NV001 ep71-80
บทที่ 71: ตลาดมืด
“นาฬิกาพวกนี้ของคุณ——” ชายหนุ่มมองเจียงเจินเจินอย่างระแวดระวัง “ได้มาจากที่ไหน?”
เจียงเจินเจินยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ก็มาจากที่ที่คุณกำลังคิดอยู่นั่นแหละ”
ชายหนุ่มซึ่งมีชื่อว่าหลี่หลิน หรี่ตาลง
“คุณเอามาได้ยังไง?”
“ฉันก็มีช่องทางของฉันเอง”
หลี่หลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก้มตาครุ่นคิด หญิงตรงหน้าหยิบนาฬิกาดิจิทัลออกมามากมายขนาดนี้ แค่ต้องการระบายของจริงหรือ? อีกทั้งเธอเพิ่งใช้คำว่า “ช่องทาง” คำนี้มักเกี่ยวข้องกับคำว่า “ช่องทางจัดซื้อ” หรือ “ช่องทางจัดจำหน่าย”
คำพูดถัดมาของเจียงเจินเจินยืนยันการคาดเดาของเขา
“ถึงฉันจะมีช่องทางนำเข้า แต่ไม่มีช่องทางขาย ดังนั้นคุณสนใจจะร่วมมือกับฉันไหม?”
พูดตามตรง หลี่หลินใจสั่น เขาเป็นเพียงพนักงานชั่วคราวในร้าน เงินเดือนเดือนละยี่สิบกว่าหยวน แม้ช่วงนี้มีการปฏิรูประบบค่าจ้าง ได้ค่าคอมมิชชันบ้าง แต่ก็น้อยจนเขาไม่พอใจ
ครอบครัวเขาไม่ได้ยากจน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย หลังแต่งงานให้พี่ชายก็แทบไม่เหลือเงินสำหรับเขา เขาไม่อยากใช้ชีวิตแบบขี้เหนียวอีกแล้ว เขาอยากรวย
โอกาสที่เจียงเจินเจินนำมาให้ เขาอยากคว้าไว้ แต่ก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่แน่ใจว่าเธอเป็นคู่ค้าที่ไว้ใจได้หรือไม่
“คุณส่งของให้ฉันได้ทุกเดือนหรือ?”
หัวใจเธอเต้นแรงด้วยความดีใจ
“ได้สิ” เธอคิดแล้วเสริม “คุณยังเลือกแบบได้ด้วย อยากได้แบบไหน ฉันจัดหาให้ได้”
“แล้วนาฬิกาแบรนด์ต่างประเทศล่ะ?”
เธอหรี่ตาเล็กน้อย นาฬิกาดิจิทัลยังพอไหว ราคาถูก ต่อให้เอามาเยอะก็ไม่เท่าไร แต่แบรนด์ต่างประเทศ ถ้าขายจำนวนมาก นั่นคือการลักลอบนำเข้า ผิดกฎหมาย
ถึงจะบอกว่าความมั่งคั่งต้องเสี่ยง แต่เธอไม่คิดจะเสี่ยงชีวิต
“ฉันไม่ทำแบรนด์ดัง” น้ำเสียงเธอหนักแน่น แล้วคิดก่อนเสริม “แต่ถ้าคุณต้องการ ฉันช่วยหาให้ได้หนึ่งหรือสองเรือน มากกว่านั้นไม่ได้”
ถ้าปริมาณน้อยคงไม่มีปัญหา มิฉะนั้นธุรกิจหิ้วของคงไม่เฟื่องฟูในชาติที่แล้ว
คำตอบนี้ทำให้หลี่หลินสบายใจ เขากลัวว่าเธอจะเป็นคนไร้ขีดจำกัด
เขายื่นมือออกมา
“งั้นร่วมมือกันให้ราบรื่น”
เธอยิ้ม จับมือเขาแน่น
“ร่วมมือกันให้ราบรื่น!”
จากนั้นหลี่หลินลางาน ทั้งสองไปคุยรายละเอียดกันในที่เงียบๆ มีสองรูปแบบ
หนึ่ง เธอเอาของมาฝากขาย เขาขายแล้วแบ่งกำไรตามสัดส่วน
สอง เธอขายขาดให้เขา เขาจะขายได้เท่าไรก็เป็นของเขา
เธอเลือกแบบที่สอง เพราะง่ายและยุติธรรมกว่า เธอไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาขายได้ราคาเท่าไร หากเขาพูดเท่าไรก็เท่านั้น เธออาจถูกเอาเปรียบ
ทั้งสองต่อรองกันทั้งบ่าย จนตกลงราคานาฬิกาแต่ละแบบได้
แต่หลี่หลินไม่มีเงินมากพอ จึงนัดกันอีกวัน “เงินพร้อม ของพร้อม”
เธอคิดว่าเรื่องจะราบรื่น แต่วันรุ่งขึ้น เขามาโดยไม่มีเงิน
“ขอโทษ เงินก้อนนี้ใหญ่เกินไป ฉันยังรวบรวมไม่ทัน” เขาพูดอย่างเก้อเขิน
อารมณ์เธอหม่นลงเหมือนท้องฟ้าที่เริ่มครึ้ม
“แต่คุณวางใจ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ฉันเอามาแน่นอน!” เขารีบอธิบาย ครอบครัวไม่สนับสนุน พี่ชายยังทะเลาะกับเขา เขาต้องไปยืมเพื่อน และเพื่อนก็ต้องไปยืมญาติอีกทอดหนึ่ง จึงรวบรวมเงินไม่ทัน
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง
“คุณอยากร่วมมือกับฉันจริงไหม?”
“แน่นอน!” เขารีบอธิบายและสาบานว่าจะเอาเงินมาให้พรุ่งนี้
เธอถอนใจเบาๆ
“ไม่ต้องรีบ ค่อยๆรวบรวม ฉันพักอยู่ที่เกสต์เฮาส์ใกล้วิทยาลัยตงซื่อ พอเงินพร้อมก็มาหาฉัน”
เขายิ้มอย่างซาบซึ้ง
ก่อนแยกจากกัน เธอเรียกเขาไว้
“ใช่แล้ว คุณรู้ไหมว่าที่ไหนแลกเงินตราต่างประเทศได้?”
หลังปี 1979 ที่จีนและสหรัฐฟื้นฟูความสัมพันธ์ สถานกงสุลสหรัฐในตงซื่อก็เปิดทำการ ถนนหน้ากงสุลเต็มไปด้วยคนยื่นขอวีซ่า
ส่วนเธอมุ่งหน้าไปถนนด้านหลัง ถนนสองเลน มีต้นไทรเรียงสองข้าง กิ่งก้านสานกันร่มครึ้ม พอเข้าฤดูร้อน ที่นี่คือที่หลบแดดชั้นดี
ที่นี่คือ “ถนนตลาดมืด” อันเลื่องชื่อ
หลังการปฏิรูปเปิดประเทศ ผู้คนเห็นช่องว่างทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกับประเทศพัฒนาแล้ว หลายคนใฝ่ฝันจะย้ายถิ่น
การเดินทางออกนอกประเทศต้องแลกเงิน แต่รัฐจำกัดจำนวน จึงเกิดตลาดแลกเปลี่ยนเถื่อนขึ้น
เธอมีเงินดอลลาร์ฮ่องกงอยู่ในมิติพิเศษ จึงมาดูว่าจะแปลงเป็นเงินหยวนได้หรือไม่ หากความร่วมมือกับหลี่หลินล้มเหลว อย่างน้อยเธอก็ยังมีเงินทุนสำรอง
บทที่ 72: แลกเปลี่ยนเงินตรา
ครั้งแรกที่เจียงเจินเจินมาถึงที่นี่ เธอเดินไปพลางสังเกตไปพลาง ถนนสายนี้ดูเผินๆก็ไม่ต่างจากที่อื่น ผู้คนต่างเร่งรีบ แต่หากมองดีๆจะเห็นบางคนยืนชิดกันอย่างลับๆ มือขยับไปมา เห็นชัดว่าเป็นการทำธุรกรรม
ขณะที่เธอกำลังจะหาคนสอบถาม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทางขวา
“สหาย มายืนวนเวียนอะไรแถวนี้?”
เธอหันไปเห็นชายคนหนึ่ง สูงพอๆกับเธอ ทรงผมสกินเฮด ใบหน้าธรรมดา รูปร่างผอม เขายักไหล่ มองซ้ายขวาท่าทางลับๆล่อๆ
เธอกลอกตา
“มาแลกเงิน”
ดวงตาเขาเป็นประกาย มองรอบๆให้แน่ใจว่าไม่มีใครน่าสงสัย แล้วลดเสียงถาม
“จะแลกอะไร ดอลลาร์สหรัฐหรือ?”
“ดอลลาร์ฮ่องกง” เธอถามกลับ “คุณมีไหม?”
“มีสิ ทำไมจะไม่มี!”
นอกจากดอลลาร์สหรัฐแล้ว เมืองตงซื่อคือที่ที่มีการแลกดอลลาร์ฮ่องกงมากที่สุด เพราะใกล้ซินก่าง ภาษาและวิถีชีวิตคล้ายกัน หลายคนในมณฑลตะวันออกพยายามลักลอบไปซินก่าง
“วันนี้เรทเท่าไร?”
เขาเหลือบมองเธอ
“ฮ่องกงดอลลาร์ หนึ่งต่อหนึ่งจุดห้า”
“แพงขนาดนี้?” เธอไม่รู้เรทจริง เพียงรู้สึกว่าเขาคงบวกกำไรแน่
เขาพ่นลมหายใจ
“ช่วงนี้ตรวจเข้ม ราคานี้ถูกแล้ว ลดไม่ได้!”
เธอถามลองเชิง
“แพงกว่าธนาคารเยอะเลยนะ?”
เขาแค่นหัวเราะ
“งั้นก็ไปแลกธนาคารสิ?”
เธอเงียบ
เขาพูดต่อ
“ธนาคารถูกกว่า หนึ่งต่อหนึ่งจุดสองห้า แต่ถ้าไปแลกได้ คุณจะมาที่นี่ทำไม?”
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเรทธนาคารคือ 1ดอลลาร์ฮ่องกง = 1.25หยวน
เธอกระพริบตาแล้วถาม
“แล้วคุณเอาดอลลาร์ฮ่องกงมาจากไหน?”
เขาระแวงทันที
“จะแลกก็แลก ไม่แลกก็ไป อย่าขวางทางทำมาหากิน!”
“ฉันมีดอลลาร์ฮ่องกง คุณรับไหม? ให้เรทธนาคารก็พอ”
สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที ลากเธอไปมุมลับๆ
“คุณมีเท่าไร?”
เธอคิดครู่หนึ่ง เดิมขายไข่มุกได้เงิน 7,000หยวน ใช้จ่ายไปหลายพัน ตอนนี้เหลือกว่าสองพัน
“หนึ่งพัน”
“เอา!” กำไรทันทีสองร้อยกว่าหยวน
เธอหยิบเงินจากกระเป๋า (จากมิติพิเศษ) ส่งให้
เขานับเงินหยวนส่งคืนให้เธอ
ธนบัตรปึกหนา เธอใช้มือซ้ายถือ มือขวานับอย่างคล่อง ตรวจจำนวนแล้วตรวจของปลอม
เขาก็ทำเช่นเดียวกัน เมื่อตรวจเสร็จยิ้มกว้าง
“ถ้ามีอีก มาหาฉันได้ ฉันเดินอยู่แถวนี้”
…….
ขณะเดียวกัน ภายในมหาวิทยาลัยตงซื่อ
เกาอวิ๋นพบกู้เผยใต้ตึกภาคบัญชี
“คุณมาทำอะไรที่นี่?”
กู้เผยจริงๆมาสืบเรื่องเฉินเซียงจวิน แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
เกาอวิ๋นฉลาด
“มาดูแฟนของพี่เจินเจินใช่ไหม? ไม่ต้องปฏิเสธ ฉันรู้ว่าคุณชอบเธอ”
กู้เผยแปลกใจ ความรู้สึกเขาชัดขนาดนั้นหรือ?
เธอยิ้ม
“สายตาคนชอบกันปิดไม่มิดหรอก… แล้วฉันก็สนับสนุนคุณ”
เขาเลิกคิ้ว
สีหน้าเธอเย็นลง
“เพราะเฉินเซียงจวินไม่ใช่คนดี”
เธอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด
เมื่อกู้เผยได้ยินว่าเฉินเซียงจวิน คบเจียงเจินเจินหลังเธอได้โควตาวิทยาลัยกรรมกรชาวนา สีหน้าเขาแข็งกร้าว
พอได้ยินเรื่องปลาหมึกเค็มที่เฉินเซียงจวินรังเกียจ ใบหน้าเขายิ่งมืดครึ้ม
“พี่เจินเจินก็รู้ว่าเขาไม่เหมาะ แต่เลิกก่อนมันเสียเปรียบ เลยให้ฉันช่วยสืบ เธอสงสัยว่าเขามีผู้หญิงอื่นในมหาวิทยาลัย”
กู้เผยแค่นเสียงเย็น
“แน่นอนเลิกก่อนไม่ได้ จะปล่อยให้ไอ้สารเลวนั่นได้กำไรจากโควตาหรือ?”
“เจออะไรไหม?”
เกาอวิ๋นส่ายหน้า
“สองวันนี้ฉันตามดู เขาปกติ ไปโรงอาหาร อยู่หอ วันนี้มาห้องอ่านหนังสือ”
“งั้นรีบไปสิ”
กู้เผยก้าวยาวเข้าตึก เกาอวิ๋นรีบตาม
“รู้ไหมว่าเขาเรียนห้องไหน?”
“ไม่รู้ ต้องไล่ดูทีละห้อง”
ตึกมีสี่ชั้น ภาคบัญชีอยู่สองชั้นบน แต่เขาอาจไปห้องรวมชั้นล่าง
ทั้งสองจึงเดินดูทีละห้อง ประตูมีหน้าต่าง กู้เผยสูง แค่เงยหน้าก็มองเห็น แต่ยังไม่เจอเฉินเซียงจวิน
เกาอวิ๋นตัวเตี้ย ต้องแง้มประตูเล็กน้อยแล้วชะโงกดูทีละห้องอย่างระมัดระวัง
บทที่ 73: จดหมายรัก
ทั้งสองคนโชคดี เพียงค้นหาไปสามห้องเรียนก็เจอเข้าอย่างรวดเร็ว และบังเอิญเสียด้วยที่เฉินเซียงจวินไม่ได้อยู่คนเดียว ข้างกายเขามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย
หญิงสาวหน้าตาน่ารัก ผิวขาวสะอาด ถักเปีย ดวงตาโต สวมแว่น เสื้อเชิ้ตติดกระดุมเรียบร้อย
พูดตามตรง เมื่อนั่งคู่กับเฉินเซียงจวินแล้ว ก็ดูเหมาะสมกันมากกว่าเจียงเจินเจินเสียอีก
เกาอวิ๋นขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ เธอรู้สึกว่าต่อให้หน้าตาดีแค่ไหน คนเลวอย่างเฉินเซียงจวินก็ไม่คู่ควรกับผู้หญิงดีๆคนไหนทั้งนั้น
ทั้งสองนั่งแถวหลังติดหน้าต่าง ตอนแรกต่างคนต่างอ่านหนังสือ หญิงสาวดูตั้งใจมากกว่า ส่วนเฉินเซียงจวินกลับเหลือบมองเธออยู่ตลอด สีหน้าไม่ได้มีเจตนาดีอะไร
จู่ๆ เฉินเซียงจวินก็หยิบซองจดหมายออกมาจากหนังสือ ค่อยๆดันไปตรงหน้าหญิงสาว ดันเสร็จก็นั่งตัวตรงทันที ใบหูแดงระเรื่อ ท่าทางเหมือนหนุ่มน้อยเพิ่งเริ่มมีรัก
เกาอวิ๋นรู้สึกขยะแขยงจนอยากอาเจียน พลันคิดขึ้นมาว่า ตอนตามจีบพี่เจินเจิน ไอ้คนเลวคนนี้ใช้มุกเดียวกันหรือเปล่า?
กู้เผยก็คิดเหมือนกัน สีหน้าซับซ้อน ก่อนถามเกาอวิ๋นเบาๆ
“พวกเธอผู้หญิงชอบแบบนี้กันหรือ?”
เกาอวิ๋นรีบโบกมือ
“พี่เจินเจินโดนหลอกครั้งเดียวก็พอแล้ว ต่อไปต้องแพ้มุกแบบนี้แน่นอน คุณอย่าเอาไปใช้เด็ดขาด!”
กู้เผยถอนหายใจโล่ง.อก
“วางใจ ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก”
เขาหน้าหนาได้ แต่แกล้งทำหน้าเขินแดงแบบนั้นไม่ได้ และก็ไม่มีพรสวรรค์เขียนจดหมายรักด้วย
ทั้งสองมองเข้าไปอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หญิงสาวได้รับจดหมาย แค่เห็นซองก็หน้าแดง รีบเก็บซ่อนไว้ในหนังสือ ไม่กล้าเปิดอ่าน
เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่เปิด เฉินเซียงจวินก็เอาไหล่ชนไหล่เธอ ก้มกระซิบข้างหู ทำให้เธอยิ่งหน้าแดง
จากนั้นยังเอื้อมมือไปแตะแก้ม แล้วแตะปลายจมูกเธออย่างสนิทสนม
เกาอวิ๋นทนไม่ไหว ปิดประตูเบาๆ
“กู้เผย ต่อไปทำยังไง?”
กู้เผยสงบกว่า
“เราต้องได้จดหมายรักจากผู้หญิงคนนั้นมา”
ตาเกาอวิ๋นเป็นประกาย
ใช่แล้ว! ถ้าได้จดหมาย ก็พิสูจน์ได้ว่าเฉินเซียงจวินนอกใจ และพี่เจินเจินก็มีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชย—โควตาวิทยาลัยกรรมกรชาวนามีค่ามหาศาล!
“จะเอามายังไง?”
กู้เผยคิดครู่หนึ่ง
“ดูสถานการณ์ก่อน”
ประมาณชั่วโมงครึ่งต่อมา ทั้งสองออกจากห้องเรียน เดินเคียงกัน
ทันใดนั้น ร่างสูงพุ่งเข้าชนไหล่หญิงสาว หนังสือในมือหล่นกระจัดกระจาย
ร่างสูงนั้นคือกู้เผย
เขาก้มลงช่วยเก็บ พร้อมเอ่ยขอโทษ
“ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ”
ขณะขอโทษ เขาจงใจเงยหน้า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายปรากฏต่อหน้าหญิงสาวเต็มตา
หญิงสาวตกตะลึง
กู้เผยฉวยโอกาสหยิบจดหมายออกจากหนังสือแล้วสอดเข้าแขนเสื้อ
เกาอวิ๋นอ้าปากค้าง เธอไม่คิดว่ากู้เผยจะใช้ “แผนบุรุษรูปงาม”!
กู้เผยยืนขึ้น ส่งหนังสือคืน
หญิงสาวหน้าแดง รับไปแล้วพูดเบาๆ
“ไม่เป็นไร”
แต่เฉินเซียงจวินไม่พอใจ
“เดินไม่มีตาหรือไง? ตั้งใจชนแฟนฉันใช่ไหม?”
กู้เผยมองเขาอย่างเย็นชา ท่าทางไร้อารมณ์ยิ่งทำให้แรงกดดันสูงขึ้น ด้วยความสูงที่เหนือกว่า เมื่อก้มมองลงมา เฉินเซียงจวินรู้สึกกดดันทันที
เขารู้ว่านี่ไม่ใช่คนที่ควรหาเรื่อง แต่ต่อหน้าผู้หญิงก็ถอยไม่ได้ ได้แต่หงุดหงิดตัวเองที่ปากไว
หญิงสาวดึงแขนเสื้อเขา
“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”
กู้เผยแค่นเสียงเบาๆ แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับ ราวกับเฉินเซียงจวินเป็นเพียงตัวตลก
เฉินเซียงจวินหน้าแดงด้วยความอับอาย อยากตะโกนเรียกไว้แต่ไม่กล้า ได้แต่บ่นกับหญิงสาว
“คนอะไรไม่มีมารยาท เรียนคณะไหน ชั้นปีไหน?”
กู้เผยกลับเข้าตึก เกาอวิ๋นรีบออกมาจากที่ซ่อน ยกนิ้วโป้งให้
“เก่งจริงๆ” แล้วล้อ “ชำนาญกลศึกบุรุษรูปงามนะ”
กู้เผยยักไหล่
“กลศึกอะไร ฉันไม่รู้”
“อย่าแกล้ง…”
กู้เผยเปิดซองจดหมาย เกาอวิ๋นกลืนคำพูดลงทันที
ลายมือเฉินเซียงจวินสวยทีเดียว ต้นจดหมายเขียนว่า
“รุ่นน้อง เมื่อได้เห็นลายมือก็เหมือนได้พบหน้า แม้เพียงสามวันไม่ได้พบ ความคิดถึงกลับยาวไกลดั่งสายน้ำไม่รู้จบ…”
กระดาษเต็มไปด้วยคำหวานเลี่ยน ลงท้ายด้วยชื่อ “เฉินเซียงจวิน”
เกาอวิ๋นอ่านแวบเดียวก็พอ กลัวตาตัวเองจะบาดเจ็บ
“ไม่รู้เขาคบกันมานานแค่ไหน ดูจากจดหมายแล้วคงไม่ใช่ฉบับแรก” เธอหยุดแล้วพูดต่อ “จดหมายนี้มีค่ามาก พี่เจินเจินน่าจะถอนตัวได้อย่างราบรื่นใช่ไหม?”
กู้เผยพับจดหมาย สีหน้าเย็นชา
“ยังไม่แน่”
“หา?”
“มีแค่ฉบับเดียว ถ้าเขาปฏิเสธว่าไม่ได้เขียนเองล่ะ? บอกว่ามีคนปลอมลายมือ?”
เกาอวิ๋นคิดแล้วรู้สึกว่าเฉินเซียงจวินทำได้จริง
“งั้นทำยังไง?”
กู้เผยยิ้มบาง รอยยิ้มเย็นจัด
“แน่นอนต้องไปเอาจดหมายรักทั้งหมดที่เขาเขียนถึงรุ่นน้องคนนั้นมา”
เกาอวิ๋นสะดุ้ง
“จะ…จะเอามายังไง?”
กู้เผยตอบเรียบๆ
“ไปที่หอพักเธอสิ ฉันเข้าไปไม่ได้ เธอช่วยไปดูหน่อย ถ้าในหอไม่มีคน ก็เรียกฉันเข้าไป”
บทที่ 74: เห็นแก่ประโยชน์
“คะ…คุณจะเข้าไปหอพักผู้หญิงเหรอ?” เกาอวิ๋นกลืนน้ำลาย
กู้เผยถามกลับ “แล้วทำไมจะเข้าไม่ได้?” เขากลัวเพียงว่าเกาอวิ๋นจะไม่กล้ารื้อค้นของคนอื่น
“ไม่ใช่อย่างนั้น” เกาอวิ๋นทำหน้าลำบากใจ “จะเข้าไปยังไง หอผู้หญิงห้ามผู้ชายเข้า”
กู้เผยพูดเรียบๆ “ปีนกำแพง?” ตึกสูงสุดก็แค่ห้าชั้น ความสูงแค่นี้สำหรับเขาไม่ใช่ปัญหา
“ต้องเอาจดหมายทั้งหมดเลยเหรอ?”
“ใช่ ต้องเอาทั้งหมด” กู้เผยตอบ “จะได้รู้ว่าเฉินเซียงจวินเริ่มคบซ้อนตั้งแต่เมื่อไร แล้วถ้ามีจดหมายหลายฉบับ แรงกระแทกย่อมมากกว่าฉบับเดียว”
ในจดหมายมีการพูดถึงเรื่องงานด้วย บางฉบับอาจมีรายละเอียดส่วนตัวมากกว่านี้ หากใช้เป็นหลักฐาน ต่อให้เฉินเซียงจวินปฏิเสธ ก็ไม่มีใครเชื่อ
เรื่องแบบนี้ต้องทำให้เด็ดขาด ห้ามเปิดโอกาสให้เขากลับมาทำร้ายเจียงเจินเจินได้อีก
“งั้นฉันไปเอง” เกาอวิ๋นตัดสินใจ เธอคิดว่าควรให้เธอทำจะดีกว่า ถ้ากู้เผยปีนกำแพงแล้วถูกเห็นเข้า อาจเกิดเรื่องใหญ่
กู้เผยยืนยันหลายครั้งว่าเธอแน่ใจหรือไม่ เมื่อเธอยืนยันหนักแน่น เขาจึงพาเธอไปร้านฮาร์ดแวร์ ซื้อลูกกุญแจแบบเดียวกับหอผู้หญิง แล้วสอนวิธีสะเดาะกุญแจ
กู้เผยเปิดกุญแจได้ในพริบตา เกาอวิ๋นมองด้วยความทึ่ง
“ก่อนเป็นทหาร คุณเคยเป็นโจรหรือเปล่า ทำไมเก่งขนาดนี้!”
“นี่ชมฉันหรือด่ากันแน่?” เขาหัวเราะไม่ออก ก่อนทำหน้าจริงจัง “ตั้งใจเรียนให้ดี สหายเกาอวิ๋น ภารกิจนี้หนักหนา มีแต่สำเร็จ ห้ามล้มเหลว!”
…….
สองวันต่อมา
เจียงเจินเจินรออยู่ที่เกสต์เฮาส์ ในที่สุดหลี่หลินก็รวบรวมเงินมาส่ง ทั้งสองชำระเงินส่งมอบสินค้าเรียบร้อย และนัดวันที่สิบห้าของเดือนหน้าเพื่อทำธุรกรรมรอบถัดไป
วันเดียวกันนั้นเอง เกาอวิ๋นก็หอบจดหมายรักปึกหนามาหาเธอ
เจียงเจินเจินไม่คิดว่าเกาอวิ๋นจะทำได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ และยังนำหลักฐานสำคัญขนาดนี้มาให้
“เอามาได้ยังไง?” เธอมองจดหมายบนเตียง สีหน้าซับซ้อน ลายมือบนซองคุ้นตาเหลือเกิน ครั้งหนึ่งเธอเคยได้รับจดหมายแบบนี้มากมาย
เฉินเซียงจวินมีแต่กลเม็ดจีบสาวอย่างเดียวหรือไร?
“ฉะ…ฉันแอบเข้าไปในหอผู้หญิง แล้ว…ขโมยออกมา” เกาอวิ๋นตอบตะกุกตะกัก
“ขโมย?”
“อืม…”
เจียงเจินเจินคิดว่าเกาอวิ๋นรู้สึกผิดเพราะคำว่าขโมย จึงปลอบ
“ไม่ต้องรู้สึกผิด หลังฉันใช้จดหมายพวกนี้แล้ว ฉันจะเอาจดหมายที่เขาเขียนให้ฉันไปให้ผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนกัน”
“หา?”
“เธอควรได้เห็นว่าเขาเป็นคนแบบไหน” เจียงเจินเจินหัวเราะเบาๆ “ไม่ใช่หรือ?”
เกาอวิ๋นตาเป็นประกาย
“ใช่เลย! ฉันอ่านฉบับหนึ่ง เขาขอบคุณหยางเสวี่ยเหมยที่ช่วยหางานให้ ดูก็รู้ว่าเขาจงใจเข้าใกล้เธอเพราะงาน!”
ยิ่งพูดยิ่งโกรธ
“คนเลวแบบนี้ ทำไมถึงชั่วได้ขนาดนี้!”
“อาจเป็นเพราะพ่อแม่สั่งสอนไม่ดี” เจียงเจินเจินพูดเรียบๆ “หรือไม่ก็เลวโดยสันดาน แค่เก่งแสร้งทำ”
เธอหยิบจดหมายทีละฉบับ เปิดอ่านแล้ววางลง วนไปเรื่อยๆ
เฉินเซียงจวินเริ่มจีบหยางเสวี่ยเหมยปลายปีที่แล้ว ตอนแรกถ้อยคำยังสำรวม ชื่นชมความเก่งของเธอ ต่อมาก็ใส่ใจเรื่องสุขภาพ การเรียน
ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งคู่เริ่มคบกัน เขาเขียนถึงอนาคตร่วมกัน บ้านแบบไหน ลูกกี่คน
จนถึงเดือนก่อน เขาเริ่มบ่นในจดหมายว่าอาจไม่ได้อยู่เมืองเดียวกัน กลัวหางานดีไม่ได้ กลัวเลี้ยงดูเธอไม่ได้ดีพอ
เจียงเจินเจินหัวเราะเย็นๆ
เหมือนตอนเขาเขียนถึงเธอไม่มีผิด—วาดฝันก่อน แล้วค่อยบอกกลัวเรียนไม่ดี เปลืองโควตา
หลังจากนั้น หยางเสวี่ยเหมยก็ช่วยให้พ่อที่เป็นผู้อำนวยการโรงงาน จัดงานให้เขาที่โรงไฟฟ้าตงซื่อ
โรงไฟฟ้า!
หน่วยงานสวัสดิการดีที่สุด เงินเดือนสูง แจกของเทศกาลมากมาย ที่สำคัญแจกบ้านพัก!
“ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาจีบหยางเสวี่ยเหมย” เจียงเจินเจินยื่นจดหมายให้เกาอวิ๋น
เกาอวิ๋นอ่านแล้วพูดไม่ออก
“เขา… เห็นแก่ประโยชน์เกินไป!”
จีบพี่เจินเจินเพื่อโควตา จีบหยางเสวี่ยเหมยเพื่องานดี คนแบบนี้ไม่มีศีลธรรมเลยหรือ? เขาคิดอะไรตอนเขียนคำหวานพวกนั้น? คิดว่าผู้หญิงโง่พอจะหลอกได้ง่ายๆ แล้วภูมิใจในตัวเองหรือ?
แค่คิดก็ขนลุก
“พี่เจินเจิน ถ้าเพราะคุณทำให้เขาพลาดทุกอย่าง เขาจะมาแก้แค้นไหม?” เกาอวิ๋นกังวล คนแบบนี้น่ากลัวจริงๆ
เจียงเจินเจินไม่หวั่น
“ไม่เป็นไร ด้วยจดหมายพวกนี้ ฉันทำให้เขากับครอบครัวอยู่ในหมู่บ้านไม่ได้เลย”
เธอยิ้มบาง
“ถูกขับออกจากหมู่บ้านแล้ว เขาจะมาแก้แค้นฉันยังไง?”
ต้องบอกว่า ในเรื่องนี้ ความคิดของเจียงเจินเจินกับกู้เผยสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด
บทที่ 75: หมู่บ้าน
หลังจากจัดการธุระที่เมืองตงซื่อเรียบร้อยแล้ว เจียงเจินเจินก็กลับบ้าน กลับสู่เกาะพระจันทร์
ขึ้นเกาะแล้ว เธอไม่ได้กลับบ้านทันที แต่ตรงไปที่ชายหาดก่อน
เธอไม่ได้ลงทะเลมานาน รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะแห้งเหี่ยว พอเท้าเหยียบลงบนผืนทรายและถูกน้ำทะเลชะล้าง ความรู้สึกเหมือนได้ “มีชีวิต” อีกครั้งก็ผุดขึ้นมา
เจียงเจินเจินดีใจจนร้องเฮ แล้วพุ่งลงทะเลทันที
วันนี้อากาศดี อุณหภูมิน้ำราวยี่สิบกว่าองศา เย็นเล็กน้อย เธอว่ายน้ำอย่างรวดเร็วออกไปไกล เดิมตั้งใจว่าจะว่ายไปลึกกว่านี้แล้วค่อยดำน้ำ แต่จู่ๆ ครีบหลังสีดำรูปสามเหลี่ยมก็ว่ายตรงมาหาเธอ
ครั้งนี้เธอไม่เข้าใจผิดว่าเป็นฉลามอีกแล้ว เธอร้องด้วยความดีใจ
“จิงจิง!”
เจ้าวาฬเพชฌฆาตตัวน้อยส่งเสียง “อิ๊งอิ๊ง” ตอบกลับ มันตื่นเต้นมาก ไม่ได้เจอเธอหลายวัน ได้แต่ว่ายวนรอบตัวเพื่อแสดงความคิดถึง
ความสุขของมันทำให้เธอหัวเราะตาม เมื่อหัวของมันผ่านข้างตัว เธอก็เอื้อมมือไปลูบหัวมัน
“จิงจิง คิดถึงฉันไหม?”
มันหยุดว่ายแล้วส่งเสียง “อ๊า! อ๊า!”
เธอแนบแก้มกับหัวมันอย่างอ่อนโยน
“ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน!”
แต่จู่ๆมันส่ายหัว หลบหน้าเธอ หันตัวแล้วสะบัดหางใส่น้ำกระเซ็นใส่หน้าเธอ ราวกับงอนว่า ทำไมตั้งนานไม่มาหา!
เธอรีบว่ายไปกอดหัวมันประจบ
“ขอโทษนะ ฉันมาหาแล้วนี่ไง”
เจ้าวาฬเพชฌฆาตตัวน้อยงอนง่ายหายเร็ว สะบัดหางเป็นสัญญาณว่าให้อภัย แถมยังพลิกท้องสีขาวให้เธอลูบเล่น
ไม่นานมันก็ให้เธอขึ้นขี่หลัง แล้วพาเธอพุ่งทะยานไปในทะเล
ดูเหมือนมันจะชอบแสงแดดและลมทะเลวันนี้ จึงว่ายอยู่บนผิวน้ำตลอด หลังจากนั่งขี่สักพัก เจียงเจินเจินก็ลุกขึ้นยืนบนหลังมัน เท้าเปล่าเหยียบผิวลื่นของวาฬ แต่กลับมั่นคงราวกับยืนบนพื้นราบ
เธอกางแขนรักษาสมดุล ใช้มันเหมือนกระดานโต้คลื่น ทะยานไปบนผิวน้ำ
ความเร็วทำให้อะดรีนาลีนพุ่งพล่าน เธอยิ่งเล่นยิ่งสนุก พุ่งชนคลื่น เหยียบยอดคลื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
แต่เธอไม่ทันสังเกตว่าเล่นเพลินจนเข้าใกล้ฝั่งเกินไป เด็กๆกลุ่มหนึ่งที่มาชายหาดมองเห็นภาพเธอกับวาฬชัดเจน
โฉ่วหยวี๋เป็นคนแรกที่เห็น เขานึกว่าตาฝาด กะพริบตาแล้วขยี้อีกครั้ง ภาพคนกับวาฬยังอยู่
“ชุนเฟิง! ชุนเจียว!” เขาชี้ทะเล “นั่นใช่อาของพวกเธอไหม?”
ตอนแรกสองพี่น้องคิดว่าเขาล้อเล่น อาของพวกเขาไปตงซื่อ ยังไม่กลับ จะมาอยู่กลางทะเลได้อย่างไร
แต่เมื่อมองตามไป ดวงตาก็เบิกกว้างทันที
เด็กคนอื่นๆก็หันไปดูเช่นกัน สีหน้าตกตะลึงเหมือนกันหมด
พวกเขาเห็นอะไร?
เจียงเจินเจินขี่วาฬเพชฌฆาตเล่น และวาฬก็เชื่อฟังเธอ ว่ายพุ่ง กระโดด หมุนตัว!
อ๊าาาา! พวกเขาก็อยากเล่นด้วย!
“ใช่ป้าของพวกเธอจริงไหม?”
เด็กๆล้อมถาม
“ใช่ นั่นอาฉัน” เจียงชุนเฟิงเชิด.อก เขามั่นใจสายตาตัวเอง แค่เงาร่างก็จำได้ อีกอย่าง คนที่ขี่วาฬได้ ต้องเป็นอาของเขาเท่านั้น!
เจียงชุนเจียวแม้สายตาไม่ดีเท่า แต่เมื่อพี่ชายยืนยัน เธอก็พยักหน้า
“ใช่ อาของฉัน!”
“พระเจ้า พ่อฉันบอกว่ามีคนขี่วาฬได้แถวนี้ ที่แท้คืออาพวกเธอ! ทำไมอาพวกเธอเก่งขนาดนี้?”
“อาเจินเจินไม่กลัวคลื่นสูง ยังช่วยโฉ่วหยวี๋จากทะเลได้!”
“ได้ยินว่ามีแต่เทพแห่งทะเลควบคุมสัตว์ทะเลได้ อาพวกเธอเป็นธิดาแห่งทะเลหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่ ธิดาทะเลต้องเป็นนางเงือก อาเจินเจินต้องเป็นราชาแห่งทะเล!”
“ผู้ชายเรียกราชา ผู้หญิงต้องเรียกราชินีแห่งทะเล!”
เด็กๆถกเถียงกันคึกคัก ชุนเจียวดึงแขนพี่ชายกระซิบ
“แน่ใจนะว่าเป็นอา?”
“แน่นอน ฉันเห็นชัด” แม้ตอนนี้ทะเลว่างเปล่าแล้ว เขาก็ยังมั่นใจ
“แล้วอารู้การขี่วาฬได้ยังไง?”
ชุนเฟิงเชิดคาง
“อาเก่งจะตาย ขี่วาฬได้ก็ไม่แปลก”
คำพูดเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นแบบไร้เงื่อนไข
ไม่นานเด็กๆก็ลงมติเรียกเธอว่า “ราชินีแห่งทะเล”
“ชุนเฟิง ฉันก็อยากขี่วาฬ บอกอาให้ฉันขี่ได้ไหม?”
คนหนึ่งขอ คนอื่นๆก็ขอตาม
ชุนเจียวรีบปฏิเสธ
“ไม่ได้ นั่นวาฬของอา”
“ทำไมไม่ได้? อาเธอยังไม่ได้ห้ามนี่!”
“ชุนเฟิง อารักเธอมาก ขอหน่อยสิ!”
“ถ้าให้พวกเราขี่ครั้งหนึ่ง พวกเราจะยกให้เธอเป็นหัวหน้า!”
ชุนเฟิงอายุน้อยสุดในกลุ่ม พอได้ยินพี่ๆอายุเยอะกว่ายอมรับเป็นหัวหน้า ใจก็เต้นแรง
ชั่ววูบหนึ่ง เขาพยักหน้าตกลง
“ได้! พออากลับมา ฉันจะขอให้!”
บทที่ 76: ปลอบเด็กๆ
พอเจียงชุนเจียวได้ยินคำพูดของเจียงชุนเฟิง ก็แทบจะโกรธตาย ขณะที่เพื่อนๆกำลังคาดเดาลำดับว่าใครจะได้ขี่วาฬเพชฌฆาตก่อน เธอดึงพี่ชายไปด้านข้างแล้วพูดเสียงแข็งว่า
“นั่นมันวาฬของอานะ!”
เจียงชุนเฟิงเบ้ปาก
“ก็รู้สิ ว่ามันวาฬของอา”
“แล้วทำไมนายถึงไปรับปากแทนอา?!” เจียงชุนเจียวกระทืบเท้าอย่างโมโห ชี้ไปทางเพื่อนๆ “นายก็แค่อยากเป็นหัวหน้าต่อหน้าพวกเขา ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของอาเลย!”
แม้คำพูดของเธอจะถูกต้อง แต่เจียงชุนเฟิงไม่มีวันยอมรับ
“ฉันรับปากแทนอาตรงไหน? ฉันแค่บอกว่าจะไปถามอา!”
“ก็พูดแบบนั้นแหละ แต่ถ้าอาไม่ยอม นายก็ต้องงอแงจนอายอมแน่!”
เจียงชุนเฟิงรีบปฏิเสธ
“ฉัน…ฉันไม่งอแง!”
“งอแง!”
“ไม่งอแง!”
“งอแง งอแง งอแง!”
เจียงชุนเจียวตะโกนแล้ววิ่งหนีไป
เสียงของเธอดังจนเพื่อนๆตกใจ รีบเข้ามาถามเจียงชุนเฟิง
“น้องสาวนายเป็นอะไร?”
เขาส่งเสียงฮึดฮัด
“ไม่ต้องสนใจหรอก ผู้หญิงชอบงอน!”
……..
เจียงชุนเจียววิ่งกลับบ้าน โจวไห่ฮวากำลังซ่อมอวนอยู่ในลานบ้าน เห็นหลานสาววิ่งกลับมาก็ถามตามปกติ
“ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะ พี่ชายล่ะ?”
“เขาไม่ใช่พี่ฉัน!” เธอตะโกน ก่อนจะวิ่งเข้าห้องแล้วปิดประตูดังปัง
เกิดอะไรขึ้นนี่?
โจวไห่ฮวาวางอวน เคาะประตูเบาๆ
“ชุนเจียว เป็นอะไร ทะเลาะกับพี่หรือ? อย่าโกรธเลย ย่ามีลูก.อมให้นะ”
ลูก.อมพวกนั้นเจียงเจินเจินซื้อมา อร่อยมาก แต่ต่อให้อร่อยแค่ไหนก็ปลอบใจเธอไม่ได้
เจียงชุนเจียวซุกตัวในผ้าห่ม ร้องไห้เงียบๆ
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ชายถึงไม่รู้เรื่องเลย เขาลืมคำพูดของเพื่อนบ้านหรือ? หลังพ่อเสีย แม่แท้ๆยังทอดทิ้งพวกเขาไป แล้วถ้าวันหนึ่งอารังเกียจพวกเขาเหมือนกันล่ะ?
เธอไม่อยากเสียอาอีก ไม่อยากให้ครอบครัวแตกสลาย
ยิ่งคิดยิ่งเสียใจ
…….
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เจียงเจินเจินกลับบ้าน
ในมือเธอถือถุงใบหนึ่ง ในนั้นมีเสื้อผ้าและเครื่องบำรุงผิวที่ซื้อจากซิงกั่ง เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะบอกว่าซื้อจากเมืองตงซื่อ—ตอนนี้เมืองกำลังพัฒนา มีของพวกนี้ก็ไม่แปลก
เธอกลับมาด้วยอารมณ์ดี โดยไม่รู้เลยว่าความลับเรื่องขี่วาฬเพชฌฆาตถูกเปิดโปงไปแล้ว และกำลังจะแพร่ไปทั่วหมู่บ้านผ่านปากเด็กๆ
“กลับมาแล้ว!” โจวไห่ฮวารีบลุกมารับ พยายามจะช่วยถือถุง แต่เจียงเจินเจินหลบ
“ไปตั้งหลายวัน ไม่เจอปัญหาอะไรใช่ไหม?”
“ไม่มีค่ะ” เจียงเจินเจินเปิดถุงโชว์เสื้อผ้า
“หนูเดินดูรอบๆเมืองตงซื่อ หาเงินได้นิดหน่อย เลยซื้อเสื้อผ้าใหม่มาให้แม่!”
เธอตะโกนเรียก
“ชุนเฟิง! ชุนเจียว! อากลับมาแล้ว!”
ไม่มีเสียงตอบ
“เด็กสองคนออกไปเล่นอีกแล้วเหรอ?”
โจวไห่ฮวาตอบ
“ชุนเจียวอยู่ในห้อง ทะเลาะกับพี่ชาย วิ่งกลับมา เคาะเรียกก็ไม่เปิด แต่ข้างในเงียบ คงไม่เป็นไร”
โจวไห่ฮวาเห็นเสื้อผ้าแล้วขมวดคิ้ว
“ซื้ออะไรมาอีก หาเงินมาได้ยังไงตั้งเยอะ?”
เจียงเจินเจินหยิบเสื้อคลุมทรงจีนเล็กน้อย กระดุมสองแถว ลายดอกสีเข้มบนพื้นดำ
“ลองใส่ดูสิ แม่ต้องสวยแน่”
โจวไห่ฮวารู้ทันทีว่าราคาไม่ถูก
“ไม่เอา แม่มีเสื้อใส่แล้ว เอาไปคืนเถอะ”
“จะคืนทำไม หนูซื้อให้แม่ ซื้อให้ตัวเอง แล้วก็ซื้อให้เด็กสองคนด้วย!”
เธอล้วงเงินออกมาให้ดู มีธนบัตรใบใหญ่หลายใบ
โจวไห่ฮวาแทบเป็นลม
“ลูก…ไม่ได้ไปทำเรื่องผิดกฎหมายใช่ไหม?”
“ไม่ได้ค่ะ แม่วางใจ”
ขณะช่วยสวมเสื้อให้ เธอพูดปลอบ
“เดี๋ยวนี้ข้างนอกเปลี่ยนเร็วมาก หลายคนเริ่มทำธุรกิจ แม้จะยังไม่ชัดเจนเรื่องกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ถูกตรวจสอบ หนูระวังตัวดี ไม่ทำเรื่องเสี่ยงเด็ดขาด”
“จริงนะ?”
“จริงค่ะ”
สายตาเธอแน่วแน่จนโจวไห่ฮวาใจอ่อนลง
“ครั้งนี้พอแล้วนะ เก็บเงินไว้ใช้สักสองปีก็พอ”
เจียงเจินเจินไม่ตอบ เพียงพูดว่า
“หนูรู้ค่ะ”
จากนั้นเธอเดินไปเคาะประตูห้อง
“ชุนเจียว อากลับมาแล้ว เปิดประตูหน่อย อามีของขวัญให้”
ประมาณสิบวินาทีต่อมา ประตูก็เปิด ดวงตาของเด็กน้อยแดงก่ำ
หัวใจเจียงเจินเจินเหมือนถูกบีบ เธอคุกเข่าลง เช็ดหน้าให้เบาๆ
“เป็นอะไร ร้องไห้เหมือนลูกแมวเลย”
ทันทีที่ได้ยินเสียงอา ความอัดอั้นก็พังทลาย
“อา อย่าทิ้งหนูนะ!”
หัวใจเจียงเจินเจินเจ็บปวด เธอกอดหลานแน่น ลูบหลังปลอบ
“พูดอะไรอย่างนั้น อาจะทิ้งหนูได้ยังไง ใครพูดอะไรให้ได้ยินหรือ?”
แววตาเธอเย็นวาบ ถ้ารู้ว่าใครกล้าพูดเรื่องไม่ดีต่อหน้าเด็ก เธอจะไม่ปล่อยไว้แน่
เธอจับไหล่เด็กน้อย มองตาตรงๆ พูดอย่างจริงจัง
“อาจะเลี้ยงหนู ส่งหนูเรียนมหาวิทยาลัยด้วยนะ”
การได้ยินคำว่า “มหาวิทยาลัย” ที่อยู่ไกลออกไปอีกหลายปี ทำให้หัวใจเจียงชุนเจียวสงบลงทันที
บทที่ 77: ความลับถูกเปิดเผย
โจวไห่ฮวาเดินมาข้างๆเจียงชุนเจียว ลูบแก้มเล็กๆอย่างเอ็นดูแล้วพูดว่า
“เด็กโง่ ไม่มีใครทิ้งหนูหรอก หนูเป็นดวงใจของอานะ ดูสิ อาไปตงซื่อยังซื้อเสื้อผ้าใหม่มาฝากหนูเลย”
เธอหยิบชุดกระโปรงเจ้าหญิงสีชมพูออกมาจากถุง ความสนใจของเจียงชุนเจียวถูกดึงไปทันที
อารมณ์ของเด็กมาเร็วไปเร็ว น้ำตายังไม่ทันเช็ดก็หัวเราะแล้ว
“ว้าว! สวยจัง!” เธอกระโดดลงจากเก้าอี้ รีบรับกระโปรงมาไว้ในมือ
แต่สำหรับเจียงเจินเจิน เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ เธอถามจริงจัง
“ชุนเจียว บอกอาหน่อย มีใครบอกว่าอาไม่เอาหนูแล้วหรือเปล่า?”
เด็กน้อยกำลังยกกระโปรงทาบตัวอย่างมีความสุข พอได้ยินเสียงอาก็หันมา กระพริบตาแล้วส่ายหัว
“ไม่มีใครพูด”
เจียงเจินเจินขมวดคิ้ว
“งั้นทำไมร้องไห้?”
“เพราะพี่!” พอเอ่ยถึงเจียงชุนเฟิง เธอก็ทำปากยื่น
“พี่ทำอะไร?” เจียงเจินเจินแอบคิดในใจ หรือว่าเธอเข้าใจผิด จริงๆแล้วสองพี่น้องทะเลาะกัน แล้วพูดอะไรทำนองว่า ‘อาไม่เอาแล้ว’?
“พี่รับปากโฉ่วหยวี๋และคนอื่นๆว่าจะให้ป้าพาไปขี่วาฬเพชฌฆาต!”
คำพูดนั้นทำให้เจียงเจินเจินอึ้งไปทันที
เธอเกือบคิดว่าตัวเองหูฝาด จนกระทั่งโจวไห่ฮวาอุทาน
“อะไรนะ? ขี่วาฬเพชฌฆาต?”
เจียงชุนเจียวพยักหน้า
“ใช่ค่ะ พวกเราเล่นอยู่ที่ชายหาด เห็นอาขี่วาฬเพชฌฆาตอยู่ในทะเล”
โจวไห่ฮวาหัวเราะไม่ออก
“เด็กคนนี้ ต้องดูผิดแน่ๆ อาจะไปขี่วาฬได้ยังไง?”
ช่วงนี้ในหมู่บ้านมีข่าวลือว่ามีคนขี่วาฬได้ แต่เธอคิดว่าคนตาฝาด โลกนี้จะมีคนขี่วาฬได้อย่างไร โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกสาวคนเล็กของเธอ ยิ่งเหลือเชื่อ
แต่เจียงชุนเจียวยืนยันหนักแน่น
“ไม่ผิดค่ะ หลายคนเห็น เป็นอาจริงๆ!”
หัวเจียงเจินเจินแทบระเบิด
ตอนเล่นกับวาฬ เธอไม่เห็นเลยว่าบนฝั่งมีจุดเล็กๆพวกนั้น เธอเล่นจนลืมตัว เด็กๆเห็นแค่ตอนวาฬพาเธอวิ่งบนผิวน้ำเท่านั้นใช่ไหม?
เธอแน่ใจว่าตอนดำน้ำลึกอยู่ไกลฝั่งมาก เด็กพวกนั้นคงไม่เห็นตอนเธอจมลงใต้น้ำเป็นสิบนาที
คิดถึงตรงนี้ เธอโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น
ชุนเจียวเห็นสีหน้าอาไม่ดี ก็ถามอย่างกังวล
“อาโกรธหรือ?”
เธอรีบพูด
“หนูบอกพี่แล้วว่าไม่ควรรับปาก! เขาอยากเป็นหัวหน้า พอคนอื่นบอกจะยอมรับเขาเป็นหัวหน้า เขาก็ตกลงเลย! อา อย่าโกรธพี่นะ แค่ไม่ต้องรับปากก็พอ”
เจียงเจินเจินถอนหายใจ
“อาไม่ได้โกรธพี่หรอก”
ตอนนี้ถูกเปิดโปงแล้ว จะปิดบังต่อก็ไร้ประโยชน์ การขี่วาฬไม่ได้เหนือธรรมชาติอะไรนัก ในสวนสัตว์ทะเลก็มีคนฝึกสัตว์ได้
ตราบใดที่เรื่องหายใจใต้น้ำไม่ถูกพบเห็น ก็ยังอธิบายได้
เธอกระพริบตาแล้วถามกลับ
“งั้นหนูอยากขี่วาฬไหม? อาพาไปขี่ด้วยกันได้”
เจียงชุนเจียวตาโต
“หนูได้เหรอ?!”
“ได้สิ”
เด็กน้อยส่งเสียงดีใจ โผกอดคุณอา
“เยี่ยมที่สุด! หนูชอบคุณอาที่สุดเลย!”
แม้เธออยากขี่วาฬมาก แต่ก็คิดว่าวาฬเป็นของคุณอา จะเอาไปเป็นของขวัญให้คนอื่นไม่ได้ แต่เมื่อคุณอาเป็นคนชวนเอง เธอก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ
โจวไห่ฮวายังไม่เชื่อ
“จะไปขี่วาฬอะไร อย่ารับปากมั่วๆ”
เจียงเจินเจินยิ้ม
“แม่ เด็กๆพูดถูก หนูขี่วาฬได้จริง”
โจวไห่ฮวาเบิกตาโต ยิ่งตกใจกว่าเรื่องหาเงินได้มาก
“จริงเหรอ?”
“จริง ถ้าไม่เชื่อ ไปชายหาดเดี๋ยวนี้เลย หนูเรียกมันมาให้ดู”
พูดจบก็จูงมือแม่กับหลานไปที่ชายหาด
“คุณอา! คุณย่า!”
เจียงชุนเฟิงเห็นก็รีบวิ่งมา
“คุณอา กลับมาตอนไหน?”
เขากับเพื่อนรออยู่ที่ชายหาด คิดว่าคุณอาจะขี่วาฬกลับมา ไม่คิดว่าจะขึ้นฝั่งที่อื่น
เจียงเจินเจินลูบศีรษะเขา
“เพิ่งกลับ”
“คุณอา ผมเห็นคุณอาขี่วาฬ! คุณอาพาผมไปขี่ได้ไหม?”
เจ้าหนูนี่เจ้าเล่ห์ ยังไม่กล้าเอ่ยถึงเพื่อน คิดว่าถ้าคุณอาตอบตกลงก่อน ค่อยขอเพิ่มทีหลัง
เจียงเจินเจินเห็นแผนเขาแต่แรก เธอแกล้งพูด
“ทำให้น้องร้องไห้ไม่ใช่เหรอ อาจะพาน้องไปขี่วาฬ ส่วนเธอดูอยู่บนฝั่งก็พอ”
เจียงชุนเฟิงหน้าซีด
“ผม…ผม…”
เธอหัวเราะเบาๆ ดึงหูเขาเล่น
“ล้อเล่น!”
แล้วพูดจริงจัง
“น้องโกรธเธออยู่ ถ้าทำให้น้องหายโกรธได้ อาจะพาไปขี่วาฬ”
บทที่ 78: สวัสดีเจ้าวาฬ
เรื่องนี้ง่ายมาก!
เจียงชุนเฟิงเก็บสีหน้าจะร้องไห้เมื่อครู่ทันที เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใส จับมือน้องสาวแล้วพูดว่า
“พี่ขอโทษนะ อย่าโกรธเลย”
เด็กๆไม่มีความแค้นข้ามคืน เจียงชุนเจียวยิ้มเขินๆ
“หนูไม่โกรธแล้ว”
เจียงเจินเจินลูบศีรษะหลานสาว
“ทำไมปลอบง่ายจังเลยนะ”
ชุนเจียวเงยหน้าขึ้น ยิ้มอายๆให้คุณอา
“คุณอา งั้นพวกเรา…” เจียงชุนเฟิงกะพริบตา
เจียงเจินเจินกะพริบตาตอบ
“อาบอกแล้วว่าจะพาน้องไปขี่วาฬ”
ภายใต้สายตาอิจฉาของเจียงชุนเฟิงและพวกโฉ่วหยวี๋ เจียงเจินเจินไปหาซากเรือลำเล็กๆแถวชายหาด ผลักลงทะเล อุ้มเจียงชุนเจียวขึ้นเรือ แล้วพายออกไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงชุนเจียวขึ้นเรือ เธอทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล พ่อของเธอเสียชีวิตในทะเล เธอกลัวทะเล แต่อาของเธอคือคนโปรดของทะเล ขี่วาฬได้ และตอนนี้เธอกำลังจะขี่วาฬ ใจแทบจะกระโดดออกมา
เรือลอยขึ้นลงตามคลื่น เจียงเจินเจินพาเธอออกไปไกลจากฝั่งเล็กน้อย เธอเอามือลงไปกวนน้ำ เพียงไม่ถึงสามนาที วาฬเพชฌฆาตตัวใหญ่สีดำขาวก็โผล่ขึ้นข้างเรือ
มันเพิ่งแยกจากเธอไปไม่นาน อารมณ์ยังไม่ดีนัก แต่พอเห็นเธออีกครั้งก็พุ่งเข้ามาทันที
“อ๊าาา!” เจียงชุนเจียวร้องด้วยความตื่นเต้น
“วาฬ! วาฬ!”
เจียงเจินเจินยื่นมือออกไป วาฬกระโดดพ้นผิวน้ำแตะฝ่ามือเธออย่างให้ความร่วมมือ
เห็นวาฬใกล้ขนาดนี้ เจียงชุนเจียวตื่นเต้นจนแทบหายใจไม่ออก จับเสื้อคุณอาแน่น กลัวแม้แต่เสียงลมหายใจจะทำให้วาฬหนีไป
เจียงเจินเจินยิ้ม จับมือเล็กๆของเธอยื่นออกไปเหนือผิวน้ำ
วาฬโผล่มาอีกครั้ง ลูบผ่านฝ่ามือเล็กนั้น
สัมผัสเย็นลื่นทำให้เด็กหญิงร้อง “อ๊ะ!”
“มันชื่อจิงจิง” เจียงเจินเจินบอก
ดวงตาเล็กเป็นประกาย
“สวัสดี จิงจิง!”
เจียงเจินเจินถามอย่างจริงจัง
“จิงจิง ขอให้เพื่อนตัวน้อยคนนี้นั่งบนหลังเธอได้ไหม?”
เจียงชุนเจียวก็ถามตาม
“จิงจิง หนูนั่งบนหลังเธอได้ไหม?”
วาฬร้องสองครั้ง พลิกตัวโชว์ท้องสีขาว แล้วพลิกกลับมาอีกครั้ง
เด็กหญิงหันมามองคุณอาอย่างงงๆ
“มันกำลังแสดงความเป็นมิตร มันบอกว่ายินดีให้เล่นด้วย”
“จริงเหรอ!” เธอกำหมัดเล็กๆโบกอย่างดีใจ
“จริงสิ”
พูดจบ เจียงเจินเจินอุ้มหลานลงทะเล
ชุนเจียวกลัวน้ำเล็กน้อย กอดคอป้าแน่น โชคดีตอนนี้เป็นเที่ยง แดดแรง น้ำไม่เย็นนัก
เจียงเจินเจินเรียกวาฬ มันว่ายเข้ามาใกล้ เธอขึ้นคร่อมบนหลังมัน แล้วค่อยๆอุ้มหลานขึ้นไป
หลังวาฬลื่นมาก เด็กหญิงกลัวตก แต่คุณอากอดเธอแน่น ให้ความรู้สึกปลอดภัย
“จิงจิง แค่ว่ายบนผิวน้ำนะ อย่าดำลงไป” เธอลูบหลังมันเตือน
วาฬสะบัดหาง แล้วออกตัวทันที
เจียงชุนเจียวสะดุ้ง ร้องเสียงหลง ก่อนจะรู้ว่าว่ายนุ่มนวลมาก จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น
เธอกำลังขี่วาฬเพชฌฆาต! เรื่องแบบนี้แม้แต่ในฝันยังไม่กล้าคิด
เธอกางแขนรับลมทะเล ความเร็วทำให้รู้สึกเหมือนกำลังบิน
เพราะอยู่ไม่ไกลฝั่ง เด็กๆบนชายหาดและโจวไห่ฮวาเห็นทุกอย่างชัดเจน
โจวไห่ฮวาตกตะลึงที่ลูกสาวขี่วาฬได้จริง
เด็กคนอื่นๆอิจฉาจนแทบคลั่ง บางคนอย่างโฉ่วหยวี๋ถึงกับคิดว่า ถ้าเจียงเจินเจินเป็นอาของเขา จะยกพ่อแม่ให้สองพี่น้องแลกกันเลยก็ได้!
เล่นประมาณห้านาที เจียงเจินเจินก็พาหลานกลับฝั่ง จากนั้นให้เด็กๆต่อแถว แล้วพาทีละคนไปขี่
วาฬดูเหมือนชอบเด็กมาก ตื่นเต้นและเป็นมิตรกับทุกคน
เจียงเจินเจินกำชับว่าไม่ให้ดำ ไม่ไปบริเวณคลื่นแรง คอยหลบคลื่นตลอด เด็กๆจึงเล่นได้อย่างปลอดภัย เสื้อไม่เปียก มีแค่กางเกงเปียกเล็กน้อย
หลังเล่นเสร็จ ทุกคนยังอยากเล่นต่อ เด็กบางคนจะอ้อนขออีกครั้ง แต่โฉ่วหยวี๋ก้าวออกมาพูดแทน
“อาเจินเจินพาเล่นแล้ว ยังไม่ขอบคุณอีก!”
“ถ้าอยากเล่นอีก ไปเรียกจิงจิงเองสิ ดูมันจะสนใจไหม”
“เล่นตั้งนาน อากับจิงจิงก็เหนื่อยแล้ว อย่าเห็นแก่ตัวคิดแต่จะเล่นเอง”
เด็กคนนั้นเงียบกริบ
เจียงเจินเจินหัวเราะ ลูบหัวโฉ่วหยวี๋
“โฉ่วหยวี๋พูดถูก อาเหนื่อยแล้ว ใกล้เที่ยงแล้ว กลับบ้านกินข้าวกันเถอะ”
พูดจบ เธอพาเด็กสองคนกลับบ้าน เด็กๆก็แยกย้ายกัน
ชุนเฟิงกับชุนเจียวอารมณ์ดี เดินกระโดดโลดเต้น
เห็นพวกเขามีความสุข เธอก็พลอยดีใจ เลยกระโดดตาม
ก่อนตายเธออายุเกือบห้าสิบ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะทำท่าทางเด็กๆแบบนี้ได้ แต่พอทำแล้วกลับติดใจ กระโดดเข้าบ้านไปทั้งสามคน
โจวไห่ฮวากลับมาทำอาหารแล้ว เห็นภาพนั้นก็พูดอย่างทั้งขำทั้งเอ็นดู
“อายุเท่าไหร่แล้ว ยังมากระโดดโลดเต้นเหมือนหลานอีก!”
บทที่ 79: การหลอกลวง
มื้อเที่ยงวันนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ตอนนี้ที่บ้านแทบไม่ขาดอะไรแล้ว ผักในสวนก็เริ่มทยอยออกผล โจวไห่ฮวาทำอาหารเก่งมาก ปกติก็ไม่ได้ออกไปทำงาน จึงมีเวลาศึกษาเมนูใหม่ๆอยู่บ้าน
วันนี้มีสามอย่าง—มะเขือม่วงตุ๋นปลากับฟัก แต่งรสปลาเค็ม หอยนางรมผัดกระเทียม และหอยเชลล์ผัด
ทั้งสามอย่างหอมฟุ้ง เจียงเจินเจินได้กลิ่นตั้งแต่ยังไม่ถึงบ้าน กลืนน้ำลาย รีบล้างมือแล้วนั่งลง ตักข้าวเต็มชาม คีบกับข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ว้าว แม่ ฝีมือดีขึ้นอีกแล้วนะ” เธอชมอย่างไม่อั้น
โจวไห่ฮวาตักข้าวให้เด็กสองคนก่อน แล้วค่อยตักให้ตัวเอง
เจียงเจินเจินเห็นเข้าก็พูด
“แม่ เด็กสองคนเกือบสี่ขวบแล้ว ให้ตักเองบ้างก็ได้”
“ตอนเธออายุเท่านี้ แม่ก็ตักให้เหมือนกัน” โจวไห่ฮวานั่งลง แบ่งหอยนางรมให้เด็กคนละตัว
“หอยนี่โฉ่วหยวี๋นำมาให้ ช่วงนี้เด็กคนนั้นแวะมาบ้านเราบ่อย เอาของมาฝาก บอกว่าพ่อแม่ให้มา แม่ไม่รับ เขาก็วางแล้ววิ่งหนี”
เธอถอนหายใจ
“แม่วิ่งตามไม่ทัน จะไปคืนถึงบ้านเขาก็ไม่ดี รู้สึกเกรงใจจริงๆ”
เจียงเจินเจินยิ้ม
“หนูก็เอาของจากตงซื่อมาหลายอย่าง ซื้อของฝากให้โฉ่วหยวี๋กับเหอฮวาไว้แล้ว เดี๋ยวชุนเฟิงกับชุนเจียวเอาไปให้หลังข้าว”
แล้วบอกเด็กสองคน
“ถ้าพ่อแม่โฉ่วหยวี๋ไม่รับ ก็วางของแล้ววิ่งกลับบ้านเหมือนเขา เข้าใจไหม?”
เด็กสองคนปากเต็มไปด้วยข้าว ได้แต่พยักหน้ารัวๆ
เจียงเจินเจินเช็ดเม็ดข้าวที่ติดหน้าพวกเขา แล้วคีบหอยนางรมเข้าปาก
หอยตัวใหญ่ เนื้อแน่น ผัดกระเทียมหอมจัด เนื้อหอยนุ่มลื่น อร่อยจนแทบลืมหายใจ
เจียงชุนเฟิงกลืนคำในปากแล้วถาม
“ป้า ไปตงซื่อซื้ออะไรมา ซื้อของขวัญให้ผมหรือเปล่า?”
โต๊ะกินข้าวตั้งอยู่ในลานบ้าน เด็กเพิ่งล้างมือก็มานั่งเลย ยังไม่ได้เข้าไปดูของในห้องโถง
“ซื้อสิ ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เธอ”
เด็กชายวางตะเกียบ ลุกจะวิ่งไปดู แต่ถูกคุณอารั้งไว้
“เสื้อไม่หนีหายหรอก กินข้าวก่อน” เธอตักหอยเชลล์ใส่ชามเขา
เขารีบกินเร็วขึ้น เห็นพี่รีบ น้องก็รีบตาม
“ค่อยๆกิน ข้าวหกเต็มโต๊ะแล้ว” โจวไห่ฮวาขมวดคิ้ว
เด็กๆไม่รังเกียจเม็ดข้าวที่ตก ใช้นิ้วหยิบใส่ปากแล้วกินต่อ
ไม่นานก็หมดชามพร้อมกัน วางตะเกียบแล้ววิ่งเข้าห้องโถง
เจียงเจินเจินมองหลังพวกเขาอย่างขบขัน ก่อนจะก้มหน้ากินต่อ
โจวไห่ฮวาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น
“เจินเจิน เรื่องเซียงจวิน…เป็นอย่างไรบ้าง?”
ตั้งแต่ลูกสาวกลับมา เธออยากถามคำนี้ แต่ไม่มีโอกาส ตอนนี้เด็กๆเข้าไปลองเสื้อแล้ว เธอจึงถาม
เจียงเจินเจินเห็นข้าวในชามแม่ยังเหลือครึ่งหนึ่ง จึงพูด
“กินก่อนค่ะ เดี๋ยวค่อยคุย”
เธอกลัวว่าถ้าคุยตอนนี้ แม่จะกินไม่ลง
หลังเก็บจานล้างเรียบร้อย โจวไห่ฮวาเอ่ยอีกครั้ง
“เจินเจิน…”
เจียงเจินเจินหัวเราะเย็นๆ
“เฉินเซียงจวินสบายดี ได้งานดี ได้คู่ครองดี ดีไปหมด”
คำว่า “งานดี” ทำให้โจวไห่ฮวาเงยหน้าด้วยความดีใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าลูกสาวและน้ำเสียงที่ผิดปกติ ใจก็เย็นวาบ
เธอไม่ใช่คนโง่ ผ่านโลกมาครึ่งชีวิต เคยเห็นบัณฑิตหนุ่มสาวแต่งงานกับชาวบ้านแล้วกลับเมือง ทิ้งครอบครัวไว้
แม้จะเดาได้ แต่เธอไม่อยากเชื่อ เธอคว้าข้อมือลูก
“คู่ครองดีหมายความว่าอะไร พูดให้ชัด”
สายตาเต็มไปด้วยความหวัง ว่าเรื่องจะไม่เป็นอย่างที่คิด
แต่เธอต้องผิดหวัง
“แม่ เฉินเซียงจวินจะไม่ใช่ลูกเขยแม่อีกแล้ว เขาคบผู้หญิงใหม่ ลูกสาวผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าตงซื่อ เธอช่วยหางานให้เขาในโรงไฟฟ้า”
มุมปากเธอยกขึ้นอย่างประชด
“ไม่เรียกว่าคู่ครองดีได้ยังไง?”
โจวไห่ฮวาทรุดลงเกือบล้ม ถาดในมือหล่นกระทบดินเสียงดัง โชคดีพื้นดินนุ่มจึงไม่แตก เธอร้องไห้
“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ลูกแม่ทำไมต้องเจอเรื่องแบบนี้…”
เจียงเจินเจินพยุงแม่ให้นั่ง
“แม่ เรารู้หน้าไม่รู้ใจ เป็นหนูที่มองคนไม่ขาด”
โจวไห่ฮวาจับข้อมือลูกแน่น
“จะเป็นไปได้ไหมว่าเข้าใจผิด เซียงจวินเขา—”
เจียงเจินเจินส่ายหน้า
“หนูได้จดหมายรักที่เขาเขียนให้ผู้หญิงคนนั้นมา อยู่ในกระเป๋า”
เมื่อมีจดหมาย ก็ไม่มีข้อแก้ตัว
โจวไห่ฮวาปล่อยมือ สั่นเทาด้วยความโกรธปนเศร้า
“โทษแม่เอง ไม่ควรปล่อยให้พวกเธอคบกัน…”
“ตอนนั้นหนูเป็นคนยืนกรานเอง จะโทษแม่ได้ยังไง”
เธอกล่าวหนักแน่น
“เฉินเซียงจวินไม่เคยชอบหนู เขามาหาหนูเพราะโควตาคนงานชาวนาและทหาร เราทุกคนถูกเขาหลอก!”
โจวไห่ฮวานิ่งงัน เจียงเจินเจินพูดต่อ
“จดหมายที่เขาเขียนให้ผู้หญิงคนนั้น แทบเหมือนกับที่เขาเขียนให้หนูเมื่อก่อน หนูสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นก็ถูกหลอกเหมือนกัน”
บทที่ 80: คำเชิญขึ้นเรือ
“แม่ เรื่องนี้พวกเราไม่ได้ผิดเลย เฉินเซียงจวินเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้ทั้งหนูและผู้หญิงคนนั้น ใครจะไปคิดว่ามีคนเสแสร้งเก่งและใจดำขนาดนี้ได้?”
โจวไห่ฮวาทำหน้าตกใจ
“หมายความว่า เฉินเซียงจวินหลอกเอาโควตามหาวิทยาลัยจากพวกเรา แล้วก็หลอกผู้หญิงคนนั้นให้ช่วยหางานให้เขา?”
“ใช่ค่ะ”
“ทำไมโลกนี้ถึงมีคนแบบนี้ได้!” โจวไห่ฮวานึกถึงโควตาที่สามีใช้ชีวิตแลกมา ใจเหมือนถูกมีดกรีด
“นั่นคือโควตาที่พ่อของลูกเอาชีวิตเข้าแลกมา!”
เจียงเจินเจินสูดหายใจลึก
“ใช่ค่ะ โควตาที่พ่อเอาชีวิตแลกมา แต่เฉินเซียงจวินยังกล้าหลอกเอาไป เขาเลวสิ้นดี!”
โจวไห่ฮวาลุกพรวด
“ไม่ได้ แม่จะไปหาหลี่อ้ายฟาง ให้เขาอธิบาย!”
“แม่!” เจียงเจินเจินรีบคว้าแขนไว้
“ไปหาเธอแล้วจะได้อะไร มังกรออกมาจากมังกร หงส์ออกมาจากหงส์ ลูกหนูออกมาจากหนู เฉินเซียงจวินเป็นแบบนี้ อาจเพราะแม่เขาสั่งสอนแบบนี้ก็ได้”
น้ำตาโจวไห่ฮวาคลอ
“แล้วจะทำยังไง ยอมให้เป็นแบบนี้หรือ?”
“ไม่ยอมแน่นอน” เจียงเจินเจินหรี่ตา น้ำเสียงเย็นเฉียบ
“สิ่งที่เขาติดค้างครอบครัวเรา เขาต้องคืน”
“แล้วจะทำยังไง?”
โจวไห่ฮวาสับสนจนคิดอะไรไม่ออก เจียงเจินเจินยิ้มบาง
“หนูมีวิธีของหนู”
เธอตั้งใจจะจัดเรียงจดหมายรักทั้งหมดแล้วเอาไปให้เลขาธิการและหัวหน้ากองการผลิตตัดสิน เชื่อว่าพวกเขาจะให้ความเป็นธรรม
แต่ก่อนที่เธอจะไปหา หัวหน้ากองกลับมาหาเธอถึงบ้านเสียก่อน
ตอนนั้นเธอกำลังล้างปูหัวเสืออยู่ในลานบ้าน ปูที่จับได้ตอนเช้า สดมาก กระดองมีจุดดำสองจุดเหมือนตาเสือ ลายบนกระดองคล้ายหนังเสือ จึงเรียกว่าปูหัวเสือ
ปูชนิดนี้มีกลิ่นหอมแบบปูแม่น้ำ ความสดแบบปูทะเล และความหวานแบบหอย แค่นึ่งแล้วจิ้มขิงกับน้ำส้มสายชู ก็เป็นอาหารชั้นเลิศ
กำลังจินตนาการรสชาติอยู่ ก็ได้ยินเสียงเรียก
เธอหันไปเห็นหัวหน้ากองมาคนเดียว
“ลุง มาได้ยังไงคะ?”
ยังไม่ทันลุก เขาก็โบกมือ
“ทำงานต่อเถอะ ฉันแค่มาถามอะไรหน่อย”
เขาหยิบเก้าอี้เตี้ยมานั่ง มองปูในมือเธอแล้วยิ้ม
“จับได้เมื่อเช้าเหรอ?”
“ใช่ค่ะ จับได้หลายตัว ลุงเอาไปบ้างสิคะ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง บ้านฉันไม่ขาดปู”
เขามองปูอย่างพิจารณา
“ตัวใหญ่นะ”
ปูหัวเสือโตช้ามาก ต้องสามสี่ปีถึงจะหนักสี่ตำลึง ขนาดแบบนี้ถือว่าหายาก
เจียงเจินเจินยิ้ม
“บังเอิญค่ะ”
หัวหน้ากองมองเธอแล้วถาม
“ได้ยินว่าช่วงนี้เธอออกทะเลบ่อย แล้วได้ของดีทุกครั้ง?”
“ก็พอใช้ค่ะ”
เธอหัวเราะ
“ลุง มีอะไรก็พูดตรงๆเถอะค่ะ”
เจียงเหอผิงกระแอม
“คืออย่างนี้ ฉันมาถามว่า เธออยากขึ้นเรือไหม?”
เธอตะลึง
“ขึ้นเรือ? แบบที่หนูเข้าใจใช่ไหมคะ?”
“…ใช่”
สีหน้าเขาดูลำบากใจ งานบนเรือหนักมาก และไม่เคยมีผู้หญิงในกองเรือเลย การชวนเธอขึ้นเรือจึงดูไม่เหมาะสม
ตอนเธอเพิ่งเกิดใหม่ เคยคิดอยากขึ้นเรือหาเงิน แต่พอค้นพบความสามารถหายใจใต้น้ำ ก็เลิกคิดไป ไม่คิดว่าวันนี้จะถูกเชิญเอง
“กองเรือไม่รับผู้หญิงไม่ใช่เหรอ?”
เจียงเหอผิงถอนหายใจ
“เกาะซุนข้างๆกู้เงินธนาคารซื้อเรือดีเซล เรากับเขาแข่งกันมาตลอด แต่ตอนนี้เขาได้เปรียบ ฉันอึดอัดใจ”
“งั้นเกาะเราก็กู้เงินซื้อบ้างสิคะ”
“ฉันก็คิดแบบนั้น แต่หลายคนในหมู่บ้านไม่เห็นด้วย เขากลัวเป็นหนี้ กลัวต้องรัดเข็มขัด”
“แต่ถ้ามีเรือดีเซล ก็จับปลาได้มากขึ้น ทำงานร่วมกันใช้หนี้ก่อน ต่อไปก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้นไม่ใช่เหรอ?”
เจียงเหอผิงมองเธออย่างประหลาดใจ
“เธอมองการณ์ไกลกว่าผู้ชายหลายคนในหมู่บ้านเสียอีก”
บางคนหัวแข็ง ไม่ฟังเหตุผล
เธอคิดในใจ เรื่องจะซื้อเรือหรือไม่ ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเธอ แล้วชวนเธอขึ้นเรือจะช่วยเปลี่ยนใจใครได้?
เขาอธิบายต่อ
“เจินเจิน เธอขี่วาฬได้ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
“คนทั้งหมู่บ้านคิดว่าเธอถูกชะตากับทะเล ถ้าเธอขึ้นเรือ อาจทำให้เรือจับปลาได้มากขึ้น”
เจียงเจินเจิน “….”
จะใช้เธอเป็นเครื่องรางหรือ?
เธอหัวเราะไม่ออก
“คนอื่นบนเรือเห็นด้วยหรือคะ?”
“เห็นด้วย”
เธอพูดไม่ออก
ไม่คิดเลยว่าการขี่วาฬจะทรงพลังขนาดนี้ ถึงกับทำให้พวกหัวเก่าที่ยึดกฎ ‘ผู้หญิงห้ามขึ้นเรือ’ ยอมผ่อนปรนได้
Post a Comment
0 Comments