NV001 ep216-227

บทที่ 216: คนประจบ


หลังจากเรื่องซื้อบ้านที่ซิงกั่งจบลง ในที่สุด ร้านที่เผิงเฉิง ก็ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย


“ชุนเฟิง ชุนเจียว เร็วเข้า! เดี๋ยวก็พลาดเรือลำแรกหรอก!”


เจียงเจินเจินยืนเร่งอยู่หน้าห้องนอนของเด็กทั้งสองอย่างร้อนใจ หลังจากเร่งเด็กๆแล้ว เธอก็หันไปพูดกับโจวไห่ฮวา


“แม่ เด็กสองคนนี้ก็เกือบสี่ขวบแล้ว ใส่เสื้อผ้าเองได้แล้ว ปล่อยให้พวกเขาใส่เองเถอะ อย่าไปช่วย”


โจวไห่ฮวากำลังจับแขนของเจียงชุนเฟิงยัดเข้าไปในแขนเสื้อ พอได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าจนใจ


“เธอบอกให้พวกเขารีบ แต่ก็ไม่ให้ฉันช่วยใส่เสื้อผ้า”


เด็กๆเวลาจะใส่เสื้อผ้าก็มักจะอ้อยอิ่งเสมอ ถ้าไม่มีโจวไห่ฮวาช่วย ความเร็วก็แทบไม่เพิ่มขึ้นเลย


เมื่อเจียงเจินเจินคิดถึงจุดนี้ ก็ทำสีหน้าเจ้าเล่ห์เล็กน้อย


“ฉันก็แค่ร้อนใจไปหน่อย”


“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” โจวไห่ฮวาค่อยๆติดกระดุมให้เจียงชุนเฟิงพลางพูด “บ้านมันไม่ได้วิ่งหนีไปไหน พวกเราไปเผิงเฉิงด้วยเรือลำถัดไปก็ยังทัน”


เจียงเจินเจินฟังแล้วก็ยอมทันที


“ก็ได้ งั้นไปลำถัดไป แม่ งั้นอย่าใส่เสื้อผ้าให้พวกเขาเลย”


เจียงชุนเจียวเบะปากแล้วพูด


“คุณอา หนูใส่เสื้อผ้าเองนะ ไม่ได้ให้คุณย่าช่วยเลย”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“เด็กดีจริงๆ”


จากนั้นเธอก็เหลือบมองเจียงชุนเฟิง


“เจ้าตัวแสบ น้องสาวยังใส่เสื้อผ้าเองได้ แต่นายกลับให้ย่าช่วย น่าอายไหมเนี่ย”


เจียงชุนเฟิงทนการยั่วยุแบบนี้ไม่ได้ เขารีบดึงตัวออกจากมือของโจวไห่ฮวา


“ผมก็ใส่เองได้!”


เจียงเจินเจินหัวเราะอยู่ในใจ ฉันนี่ฉลาดจริงๆ วิธีนี้ใช้ได้ผลดีเลย


เมื่อเด็กสองคนไม่ต้องการคนช่วยใส่เสื้อผ้าแล้ว โจวไห่ฮวาก็หันไปที่ครัว เพื่อเตรียมไข่ตุ๋นร้อนๆ เป็นอาหารเช้า


เจียงเจินเจินเก็บของและกินข้าวเสร็จแล้ว เธอจึงกอด.อกพิงกรอบประตู คอยดูเด็กสองคนใส่เสื้อผ้าและรองเท้า พร้อมพูดไปด้วย


“เมื่อวานใครบอกว่าจะตื่นเช้าไปดูบ้านที่เผิงเฉิงกับฉัน แต่ตอนเช้าเรียกยังไงก็ไม่ตื่น แบบนี้ฉันไม่ควรรอพวกเธอเลย!”


เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวรู้ว่าตัวเองทำผิด พอถูกเจียงเจินเจินพูดแบบนี้ หน้าเด็กสองคนก็แดงขึ้นทันที


หลังจากใส่รองเท้าเสร็จ เจียงชุนเจียวก็เดินเข้ามาดึงชายเสื้อของเจียงเจินเจินเบาๆ


“คุณอา ขอโทษค่ะ หนูผิดไปแล้ว”


เจียงเจินเจินลูบหัวเธอ จากนั้นก็ยกคางไปทางเจียงชุนเฟิง


“แล้วนายล่ะ?”


เจียงชุนเฟิงพูดตะกุกตะกัก


“ผม…ผมก็ขอโทษเหมือนกัน”


เจียงเจินเจินเลิกคิ้ว


“รู้ว่าผิดตรงไหนไหม?”


“รู้ครับ”


“ผิดตรงไหน?”


เจียงชุนเฟิงเม้มปาก


“ผม…นอนขี้เกียจ เลยขึ้นเรือลำแรกไม่ทัน”


“มีอะไรอีก?”


“แล้วก็…ผมรับปากคุณอาว่าจะตื่นเช้า แต่ผมทำไม่ได้ ผมผิดคำพูด”


สายตาของเจียงเจินเจินมองสลับไปมาระหว่างเด็กสองคน


“แล้วต่อไปล่ะ?”


เด็กสองคนพูดพร้อมกันเสียงดัง


“ต่อไปพวกเราจะปรับปรุงตัวแน่นอน!”


เจียงเจินเจินพยักหน้าอย่างพอใจ


“ดี งั้นฉันจะเชื่อพวกเธอ แต่เพื่อเป็นการลงโทษที่วันนี้ผิดคำพูด เดิมทีฉันวางแผนว่าจะไปเผิงเฉิงแล้วซื้อของอร่อยให้พวกเธอ แต่วันนี้…ไม่มีแล้ว”


“อ้า!”


เด็กสองคนทำหน้าตกใจทันที เจียงเจินเจินพูดจบก็เดินออกไปที่ลานบ้าน


เด็กสองคนรีบวิ่งตามหลัง พร้อมอ้อนวอน


“คุณอา คุณอาที่ดี พวกเรารู้ว่าผิดแล้วจริงๆ!”


“คุณอา ต่อไปจะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้ว ถ้าคุณอาให้ตื่นเช้า พวกเราจะตื่นแน่นอน!”


“คุณอา คุณอาแสนดี คุณอาเป็นคุณอาที่สวยและใจดีที่สุดในโลก!”


เจียงเจินเจินเดินมาที่บ่อน้ำ เธอจับคันโยกของเครื่องสูบน้ำ แล้วพยักหน้าให้เด็กสองคน บอกให้พวกเขามาล้างหน้าแปรงฟัน


น้ำในบ่อน้ำใสสะอาด แม้จะเย็นนิดหน่อย แต่เด็กๆก็ยังรับได้


ทั้งสองคนหยิบแก้ว แปรงสีฟัน และยาสีฟันของตัวเองมาแปรงฟัน


แม้กำลังแปรงฟันอยู่ พวกเขาก็ยังพยายามประจบเจียงเจินเจิน


“คุณอา คุณอาสวยและใจดีที่สุดในโลกจริงๆ พวกเราไม่ได้พูดเองนะ คนอื่นก็พูดเหมือนกัน!”


เด็กสองคนช่างประจบเสียจริง เจียงเจินเจินไม่ควรขัดจังหวะตอนพวกเขาแปรงฟัน แต่เธอก็อดถามไม่ได้


“งั้นบอกฉันสิ ว่าทำไมฉันถึงสวยและใจดี?”


เจียงชุนเฟิงยังมีฟองยาสีฟันเต็มปาก เขามองเธอตาโต แล้วพูดอย่างจริงใจ


“คุณอา ตั้งแต่วันที่คุณอาไปดัดผม แล้วกลับมาพร้อมเสื้อผ้าใหม่ ทำให้พวกโช่วหยวี๋ตกใจมาก! พวกโช่วหยวี๋คิดว่ามีชาวต่างชาติมาที่เกาะของเรา พวกเขาบอกว่าคุณอาดูทันสมัยและสวยมาก พวกเขาบอกว่าในชีวิตไม่เคยเห็นพี่สาวที่สวยขนาดนี้มาก่อน”


เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงชุนเฟิง เจียงเจินเจินก็อดนึกถึง เหตุการณ์ตอนที่เธอกลับหมู่บ้านวันนั้น ไม่ได้


วันนั้นเธอแต่งตัวเหมือนตอนอยู่ซิงกั่ง และตอนกลับบ้านในวันถัดมาก็ยังแต่งตัวแบบเดิม 


เพราะเธอเดินเข้าหมู่บ้านตอนกลางวัน ชาวบ้านหลายคนจึงเห็นเธอ


ตอนแรกไม่มีใครจำเจียงเจินเจินได้ พอเห็นว่าเธอแต่งตัวสวย ทุกคนก็คิดว่าเธอเป็น คุณหนูนายทุนจากต่างประเทศ 


จนกระทั่งเจียงเจินเจินเรียกพวกเขาว่า “ป้า” และ “พี่สะใภ้” ทันใดนั้น คนทั้งกลุ่มก็ แตกตื่นทันที


ทุกคนล้อมเธอไว้ตรงกลาง มองซ้ายมองขวา ไม่มีใครเชื่อว่าเธอคือ เจียงเจินเจิน สาวบ้านนอกผิวคล้ำรูปร่างกำยำ ที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก


“เจินเจิน ทำไมเธอดูเหมือนกลายเป็นคนละคน ฉันแทบจำไม่ได้เลย!”


“ไม่แปลกที่เขาบอกว่าคนต้องพึ่งเสื้อผ้า ม้าต้องพึ่งอาน พอเจินเจินเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วดูดีขึ้นมากจริงๆ”


“เจินเจิน เสื้อผ้าของเธอมาจากไหน ซื้อที่ไหน?”


“…”


แน่นอนว่าเจียงเจินเจินไม่บอกว่ามาจากซิงกั่ง เธอบอกเพียงว่า ซื้อจากเผิงเฉิง


คำพูดนี้ทำให้สาวๆในหมู่บ้านหลายคนอิจฉา หลายคนถึงกับอยากไปเผิงเฉิงเพื่อ ดัดผมและซื้อเสื้อผ้า แม้แต่เจียงฝูหยุนยังมาหาเธอ แล้วพูดอย่างจริงใจ


“ฉันรู้ว่าพวกสาวๆรักสวยรักงาม เจินเจิน ดัดผมแล้วใส่เสื้อผ้าแบบนี้ก็ดูดีจริงๆ แต่แบบนี้มันดูเหมือนคุณหนูนายทุนเกินไป เธอน่าจะเปลี่ยนกลับเถอะ ถ้าทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านเสียจะไม่ดี”


เจียงเจินเจินทำหน้าไร้เดียงสา


“แต่ตอนนี้ที่เผิงเฉิง ทุกคนแต่งตัวแบบนี้กันหมดนะคะ”


เจียงฝูหยุนพูด


“เธอจะแต่งตัวเหมือนคนเผิงเฉิงไม่ได้ เราเป็นหมู่บ้านเจียงเจีย ไม่ใช่เผิงเฉิง…”


“จริงด้วย!”


จู่ๆ เจียงเจินเจินก็ร้องขึ้น ขัดคำพูดของเขา


“คุณอาฝูหยุน เมื่อกี้ฉันเห็นเจียงตงเหลียงกลับมา เขายังใส่ เสื้อเชิ้ตลายดอก กางเกงยีนส์ และแว่นกันแดดใหญ่ๆเลย!”


เมื่อเธอโยนเรื่องไปอีกทางหนึ่ง ความสนใจของเจียงฝูหยุนก็ถูกเบี่ยงไปที่ เจียงตงเหลียงทันที


บทที่ 217: ออกเดินทางด้วยกัน


แม้ตอนนี้จะคิดย้อนกลับไป เจียงเจินเจินก็ยังรู้สึกว่า ตัวเองทำไม่ค่อยดีเท่าไร


เธอได้ยินมาว่าวันนั้น เจียงฝูหยุนกับเจียงตงเหลียงทะเลาะกันอย่างหนัก


เจียงเจินเจินถอนหายใจ เลยหมดอารมณ์จะคุยต่อ แล้วรีบเร่งว่า


“พอแล้ว อย่ามัวชักช้า รีบแปรงฟันล้างหน้าเร็วเข้า”


เผิงเฉิงตอนนี้ คึกคักกว่าครั้งก่อนที่เธอมาอีก


ทันทีที่ลงจากเรือ ครอบครัวของเจียงเจินเจินก็ถูกภาพความวุ่นวายบนท่าเรือทำให้ตกตะลึง


เพราะบริเวณใกล้ๆ เปิดตลาดอาหารทะเล ตอนเช้ามีผู้คนมากมายมาซื้ออาหารทะเล ฝูงชนแน่นขนัดจนแทบเดินไม่ได้


เจียงเจินเจินก้มลงบอกเด็กทั้งสอง


“ชุนเฟิง ชุนเจียว จับมือคุณย่ากับคุณอาไว้แน่นๆ เข้าใจไหม?”


เด็กสองคนก็กลัวว่าถ้าหลงทางจะหาคุณอา กับคุณย่าไม่เจอ จึงรีบจับมือโจวไห่ฮวาและเจียงเจินเจินแน่น


จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นรอบตัว


“สหาย จะนั่งสามล้อไหม?”


“สหาย สหาย จะนั่งสามล้อไหม?”


คนขี่สามล้อหลายคนกรูกันเข้ามาชวนลูกค้า ท่าทีเร่งเร้าของพวกเขาดูค่อนข้างน่ากลัว


แต่เจียงเจินเจินรู้ดี พวกเขาแค่อยากดึงลูกค้าเพื่อหาเงิน ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร เธอจึงเรียกคนหนึ่งมา บอกที่อยู่ แล้วตกลงราคากัน จากนั้นก็ให้โจวไห่ฮวากับเด็กสองคนขึ้นรถ


หลังจากขึ้นรถ โจวไห่ฮวาก็เอามือปิดปากแล้วพูดเบาๆ


“สองเหมาต่อคน แพงไปไหม? ที่ลูกบอกมันไกลหรือ?”


เจียงเจินเจินตอบ


“ไม่ไกลมาก แต่ก็ไม่ใกล้ ช่วงนี้คนในเผิงเฉิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่าโดยสารก็ขึ้นตาม ก่อนหน้านี้ฉันเคยนั่งแค่หนึ่งเหมาเอง”


โจวไห่ฮวาทำหน้าบึ้ง


“ผู้ใหญ่ก็แล้วไปเถอะ แต่เด็กจะเก็บเงินทำไม? ชุนเฟิงกับชุนเจียวยังเล็กขนาดนี้ ขึ้นเรือยังไม่ต้องจ่ายครึ่งราคาเลย เขายังกล้าเก็บตั้งหนึ่งเหมา”


เจียงเจินเจินพูด


“ตอนนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ”


ก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นสามล้อบางคันเก็บครึ่งราคา แต่พอคนขี่คันนี้เสนอราคา เธอก็ไม่ได้ต่อรอง


โจวไห่ฮวาขมวดคิ้ว


“แบบนี้ไม่ถูก ต้องมีเหตุผลสิ”


เจียงเจินเจินยิ้ม


จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องเหตุผลหรือไม่เหตุผล เธอแค่ไม่อยากทะเลาะกับคนขี่สามล้อเรื่องเงินไม่กี่เหมา


เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวเป็นเด็กที่อ่อนไหวมาก ถ้าเธอยังไม่ยอมจ่ายค่าโดยสารไม่กี่เหมาให้พวกเขา เด็กสองคนอาจจะรู้สึกว่า ตัวเองเป็นภาระ


เจียงเจินเจินเพิ่งสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เด็กสองคนได้ เธอไม่อยากให้เรื่องเงินเล็กๆมาทำลายมัน


แต่เธอก็ไม่ได้อธิบายให้โจวไห่ฮวาฟัง เพราะถึงอธิบายไป โจวไห่ฮวาอาจไม่เข้าใจ เธอจึงเปลี่ยนหัวข้อทันที


“ตอนนี้ร้านเราขาดแค่ชื่อร้าน แล้วโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง หม้อกระทะ ฉันซื้อครบหมดแล้ว”


เธอยิ้มถาม


“แม่คิดว่าร้านเราควรตั้งชื่อว่าอะไรดี?”


โจวไห่ฮวาส่ายหน้า


“ฉันจะตั้งชื่ออะไรได้ เธอตั้งเองเถอะ”


เจียงเจินเจินเอามือเท้าคาง


“ทำไมจะตั้งไม่ได้ ชุนเฟิงกับชุนเจียวชื่อเพราะมาก”


พอพูดถึงเด็กสองคน


คำว่าชุนเฟิง ฟังดูรุ่งเรือง ส่วนชุนเจียว ฟังดูสดใส


โจวไห่ฮวาพูด


“นั่นไม่ใช่ชื่อที่ฉันตั้ง พ่อของพวกเขาตั้งต่างหาก”


เจียงเจินเจินเอียงหัว


“แต่ฉันจำได้ว่าคำว่า ‘ชุน’ ในชื่อของพวกเขา แม่เป็นคนคิดไม่ใช่เหรอ?”


ริมฝีปากของโจวไห่ฮวาขยับเล็กน้อย


ใช่แล้ว คำว่าชุน เธอเป็นคนคิดจริง


ตอนแรกเธอตั้งชื่อเด็กสองคนว่าชุนเซิง กับชุนหลาน แต่แม่ของเด็กคือเฉินหน่า ไม่เห็นด้วย


เธอบอกว่าชื่อสองชื่อนั้น บ้านนอกเกินไป


เฉินหน่าพูดแบบนั้นต่อหน้าโจวไห่ฮวา ตอนนั้นโจวไห่ฮวารู้สึกอึดอัดมาก


เพื่อปลอบใจแม่ เจียงซิงฮวาจึงตั้งชื่อเด็กใหม่ โดยยังคงคำว่า “ชุน” ไว้


จึงกลายเป็น เจียงชุนเฟิง และ เจียงชุนเจียว สุดท้ายก็ทำให้ทั้งโจวไห่ฮวาและเฉินหน่าพอใจ


เมื่อคิดถึงเฉินหน่า ลูกสะใภ้ที่หนีไป สีหน้าของโจวไห่ฮวาก็หม่นลงทันที


เจียงเจินเจินสังเกตเห็น เธอจึงรีบพูดเปลี่ยนเรื่อง


“แม่ ไม่ต้องคิดว่าชื่อเพราะหรือไม่เพราะหรอก ร้านนี้เป็นของแม่ แม่ตั้งชื่อเองสิ”


โจวไห่ฮวาปฏิเสธ


“เธอเป็นคนซื้อร้าน เป็นคนเริ่มต้น เธอตั้งเถอะ”


ทั้งสองคนคุยกันเสียงดัง คนขี่สามล้อที่อยู่ข้างหน้าก็ได้ยิน


เขาหัวเราะแล้วพูด


“พวกคุณจะมาเปิดร้านที่เผิงเฉิงเหรอ? ตาถึงจริงๆ เผิงเฉิงตอนนี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ใครมาพัฒนาที่นี่ก่อน ก็รวยก่อน”


เจียงเจินเจินยิ้ม “ใช่ค่ะ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”


คนขี่รถถามต่อ “จะเปิดร้านอะไร?”


“ร้านติ่มซำตอนเช้า”


คนขี่รถหัวเราะ “ร้านติ่มซำดีเลย! คนกวางตงอย่างพวกเรา ขาดร้านติ่มซำไม่ได้หรอก ดูสองข้างถนนสิ ร้านติ่มซำเต็มไปหมด”


เจียงเจินเจินมองสองข้างทาง ก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ ร้านอาหารเล็กๆมีอยู่เต็มไปหมด 


โจวไห่ฮวาเริ่มกังวล


“เยอะขนาดนี้…เราจะทำยังไงดี?”


ร้านเยอะขนาดนี้ แล้วทำไมคนต้องมากินร้านของเธอ?


ถึงบนเกาะ ทุกคนจะชมว่าอาหารของเธออร่อย แต่ที่นี่คือเผิงเฉิง มีพ่อครัวเก่งๆมากมาย เธอจะไปสู้คนอื่นได้ยังไง?


ถ้าเจียงเจินเจินรู้ว่าโจวไห่ฮวาคิดแบบนี้ เธอคงพาแม่ไปลองร้านติ่มซำทั่วเผิงเฉิง แล้วจะรู้ว่า ฝีมือของโจวไห่ฮวาไม่ได้ด้อยกว่าพ่อครัวคนอื่นเลย บางอย่างยังอร่อยกว่าด้วยซ้ำ


สามล้อพาครอบครัวเจียงเจินเจินมาถึงจุดหมาย หลังจากจ่ายเงินแล้ว คนขี่รถก็พูดคำอวยพร


“ขอให้กิจการรุ่งเรืองนะ!” แล้วก็จากไป


ได้รับคำอวยพรจากคนแปลกหน้า เจียงเจินเจินก็ยิ้มอย่างมีความสุข จากนั้นเธอก็พาโจวไห่ฮวาและเด็กๆ ไปที่ร้านของตัวเอง


โจวไห่ฮวาดูทั้งตื่นเต้นและกังวล เธอมองอาคารตรงหน้า ซึ่งดูต่างจากร้านข้างๆอย่างชัดเจน


“นี่คือร้านติ่มซำของพวกเราเหรอ?”


เจียงเจินเจินพยักหน้า “ใช่ค่ะ”


จากนั้นเธอก็หยิบกุญแจออกมา ปลดล็อกประตูเหล็กม้วน แล้วค่อยๆยกมันขึ้น


แสงแดดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ ทำให้ภายในร้านปรากฏต่อสายตาของโจวไห่ฮวาและเด็กๆ


โจวไห่ฮวาอ้าปากเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าภายในจะกว้าง สะอาด และดูดีขนาดนี้


เจียงเจินเจินไขกุญแจอีกครั้ง คราวนี้เปิดประตูกระจก เธอเดินเข้าไปก่อน แล้วหันกลับมาเรียก


“แม่ ชุนเฟิง ชุนเจียว เข้ามาสิ”


เจียงเจินเจินตกแต่งร้านตามร้านฟาสต์ฟู้ดที่เธอเคยเห็นในชีวิตก่อน ผนังทาด้วยสีขาว พื้นปูด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อน


เธอสั่งทำที่นั่งหลายแบบ มีทั้งโต๊ะสี่เหลี่ยมสำหรับสี่คน โต๊ะยาวสำหรับคนเดียวที่นั่งหันหน้าเข้ากำแพง


ถ้าคนมาเยอะก็ไม่เป็นไร เพราะมีม้านั่งยาวติดกำแพง โต๊ะสามารถนำมาต่อกันได้


ต่อให้มีลูกค้าแปดถึงสิบคน ก็ยังสามารถนั่งกินด้วยกันได้ทั้งหมด


บทที่ 218: ร้านของพวกเรา


ร้านทั้งร้านตกแต่งในสไตล์ไม้ธรรมชาติ และเมื่อเปิดไฟบนเพดาน พื้นที่ทั้งหมดก็จะดู สว่างและอบอุ่น


โจวไห่ฮวาตกตะลึงไปทันที เมื่อเดินเข้าประตูมา เธอก็ไปยืนตรงเคาน์เตอร์สำหรับสั่งอาหารและจ่ายเงิน จากนั้นก็เดินไปดูพื้นที่รอ ที่อยู่ข้างๆ


เธอลูบโต๊ะ ลูบเก้าอี้ ลูบภาพแขวนบนผนัง แล้วหันกลับมาถามเจียงเจินเจิน


“นี่…นี่เป็นร้านของพวกเราจริงๆเหรอ?”


เจียงเจินเจินยิ้ม “ใช่สิ แน่นอน”


“โอ้พระเจ้า!” โจวไห่ฮวาปิดปากตัวเอง


“ฉันไม่เคยเห็นร้านที่สะอาด สว่าง และสวยแบบนี้ในชีวิตเลย เจินเจิน นี่เป็นร้านของพวกเราจริงๆเหรอ? มาหยิกแม่หน่อยสิ ทำไมแม่ถึงยังไม่อยากเชื่อเลย?”


เธอตื่นเต้นจนน้ำตาเอ่อขึ้นมา เด็กสองคนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน


พวกเขาวิ่งไปวิ่งมาในร้าน นั่งเก้าอี้ตัวนี้ที แล้วไปนั่งโซฟาตัวนั้นที


พอได้ยินคำพูดของโจวไห่ฮวา พวกเขาก็พูดเสียงดัง


“คุณย่า! จริงสิ! นี่คือร้านของพวกเรา!”


เพราะคุณอาบอกแล้ว ก็ต้องเป็นจริงแน่นอน


เจียงชุนเฟิงเริ่มคิดแล้วว่า ตอนกลับไปที่เกาะ เขาจะอวดเพื่อนๆยังไงดี เพื่อนๆต้องอิจฉาแน่นอน


จากนั้นเขาจะขอคุณอาให้พาเพื่อนๆมาที่ร้าน เลี้ยงอาหาร


ในที่สุดโจวไห่ฮวาก็ยอมรับความจริงว่า ร้านนี้เป็นของเธอจริงๆ


แต่ความตื่นเต้นนั้นไม่นานก็ถูก ความกังวล กลบลง


เธอถาม “ลูกใช้เงินไปเท่าไรกับร้านนี้?”


โจวไห่ฮวาอายุสี่สิบกว่าปีแล้ว ร้านนี้ถือเป็นร้านที่ หรูที่สุดที่เธอเคยเห็นในชีวิต


เธอแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า เจียงเจินเจินต้องใช้เงินไปเท่าไร


ที่สำคัญก็คือ ทำเลของร้านนี้ดูเหมือนจะค่อนข้างเงียบ คนเดินผ่านไม่ได้มากนัก ถ้าขาดทุนจะทำยังไง?


“ไม่ได้ใช้เงินมากหรอก” เจียงเจินเจินพูด


ถึงแม้ในร้านจะใช้โต๊ะเก้าอี้ไม้แท้ทั้งหมด แต่ในยุคนี้ ไม้แท้ไม่ได้แพง


ของที่แพงที่สุดคือ กระเบื้องพื้น แต่ก็ไม่ได้แพงมาก


เหตุผลที่ร้านดูดีมาก จริงๆแล้วมาจาก การจัดวางและการใช้ไฟ


ไฟหลายดวงถูกซื้อจากซิงกั่ง สว่างกว่าหลอดไฟธรรมดามาก


เมื่อสะท้อนกับพื้นกระเบื้อง ทั้งร้านจึงดูเหมือน เต็มไปด้วยแสงสว่าง


คนยุคนี้ยังไม่ค่อยเห็นร้านแบบนี้ จึงคิดว่าร้านดู หรูหรามาก


โจวไห่ฮวาถามอีกครั้ง “จริงเหรอ?”


เจียงเจินเจินพยักหน้า “จริงสิ”


แต่โจวไห่ฮวาก็ยังไม่ค่อยเชื่อ ความกดดันเริ่มเข้ามาในใจ ถ้าธุรกิจไม่ดีจะทำยังไง?


หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เธอก็พูดสิ่งที่กังวลออกมา


“แม่ว่าที่นี่มันค่อนข้างเงียบไปหน่อย”


อีกอย่างร้านตกแต่งดีขนาดนี้ บางทีคนทั่วไปอาจจะอยากเข้ามา แต่พอมองผ่านกระจกแล้วอาจไม่กล้าเข้า


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“ตอนนี้มันเงียบหน่อยจริงๆ”


เธอชี้ไปทางทิศตะวันออก


“ดูตรงนั้นสิ มีโรงงานหลายแห่ง ตอนเลิกงานคนเยอะมาก”


โจวไห่ฮวาถาม


“แล้ว…พวกเขาจะมากินร้านเราไหม?”


เจียงเจินเจินตอบทันที “ทำไมจะไม่มา?”


“อาหารในโรงอาหารโรงงานไม่ได้อร่อย ใครๆก็อยากกินอะไรดีๆบ้าง”


จากนั้นเธอก็จับมือโจวไห่ฮวา แล้วชี้ไปอีกทาง


“ดูตรงนั้นสิ เห็นคนเยอะไหม เหมือนกำลังสร้างอะไรบางอย่าง น่าจะเป็น หมู่บ้านจัดสรร”


“ถ้ามีเงินก็ซื้อบ้านที่นั่นได้ เป็นตึกเลยนะ”


โจวไห่ฮวาเบิกตากว้าง


“ตึกเหรอ?!”


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“ใช่ แบบสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น หรือสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น มีห้องน้ำ ห้องครัว และน้ำประปาในบ้าน”


โจวไห่ฮวาถึงกับสูดลมหายใจ


“จริงเหรอ?”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“จริงสิ”


ในยุคนี้ยังไม่มีแนวคิด ‘กู้เงินซื้อบ้านง’ ทุกคนต้องซื้อบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว


เจียงเจินเจินจำได้ว่า หมู่บ้านนี้จะเปิดขายปีหน้า ตอนนั้นทั้งเผิงเฉิงฮือฮามาก แต่ราคาบ้านก็แพงมาก ประมาณ มากกว่า1,000หยวนต่อตารางเมตร


ต้องรู้ว่า ตอนนี้เงินเดือนคนทั่วไป แค่ไม่กี่สิบหยวนต่อเดือน แต่บ้านที่นี่ขายได้มากกว่า1,000หยวนต่อตารางเมตร ดังนั้นคนที่ซื้อบ้านที่นี่ได้ต้องเป็น คนรวยหรือคนมีฐานะ


และร้านติ่มซำของเธอ ซึ่งค่อนข้างหรู ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านนี้ จึงมีโอกาสจะกลายเป็น ตัวเลือกแรกของผู้อยู่อาศัยที่นั่น


ก่อนที่โจวไห่ฮวาจะหายตกใจ เจียงเจินเจินก็พาเธอไปที่หน้าต่างอีกด้าน แล้วชี้ไปฝั่งตรงข้าม


“ตรงนี้ด้วย ฉันได้ยินมาว่าจะสร้างโรงแรมใหญ่ ต่อไปคนที่มาทำธุรกิจ รวมถึงชาวต่างชาติ จะมาพักที่นี่ ถ้าพวกเขาอยากลองอาหารท้องถิ่นแท้ๆ คิดว่าพวกเขาจะมาลองร้านเราหรือเปล่า?”


โจวไห่ฮวาพูดตะกุกตะกัก


“ชะ…ชาวต่างชาติ? จริงเหรอ?”


วันนี้เธอพูดคำว่า “จริงเหรอ” ไปกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้


เจียงเจินเจินยักไหล่


“แม่รู้ไหมว่าทำไมหนุ่มสาวในหมู่บ้านถึงอยากมาเผิงเฉิง? ก็เพราะที่นี่พัฒนาเร็ว มีโอกาสมาก และหาเงินง่าย”


วันนี้โจวไห่ฮวารู้สึกเหมือน โลกทัศน์เปิดกว้างขึ้นมาก เธอแทบจะมึนงงกับข่าวทั้งหมด


ในขณะที่เธอยังไม่ทันตั้งตัว เจียงเจินเจินก็พาเธอไปที่ ห้องครัวของร้าน


เจียงเจินเจินเปิดประตู แล้วกางแขนออก


“แท่นแท๊น!”


เธอยิ้มพูดกับโจวไห่ฮวา


“จากนี้ไป ที่นี่คือ อาณาจักรของเชฟโจว”


ห้องครัวของโรงแรมเป็นแบบไหน ห้องครัวที่เจียงเจินเจินเตรียมไว้ให้โจวไห่ฮวาก็เป็นแบบนั้น


มีเตาแก๊สธรรมชาติ ซึ้งนึ่งขนาดใหญ่ ตู้เย็น เตาอบ ชั้นวางผัก ตู้เก็บอุปกรณ์ครัว และยังมี อ่างล้างขนาดใหญ่ สำหรับล้างผักและจานจำนวนมาก


หม้อดีที่สุด เขียงดีที่สุด มีดทำครัวดีที่สุด ที่นี่ตราบใดที่โจวไห่ฮวาอยากโชว์ฝีมือ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้


โจวไห่ฮวาชอบที่นี่มากจริงๆ หลังจากเดินเข้าครัว เธอก็อยากจับทุกอย่าง พอจับแล้วก็ไม่อยากวาง


เจียงเจินเจินเดินตามหลังเธอ แล้วพูด


“แม่ ไม่ต้องทำงานในครัวคนเดียวหรอกนะ เดี๋ยวฉันจะจ้างคนมาช่วยล้าง หั่น และเสิร์ฟ”


โจวไห่ฮวารีบพูดทันที


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เสียเงินเปล่า ฉันทำคนเดียวได้!”


เธอรู้สึกจริงๆ ว่าเธอทำได้คนเดียว


เจียงเจินเจินหัวเราะ


“แม่ ถ้าธุรกิจดีขึ้น แม่จะทำไหวเหรอ?”


“อีกอย่าง แม่ไม่อยากรับลูกศิษย์สองคน แล้วถ่ายทอดฝีมือให้พวกเขาเหรอ?”


โจวไห่ฮวาเขินมาก เธอโบกมือทันที


“ไม่ๆๆ ฝีมือแม่ยังไม่ถึงขั้นนั้น ยังไม่ถึงระดับจะรับศิษย์ได้!”


แต่เจียงเจินเจินไม่ฟัง


“ถึงแล้วสิ”


โจวไห่ฮวายังอยากพูดต่อ แต่เจียงเจินเจินไม่เปิดโอกาส


เธอจับไหล่แม่จากด้านหลัง แล้วดันเดินไปข้างหน้า


“ไปเถอะ เดี๋ยวฉันพาแม่ไปดูที่พักของพวกเรา!”


บทที่ 219: ลานหลังบ้าน


เมื่อเดินผ่านสวนเล็กที่สวยงาม โจวไห่ฮวาก็เห็น ซุ้มประตูพระจันทร์ (Moon Gate) ที่อยู่ด้านหน้า


เจียงเจินเจินพาเธอไปถึงซุ้มประตูนั้น ก่อนจะหยิบกุญแจออกมาเปิดประตูไม้


เมื่อประตูเปิดออก ด้านในก็ปรากฏ ซุ้มองุ่นขนาดใหญ่


ตอนนี้เลยฤดูเก็บเกี่ยวองุ่นมาแล้ว แต่บนซุ้มยังคงมี ใบสีเขียวหนาแน่น


แสงแดดส่องผ่านเถาองุ่นลงสู่พื้น ดูราวกับ เศษทองคำโปรยปราย


โจวไห่ฮวาเงยหน้ามองซุ้มองุ่น จากนั้นสายตาของเธอก็เลื่อนไปยัง ดอกไม้รอบๆ


ดอกไม้เหล่านั้นยังคงเบ่งบานสดใส เติมสีสันให้กับสวนเล็กๆ


นอกจากดอกไม้แล้ว ในลานยังมีต้นไม้หลายชนิดเช่น ต้นลิ้นจี่ ต้นลำไย และต้นมะม่วง


ตอนนี้ยังไม่ใช่ฤดูออกผล แต่เจียงเจินเจินเชื่อว่า ปีหน้า ต้นไม้เหล่านี้จะต้องเต็มไปด้วยผลไม้แน่นอน


ถึงแม้ลานบ้านจะถูกกำแพงแบ่งออกเป็นสองส่วน แต่ลานด้านในก็ยัง กว้างขวางมาก


เจียงเจินเจินแนะนำว่า


“แม่ ดูตรงนี้สิ มีประตูเล็กด้วย ปกติเราสามารถเข้าออกจากประตูนี้ได้”


โจวไห่ฮวาหันไปเห็นบางอย่าง


“แล้ว…มีจักรยานด้วยเหรอ?” ข้างประตูเล็กมีจักรยานจอดอยู่


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“ใช่ ฉันซื้อจักรยานกับรถสามล้อไว้ รถสามล้อใช้เวลาซื้อของ ส่วนจักรยานใช้ปกติ”


โจวไห่ฮวาอุทาน


“เธอซื้อรถสามล้อด้วยเหรอ?!”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“ใช่ แม่ รถสามล้อจอดอยู่ตรงนี้”


เธอพาโจวไห่ฮวาไปที่มุมใกล้ประตู ตรงนั้นมีรถสามล้อจอดอยู่จริงๆ


โจวไห่ฮวาลูบรถสามล้อ


“รถแบบนี้แพงไหม?”


เจียงเจินเจินตอบ


“ไม่แพง เท่ากับจักรยานพอๆกัน”


โจวไห่ฮวายังสงสัย


“แต่ไม่มีตั๋วจักรยาน ไม่มีตั๋วอุตสาหกรรม แล้วลูกซื้อได้ยังไง?”


เจียงเจินเจินตอบ


“ตอนนี้ที่เผิงเฉิง ถึงไม่มีตั๋วพวกนี้ก็ซื้อรถได้แล้ว”


ตอนนั้นเอง เจียงชุนเฟิงก็กระโดดไปมาเรียกความสนใจ


“คุณอา! คุณอา!”


“ฉันกับชุนเจียวอยากนั่งรถสามล้อ!”


เจียงเจินเจินมองเขา


“ตอนมาพวกเราก็นั่งมาแล้วไม่ใช่เหรอ?”


เจียงชุนเฟิงเชิดคาง


“แต่นั่นไม่ใช่รถของพวกเรา”


เจียงเจินเจินหัวเราะ


“ได้ๆ เดี๋ยวพอดูบ้านเสร็จแล้ว อาจะปั่นพาหนูสองคนไปเที่ยว”


เด็กสองคนดีใจมาก พวกเขาร้องไชโยทันที


จากนั้นเจียงเจินเจินก็เริ่มแนะนำบ้าน


“นี่คือ ห้องหลัก ส่วนห้องด้านข้างสองฝั่งสามารถใช้เป็นห้องนอนได้”


เธอเปิดประตูห้องหลัก ผนังถูกทาสีใหม่ทั้งหมด ห้องดูสะอาดและสว่าง ด้านในมีโซฟา โต๊ะกลาง ตู้ทีวี และทีวีตั้งอยู่บนตู้


โจวไห่ฮวาเบิกตากว้างทันทีเมื่อเห็นทีวี ส่วนชุนเฟิงกับชุนเจียวไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขามองมันด้วยความสงสัย


“นั่นคืออะไร?”


โจวไห่ฮวาตอบก่อน


“ทีวี”


เด็กสองคนยังไม่เคยได้ยินคำนี้


“ทีวีคืออะไร?”


เจียงเจินเจินเดินไปต่อไฟ จากนั้นกดสวิตช์ 


ทันใดนั้น ภาพสี ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เด็กสองคนตกใจมาก


“นี่…นี่คืออะไร?!”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“นี่คือการ์ตูน ดูสิ ตัวละครข้างในขยับได้”


“ว้าว!”


เด็กสองคนจ้องทีวีอย่างไม่กะพริบตา เพราะอย่างที่เจียงเจินเจินบอก คนในนั้นขยับได้จริงๆ


เจียงเจินเจินอุ้มเด็กคนละข้าง พาไปนั่งบนโซฟา แล้วบอกว่า


“ดูทีวีอย่านั่งใกล้เกินไป เดี๋ยวสายตาเสีย”


เมื่อเห็นว่าเด็กสองคนดูทีวีเพลินแล้ว เธอก็หันไปพูดกับโจวไห่ฮวา


“แม่ ฉันจะพาไปดูห้องอื่น”


สองข้างของห้องหลักเป็นห้องนอน 


ห้องด้านตะวันออก เจียงเจินเจินเตรียมไว้ให้โจวไห่ฮวาโดยเฉพาะ ในห้องมีเตียงคู่กว้าง1.5เมตร โต๊ะเครื่องแป้งข้างเตียง และตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่หลายตู้


จริงๆแล้วเป็นการตกแต่งห้องนอนธรรมดาของยุคนี้ แต่เจียงเจินเจินเอาดอกไม้มาวางในห้อง

ทำให้ทั้งห้องดู มีชีวิตชีวา


เธอบอกว่า


“วิทยุของเราวางตรงโต๊ะเครื่องแป้งนี้ได้ ตรงนี้มีปลั๊กไฟ ต่อได้พอดี”


“ส่วนตรงนี้คือไฟในห้อง ดึงเชือกนี้ก็เปิดปิดได้”


โจวไห่ฮวาไม่เคยคิดเลยว่า เธอจะได้อยู่ในบ้านที่มี ไฟฟ้า


เธอตื่นเต้นจนเดินดูห้องซ้ำหลายรอบ จากนั้นเธอก็ถาม


“แล้วห้องของลูกล่ะ?”


เจียงเจินเจินตอบ


“อยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันเลือกห้องนั้นเป็นห้องนอน”


จากนั้นเธอก็พาโจวไห่ฮวาไปดูห้องถัดไป


การตกแต่งคล้ายกับห้องของโจวไห่ฮวา แต่มีตู้เสื้อผ้าน้อยกว่า จึงดูโล่งกว่า


โจวไห่ฮวาขมวดคิ้ว “ทำไมโล่งแบบนี้?”


เจียงเจินเจินตอบ


“จริงๆก็มีของครบแล้วนะ ฉันอยากซื้อโซฟามาวางในห้อง แต่ยังหาแบบที่ชอบไม่ได้”


ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอไปเดินห้างในเผิงเฉิงกับตงซื่อหลายครั้ง แต่ก็ยังหาเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจไม่ได้


ในยุคนี้แบบของใช้ยังมีไม่มาก จึงเลือกยาก


ที่ซิงกั่งน่าจะมีแบบให้เลือกมากกว่า เธอจึงตั้งใจว่าจะไปดูที่นั่นอีกครั้ง


หลังดูห้องของเจียงเจินเจินเสร็จ เธอก็พาโจวไห่ฮวาไปดูห้องของเด็กสองคน


ห้องของเด็กอยู่ในปีกตะวันตก เดิมทีเป็นห้องใหญ่หนึ่งห้องกับห้องเล็กหนึ่งห้อง เจียงเจินเจินจึงปิดประตูที่เชื่อมกัน แล้วเปิดประตูใหม่ให้แต่ละห้อง กลายเป็นสองห้องแยกกัน


เมื่อเด็กโตขึ้น พวกเขาจะมีห้องของตัวเอง แต่ตอนนี้ยังเล็ก จึงให้พักห้องเดียวกันก่อน


ส่วนห้องของโจวไห่ฮวาเชื่อมกับห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง เดิมทีเจียงเจินเจินตั้งใจจะทำเป็นห้องน้ำ แต่เพราะบ้านแถวนี้ยังไม่มีท่อระบายน้ำ จึงต้องยกเลิกแผนนี้


สุดท้ายเธอเปลี่ยนห้องนั้นเป็นห้องนอนเล็ก วางเตียงไว้ให้เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวนอนชั่วคราว


หลังจากเดินดูบ้านครบ โจวไห่ฮวาก็ถามทันที


“เราจะเปิดร้านเมื่อไหร่?”


บ้านทั้งหลังดูใหม่หมด เห็นได้ชัดว่าใช้เงินไปมาก


ก่อนหน้านี้โจวไห่ฮวายังเขินเวลาพูดเรื่องทำธุรกิจ แต่ตอนนี้เธออยากเปิดร้านเร็วที่สุด เพื่อหาเงินคืนให้เจียงเจินเจิน


เจียงเจินเจินตอบ


“ต้องรออีกหนึ่งหรือสองเดือน”


โจวไห่ฮวาขึ้นเสียงทันที


“ทำไมต้องรอตั้งเดือน? ร้านนี้มีทุกอย่างแล้ว เปิดได้เลยไม่ใช่เหรอ?”


เจียงเจินเจินตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผล


“บ้านเพิ่งตกแต่งใหม่ ต้องเปิดหน้าต่างระบาย ฟอร์มาลดีไฮด์ ก่อน”


พูดจบ เธอก็เพิ่งนึกได้ว่าโจวไห่ฮวาไม่รู้ว่าฟอร์มาลดีไฮด์คืออะไร จึงรีบเปลี่ยนคำพูด


“ก็คือระบายอากาศให้กลิ่นใหม่ๆหายไป แม่ไม่ได้กลิ่นตอนอยู่ในบ้านเหรอ?”


โจวไห่ฮวาได้กลิ่นจริง แต่เธอไม่คิดว่ากลิ่นจะมีผลต่อการเปิดร้าน


เธอถามต่อ


“แล้วต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งเดือนเลยเหรอ กลิ่นถึงจะหาย?”


บทที่ 220: เรือมาถึงแล้ว


วันนั้นทะเลสงบ ท้องฟ้าไร้เมฆ ดวงอาทิตย์สีทองแขวนอยู่บนท้องฟ้า ปกคลุมโลกทั้งใบด้วยแสง.อบอุ่น


บนผืนน้ำสีฟ้าที่ระลอกคลื่นเบาๆ เรือลำหนึ่งกำลังแล่นเข้าหาเกาะเยวี่ย พร้อมกับส่งเสียงหวูดเป็นระยะ


“เร็วเข้า! เร็วเข้า! เรือดีเซลของหมู่บ้านเรามาแล้ว!”


“เรือดีเซลมาแล้ว! เรือดีเซลมาแล้ว!”


ชั่วพริบตาเดียว ทั้งหมู่บ้านเจียงเจียก็เดือดพล่านขึ้นมา ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างวิ่งไปตามตรอกซอกซอย พลางตะโกนบอกข่าว


ไม่นานนัก คนทั้งหมู่บ้านก็รู้ว่า เรือดีเซลที่หมู่บ้านซื้อไว้ก่อนหน้านี้…มาถึงแล้ว


นี่ถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่ของหมู่บ้าน เพราะชาวประมงในหมู่บ้านเจียงเจีย ไม่รู้รอเรือดีเซลลำนี้มานานแค่ไหนแล้ว แม้แต่ผู้หญิงและเด็กที่ไม่ได้ออกเรือ ก็ยังตื่นเต้นกับเรื่องนี้มาก


โจวไห่ฮวาก็ตื่นเต้นเช่นกัน เธอรีบวิ่งไปหน้าห้องของเจียงเจินเจิน แล้วเคาะประตู


“เจินเจิน! เจินเจิน! รีบตื่นเร็ว!”


เมื่อคืนหลังจากเจียงเจินเจินกลับจากทะเล ตอนกลางคืนเธอยังออกไปจับปลาอีกครั้ง กว่าจะกลับบ้านก็เกือบเที่ยงคืน จึงนอนหลับมาจนถึงตอนนี้


เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เจียงเจินเจินลืมตาอย่างงัวเงีย


“เกิดอะไรขึ้น?”


โจวไห่ฮวาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นมาก


“เรือดีเซลของหมู่บ้านเรามาถึงแล้ว!”


เจียงเจินเจินขยี้ตา แต่เธอแทบไม่รู้สึกตื่นเต้นเลย


ในใจคิดว่า ในที่สุดก็มาถึงแล้ว… แต่ฉันอยากนอนต่อจริงๆ


อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอตื่นแล้ว เจียงเจินเจินก็ลุกขึ้นจากเตียง ยืดตัวเล็กน้อย แล้วเริ่มแต่งตัว


โจวไห่ฮวาพูดอยู่หน้าประตู


“รีบหน่อย! พวกเราไปดูด้วยกัน!”


เจียงเจินเจินตอบไปพลางเปิดประตู


“มาแล้ว มาแล้ว”


ทันทีที่ประตูเปิด โจวไห่ฮวาก็จับข้อมือเธอทันที


“ไปเร็ว ไปเร็ว!” พูดไปพลางลากเธอไปทางประตูบ้าน


เจียงเจินเจินเดินอย่างหนักอึ้ง แล้วพูดอย่างจนใจ


“โอ๊ย อย่างน้อยให้ฉันล้างหน้าก่อนสิ เผื่อยังมีขี้ตาอยู่มุมตา!”


โจวไห่ฮวาหันกลับมา


“ไปดูแป๊บเดียวแล้วค่อยกลับมาล้างก็ได้ ถ้ารอให้เธอล้างหน้าเสร็จ เรืออาจจะไปแล้ว!”


แต่เจียงเจินเจินยังไม่ยอมเดิน เธอส่ายหัว


“ก็แค่เรือดีเซลเอง แม่จะได้เห็นมันทุกวันอยู่แล้ว”


พูดจบเธอก็หันไปหยิบแปรงสีฟันกับแก้วบ้วนปาก


“ฉันแปรงฟันล้างหน้าก่อนดีกว่า ถ้าออกไปสภาพแบบนี้ คงน่าอายตายแน่ ฉันกลัวจะฆ่าคนอื่นด้วยลมหายใจตอนเช้า”


โจวไห่ฮวาทำได้เพียงยืนมองอย่างจนใจ มองเจียงเจินเจินที่ค่อยๆแปรงฟัน ล้างหน้า ทาครีมบำรุง


ไม่ใช่แค่ครีมธรรมดา โจวไห่ฮวาเองก็ไม่รู้ว่าเจียงเจินเจินไปซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาจากไหนตั้งมากมาย ทั้งน้ำเอสเซนส์ โลชั่น ครีม มีหลายขั้นตอน ทาทีละชั้นๆบนใบหน้า


หลังจากทำสกินแคร์ตอนเช้าเสร็จ โจวไห่ฮวาก็รีบจับเจียงเจินเจินอีกครั้ง แล้วลากเธอออกจากบ้านทันที


เพราะเสียเวลาไปไม่กี่นาที ตรอกในหมู่บ้านจึงแทบไม่มีคนแล้ว แต่เมื่อเดินผ่านตรอกไปถึงท่าเรือ ที่นั่นกลับเต็มไปด้วยผู้คน


ทุกคนยืดคอ.มองไปยัง เรือดีเซลลำใหญ่ ที่เพิ่งเทียบท่า


เมื่อเทียบกับเรือไม้ เรือดีเซล ใหญ่กว่ามาก


ไม่มีใบเรือ ตัวเรือทำจากแผ่นเหล็ก นอกจากนั้น รูปร่างโดยรวมก็ยังคล้ายเรือใบไม้


แน่นอนว่า เจียงเจินเจินรู้ดีว่า ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่วิธีเดินเรือ และวิธีจับปลา เมื่อมีเรือดีเซล เรือไม่ต้องพึ่งแรงลมอีกต่อไป


การจับปลาก็ไม่ต้องพึ่งแรงคนเหมือนก่อน ที่สำคัญ ความสามารถในการต้านพายุ ก็แข็งแกร่งกว่ามาก


โจวไห่ฮวายืดคอมองอยู่นาน แล้วถอนหายใจ


“เรือดีเซลลำนี้ดูสง่างามจริงๆ”


จากนั้นเธอก็หันไปถามเจียงเจินเจิน


“ต่อไปเธอจะไปจับปลากับเรือลำนี้ไหม?”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“ก็…ไม่แน่”


โจวไห่ฮวาสงสัย


“ทำไมถึงไม่แน่ล่ะ?”


ตอนนี้ในเกาะเยวี่ย เจียงเจินเจินถือว่าเป็นชาวประมงที่เก่งที่สุด ถ้าเธอยังไม่ได้ขึ้นเรือลำนี้ แล้วใครจะมีสิทธิ์ขึ้นอีก?


แต่ในใจเจียงเจินเจินคิดว่า ในหมู่บ้านมีชาวประมงมากมาย แต่มีเรือดีเซลแค่ลำเดียว ข้อดีของเรือดีเซลคือไปได้ไกลกว่า จับปลาได้มากกว่า 


บางทีบนเรืออาจมีเครื่องมือที่ช่วยตรวจจับฝูงปลาได้ด้วย แต่สำหรับเจียงเจินเจิน สิ่งเหล่านี้แทบไม่จำเป็น หมู่บ้านก็รู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นหมู่บ้านอาจต้องคิดว่าจะให้เจียงเจินเจินขึ้นเรือดีเซล เพื่อเพิ่มความสำเร็จให้ยิ่งขึ้น หรือให้เธออยู่บนเรือไม้เดิม เพื่อช่วยเหลือชาวประมงคนอื่นๆ


แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของเธอ เจียงเจินเจินโน้มตัวไปกระซิบข้างหูโจวไห่ฮวา แล้วเล่าความคิดของตัวเอง


โจวไห่ฮวาฟังแล้วครุ่นคิด แต่เธอกลับรู้สึกว่าโอกาสที่เจียงเจินเจินจะได้ขึ้นเรือดีเซลมีมากกว่า เพราะหัวหน้าหมู่บ้านกับเลขาพรรค อาจกลัวว่าถ้าไม่ให้เธอขึ้นเรือ เจียงเจินเจินจะไม่พอใจ แล้วหนีไปทำงานที่เผิงเฉิง? เพราะตอนนี้เธอทั้งซื้อบ้านที่เผิงเฉิง และกำลังจะเปิดร้าน


“คุณอา! คุณอา!”


จู่ๆ เจียงเจินเจินก็ได้ยินเสียงเจียงชุนเฟิง พร้อมกับรู้สึกว่ามีคนดึงชายเสื้อของเธอ


เธอก้มลงดู เห็นเด็กตัวเล็กสองคนเงยหน้ามองเธอ สีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง


จริงๆแล้วเจียงเจินเจินก็เดาได้ว่าเด็กจะพูดอะไร เธอจึงยิ้มถามแกล้งๆ


“มีอะไรเหรอ?”


เจียงชุนเฟิงเขย่งเท้า แล้วยื่นมือออกมา


“คุณอา! อุ้มผมหน่อย!”


เจียงเจินเจินหัวเราะ


“อุ้มอะไร เธอตัวโตขนาดนี้แล้ว ฉันไม่อุ้มหรอก”


เจียงชุนเฟิงร้อนใจ


“ผม…ผมอยากดูเรือ!”


ตอนที่ได้ยินข่าวว่าเรือดีเซลมา เขารีบวิ่งมาที่ท่าเรือทันที แต่ก็มาช้าไป


เขากับน้องสาวถูกเบียดอยู่ในฝูงชน มองเห็นแค่ขาคนกับก้นคน มองไม่เห็นเรือเลย


โชคดีที่ตอนเบียดอยู่ในฝูงชน เขาเห็นเจียงเจินเจิน 


คุณอาสูงมาก ถ้าอุ้มเขาขึ้น เขาจะต้องเห็นเรือแน่นอน ดังนั้นเขาจึงพยายามเบียดฝูงชนสุดแรง จนในที่สุดก็มาถึงข้างเจียงเจินเจิน


แน่นอนว่าเจียงเจินเจินไม่ได้ปฏิเสธ แต่เธอมองไปรอบๆก่อน


“มีแค่เธอคนเดียวเหรอ? น้องสาวล่ะ?”


“อ๊ะ! ชุนเจียว!”


เจียงชุนเฟิงตกใจทันที เขามัวแต่หาเจียงเจินเจินจนลืมน้องสาวไป เขารีบหันกลับไปหา แต่ฝูงชนแน่นมาก มองไม่เห็นเจียงชุนเจียวเลย


ตอนที่เขากำลังจะร้องไห้ ทันใดนั้นเด็กตัวเล็กกลมๆใส่เสื้อสีชมพู ก็ถูกฝูงชนดันออกมา


ถ้าไม่ใช่เจียงชุนเจียว แล้วจะเป็นใคร!


เจียงชุนเฟิงถอนหายใจโล่ง.อก ตบ.อกตัวเอง


“ตกใจแทบตาย!”


เจียงเจินเจินก็โล่งใจเช่นกัน ตราบใดที่เด็กไม่หายไปก็พอ


จากนั้นเธอก็อุ้มเด็กสองคนขึ้นพร้อมกันคนละข้าง แล้วยกพวกเขาขึ้นเหนือฝูงชนทันที


บทที่ 221: เปิดกิจการ


อย่างที่โจวไห่ฮวาคาดไว้


สุดท้ายแล้ว เจียงเจินเจินก็ถูกจัดให้ขึ้นเรือดีเซลลำนี้ออกทะเล แต่เจียงเจินเจินไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ


ความคิดทั้งหมดของเธอในตอนนี้ล้วนมุ่งไปที่ การเปิดร้านติ่มซำของตัวเองที่กำลังจะมาถึง


หลังจากปรึกษากับโจวไห่ฮวาแล้ว สุดท้ายทั้งสองก็ตัดสินใจตั้งชื่อร้านว่า “โจวจีเสี่ยวก่วน”


หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เจียงเจินเจินก็ไปจ้างคนทำ ‘ป้ายร้าน’ แล้วนำไปแขวนไว้


เกือบหนึ่งเดือนต่อมา ร้านอาหารเล็กๆของครอบครัวก็เปิดกิจการอย่างเป็นทางการ


ก่อนเปิดร้าน เจียงเจินเจินได้พิมพ์ ‘ใบปลิวโฆษณาจำนวนมาก’ แล้วนำไปแจกในเผิงเฉิงตลอดหนึ่งสัปดาห์ 


เพราะในใบปลิวเขียนว่า “ทดลองชิมฟรี” ดังนั้นในวันเปิดร้านจึงมีลูกค้าจำนวนมากมารวมตัวกัน


เจียงเจินเจินเงยหน้ามองท้องฟ้า วันนี้อากาศดีมาก ไร้เมฆเลย จากนั้นเธอก็หยิบไม้ขีดไฟออกมา จุดประทัดที่เตรียมไว้สำหรับวันเปิดร้านโดยเฉพาะ


เสียงประทัดดังปะทุ ปัง ปัง ปัง!


ขณะเดียวกัน ‘คณะเชิดสิงโต’ ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ก็เริ่มการแสดงอย่างคึกคัก


เสียงประทัดกับการเชิดสิงโต ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มามุงดู


เมื่อเห็นว่าคนเริ่มเยอะพอแล้ว เจียงเจินเจินก็ ‘ตีฆ้อง’ เพื่อให้ทุกคนเงียบลง จากนั้นเธอก็เริ่มกล่าว สุนทรพจน์เปิดร้าน


คำพูดค่อนข้างเป็นทางการ แต่เนื้อหาจริงๆก็แค่ ขอให้ทุกคนช่วยอุดหนุน พร้อมทั้งชมร้านตัวเองว่าอาหารอร่อยแน่นอน


เธอไม่ได้พูดว่า ‘คุณภาพดีราคาถูก’ เพราะอาหารในร้านนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ‘ถือว่าไม่ถูก’


แน่นอนว่า ก็ไม่ได้แพงทุกอย่าง ยังมีเมนูที่ราคาถูก คุ้มค่า และอร่อย เหมาะกับคนทั่วไป เพราะเจียงเจินเจินยังต้องการทำธุรกิจกับลูกค้าธรรมดา


หลังจากกล่าวจบ ก็เข้าสู่พิธีเปิดป้าย


บนป้ายร้านใหม่มีผ้าไหมสีแดงคลุมไว้ รอให้เปิดต่อหน้าทุกคน


ตอนแรกเจียงเจินเจินให้โจวไห่ฮวาเปิดผ้าแดง แต่โจวไห่ฮวาส่ายหน้าไม่ยอม สุดท้ายทั้งสองจึงเปิดพร้อมกัน


ผ้าแดงถูกดึงออก ตัวอักษรใหม่บนป้ายก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน “โจวจีเสี่ยวก่วน” 


จากนั้นก็เริ่มต้อนรับลูกค้า


เพราะวันนี้กินฟรี ร้านจึงแน่นเต็มทันที แต่เจียงเจินเจินเตรียมตัวไว้แล้ว เธอไม่ได้ปล่อยให้ทุกคนเข้าพร้อมกัน แต่ให้เข้าไปเฉพาะจำนวนที่ร้านสามารถรองรับได้


ส่วนคนที่เหลือ เธอหยิบป้ายหมายเลขคิวที่เตรียมไว้ แจกให้ทีละคน แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม


“อย่ารีบร้อนนะคะ อย่ารีบร้อน”


“รับหมายเลขคิวไว้ก่อน ถ้าข้างในมีที่ว่าง เราจะเรียกเข้าไป”


“เดี๋ยวเราจะเริ่มเรียกตั้งแต่หมายเลข...”


“คนที่ได้คิวหลังๆ สามารถไปเดินเล่นก่อนก็ได้ แต่กลับมาต่อคิวให้ทันนะคะ”


“ถ้าคิวของคุณผ่านไปแล้ว ทางร้านจะไม่รอ”


เธอยังพูดต่อ 


“ต้องขออภัยจริงๆ ร้านเราพื้นที่จำกัด ไม่สามารถให้ทุกคนเข้ามาชิมฟรีพร้อมกันได้ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ร้านของเราจะจัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ ทุกคนจะได้มีโอกาสลองอาหารของร้านเราแน่นอน”


เจียงเจินเจินตะโกนพูดตลอดเวลา จนรู้สึกว่าคอแทบพัง แต่เมื่อเห็นคนมากมายมาที่ร้าน เธอกลับรู้สึกมีความสุขมาก ในใจเหมือนเห็นภาพว่าเงินกำลังไหลเข้าหาเธอ


“สหายเจียงเจินเจิน!”


จู่ๆ เจียงเจินเจินก็ได้ยินเสียงคุ้นเคย เธอหันไปดู แล้วก็ยิ้มกว้างทันที


“ซุนฝาเหว่ย!”


ซุนฝาเหว่ยถือกระเช้าดอกไม้เดินเข้ามา พร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม


“ขอแสดงความยินดีนะครับเถ้าแก่เจียง ขอให้ร่ำรวย”


“ไม่คิดเลยว่าวันแรกที่เปิดร้าน จะคึกคักขนาดนี้”


ตอนนี้เจียงเจินเจินชอบคำว่า “ร่ำรวย” มาก


เธอยิ้มตอบ “ขอบคุณสำหรับคำอวยพร!”


“แต่วันนี้คนเยอะมาก คุณมาวันนี้ก็ได้แค่กินฟรีนะ”


ซุนฝาเหว่ยหัวเราะ


“วันนี้ฟรี แล้ววันหน้าจะฟรีไหมล่ะ? ตราบใดที่วันนี้เราทำให้ลูกค้าประทับใจด้วยรสชาติ อนาคตก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกค้า”


ซุนฝาเหว่ยมองร้านด้วยความชื่นชม เขาเคยได้ยินมาว่า ครอบครัวของเจียงเจินเจินเป็นชาวนาจนมาสามรุ่น ไม่มีใครเคยทำธุรกิจมาก่อน แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะเปิดร้านออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้


เจียงเจินเจินยิ้ม “หวังว่าอาหารของเราจะถูกปากทุกคน”


ซุนฝาเหว่ยถอนหายใจ


“น่าเสียดาย คนเยอะขนาดนี้ วันนี้ผมคงไม่ได้กินอาหารร้านคุณแล้ว”


เจียงเจินเจินเลิกคิ้ว แล้วโน้มตัวไปกระซิบ


“ใครบอกว่าการกินต้องกินในร้านเท่านั้น?”


เธอหันไปบอกพนักงานหน้าร้าน


“เสี่ยวเฉิน ฉันขอออกไปแป๊บนึง!”


จากนั้นเธอก็ทำท่าบอกให้ซุนฝาเหว่ยตามมา แล้วพาเขาเดินอ้อมไปทางประตูหลังร้าน จากนั้นก็พาเขาเข้าไปในครัวหลัง


โจวไห่ฮวากำลังยุ่งอยู่ข้างใน เจียงเจินเจินพูดกับซุนฝาเหว่ย


“รอตรงนี้ก่อนนะ” แล้วเธอก็เดินไปข้างโจวไห่ฮวา


“แม่ เพื่อนฉันมา… ในครัวยังมีอะไรให้เขาชิมไหม?”


ปกติแล้วโจวไห่ฮวาคงถามว่าเพื่อนคนไหน แล้วคงต้อนรับด้วยตัวเอง แต่วันนี้เธอยุ่งมาก เธอไม่เงยหน้าขึ้นเลย แค่ชี้ทิศทางให้เจียงเจินเจินไปหยิบเอง


เจียงเจินเจินหยิบจานเล็กใบหนึ่ง แล้วใส่อาหารลงไปหลายอย่าง เช่นฮะเก๋า ซิ่วไหม ซาลาเปาไส้ครีม ขนมผักกาด ซาลาเปาหมูแดง ขนมแห้ว และตีนไก่นึ่ง


จากนั้นเธอก็ยกจานออกไปที่ลานบ้าน


“มา ลองชิมอาหารของฉันสิ”


เธอชี้ไปที่โต๊ะหินใต้ซุ้มองุ่น แล้ววางจานลงบนโต๊ะ


ซุนฝาเหว่ยมองอาหารบนจานตาไม่กะพริบ 


“ว้าว! ดูน่ากินมาก แถมกลิ่นก็หอม”


พูดจบเขาก็หยิบตะเกียบทันที เขาเริ่มจากฮะเก๋า ซาลาเปาหมูแดง ซิ่วไหม และขนมผักกาด


เห็นได้ชัดว่าเขาชอบอาหารคาว ขณะกินเขาก็ชมไม่หยุด บอกว่าไม่เคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อน


เจียงเจินเจินรู้ว่าท่าทางของเขาค่อนข้างโอเวอร์ แต่ดูจากการกินอย่างเอร็ดอร่อย และสีหน้ามีความสุข ก็เห็นได้ชัดว่าอาหารพวกนี้ อร่อยสำหรับเขาจริงๆ


ถึงแม้เธอจะมั่นใจในฝีมือของโจวไห่ฮวาอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นคนอื่นกินแล้วบอกว่าอร่อยจริงๆ เธอก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น


หลังจากซุนฝาเหว่ยกินอาหารคาวหมด เขาก็เริ่มกินช้าลง แล้วหยิบซาลาเปาไส้ครีมขึ้นมา


เจียงเจินเจินหัวเราะแล้วแซว “คุณ.อดข้าวมาสามวันหรือไง? จึงกินเร็วขนาดนี้”


ถึงเธอจะตักมาอย่างละนิด แต่รวมกันแล้วก็มีหลายอย่าง


มื้อนี้ซุนฝาเหว่ยกินมากกว่าปกติของเขามาก เขายิ้มตอบ


“ก็อาหารของคุณอร่อย! ฝีมือคุณป้าก็ดี”


เขาชมก่อน จากนั้นก็ถอนหายใจ สีหน้ามีความเศร้าเล็กน้อย


“แต่ความจริงคือ…ผมไม่ได้กินอิ่มมานานแล้วจริงๆ”


บทที่ 222: บ้านพาณิชย์


เจียงเจินเจินไม่ได้พบซุนฝาเหว่ยมาสักพักแล้ว จึงไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ในช่วงนี้ เธอจึงถามว่า


“เกิดอะไรขึ้นหรือ? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”


ซุนฝาเหว่ยเงยหน้ามองเจียงเจินเจินก่อน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูดว่า


“ห่วงโซ่เงินทุนของครอบครัวผมมีปัญหา”


หัวใจของเจียงเจินเจินกระตุกเล็กน้อย เธอถามต่อ


“ช่วยเล่ารายละเอียดหน่อยได้ไหม?”


ซุนฝาเหว่ยพูดว่า


“ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือ ว่าครอบครัวผมจะซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเพื่อสร้างบ้าน ตอนนี้ที่ดินซื้อมาแล้ว แต่เงินสำหรับสร้างบ้านกลับหมดแล้ว”


เจียงเจินเจินขมวดคิ้ว


“ก่อนที่ครอบครัวคุณจะซื้อที่ดิน ไม่ควรเตรียมเงินสำหรับสร้างบ้านไว้ก่อนหรือ?”


ในยุคนี้ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า บ้านขายล่วงหน้า บ้านต้องสร้างเสร็จก่อนถึงจะขายได้ ดังนั้นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมีเงินจำนวนมาก นอกจากจะกู้จากธนาคารแล้ว ก็ยังต้องใช้เงินทุนของตัวเองจำนวนไม่น้อย


ซุนฝาเหว่ยพูดว่า


“จริงๆก็เตรียมไว้แล้ว แต่หุ้นส่วนที่ทำงานกับเรามีปัญหาด้านการเงิน เลยไม่สามารถเอาเงินออกมาได้ทันที”


“ขาดอยู่เท่าไร?”


“อย่างน้อยก็ห้าล้านหยวน” ซุนฝาเหว่ยตอบ


ห้าล้านหยวน…


ดวงตาของเจียงเจินเจินเป็นประกาย


พอดีเหลือเกิน เงินที่เธอมีอยู่หลังจากซื้อบ้านที่ซิงกั่งไปแล้ว เงินส่วนที่เหลือยังไม่ได้แตะต้องเลย แต่เธอควรจะลงทุนเงินจำนวนมากขนาดนี้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของซุนฝาเหว่ยจริงหรือ?


เธอรู้ดีว่าในอนาคต วงการอสังหาริมทรัพย์จะรุ่งเรืองมาก อุตสาหกรรมนี้จะสร้างมหาเศรษฐีจำนวนมาก แม้แต่คนที่กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศก็มี ดังนั้นเธอจึงรู้สึกถูกดึงดูดทันที


แต่เงินจำนวนนี้คือ ห้าล้านหยวน


แม้ตั้งแต่เธอเกิดใหม่ การหาเงินจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่เจียงเจินเจินก็ยังไม่มีความกล้าที่จะเอาทรัพย์สินทั้งหมดที่เธอหาได้ไปลงทุนในครั้งเดียว


หลังจากลังเลอยู่เกือบสองนาที ซุนฝาเหว่ยก็แทบจะกินของหวานหมดแล้ว เธอจึงได้สติกลับมา แล้วถามชื่อบริษัทของเขา


เจียงเจินเจินคิดว่า ถ้าเธอเคยได้ยินชื่อบริษัทนี้มาก่อน แสดงว่าบริษัทต้องพัฒนาได้ดีและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนั้นเธอก็พร้อมจะขึ้นเรือลำใหญ่ลำนี้ทันที แต่ถ้าเป็นเพียงบริษัทเล็กๆที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เธอก็คงจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้หาทางทำเงินแบบอื่น


ซุนฝาเหว่ยบอกชื่อบริษัทของเขาอย่างตรงไปตรงมา และพูดด้วยรอยยิ้มว่า


“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ตอนที่บ้านของพวกเราสร้างเสร็จ ผมจะเก็บห้องดีๆไว้ให้คุณสักชุดหนึ่ง”


ทันทีที่ได้ยินชื่อบริษัทของเขา เจียงเจินเจินก็แทบอยากจะลงทุน ห้าล้านหยวน ลงไปในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเขาทันที


โชคดีที่หลังจากซุนฝาเหว่ยพูดจบ เธอก็ยังดึงสติกลับมาได้ แล้วพูดว่า


“จริงๆแล้ว…ฉันรู้จักคนคนหนึ่ง ฉันคิดว่าเธออาจจะสนใจธุรกิจของคุณ”


ดวงตาของซุนฝาเหว่ยสว่างขึ้นทันที


“จริงเหรอ? ใครล่ะ?”


เจียงเจินเจินตอบอย่างคลุมเครือ


“เธอมาจากซิงกั่ง”


ซุนฝาเหว่ยไม่ได้ถามต่อว่าเจียงเจินเจินรู้จักคนจากซิงกั่งได้อย่างไร เพราะเผิงเฉิงอยู่ใกล้เกาะเยวี่ยมาก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนจากเผิงเฉิงจำนวนมากก็แอบไปที่นั่น ดังนั้นการที่เจียงเจินเจินจะรู้จักคนจากซิงกั่งสักคนสองคนก็เป็นเรื่องปกติ


“เธอมีเงินสดมากขนาดนั้นจริงหรือ? แล้วสามารถเอาออกมาได้ทันทีไหม?” ซุนฝาเหว่ยถาม


เจียงเจินเจินพยักหน้า และตอบอย่างมั่นใจ


“มีแน่นอน จริงๆแล้วเธออยากจะลงทุนในเผิงเฉิงมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยมีโอกาส”


ซุนฝาเหว่ยหัวเราะเสียงดัง


“ดีมากจริงๆ!”


เขาลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น เดินวนรอบโต๊ะหินสองรอบ แล้วพูดกับเจียงเจินเจินว่า


“คุณช่วยผมไว้มากจริงๆ”


เจียงเจินเจินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า


“แต่ว่า…”


“แต่ว่าอะไร?”


“แต่เธออาจจะไม่ออกหน้าเอง ถ้าเธอให้เงินฉัน แล้วให้ฉันลงทุนแทนเธอ—”


ซุนฝาเหว่ยรีบพูดอย่างดีใจ


“ไม่มีปัญหา! ขอแค่เงินมาถึง คนจะมาหรือไม่ก็ไม่สำคัญ”


เจียงเจินเจิน: “…”


ก็จริงของเขา


ดังนั้นความร่วมมือระหว่างเจียงเจินเจินกับซุนฝาเหว่ยจึงถูกตกลงกัน จากนั้นทั้งสองก็เซ็นสัญญาการลงทุน ถึงแม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะดีและเธอก็รู้จักนิสัยของซุนฝาเหว่ยดี แต่ในเรื่องธุรกิจ เจียงเจินเจินก็ยังจ้าง ทนายมืออาชีพ มาช่วยตรวจสอบและให้คำแนะนำในการเจรจา


ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น และเจียงเจินเจินก็ได้ถือ หุ้นส่วนหนึ่งของบริษัทซุนฝาเหว่ย


เวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว หลังจากบริษัทของซุนฝาเหว่ยได้รับเงินทุนแล้ว โครงการก่อสร้างก็เริ่มต้นขึ้น


เหมือนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งเผิงเฉิงก็เต็มไปด้วยตึกสูงผุดขึ้นมากมาย โครงการบ้านพาณิชย์ของครอบครัวซุนฝาเหว่ยก็เริ่มเปิดขายอย่างเป็นทางการ


โครงการนี้ใช้รูปแบบการขายแบบเดียวกับโครงการบ้านพาณิชย์แห่งแรกของเผิงเฉิง บ้านหนึ่งหลังจะได้ โควต้าทะเบียนบ้านเผิงเฉิงสามที่ ราคาประมาณ หนึ่งพันหยวนต่อตารางเมตร


หลังจากโครงการบ้านพาณิชย์แห่งแรกเปิดขาย ก็จุดระเบิดตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเผิงเฉิงทันที ส่วนโครงการของซุนฝาเหว่ยเป็นโครงการที่สอง และช่วงเวลาการขายก็บังเอิญตรงกับช่วงที่ตลาดกำลังคึกคักที่สุด


ในวันเปิดขาย ผู้คนจำนวนมากถือเงินสดแน่น เดินเบียดกันเข้าไปในสำนักงานขาย 


เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ซุนฝาเหว่ยจึงจ้าง ‘บอดี้การ์ด’ มาดูแลความเรียบร้อยในสำนักงานขาย เพื่อป้องกันการขโมยหรือการปล้น


อย่างไรเสีย โครงการนี้ก็ถือเป็นธุรกิจของเธอด้วย ในวันเปิดขาย เจียงเจินเจินจึงมาที่สำนักงานขายเช่นกัน


แต่ยังไม่ทันเดินเข้าไปในประตู เธอก็เห็นฝูงชนแน่นขนัดด้านในจนตกใจและถอยหลังไปหนึ่งก้าว


“คุณหนูเจียง! คุณหนูเจียง!”


พนักงานหญิงของสำนักงานขายคนหนึ่งเห็นเธอ จึงรีบวางลูกค้าที่กำลังดูแลอยู่ แล้วเดินมาหาเธอทันที เธอเป็นหญิงสาวหน้าตาสวย และพูดด้วยรอยยิ้มว่า


“คุณซุนกำลังรอคุณอยู่ชั้นบน เขาบอกว่าถ้าเห็นคุณ ให้พาคุณขึ้นไปทันที”


เจียงเจินเจินพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินตามหญิงสาวขึ้นไปชั้นบน


เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นชุดโซฟาและโต๊ะกลางสำหรับรับแขก ส่วนโต๊ะทำงานและชั้นหนังสือของซุนฝาเหว่ยตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง


โต๊ะและชั้นหนังสือทำจากไม้แท้ ดูสง่างามและหนักแน่น แต่สิ่งที่ทำให้เจียงเจินเจินประหลาดใจที่สุดคือ บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์วางอยู่เครื่องหนึ่ง


ซุนฝาเหว่ยสังเกตเห็นสายตาของเธอ จึงยิ้มแล้วอธิบายว่า


“นี่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับงานสำนักงาน”


“แต่ผมเพิ่งเริ่มเรียน ยังใช้ไม่ค่อยคล่อง”


แน่นอนว่าเจียงเจินเจินรู้ว่ามันคือคอมพิวเตอร์ เธอเพียงแค่ประหลาดใจที่ในยุคนี้ก็มีคอมพิวเตอร์แล้ว


ในชีวิตก่อนของเธอ เธอเพิ่งรู้ว่ามีคอมพิวเตอร์อยู่จริงๆ ก็ช่วงทศวรรษ1990 แต่เธอไม่เคยใช้เลย เพราะทำงานในโรงงานมาตลอด ไม่มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์


อย่างไรก็ตาม เธอคิดว่า ชีวิตนี้เธอต้องเรียนใช้คอมพิวเตอร์ให้ได้


เจียงเจินเจินละสายตาจากคอมพิวเตอร์ แล้วพูดว่า


“วันนี้เพิ่งเปิดขายวันแรก ที่นี่คึกคักมากจริงๆ”


จากตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นฝูงชนแน่นขนัด


“ดูจากสถานการณ์แบบนี้ บ้านคงขายหมดภายในวันเดียว”


ซุนฝาเหว่ยเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า


“ตอนที่โครงการแรกเปิดขาย หลายคนยังลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ใช้เวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ บ้านก็ขายหมด”


เขาหยุดพูดเล็กน้อย แล้วมองฝูงชนด้านนอกหน้าต่างตามสายตาของเจียงเจินเจิน ก่อนพูดต่อว่า


“แต่โครงการของเรา… ผมพนันได้เลยว่า ไม่เกินสองวันก็ขายหมด”


บทที่ 223: การกลับมาพบกันอีกครั้ง


เจียงเจินเจินอุทานในใจ นี่มันบ้านที่ราคาตารางเมตรละ1,000หยวนเลยนะ


ถึงแม้เศรษฐกิจของเผิงเฉิงจะพัฒนาอย่างรวดเร็วในปีนี้ แต่ค่าแรงของคนงานกลับไม่ได้เพิ่มตามทัน เธอได้ยินมาว่า ตอนนี้คนงานในโรงงานมีเงินเดือนเพียง100หยวนต่อเดือน


ถ้าได้เงินเดือนเดือนละ100หยวน ต่อให้ไม่กินไม่ดื่มเลย ก็ยังต้องเก็บเงินมากกว่า40ปี ถึงจะซื้อบ้านเล็กๆขนาดประมาณ40ตารางเมตรได้


กล่าวอีกอย่างก็คือ ตอนนี้คนที่สามารถซื้อบ้านพาณิชย์ได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่หาเงินได้จากการทำธุรกิจ หรือมีฐานะเดิมอยู่แล้ว


ส่วนคนงานธรรมดาในเผิงเฉิงนั้น ไม่มีทางซื้อได้เลย


โครงการที่ซุนฝาเหว่ยพัฒนามีทั้งหมด15อาคาร แต่ละอาคารมี6ชั้น ชั้นละ6ห้อง รวมแล้วมีบ้านมากกว่า500หลัง


บ้านส่วนใหญ่เป็นแบบสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องน้ำ พื้นที่ก่อสร้างมากกว่า60ตารางเมตร พื้นที่ใช้สอยจริงประมาณ40กว่าตารางเมตร มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นแบบสามห้องนอน สองห้องนั่งเล่น ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่กว่า 


นั่นหมายความว่า บ้านที่ถูกที่สุดที่นี่ก็ต้องราคาหกถึงเจ็ดหมื่นหยวน แต่ซุนฝาเหว่ยกลับบอกว่าจะขายหมดภายในสองวัน เจียงเจินเจิน.อดถอนหายใจไม่ได้


“คนรวยในเผิงเฉิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจริงๆ”


ซุนฝาเหว่ยก็รู้สึกเหมือนกัน เขาพยักหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน


“ใช่แล้ว”


ดังนั้นเขาจึงวางแผนว่า หลังจากได้เงินทุนกลับมาแล้ว จะพัฒนาโครงการถัดไปทันที


“จริงสิ!”


ซุนฝาเหว่ยนึกอะไรขึ้นมาได้


“ผมเก็บบ้านไว้ให้คุณหนึ่งหลัง”


เจียงเจินเจินหันกลับมา แล้วชี้ไปที่ตัวเองอย่างตกใจ


“ให้ฉัน?”


ซุนฝาเหว่ยยิ้มและพยักหน้า


“ใช่ ผมเก็บไว้สองหลัง หลังหนึ่งผมอยู่เอง อีกหลังหนึ่งให้คุณ”


ตอนที่บ้านพาณิชย์แห่งแรกของเผิงเฉิงเปิดขาย เจียงเจินเจินเคยคิดจะซื้อเหมือนกัน เพราะการอยู่ในบ้านที่มีน้ำประปา ท่อระบายน้ำ มันสะดวกกว่าบ้านชั้นเดียวที่ไม่มีท่อระบายน้ำมาก


แต่หลังจากเธอไปสอบถามราคา เธอก็ล้มเลิกความคิดทันที มันแพงเกินไปจริงๆ


ถ้ามีเงินขนาดนั้น เธอสู้ซื้อบ้านชั้นเดียวเพิ่มอีกสองหลังดีกว่า เพราะในอนาคตถ้ามีการเวนคืน เธอจะได้หลายยูนิต


ส่วนบ้านพาณิชย์ที่สร้างตอนนี้ อีกไม่กี่สิบปีมันก็จะกลายเป็นบ้านเก่า มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมีจำกัด


ซุนฝาเหว่ยพูดต่ออย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย


“ก่อนหน้านี้คุณชอบบ้านแบบสี่ประสานหลังหนึ่งไม่ใช่หรือ? แต่เพราะเจ้าของบ้านดื้อเกินไป สุดท้ายคุณเลยซื้อไม่ได้ ดังนั้นผมคิดว่า อย่างน้อยผมต้องหาบ้านที่ดีกว่าให้คุณ”


ในความคิดของซุนฝาเหว่ย บ้านพาณิชย์ที่บริษัทของเขาสร้างตอนนี้ ถือว่าเป็นบ้านที่ดีที่สุดในเผิงเฉิง


แน่นอนว่า บ้านหลังนี้ไม่ได้ถูกแอบกันไว้จากบัญชีบริษัท เขาใช้เงินส่วนตัว ซื้อบ้านสองหลังนี้ไว้ก่อนที่โครงการจะเปิดขาย


เจียงเจินเจินเองก็ชอบบ้านพาณิชย์เหมือนกัน แต่เธอจะไม่รับบ้านฟรีอย่างสบายใจแน่นอน เธอยืนกรานว่าจะคืนเงินค่าบ้านให้ซุนฝาเหว่ย


เธอพูดว่า “คุณไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก”


“จริงๆแล้ว บ้านสี่ประสานที่ฉันชอบ ฉันให้คนไปซื้อมาแล้ว”


ความจริงก็คือ เจียงเจินเจินชอบบ้านหลังนั้นมาก มันมีพื้นที่กว้าง สถาปัตยกรรมคลาสสิกสง่างาม สวนเล็กๆที่สวยงาม


เมื่อเธอชอบและมีเงินอยู่แล้ว แน่นอนว่าเธอจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ 


หลังจากพยายามหลายรอบ ในที่สุดเธอก็ซื้อบ้านหลังนั้นมาได้


ซุนฝาเหว่ยตกใจมาก “คุณ… ซื้อมาแล้ว?”


เจียงเจินเจินยิ้มกว้าง เผยฟันเรียงสวยแปดซี่


“แน่นอน”


จากนั้นเธอก็พูดต่อ


“ดังนั้นอย่าคิดเรื่องนั้นอีกเลย บ้านที่คุณเก็บไว้ให้ฉันราคาเท่าไร ฉันก็จะโอนเงินให้”


“ถ้าคุณไม่รับเงิน ฉันก็จะไม่รับบ้าน”


ซุนฝาเหว่ยสู้เธอไม่ได้ จึงต้องยอมตกลง


แต่เขายืนยันว่าจะให้ ราคาภายในบริษัท


เจียงเจินเจินก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะบ้านที่บริษัทของเธอร่วมลงทุนสร้างเอง ราคาจึงต่อรองได้ง่าย


หลังจากนั้น ซุนฝาเหว่ยก็ให้กุญแจแก่เธอ แล้วพาเธอไปดูห้อง


อาคารมีทั้งหมด6ชั้น บ้านที่ซุนฝาเหว่ยให้เธออยู่เป็นชั้นสาม


ถึงแม้ชั้นหนึ่งจะมีลานเล็กๆ แต่ทางใต้มีอากาศชื้นมาก จึงไม่เหมาะ


ส่วนชั้นสอง ในยุคนั้นความปลอดภัยยังไม่ดี ขโมยสามารถปีนขึ้นไปได้ง่าย ดังนั้นซุนฝาเหว่ยจึงคิดว่า ชั้นสามหรือสี่ดีที่สุด ไม่สูงเกินไป และไม่เตี้ยเกินไป เจียงเจินเจินก็คิดเหมือนกัน 


มาดูเรื่องผังบ้านกัน บ้านหลังนี้มีพื้นที่ประมาณ70ตารางเมตร เป็นบ้านที่โปร่งทั้งทิศเหนือและใต้ ห้องนั่งเล่นและห้องนอนทุกห้องมีหน้าต่าง ห้องน้ำก็ไม่ใช่แบบห้องน้ำมืด และไม่มีการออกแบบทางเดินยาวๆเพื่อกินพื้นที่


เจียงเจินเจินชอบมันมาก แต่เธอก็คิดว่า สามห้องนอนยังเล็กไปหน่อย ในครอบครัวมีสี่คน ถ้ามีสี่ห้องนอนจะพอดี


แต่บ้านพาณิชย์ในตอนนี้มีได้มากสุดแค่สามห้อง ดังนั้นเด็กสองคนคงต้องอยู่ห้องเดียวกันไปก่อน


ในอนาคตถ้ามีวิลล่าพัฒนาออกมา ค่อยเปลี่ยนบ้านใหม่ก็ได้


ซุนฝาเหว่ยพูดว่า “บ้านยังไม่ได้ตกแต่ง แต่ผมรู้จักทีมตกแต่ง เดี๋ยวจะติดต่อให้”


“ตอนนั้นคุณเลือกกระเบื้องกับเฟอร์นิเจอร์ได้เอง”


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“ได้เลย ต้องรบกวนคุณแล้ว”


เธอเดินดูทุกห้อง ถึงแม้ตอนนี้จะยังเป็นเพียงปูนเปลือย แต่ในหัวของเธอ เธอได้คิดแบบการตกแต่งทั้งหมดไว้แล้ว


ช่วงนี้เธอชอบสไตล์นุ่มนวล อ่อนโยน ดังนั้นโทนหลักของบ้านจะเป็นสีสว่างนุ่มๆ เธอคิดไว้แล้วว่าโซฟาจะวางตรงไหน เตียงจะวางตรงไหน ตู้จะวางตรงไหน


ไม่คิดเลยว่า การมาครั้งนี้จะได้บ้านเพิ่มอีกหนึ่งหลัง


ระหว่างทางกลับบ้าน เจียงเจินเจินอารมณ์ดีมาก เดินอย่างกระฉับกระเฉง


ตอนนี้ธุรกิจของครอบครัวเดินหน้าไปได้ดี ถึงแม้โจวไห่ฮวาจะยุ่งทุกวัน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเธอมีพลังมากกว่าเมื่อก่อน


แม้บางครั้งจะคิดถึงเจียงชิงโหยว และเจียงซิงฮวา แต่ก็เพียงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ไม่รู้สึกเศร้าเหมือนก่อนอีกแล้ว


เจียงเจินเจินเข้าบ้านทางประตูหลัง แล้วไปที่ครัวก่อน เพื่อดูโจวไห่ฮวา


ตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงที่ลูกค้าเยอะ โจวไห่ฮวาจึงไม่ได้ยุ่งมาก ขณะทำงานก็ยังสามารถพูดคุยและหัวเราะได้


เจียงเจินเจินยืนอยู่หน้าประตูครัว แล้วพูดทักด้วยรอยยิ้ม


“แม่ ฉันกลับมาแล้ว!”


โจวไห่ฮวาหัวเราะ แต่ไม่ได้ตอบอะไร


เจียงเจินเจินรู้สึกแปลกใจ เธอจึงยื่นศีรษะเข้าไปดู


ชั้นวางของในครัวบังสายตา เธอจึงยังไม่เห็นโจวไห่ฮวา


“แม่?”


เจียงเจินเจินเรียกอีกครั้ง เธอกำลังจะพูดซ้ำว่าเธอกลับมาแล้ว แต่ทันใดนั้น ร่างหนึ่งที่เธอคิดถึงมานับไม่ถ้วน ก็ปรากฏในสายตาของเธอ


ในวินาทีนั้น เจียงเจินเจินรู้สึกเหมือนร่างกายแข็งค้าง เวลาเหมือนเดินช้าลง โลกทั้งใบเหมือนเงียบสนิท และในสายตาของเธอมีเพียง คนคนนั้นเท่านั้น


กู่เผยยิ้มอย่างสดใส ในดวงตาเต็มไปด้วยความคิดถึง เขาเดินมาหาเธอ กางแขนออก แล้วพูดว่า


“ฉันกลับมาแล้ว”


วินาทีถัดมา เจียงเจินเจินก็พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเขา น้ำตาเต็มดวงตา


ชายคนที่บอกว่าจะจากไปเพียงสามเดือน แต่กลับหายไปนานกว่าหนึ่งปี ในที่สุดก็กลับมาแล้ว…


บทที่ 224: ตอนพิเศษ (1) เราแต่งงานกันเถอะ


ในช่วงสามเดือนแรกหลังจากกู่เผยจากไป เพราะเผิงเฉิงกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การหาเงินจึงเติมเต็มชีวิตของเจียงเจินเจินไปหมด ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คิดถึงแฟนหนุ่มที่ห่างกันไกลมากนัก


ต่อมาเมื่อกู่เผยผิดนัดและไม่ได้กลับมาตามกำหนดสามเดือน เจียงเจินเจินก็เพียงแค่บ่นเล็กน้อย คิดว่าเขาอาจจะถูกงานระหว่างทางรั้งไว้ และคงจะกลับมาเร็วๆนี้


แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เธอก็มักจะเผลอคิดถึงกู่เผยโดยไม่รู้ตัว


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจียงเจินเจินไม่คาดคิดก็คือ กู่เผยไม่ได้กลับมาจนกระทั่งช่วงตรุษจีน


เจียงเจินเจินเริ่มกังวลอย่าง.อดไม่ได้ จากสามเดือนที่นัดกันไว้ ตอนนี้ผ่านไปครึ่งปีแล้ว ทำไมเขายังไม่กลับมา? หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น?


เธอกังวลเกี่ยวกับกู่เผยมาก จึงไปที่กองทัพ ‘นับครั้งไม่ถ้วน’ แต่คำตอบที่เธอได้รับก็มีเพียงให้เธอ ‘กลับไปและรอ’


ตอนนั้นเจียงเจินเจินคิดว่า เธอจะสามารถ ‘รอจนกู่เผยกลับมาได้จริงๆหรือ?’


ถ้ากู่เผยเป็น ‘สามีของเธอ’ ก็คงจะดี 


ถ้าเป็นภรรยา เธอจะสามารถรู้ข่าวของกู่เผยได้ทันทีหรือไม่? อย่างน้อยผู้นำในกองทัพก็คงไม่ปฏิบัติกับเธอแบบนี้


ในช่วงเวลานั้น เจียงเจินเจินถึงกับเริ่ม ‘เสียใจ’ ว่าทำไมก่อนที่กู่เผยจะจากไป เธอถึงไม่ได้พาเขาไปจดทะเบียนสมรส


โชคดีที่หลังจากรอมานาน ในที่สุดเธอก็ได้พบกู่เผยอีกครั้ง เขาปลอดภัยดี และไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ


“คุณ…ไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมถึงหายไปนานขนาดนี้?”


เจียงเจินเจิน.อดถามไม่ได้


กู่เผยยิ้มอย่างรู้สึกผิด แต่ไม่ได้ตอบอะไร ดังนั้นเจียงเจินเจินจึงเข้าใจทันที


เรื่องนี้ไม่สะดวกที่จะบอกเธอ เธอรู้ดีว่าพวกเขามีวินัยทางทหาร ดังนั้นเธอจึงเพียงแค่ถาม โดยไม่ได้คาดหวังคำตอบ


เธอสูดหายใจลึก สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าของกู่เผย ใบหน้าที่แม้จะผ่านแดดผ่านลมมา แต่ก็ยังไม่คล้ำมากนัก


จากนั้นเธอก็พูดออกมา “เราแต่งงานกันเถอะ”


กู่เผย: “???”


ระหว่างที่เขาไม่อยู่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


ดวงตาของเจียงเจินเจินเป็นประกาย “คุณหมายความว่ายังไง?”


กู่เผยเม้มริมฝีปาก “ผมรู้สึก… ไม่ค่อยดี”


เจียงเจินเจินจ้องเขา


ทันใดนั้น กู่เผยก็หัวเราะออกมา


“การขอแต่งงานแบบนี้ควรให้ผู้ชายพูดสิ เอาคำพูดนั้นคืนไป แล้วให้ผมพูดเอง”


ใบหน้าของเจียงเจินเจินก็ยิ้มกว้างทันที ดังนั้น เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน ก็ถูกตัดสินด้วยคำพูดไม่กี่ประโยคระหว่างคนสองคน


แน่นอนว่า การแต่งงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคู่รักสองคน แต่ยังเกี่ยวข้องกับครอบครัวของทั้งสองฝ่าย


กู่เผยเคยพบครอบครัวของเจียงเจินเจินแล้ว แต่เจียงเจินเจินยังไม่เคยพบครอบครัวของกู่เผย พอดีว่าหลังจากกู่เผยทำภารกิจที่ยาวนานมากเสร็จ กองทัพก็ให้เขาลาพักผ่อนยาว


กู่เผยจึงใช้เวลานี้ พาเจียงเจินเจิน ขึ้นเหนือไปพบพ่อแม่ของเขา


ต่างจากเผิงเฉิงที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ‘ปักกิ่ง’ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก บนถนนไม่มีชายหญิงแต่งตัวทันสมัยมากนัก และก็ไม่ได้มีไซต์ก่อสร้าง ตึกสูงใหม่ ผุดขึ้นทุกที่เหมือนเผิงเฉิง


แต่ที่นี่คือเมืองหลวง จึงมีความรู้สึกหนักแน่น สง่างาม และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์


สำหรับเจียงเจินเจิน นอกจากชีวิตก่อนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในสองชีวิตของเธอ ที่ได้มาปักกิ่ง


ขณะนั่งรถเมล์ เธอตื่นเต้นมาก ชี้ไปที่สิ่งต่างๆนอกหน้าต่าง แล้วถามกู่เผยให้ช่วยอธิบาย


แม้ว่ากู่เผยจะเข้ากองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขาอ่านหนังสือมามาก ทุกสถานที่ที่เธอชี้ เขาสามารถเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องได้ ทำให้เจียงเจินเจินฟังอย่างหลงใหล


กู่เผยยิ้มแล้วพูด


“หลังจากพบพ่อแม่ผมแล้ว ผมจะพาคุณเที่ยวที่นี่ดีๆ”


เจียงเจินเจินพยักหน้าอย่างรวดเร็ว


“ตกลง!”


ตอนนั้นเอง ป้าคนหนึ่งที่นั่งเฉียงอยู่ด้านหน้าหันกลับมา แล้วถามขึ้น


“สหายทั้งสองมาจากทางใต้หรือ?”


เจียงเจินเจินยิ้มตอบ


“ใช่ค่ะ ฉันมาจากมณฑลตง”


ป้าคนนั้นพูดขึ้นทันที


“ฉันก็ว่าทำไมสำเนียงไม่เหมือนพวกเรา ที่แท้มาจากมณฑลตงนี่เอง”


เธอมองเจียงเจินเจินตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดว่า


“ชุดของเธอแบบนี้กำลังฮิตที่นั่นหรือ? สวยจริงๆ”


วันนี้เจียงเจินเจินสวมเสื้อโค้ทยีนส์สีน้ำเงิน ปกเสื้อใหญ่แบบดีไซน์พิเศษ ปกมีสองชั้น ชั้นหนึ่งเป็นปกเสื้อเชิ้ตธรรมดา อีกชั้นเป็นปกโค้งกว้าง ขอบปกทั้งหมดตกแต่งด้วยขอบสีดำ


ผมของเธอตอนนี้เป็นลอนยาวปานกลาง เธอถักเปียด้านเดียว ผูกโบว์สีดำขนาดใหญ่ ปล่อยให้โบว์ตกอยู่ใต้กระดูกไหปลาร้าเล็กน้อย


บนศีรษะสวม ‘หมวกทรงกลม’ การแต่งตัวแบบนี้ทำให้เธอดูทั้งเท่ เรียบร้อย แต่ก็น่ารักขี้เล่น


เธอคาดเข็มขัดที่เสื้อโค้ท ทำให้เอวคอดเห็นชัด แสดงสัดส่วนร่างกายที่ได้เปรียบ ด้านล่างใส่กางเกงสูทสีดำ รองเท้าส้นสูงสีดำ


โชคดีที่กู่เผยหน้าตาดี ไม่อย่างนั้นด้วยความสูงของเจียงเจินเจิน ถ้าอยู่กับผู้ชายที่เตี้ย เธอคงต้องเลิกใส่ส้นสูงไปเลย


เจียงเจินเจินดีใจมากเมื่อมีคนชมการแต่งตัวของเธอ เธอยิ้มแล้วพูดว่า


“จะบอกว่าฮิตที่สุดก็คงไม่ใช่ แต่จะฮิตหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ขอแค่สวยก็พอ!”


ป้าคนนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า


“จริง”


แต่หลังจากลงจากรถ เจียงเจินเจินก็อดไม่ได้ที่จะดึงกู่เผย แล้วถามว่า


“วันนี้ฉันแต่งตัว…ดูไม่ดีหรือเปล่า?”


เธอกลัวว่าการแต่งตัวของเธอจะดูโดดเกินไป และไม่เข้ากับบรรยากาศของปักกิ่ง


กู่เผยถอยหลังหนึ่งก้าว มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดว่า


“ไม่เลย ผมว่าสวยมาก”


เจียงเจินเจินรีบส่ายหัว


“ไม่ๆๆ ฉันหมายถึงว่า มันดู…เอ่อ…แฟชั่นเกินไปหรือเปล่า?”


กู่เผยหัวเราะ


“เสื้อผ้าไม่ได้แฟชั่นหรอก แต่แฟนผมต่างหากที่แฟชั่น ดังนั้นไม่ว่าใส่อะไรก็ดูแฟชั่นไปหมด”


เจียงเจินเจินหัวเราะ แล้วตีเขาเบาๆ


“ฉันพูดจริงนะ!”


กู่เผยจับมือของเธอ เก็บรอยยิ้ม แล้วพูดอย่างจริงจัง


“ผมก็พูดจริงเหมือนกัน”


“เจินเจิน สิ่งที่คุณเตรียมมาดีมาก เสื้อผ้าคุณตอนนี้ก็ดีมาก ภาษาจีนกลางของคุณก็พูดได้ดี ดังนั้นอย่ากังวลเลย พ่อแม่ผม…พวกเขาชอบคุณมาก”


เจียงเจินเจินพูด


“เรายังไม่เคยเจอกันเลย คุณก็รู้แล้วว่าพวกเขาจะชอบฉัน?”


กู่เผยตอบอย่างจริงจัง


“แน่นอน! เพราะคุณช่วยชีวิตลูกชายของพวกเขา”


“อีกอย่าง พี่สาวผมก็เคยเจอคุณแล้วไม่ใช่หรือ? หลังจากเธอกลับไป เธอพูดเรื่องดีๆของคุณให้พ่อแม่ฟังมากมาย พวกเขารู้สึกขอบคุณมาก ที่คุณยอมรับลูกชายที่ไร้ความสามารถของพวกเขา”


เจียงเจินเจินรีบพูด


“คุณไม่ได้ไร้ความสามารถ คุณเก่งมากต่างหาก”


แต่หลังจากได้ยินคำพูดของกู่เผย เธอก็รู้สึกง ‘สบายใจขึ้นเล็กน้อย’ เธอสูดหายใจลึก แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออก


จากนั้นพูดว่า “ไปกันเถอะ”


แม่ของกู่เผยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ดังนั้นพ่อแม่ของเขาจึงอาศัยอยู่ในอาคารที่พักของมหาวิทยาลัย


ตึกนี้สร้างมากว่าสิบปีแล้ว แต่ดูแลรักษาอย่างดี ทางเดินก็สะอาดมาก 


ครอบครัวของกู่เผยอยู่ชั้นสาม เมื่อมาถึงหน้าประตู กู่เผยยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นเคาะประตู แล้วตะโกนว่า “พ่อ! แม่! ผมกลับมาแล้ว! ผมพาลูกสะใภ้ในอนาคตของพวกคุณมาด้วย!”


บทที่ 225: ตอนพิเศษ (2) ความทะเยอทะยาน


นับตั้งแต่หมู่บ้านซื้อเรือดีเซลมา เจียงฝูอวิ๋นและเจียงเหอผิงก็ฝากความหวังทั้งหมดในการรั้งคนหนุ่มสาวของหมู่บ้านไว้กับเรือลำนี้


ช่วงแรกๆ คนหนุ่มสาวบางส่วนที่เคยอยากไปเผิงเฉิงก็ถูกดึงตัวให้อยู่ต่อได้จริง แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ ไม่นานหลังจากซื้อเรือดีเซลมา เผิงเฉิงก็ประกาศขึ้นค่าแรงของคนงาน


จากเดิม เดือนละ50หยวน กลายเป็นเดือนละ100หยวน ถ้าเดือนละ100หยวน ปีหนึ่งก็1,200หยวน


ตัวเลขนี้มีแรงดึงดูดมหาศาลสำหรับคนหนุ่มสาวบนเกาะ นอกจากการขึ้นเงินเดือนแล้ว ยังมีชาวบ้านบางคนที่ไปทำธุรกิจที่เผิงเฉิงแล้ว ร่ำรวยขึ้นมาเล็กน้อย


แม้จะไม่ถึงระดับเศรษฐีหมื่นหยวน แต่ก็ต้องถือว่ามีฐานะ เพราะเขาซื้อทีวีสีเครื่องใหญ่ให้ครอบครัว เรื่องนี้ยิ่งทำให้คนหนุ่มสาวบนเกาะ อยากออกไปมากขึ้น


ดังนั้น คนหนุ่มสาวบนเกาะจึงค่อยๆออกจากเกาะพระจันทร์ ที่พวกเขาเคยอาศัยมานาน


เพราะเผิงเฉิงกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทุกที่ต้องการแรงงาน ตราบใดที่ขยันและมีความสามารถ ก็สามารถหางานได้ 


ดังนั้น ไม่ว่าเจียงฝูอวิ๋นและเจียงเหอผิงจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่สามารถรั้งคนไว้ได้ ทำได้เพียงมองดูจำนวนคนในหมู่บ้านลดลงเรื่อยๆ


ในอดีต หมู่บ้านมีเรือน้อยแต่คนเยอะ หลายคนอยากออกทะเลก็ยังไม่มีโอกาส แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม เรือยังเท่าเดิม แต่คนกลับน้อยเกินไป


เรือประมงหลายลำจอดอยู่ที่ท่า ไม่มีคนออกทะเล ทั้งที่จำนวนเรือในหมู่บ้านก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง


เจียงฝูอวิ๋นมองเรือประมงที่ท่าเรือ ใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ผมสีดำที่เหลือไม่มากอยู่แล้ว ตอนนี้แทบจะกลายเป็นสีขาวหมด


เจียงเหอผิงถอนหายใจ แล้วพูดปลอบเขา “เราไปห้ามพวกเขาไม่ได้หรอก ขาอยู่ที่ตัวพวกเขา จะไปหักขาพวกเขาได้ยังไง”


“ผมได้ยินมาว่าเกาะซุนก็เหมือนพวกเรา หลายคนก็หนีไปเหมือนกัน ไม่มีใครหยุดได้”


เจียงฝูอวิ๋นพูดเสียงขรึม


“อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าลูกชายของคุณก็ไปเผิงเฉิงหางานทำแล้ว”


เจียงเหอผิงพูดไม่ออก เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า


“แล้วลูกของคุณล่ะ ไม่มีใครพูดถึงว่าเขาก็ไปเผิงเฉิงหรือ?”


เขายิ้มอย่างขมขื่น


“แน่นอนว่าผมก็อยากให้ลูกอยู่ แต่เขาตัดสินใจแล้ว ถ้าผมฝืนบังคับเขาไว้ เขาจะเกลียดผมในอนาคต”


การพัฒนาในเผิงเฉิงมีอนาคตดีกว่าอยู่บนเกาะพระจันทร์มาก เจียงเหอผิงรู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ห้ามลูกชาย


ลึกๆแล้วเขายังหวังด้วยซ้ำว่า กชายจะมีชีวิตที่ดีขึ้น


“พี่ฝูอวิ๋น”


เจียงเหอผิงพูดต่อ


“จริงๆแล้วถ้าคิดอีกมุม เด็กๆหาเงินได้มากขึ้นก็เป็นเรื่องดี ครอบครัวของพวกเขาจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น”


แต่เจียงฝูอวิ๋นกลับถาม


“แล้วหมู่บ้านเจียงเจียจะทำยังไง?”


เจียงเหอผิงตอบ


“ถ้าไม่มีคน หมู่บ้านจะมีอยู่ได้ยังไง?”


เขาคิดได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำ เขาก็ทำไปหมดแล้ว ที่ดินของหมู่บ้านจัดสรรแล้ว เรือดีเซลมีหนึ่งลำ เรือใบที่เหลือก็ให้ชาวประมงเช่าไปทำประมง แต่จะมีประโยชน์อะไร คนก็ยังทิ้งเรือแล้วหนีไปเผิงเฉิง


หลังจากคิดได้ เขาก็รู้สึกโล่งขึ้น ถึงกับกินข้าวเพิ่มอีกหนึ่งชาม


เจียงฝูอวิ๋นเองก็รู้ดี ถึงจะดิ้นรนแค่ไหน ก็ไม่สามารถหยุดกระแสของยุคสมัย


แต่เมื่อมองเรือดีเซลที่ท่าเรือ เขาก็พึมพำ


“แต่… เงินที่เรากู้มาซื้อเรือดีเซล… เราจะใช้คืนได้ไหม?”


เจียงเหอผิงมองเรือลำใหญ่เช่นกัน ในใจเขาเริ่มเสียใจ


หมู่บ้านไม่ควรซื้อเรือลำนี้ตั้งแต่แรก ตอนนี้ในหมู่บ้านแทบไม่มีคนแล้ว จะเอาอะไรไปหาเงินจากการประมงเพื่อใช้หนี้


ในตอนนั้นเอง เจียงเจินเจินเป็นคนเสนอวิธีแก้ปัญหา เธอพูดว่า


“ฉันเอาเรือลำนี้”


ตลอดปีที่ผ่านมา เจียงเจินเจินหาเงินได้มากจากการขายไข่มุก อาหารทะเล และร้านติ่มซำ เงินของเธอเพียงพอที่จะซื้อเรือดีเซล


น่าเสียดายว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมกับซุนฝาเหว่ย แม้บ้านจะขายหมดเร็ว แต่เงินกำไรถูกนำไปลงทุนในโครงการใหม่ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้รับเงินปันผลมากนัก ไม่เช่นนั้น เธอคงซื้อเรือหลายลำตั้งเป็นกองเรือได้แล้ว


เจียงเหอผิงตกใจกับความใจกว้างของเธอ


“เธอ…เธอ…”


“เรือลำนี้แพงมากนะ เธอมีเงินมากขนาดนั้นหรือ?”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“จะขายหรือไม่ขาย คุณเป็นคนตัดสินใจ”


เจียงเหอผิงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วคิดในใจ


ไม่น่าแปลกใจเลย ทำไมคนหนุ่มสาวถึงอยากไปเผิงเฉิงกันหมด


เจียงเจินเจินเพียงแค่เปิดร้านติ่มซำ แต่ในเวลาเพียงหนึ่งปี เธอก็สามารถซื้อเรือดีเซลได้แล้ว


หลังจากเงียบไปนาน เจียงเหอผิงจึงพูดขึ้นด้วยสายตาที่ซับซ้อน


“ขาย”


ดังนั้น เรือดีเซลลำเดียวของหมู่บ้าน จึงกลายเป็นของเจียงเจินเจิน


สำหรับเจียงเจินเจิน เรือประมงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจับปลา แต่ยังเป็นพาหนะเดินทาง


เพราะในยุคนี้ยังไม่มีเรือยอชต์ส่วนตัวให้ซื้อ ต่อไปเวลาที่เธอไปเผิงเฉิง เธอสามารถขับเรือไปเอง สะดวกกว่ามาก


ยิ่งไปกว่านั้น ใครบอกว่าการประมงทำเงินไม่ได้?


เจียงเจินเจินมี ‘กลโกงพิเศษ’ แค่ไปทะเลก็สามารถหาเงินได้ง่าย


ยิ่งไปกว่านั้น ปลาที่จับได้จากเรือของตัวเอง เธอสามารถตัดสินใจทุกอย่างได้เอง


ในอนาคต เธอตั้งใจจะเปิดโรงงานแปรรูปในเผิงเฉิง เพื่อผลิตปลาโอแห้ง หรือปลากระป๋อง สำหรับส่งออก เธอคิดว่านั่นจะทำเงินได้มาก


แต่ไม่ใช่แค่เรือดีเซลเท่านั้น เจียงเจินเจินยังจับตามองเกาะพระจันทร์และทะเล เธอวางแผนจะเช่าพื้นที่อ่าวไข่มุก ที่ใช้เลี้ยงหอยมุกในอนาคต


เธอสามารถเพาะเลี้ยงหอยมุกผีเสื้อขาวจำนวนมาก เพื่อผลิตไข่มุก


ไม่อย่างนั้น ใครก็สามารถไปเก็บไข่มุกได้ และเธอก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า มันเป็นของเธอ


อย่างไรก็ตาม การเช่าพื้นที่ทะเล เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งเจียงเหอผิงและเจียงฝูอวิ๋น ไม่กล้าตัดสินใจ


เจียงเจินเจินรู้ว่า ก่อนที่เธอจะเกิดใหม่ การเช่าพื้นที่ทะเล ‘เป็นเรื่องปกติ’ แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่มีนโยบาย แต่เธอไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่าย เธอเดินทางไปหลายที่ พบผู้คนมากมาย พูดคุยไม่รู้กี่ครั้ง


ในที่สุด เธอก็ได้รับ ‘อนุมัติจากเบื้องบน’ ให้เช่าพื้นที่ทะเล ‘อ่าวไข่มุกใกล้เกาะพระจันทร์เป็นเวลา20ปี’


วันที่เธอได้อ่าวไข่มุก เจียงเจินเจินแทบรอไม่ไหว เธอขี่วาฬเพชฌฆาตไปดูอาณาเขตของตัวเอง เธอชี้ไปที่ทะเลสีฟ้า แล้วร้องไห้ด้วยความตื่นเต้น


“จิงจิง! นี่คืออาณาเขตของฉัน!”


ดูเหมือนว่าวาฬจะรับรู้ความตื่นเต้นของเธอ มันพาเจียงเจินเจินว่ายวนอยู่ในอ่าวไข่มุก เหมือนกำลังแสดงความดีใจเหมือนกัน


เจียงเจินเจินหัวเราะ ตบหลังวาฬเบาๆ


“พอแล้ว พอแล้ว ถ้าวนอีกฉันจะเวียนหัวแล้ว”


วาฬจึงหยุดหมุน


เจียงเจินเจินมองทะเลของตัวเอง เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย


จากนั้นเธอมองไปยังขอบฟ้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย


ดวงตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เธอคิดว่า


ในอนาคต เธอจะต้องมีตำแหน่งหนึ่งในตลาดไข่มุกระดับโลก


บทที่ 226: ตอนพิเศษ (3) กรรมสนอง


“ทางนี้ ทางนี้ ทางนี้”


เจียงเจินเจินพาคนกลุ่มหนึ่ง พร้อมทั้งรถขุดที่ขนมาจากเผิงเฉิง มายังเกาะพระจันทร์


เวลาผ่านไปแล้วห้าปี ตอนนี้บนเกาะพระจันทร์แทบไม่มีคนออกทะเลหาปลาแล้ว คนส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่เผิงเฉิง คนที่เหลืออยู่เกือบทั้งหมดเป็นคนชรา ที่ไม่อยากจากบ้านเกิดไปไหน


วันนี้เจียงเจินเจินกลับมาพร้อมคนจำนวนมาก ทำให้หมู่บ้านที่กำลังเงียบเหงา มีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย


ชาวบ้านจำนวนมากออกมาต้อนรับเธอ แล้วถามว่า


“เจินเจิน เธอจะทำอะไรหรือ?”


เจียงเจินเจินยิ้มแล้วตอบ


“ฉันจะรื้อบ้านที่ต่อเติมไว้ริมทะเล แล้วสร้างใหม่ค่ะ”


เธอกำลังพูดถึงบ้านหลังที่เฉินเซียงจวินเคยต่อเติมไว้ คุณยายคนหนึ่งพูดด้วยความประหลาดใจ


“จะสร้างบ้านหรือ?”


“ดีเลย! ฉันได้ยินว่าคนรวยในเผิงเฉิงตอนนี้อยู่บ้านแบบวิลล่า”


“เจินเจิน เธอก็สร้างสักหลังสิ!”


เจียงเจินเจินยิ้มแล้วตอบ


“ได้ค่ะ!”


ความจริงแล้วเธอวางแผนจะสร้างวิลล่า และได้ให้ดีไซเนอร์จากซิงก่างออกแบบไว้แล้ว ไม่ใช่แค่วิลล่าธรรมดา แต่เป็น ‘วิลล่าที่มีสระว่ายน้ำ’


ชาวบ้านบางคนพูดต่อ


“ถ้าคนงานสร้างบ้านไม่พอ ฉันยังมีแรงอยู่ เรียกฉันมาช่วยได้เลย”


อีกคนก็พูด


“บ้านฉันก็ช่วยได้เหมือนกัน!”


“ใช่ๆ ฉันก็ช่วยสร้างได้!”


มีคำกล่าวว่า น้ำไหลลงที่ต่ำ คนมุ่งสู่ที่สูง


ตอนนี้เผิงเฉิงพัฒนาเร็วขึ้นเรื่อยๆ คนหนุ่มสาวบนเกาะที่สามารถออกไปได้ก็ออกไปหมดแล้ว แต่เจียงเจินเจินซึ่งเป็นคนแรกที่ร่ำรวยบนเกาะ กลับไม่เคยย้ายออกไป


มีข่าวลือว่าธุรกิจของครอบครัวเธอดีมาก หาเงินได้จำนวนมาก ไม่เพียงซื้อเรือดีเซลของหมู่บ้าน แต่ยังซื้อบ้านพาณิชย์ในเผิงเฉิง 


แต่เธอก็ยังไม่ย้ายออก ไม่ใช่แค่กลับมาบ้างเป็นครั้งคราว เธออาศัยอยู่บนเกาะพระจันทร์ และค่อยไปเผิงเฉิงเป็นครั้งคราวเพื่อดูแม่


คนชราบนเกาะชอบเจียงเจินเจินมาก เพราะการที่เธอยังอยู่ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า หมู่บ้านไม่ได้ตายไปแล้ว แต่ยังมีชีวิตชีวา ดังนั้นพวกเขาจึงต้อนรับเธออย่าง.อบอุ่น


เจียงเจินเจินก็รับความปรารถนาดีเหล่านั้น ตอบรับทีละคนด้วยรอยยิ้ม หลังจากกล่าวลาเหล่าผู้เฒ่า เธอก็นำคนงานเดินไปยังบ้านริมทะเล


ระหว่างทาง คนงานก่อสร้างบางคน.อดพูดไม่ได้


“เกาะของคุณสวยมากจริงๆ”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“ใช่ค่ะ เกาะพระจันทร์ของเราสวยมาก”


เธอมองไปยังทะเลสีฟ้า ท้องฟ้าใส และสีเขียวของต้นไม้บนเกาะ ทำให้คนรู้สึกสบายใจทันที


บนเกาะพระจันทร์ยังมีชายหาดทรายขาวขนาดใหญ่ ต้นไม้ผลมากมาย บ้านสไตล์เกาะที่แตกต่างจากแผ่นดินใหญ่


อาหารทะเลแสนอร่อย แนวปะการังสีสันสดใส เมื่อมองจากด้านบนเกาะมีรูปร่าง เหมือนพระจันทร์เสี้ยว จึงได้ชื่อว่า ‘เกาะพระจันทร์’


ส่วนส่วนเว้าของพระจันทร์เรียกว่า อ่าวพระจันทร์


น้ำทะเลของอ่าวพระจันทร์ใสมาก มีแนวปะการังจำนวนมาก ถ้าดูแลดีๆสามารถพัฒนาเป็น สถานที่ดำน้ำได้เลย


ยิ่งไปกว่านั้น “ไข่มุก” ที่ข้อมือของเจียงเจินเจิน สามารถชำระล้างน้ำทะเล ดังนั้นเธอไม่กังวลว่าปะการังจะถูกทำลาย


หากประชาสัมพันธ์ดีในอนาคต เกาะพระจันทร์ไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ แต่ยังอาจกลายเป็นแหล่งดำน้ำระดับโลก


ด้วยเหตุนี้ เจียงเจินเจินจึงคิดจะสร้างวิลล่าบนเกาะ


ในอนาคต ไม่เพียงอยู่เองได้ แต่ยังสามารถปล่อยเช่าเป็นโฮมสเตย์


แน่นอนว่า มีบ้านเพียงหนึ่งสองหลังอาจไม่พอ เธอจึงคิดว่าในอนาคตอาจร่วมมือกับ ‘ซุนฝาเหว่ย’ เพื่อพัฒนาเกาะพระจันทร์ร่วมกัน


เมื่อมาถึงบ้านริมทะเล ทีมก่อสร้างก็เริ่มทำงานทันที


พวกเขาเริ่มจากเคลียร์ลานบ้าน จากนั้นรื้อบ้านเก่าภายใต้แดดร้อนจัด


เจียงเจินเจินเห็นว่าพวกเขาทำงานหนัก จึงตั้งใจจะกลับบ้านไปเอาเครื่องดื่มเย็นๆจากตู้เย็น มาให้พวกเขาดื่ม


แต่ทันใดนั้น เสียงประหลาดใจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง


“เอ๊ะ นี่อะไร?”


เจียงเจินเจินหันกลับไปทันที เห็นกล่องสี่เหลี่ยมสีดำ


มีคนถามขึ้น “เอามาจากไหน? เมื่อกี้ฉันยังไม่เห็นเลย”


อีกคนตอบ “จะเห็นได้ยังไง มันซ่อนอยู่ในกำแพง”


“ในกำแพง?” คนหนึ่งร้อง แล้วหยิบมันขึ้นมาดู


“ของแปลกจริงๆ ซ่อนอยู่ในกำแพงเหรอ”


สิ่งของสีดำชิ้นนี้ ทำให้คนงานทั้งหมดในลานบ้านมุงดู


เจียงเจินเจินก็เดินเข้าไปดูเช่นกัน


ด้วยประสบการณ์จากละครต่อต้านญี่ปุ่น ที่เธอเคยดูในชีวิตก่อน เธอจำมันได้ทันที


หัวใจของเธอจมลงทันที ทำไมบ้านของเฉินเซียงจวินถึงมีของแบบนี้


มันจะถูกส่งไปให้ใคร? แล้วทำไมต้องซ่อนไว้ในกำแพง?


ลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้นในใจเธอทันที ขณะที่คนงานกำลังจะโยนเครื่องนั้นทิ้ง แล้วทำงานต่อ เจียงเจินเจินตะโกนทันที


“หยุด! หยุดก่อน!”


เสียงของเธอดังมาก สีหน้าก็จริงจัง


คนงานตกใจทันที หัวหน้าทีมถาม


“เกิดอะไรขึ้นครับ คุณเจียง?”


เจียงเจินเจินพูดอย่างเคร่งขรึม


“อย่าเพิ่งก่อสร้าง และอย่าแตะอะไรที่นี่อีก ล้อมพื้นที่นี้ไว้ อย่าให้ใครเข้า”


เธอหยุดเล็กน้อย แล้วพูดเสียงอ่อนลง


“ไม่ต้องห่วงนะคะ วันนี้ทุกคนยังได้เงินค่าแรงเต็ม”


คนงานทำงานหนักก็เพื่อเงิน เมื่อได้ยินว่าจะได้เงิน พวกเขาก็ยิ้มทันที


“ได้ครับ! ก่อนที่คุณจะกลับมา เราจะไม่ให้แมลงวันสักตัวเข้าไปได้”


เจียงเจินเจินพยักหน้า แล้วรีบออกไปทันที


แต่เธอไม่ได้ไปที่สำนักงานหมู่บ้าน เธอไปหาหน่วยทหารของกู่เผยทันที


หลังจากฟังเรื่องทั้งหมด สีหน้าของกู่เผยก็จริงจังทันที จากนั้นเขาก็นำคนไปที่บ้านเก่าของเฉินเซียงจวิน


ไม่นาน พื้นที่นั้นก็ถูกขุดค้นอย่างละเอียด แล้วพวกเขาก็เอาหลักฐานทั้งหมดกลับไป


เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านรู้กันทั่ว เพราะยังไงก็มีคนเห็นการเคลื่อนไหว


คืนนั้น หมู่บ้านจัดประชุมทันที เพื่อเตือนชาวบ้านห้ามพูดเรื่องนี้กับใคร 


ไม่เช่นนั้น สถานีตำรวจจะจับกุม


ชาวบ้านจึงเงียบทันที ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้อีก


ประมาณสองสัปดาห์ต่อมา เจียงเจินเจินก็ได้รับข่าวแน่ชัด เกี่ยวกับเฉินซินหนง พ่อของเฉินเซียงจวิน


กู่เผยบอกเธอว่า เฉินซินหนงน่าจะถูกประหารชีวิต ส่วนเฉินเซียงจวิน ไม่มีหลักฐานเอาผิดเขาได้ แต่ใครจะลืมได้ ว่าเขาเป็นลูกของเฉินซินหนง


เมื่อทางโรงงานไฟฟ้ารู้เรื่องนี้ เขาก็ถูกไล่ออกทันที


เขาเป็นคนมีการศึกษาและฉลาด จึงไปสมัครงานที่บริษัทอื่น แต่ไม่นานก็ถูกไล่ออกอีก


หลังจากเปลี่ยนงานหลายแห่ง สุดท้ายเขาต้องไปแบกอิฐในไซต์ก่อสร้าง เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ


ครั้งหนึ่ง ตอนที่เจียงเจินเจินไปตรวจไซต์ก่อสร้างของตัวเอง เธอก็เห็นร่างหนึ่งที่คุ้นเคย


ผมครึ่งดำครึ่งขาว เสื้อผ้าปะชุน ใบหน้าชราคร่ำ ดวงตาว่างเปล่า


ถ้าเธอไม่ได้เกลียดเขามาก เธอคงจำเขาไม่ได้ทันที


เฉินเซียงจวินดูเหมือนจะขาเจ็บ เขาเดินกะเผลก แบกไม้เดินไปข้างหน้า หัวหน้าคนงานด่าเขา


“ไอ้ขาพิการ! ทำงานให้เร็วหน่อย! ถ้ายังชักช้า ฉันจะไล่แกออก!”


เฉินเซียงจวินรีบเร่งฝีเท้า แล้วหายไปจากสายตาของเจียงเจินเจิน


เลขานุการถามอย่างระมัดระวัง


“คุณเจียง คุณกำลังดูอะไรอยู่?”


เจียงเจินเจินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วตอบ


“ฉันกำลังดู…กรรมสนอง”


จากนั้นเธอก็เรียกหัวหน้าคนงานมาหา แล้วพูดอย่างเรียบเฉย


“ทำไมในไซต์ก่อสร้างยังรับคนพิการเข้ามาทำงาน?”


“ไล่ออกไป”


บทที่ 227: ตอนพิเศษ (4) บ้านของเรา


หลังจากเหตุการณ์ในไซต์ก่อสร้างวันนั้นผ่านไป ชีวิตของเจียงเจินเจินก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง บ้านริมทะเลที่ถูกรื้อไปแล้ว ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างขึ้นมาใหม่ภายใต้การทำงานของทีมก่อสร้าง


กำแพงสีขาว หลังคาทรงลาด และกระจกบานใหญ่ที่หันออกสู่ทะเล


นี่คือ ‘วิลล่าริมทะเล’ ที่เจียงเจินเจินฝันเอาไว้


ด้านหน้าของบ้านมีสระว่ายน้ำรูปครึ่งวงกลม เชื่อมต่อกับลานไม้ที่ทอดยาวไปจนเกือบถึงชายหาด


เมื่อยืนอยู่บนระเบียงชั้นสอง ก็สามารถมองเห็น ทะเลสีคราม ท้องฟ้าสีฟ้า และเรือดีเซลของเธอที่จอดอยู่ไกลๆ


วันหนึ่งในช่วงเย็น ขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เจียงเจินเจินยืนอยู่บนระเบียงบ้านใหม่ ลมทะเลพัดผมของเธอเบาๆ 


ด้านล่างของลานบ้าน เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะของเด็กสองคนดังไปทั่วลาน


“คุณอา! คุณอา! ดูสิ!”


เจียงชุนเฟิงตะโกนขึ้น เขาถือเปลือกหอยขนาดใหญ่ในมือ


เจียงชุนเจียวรีบวิ่งตามมา “อันนี้สวยมาก!”


เจียงเจินเจินยิ้ม แล้วลงจากระเบียง


“เอามาให้อาดูหน่อยสิ”


เด็กสองคนรีบวิ่งเข้ามา


เจียงเจินเจินรับเปลือกหอยมา พลิกดูแล้วหัวเราะเบาๆ


“สวยจริงด้วย”


ในเวลานั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านหลัง


กู่เผยเดินเข้ามา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดา แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อย


หลังจากหลายปีผ่านไป แววตาของเขายังคง.อบอุ่นเหมือนเดิม เขามองบ้านหลังใหม่แล้วพูดขึ้น


“ในที่สุดก็สร้างเสร็จแล้ว”


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“ใช่”


เธอมองไปรอบๆบ้าน


“ฉันคิดไว้นานมากว่าจะสร้างบ้านแบบไหน สุดท้ายก็เลือกแบบนี้”


กู่เผยหัวเราะเบาๆ


“ดีแล้ว บ้านแบบนี้เหมาะกับคุณ”


เขาเดินไปยืนข้างเธอ ทั้งสองคนมองไปยังทะเลที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีทองจากแสงอาทิตย์ยามเย็น


หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง กู่เผยก็พูดขึ้น


“คุณยังจำได้ไหม ตอนที่เราพบกันครั้งแรก”


เจียงเจินเจินหัวเราะ


“จำได้สิ ตอนนั้นฉันยังจนอยู่เลย”


กู่เผยส่ายหัว


“ไม่! ตอนนั้นคุณไม่ได้จน คุณแค่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน”


เจียงเจินเจินเงียบไปเล็กน้อย เธอมองไปยังทะเลที่ไม่มีที่สิ้นสุด


จากเด็กสาวธรรมดา เธอได้สร้างธุรกิจไข่มุก ร้านอาหาร บริษัท เรือประมง โรงงานแปรรูป และตอนนี้ยังมีเกาะพระจันทร์


ชีวิตเหมือนเดินมาไกลมาก แต่ในใจของเธอกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด


กู่เผยมองเธอ แล้วพูดเบาๆ


“เจินเจิน! ต่อไปคุณยังอยากทำอะไรอีก”


เจียงเจินเจินยิ้ม สายตาของเธอเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเหมือนเดิม


“เยอะมาก”


เธอชี้ไปยังทะเล


“ฉันจะทำให้ไข่มุกของเรา ขายไปทั่วโลก”


จากนั้นเธอก็ชี้ไปยังเกาะ


“แล้วเกาะพระจันทร์…”


“จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในประเทศ”


กู่เผยหัวเราะ


“ผมเชื่อ”


เขาหยุดเล็กน้อย แล้วพูดต่อ


“แต่ไม่ว่าคุณจะไปไกลแค่ไหน… อย่าลืมกลับบ้าน”


เจียงเจินเจินมองบ้านหลังใหม่ มองเด็กสองคนที่กำลังเล่นอยู่ แล้วมองกู่เผย


เธอยิ้มอย่าง.อบอุ่น


“แน่นอน”


ลมทะเลพัดผ่านเบาๆ พระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันตกลงบนเกาะพระจันทร์ และบนบ้านหลังใหม่ของพวกเขา


นี่ไม่ใช่เพียงแค่จุดสิ้นสุดของเรื่องราว แต่เป็น ‘จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่’


— จบบริบูรณ์ —

Post a Comment

0 Comments