนูคิดว่าแม่คงไม่ยอมให้ขึ้นเรือ…”
เจียงเหอผิงรีบพูดแทรก
“ฉันจะไปคุยกับแม่เธอเอง!”
เขามองไปรอบๆ
“แม่เธอล่ะ?”
“พาชุนเฟิงกับชุนเจียวไปเล่นบ้านโฉ่วหยวี๋”
เดิมเขาจะรอคุยกับโจวไห่ฮวา แต่มีธุระที่กองการผลิตจึงกลับไปก่อน ตั้งใจว่าจะมาใหม่ตอนบ่าย
ประมาณสิบเอ็ดโมง โจวไห่ฮวากลับบ้านเพื่อทำอาหารกลางวัน เจียงเจินเจินเตรียมวัตถุดิบไว้หมดแล้ว
โจวไห่ฮวาใส่ปูหัวเสือลงหม้อนึ่ง อารมณ์ดีเอ่ยว่า
“ครั้งนี้ลูกดังไปทั้งหมู่บ้านแล้ว วันนี้ใครเห็นแม่ก็ถามว่า ลูกขี่วาฬได้จริงไหม”
เธอส่ายหน้า
“ยังมีคนบอกให้แม่ให้ลูกไปโชว์ให้ดูอีก บอกว่าลูกสาวแม่ไม่ใช่นักเล่นกล จะไปโชว์ได้ยังไง”
เจียงเจินเจินยื่นกระเทียมที่ปอกแล้วให้
“เดี๋ยวก็เงียบไปเองค่ะ”
โจวไห่ฮวาไม่เห็นด้วย
“ไม่ง่ายหรอก เรื่องที่ลูกพาเด็กๆขี่วาฬแพร่ไปหมดแล้ว เด็กคนอื่นอิจฉากันใหญ่ วันนี้ที่บ้านโฉ่วหยวี๋มีเด็กหลายคนไปขอให้เขาช่วยพูดกับลูก ให้พาไปขี่วาฬอีก”
เธอยิ้มอย่างจนใจ
“พอแม่ไปถึง เด็กๆก็รุมล้อม เรียกชุนเฟิงว่า ‘พี่ใหญ่’ กันหมด ดูท่าความวุ่นวายนี้จะไม่จบง่ายๆ”
เธอเหลือบมองลูกสาว
“ไม่ควรพาเด็กไปขี่วาฬเลย”
เจียงเจินเจินเกาหัว
“หนูทำเพื่อให้ชุนเจียวสบายใจ แม่ไม่เห็นเหรอ ว่าเด็กกังวลแค่ไหน”
โจวไห่ฮวาถอนหายใจ
“เด็กที่ไม่มีพ่อแม่ จะไม่กังวลได้ยังไง มีแต่เด็กที่พ่อแม่ตามใจเท่านั้นที่มีสิทธิ์ไร้เดียงสา”
บรรยากาศหนักอึ้ง เจียงเจินเจินเงียบครู่หนึ่งแล้วเปลี่ยนเรื่อง
“วันนี้หัวหน้ากองมาหาหนู”
“เรื่องวาฬอีกหรือ?”
“เกี่ยวค่ะ เขามาชวนหนูขึ้นเรือ”
มือโจวไห่ฮวาที่กำลังตำกระเทียมหยุดชะงัก สากกระแทกครกดังปัง
“ว่าอะไรนะ?”
“เขาอยากให้หนูขึ้นเรือ”
โจวไห่ฮวาปฏิเสธทันที
“ไม่ได้ ห้ามเด็ดขาด”
เธอตำกระเทียมต่อเหมือนระบายอารมณ์
เจียงเจินเจินพูดอย่างใจเย็น
“แม่ ฟังก่อนนะคะ หนูรู้ว่าแม่กลัวหนูเกิดอันตรายในทะเล แต่หนูมีจิงจิง ถ้ามีพายุ มันช่วยหนูได้”
โจวไห่ฮวาขมวดคิ้ว
“มันจะอยู่กับลูกตลอดหรือ? ลูกตกน้ำ มันว่ายมาจากไกลๆ ลูกก็ตายก่อนแล้ว!”
“หนูให้มันออกทะเลพร้อมหนูได้”
“มันฟังลูกทุกอย่างหรือ?”
เจียงเจินเจินพยักหน้า
“วาฬเพชฌฆาตฉลาดมาก เทียบได้กับวัยรุ่นคนหนึ่ง หนูรู้สึกว่ามันเข้าใจหนูจริงๆ”
โจวไห่ฮวาทำหน้าไม่เชื่อ
“มันก็แค่ปลา!”
“ไม่ใช่ปลา เป็นวาฬ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต่างจากปลา”
เธอยื่นชามให้แม่ใส่กระเทียมบด
“แม่ไม่สังเกตหรือ เมื่อวานหนูเรียกมัน มันมาในไม่กี่นาที แปลว่ามันอยู่แถวนี้ตลอด และตอนหนูให้มันลอยผิวน้ำ มันก็ไม่ดำน้ำเลย”
โจวไห่ฮวานึกภาพเหตุการณ์เมื่อวาน ก็เหมือนจะจริง
“วาฬ…ฉลาดขนาดนั้นหรือ?”
“จริงค่ะ ที่ต่างประเทศ วาฬเพชฌฆาตยังช่วยชาวประมงล่าวาฬอื่นด้วย”
โจวไห่ฮวาตกตะลึง
“จริงหรือ?”
“แม่ถามชาวประมงเฒ่าดูก็ได้ค่ะ”
แม้เรื่องความปลอดภัยจะคลายลง แต่โจวไห่ฮวายังไม่ยอม
“บางครั้งเรือออกหลายวัน บนเรือไม่มีผู้หญิงเลย ลูกไปจะสะดวกหรือ? แล้วถ้าคนในหมู่บ้านเอาไปนินทา?”
เจียงเจินเจินเห็นว่าแม่อารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว
“หนูจะไม่ขึ้นเรือคนเดียว ให้หัวหน้ากองหาผู้หญิงอีกสองคนขึ้นไปด้วย”
เธอหยุดครู่หนึ่ง แล้วพูดแผนของตน
“โควตาคนงานชาวนาและทหารของบ้านเราเอาคืนไม่ได้แน่ หนูตั้งใจจะเรียกค่าเสียหายจากเฉินเซียงจวิน ครอบครัวเขาไม่มีเงินมาก หนูเลยคิดจะเอาบ้านตระกูลเฉินแทน”
โจวไห่ฮวาเบิกตา
“จะเอาบ้านบรรพบุรุษของเขา?”
เจียงเจินเจินพยักหน้า
บ้านตระกูลเฉินคือทรัพย์สินมีค่าที่สุด หากได้บ้านนั้น ครอบครัวเฉินก็ต้องย้ายออก
เธอบอกว่าจะขับเฉินเซียงจวินออกจากเกาะพระจันทร์ และเธอจะทำตามคำพูดให้ได้
บทที่ 82: ชามข้าวเหล็ก
“นั่นมันบ้านบรรพบุรุษของตระกูลเฉินนะ” โจวไห่ฮวารู้สึกว่าเจียงเจินเจินคิดเพ้อเจ้อ การจะเอาบ้านบรรพบุรุษของคนอื่น ก็แทบไม่ต่างจากการไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษเขา ต่อให้ตอนแรกอยู่ฝ่ายถูก พอเสนอเงื่อนไขแบบนี้ เหตุผลก็จะกลายเป็นไม่สมเหตุสมผลทันที
เจียงเจินเจินกล่าวว่า
“เพราะงั้นเราถึงต้องให้กองการผลิตหนุนหลัง”
“ทำไมต้องเป็นบ้านด้วย?” บ้านตัวเองก็มีอยู่ จะเอาบ้านเฉินมาก็ไม่ได้จำเป็น โจวไห่ฮวาคิดไปคิดมาแล้วพูดว่า
“เจินเจิน ถ้าโควตาคนงานชาวนาและทหารเอาคืนไม่ได้ จะเรียกร้องเอางานของเฉินเซียงจวินแทนได้ไหม?”
อย่างไรเสีย งานดีๆที่เขาได้มาก็เพราะโควตาของบ้านเรา งั้นก็ควรคืนงานนั้นมา
เจียงเจินเจินเคยคิดทางนี้เหมือนกัน แต่เธอไม่อยากทิ้งทะเล ไม่อยากออกจากเกาะพระจันทร์ เธอมี “นิ้วทองคำ” อันทรงพลัง อาศัยทะเลก็สามารถร่ำรวยได้ งาน “ชามข้าวเหล็ก” สำหรับเธอ กลับเป็นพันธนาการ ถึงได้มาก็คงลาออกในอนาคต
ความคิดนั้นจึงแวบผ่านแล้วหายไป
“แม่ เฉินเซียงจวินเรียนบัญชี ต่อไปก็ต้องเป็นนักบัญชี หนูเห็นตัวเลขแล้วปวดหัว ทำงานแบบนั้นไม่ได้หรอก”
“งั้น…เปลี่ยนตำแหน่งไม่ได้หรือ?”
“ไม่ใช่โรงงานบ้านเรา จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้หรือคะ?”
เจียงเจินเจินวางมือบนไหล่แม่
“สมมติเปลี่ยนได้ หน่วยงานเขาไปคัดเลือกบัณฑิตมาดีๆ สุดท้ายได้หนูที่ไม่รู้อะไรไปแทน แบบนั้นไม่เสียของหรือ? โควตาแบบนี้หายากมาก กว่าหน่วยงานจะได้มาไม่ง่าย ถ้าเสียเพราะหนู หัวหน้าจะไม่มีอคติกับหนูหรือ?”
“แล้วเพื่อนร่วมงานเห็นหัวหน้าไม่ชอบหนู เขาจะไม่รวมตัวกันกีดกันหนูหรือ?”
“หนูไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้น”
โจวไห่ฮวาอยากพูดอะไรอีก แต่ก็ลังเล เธอคิดว่าอย่างไรเสีย งานชามข้าวเหล็กก็คืองานมั่นคง สมัยนี้ใครมีงานแบบนั้นไม่ทนบ้าง? เมื่อครึ่งเดือนก่อน บ้านยังแทบไม่มีข้าวกิน
แต่คำพูดต่อมาของลูกสาวทำให้เธอหยุดความคิดนั้น
“หนูเกิดที่เกาะ โตที่เกาะ ที่นี่คือบ้าน หนูชอบชีวิตแบบนี้ และหนูชอบทะเลมาก”
เมื่อคิดถึงนิ้วทองคำ เธอก็ยิ้ม
“ชามข้าวเหล็กดีค่ะ แต่ไม่ใช่ของหนู”
อะไรจะสำคัญไปกว่าสิ่งที่ลูกชอบ?
โจวไห่ฮวาไม่เคยขัดลูกได้จริงๆ สมัยก่อนตอนลูกยอมสละโควตาให้เฉินเซียงจวิน ทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม สุดท้ายก็ยอม
เธอถอนหายใจ
“ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้ว ก็ทำตามที่เธอคิดเถอะ”
เจียงเจินเจินหัวเราะ กอดแขนแม่ เอาศีรษะพิงไหล่
“แม่ หนูโตแล้ว รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ต้องห่วง มีจิงจิงอยู่ หนูออกทะเลกับเรือประมง บ้านเราจะอยู่ดีแน่นอน แม่ไม่เห็นหรือ ทุกครั้งที่หนูออกทะเล หนูได้ของดีตลอด”
เธอเงยหน้าพูดอย่างตื่นเต้น
“บางทีคนในหมู่บ้านอาจเดาถูก หนูอาจมีชะตากับทะเลจริงๆ ชาติที่แล้วหนูอาจเป็นปลา ดูสิ แม้แต่วาฬยังชอบหนูเลย!”
โจวไห่ฮวาหัวเราะ บรรยากาศหม่นเมื่อครู่สลายไป
“ใช่ๆ วาฬยังชอบลูก”
เธอมองหอยเชลล์ในกะละมัง แล้วก็.อดคิดไม่ได้ว่า ลูกสาวดูเหมือนจะเรียกทรัพย์จากทะเลได้จริงๆ
คนบางคนมีโชคโดยไร้เหตุผล บางทีลูกสาวเธอก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น
……
ตอนบ่าย เจียงเหอผิงมาที่บ้านอีกครั้ง คราวนี้โจวไห่ฮวาอยู่ด้วย
“ไห่ฮวา เจินเจินบอกเธอแล้วหรือ กองอยากให้เธอขึ้นเรือออกทะเล”
โจวไห่ฮวาสั่งให้เจียงเจินเจินไปชงชา แล้วตอบว่า
“บอกแล้วค่ะ”
เจียงเหอผิงรอคำตอบอยู่นาน จึงพูดขึ้นเอง
“ฉันรู้ เรื่องนี้ทำให้ลำบากใจ สามีกับลูกชายเธอก็เสียที่ทะเล จะกังวลก็เป็นเรื่องปกติ…”
“ฉันยอมให้เธอไป”
เจียงเหอผิงตะลึง กว่าจะรู้ตัวว่าได้ยินถูกต้องก็ผ่านไปสองสามวินาที
“ดีมาก! ไห่ฮวา ขอบคุณจริงๆ…”
เขาแทบอยากจับมือเธอสั่นแรงๆ แต่ก็ระงับไว้
โจวไห่ฮวาพูดเรียบๆ
“ฉันยอม แต่มีเงื่อนไข”
เจียงเหอผิงยิ้มกว้าง
“หนึ่ง เจินเจินจะเป็นผู้หญิงคนเดียวบนเรือไม่ได้ ต้องมีผู้หญิงคนอื่นขึ้นไปด้วย”
“ไม่มีปัญหา!”
เขาเองก็คิดไว้แล้วว่าจะให้ภรรยาตัวเองขึ้นเรือไปด้วย อย่างน้อยก็ช่วยซ่อมอวน คัดแยกปลา หรือทำอาหาร
เมื่อฟังแผนนี้ โจวไห่ฮวาก็ผ่อนคลาย
“มีภรรยาคุณอยู่ด้วย ฉันก็วางใจ” อย่างน้อยคนในหมู่บ้านก็ไม่กล้านินทา
เธอพูดต่อ
“สอง ฉันต้องการบ้านบรรพบุรุษของเฉินเซียงจวิน”
เจียงเหอผิงชะงัก สีหน้าตกใจไม่ต่างจากตอนที่เธอได้ยินครั้งแรก
“เธอว่าอะไรนะ?”
โจวไห่ฮวาสูดลมหายใจลึก
“ฉันต้องการบ้านตระกูลเฉิน”
เธอเป็นคนเอ่ยเอง ไม่ให้ลูกสาวพูด
เพราะไม่ว่าเหตุผลจะถูกต้องเพียงใด แค่เสนอจะเอาบ้านบรรพบุรุษของคนอื่น ก็ต้องมีคนคิดว่าเกินไป
เธอเคยถูกนินทามาแล้ว ไม่อยากให้ลูกต้องเผชิญ
ถ้าต้องมีใครเป็น “คนร้าย” คนคนนั้นก็ให้เป็นเธอเอง
“เธอบ้าไปแล้วหรือ?” เจียงเหอผิงเผลอเสียงดัง
แต่เขาก็รีบสงบสติ
“ทำไม?”
บทที่ 83: รังแก
โจวไห่ฮวาไล่ให้เจียงเจินเจินไปครัวชงชา น้ำร้อนมีพร้อม แต่เธอไม่รู้ว่าใบชาอยู่ไหน ค้นอยู่พักใหญ่จึงเจอกระปุกชาในโอ่งข้าว
โอ่งข้าวใบนั้นนอกจากข้าวแล้ว ใส่สารพัดอย่าง ทั้งผัก ผลไม้ ปลาเค็มตากแห้ง แล้วก็ขนมที่เธอเคยซื้อมา นี่มันเก็บมานานแค่ไหนแล้ว?
เจียงเจินเจินพูดไม่ออก ตัดสินใจว่า ต่อไปถ้าซื้อของดีอะไรมา ต้องเฝ้าแม่กินให้หมด
กระปุกชาถูกวางลึก เธอก้มเอื้อมมือหยิบออกมา เปิดดม กลิ่นชาเก่าโชยออกมา
แต่สำหรับชาวบ้านมีชาไว้รับแขกก็นับว่าดีแล้ว แขกเองก็ไม่เรื่องมาก
เธอรินชาลงถ้วย เพิ่งรินเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเจียงเหอผิงร้องลั่นว่า
“เธอบ้าไปแล้วหรือ!”
หัวใจเธอกระตุก รีบถือถ้วยชาเข้าไปห้องโถง
ยังไม่ทันเข้าไป ก็ได้ยินโจวไห่ฮวาพูดด้วยสีหน้าโศกเศร้า
“เพราะเฉินเซียงจวินรังแกลูกสาวฉัน!”
แน่นอนว่าแม่เป็นคนเปิดประเด็นก่อน!
แต่คำว่า “รังแก” นี่มันกำกวมเกินไปหรือเปล่า? เจียงเจินเจินถึงกับอึ้ง
เจียงเหอผิงเข้าใจผิดทันที เขาอุทานเสียงดัง
“อะ…อะไรนะ!”
แล้วรีบร้อนพูด
“งั้นรีบให้เฉินเซียงจวินกลับมา จดทะเบียนแต่งงานกับเจินเจินเดี๋ยวนี้!”
โจวไห่ฮวาหน้าแดงก่ำ โกรธจนพูดไม่ออก
“คุณพูดอะไร! ทำไมต้องแต่งงาน? ทำไมลูกสาวฉันต้องแต่งกับคนเลวแบบนั้น!”
“แต่…แต่…” เจียงเหอผิงงงงัน เขาคิดว่าคนหนุ่มสาวหมั้นกันมาหลายปี ถึงวัยคึกคะนองแล้ว ถ้าไม่รีบแต่ง รอให้ท้องก่อนหรืออย่างไร?
“ลุงคะ” เจียงเจินเจินวางถ้วยชาลงข้างเขา
“ลุงเข้าใจผิด แม่ไม่ได้หมายความว่าเขากับหนูมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง”
“หา?!”
เจียงเหอผิงหน้าแดงจนถึงหู อยากแทรกแผ่นดินหนี
โจวไห่ฮวาก็หน้าแดงด้วยความอับอาย
“เจียงเหอผิง คุณคิดอะไรอยู่! เจินเจินของฉันไม่ใช่คนแบบนั้น!”
เขากระแอมเสียงแห้ง
“งั้น…เกิดอะไรขึ้น?”
สีหน้าโจวไห่ฮวาเย็นลง แต่เจียงเจินเจินเป็นฝ่ายพูดก่อน
“เฉินเซียงจวินไปคบผู้หญิงคนอื่นที่โรงเรียน”
“อะไรนะ!”
เจียงเหอผิงลุกพรวด โกรธจัด
“ไอ้สารเลว!”
ใช้โควตาคนงานชาวนาและทหารของบ้านเธอไปเรียน แล้วหันไปคบคนอื่น แบบนี้เรียกว่าอะไรถ้าไม่ใช่เนรคุณ!
“ไห่ฮวา เจินเจิน อย่าโกรธ เดี๋ยวฉันไปโรงเรียนเอง บังคับให้มันเลิกกับผู้หญิงคนนั้น แล้วกลับมาแต่งกับเจินเจิน!”
เจียงเจินเจินแทบอยากอาเจียน ใครจะไปอยากแต่งกับคนสกปรกแบบนั้น
เธอพูดอย่างชัดเจน
“ลุงไม่ต้องไปเกลี้ยกล่อม เฉินเซียงจวินกล้าคบคนอื่นโดยใช้โควตาของบ้านเรา แปลว่าเขาเนรคุณตั้งแต่ต้น หนูจะไม่แต่งกับสัตว์เดรัจฉานแบบนั้น เขาไม่คู่ควรกับหนู”
เจียงเหอผิงเงียบ เพราะคำพูดนั้นจริง
เจียงเจินเจินเป็นเด็กดีของหมู่บ้าน ยังเป็นคนที่ทะเลโปรดปราน เฉินเซียงจวินไม่คู่ควรจริงๆ
เขาเอ่ยว่า
“ฉันสนับสนุนให้เลิก และสนับสนุนให้เรียกค่าเสียหาย แต่…”
บ้านบรรพบุรุษมันเกินไปจริงๆ
เขายังไม่ทันพูดจบ เจียงเจินเจินหันกลับเข้าห้อง หยิบจดหมายออกมาปึกหนึ่ง
“ลุงคะ นี่คือจดหมายที่เขาเขียนให้ผู้หญิงคนนั้น”
เจียงเหอผิงรับมา มีห้าฉบับ เป็นฉบับสำคัญที่คัดไว้ เขาอ่านแล้วขมวดคิ้ว
นี่มันอะไร! คำหวานเลี่ยนพวกนี้ เขียนได้ยังไง!
อ่านต่อไปยิ่งหน้าบึ้ง งานก็ได้มาจากผู้หญิงคนนั้น แบบนี้ไม่เรียกว่าเกาะกินหรือ?
เขากำลังจะพูด เจียงเจินเจินยื่นจดหมายอีกปึกให้
“นี่คือที่เขาเคยเขียนให้หนู”
เจียงเหอผิงอ่านต่อ
ประสบการณ์เป็นหัวหน้ามาหลายปี เขามองออกทันทีว่าเป็นกลลวงแบบเดียวกัน
ตาเขาเบิกกว้าง สีหน้าเขียวคล้ำ มือที่ถือจดหมายเริ่มสั่น
“นี่มัน…”
เจียงเจินเจินพูดเรียบๆ
“อย่างที่เห็น เขาเข้าหาหนูเพราะโควตาคนงานชาวนาและทหาร และเข้าหาผู้หญิงคนนั้นเพราะงานดี”
เจียงเหอผิงเข้าใจทันที
ถ้าลูกสาวเขาถูกหลอกทั้งความรักและโควตา เขาอาจอยากฆ่าเฉินเซียงจวินด้วยซ้ำ
เขานึกถึงคำพูดที่เพิ่งเกลี้ยกล่อมให้แต่งงาน ก็อยากตบหน้าตัวเอง
เจียงเจินเจินกำลังจะพูด แต่โจวไห่ฮวาจับมือเธอไว้ ส่ายหน้าเบาๆ
แล้วหันไปพูดกับเจียงเหอผิง
“จริงๆแล้วบ้านฉันไม่ได้อยากได้บ้านบรรพบุรุษของเขาตั้งแต่แรก บ้านเราก็มีอยู่ จะเอาบ้านเขามาทำไม? เดิมทีคิดให้เฉินเซียงจวินสละงานแล้วก็จบเรื่อง”
เธอมองลูกสาวอย่างอ่อนโยน
“แต่เจินเจินบอกว่าเธอชอบทะเล อยากออกทะเลกับชาวบ้าน ถ้าเธอมีวาสนากับทะเลจริง ก็อยากใช้วาสนานั้นพาชาวบ้านร่ำรวยด้วยกัน”
เจียงเหอผิงสะเทือนใจ
เขารู้ว่าเจียงเจินเจินเป็นเด็กดี แต่ไม่คิดว่าเธอจะยอมสละงานที่กำลังจะได้เพื่อหมู่บ้าน
นั่นมัน “ชามข้าวเหล็ก” นะ!
มีงานแบบนั้น ก็ไม่ต้องกังวลทั้งชีวิต หาคู่ครองก็ง่าย ไม่ต้องลำบาก
ตรงกันข้าม การออกทะเลอันตรายและเหน็ดเหนื่อย เทียบกับชามข้าวเหล็กแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหว
บทที่ 84: กระดานประกาศ
โจวไห่ฮวาพูดอย่างระมัดระวังมาก เธอไม่อาจบอกได้ตรงๆว่าลูกสาวอยู่เกาะพระจันทร์เพราะไม่ชอบทำงานในเมือง เธอหวังให้ชาวบ้านมองเห็นความตั้งใจของลูก และช่วยเหลือกันในอนาคต
เธอเม้มปากแล้วกล่าวต่อ
“แต่ฉันกับเจินเจินไม่อยากเห็นครอบครัวเฉินอยู่ในหมู่บ้านอีก ตระกูลเฉินไม่ใช่คนเกาะเรา พวกเขาย้ายมาเมื่อสามสิบปีก่อน ตอนนี้เฉินเซียงจวินมีงานแล้ว ก็ให้เขาพาครอบครัวขึ้นฝั่งไปเถอะ”
เจียงเหอผิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ตระกูลเฉินเป็นผู้อพยพจริงๆ ตอนประเทศเพิ่งก่อตั้ง ปู่ของเฉินเซียงจวินพาพ่อของเขาล่องเรือมาที่เกาะพระจันทร์ เดิมทีผู้ใหญ่บ้านไม่อยากรับไว้ แต่วันแรกที่ขึ้นเกาะ ปู่เฉินช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งในหมู่บ้าน ทุกคนเห็นว่าเป็นคนดีจึงยอมให้อยู่
สามสิบปีผ่านไปไวเหมือนพริบตา ชาวบ้านคุ้นเคยจนลืมไปแล้วว่าตระกูลเฉินเป็นคนนอก
พอโจวไห่ฮวาพูดขึ้น เขาจึงเพิ่งตระหนัก—ใช่ เฉินเซียงจวินไม่ใช่คนเกาะโดยกำเนิด
คนนอกมารังแกคนในหมู่บ้าน เขาในฐานะหัวหน้ากองย่อมต้องตัดสินให้คนของตน
ก็แค่บ้านบรรพบุรุษ อีกอย่างพื้นที่นั้นเดิมทีก็หมู่บ้านให้ยืมอยู่ ตอนนี้ก็เพียงเรียกคืน
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เขาตัดสินคนเดียวได้
“ฉันเข้าใจข้อเรียกร้องของพวกเธอแล้ว” เจียงเหอผิงกล่าว
“ฉันจะกลับไปประชุมกองก่อน ไม่ต้องห่วง ฉันจะพยายามให้คำตอบที่น่าพอใจ”
ก่อนจากไป เขาถาม
“ฉันขอเอาจดหมายพวกนี้ไปได้ไหม?”
เจียงเจินเจินพยักหน้า
“เอาไปได้ทั้งหมดเลยค่ะ”
…….
หลังส่งเขาออกไป โจวไห่ฮวาถอนหายใจแรง ฝ่ามือชุ่มเหงื่อ เธอหันมาถามลูก
“น่าจะสำเร็จใช่ไหม?”
เจียงเจินเจินมองแม่อย่างมั่นใจ ยิ้มบาง
“สำเร็จค่ะ”
……
เจียงเหอผิงลงมือรวดเร็ว คืนนั้นเรียกประชุมคณะกรรมการกอง
คำพูดของเขาเอนเอียงไปทางเจียงเจินเจินอย่างชัดเจน และย้ำว่าเธอยอมสละงานชามข้าวเหล็ก อยู่เกาะเพื่อออกทะเลร่วมกับทุกคน ตั้งใจพาหมู่บ้านร่ำรวยไปด้วยกัน
คณะกรรมการได้ยินแล้ว ยังจะรออะไร ต่างลงคะแนนเห็นชอบเป็นเอกฉันท์
รุ่งเช้า จดหมายสิบฉบับถูกติดไว้บนกระดานประกาศหน้าที่ทำการกอง ชื่อผู้เขียนและผู้รับเขียนชัดเจน
การรู้หนังสือบนเกาะพัฒนาดีในช่วงไม่กี่ปี ยกเว้นผู้เฒ่ามากๆ คนอื่นอ่านออกเขียนได้
ครั้งนี้ทั้งเกาะแทบระเบิด ตัวหนังสือสองฝั่งเหมือนกันทุกประการ แปลว่าผู้เขียนคือเฉินเซียงจวินคนเดียว ปฏิเสธไม่ได้
อ่านเนื้อหาแล้ว ยิ่งเทียบสองฝั่ง ภาพชายที่เหยียบผู้หญิงเพื่อไต่เต้าก็ชัดเจนขึ้นทันที
เมื่อก่อนทุกคนชมเขาว่าหน้าตาดี มีการศึกษา อนาคตไกล แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไป
บนเกาะพระจันทร์ ผู้ชายออกทะเลเลี้ยงครอบครัวกันมาตลอด แนวคิดคือหัวหน้าครอบครัวต้องรับผิดชอบบ้าน
พฤติกรรมของเฉินเซียงจวินนับว่าอัปยศ ใต้กระดานประกาศ ผู้คนเริ่มซุบซิบ
“ไม่คิดว่าเฉินเซียงจวินจะเป็นคนแบบนี้”
“ไม่คิดอะไรล่ะ ดูท่าทางเขาเหมือนพวกปัญญาชนที่เคยมาลงชนบทไหม? ตอนแรกก็ดูดี แต่พอให้กลับเมือง มีใครบ้างที่ไม่ทิ้งเมียลูก?”
“จริงด้วย!”
“พวกนักเรียนนั่นใจดำ ไม่สู้ชาวประมงอย่างเรา”
“แต่เฉินเซียงจวินก็เกิดบนเกาะเราไม่ใช่หรือ?”
“ตระกูลเฉินเป็นคนนอก ลืมแล้วหรือ เพิ่งย้ายมาเมื่อสามสิบปีก่อน!”
“อ้อ จริงสิ!”
พูดถึงเฉินเซียงจวินแล้ว ก็หันมาพูดถึงเจียงเจินเจิน
“ใครติดจดหมายพวกนี้?”
“จะใครได้ ก็ต้องเป็นเจียงเจินเจิน”
“แล้วเธอได้จดหมายของผู้หญิงอีกคนมาจากไหน?”
“เธอไปตงซื่อเมื่อไม่นานมานี้ คงไปสืบจนได้มา”
“เฮ้อ โหดจริงๆ แบบนี้ครอบครัวเฉินจะอยู่บนเกาะได้อย่างไร?”
เหอฮวาที่อยู่ข้างๆหัวเราะเยาะ
“จะโทษก็โทษเฉินเซียงจวินเอง ลุงชิงเอาชีวิตแลกโควตาคนงานชาวนาและทหาร เขายังกล้าโกง ถ้าเขามีสำนึกสักนิด ควรดีกับเจินเจินทั้งชีวิต แต่เขาไม่ใช่แค่หลอกคนเดียว ยังหลอกอีกคน ถ้าเป็นพวกคุณ อาจโหดกว่าเจินเจินด้วยซ้ำ”
เธอหยุด แล้วพูดต่อ
“จำได้ไหม ตอนบ้านคุณหายไข่สองฟอง คุณยังด่ายืนหน้าบ้านสองวัน แช่งคนอื่นให้ตายด้วยซ้ำ นั่นแค่ไข่สองฟอง แต่ที่เจินเจินเสียไปคือโควตาที่พ่อเธอเอาชีวิตแลก!”
คนที่พูดเมื่อครู่หน้าแดง ไม่กล้าพูดต่อ
เหอฮวาเป็นที่รักของคนในหมู่บ้าน พอเธอพูด หลายคนก็เริ่มเห็นใจเจียงเจินเจิน
แม้บางคนคิดว่าเด็กสาวเอาจดหมายรักมาติดมันดูไม่งาม แต่ก็ไม่กล้าพูด
ขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน
“ฉันเป็นคนติดจดหมาย”
ทุกคนหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงเหอผิง ต่างตาโต เงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นอีกครั้ง โชคดีที่ยังไม่ดังเกินไป
เจียงเหอผิงกล่าวต่อ
“คืนนี้กองจะประชุม ฉันจะอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียด หวังว่าทุกคนจะมาร่วม เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่าทีของพวกเราทุกคน”
ฝูงชนระเบิดเสียงอีกครั้ง—เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับบ้านฉันด้วย?
บทที่ 85: ย่า
ชาวบ้านที่มุงดูต่างยิงคำถามใส่เจียงเหอผิงไม่หยุด แต่เขาเคร่งครัดมาก บอกเพียงว่ารอประชุมคืนนี้แล้วจะรู้ จากนั้นก็หันหลังกลับไปที่ทำการกอง
หลังซุบซิบกันอยู่พักหนึ่งใต้กระดานประกาศ ผู้คนก็แยกย้าย
พวกที่ชอบดูเรื่องสนุกแบ่งเป็นสองสาย กลุ่มหนึ่งไปบ้านเจียงเจินเจินเพื่อสืบข่าว อีกกลุ่มไปบ้านหลี่อ้ายฟางเพื่อดูความเคลื่อนไหว
ก่อนติดจดหมายรัก เจียงเหอผิงได้ปรึกษากับเจียงเจินเจินแล้ว ดังนั้นเช้าตรู่ เธอจึงพาโจวไห่ฮวากับเด็กสองคนหลบไปอยู่บ้านคุณยาย
อย่างที่เคยกล่าวไว้ โจวไห่ฮวาเป็นคนแผ่นดินใหญ่ บ้านเดิมของเธอไม่ใช่เกาะ ไม่ใช่หมู่บ้านประมงริมฝั่ง แต่ลึกเข้าไป เป็นอำเภอเล็กๆ
แม้คุณยายของเจียงเจินเจินจะเป็นคนเมือง แต่ชีวิตครอบครัวกลับลำบาก คนเฒ่าคนแก่มีงานทำเพียงคนเดียว ในบ้านมีลูกชายพิการหนึ่งคน สะใภ้ก็พิการ ทั้งครอบครัวต้องพึ่งรายได้ของคุณตาเพียงลำพัง
ดังนั้นชาติที่แล้ว หลังโจวไห่ฮวาเสียชีวิต เจียงเจินเจินจึงไม่เคยคิดพาลูกสองคนมาพึ่งพาคุณยาย
เมื่อเห็นลูกสาวและหลานๆ คุณยายดีใจมาก มือหนึ่งจับโจวไห่ฮวา อีกมือจับเจียงเจินเจิน
“ทำไมมาวันนี้ล่ะ ทำไมไม่ส่งโทรเลขมาก่อน จะได้เตรียมตัว… โอ๊ย ทำไมเอาของมาตั้งเยอะ!”
เจียงเจินเจินนำอาหารทะเลมามากมาย ทั้งปูหัวเสือ กุ้งเอวลาย ปลาเก๋า ปลาเรดซีคอย ปลาอินทรี
เธอยิ้ม
“คุณยาย หนูจับได้จากทะเลเช้านี้ ไม่เสียเงินค่ะ”
คุณยายบ่น
“ไม่ต้องเอามาเยอะขนาดนี้ก็ได้ อากาศร้อน เดี๋ยวก็เสีย” แต่ใบหน้ากลับยิ้มสดใส
เจียงเจินเจินโบกมือ
“ไม่เยอะค่ะ ให้ป้าแบ่งไปบ้านแม่ของป้า แล้วก็แบ่งเพื่อนบ้านอีกหน่อยก็หมดแล้ว”
คุณยายพยักหน้ารัว
“ดีๆ”
เข้าบ้านแล้ว เจียงเจินเจินมองไปรอบๆ
“คุณยาย ลุงกับป้าอยู่ไหนคะ?”
บ้านของคุณยายเป็นห้องเล็กๆในตึกแถว มีสองห้อง ประตูห้องนอนเปิดอยู่ มองแวบเดียวก็เห็นว่าโจวไห่เซิงกับหงเซี่ยไม่อยู่
ขาของโจวไห่เซิงไม่ดี หงเซี่ยก็เป็นใบ้ ทั้งคู่ไม่มีงานทำ ปกติอยู่บ้านตลอด
คุณยายตอบ
“ไปโรงพยาบาล”
โจวไห่ฮวาตกใจ
“ใครป่วย?”
“น้องชายเจ้า ช่วงนี้ปวดขามาก เลยไปตรวจ”
คุณยายหยิบมะม่วงสองลูกออกมา มีจุดดำขึ้นแล้ว เห็นชัดว่าเก็บไว้นานแต่ไม่ยอมกิน
“มา ชุนเฟิง ชุนเจียว กินมะม่วง”
เด็กสองคนเชื่อฟัง ไม่รับทันที แต่มองแม่กับป้าก่อน
โจวไห่ฮวาอยากปฏิเสธให้แม่เก็บไว้กินเอง แต่เจียงเจินเจินยื่นมือรับ
“คุณยาย เดี๋ยวหนูหั่นแบ่งกินกัน”
ถ้าไม่กินก็เสียเปล่า
เธอไปหยิบมีดกับชาม หั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ เอามาวางบนโต๊ะ ไม่นานมะม่วงก็หมด
เจียงเจินเจินล้างมีดกับชามในครัวสาธารณะของตึก เพราะบ้านยุคนี้ไม่มีครัวในตัว ต้องใช้ครัวรวม ห้องน้ำรวม
ขณะกำลังจะเปิดประตูเข้า เธอกลับหยุดชะงัก
“ไห่ฮวา สามปีแล้วตั้งแต่ชิงโย่วจากไป เจ้าเคยคิดไหมว่าจะทำอย่างไรต่อ?”
เสียงคุณยายดังมา โจวไห่ฮวาตอบเรียบๆ
“ก็อยู่ไปอย่างนี้”
“จะอยู่แบบนี้ได้อย่างไร วันหน้าเจินเจินแต่งงาน เจ้าจะเลี้ยงชุนเฟิงกับชุนเจียวคนเดียวหรือ? เด็กครึ่งคนก็ทำให้จนแล้ว เจ้าไหวหรือ?”
โจวไห่ฮวาเสียงแข็ง
“ทำไมจะไม่ไหว? แม่หมายความว่าอย่างไร จะให้ฉันส่งเด็กไปหรือ?”
เจียงเจินเจินที่ยืนฟังหน้าประตู กำหมัดแน่น
“ไม่ใช่แบบนั้น” คุณยายไอเบาๆก่อนพูดต่ออย่างลำบาก
“แม่หมายถึง… เจ้าคิดจะหาคนใหม่ไหม?”
เจียงเจินเจินชะงัก ที่แท้หมายถึงเรื่องนี้
เธอโล่งใจเล็กน้อย พร้อมกับคิดว่า แม้แม่จะสี่สิบกว่าแล้ว แต่ผิวพรรณดี ดูเหมือนวัยสามสิบต้นๆ ถ้าจะหาคู่ใหม่ เงื่อนไขดีๆก็น่าจะหาได้
เธอเป็นคนที่เคยตายแล้วเกิดใหม่ แม้ตัวเองไม่คิดหาคู่ แต่ถ้าแม่ต้องการ ตราบใดที่คนคนนั้นมีคุณธรรม ไม่รังเกียจเด็กสองคน และฐานะพอใช้ได้ เธอก็จะสนับสนุน
โจวไห่ฮวาไอแรงหลายครั้ง
“แม่พูดอะไร อายุฉันเท่าไรแล้ว จะหาอะไรอีก?”
“แม่รู้ว่าเจ้ากับชิงโย่วรักกันดี แต่เจ้าต้องคิดถึงอนาคต แม่อยู่กับเจ้าได้ตลอดหรือ? เด็กจะอยู่กับเจ้าตลอดหรือ? ชิงโย่วก็คงอยากให้เจ้ามีคนดูแล”
“แม่ หยุดพูด ฉันไม่หา”
“ไห่ฮวา คิดอีกที…”
“บอกว่าไม่หา!”
เห็นว่ากำลังจะทะเลาะ เจียงเจินเจินรีบเปิดประตูเข้าไป
สองคนในห้องหันมาพร้อมกัน สีหน้าอึดอัด
โจวไห่ฮวาหน้าแดง
“เจ้า… มาตั้งแต่เมื่อไร?”
เจียงเจินเจินทำหน้าใสซื่อ
“เพิ่งมาเองค่ะ มีอะไรหรือ?”
เธอยิ้มสดใส
“แม่ ยาย พูดเรื่องอะไรคะ? หนูได้ยินแม่บอกว่าไม่หา หาอะไร?”
โจวไห่ฮวาถอนหายใจโล่ง แต่คำถามลูกทำให้สะดุด
คุณยายรีบพูด
“ยายให้แม่เจ้าหางานทำ แต่แม่เจ้าไม่ยอม บอกว่าต้องเลี้ยงเด็ก”
โจวไห่ฮวารีบพยักหน้า
“ใช่ๆ ก็เรื่องนั้นแหละ”
เจียงเจินเจินแอบยิ้ม แม่เธอปฏิกิริยาช้ากว่ายาย ความประหม่าเขียนอยู่บนหน้า ยังต้องฝึกอีกเยอะเรื่องโกหก
บทที่ 86: ประชุมหมู่บ้าน
“คุณยาย ที่บ้านไม่ต้องให้แม่ไปทำงานหาเงินหรอกค่ะ หนูต่างหาก!” เจียงเจินเจินตบอกตัวเองเบาๆ แล้วมองไปรอบๆ
“แล้วชุนเฟิงกับชุนเจียวล่ะ ทำไมไม่เห็นสองคนนั้น?”
“ไปอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ห้องด้านหลัง” คุณยายยิ้ม “ลูกพี่ลูกน้องของเธอซื้อมาจากไหนก็ไม่รู้”
“พี่เขาเรียนเป็นยังไงบ้างคะ? ได้ยินว่าจะสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว?”
“ใช่แล้ว ม.สามแล้ว จะสอบเดือนกรกฎาคม! เรียนเก่งนะ เพิ่งสอบทดลองครั้งแรกได้ที่หนึ่งของห้อง!” พอพูดถึงหลานชาย คุณยายยิ้มจนเห็นฟัน
เจียงเจินเจินก็ดีใจแทน เธอรู้ดีว่าเพราะพ่อแม่ของลูกพี่ลูกน้องพิการ เด็กคนนี้จึงรู้ความตั้งแต่เล็ก ตั้งใจเรียน ภายหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้อันดับหนึ่งทั้งรุ่น ได้ทุนเต็มจำนวนไปเรียนต่อต่างประเทศ
คุณยายชมหลานเสร็จแล้วก็ถอนใจ
“แต่เรียนหนักเหลือเกิน ออกเจ็ดโมงเช้า กลับสามทุ่มทุกวัน”
โจวไห่ฮวาปลอบ
“ลำบากวันนี้ สบายวันหน้า…”
คุณยายพยักหน้า
“ใช่ๆ ก็แบบนั้น”
…….
ขณะเจียงเจินเจินกำลังสนุกอยู่บ้านคุณยาย ที่หมู่บ้านเจียง กลุ่มชาวบ้านที่ไปบ้านเธอไม่พบตัว ต่างพากันไปบ้านหลี่อ้ายฟางเพื่อดูความวุ่นวาย
“อ้ายฟาง ลูกชายเธอนี่เก่งนะ มีทั้งสะใภ้ในหมู่บ้าน ทั้งในโรงเรียน!”
สีหน้าหลี่อ้ายฟางวูบไหว เห็นชัดว่าเธอรู้เรื่องลูกชาย
คนตาดีแค่นิดเดียวก็เดาออก จึงเยาะเย้ย
“เมื่อก่อนเธอชอบพูดว่าเจินเจินไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ที่แท้ดูถูกเขาไว้ก่อนแล้วไปหาคนที่ดีกว่า!”
“ใช่ เจินเจินก็ไม่ได้แย่อย่างที่ว่า สูงใหญ่หน่อยแล้วไง? เธอกตัญญู ทำงานเก่ง ยังเป็นฮีโร่ของหมู่บ้าน!”
“แถมยังขี่วาฬเพชฌฆาตได้ด้วย ถ้าเป็นสะใภ้บ้านฉัน ฉันจะเอาใจทุกวัน!”
หลี่อ้ายฟางไม่ยอมรับ
“พูดอะไรไร้สาระ ใครบอกว่าลูกฉันมีอีกคน? เขารอเรียนจบแล้วแต่งกับเจียงเจินเจินต่างหาก!”
เสียงหัวเราะดังลั่นลานบ้าน
“ดื้อด้านทำไม จดหมายรักที่ลูกเธอเขียนถึงผู้หญิงคนอื่นติดอยู่บนกระดานประกาศแล้ว!”
หลี่อ้ายฟางตาเบิก—อะไรนะ?
“ไม่เชื่อก็ไปดูเอง!”
เธอวิ่งไปที่ทำการกองทันที
เมื่อเห็นจดหมายสิบฉบับชัดๆ เธอฉีกกระชากอย่างบ้าคลั่ง กัดฟันแน่น ราวกับอยากฆ่าเจียงเจินเจิน
คนข้างล่างเตือน
“ฉีกไปก็เปล่าประโยชน์ คนทั้งหมู่บ้านอ่านแล้ว!”
“ลูกเธอจีบเจินเจินเพราะโควตาคนงานชาวนาและทหารใช่ไหม?”
“แน่สิ ไม่เห็นหรือว่าไปหลอกงานโรงไฟฟ้าจากลูกสาวผู้อำนวยการโรงไฟฟ้า คำหวานในจดหมายยังคล้ายกันเลย ‘ตั้งแต่วินาทีที่มองไม่เห็นเธอ ฉันก็เริ่มคิดถึง…’ อี๋—”
“เฉินเซียงจวินนี่ไม่ใช่คนเลย หลอกความรู้สึกคนอื่นเพื่ออนาคตตัวเอง อ้ายฟาง เธอสอนลูกแบบนี้หรือ?”
สายตาของคนรอบข้างเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยและดูแคลน หลี่อ้ายฟางโกรธจัด
“พวกแกอิจฉาที่ลูกฉันมีอนาคตดี! จดหมายนั่นปลอมหมด!”
พูดจบก็วิ่งกลับบ้าน ปิดประตูดังปัง
ในบ้าน เธอด่าเจียงเจินเจินด้วยคำหยาบคายสกปรกสารพัด
…….
บ่ายสี่โมง เจียงเจินเจินกลับถึงเกาะพระจันทร์
ข่าวการนอกใจของเฉินเซียงจวินแพร่ไปทั่วหมู่บ้านแล้ว ผ่านการถกเถียงหลายรอบ ท่าทีของคนส่วนใหญ่เริ่มชัดเจน
ระหว่างทางกลับบ้าน หลายคนเข้ามาทัก แม้จะมาด้วยใจอยากดูเรื่องสนุก แต่ส่วนมากแสดงความเห็นใจ
บางคนปลอบว่าไม่มีเฉินเซียงจวินก็มีคนดีกว่า บางคนถามว่าแล้วโควตาจะทำอย่างไร จะยกให้เขาฟรีๆหรือ
เธอตอบเหมือนกันหมด
“รอประชุมคืนนี้ค่ะ”
ทำกับข้าวเสร็จ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมฆถูกย้อมสีทอง สะท้อนผิวน้ำทะเลระยิบระยับ
ท่ามกลางภาพ.งดงามนั้น ชาวบ้านเจียงทยอยออกจากบ้าน หิ้วม้านั่งตัวเล็ก มุ่งหน้าที่ทำการกอง
หน้าที่ทำการมีลานกว้าง ใช้ประชุมเป็นประจำ แต่ละครัวเรือนส่งตัวแทนหนึ่งคนมานั่งตรงกลาง บางครั้งต้องยกมือโหวต
คนอื่นๆนั่งล้อมดู วันนี้คึกคักกว่าปกติ
ไม่นาน ลานก็แน่นขนัด
หัวหน้ากอง เลขานุการ ผู้อำนวยการฝ่ายสตรี เหรัญญิก ต่างยกโต๊ะเก้าอี้ออกมาตั้งบนเวทีเล็ก
ยุคนี้ประชุมหมู่บ้านไม่ใช้เครื่องขยายเสียง อาศัยตะโกน
คนแรกที่พูดคือเจียงเหอผิง เขามองไปรอบๆ
“มากันครบหรือยัง?”
คนด้านล่างมองหากันเอง แล้วมีเสียงตะโกน
“บ้านเฉินซินหนงไม่มา!” —เฉินซินหนงคือพ่อของเฉินเซียงจวิน
“บ้านชิงโย่วก็ยังไม่มา!”
เจียงเหอผิงถามอีก
“มีใครอีกไหม?”
รอสักพักไม่มีเสียงตอบ เขาพยักหน้า
“ดี ก่อนพวกเขาจะมา ฉันจะพูดก่อน”
ลานเงียบลงทันที เจียงเหอผิงกระแอม จิบน้ำหนึ่งคำ แล้วกล่าว
“เรื่องเป็นแบบนี้ พวกคุณอ่านจดหมายของเฉินเซียงจวินบนกระดานประกาศแล้ว จดหมายพวกนั้นฉันได้มาจากเจียงเจินเจิน…”
บทที่ 87: ยกมือโหวต
สิ่งที่เจียงเหอผิงพูดกับคณะกรรมการก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขาก็นำมาพูดต่อหน้าชาวบ้านในลานกว้างอีกครั้ง
และด้วยศิลปะแห่งถ้อยคำ เขาเน้นย้ำความน่ารังเกียจของเฉินเซียงจวิน และความน่าสงสารของเจียงเจินเจิน ปลุกเร้าความโกรธของทุกคนต่อเฉินเซียงจวิน และความเห็นใจที่มีต่อเจียงเจินเจิน
ท้ายที่สุดเขากล่าวว่า
“ตอนนี้เจินเจินคือความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน ความหมายของกองคือ คนต่างถิ่นจะมารังแกคนของเราไม่ได้เด็ดขาด”
คำว่า “คนต่างถิ่น” แน่นอนว่าหมายถึงตระกูลเฉิน
ชาวบ้านด้านล่างเริ่มซุบซิบ แต่โดยรวมต่างเห็นด้วยกับคำพูดของเจียงเหอผิง
เขาสังเกตปฏิกิริยาทุกคนอยู่ตลอด แล้วพูดต่อ
“เพราะเจินเจินมีวาสนากับทะเล ฉันจึงเชิญเธอขึ้นเรือออกทะเลร่วมกับทุกคน เธอยินดีสละค่าชดเชยงาน และจะออกเรือไปกับหมู่บ้าน—แต่ไม่ได้หมายความว่าตระกูลเฉินไม่ต้องรับผิดชอบ แม่ของเจินเจินไม่อยากเห็นครอบครัวเฉินอยู่บนเกาะอีก ดังนั้นวันนี้เราจึงมารวมตัวกัน โหวตตัดสินว่าจะให้ตระกูลเฉินอยู่ต่อหรือไม่”
กลายเป็นว่าจะขับครอบครัวเฉินออกจากเกาะพระจันทร์!
เสียงฮือฮาดังลั่น บางคนใจดี คิดว่าแม้ตระกูลเฉินจะทำเกินไป แต่คงไม่ถึงขั้นไล่ออกจากเกาะ
อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป เฉินเซียงจวินก็ทำให้เกาะพระจันทร์เสียหน้าในฐานะผู้ชาย พวกเขาไม่อยากข้องเกี่ยวด้วย
บางคนมองผลประโยชน์เป็นหลัก ขอแค่เจียงเจินเจินยอมอยู่บนเกาะ ออกทะเลร่วมกัน พวกเขาก็ยืนข้างเธอ
หลังอภิปรายราวสิบนาที เลขานุการกองลุกขึ้นพูด
“เมื่อสามสิบปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ เราเคยลงคะแนนว่าจะยอมให้ครอบครัวเฉินอยู่บนเกาะหรือไม่ วันนี้ครอบครัวเฉินทำผิดต่อคนตระกูลเจียงของเรา ดังนั้นเราก็จะลงคะแนนอีกครั้งว่าจะให้พวกเขาออกจากเกาะพระจันทร์หรือไม่”
….….
ที่บ้าน โจวไห่ฮวาเดินวนไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“เจินเจิน แม่รู้สึกใจไม่ดีเลย ถ้าชาวบ้านไม่เห็นด้วยล่ะ?”
เจียงเจินเจินเด็ดมะเขือเทศจากสวนหลังบ้าน ตอบอย่างมั่นใจ
“ไม่หรอก คนในหมู่บ้านเรามักช่วยคนของตัวเอง เฉินเซียงจวินเดิมก็เป็นคนนอก อีกอย่างบ้านเขาไม่มีญาติเลยบนเกาะ”
พูดไปแล้วก็น่าแปลก ทั้งที่คบกันมานาน เธอไม่เคยได้ยินเฉินเซียงจวินพูดถึงญาติคนอื่น ราวกับตัดขาดหมดแล้ว
โจวไห่ฮวายังไม่สบายใจ
“แต่พ่อของเขาเป็นคนดีมาตลอด พ่อเธอเคยชมว่าใจกว้าง ซื่อสัตย์”
ถ้าไม่ใช่เพราะคิดว่าพ่อแม่เขาดี ตอนนั้นเธอคงไม่ยอมให้ลูกสาวคบง่ายๆ
เจียงเจินเจินหัวเราะเยาะ
“ตอนแรกเฉินเซียงจวินก็ ‘กตัญญู ใจดี ขยัน มีอนาคต’ ไม่ใช่หรือ? สุดท้ายก็แค่แสร้งทำเพื่อเอาโควตา แม่คิดว่าคนที่กินข้าวหม้อเดียวกันจะต่างกันแค่ไหน?”
โจวไห่ฮวาถามอย่างไม่เข้าใจ
“คนจะฝืนธรรมชาติ แสร้งทำได้เป็นสิบปีจริงหรือ?”
“ใครจะรู้” เจียงเจินเจินยักไหล่
“ไม่ว่าเขาเป็นคนแบบไหน เขาก็ไม่ใช่คนเกาะเรา แม่อย่าลืม เงื่อนไขที่หนูยอมขึ้นเรือคือครอบครัวเฉินต้องออกจากเกาะ เกือบทุกบ้านมีคนออกทะเล แม่คิดว่าเขาจะเลือกหนูหรือเลือกเฉินเซียงจวิน?”
โจวไห่ฮวานิ่งเงียบ
เจียงเจินเจินล้างมะเขือเทศที่บ่อน้ำแรงดัน แล้วกัดคำหนึ่ง รสเปรี้ยวหวานแตกกระจายเต็มปาก กลิ่นหอมชัดเจน
มะเขือเทศยุคนี้อร่อยกว่าหลายสิบปีต่อมา ที่หลังๆ ชุ่มน้ำแต่จืดชืด
เธอมองไปทางลานหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าประชุมถึงไหนแล้ว
เธอ.อดนึกถึงชาติที่แล้วไม่ได้ หลังเฉินเซียงจวินบอกเลิก ผู้หญิงในหมู่บ้านต่างพากันเหยียดหยามเธอ ล้อเลียนรูปร่าง หน้าตาล้อแม่ของเธอ เด็กๆก็รุมรังแกชุนเฟิงกับชุนเจียว
เธอกับลูกสองคนเหมือนถูกทั้งเกาะรังแก สุดท้ายทนไม่ไหว ต้องพาลูกจากไป
วันนี้เหมือนกรรมหมุนเวียน ถึงคราวเฉินเซียงจวินรับผลแล้ว
…….
ใต้เวที เจียงเหอผิงมองดูมือที่ยกขึ้นทีละข้าง หัวใจที่ลอยค้างค่อยๆวางลง
ราวสองในสามของผู้คนยกมือ เห็นชอบให้ขับตระกูลเฉินออกจากเกาะพระจันทร์
หลี่อ้ายฟางกับเฉินซินหนงมาถึงก่อนโหวต ตอนแรกหลี่อ้ายฟางยังมั่นใจ คิดว่าแค่โควตา อย่างมากก็จ่ายเงินชดเชย
ไม่คิดว่าคนทั้งหมู่บ้านจะยกมือให้พวกเขาออกจากเกาะ!
เมื่อเห็นแขนมากมายยกขึ้นพร้อมกัน หลี่อ้ายฟางแทบเสียสติ
เธอชี้หน้าคนใกล้สุด
“เจียงไหลจิน! แกไร้สำนึก ปีที่แล้วลูกฉันยังสอนคณิตให้ลูกแก!”
“แล้วแก เจียงต้าห่าย บ้านแกกินข้าวจากบ้านฉันเท่าไร คืนมาเดี๋ยวนี้!”
เธอพุ่งเข้าไปจะตบตี แต่คนเยอะเกินไป หลายคนรีบเข้ามาห้าม
บางคนที่ไม่ชอบเธออยู่แล้วพูดเหน็บ
“เรื่องไร้สำนึก ใครจะสู้ลูกแก? โควตาที่พ่อเขาเอาชีวิตแลกยังกล้าโกง!”
“ถ้าเมื่อก่อนหมู่บ้านไม่รับครอบครัวแกไว้ ไม่รู้จะเป็นยังไง!”
“ยังกล้าพูดว่าคนอื่นกินข้าวบ้านแก บ้านช่องที่ดินก็หมู่บ้านแบ่งให้ คิดว่าข้าวสารพวกนั้นมาจากไหน?”
เสียงตำหนิดังระงม หลี่อ้ายฟางเถียงไม่ทัน หน้าแดงก่ำ
วินาทีต่อมา เธอหันไปทางเฉินซินหนง
“ซินหนง พูดอะไรหน่อยสิ!”
บทที่ 88: ลงทะเลอีกครั้ง
เฉินซินหนงพูดเพียงประโยคเดียว
“บ้านพวกเราสร้างเอง ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกคุณจะไล่ก็ไล่ได้”
“ใช่แล้ว!” หลี่อ้ายฟางเชิดคาง “พวกเราไม่ไป แล้วจะทำอะไรได้?!”
การประชุมจบลงท่ามกลางความโกลาหล
แม้หลี่อ้ายฟางกับเฉินซินหนงประกาศกร้าวว่าจะไม่ออกจากเกาะพระจันทร์ แต่เจียงเหอผิงไม่ได้กังวลมากนัก เพราะเขาได้ส่งโทรเลขเรียกเฉินเซียงจวินให้รีบกลับเกาะแล้ว
วันรุ่งขึ้น เฉินเซียงจวินก็มาถึง
เพราะเป็นโทรเลขจากหัวหน้ากองหมู่บ้านเจียง เขาจึงให้ความสำคัญมาก แต่ยังไม่รู้สาเหตุที่ถูกเรียก
ทันทีที่ขึ้นเรือถึงเกาะ เขาก็รู้สึกผิดปกติ
ปกติคนในหมู่บ้านเห็นเขาจะทักทายอย่าง.อบอุ่น แต่วันนี้แทบทุกคนหลบสายตาแล้วกระซิบกระซาบ
ลางร้ายผุดขึ้นในใจ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่เจียงเจินเจินมาหาเขาที่โรงเรียน แล้วจดหมายรักที่เขาเขียนถึงหยางเสวี่ยเหมยหายไปหมด เขาเคยสงสัยว่าเธอขโมยไป
ตอนนี้ ปฏิกิริยาของชาวบ้านทำให้เขามั่นใจเกินครึ่ง หัวใจเฉินเซียงจวินหนักอึ้ง
เขาเดินกลับบ้านอย่างเชื่องช้า ปกติบ้านไม่ล็อกตอนกลางวัน แต่วันนี้ประตูปิดแน่นผิดปกติ
เขาเคาะ
“แม่ อยู่ไหม? ผมเอง”
ประตูเปิดอย่างรวดเร็ว หลี่อ้ายฟางลากเขาเข้าไปทันที
“ทำไมกลับมา?!”
ชาวบ้านที่แอบมองอยู่รอบๆ ได้ยินเพียงประโยคนี้ ก่อนประตูจะปิดดังปัง หลายคนทำหน้าผิดหวังที่ไม่ได้ดูต่อ
อีกด้านหนึ่ง มีคนรีบวิ่งไปแจ้งข่าวที่ทำการกอง
เจียงเหอผิงรู้ข่าวแล้ว จึงส่งหนุ่มคล่องแคล่วคนหนึ่งไปเชิญเฉินเซียงจวินมา
ตอนหนุ่มคนนั้นไปถึง หลี่อ้ายฟางได้เล่าเรื่องสองวันที่ผ่านมาให้ลูกชายฟังหมดแล้ว
ได้ยินว่าหัวหน้ากองอยากคุยลำพัง เฉินเซียงจวินตอบตกลงทันที
“เซียงจวิน!” หลี่อ้ายฟางคว้าแขนลูก “จะไปไหน อย่าไป!”
เฉินเซียงจวินแค่นเสียง
“ผมอยากฟังว่าหัวหน้ากองจะพูดอะไร”
เขาเดินหน้าดำคร่ำเครียดเข้าไปที่ทำการกอง
ทันทีที่เข้าไป ก่อนเจียงเหอผิงจะพูด เขาก็พูดประชดก่อน
“ลุงเหอผิง ตำแหน่งใหญ่จริงๆ สังคมตอนนี้ปกครองด้วยกฎหมาย จะอยู่หรือไปไม่ใช่เรื่องที่ลุงตัดสินได้”
หนุ่มที่พามาเห็นบรรยากาศไม่เหมาะ จึงถอยออกไป
เจียงเหอผิงไม่โกรธ เพียงพยักหน้า
“พูดถูก ไม่ใช่ฉันตัดสิน”
เขาจัดประชุมก็เพื่อกันเจียงเจินเจินออกจากแนวหน้า หากคนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็ไม่มีใครกล่าวว่าเธอใจร้ายเกินไป
เขาพูดต่อ
“แต่เซียงจวิน บนโลกนี้ไม่มีเรื่องที่ได้ทั้งสองทาง สิ่งที่เธอทำกับเจียงเจินเจินต้องมีราคาที่ต้องจ่าย ถ้าไม่ย้ายออกจากเกาะ ก็ต้องชดเชยด้วยบ้าน หรือไม่ก็สละงานที่จะได้ไปให้เจียงเจินเจิน”
เขาเสริมอย่างเย็นชา
“อย่าคิดว่าฉันขู่ เจียงเจินเจินเคยช่วยนายทหารคนหนึ่ง เขามอบธง ‘กล้าหาญเพื่อความยุติธรรม’ ให้เธอ ถ้าเธอถือธงนั้นไปพร้อมจดหมายรักสองฉบับ ไปโวยวายที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน เธอคิดว่าผู้บริหารจะเข้าข้างใคร?”
สีหน้าเฉินเซียงจวินซับซ้อน เจียงเหอผิงมองชายหนุ่มที่ดิ้นรนไต่เต้า แล้วถามช้าๆ
“เธอจะเลือกงาน ใช่ไหม?”
เฉินเซียงจวินหน้าเขียว แต่ไม่ปฏิเสธ
ใช่ เขาไล่จีบหยางเสวี่ยเหมยก็เพื่อได้งานโรงไฟฟ้า
สวัสดิการดี เงินเดือนสูง อีกทั้งเธอเป็นลูกสาวผู้อำนวยการ เส้นทางเลื่อนตำแหน่งในอนาคตย่อมสะดวก
ถ้าเสียงานนี้ไป ทุกอย่างก็พัง
เขาเอ่ยชื่อเจียงเจินเจิน น้ำเสียงไม่มีความรู้สึกผิด มีแต่ความรังเกียจ
“เธอต้องการแค่บ้าน?”
“และครอบครัวเธอต้องออกจากเกาะ”
“แค่นั้น?”
“แค่นั้น”
ในใจเฉินเซียงจวินแอบดูแคลน คิดว่าเจียงเจินเจินสายตาสั้น เพียงแค่บ้าน
บ้านบนเกาะเก่าๆ เทียบกับบ้านจัดสรรในเมืองในอนาคตไม่ได้เลย
คิดได้ดังนั้น เขาจึงโล่งใจ
“ตกลง ให้บ้านเธอ แต่จดหมายที่เธอขโมยจากคู่หมั้นปัจจุบันของผม ต้องคืนหมด”
เจียงเหอผิงพยักหน้า
“ฉันจะไปบอกเธอ”
…….
แต่ตอนนี้ เจียงเจินเจินไม่อยู่บ้าน เธอขี่วาฬเพชฌฆาตออกทะเลอีกแล้ว
เพราะอีกไม่กี่วันอาจต้องออกเรือกับชาวบ้าน และสองเดือนข้างหน้าอาจไม่มีเวลาว่าง เธอจึงตั้งใจไปซื้อของที่หลี่หลินต้องการที่ซิงกั่งก่อน
ระหว่างทางผ่านถ้ำสีน้ำเงินที่เธอ “เลี้ยง” หอยผีเสื้อขาวไว้ เธอแวะดู
ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ แต่เธอรู้สึกว่าหอยผีเสื้อขาวดูสวยกว่าครั้งก่อน มาแล้วก็ไม่กลับมือเปล่า
เธอเก็บมาสิบตัวใส่ในมิติ พอขึ้นฝั่งค่อยแกะเล่น เหมือนเปิดกล่องสุ่ม เต็มไปด้วยความลุ้นและน่าติดใจ เก็บเสร็จเธอกำลังจะไป
จู่ๆ มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างเรียวยาวโผล่พรวดขึ้นมา
ครั้งก่อนเธอเคยเห็นงูทะเลที่นี่ จึงรีบว่ายหนี แต่ยิ่งคิดยิ่งแปลก
งูทะเลสีสันสดใส คล้ายงูบก แต่สิ่งที่เห็นเมื่อครู่ลำตัวสีเทา ทรงกระบอก หางแบน ไม่ใช่งูทะเล—
แต่เป็นปลาไหลมอเรย์สองตัว!
บทที่ 89: จับปลาไหลมอเรย์
ปลาไหลมอเรย์มักอาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลที่เป็นโคลนทรายหรือแนวหินใต้น้ำ ลึกประมาณหลายสิบเมตร
เจียงเจินเจินมองสภาพแวดล้อมรอบตัว พื้นทะเลมีทั้งโคลนทรายและแนวหินเต็มไปหมด ไม่น่าแปลกใจที่มีปลาไหลมอเรย์
ปลาไหลชนิดนี้เป็นของดี รสชาติคล้ายหมูสามชั้น มันแต่นุ่ม ไม่เลี่ยน มีความหวานเฉพาะตัวของอาหารทะเล จะตากแห้ง ย่าง หรือนึ่งก็อร่อย
เพราะผลผลิตมีไม่มาก อุปสงค์มากกว่าอุปทาน ราคาจึงสูง
ในตำรับยาจีนยังใช้เป็นยาบำรุงปอด เสริมพลัง ขับลม กระตุ้นเส้นลมปราณ และถอนพิษ ใช้รักษาอาการบวม เจ็บ แผลเลือดออก และตาบอดกลางคืน
คิดถึงร่างกายอ่อนแอของโจวไห่ฮวา เจียงเจินเจินหยิบตาข่ายเล็กออกจากมิติ แล้วค่อยๆว่ายเข้าใกล้ปลาไหลมอเรย์สองตัว
แม้มันจะดุและว่ายเร็ว แต่กระบวนการจับกลับราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ
การเข้าใกล้ของเธอไม่ทำให้มันตื่นตกใจ จากนั้นเธอใช้มิติเก็บปลาไหลเข้าไปเพื่อคงความสด
สองตัวดูจะน้อยไป กินสองวันก็หมด เธอจึงหยิบไม้ยาวออกจากมิติ คนทรายโคลนก้นทะเล ไล่ปลาไหลที่ซ่อนอยู่ให้โผล่ออกมา มืออีกข้างถือสวิง รอครอบทันทีที่เห็นตัว
วิธีอาจหยาบ แต่ได้ผลดี เธอจับได้รวดเดียวห้าตัว พอใจแล้วจึงหยุด
น้ำทะเลขุ่นมัวจากการคนทราย เธอรีบว่ายออกห่าง เรียกวาฬเพชฌฆาต แล้วมุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อ
…….
ขึ้นฝั่งจุดเดิมที่เคยมา แน่ใจว่าไม่มีคน เธอถอดเสื้อผ้าเปียก เปลี่ยนเป็นชุดสะอาดจากมิติ
เมื่อมาซิงกั่ง ก็ต้องแต่งตัวให้เข้ากับเมือง
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว แขนกว้าง ปลายแขนแคบ ดีไซน์ทันสมัย ใส่แล้วดูไหล่ไม่กว้างเกินไป
จับคู่กับกางเกงยีนส์ขาบานสีน้ำเงิน รองเท้าส้นสูงหัวแหลมสีขาว เก็บชายเสื้อเข้าในกางเกง คาดเข็มขัดสีดำ
ด้วยส่วนสูงของเธอ ขาดูยาวขึ้นมาก ดูเท่และเฉียบ
เธอรวบผมเสยไปด้านหลัง จากสาวบ้านนอกกลายเป็นสาวเมืองนิวพอร์ตในพริบตา
ชาติที่แล้วเธอไม่เคยแต่งตัวแบบนี้ แต่เพราะเคยเห็นแฟชั่นหลายสิบปีข้างหน้า สายตาจึงพอมีอยู่บ้าง
เธอหยิบลิปสติกที่ซื้อไว้ตอนซื้อสกินแคร์ให้แม่ ทาปากเบาๆ
สีแดงทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นทันที ของเล็กๆกลับเปลี่ยนภาพลักษณ์ได้มาก
เธอมองตัวเองในกระจก
ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครชมว่าสวย จึงมักคิดว่าตัวเองหน้าตาไม่ดี
แต่ตอนนี้…ก็ดูไม่เลวนี่?
…….
ก่อนเข้าเมือง เธอนั่งบนก้อนหินใหญ่ หยิบมีดกับหอยผีเสื้อขาวออกมา เปิด “กล่องสุ่ม” ด้วยอารมณ์ดี
หอยพวกนี้มีน้ำมาก ต้องระวังไม่ให้กระเด็นใส่เสื้อผ้า
เธอแอบเสียดาย น่าจะเปิดก่อนเปลี่ยนชุดใหม่
แต่ไม่นานเธอก็ลืมเรื่องนั้น เพราะในสิบตัว มีไข่มุกทรงกลมสมบูรณ์สองเม็ด!
ครั้งก่อนเปิดกว่าห้าสิบตัว ยังได้เพียงเม็ดเดียว
วันนี้แค่สิบกลับได้สอง แถมไข่มุกอื่นๆก็ดีกว่าครั้งก่อน หนึ่งเม็ดทรงหยดน้ำสมบูรณ์ ยาวราวสามเซนติเมตร ผิวเรียบเงา ไม่มีตำหนิ ขายได้ราคาสูงแน่นอน
เธอลูบ “ไข่มุก” บนข้อมือ
คงเป็นเพราะเธอใช้มันหล่อเลี้ยงหอยผีเสื้อขาวกระมัง
รู้ว่าจะได้ผล แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้
เก็บทุกอย่างเข้ามิติ ล้างมือที่ก๊อกน้ำ แล้ววิ่งเหยาะๆเข้าเมืองซิงกั่ง
ระหว่างทางเมื่อยเท้าจากส้นสูง จึงถอดใส่รองเท้าผ้าใบแทน
คราวนี้เธอมั่นใจกว่าครั้งก่อนมาก ไม่ตื่นเต้นกับเมืองใหญ่เท่าเดิม
ผ่านศูนย์การค้าที่คึกคัก เข้าซอยเล็กข้างเมือง
ซอยนี้ยังรกเหมือนเดิม มีของวางเกะกะ ฝนเพิ่งตก มีแอ่งน้ำเล็กๆ เธอเหยียบเข้าโดยไม่ทันระวัง น้ำกระเซ็นใส่กางเกง ทำให้เธอขมวดคิ้ว
ก้มลงถูคราบโคลน แต่ไม่ออก จึงยอมแพ้ เดินไปโรงรับจำนำที่เคยมาขายไข่มุก
ชายชราเคราขาวอยู่หลังเคาน์เตอร์ ก้มหน้าคำนวณ ไม่เงยแม้ได้ยินเสียงคนเข้า
เขาคือคนที่รับซื้อไข่มุกครั้งก่อน อาเซียงเคยเรียกว่า “พี่ซานเซิง”
เจียงเจินเจินเดินไปที่เคาน์เตอร์
“เถ้าแก่ซานเซิง”
ชายเคราขาวคำนวณเสร็จจึงเงยหน้า มองเธอครู่หนึ่ง จำไม่ได้ จนเธอพูดว่า
“ฉันมาขายไข่มุกค่ะ”
เขาชะงัก มองหน้าเธออีกครั้ง แล้วหัวเราะ
“อ้อ เด็กสาวขายไข่มุกทะเล!”
เขายิ้ม
“วันนี้เปลี่ยนไปมาก สายตาผู้เฒ่าไม่ดี เกือบจำไม่ได้”
“คงเพราะเปลี่ยนชุดค่ะ”
เขาพยักหน้า ชมอย่างจริงใจ
“แต่งตัวหน่อยก็ดูสวยแล้ว หนูยังสาว ควรแต่งตัวบ่อยๆ”
เจียงเจินเจินเขินเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่คนแปลกหน้าชมว่าเธอสวยอย่างจริงใจ
ไม่นับกู้เผยกับเกาอวิ๋น—
คนหนึ่งมองเธอเป็นที่รัก อีกคนมองเธอเป็นฮีโร่
แต่ครั้งนี้ เป็นคำชมธรรมดาธรรมดา จากคนนอกจริงๆ
บทที่ 90: บัตรประจำตัว
เจียงเจินเจินกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า
“วันนี้ฉันมาขายไข่มุกอีกค่ะ”
ชายเคราขาวถาม
“ยังเป็นไข่มุกธรรมชาติอยู่หรือ?”
“ใช่ค่ะ”
เจียงเจินเจินเตรียมถุงกำมะหยี่สีดำใบเล็กมาโดยเฉพาะ ยกเว้นไข่มุกกลมสมบูรณ์สามเม็ดกับไข่มุกทรงหยดน้ำหนึ่งเม็ดที่เธอเก็บไว้ ที่เหลือทั้งหมดใส่ไว้ในถุงนั้น น้ำหนักไม่น้อยเลยทีเดียว
เธอวางถุงกำมะหยี่บนเคาน์เตอร์ ส่งสัญญาณให้ชายเคราขาวตรวจดู
เมื่อเขารับถุงไป ความหนักที่วางลงบนฝ่ามือทำให้รูม่านตาขยายเล็กน้อย เผยแววประหลาดใจ
เขาเปิดเชือกรูดของถุงกำมะหยี่สีดำ ภายในมีไข่มุกจำนวนมากจริงๆ พื้นกำมะหยี่สีดำขับประกายผิวไข่มุกให้เด่นชัด งดงามจับตา
เดิมทีเขาคิดจะเทลงบนฝ่ามือ แต่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหยิบถาดกำมะหยี่สีดำจากใต้เคาน์เตอร์ออกมา สีแบบนี้เหมาะกับเครื่องประดับที่สุด
เขาเทไข่มุกลงบนถาดอย่างระมัดระวัง ในหัวผุดประโยคหนึ่งขึ้นมา—
“ไข่มุกใหญ่เล็กหล่นลงบนจานหยก”
ไข่มุกทะเลธรรมชาติถือว่างดงามที่สุดในบรรดาไข่มุกทั้งหมด ยิ่งมีมากมายเช่นนี้วางบนกำมะหยี่ดำ ก็ยิ่งเปล่งประกาย
แม้บางเม็ดจะมีตำหนิ แต่ตำหนิเหล่านั้นกลับทำให้มันดูเป็นธรรมชาติ งดงามแบบไม่ปรุงแต่ง
หลังชื่นชมอยู่ครู่หนึ่ง เขาหยิบแว่นขยายมาตรวจสอบทีละเม็ด รวมสิบห้าเม็ด
ใช้เวลาประมาณห้านาทีจึงยืนยันได้ว่าไม่มีปัญหา
“จะขายทั้งหมดให้ผมหรือ?”
เจียงเจินเจินพยักหน้า
“เสนอราคามาได้เลยค่ะ”
ครั้งก่อนเธอขายสี่เม็ดที่คุณภาพไม่ดีนัก ได้เงินจำนวนหนึ่ง ครั้งนี้สิบห้าเม็ด เธอเองก็ประเมินไว้ในใจราวแปดพันหยวน
ชายเคราขาวลูบเครา คิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“ขนาดและคุณภาพต่างกัน ผมจะไม่คิดแบบเหมารวม ราคาคือ…”
ราคาที่เขาเสนอสูงกว่าที่เธอประเมินไว้
เจียงเจินเจินไม่มีอะไรให้ต่อรอง จึงพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว
ชายเคราขาวพอใจในความตรงไปตรงมาของเธอ
“ยังรับเงินสดเหมือนครั้งก่อนหรือ?”
เธอพยักหน้า เขาจึงเรียกลูกจ้างในร้านให้ไปถอนเงินสดจากธนาคาร
จากนั้นเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ ถือกาน้ำชาและถ้วยชา เชิญเธอนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
เขารินชาให้
“นี่คือชาดำจากอินเดีย ลองชิมดู”
เจียงเจินเจินจิบหนึ่งคำ เธอไม่รู้เรื่องชามากนัก แต่รสเข้มข้นดี
“อร่อยค่ะ”
ชายเคราขาวส่ายหน้า
“ยังไม่เท่าชาจากแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้ดื่มมาหลายปีแล้ว” น้ำเสียงแฝงความคิดถึง
เจียงเจินเจินได้ยินดังนั้น ใจขยับเล็กน้อย บางทีครั้งหน้าเธออาจเอาชาจากตงซื่อมาฝากเขา
ชายเคราขาวถามต่อ
“ทำไมรับแต่เงินสด ไม่โอนเงิน? ไข่มุกพวกนี้มีปัญหาที่มาไหม?”
“ไม่มีเลยค่ะ” เธอโบกมือเร็วๆ
“ครอบครัวฉันเป็นชาวประมง หอยผีเสื้อขาวจับเอง เปิดเอง ไข่มุกก็ออกมาจากนั้น”
เขาพยักหน้า
“โชคดีมาก ไข่มุกในหอยธรรมชาติหายาก”
แล้วถามต่อ
“ถ้าไม่มีปัญหา ทำไมไม่โอนเงิน? เงินจำนวนมากถือไปมาอันตราย ซิงกั่งเดี๋ยวนี้ความปลอดภัยไม่ดีนัก”
เจียงเจินเจินมั่นใจ ของในมิติไม่มีทางหาย
แต่เธอก็อธิบายว่า
“จริงๆ ฉันมาจากแผ่นดินใหญ่ ยังไม่มีบัญชีธนาคารค่ะ”
เธอสังเกตสีหน้าเขา ชายเคราขาวไม่ได้ดูถูกแม้แต่น้อย
“คนซิงกั่งเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็มาจากแผ่นดินใหญ่ ต่างกันแค่มาเร็วหรือมาช้า”
เธอยิ้ม
“ใช่ค่ะ”
เขาเสนอ
“ในเมื่อมาแล้ว รีบไปทำบัตรประชาชนซิงกั่ง จะได้เปิดบัญชีธนาคาร”
เธอชะงัก
“ฉันทำบัตรซิงกั่งได้หรือ?”
เขาพยักหน้า
“ได้ ซิงกั่งใช้ ‘นโยบายกำแพง’ แค่เข้ามาถึงเขตเมืองเกาลูนได้ ก็ไปสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทำบัตรได้ หลายปีมานี้คนแผ่นดินใหญ่ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเผิงเฉิงมามาก ทุกวันมีคิวแน่น”
เธอรู้เรื่องนโยบายนี้
แม่น้ำกั้นระหว่างเผิงเฉิงกับซิงกั่ง ฝั่งหนึ่งยากจน อีกฝั่งรุ่งเรือง ผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงว่ายน้ำข้ามมา บางคนถึงขั้นฝึกว่ายน้ำทุกวันเพื่อหนีข้ามฝั่ง
เธอจำได้เลือนๆ ว่านโยบายนี้ถูกยกเลิกปี 1980 ตอนนี้น่าจะเดือนพฤษภาคม อาจถูกยกเลิกครึ่งปีหลัง แต่โอกาสอยู่ตรงหน้า ต้องคว้าไว้
เธออาจต้องไปกลับระหว่างซิงกั่งกับแผ่นดินใหญ่อีกนาน การมีบัตรจะสะดวกมาก
เธอถามที่อยู่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชายเคราขาวบอกที่ตั้ง แล้วเตือน
“ควรให้คนท้องถิ่นไปด้วย บางทีเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติ ถ้ามีคนซิงกั่งไปด้วยจะง่ายกว่า”
เจียงเจินเจินคิดครู่หนึ่ง
“งั้นฉันจะไปหาอาเซียง ให้เขาไปด้วยค่ะ”
ชายเคราขาวพยักหน้า
“วันนี้ยังเป็นวันทำการ รีบไปทำบัตรแล้วค่อยไปเปิดบัญชี รอให้เสร็จค่อยมาซื้อขายไข่มุกก็ได้”
เจียงเจินเจินส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร วันนี้ยังรับเงินสดค่ะ เดี๋ยวต้องไปห้างซื้อของ ใช้เงินสดสะดวกกว่า”
จบตอน
Post a Comment
0 Comments