NV001 ep141-150

บทที่ 141: จดหมาย


หลังจากกู้เผยและเจียงเจินเจินพาโจวไห่ฮวาไปหาหมอที่ตงซื่อ ทั้งสามก็ทานอาหารกลางวันที่ตงซื่อด้วยกัน ก่อนจะกลับเกาะพระจันทร์ราวสองโมงบ่าย


ตอนแยกกับกู้เผย เจียงเจินเจินยัดเงินสิบหยวนให้เขาเป็นค่าลงทะเบียนและค่ารักษาพยาบาล


กู้เผยตั้งใจจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่เธอไม่เปิดโอกาสให้เลย ยัดเงินใส่มือเขาเสร็จ เธอก็ดึงโจวไห่ฮวาหันหลังเดินจากไปทันที


ทั้งสองเดินเร็วมาก ไม่นานก็ลับสายตา


หลังจากนั้น เจียงเจินเจินก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ออกทะเล พักผ่อน ดำน้ำหาปลา เอาของไปขายที่ซิงก่าง แล้วก็ออกทะเลอีกครั้ง


วันหนึ่ง หลังจากเธอกลับจากทะเล กำลังเดินกลับบ้าน จู่ๆก็มีคนเรียกเธอไว้


“เจินเจิน รีบไปที่กองบัญชาการหน่อย มีจดหมายของเธอ!”


เธอชะงัก ทำไมจดหมายของเธอถึงมาอยู่ที่กองบัญชาการได้?


ญาติฝั่งแผ่นดินใหญ่ของเธอมีเพียงบ้านคุณยาย และพวกเขาก็ไม่เคยเขียนจดหมายถึงเธอ หรือว่าจะเป็นเกาอวิ๋น?


ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือตอนเธอไปส่งของให้หลี่หลินที่ตงซื่อ ตอนนี้ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว เป็นไปได้ที่เกาอวิ๋นจะเขียนจดหมาย


คิดได้แบบนั้น เธอจึงเร่งฝีเท้า หันกลับไปที่กองบัญชาการกองการผลิต


ในสำนักงานมีเพียงเลขาธิการกองการผลิต เจียงฝูอวิ๋น


ตอนเธอเข้าไป เขากำลังดื่มชาในแก้วเคลือบ อ่านหนังสือพิมพ์อยู่


แม้ประตูจะเปิดอยู่ เธอก็ยังเคาะก่อน


“คุณอาฝูอวิ๋น ได้ยินว่ามีจดหมายของฉันเหรอค่ะ?”


พอได้ยินเสียงเธอ เขาก็วางหนังสือพิมพ์กับแก้วชา ถอดแว่นอ่านหนังสือ แล้วยืนขึ้นยิ้ม


“ใช่ ใช่ มีจดหมายของเธอจริงๆ”


พูดจบก็หยิบซองจดหมายจากโต๊ะยื่นให้เธอ


ซองถูกเปิดแล้ว เธอขมวดคิ้วทันที


ใครเปิดจดหมายของเธอ? ไม่รู้หรือว่านี่เป็นความเป็นส่วนตัว


แต่เมื่อเห็นข้อความบนซอง คิ้วของเธอก็คลายลง เพราะบนซองไม่ได้เขียนชื่อเจียงเจินเจิน เขียนเพียงว่า กองการผลิตหมู่บ้านเจียงเจีย เกาะพระจันทร์ เธอจึงเข้าใจว่าทำไมถึงถูกเปิด


แต่ก็ยังแปลก เกาอวิ๋นรู้ชื่อเธอดี ไม่น่าจะเขียนถึงกองการผลิต


ถ้าไม่ใช่เกาอวิ๋น แล้วใครล่ะ?


ก่อนที่เธอจะหยิบจดหมายออกมา เจียงฝูอวิ๋นก็พูดขึ้นก่อน


“นี่เป็นต้นฉบับบทสัมภาษณ์ที่ผู้สื่อข่าวหลิวจากเมืองหลวงมณฑลเขียน เขาให้เธออ่านดูก่อนว่ามีตรงไหนไม่เหมาะ ถ้ามีให้เขียนจดหมายบอก เขาจะได้แก้ไข”


เจียงเจินเจินดีใจมาก ไม่คิดว่าหลิวจ้านจะทำงานรอบคอบขนาดนี้


เธอหยิบจดหมายออกจากซอง กางกระดาษออก


ตัวหนังสือบนกระดาษแข็งแรง ทรงพลัง เรียบง่าย มั่นคง เป็นลายมือที่สวยที่สุดที่เธอเคยเห็น


เธอ.อดชมไม่ได้


“ลายมือสวยมาก!”


เจียงฝูอวิ๋นหัวเราะ


“ใช่ ลายมือก็ดี บทความก็เขียนดี ไม่แปลกที่ผู้สื่อข่าวคนนี้เลี้ยงชีพด้วยปากกาได้”


เธอจึงอ่านอย่างตั้งใจ


เพราะยืนอ่านไม่สะดวก จึงนั่งลง วางจดหมายบนโต๊ะ แล้วอ่านทีละคำ


บทความเขียนในมุมมองของหลิวจ้าน เล่าถึงความกล้าหาญของเจียงเจินเจินสามครั้ง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับวาฬเพชฌฆาต “จิงจิง” ที่เหมือนเพื่อนกัน


เขายังจำคำขอของเธอได้ จึงอธิบายเรื่องวาฬเพชฌฆาตอย่างละเอียด ละเอียดกว่าที่เธอเล่าให้ฟังเสียอีก


คงไปค้นข้อมูลมาอย่างจริงจัง


ท้ายบทความยังเรียกร้องให้ผู้คนปกป้องวาฬเพชฌฆาตที่แสนฉลาด


แม้จะเป็นข่าว แต่เขาเขียนได้น่าสนใจมาก ชวนให้คนอ่านต่อไปเรื่อยๆ


แต่เพราะเนื้อหาเป็นเรื่องของเธอเอง ตอนอ่าน เธอกลับรู้สึกเหมือน


“ผู้หญิงในบทความนี้ช่างเป็นตำนานจริงๆ”


อ่านจบ เธอเกาศีรษะอย่างเขินๆ


“เขาชมฉันเกินไปหรือเปล่า?”


เธอถึงกับสงสัยว่าผู้หญิงในบทความคือเธอจริงไหม


“เกินตรงไหน ฉันว่าบทความนี้เขียนดีมาก ไม่ต้องแก้สักคำ”


เสียงหนึ่งดังขึ้นจากประตู


เจียงเหอผิงเดินเข้ามา เธอหันไป


“คุณอาเหอผิง”


เขายิ้มพยักหน้า


“เจินเจิน เธอดูถูกตัวเองเกินไป สิ่งที่เขาเขียนมีอะไรที่เธอไม่ได้ทำบ้าง? ไม่ได้เกินจริง และก็ไม่ได้ลดทอน ฉันว่าบทความนี้ดีมาก”


เขาหยุดเล็กน้อย


“คนอ่านต้องตกหลุมรักเธอกับวาฬเพชฌฆาตแน่”


“ไม่ใช่สิ่งที่เธอหวังหรือ?”


เธอเกาศีรษะ


“ก็จริง…”


“งั้นบทความนี้ไม่ต้องแก้แล้ว?”


เจียงเหอผิงตอบทันที


“ไม่ต้องแก้”


เจียงฝูอวิ๋นก็พยักหน้า


“ฉันก็คิดว่าไม่ต้องแก้”


สามคน สองเสียง 


เธอมองทั้งสองคน เงียบไปสองสามวินาที


“งั้นก็ไม่แก้แล้ว”


เจียงเหอผิงหัวเราะ


“ดี ฉันจะเขียนตอบวันนี้ พรุ่งนี้เช้าจะส่งไป จะได้ตีพิมพ์เร็วๆ”


“ได้ค่ะ”


เธอเก็บจดหมายกลับใส่ซอง กำลังจะกลับบ้าน แต่เจียงเหอผิงเรียกเธอไว้


“เกือบลืมไป ยังมีเรื่องดีอีกเรื่อง”


เธอสนใจทันที


“เรื่องดีอะไร?”


เขาบอกว่า


“ครอบครัวเฉินเซียงจวินย้ายออกจากเกาะแล้ว วันนี้เขาเอากุญแจบ้านมาให้ฉัน ตอนบ่ายฉันไปดูมา บ้านว่างหมดแล้ว”


ข่าวดีจริงๆ เธอหัวเราะ ตบมือ


“ดีมาก!”


ในที่สุดครอบครัวเฉินเซียงจวินก็ย้ายออกจากเกาะพระจันทร์


เธอไม่ต้องเห็นหน้าพวกเขาอีก และความปรารถนาแรกหลังจากเกิดใหม่ก็สำเร็จ


เจียงเหอผิงเก็บจดหมายเข้าลิ้นชัก หยิบกระดาษกับขวดหมึกออกมา


“แต่บ้านเขาสกปรกมาก ขยะเต็มไปหมด คงทิ้งของที่ไม่เอาไว้หมด ถ้าเธอจะเข้าไปอยู่ ต้องทำความสะอาดก่อน”


เขามองเธอ


“จะให้คนช่วยทำความสะอาดไหม?”


เธอส่ายหน้า


“ไม่ต้องค่ะ ฉันยังไม่ย้ายเข้าไปตอนนี้”


ความจริงเธอไม่ได้ตั้งใจจะอยู่บ้านนั้น เพราะมันเคยเป็นบ้านของเฉินเซียงจวิน เธอรู้สึกว่ามันสกปรก


เธอวางแผนว่า อีกสองปีจะทุบบ้านหลังนั้นทิ้ง แล้วสร้างวิลล่าเล็กๆบนที่ดินเดิม หลังจากเก็บเงินได้พอ


บทที่ 142: เปลี่ยนกุญแจ


แม้ว่าพ่อของเฉินเซียงจวินจะได้รับการยอมรับให้ตั้งรกรากบนเกาะพระจันทร์ในตอนนั้น แต่ชาวบ้านหลายคนก็ยังไม่อยากให้คนนอกมาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นเลขาธิการหมู่บ้านจึงจัดสรรที่ดินสร้างบ้านให้ครอบครัวเฉินเซียงจวินอยู่บริเวณขอบหมู่บ้าน


ที่ดินผืนนี้อยู่ไม่ใกล้หมู่บ้าน แต่ใกล้ทะเล ตรงนั้นมีชายหาดทรายขาวสวยงาม น้ำทะเลใกล้ๆใสสีฟ้าครามเหมือนอัญมณี ที่สำคัญที่สุดคือพื้นที่กว้างมาก มีถึงสองหมู่ หรือมากกว่าหนึ่งพันตารางเมตร มากพอที่จะสร้างวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งได้เลย


ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะอยู่ใกล้ทะเล แต่ระดับพื้นที่ไม่ได้ต่ำ ถึงจะมีไต้ฝุ่นก็ไม่ต้องกลัวว่าน้ำทะเลจะท่วมบ้าน


เจียงเจินเจินนึกถึงวิลล่าพร้อมสวนและสระว่ายน้ำที่เคยเห็นในทีวีในชาติก่อน เธอไม่กล้าแม้แต่จะฝัน


แต่ในชาตินี้ เธอกลับกำลังวางแผนจะสร้างมันด้วยตัวเอง


“อ้อ ใช่ นี่กุญแจบ้านของเฉินเซียงจวิน”


เจียงเหอผิงหยิบกุญแจออกจากกระเป๋า


หลังจากรับกุญแจแล้ว เจียงเจินเจินก็ออกมา แต่แทนที่จะกลับบ้าน เธอเดินไปดูบ้านของเฉินเซียงจวินก่อน


บริเวณรอบบ้านปลูกต้นไม้ไว้มาก หน้าร้อนต้นไม้ขึ้นหนาทึบจนแทบปกคลุมบ้านทั้งหลัง เธอยืนห่างออกไปสิบเมตร ยังมองบ้านไม่เห็นชัด


วันนี้อากาศดี แดดแรง แต่เกาะมีลมทะเลพัดอยู่เสมอ เพียงเดินเข้าใต้ร่มไม้ก็เย็นสบาย


อารมณ์ของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ เธอหยิบกุญแจออกมา เปิดประตูรั้ว


เธอเคยมาที่นี่หลายครั้ง เพราะเคยเป็นคู่หมั้นของเฉินเซียงจวิน


เมื่อบ้านเธอมีของดี เธอมักจะเอามาให้บ้านว่าที่สามี ดังนั้นเธอคุ้นเคยกับลานบ้านนี้ดี


แต่วันนี้แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ลานที่เคยสะอาดเป็นระเบียบ ตอนนี้เต็มไปด้วยขยะ แปลงผักรกเละต้นไม้หัก


คอกหมูที่สร้างไว้ถูกทุบทิ้ง กองอิฐกระจัดกระจายทั่วลาน มองเข้าไปในบ้าน พื้นเต็มไปด้วยเศษกระดาษ ขยะ เศษเครื่องปั้นดินเผา และเศษแก้ว


สิ่งของที่เอาไปไม่ได้ เฉินเซียงจวินทำลายทิ้งหมด แม้แต่หน้าต่างบางบานก็ถูกทุบ


แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ทำให้อารมณ์ดีของเจียงเจินเจินลดลง ยิ่งบ้านพังมากเท่าไร ก็ยิ่งแปลว่าเฉินเซียงจวินโกรธมากเท่านั้น


ยิ่งเขาโกรธ เธอก็ยิ่งมีความสุข


เธอคิดในใจ เฉินเซียงจวิน ตอนนี้นายรู้แล้วสินะว่าตอนฉันถูกไล่ออกจากเกาะพระจันทร์มันรู้สึกยังไง!


หวังว่านับจากนี้ชีวิตของนายจะมืดมน ไม่มีวันราบรื่นอีก


อ้อ เกือบลืม เธอต้องเขียนจดหมายให้แฟนคนปัจจุบันของเฉินเซียงจวินด้วย


ผู้หญิงคนนี้เคยช่วยเธอ เธอจึงไม่ตระหนี่ที่จะช่วยกลับ


คิดถึงเรื่องนี้ มุมปากเธอก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


หลังจากดูบ้านเสร็จ เธอก็กลับบ้าน


พอกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือค้นลิ้นชักหากุญแจล็อก


โจวไห่ฮวาเห็นเธอรื้อของก็ถาม


“หาของอะไร?”


เธอตอบโดยไม่หันกลับ


“หากุญแจ วันนี้ครอบครัวเฉินเซียงจวินย้ายออกหมดแล้ว ฉันจะไปเปลี่ยนกุญแจบ้านทั้งหมด”


แม้เฉินเซียงจวินจะบอกว่าให้กุญแจมาหมดแล้ว แต่เธอไม่เชื่อ ถ้าเขาแอบเก็บกุญแจสำรองไว้ล่ะ?


แม้เธอจะยังไม่อยู่บ้านนั้น แต่ตอนนี้มันเป็นบ้านของเธอ เธอไม่อยากให้คนนอกเข้าออกตามใจ


โจวไห่ฮวาตกใจ


“จริงเหรอ? ครอบครัวเขาย้ายออกแล้ว?”


“ใช่ ย้ายหมดแล้ว”


โจวไห่ฮวาหัวเราะ


“งั้นบ้านนั้นก็เป็นของพวกเราแล้วสิ”


แล้วถามยิ้มๆ


“จะใช้บ้านนั้นทำอะไร บ้านเราก็ดีอยู่แล้ว เธอจะย้ายไปอยู่ไหม?”


“ไม่ค่ะ”


เธอส่ายหัว


“นั่นเป็นบ้านที่เฉินเซียงจวินเคยอยู่ ฉันรู้สึกว่ามันสกปรก”


โจวไห่ฮวาอึ้ง


“แล้ว—”


“ฉันจะทุบบ้านนั้นแล้วสร้างใหม่”


“หา?”


โจวไห่ฮวาขมวดคิ้ว


“ต้องใช้เงินเยอะนะ บ้านเขาก็ยังดีอยู่ ถ้าไม่ชอบก็ทำความสะอาดใหม่ก็ได้”


เจียงเจินเจินกดไหล่แม่ พาเธอนั่งบนเตียง


“แม่ไม่ต้องกังวล ฉันรู้ว่ากำลังทำอะไร”


แล้วถามต่อ


“แม่ กุญแจสำรองอยู่ไหน?”


โจวไห่ฮวาชี้


“ใต้โต๊ะ”


เธอรีบก้มลงหา


ใต้โต๊ะมีกล่องเหล็กไม่มีฝา ข้างในเต็มไปด้วยเครื่องมือ เช่น สกรู ไขควง


กุญแจอยู่ในนั้น เธอหยิบขึ้นมา


“แม่ บ้านเรามีกุญแจสำรองแค่นี้เหรอ?”


“ใช่ ใครจะมีหลายอันล่ะ ถ้าไม่พอก็ถอดกุญแจประตูบ้านเราไปใช้ก่อนสิ”


“งั้นจะให้บ้านเราไม่มีกุญแจเหรอ!”


เธอลุกขึ้น


“มีแค่อันเดียวเอง”


น่าเสียดาย ในพื้นที่มิติของเธอไม่มีของแบบนี้ ต้องรอไปซื้อที่ตงซื่อหรือซิงก่างวันหลัง ตอนนี้ใช้กุญแจนี้ล็อกประตูบ้านเฉินเซียงจวินก่อน


ไม่สิ ตอนนี้มันไม่ใช่บ้านของเฉินเซียงจวินแล้ว เป็น บ้านของเธอ


หลังเปลี่ยนกุญแจ เธอกลับบ้านอีกครั้ง


พอกลับถึง เธอหยิบจดหมายรักหลายฉบับที่เฉินเซียงจวินเคยเขียนให้


แต่ก่อนเธอเคยคิดว่าลายมือเขาสวย ตอนนี้เห็นแล้วกลับรู้สึกขยะแขยง


เธอฝืนความรู้สึก เลือกฉบับหนึ่งที่เขาเคยเขียนสารภาพรักและให้คำสัญญา จากนั้นหาซองจดหมาย ยัดจดหมายนั้นเข้าไป


ในลิ้นชักไม่มีแสตมป์ เธอจึงไปที่ห้องของเจียงซิงฮวา เธอจำได้ว่าเขาเคยชอบสะสมแสตมป์ ในลิ้นชักมักจะมีอยู่เสมอ


เธอไม่ได้เข้าห้องนี้มานาน เพราะกลัวภาพความทรงจำจะทำให้เธอเศร้า


พอเปิดประตู กลิ่นอับก็ลอยออกมา ดูเหมือนโจวไห่ฮวาไม่ได้เข้ามานาน


เธอยืนอยู่หน้าประตู ภาพความทรงจำกับเจียงซิงฮวาผุดขึ้นมา

 

บนโต๊ะตัวนั้น เขาเคยสอนเธออ่านหนังสือ เล่านิทาน และเล่นหมากรุกด้วยกัน


ตรงตู้ใบนั้น เขาเคยแอบหยิบขนมที่นำมาจากบ้านย่าให้เธอกิน


และบนเตียงนั้น เขาเคยให้เธอขี่หลังเล่นเป็นม้า


คิดไปคิดมา จมูกเธอก็เริ่มแสบ น้ำตาเอ่อขึ้นมา


ไม่… ไม่ใช่เวลามาร้องไห้! ตอนนี้ต้องหาแสตมป์ก่อน


เธอสูดจมูก กลั้นน้ำตา แล้วเดินเข้าไปในห้อง


มาที่โต๊ะ เปิดลิ้นชัก และก็เห็นแสตมป์ อยู่ข้างในทันที


บทที่ 143: ลงหนังสือพิมพ์แล้ว


ในลิ้นชักมีแสตมป์อยู่สองราคา คือ สี่เฟิน กับ แปดเฟิน รวมทั้งหมดห้าดวง


เจียงเจินเจินหยิบขึ้นมาดู


แสตมป์พวกนี้ไม่มีตราประทับ เห็นได้ชัดว่ายังไม่เคยใช้


แสตมป์มีขนาดเล็ก ขอบหยัก


แสตมป์สี่เฟินสามดวงมีภาพม้าที่วาดด้วยหมึกจีน ส่วนแสตมป์แปดเฟินสองดวงมีภาพชนเผ่าที่กำลังร้องรำทำเพลง


ตงซื่ออยู่ไม่ไกลจากเกาะพระจันทร์ ใช้แค่แสตมป์สี่เฟินก็พอ


แสตมป์สี่เฟินทั้งสามดวงติดกัน เธอฉีกออกมาหนึ่งดวง หยิบขวดกาวจากโต๊ะ


กำลังจะทากาว แต่พอพลิกดูด้านหลังแสตมป์ ก็เห็นตัวหนังสือเล็กๆเขียนด้วยพู่กัน คล้ายอักษรหวาด


เธออ่านไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร แต่จากตราประทับสีแดงด้านล่าง น่าจะเป็นผลงานของจิตรกรชื่อดัง


ด้านล่างสุดของแสตมป์พิมพ์ตัวเลขไว้ชัดเจน 1978


แสตมป์ปี1978!


จู่ๆ เจียงเจินเจินก็นึกขึ้นได้ ว่าแสตมป์บางชุดในยุคนี้ อีกหลายสิบปีต่อมาจะมีมูลค่าสูงมาก


เธอมองแสตมป์ในมือ แล้วก็เริ่มเสียดาย ไม่อยากติดลงบนซองจดหมาย 


แต่ถ้าไม่ติด ก็ส่งจดหมายไปตงซื่อไม่ได้


และถ้าไม่ส่งจดหมาย เธอก็ไม่ยอมเหมือนกัน


แล้วจะทำยังไงดี? จะต้องออกไปซื้อแสตมป์ใหม่สองดวงก่อนแล้วค่อยส่งหรือ?


แต่ตอนนี้ปี1980 แสตมป์ที่ซื้อกลับมาก็เป็นของยุคเดียวกันอยู่ดี อีกสามสิบสี่สิบปีต่อไป มันก็มีค่าเหมือนกันไม่ใช่หรือ!


คิดแบบนั้น เธอก็หัวเราะออกมา ส่ายหัว จากนั้นเปิดขวดกาว ทากาวบนแสตมป์ แล้วแปะลงบนซองจดหมายทันที


หลังจากนั้น เธอก็ใช้กาวปิดซอง


เมื่อปิดเสร็จ จดหมายก็พร้อมส่งแล้ว


ทุกวัน บุรุษไปรษณีย์จะมาที่เกาะพระจันทร์เพื่อส่งและรับจดหมาย ยกเว้นวันที่มีไต้ฝุ่น


ไม่ว่าลมแรงหรือฝนตก บุรุษไปรษณีย์ก็ไม่เคยขาดงาน พวกเขาใส่เสื้อสีน้ำเงินเหมือนกันทุกคน สะพายกระเป๋าไปรษณีย์ วิ่งไปตามตรอกซอกซอย เกาะใหญ่เกาะเล็ก


แม้งานจะลำบาก แต่ในยุคนี้ถือเป็น “ชามข้าวเหล็ก” มีคนมากมายอยากทำงานนี้


เช้าวันต่อมา


หลังจากกินข้าวเสร็จ เจียงเจินเจินก็ไปที่ท่าเรือ เพื่อรอบุรุษไปรษณีย์มาส่งและรับจดหมาย


โดยปกติบุรุษไปรษณีย์จะมาถึงเกาะระหว่าง 8โมงถึง 9โมงเช้า


ตอนเธอมาถึงยังไม่ถึงแปดโมงครึ่ง เธอจึงหาที่นั่งบนขั้นบันไดของท่าเรือ


เจียงเจินเจินเป็นคนดังของเกาะพระจันทร์ แทบไม่มีใครในหมู่บ้านไม่รู้จักเธอ ทุกคนที่เห็นเธอก็มักจะทักทาย 


บางคนถามว่าทำไมวันนี้ไม่ออกทะเล บางคนบอกว่าครอบครัวเฉินเซียงจวินย้ายออกหมดแล้ว บางคนถึงขั้นขอให้เธอพาลูกไปขี่วาฬเพชฌฆาต เพราะเด็กที่บ้านร้องไห้หลายวันแล้ว พ่อแม่แทบรับไม่ไหว


เจียงเจินเจินยิ้มตอบจนแก้มแทบแข็ง สุดท้ายเธอนั่งที่ท่าเรือไม่ไหว จึงย้ายไปนั่งในที่ค่อนข้างเงียบ


ตรงนั้นไม่มีใครรบกวน แต่ยังมองเห็นท่าเรือได้


เกือบเก้าโมง บุรุษไปรษณีย์ก็มาถึงในที่สุด


เธอจำเขาได้ทันที เพราะเขาสะพายกระเป๋าไปรษณีย์สีเขียวใบใหญ่ ข้างในมีหนังสือพิมพ์สีขาวกองหนึ่ง แต่เธอไม่ได้รีบเข้าไปหยุดเขา เธอรอจนเขาเข้าไปในสำนักงานกองการผลิตก่อน


พอเขาออกมา เธอจึงเดินเข้าไปหยุด ยื่นจดหมายให้เขา แล้วมองเขาขึ้นเรือกลับไป


เพราะบนซองจดหมายเขียนชื่อแฟนคนปัจจุบันของเฉินเซียงจวินชัดเจน เธอไม่อยากให้ใครเห็น เดี๋ยวจะเกิดปัญหาอีก


หลังจากส่งจดหมายแล้ว อารมณ์ของเธอก็ดีมาก


เธอใช้เวลาสองสามนาที จินตนาการถึงภาพที่เฉินเซียงจวินถูกแฟนสาวปฏิเสธ


แค่คิดว่าเขาจะไม่ได้อะไรเลย เธอก็มีความสุข


แน่นอน ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ว่าแฟนสาวคนนี้อาจจะเป็นพวกคลั่งรัก ถูกเฉินเซียงจวินพูดหว่านล้อมไม่กี่คำก็เชื่ออีก


ถ้าเป็นแบบนั้น เธอก็ทำได้แค่ยักไหล่ อวยพรให้สองคนนี้รักกันยืนยาว


เพราะอย่างไรเสีย หม้อแบบไหนก็ต้องมีฝาแบบนั้น!


หลังจากส่งจดหมาย เธอก็ไม่ได้ว่าง กลับไปเปลี่ยนชุดยาง เรียกวาฬเพชฌฆาต แล้วออกทะเลไปจับอาหารทะเล


หนึ่งสัปดาห์ต่อมา บทความของหลิวจ้านก็ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์


สำนักงานกองการผลิตสมัครหนังสือพิมพ์ Eastern Province Daily ไว้ จึงเห็นบทความนี้เป็นที่แรก


หนังสือพิมพ์นำบทความนี้ขึ้น หน้าแรก


ตรงกลางมีภาพถ่าย เป็นภาพวาฬเพชฌฆาตกระโดดขึ้นจากทะเล โดยมีเจียงเจินเจินอยู่บนหลัง


เพราะถ่ายจากระยะไกลมาก ทั้งวาฬและคนจึงดูตัวเล็ก จนแทบมองไม่เห็นหน้าเธอชัด


แต่แค่ภาพเดียวก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้คนอ่าน เพราะบทความยาวมาก กินพื้นที่ทั้งหน้าหนังสือพิมพ์


เจียงเหอผิง เจียงฝูอวิ๋น และคนอื่นๆในกองการผลิต ผลัดกันอ่านบทความนี้


เห็นได้ชัดว่าเนื้อหาเหมือนกับต้นฉบับที่หลิวจ้านส่งมา เรียกได้ว่า ไม่เปลี่ยนแม้แต่คำเดียว แต่ทุกคนก็ยังอ่านอย่างตั้งใจทีละคำ


บางคนอ่านครั้งเดียวไม่พอ พอหนังสือพิมพ์วนกลับมา ก็ขออ่านอีก


“ฉันก็อยากอ่าน ขอฉันก่อน!”


“ไม่ได้ ฉันหยิบมาก่อน ต้องอ่านก่อน!”


“แต่คุณอ่านจบแล้ว ก็ต้องให้ฉันอ่านสิ!”


“…”


เจียงฝูอวิ๋นทนไม่ไหว


“พอแล้ว! อย่าแย่งกัน นี่หนังสือพิมพ์นะ ถ้าฉีกขาดจะทำยังไง!”


เจียงเหอผิงถาม


“เราจะเอาหนังสือพิมพ์นี้ไปติดที่กระดานประกาศไหม?”


เจียงฝูอวิ๋นตอบทันที


“แน่นอน! ต้องให้ทุกคนในหมู่บ้านเห็น!”


เจียงเหอผิงพูดต่อ


“แต่มีแค่ฉบับเดียว ถ้าติดไว้ เดี๋ยวฝนก็ตกใส่พังหมด”


เจียงฝูอวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่ง


“งั้นจะทำยังไงดี?”


เจียงเหอผิงเสนอ


“ต้องไปเผิงเฉิงซื้อหนังสือพิมพ์เพิ่ม”


“แบบนี้เราจะมีฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่สำนักงาน อีกฉบับติดกระดานประกาศ และอีกฉบับให้สหายเจียงเจินเจิน เพราะบทความนี้รายงานวีรกรรมช่วยชีวิตของเธอ รวมถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเธอกับวาฬเพชฌฆาต”


เจียงฝูอวิ๋นเห็นด้วยอย่างมาก


“ใช่ ต้องให้เธอเก็บไว้สักฉบับ”


ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้นอีก


“อยุดแย่งหนังสือพิมพ์กันได้แล้ว สหายเจียงเจินเจินยังไม่ได้อ่านเลย ใครไปเรียกเธอมาหน่อย ให้เธอมาอ่านด้วย?”


ทันใดนั้นก็มีคนยกมือ


“ผมไป! ผมไป!”


ตอนนั้นเจียงฝูอวิ๋นถามอีก


“ว่าแต่ วันนี้เจียงเจินเจินออกเรือหรือยัง?”


ในที่นั้น มีเพียงเจียงเหอผิงที่รู้ตารางชีวิตของเธอดี


เขาตอบว่า


“เธอเพิ่งออกทะเลเมื่อวาน วันนี้น่าจะอยู่บ้าน แต่ต้องรีบไปหน่อย ไม่งั้นอีกเดี๋ยวเธอออกไปข้างนอก

ก็จะหาเธอไม่เจอแล้ว”


บทที่ 144: อ่านหนังสือพิมพ์


ดังนั้นชายคนนั้นจึงวิ่งจากไป


หลังจากเจียงเจินเจินตื่นได้ไม่นาน เธอก็กำลังกินอาหารเช้าที่โจวไห่ฮวาทำไว้


อาหารเช้าวันนี้อุดมสมบูรณ์มาก มีทั้ง ฮะเก๋า เค้กข้าวโพด และก๋วยเตี๋ยวหลอด (ชางเฟิ่น)


ฮะเก๋าห่อด้วยกุ้ง หมู และหน่อไม้ ใช้กุ้งทั้งตัว รสสัมผัสนุ่มเด้ง


เค้กข้าวโพดทำจากเมล็ดข้าวโพด หมู แค.รอท ถั่วลันเตา ฯลฯ ห่อด้วยแป้งข้าว ทอดจนกรอบ รสชาติหวานสดชื่น


ส่วนก๋วยเตี๋ยวหลอดใสแวววาว มีไส้หลากหลาย นุ่มลื่นและอร่อย


“แม่ ตื่นตั้งแต่กี่โมงกันเนี่ย ทำไมทำของได้เยอะขนาดนี้?”


เจียงเจินเจินถามไปกินไป โจวไห่ฮวาตอบว่า


“แม่เหรอ ตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง”


เจียงเจินเจินพูดว่า


“ต่อไปกินอย่างเดียวกันก็พอแล้วสำหรับอาหารเช้า ไม่จำเป็นต้องทำให้ซับซ้อนขนาดนี้ ของเยอะขนาดนี้ แม่ไปเปิดร้านติ่มซำตอนเช้าบนแผ่นดินใหญ่ได้เลยนะ”


โจวไห่ฮวาหัวเราะ แต่ไม่ได้ตอบรับ กลับถามแทนว่า


“อร่อยไหม?”


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“อร่อย ไม่แพ้ร้านติ่มซำบนแผ่นดินใหญ่เลย”


โจวไห่ฮวายิ้มอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น แล้วพูดว่า


“แม่ลองคิดสูตรเอง แค่ลูกคิดว่าอร่อยก็ดีแล้ว”


เจียงเจินเจินไม่คิดว่าโจวไห่ฮวาจะคิดสูตรเองได้


ดูเหมือนแม่ของเธอจะมีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารมาก


บางที… ในอนาคตอาจจะเปิดร้านอาหารที่เผิงเฉิงได้จริงๆ


ให้โจวไห่ฮวาทำธุรกิจของตัวเอง ในตอนนั้นเอง คนที่มาส่งข่าวก็มาถึงพอดี


หลังจากเขาบอกว่า บทสัมภาษณ์ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แล้ว คนที่ตอบสนองรุนแรงที่สุดกลับเป็นโจวไห่ฮวา


เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที แล้วถามว่า


“จริงเหรอ ขึ้นหนังสือพิมพ์จริงๆเหรอ?”


ชายคนนั้นพยักหน้า


“จริงครับ หัวหน้ากองกับเลขาธิการกอง ให้ผมมาบอกสหายเจียงเจินเจิน ให้ไปที่กองเพื่ออ่านหนังสือพิมพ์”


เจียงเจินเจินมองอาหารในจาน เหลือฮะเก๋าอยู่สองลูก เธอจึงยัดทั้งสองลูกเข้าปากรวดเดียว แล้วลุกขึ้นพูดว่า


“แม่ ไปด้วยกันเถอะ”


ดังนั้นแม่ลูกจึงไปที่สำนักงานกองด้วยกัน


ทันทีที่เจียงเจินเจินเข้าห้อง ทุกคนในห้องก็ให้การต้อนรับเธออย่าง.อบอุ่น


เจียงเหอผิงหยิบหนังสือพิมพ์จากคนหนึ่ง แล้วยื่นให้เจียงเจินเจิน


พร้อมพูดว่า


“ดูสิ อยู่หน้าแรกของหนังสือพิมพ์เลย!”


เจียงเจินเจินกางหนังสือพิมพ์ออก


สิ่งแรกที่เห็นคือ ภาพของตัวเธอเองที่กำลังขี่วาฬเพชฌฆาตกลางทะเล


จากนั้นเธอก็มองพาดหัวข่าว ซึ่งมีตัวอักษรตัวใหญ่เขียนว่า


“การกระทำที่กล้าหาญ ความ.งดงามแห่งคุณธรรม”


หลังจากนั้น เจียงเจินเจินก็อ่านเนื้อหาอย่างคร่าวๆ และยืนยันว่า ไม่มีการตัดทอนหรือแก้ไขจากต้นฉบับที่เธอเคยอ่าน จากนั้นเธอก็ยิ้มอย่างพอใจ


ในเวลานั้นเอง เธอเห็นโจวไห่ฮวาเดินเข้ามาใกล้ พยายามอ่านตัวอักษรบนหนังสือพิมพ์


ตอนเด็ก โจวไห่ฮวาไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ในช่วงทศวรรษ1950 ประเทศได้จัดโครงการรณรงค์รู้หนังสือ มีชั้นเรียนสอนอ่านเขียนอยู่ทั่ว


โจวไห่ฮวาก็เคยไปเรียนด้วย ดังนั้นเธอจึงรู้ตัวอักษรพื้นฐานบางส่วน เจียงเจินเจินจึงยื่นหนังสือพิมพ์ให้แม่อ่าน


โจวไห่ฮวารับหนังสือพิมพ์อย่างระมัดระวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เธออ่านบทความนี้


ยิ่งอ่าน เธอก็ยิ่งตื่นเต้น มือที่ถือหนังสือพิมพ์เริ่มสั่น


“ดีมาก…ดีมากจริงๆ…”


เธอถอนหายใจ


“เขียนได้ดีจริงๆ”


โจวไห่ฮวาน้ำตาไหลด้วยความตื่นเต้น 


หลังจากอ่านจบหนึ่งรอบ เธอก็ยังไม่ยอมวาง และเริ่มอ่านอีกครั้ง


เมื่อเทียบกันแล้ว เจียงเจินเจินกลับดูสงบกว่ามาก


จริงๆแล้วเธอก็ตื่นเต้นมาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอขึ้นหนังสือพิมพ์


ในยุคนี้ การถูก หนังสือพิมพ์ตงเซิงเดลี่ รายงานข่าว ก็เหมือนกับการถูกสถานีโทรทัศน์ของมณฑลรายงานเมื่อสี่สิบปีให้หลัง เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมาก


แต่เมื่อเห็นแม่ของเธอตื่นเต้นขนาดนี้ เธอกลับรู้สึกสงบลงแทน


เจียงเหอผิงยิ้มแล้วพูดกับเธอว่า


“ยินดีด้วยนะ เจินเจิน บทความของเธอขึ้นหนังสือพิมพ์แล้วในที่สุด”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“ขอบคุณค่ะ”


ในเวลานั้น เธอได้ยินคนกำลังคุยกันว่า


ใครควรไปเผิงเฉิงเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์เพิ่ม


บางคนบอกว่าพรุ่งนี้ภรรยาจะออกไปข้างนอก เขาต้องอยู่บ้านดูเด็ก


บางคนบอกว่าร้านซ่อมมีงานต้องทำ


สรุปก็คือ ทุกคนมีงาน ไม่มีใครว่างไปเผิงเฉิง


ทันใดนั้น เจียงเจินเจินก็พูดขึ้นเสียงดัง


“ให้ฉันไปไหม?”


คำพูดนี้ทำให้ทุกคนในห้องนิ่งไป ยกเว้นโจวไห่ฮวา เธอหันมามองลูกสาวทันที


เจียงเจินเจินพูดต่อว่า


“พอดีพรุ่งนี้ฉันก็จะไปเดินเล่นที่เผิงเฉิง ก็เลยสามารถซื้อหนังสือพิมพ์กลับมาได้”


เจียงฟู่หยุนคิดว่าเธอพูดเพราะเกรงใจ จึงพูดว่า


“เจินเจิน เธอไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้…”


เจียงเจินเจินอธิบายด้วยรอยยิ้ม


“ลุงฟู่หยุน ฉันจะไปเผิงเฉิงพรุ่งนี้จริงๆ”


พอดีวันพรุ่งนี้เป็นวันที่เธอต้องไปส่งของให้หลี่หลินที่ตงซื่อ และเธอก็นัดกับหลี่หลินไว้แล้ว


เมื่อโจวไห่ฮวาได้ยิน เธอก็ช่วยพูดยืนยัน


“เจินเจินตั้งใจจะไปเผิงเฉิงพรุ่งนี้จริงๆ”


เจียงฟู่หยุนถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


“งั้นก็ต้องรบกวนเธอแล้วนะ สหายเจียงเจินเจิน”


เจียงเจินเจินโบกมือ


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ได้ลำบากอะไร ก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”


เจียงฟู่หยุนพูดว่า


“งั้นเก็บตั๋วรถกับใบเสร็จซื้อหนังสือพิมพ์ไว้ พอกลับมา กองจะคืนเงินให้”


เจียงเจินเจินไม่ได้ปฏิเสธ แต่ตอบอย่างง่ายดาย


“ได้ค่ะ”


เพราะถ้าให้คนอื่นไปซื้อหนังสือพิมพ์ที่เผิงเฉิง กองก็ต้องคืนเงินอยู่แล้ว


หลังจากนั้น เจียงเจินเจินก็ถามเจียงฟู่หยุน ว่าต้องการซื้อหนังสือพิมพ์กี่ฉบับ


เจียงฟู่หยุนปรึกษากับเจียงเหอผิง สุดท้ายทั้งสองก็เห็นพ้องกันว่า ห้าฉบับก็พอแล้ว


“แล้วเราจะเอาหนังสือพิมพ์ไปติดข้างนอกเมื่อไหร่?”


หลังจากโจวไห่ฮวาอ่านจบ เธอก็คืนหนังสือพิมพ์ให้เจียงเหอผิง


เจียงเหอผิงรับมา แล้วถามเจียงฟู่หยุน


“อะไรนะ ต้องเอาไปติดข้างนอกด้วยเหรอ?”


เจียงเจินเจินเบิกตากว้าง แล้วอุทานออกมา


เจียงฟู่หยุนยิ้มแล้วพูดว่า


“แน่นอน ต้องติดไว้บนกระดานประกาศข้างนอก ให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่า วีรกรรมของเธอได้ขึ้นหนังสือพิมพ์แล้ว”


จริงๆแล้ว เจียงฟู่หยุนยังวางแผนจะจัดประชุมหมู่บ้านอีกครั้ง เพื่อให้ชาวบ้านเรียนรู้จากแบบอย่างของเจียงเจินเจิน


เจียงเจินเจินเกาศีรษะ แม้โดยนิสัยแล้วเธอจะเป็นคนชอบความเรียบง่าย แต่เธอก็รู้ว่า เรื่องนี้คงห้ามไม่ได้ และตอนนี้เธอก็กลายเป็นคนดังของหมู่บ้านไปแล้ว


ถึงจะเอาหนังสือพิมพ์ไปติดจริงๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ส่งผลอะไรกับเธอมากนัก ดังนั้นเธอจึงลดมือลงจากศีรษะ


เจียงเหอผิงพูดว่า


“ในเมื่ออ่านกันเสร็จแล้ว งั้นไปติดตอนนี้เลยดีไหม?”


ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน บางคนหยิบกาว บางคนหยิบเกรียง แล้วทุกคนก็เดินออกไปข้างนอก


เมื่อมาถึงกระดานประกาศ พวกเขาไม่ได้ติดหนังสือพิมพ์ทันที แต่ใช้เกรียงขูดเศษกระดาษเก่าออกก่อน จากนั้นทากาว แล้วจึงติดหนังสือพิมพ์ ฉบับที่รายงานวีรกรรมของเจียงเจินเจิน


หลังจากติดเสร็จ เกือบทุกคนก็อ่านรายงานนั้นอย่างตั้งใจ สายตาของเจียงเหอผิงหยุดอยู่ที่ ประโยคสุดท้ายของบทความ


ผู้สื่อข่าวได้กล่าวชม ถึงความเรียบง่ายและดีงามของชาวบ้านหมู่บ้านเจียงบนเกาะพระจันทร์ ซึ่งสืบทอดคุณธรรมดั้งเดิมของชนชาติจีน


ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านเจียง หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เขาจึง.อดถอนหายใจไม่ได้


“ดีจริงๆ ดีจริงๆเลย…”


บทที่ 145: อิทธิพล


อิทธิพลของข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ยิ่งใหญ่มาก แทบใช้เวลาเพียงครึ่งวัน คนทั้งหมู่บ้านก็รู้กันหมดแล้วว่า หนังสือพิมพ์ตงเซิงเดลี่ ได้รายงานวีรกรรมของเจียงเจินเจิน


นับจากนั้น ในสายตาของชาวบ้าน เจียงเจินเจินไม่ได้เป็นเพียงลูกสาวที่เก่งกาจของตระกูลเจียงอีกต่อไป แต่กลายเป็นบุคคลที่ควรได้รับความเคารพ เหมือนกับหัวหน้ากองการผลิตและเลขาธิการกองการผลิต


ส่วนคนที่เคยไม่ชอบเธอ และชอบนินทาเธอลับหลัง ตอนนี้นอกจากจะด่าหนังสือพิมพ์ตงเซิงเดลี่อยู่ในใจ ก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจต่อเจียงเจินเจินอีก โดยเฉพาะ ครอบครัวเจียงฝูกุ้ย


ก่อนหน้านี้ เฉียนเป่าผิงไม่ยอมหย่ากับเจียงฝูกุ้ย ทำให้เขาไม่มีทางเลือก จึงขังเธอไว้ในบ้าน ไม่ให้เธอออกไปข้างนอก


เฉียนเป่าผิงไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าครอบครัว


เมื่อไม่มีใครอยู่ เธอก็จะสาปแช่งเจียงเจินเจินและโจวไห่ฮวาด้วยคำสาปที่ร้ายแรงที่สุดในโลก และแอบวางแผนในใจ


เมื่อเรื่องของเธอสงบลง เธอจะต้องแก้แค้นสองแม่ลูกคู่นี้ให้ได้


แต่ตั้งแต่รู้ว่า หนังสือพิมพ์ตงเซิงเดลี่รายงานเรื่องของเจียงเจินเจิน เธอก็ไม่กล้าคิดเรื่องแก้แค้นอีก เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าไม่ใช่การเอามีดแทงสองคนนั้นให้ตาย ก็ไม่มีทางทำร้ายชื่อเสียงของเจียงเจินเจินและโจวไห่ฮวาได้อีก


แต่เธอจะกล้าแทงพวกเขาจริงหรือ?


กับโจวไห่ฮวา เธอยังพอมีความมั่นใจ แต่เจียงเจินเจินนั้น แข็งแรงยิ่งกว่าผู้ชาย


ต่อหน้าเธอ เฉียนเป่าผิงก็เหมือนไก่ตัวเล็กๆ ไม่มีทางทำอะไรเธอได้เลย


ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเธอฆ่าคนจริงๆ กฎหมายจะปล่อยเธอไปหรือ?


สุดท้ายเธอก็ต้องชดใช้ชีวิตให้โจวไห่ฮวาอยู่ดี


เฉียนเป่าผิงไม่ได้กล้าขนาดนั้น เธอรักชีวิตตัวเองมาก เธอคิดว่า รอให้หลานชายของเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก่อน ถึงตอนนั้นเธอก็จะไม่ต้องอยู่บนเกาะเล็กๆแห่งนี้อีก และจะมีชีวิตดีๆ ทำให้เจียงเจินเจินกับโจวไห่ฮวาต้องอิจฉา


นอกจากคนบนเกาะพระจันทร์ที่พูดถึงเรื่องเจียงเจินเจินลงหนังสือพิมพ์แล้ว คนบนเกาะพระอาทิตย์ ก็ให้ความสนใจเรื่องนี้เหมือนกัน


เมื่อก่อน การจับปลาของเกาะพระอาทิตย์ไม่ดีเท่าเกาะพระจันทร์ ต่อมาพวกเขากู้เงินซื้อเรือดีเซล

ในที่สุดก็จับปลาได้มากกว่าเกาะพระจันทร์


เพิ่งจะภูมิใจได้ไม่นาน การจับปลาของเกาะพระจันทร์ก็เพิ่มขึ้น แทบไม่ต่างจากเกาะพระอาทิตย์


ที่สำคัญคือ เกาะพระจันทร์ ไม่ได้ซื้อเรือดีเซลเลย พวกเขาใช้แค่เรือใบไม้ธรรมดา แต่กลับจับอาหารทะเลได้ไม่แพ้เรือดีเซลของเกาะพระอาทิตย์ ทำให้คนเกาะพระอาทิตย์หงุดหงิดมาก


ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเกาะพระจันทร์ยังชอบอวด ทุกครั้งที่ไปเก็บอาหารทะเลตามชายหาด พวกเขาจะพูดว่า


“พวกเราไม่ต้องกู้เงิน ไม่ต้องใช้น้ำมัน แต่จับปลาได้มากกว่าพวกคุณอีก”


ทำเอาคนเกาะพระอาทิตย์แทบจะระเบิดความโกรธ


ตอนนี้ เกาะพระจันทร์ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ลงหนังสือพิมพ์ ที่สำคัญคือ ผู้หญิงคนนี้ยัง ขี่วาฬเพชฌฆาตได้


ซึ่งก็คือ “ราชินีแห่งท้องทะเล” ที่มีข่าวลือบนเกาะมาก่อน ทำให้คนเกาะพระอาทิตย์อิจฉาจนแทบทนไม่ไหว


ตอนนั้นเอง มีคนพูดขึ้นมา


“ได้ยินมาว่า เจียงเจินเจินยังไม่แต่งงานใช่ไหม?”


สายตาของทุกคนบนเกาะพระอาทิตย์เป็นประกายทันที


พวกเขาคิดในใจ ดีเลย ถ้ายังไม่แต่งงาน


ถ้าเธอแต่งงานกับคนบนเกาะพระอาทิตย์ เกียรติยศนี้ก็จะกลายเป็นของเกาะพระอาทิตย์ทันที


ดังนั้น พ่อแม่ที่มีลูกชายยังไม่แต่งงาน ก็เริ่มมีความคิดนี้ขึ้นมา


บางคนที่ลงมือไว ถึงขั้นเริ่มคิดจะหาคนไปเป็นแม่สื่อที่เกาะพระจันทร์แล้ว


แน่นอน อิทธิพลของข่าวนี้ไม่ได้จำกัดแค่บนเกาะ ในเมืองหลวงมณฑล ตงซื่อ และเผิงเฉิง ผู้คนเกือบทั้งหมดถูกบทความนี้ดึงดูด


เจียงเจินเจินช่วยคน และยังขี่วาฬเพชฌฆาตได้ นี่มันเหมือนนางฟ้าที่ลงมาจากสวรรค์ชัดๆ


ผลก็คือ แทบทุกเมือง ทุกอำเภอ ทุกหมู่บ้าน ต่างพูดถึงเจียงเจินเจิน


คนที่ตอนแรกไม่เชื่อว่าเธอขี่วาฬเพชฌฆาตได้ คิดว่านักข่าวแต่งเรื่องขึ้น เมื่อเห็นภาพถ่ายในหนังสือพิมพ์ ก็หมดข้อสงสัย แล้วเข้าร่วมวงสนทนาทันที


หนังสือพิมพ์ Eastern Province Daily ฉบับนี้ กลายเป็นฉบับที่ขายดีที่สุดเป็นประวัติการณ์


ดังนั้น เมื่อเจียงเจินเจินไปถึงเผิงเฉิง และเข้าไปที่แผงขายหนังสือพิมพ์เพื่อซื้อ คำตอบที่ได้คือ ขายหมดแล้ว


เธอตกใจ


“หมดแล้วเหรอ?”


คนขายพยักหน้า


“ใช่ หมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานก็มีคนมาซื้อฉบับนี้เยอะมาก พวกเราขายหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”


เธอพยักหน้า แล้วไปลองอีกหลายที่ แต่ก็ได้คำตอบเหมือนกัน “ขายหมดแล้ว”


หลังจากวิ่งไปหลายแห่งแล้วยังซื้อไม่ได้ เธอก็เกาหัว สีหน้าลำบากใจ


เธอไม่คิดว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะฮิตขนาดนี้


คงเพราะความคิดของเธอแสดงออกบนใบหน้า คนขายจึงอธิบายยิ้มๆ


“หนังสือพิมพ์เมื่อวานรายงานเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งที่ขี่วาฬเพชฌฆาตได้ ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์มาก่อน ก็ยังมาซื้อเพื่ออ่านข่าวนี้เลย”


อย่างนี้นี่เอง


เธอคิดในใจ ไม่น่าแปลกที่ไปหลายที่แล้วยังซื้อไม่ได้


คิดอีกที โชคดีที่ภาพในหนังสือพิมพ์มองหน้าเธอไม่ชัด 


ไม่อย่างนั้น เวลาออกไปข้างนอก เธอคงถูกปฏิบัติเหมือนดาราแน่


คิดถึงตรงนี้ เธอกอดแขนตัวเอง ตัวสั่นเล็กน้อย


แบบนั้นน่ากลัวเกินไป!


คนขายถาม


“คุณไม่ได้มาซื้อหนังสือพิมพ์เพราะข่าวนั้นเหรอ?”


แน่นอนว่าเธอไม่อาจตอบว่าใช่ เธอส่ายหัว


คนขายจึงแนะนำ


“ถ้าอยากได้จริงๆ ลองไปถามที่ไปรษณีย์ดู ถ้าที่นั่นไม่มี ก็ต้องไปหาที่เมืองอื่นแล้ว”


เธอขอบคุณ แล้วรีบวิ่งไปที่ ที่ทำการไปรษณีย์เผิงเฉิง


ที่นี่เป็นศูนย์กระจายหนังสือพิมพ์


โชคดีมาก พนักงานบอกว่า เมื่อวานหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ขายหมดแล้ว แต่วันนี้เพิ่งส่งมาเพิ่มอีกชุดหนึ่ง


ดังนั้น เธอจึงซื้อหนังสือพิมพ์ได้สำเร็จ เจ็ดฉบับ


ใช่แล้ว เจ็ดฉบับ


กองการผลิตต้องการห้าฉบับ ที่เหลือสองฉบับเป็นของเธอ


เพราะบทความนี้เกี่ยวกับตัวเธอเอง ต้องเก็บไว้ที่บ้านหนึ่งฉบับ เพื่อให้แม่อ่าน จะได้ไม่ต้องไปอ่านที่กระดานประกาศหน้ากองการผลิต


ส่วนอีกฉบับ เธอตั้งใจจะเผาให้ พ่อกับพี่ชาย


เพราะเธอช่วยชีวิตคน เธออยากให้พ่อกับพี่ชายที่อยู่ใต้พิภพได้รับรู้สิ่งที่เธอทำไป และบอกพวกเขาว่า เธอคือความภาคภูมิใจของพ่อและน้องสาวของพี่ชาย


หลังจากได้หนังสือพิมพ์ เธอก็หาที่เปลี่ยว เก็บมันไว้ในพื้นที่มิติ


จากนั้น ก็หันไปที่สถานีขนส่งเผิงเฉิง แล้วขึ้นรถ มุ่งหน้าไปยัง ตงซื่อ อีกครั้ง


บทที่ 146: ความโลภ


เมื่อถึงสถานที่นัดหมายตามเวลา เจียงเจินเจินก็ส่งมอบ นาฬิกาดิจิทัล ที่นำมาจากซิงก่างให้หลี่หลิน


หลี่หลินนับจำนวนสินค้า หลังจากยืนยันว่าไม่มีปัญหา ก็ส่งเงินให้เจียงเจินเจิน


เจียงเจินเจินถาม


“เดือนหน้าจะเอาเพิ่มไหม?”


หลี่หลินตอบทันที


“เอา แน่นอน”


เจียงเจินเจินถามต่อ


“แบบเดิม จำนวนเท่าเดิม?”


หลี่หลินส่ายหัว


“ไม่ๆ เอาจำนวน สิบเท่าของตอนนี้”


เจียงเจินเจินอ้าปากเล็กน้อย สีหน้าประหลาดใจ


เธอคาดไว้แล้วว่าหลี่หลินจะสั่งเพิ่ม และคิดว่าเขาอาจจะเพิ่มสองถึงสามเท่า แต่ไม่คิดว่าเขาจะเพิ่มถึงสิบเท่า


“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”


เธอเริ่มกังวล


“คุณขายหมดได้เหรอ?”


ถึงแม้ธุรกิจจะดี แต่นี่ก็เป็นการค้าลับ ไม่สามารถตั้งแผงขายบนถนนได้อย่างเปิดเผย ดังนั้นจึงยากที่จะขายสินค้าปริมาณมากในคราวเดียว


หลี่หลินไม่ได้ปิดบัง เขายิ้มแล้วพูดว่า


“ผมรู้จักพ่อค้าคนหนึ่งทางเหนือ เขาสั่งนาฬิกาพวกนี้ไปเกือบทั้งหมด”


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“อย่างนี้นี่เอง”


นาฬิกาดิจิทัลแบบนี้ ทางภาคเหนือยิ่งหายากกว่า


ถึงหลี่หลินจะขายให้พ่อค้าคนนั้นในราคาที่ถูกกว่าเล็กน้อย อีกฝ่ายก็ยังทำกำไรได้มากอยู่ดี


เธอไม่ได้ถามต่อ เพราะนี่คือช่องทางการค้าของหลี่หลิน


เธอยกมือดูเวลา แล้วพูดว่า


“งั้นฉันไปก่อนนะ อีกหนึ่งเดือนเจอกันที่นี่เหมือนเดิม?”


หลี่หลินรีบยกมือห้าม


“เดี๋ยวก่อน สหายเจียงเจินเจิน”


เธอหันกลับมา


“มีอะไรอีกหรือ?”


หลี่หลินไอเบาๆ เปิดปากเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็เงียบ


ดูเหมือนคำพูดต่อไปจะทำให้เขาลำบากใจมาก


เจียงเจินเจินขมวดคิ้ว จู่ๆเธอก็มีลางไม่ดี


ผ่านไปประมาณสิบวินาที ในที่สุดหลี่หลินก็พูดออกมา


“คืออย่างนี้ พ่อค้าคนนั้นถามผมว่า ผมมีบุหรี่นำเข้า หรือนาฬิกานำเข้าไหม—”


“ไม่มี”


ก่อนที่เขาจะพูดจบ เจียงเจินเจินก็ขัดทันที


สีหน้าจริงจัง


“ก่อนร่วมมือกัน เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่ทำธุรกิจแบบนั้น”


หลี่หลินพูดขึ้น


“เขาไม่ได้ต้องการมาก—”


“ถึงจะไม่มากก็ไม่ได้”


น้ำเสียงและท่าทีของเธอหนักแน่นมาก เห็นได้ชัดว่าหลี่หลินไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขาก็ควบคุมสีหน้าได้ทัน


เพราะถึงกำไรของนาฬิกาดิจิทัลจะน้อยกว่าบุหรี่นำเข้าและนาฬิกานำเข้า แต่มันก็ยังทำเงินได้มาก เขาไม่กล้าไปล่วงเกินเจียงเจินเจิน


หลี่หลินยกมือไออีกสองครั้ง


“ไม่เป็นไร… ถ้าไม่มี ก็ไม่มี”


เขาหยุดเล็กน้อย แล้วพูดต่อ


“อ้อ ใช่! เพราะคุณ ผมถึงทำเงินได้มาก เพื่อแสดงความขอบคุณ ผมอยากเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อ”


เจียงเจินเจินส่ายหัว


“ไม่ต้องหรอก ตอนนี้ก็เกือบบ่ายสามแล้ว บ้านฉันอยู่ไกล ถ้าช้าไปกว่านี้ ฉันจะขึ้นรถกลับบ้านไม่ทัน”


หลี่หลินจึงไม่กล้ารั้งเธอ โบกมือบอกลา


หลังจากเจียงเจินเจินหันหลังเดินออกมา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนทันที ดูเหมือนว่ากำไรจากนาฬิกาดิจิทัล ทำให้ความอยากของหลี่หลินเพิ่มขึ้น


เขาเริ่มโลภ และถึงขั้นอยากทำธุรกิจบุหรี่นำเข้าและนาฬิกานำเข้า


แต่ของพวกนั้นจะซื้อขายกันง่ายๆได้หรือ?!


เธอไม่อยากเข้าคุก สิ่งที่เธอกังวลตอนนี้คือ ถ้าหลี่หลินไม่ได้สินค้าจากเธอ เขาจะไปหาทาง ลักลอบนำเข้าจากที่อื่น หรือไม่


แล้วถ้าการกระทำของเขาเด่นเกินไป จนทำให้ศุลกากรหรือตำรวจสนใจล่ะ?


เธอไม่ได้สนใจว่าหลี่หลินจะติดคุกหรือไม่ สิ่งที่เธอกังวลคือ ถ้าศุลกากรตามรอยหลี่หลินมาถึงตัวเธอ มันจะไม่คุ้มเลย

……

สวนสาธารณะตรงหน้าสวยงามมาก ต้นไม้เขียวชอุ่ม


ดอกไม้บานสะพรั่ง ลมที่พัดมาก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้


แต่ในใจของเจียงเจินเจินกลับหนักอึ้ง เธอถอนหายใจ คิดในใจว่า


“ธุรกิจนาฬิกาดิจิทัลนี้คงอยู่ได้ไม่นานแล้ว”


แต่ก็ไม่เป็นไร เงินที่เธอมีตอนนี้ มากพอให้ครอบครัวสี่คนใช้ชีวิตสบายได้อีกหลายปี


และอีกไม่นาน เผิงเฉิงจะถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ


ถึงตอนนั้น ก็ถึงเวลาหาวิธีทำเงินใหม่แล้ว


หลังจากออกจากสวนสาธารณะ เธอไม่ได้ไปสถานีรถบัสเพื่อกลับเผิงเฉิง แต่ไปที่ มหาวิทยาลัยของเกาอวิ๋น มหาวิทยาลัยเดียวกับที่เฉินเซียงจวินเรียนอยู่


เหตุผลหนึ่งคือ เธอไม่ได้เจอเกาอวิ๋นมานาน และคิดถึงเด็กสาวคนนี้เล็กน้อย


อีกเหตุผลคือ เธออยากรู้ว่า ตอนนี้ เฉินเซียงจวินกับหยางเสวี่ยเหมย เป็นอย่างไรบ้าง


เมื่อมาถึง มหาวิทยาลัยตงซื่อ บรรยากาศก็ยังเต็มไปด้วยพลังชีวิต เหมือนตอนที่เธอมาเมื่อครั้งก่อน


เจียงเจินเจินเดินไปที่หอพักหญิง แต่ไม่ได้ขึ้นไป


เธอเรียกนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่อยู่ชั้นล่าง ให้ช่วยเรียกเกาอวิ๋นลงมา


โชคดีที่เกาอวิ๋นเคยบอกหมายเลขห้องไว้ ไม่อย่างนั้น หอพักหญิงที่ใหญ่ขนาดนี้ เธอคงหาเกาอวิ๋นไม่เจอแน่


ประมาณสองสามนาทีต่อมา เสียงของเกาอวิ๋นก็ดังขึ้นจากด้านบน


“พี่เจินเจิน!”


เจียงเจินเจินเงยหน้าขึ้น เห็นเกาอวิ๋นโผล่ออกมาจากหน้าต่าง โบกมือให้เธออย่างตื่นเต้น เธอก็ยกมือโบกตอบ


เกาอวิ๋นพูด


“พี่เจินเจิน รอแป๊บนะ ฉันลงไปเดี๋ยวนี้!”


พูดจบก็ปิดหน้าต่างหายไป


หนึ่งนาทีต่อมา เกาอวิ๋นก็ปรากฏตัวตรงหน้าเธอ


“พี่เจินเจิน ทำไมพี่มาได้ล่ะ?”


เกาอวิ๋นถามอย่างดีใจ แล้วก็จับแขนเธอ


“ไป ไปหอพักฉัน ไปคุยกันที่ห้อง”


เจียงเจินเจินลังเลเล็กน้อย


“จะรบกวนเพื่อนร่วมห้องไหม?”


เกาอวิ๋นรีบส่ายหัว


“ไม่เลย ใกล้สอบปลายภาคแล้ว เพื่อนร่วมห้องฉันไปอ่านหนังสือที่ห้องอ่านหนังสือหมด”


เจียงเจินเจินถาม


“แล้วเธอล่ะ?”


เกาอวิ๋นหัวเราะ


“พวกเขาออกไปหมดแล้ว เหลือฉันคนเดียวในห้อง ฉันเลยอ่านหนังสือที่หอพัก ยังไงฉันก็อ่านได้ทุกที่”


เจียงเจินเจินถามอีก


“ฉันจะรบกวนเวลาอ่านหนังสือเธอไหม?”


เกาอวิ๋นรีบตอบ


“ไม่ ไม่แน่นอน!”


ระหว่างพูด เธอก็ลากเจียงเจินเจินขึ้นไปหอพัก


ห้องของเธออยู่ชั้นสาม ใกล้บันได


พอขึ้นไปถึงชั้นสาม เกาอวิ๋นก็หยิบกุญแจออกมา เปิดประตู เชิญเจียงเจินเจินเข้าไป


ก่อนหน้านี้ ตอนเจียงเจินเจินพา หลานสาวชุนเจียว ไปส่งเข้าเรียน เธอเคยเห็นหอพักมหาวิทยาลัยของชุนเจียวแล้ว


ห้องของเกาอวิ๋นก็คล้ายกัน เป็นห้องสำหรับ แปดคน มีเตียงสองชั้นสี่ชุด 


เตียงแต่ละเตียงมีม่าน ข้างเตียงมีโต๊ะและตู้ ไว้เก็บของใช้ส่วนตัวของนักศึกษา


มีระเบียงแต่ไม่มีห้องน้ำ นักศึกษาต้องไปใช้ห้องน้ำและห้องอาบน้ำรวม


เกาอวิ๋นลากเก้าอี้มาให้เจียงเจินเจินนั่ง ส่วนตัวเธอเปิดม่านเตียงของตัวเอง แล้วนั่งบนเตียง


บทที่ 147: ไปสอบถามที่มหาวิทยาลัย


เมื่อเห็นเจียงเจินเจินมองซ้ายมองขวาสำรวจหอพักของตน เกาอวิ๋นก็พูดอย่างเขินๆ


“พวกเรามีของกันเยอะ หอพักเลยดูรกไปหน่อย…”


เจียงเจินเจินส่ายหัว


“ไม่หรอก ฉันแค่กำลังคิดว่า ถ้าที่เรียนมหาวิทยาลัยกรรมกร ชาวนา และทหาร ไม่ได้ถูกยกให้เฉินเซียงจวิน ฉันก็คงมีโอกาสได้มาอยู่ที่แบบนี้เหมือนกัน”


เกาอวิ๋นเก็บรอยยิ้มทันที บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นมา


ผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงเจินเจินก็พูดอย่างเก้อเขิน


“ดูฉันสิ พูดเรื่องอะไรออกมาก็ไม่รู้”


เกาอวิ๋นพูดขึ้น


“พี่เจินเจิน ถ้า…ถ้าพี่ยังอยากเรียนมหาวิทยาลัย ตอนฉันกลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ฉันจะเอาหนังสือสอบทั้งหมดมาให้พี่ แล้วก็ช่วยติวให้พี่ด้วย ฉันเชื่อว่าถ้าพี่พยายาม พี่ต้องทำความฝันเรื่องมหาวิทยาลัยให้เป็นจริงได้แน่นอน”


เจียงเจินเจินหัวเราะออกมา


“ไม่ๆๆ ฉันอายุขนาดนี้แล้ว จะไปเรียนมหาวิทยาลัยทำไมกัน?”


เกาอวิ๋นถาม


“พี่ไม่เสียดายเลยเหรอ?”


เจียงเจินเจินยิ้ม


“ในชีวิตคนเรามีเรื่องที่น่าเสียดายตั้งมากมาย เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ตอนนี้ฉันเริ่มออกทะเลกับหมู่บ้านแล้ว ฉันชอบชีวิตบนเรือ ชอบทะเล ฉันไม่อยากอยู่ห่างทะเลนานๆ”


เกาอวิ๋นพยักหน้า สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย


“อ้อ ใช่ นี่คือปลาตากแห้งหลายชนิดที่ฉันเอามาให้เธอ”


เจียงเจินเจินพูด


สายตาของเกาอวิ๋นตกไปที่ถุงใบใหญ่ในมือเธอ เธอร้องขึ้นด้วยความตกใจ


“เยอะขนาดนี้เลย?”


เจียงเจินเจินพูด


“มีปลาหมึกแห้ง ปลาหมึกกระดองแห้ง ปลาข้าวสารแห้ง แล้วก็ปลาหวงฮวาแห้ง พวกเธอใกล้สอบปลายภาคแล้วไม่ใช่เหรอ ต้องบำรุงร่างกายหน่อย เวลาหิวก็กินได้ ทั้งมีคุณค่าทางอาหารและช่วยรองท้อง” 


“ถ้ากินไม่หมด เธอก็เอากลับบ้านได้ ถือว่าเป็นของขึ้นชื่อของมณฑลตงเซิง เอาไปให้พ่อแม่กับญาติลองชิมก็ได้”


แต่ของเยอะเกินไป เกาอวิ๋นจึงรู้สึกเกรงใจ


เจียงเจินเจินจึงพูดต่อ


“ฉันจับเองทั้งหมด ไม่ได้เสียเงินสักเฟิน เธอก็กินสบายใจได้ ไม่ต้องเกรงใจ”


เจียงเจินเจินกระตือรือร้นเกินไป เกาอวิ๋นจึงทำได้เพียงรับไว้


แต่ในใจเธอคิดว่า ตอนกลับบ้านจะต้องเอาของฝากอะไรบางอย่างกลับมาให้พี่เจินเจินบ้าง


หลังจากให้ของแล้ว ก็ถึงเวลาทำอีกจุดประสงค์หนึ่ง


เจียงเจินเจินถาม


“เธอรู้ไหมว่า ช่วงนี้เฉินเซียงจวินกับหยางเสวี่ยเหมยเป็นยังไงบ้าง?”


เกาอวิ๋นทำปากเบ้


“สบายดีมาก เมื่อวานฉันยังเห็นพวกเขาไปกินข้าวที่ร้านอาหารเล็กๆข้างนอกด้วยกันเลย”


เจียงเจินเจินขมวดคิ้ว หยางเสวี่ยเหมยไม่ได้รับจดหมายของเธอหรือ?


เกาอวิ๋นสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงถาม


“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”


เจียงเจินเจินเม้มปาก แล้วพูดว่า


“อาทิตย์ที่แล้ว ฉันส่งจดหมายรักของเฉินเซียงจวินไปให้หยางเสวี่ยเหมย หรือว่าจดหมายยังไม่ถึงมือเธอ?”


เกาอวิ๋นขมวดคิ้ว


“จากเกาะพระจันทร์มาถึงตงซื่อก็แค่ไม่กี่ชั่วโมง ผ่านไปตั้งหนึ่งสัปดาห์แล้ว ไม่น่าจะยังไม่ถึงนะ”


เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้


“อ้อ จริงสิ สองวันก่อนเฉินเซียงจวินกับหยางเสวี่ยเหมยเหมือนจะทะเลาะกัน”


ตั้งแต่กลายเป็นเพื่อนกับเจียงเจินเจิน เกาอวิ๋นก็ใส่ใจเรื่องของเธอมาก ดังนั้นเธอจึงคอยสังเกตเฉินเซียงจวินกับหยางเสวี่ยเหมยอยู่เสมอ


ก่อนหน้านี้ ทั้งสองมักจะทำตัวลับๆล่อๆ แต่หลังจากเจียงเจินเจินเลิกกับเฉินเซียงจวิน เขาก็กล้าขึ้น


แทบทุกวันจะเดินคู่กับหยางเสวี่ยเหมยในมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นคู่รักที่ทุกคนยอมรับ ทั้งสองมักจะกินข้าวกลางวันด้วยกัน 


แต่เมื่อสองวันก่อน เกาอวิ๋นเห็นหยางเสวี่ยเหมยนั่งกินข้าวคนเดียวในโรงอาหาร ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว มันก็ดูแปลกจริงๆ


เกาอวิ๋นเล่าเรื่องที่เธอสังเกตให้เจียงเจินเจินฟัง เจียงเจินเจินเม้มปาก เงียบไปครู่หนึ่ง


แน่นอน เกาอวิ๋นรู้ดีว่าเจียงเจินเจินไม่พอใจอะไร เธอส่ายหัวแล้วพูดว่า


“ฉันเดาว่าหยางเสวี่ยเหมยน่าจะถูกไอ้เลวเฉินเซียงจวินหลอกอีกแล้ว พวกเราคนปกติคงเข้าใจคนที่คลั่งรักแบบนี้ไม่ได้ ถ้าพี่พูดว่าเฉินเซียงจวินไม่ดี บางทีเธออาจจะโกรธพี่แทนก็ได้”


เจียงเจินเจินเองก็เข้าใจเรื่องนี้ดี เธอถอนหายใจ


“ดูเหมือนว่างานในโรงไฟฟ้าจะตกไปอยู่ในมือไอ้สารเลวเฉินเซียงจวินจริงๆ”


เกาอวิ๋นพูด


“ตกไปก็ให้มันตกไปเถอะ ด้วยนิสัยหลอกผู้หญิงของเฉินเซียงจวิน ถ้าไม่มีหยางเสวี่ยเหมย ก็อาจมีหลี่เสวี่ยเหมย หวังเสวี่ยเหมย งานดีๆไม่ใช่ว่าเขาจะรักษาไว้ได้ง่ายๆ”


“ถึงตอนนี้หยางเสวี่ยเหมยจะคืนดีกับเขาแล้ว แต่ในใจเธอต้องมีหนามอยู่แน่ หนามนี้จะค่อยๆฝังรากลึกลงไป ชีวิตคู่ของพวกเขาในอนาคตคงไม่มีทางสบาย”


ทั้งสองกำลังคุยกันอย่างออกรส ทันใดนั้นประตูหอพักก็ถูกเปิดออก


เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามา แล้วพูดเสียงดัง


“เกาอวิ๋น! เกาอวิ๋น! เธอรู้ไหมว่าฉันได้ยินอะไรมา? โอ้พระเจ้า มีคนขี่วาฬเพชฌฆาตได้จริงๆ!”


พูดจบ เธอก็เพิ่งสังเกตว่ามีคนแปลกหน้าอยู่ในห้อง เธอจึงอึ้งไป และเกาหัวอย่างเขินๆ


เกาอวิ๋นลุกขึ้น แนะนำกับเจียงเจินเจิน


“นี่คือเพื่อนร่วมห้องของฉัน เหมียวชุ่ยชุ่ย”


จากนั้นเธอก็แนะนำเจียงเจินเจิน


“นี่คือผู้มีพระคุณของฉัน แล้วก็พี่เจินเจินที่เอาปลาแห้งมาให้ฉัน”


เหมียวชุ่ยชุ่ยมองเจียงเจินเจิน


“ว้าว พี่คือพี่เจินเจินเองเหรอ ตั้งแต่ฉันฟังเกาอวิ๋นเล่าเรื่องพี่จับโจร ฉันก็อยากเจอตัวจริงของพี่มาตลอดเลย”


เธอมองเจียงเจินเจินตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยกนิ้วโป้ง


“พี่เหมือนกับที่ฉันจินตนาการไว้ทุกอย่าง!”


ส่วนเจียงเจินเจิน ตอนนี้หัวเธอเริ่มโตแล้ว


เธอกลัวว่าเพื่อนร่วมห้องคนนี้ จะเชื่อมโยงเธอกับผู้หญิงที่ขี่วาฬเพชฌฆาตในหนังสือพิมพ์


เธอจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ


“สวัสดี”


โชคดีที่เหมียวชุ่ยชุ่ยแค่ได้ยินข่าวเรื่องคนขี่วาฬเพชฌฆาต แต่ยังไม่ได้อ่านบทความ


ไม่อย่างนั้น ถ้าเธอเชื่อมโยงกับเรื่องจับโจรที่เกาอวิ๋นเล่า เธอคงเดาได้ทันทีว่า เจียงเจินเจินคือคนเดียวกับในข่าว


เจียงเจินเจินดูนาฬิกาที่ข้อมือ แล้วลุกขึ้น


“ใกล้สี่โมงแล้ว เกาอวิ๋น ฉันไปก่อนนะ”


เกาอวิ๋นรีบพูด


“ฉันไปส่งพี่”


เจียงเจินเจินรีบโบกมือ


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ฉันรู้ทางอยู่แล้ว เธอไปอ่านหนังสือเถอะ ถ้าคะแนนสอบเธอไม่ดีเพราะฉัน ฉันจะรู้สึกผิดตายเลย”


เมื่อเธอพูดแบบนั้น เกาอวิ๋นจึงหยุด


“งั้น…พี่เจินเจิน ระวังตัวนะ เดินทางปลอดภัย”


เจียงเจินเจินพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินออกไป


ตอนปิดประตูหอพัก เธอได้ยินเสียงเหมียวชุ่ยชุ่ยพูดกับเกาอวิ๋นอย่างตื่นเต้น


“เธอเชื่อไหมว่ามีคนขี่วาฬเพชฌฆาตได้จริงๆ มันน่าทึ่งมากเลย คนที่ขี่วาฬเพชฌฆาตตัวจริง จะเหมือนนางฟ้าอย่างที่คนอื่นพูดกันไหมนะ?”


เจียงเจินเจินตกใจ รีบปิดประตูทันที


เธอตบหน้าอกตัวเอง แล้วถอนหายใจยาวด้วยความโล่ง.อก


บทที่ 148: การสู่ขอ


เจียงเจินเจินเชื่อว่า ความร้อนแรงของข่าวในหนังสือพิมพ์จะค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลา ดังนั้นหลังจากกลับมาที่เกาะพระจันทร์ เธอจึงตัดสินใจว่า ช่วงนี้จะไม่ไปเผิงเฉิงหรือเมืองตงซื่ออีกชั่วคราว รอให้ผ่านไปสักพักแล้วค่อยไปใหม่


แต่เกาะพระจันทร์ไม่ใช่สถานที่ที่ปล่อยให้คนได้พักผ่อนสบายใจ


เพียงไม่กี่วันต่อมา แม่สื่อจากเกาะพระอาทิตย์ ก็มาเพื่อขอเป็นสื่อให้เจียงเจินเจิน


แต่ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ทั้งเลขาธิการกองการผลิต หัวหน้ากอง และหัวหน้าฝ่ายสตรี ต่างก็มาหาเจียงเจินเจินกับโจวไห่ฮวา


พวกเขาพูดกับเธออย่างจริงจังว่า เธอต้องคิดถึงเกียรติของเกาะพระจันทร์ เจียงเจินเจินจะแต่งงานกับใครก็ได้ แต่ห้ามแต่งกับคนจากเกาะพระอาทิตย์เด็ดขาด


อย่างไรก็ตาม หลังจากไล่แม่สื่อคนแรกกลับไปแล้ว ชาวเกาะพระอาทิตย์ก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังมีแม่สื่ออีกหลายคนมาหาเจียงเจินเจิน และสินสอดที่เสนอมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


เมื่อหัวหน้าฝ่ายสตรีเห็นท่าทีของชาวเกาะพระอาทิตย์ เธอก็อดพูดกับหัวหน้ากองและเลขาธิการกองไม่ได้


“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แน่ ไม่ช้าก็เร็ว เจินเจินต้องถูกลูกกวาดเคลือบน้ำตาลของเกาะพระอาทิตย์ล่อไปแน่”


ทุกคนเห็นด้วยกับความกังวลของเธอ ดังนั้นพวกเขาจึงปรึกษากัน และตัดสินใจว่า ต้องช่วยเจียงเจินเจินหาคู่เอง


ผู้ชายดีๆไม่ได้มีแค่ที่เกาะพระอาทิตย์ ที่อื่นก็มีเหมือนกัน


เจียงฝูอวิ๋นถามขึ้น


“ถ้าเจียงเจินเจินแต่งงาน เธอยังจะออกทะเลกับเรือของหมู่บ้านได้ไหม?”


หัวหน้าฝ่ายสตรีตอบ


“ถ้าแต่งงานไม่นาน และครอบครัวฝ่ายสามีมีความคิดก้าวหน้า ไม่ถือเรื่องผู้หญิงต้องอยู่บ้าน ก็น่าจะยังทำได้”


เจียงฝูอวิ๋นถอนหายใจ


“ถ้าเจินเจินอยู่บนเกาะพระจันทร์ของเราได้ตลอดก็คงดี”


แต่บนเกาะพระจันทร์มีเพียงหมู่บ้านตระกูลเจียง คนส่วนใหญ่ก็เป็นญาติกัน ดังนั้นจึงยากที่จะหาคู่ที่เหมาะสม


ตอนแรกเฉินเซียงจวินซึ่งหมั้นกับเจียงเจินเจิน ก็ถือว่าเป็นคนที่ดีมาก ถ้าเขาไม่ทำเรื่องเลวร้ายกับเธอ และเจียงเจินเจินได้แต่งกับเขา ทุกคนก็คงพอใจ


ในเวลานั้น จู่ๆดวงตาของเจียงเหอผิงก็เป็นประกาย เขาพูดขึ้น


“ถ้าในหมู่บ้านหาไม่ได้ ก็ไปหาในกองทัพสิ!”


ทันทีที่พูดจบ สายตาของทุกคนในห้องก็สว่างขึ้น


ถ้าจะพูดถึงที่ที่มีชายหนุ่มโสดมากที่สุด แน่นอนว่าคือ กองทัพ


ยิ่งไปกว่านั้น ระเบียบวินัยในกองทัพเข้มงวด ทหารทุกคนต้องผ่านการฝึกอย่างเข้มข้น และได้รับการศึกษาแนวคิดจากพรรค


คนที่ถูกฝึกแบบนี้ ย่อมไม่ใช่พวกสารเลวแบบเฉินเซียงจวินแน่นอน


ถ้าเจียงเจินเจินแต่งกับทหารจากกองทัพที่นี่ ไม่ต้องคิดเลย เธอจะต้องอยู่บนเกาะแน่นอน และยังอยู่ไกลจากแม่สามี


ต่อให้แม่สามีมีความคิดหัวโบราณ อยู่ไกลขนาดนั้น ก็เอื้อมมือมาควบคุมอะไรไม่ได้


ยิ่งคิด สายตาของทุกคนก็ยิ่งเปล่งประกาย พวกเขารู้สึกว่าไอเดียนี้ดีมาก


แต่พวกเขาไม่ได้สนิทกับคนในกองทัพ แล้วจะให้ใครแนะนำเจียงเจินเจินดี?


เจียงเหอผิงก็คิดถึงจุดนี้เหมือนกัน เขาพูดขึ้นว่า


“ไปหาสหายกู้เผยสิ กู้เผยรู้จักทหารมากมาย เขาน่าจะเลือกคนที่เงื่อนไขดีๆได้หลายคน อีกอย่าง เจินเจินก็มีบุญคุณกับเขา เขาต้องยินดีช่วยแน่”


แม้ว่ากู้เผยจะยังหนุ่ม ยังโสด หน้าตาดี และมักจะไปบ้านเจียงเจินเจินเพื่อช่วยเหลือ แต่คนที่อยู่ในห้องตอนนั้น กลับไม่มีใครกล้าคิดจับคู่เจียงเจินเจินกับกู้เผยเลย เพราะกู้เผยโดดเด่นเกินไป


จากการพูดคุยก็รู้ได้ว่า ครอบครัวของเขาน่าจะมีฐานะดีอยู่แล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้เป็น รองผู้บังคับกองพันตั้งแต่อายุยังน้อย ก็พอจะเห็นได้ว่าความสามารถของเขาสูงแค่ไหน


ทุกคนจึงคิดโดยสัญชาตญาณว่า กู้เผยต้องหาคู่ที่เหมาะสมได้แน่นอน และคนนั้นคงไม่ใช่ เด็กสาวบ้านนอกจากเกาะที่เติบโตมาท่ามกลางทะเลตั้งแต่เล็กอย่างเจียงเจินเจิน


เจียงฝูอวิ๋นตบมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม


“ตกลง! เรื่องนี้ฉันมอบให้คุณไปจัดการ ไปคุยกับสหายกู้เผยเถอะ”


เจียงเหอผิงทำงานรวดเร็วมาก วันเดียวกันนั้น เขาก็ไปที่ค่ายทหาร และเล่าเรื่องนี้ให้กู้เผยฟัง


เช้าวันถัดมา กู้เผยก็มาหาเจียงเจินเจินแต่เช้า


“อะไรนะ? หัวหน้ากองของพวกเราขอให้คุณแนะนำคู่ให้ฉัน?”


เจียงเจินเจินคีบเกี๊ยวกุ้งอยู่ แต่ตกใจจนเกี๊ยวตกกลับลงจาน เธอแทบสงสัยว่าตัวเองได้ยินผิด


ตอนนั้นโจวไห่ฮวากำลังยุ่งอยู่ในครัว เมื่อได้ยินเสียง เธอก็เดินออกมา พร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า


“เสี่ยวกู้มาแล้วเหรอ กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง?”


กู้เผยยิ้มตอบ


“กินแล้วครับ คุณป้า”


โจวไห่ฮวาพูดต่อ


“จะนั่งกินอีกหน่อยไหม ลองเกี๊ยวกุ้ง ขนมข้าวโพด แล้วก็โจ๊กทะเลที่ป้าทำดู”


“ป้าเพิ่งหัดทำ เดี๋ยวป้าตักให้ชามหนึ่งนะ?”


ในเมื่อเจียงเจินเจินชอบ กู้เผยก็ต้องลองชิม


เขาพูด


“งั้นผมไม่เกรงใจนะครับ”


โจวไห่ฮวากลับเข้าไปในครัว เพื่อตักโจ๊กทะเล


เจียงเจินเจินจึงรีบลดเสียงถาม


“คุณไม่ได้บอกเรื่องที่คุณ… คุณกำลังตามจีบฉันใช่ไหม?”


ตอนนี้โจวไห่ฮวาเป็นคนเดียวที่พยายามจับคู่เธอกับกู้เผย ถ้าคนทั้งหมู่บ้านรู้เรื่องนี้ ทั้งหมู่บ้านคงเข้ามายุ่งวุ่นวายแน่


แค่คิดว่าออกจากบ้านก็มีแต่คนทักเรื่องแต่งงานกับกู้เผย ขนทั่วตัวเธอก็แทบลุก


กู้เผยหัวเราะเบาๆ


“คุณกลัวผมพูดความจริงขนาดนั้นเลยเหรอ?”


เจียงเจินเจินมองเขาอย่างระแวดระวัง


“คุณพูดอะไรไปหรือเปล่า?”


กู้เผยอยากแกล้งเธอ แต่ก็กลัวเธอจะโกรธ จึงตอบตามตรง


“ไม่ได้พูดอะไร”


เจียงเจินเจินถอนหายใจโล่ง.อก ก้อนหินในใจก็หล่นลง เธอกลับมากินเกี๊ยวกุ้งต่อ


“แล้วคุณพูดว่าอะไร?”


กู้เผยตอบ


“จะให้ผมพูดอะไรได้ล่ะ ผมก็ได้แต่รับปากไปก่อน อีกสักพัก ถ้าหัวหน้ากองของคุณถาม ผมก็จะบอกว่าช่วงนี้ผมยุ่ง ยังอยู่ระหว่างดูคนอยู่”


“ถ้าเขาเร่ง ผมก็จะบอกว่า เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ”


เจียงเจินเจินหัวเราะออกมา คิดไม่ถึงว่ากู้เผยจะวางแผนรับมือกับเจียงเหอผิงไว้แล้ว เธอไม่ต้องสอนอะไรเขาเลย


ทันใดนั้น รอยยิ้มของเธอก็หยุดลง เธอเม้มปาก แล้วพูดว่า


“ขอบคุณนะ”


เธอรู้ดีว่าสำหรับกู้เผย การพูดความจริงออกไปคือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะถ้าเป็นแบบนั้น คนทั้งหมู่บ้านตระกูลเจียงอาจช่วยเขาทำให้การแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้น


และเธอเองก็อาจถูกแรงกดดันจากสังคม จนต้องตกลงคบกับเขา


แต่เขาไม่ได้ทำแบบนั้น เขาเคารพความคิดของเจียงเจินเจินจริงๆ และปล่อยให้เธอมีสิทธิ์เลือกเอง


กู้เผยหัวเราะอย่างเปิดเผย


“ไม่มีอะไรต้องขอบคุณหรอก”


เจียงเจินเจินสบตากับเขา ดวงตาของเขาอ่อนโยนและจริงใจมาก จนเธอ.อดตัวสั่นเล็กน้อยไม่ได้


บรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่โจวไห่ฮวากลับมาในเวลาพอดี จึงทำลายบรรยากาศที่ทำให้เจียงเจินเจินรู้สึกกระอักกระอ่วน


โจวไห่ฮวาวางโจ๊กทะเลไว้ตรงหน้ากู้เผย แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม


“เสี่ยวกู้ ลองชิมดูเร็ว ดูว่ารสชาติเป็นยังไง”


กู้เผยก้มมองโจ๊กทะเลในชาม หยิบช้อนขึ้นคนเล็กน้อย แล้วร้องขึ้น


“ว้าว!”


ช่วงนี้สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก โจวไห่ฮวาจึงใส่วัตถุดิบในการทำอาหารอย่างไม่หวง


โจ๊กทะเลชามเล็กนี้ มีทั้งกุ้ง ปลาหมึก หอย และปลิงทะเล ยังมีเห็ดหอม หัวไชเท้าหั่นเต๋า ถั่วเขียว ผักใบเขียวต่างๆ


เพียงแค่มอง ก็รู้ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก


บทที่ 149: ยอมให้สัมภาษณ์


กู้เผยตักโจ๊กขึ้นมาช้อนหนึ่งเพื่อลองชิม แล้วพบว่าโจ๊กชามนี้ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่รสชาติก็ยังหลากหลายมากอีกด้วย


ในคำเดียวของโจ๊ก มีทั้งความหอมสดของอาหารทะเล ความเผ็ดเล็กๆของพริกไทย และกลิ่นหอมของผักหลากชนิด


ดวงตาของกู้เผยเป็นประกาย เขาพยักหน้าให้โจวไห่ฮวาแล้วพูดว่า


“อร่อยมาก อร่อยจริงๆ”


โจวไห่ฮวายิ้มกว้างจนเกือบเห็นเหงือก


เธอดีใจมาก ความสุขแบบนี้ แตกต่างจากการที่คนอื่นชมฝีมือทำอาหารของเธอ


เพราะครั้งนี้ เป็นการได้รับคำชมจากคนในครอบครัวเอง


“เมื่อกี้พวกเธอคุยอะไรกันอยู่เหรอ?”


โจวไห่ฮวานั่งลงข้างเจียงเจินเจินแล้วถาม


เมื่อครู่ตอนเธอตักโจ๊กอยู่ในครัว เธอพบว่าโจ๊กเริ่มเย็นแล้ว จึงต้องจุดฟืนเพื่ออุ่นอีกครั้ง ทำให้เสียเวลาไปเล็กน้อย และไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเจียงเจินเจินกับกู้เผย


กู้เผยเหลือบมองเจียงเจินเจินแล้วพูดว่า


“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่มาบอกเจินเจินว่า ตอนนี้ในกองทัพของพวกเราก็ได้ยินข่าวเรื่องที่เธอขึ้นหนังสือพิมพ์แล้ว หัวหน้าของพวกเรายังบอกด้วยว่า จะหาเวลาแวะมาที่หมู่บ้านเพื่อเผยแพร่เรื่องราวของเธอ…”


“อะไรนะ!”


เจียงเจินเจินลุกขึ้นทันที โดยไม่ตั้งใจขัดคำพูดของกู้เผย


เธอพูดว่า


“หกโมงครึ่งแล้ว ฉันต้องรีบไปแล้ว!”


พูดจบ เธอก็วิ่งออกไปทันที


โจวไห่ฮวาตะโกนตามหลัง


“ค่อยๆไปสิ!”


หลังจากเจียงเจินเจินหายไปในพริบตา โจวไห่ฮวาจึงอธิบายกับกู้เผย


“วันนี้เจินเจินต้องออกทะเล เลยรีบแบบนี้”


ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เพื่อหลบเลี่ยงแม่สื่อที่มาหาไม่หยุด เจียงเจินเจินจึงไม่ขึ้นเรือออกทะเลทุกวัน ก็ไปหาหอยจับปลาอยู่ตามทะเล


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอต้องเผชิญ ไม่ได้มีแค่แม่สื่อที่มาไม่ขาดสาย แต่ยังมี นักข่าวบางคนที่ตามกระแสข่าวมาด้วย


นอกจาก หนังสือพิมพ์ตงเซิงเดลี่แล้ว นักข่าวจากหนังสือพิมพ์อื่นๆก็ทยอยมาที่เกาะพระจันทร์ หวังจะสัมภาษณ์เจียงเจินเจิน


ถึงแม้ว่าตงเซิงเดลี่จะรายงานเรื่องของเธอไปแล้ว แต่ถ้าหนังสือพิมพ์อื่นมารายงานอีก ก็เหมือนการเคี้ยวหมากฝรั่งที่คนอื่นเคี้ยวแล้ว


ถึงอย่างนั้น ใครจะใช้ให้เจียงเจินเจินกลายเป็นคนดังที่สุดในมณฑลตงเซิงตอนนี้ล่ะ


เธอโผล่มาอย่างกะทันหัน ทุกคนจึงอยากรู้เรื่อง ชาติกำเนิด การเติบโต และชีวิตประจำวันของเธอ


ถ้าใครสามารถค้นพบเรื่องราวใหม่ๆของเจียงเจินเจินได้ก่อน การเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนก็อยู่ไม่ไกลแล้ว


ในตอนแรก หัวหน้ากองและเลขาธิการกองต่างก็รับนักข่าวเหล่านี้ ทั้งตื่นเต้นและเกรงใจ แต่เมื่อมีนักข่าวมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็เริ่มชินชา


แน่นอน แม้จะมีนักข่าวมากมาย แต่เจียงเจินเจินก็ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ทุกคน


สำหรับหนังสือพิมพ์ในมณฑลตงเซิง บทความของตงเซิงเดลี่เพียงฉบับเดียวก็พอแล้ว


ต่อมา มีนักข่าวจากมณฑลอื่นมาด้วย เจียงเจินเจินจึงยอมพบแค่คนเดียว


เธอเป็นนักข่าวหญิงจากมณฑลข้างเคียง ชื่อ หลัวลี่ลี่ อายุประมาณสามสิบต้นๆ


เธอไม่เพียงสวยมาก แต่ยังมีบุคลิกสง่างาม


แม้จะใส่แค่เสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดา กับชุดเอี๊ยมสีน้ำเงิน แต่ก็เป็นคนที่ทำให้คนจดจำได้ทันที


หลัวลี่ลี่ไม่ได้ถามคำถามเจียงเจินเจิน แต่ขอ ติดตามเธอเพื่อสังเกตชีวิตประจำวัน


เจียงเจินเจินมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว “ห้ามถ่ายรูปหน้าฉันเต็มๆ”


หลัวลี่ลี่ไม่ได้ตอบตกลงทันที แต่ถามกลับ


“งั้นฉันถ่ายรูปตอนคุณขี่วาฬเพชฌฆาตได้ไหม?”


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“ได้”


หลัวลี่ลี่หัวเราะ


“ขอบคุณนะ”


รอยยิ้มของเธอ ทำให้เจียงเจินเจินตาลายไปชั่วครู่


สองสามวินาทีต่อมา เธอถึงได้สติ แล้วใบหน้าก็แดงขึ้น


เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเจียงเจินเจิน หลัวลี่ลี่ก็หัวเราะออกมา


ยิ่งเธอหัวเราะ หน้าของเจียงเจินเจินก็ยิ่งแดงกว่าเดิม


คืนนั้น หลัวลี่ลี่พักที่บ้านของเจียงเจินเจิน


บ้านมีห้องหลายห้อง แต่ไม่มีห้องไหนถูกทำความสะอาด


โจวไห่ฮวาจึงเสนอว่า ให้หลัวลี่ลี่นอนห้องของเจียงเจินเจิน ส่วนเจียงเจินเจินไปนอนห้องของ ชุนเจียวกับชุนเฟิง แทนหนึ่งคืน


เจียงเจินเจินคิดว่าเป็นความคิดที่ดี หลัวลี่ลี่ก็ไม่มีความเห็นแย้ง


คืนนั้น ทุกคนเข้านอนเร็ว เพราะวันรุ่งขึ้นต้องออกทะเล


เช้าวันถัดมา เมื่อหลัวลี่ลี่ตื่นขึ้นมา เธอก็เห็นอาหารเช้าบนโต๊ะที่อุดมสมบูรณ์มาก


เธอรีบพูดทันที


“ฉันอยากเห็นชีวิตประจำวันของสหายเจียงเจินเจิน ถ้าการมาของฉันทำให้พวกคุณเปลี่ยนวิถีชีวิตปกติ ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อพวกคุณ แต่ยังทำให้การสัมภาษณ์ของฉันไม่สมจริงด้วย”


จนกระทั่งเจียงเจินเจินยิ้มแล้วอธิบายว่า


“ปกติที่บ้านเราก็กินแบบนี้ตอนเช้า”


หลัวลี่ลี่จึงสบายใจ เธอพูดว่า


“งั้นพวกคุณก็กินเยอะพอตอนเช้าเลยนะ”


อาหารเช้าวันนี้ มีทั้งสาหร่ายม้วน ก๋วยเตี๋ยวหลอด และโจ๊กทะเล ดูแล้วถือว่าอุดมสมบูรณ์มาก


โจวไห่ฮวากลัวว่าหลัวลี่ลี่จะเข้าใจผิด ว่าเจียงเจินเจินใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เธอจึงรีบอธิบาย


แม้จะรู้สึกหงุดหงิดที่ช่วงนี้ตนเองทำอาหารดีๆจนชิน แล้วลืมไปว่ามีคนนอกอยู่ในบ้าน แถมยังเป็นนักข่าวอีก


เธอพูดว่า


“ของพวกนี้ไม่ได้มีค่าอะไร ฉันเก็บจากชายหาดมาเฉยๆ กุ้งก็เป็นเจินเจินที่จับเอง แล้วก็…แล้วก็…”


โจวไห่ฮวาตื่นเต้นจนพูดติดขัด เจียงเจินเจินจึงรีบพูดเสริม


“แผนของวันเริ่มต้นที่ตอนเช้า แน่นอนว่าต้องกินให้ดีหน่อย”


หลัวลี่ลี่หัวเราะ


“พูดถูก”


เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ โจวไห่ฮวาก็โล่งใจ


หลังจากกินอาหารเช้า หลัวลี่ลี่ก็จะออกทะเลกับเจียงเจินเจิน


วันนี้อากาศไม่เลว แม้จะมีเมฆบนท้องฟ้า แต่ก็ไม่ได้หนามาก ยังพอมองเห็นแสงอาทิตย์อยู่เล็กน้อย


ลมทะเลพัดมา มีกลิ่นคาวทะเลอ่อนๆ และความเย็นเล็กน้อย พัดเข้ามาให้รู้สึกสดชื่น


ที่ท่าเรือ มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันแล้ว ทุกคนกำลังรอขึ้นเรือออกทะเล


บนใบหน้าของชาวประมงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับเห็นกองปลาจำนวนมากอยู่ตรงหน้า


เมื่อเห็นเจียงเจินเจินมา ทุกคนก็รีบล้อมเข้ามาทันที พูดคุยกันเสียงดัง


“เจินเจิน วันนี้ถึงคิวพวกเราขึ้นเรือใช่ไหม?”


“พูดอะไรของแก ลุงเหอผิงจัดไว้แล้ว พวกแกต้องรออีกสองวัน”


“เจินเจิน วันนี้ฉันจะขึ้นเรือกับเธอ!”


“เจินเจิน กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง ป้าของฉันเอาซาลาเปามาให้ อยากลองไหม ฝีมือป้าฉันดีมากนะ”


“…”


เห็นได้ชัดว่า ชาวประมงเหล่านี้ ยินดีมากที่เจียงเจินเจินออกทะเลกับพวกเขา


ก่อนที่หลัวลี่ลี่จะมาที่เกาะพระจันทร์ เธอเคยได้ยินคนพูดว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวประมงมักไม่อยากให้ผู้หญิงขึ้นเรือ เพราะคิดว่าผู้หญิงเป็นลางไม่ดี


ถ้าขึ้นเรือ ปลาที่จับได้จะลดลง


แต่คนบนเกาะพระจันทร์กลับไม่เป็นแบบนั้น หรืออาจเป็นเพราะ เจียงเจินเจินสามารถขี่วาฬเพชฌฆาตได้ ก็เป็นได้


วันนี้ เจียงเจินเจินยังคงขึ้นเรือของ เจียงต้าเซิง


หลังจากขึ้นเรือแล้ว เธอกับชาวประมงก็เริ่มยุ่งทันที ทั้งจัดอวน และเก็บกวาดอุปกรณ์ต่างๆ


ส่วนเจียงต้าเซิง ก็ยังจำได้ว่าวันนี้มีแขกอยู่บนเรือ เขาจึงหยิบใบสะระแหน่ที่เจียงเจินเจินยังไม่ได้ใช้ ยื่นให้หลัวลี่ลี่ แล้วพูดว่า


“ถ้ารู้สึกไม่สบาย ให้ขยี้ใบสะระแหน่แล้วทาที่ขมับ จะช่วยกันเมาเรือได้”


บทที่ 150: นักข่าวขึ้นเรือ


หลัวลี่ลี่รับใบสะระแหน่มา แล้วกล่าวขอบคุณเจียงต้าเซิง


เจียงต้าเซิงยิ้มแล้วพูดว่า


“สะระแหน่นี่เดิมทีเตรียมไว้ให้เจินเจิน เผื่อเธอจะเมาเรือ แต่เจินเจินเหมือนเกิดมาเพื่อทะเล อยู่บนเรือทีไรก็มีพลังเต็มที่ ของพวกนี้เลยไม่จำเป็นสำหรับเธอเลย”


หลัวลี่ลี่เริ่มสนใจ จึงถามว่า


“สหายเจียงเจินเจินไม่ได้โตมาบนเกาะเหรอ ทำไมยังเมาเรือได้?”


เจียงต้าเซิงมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ คิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่นักข่าวหรือ ดูเหมือนจะมีการศึกษาดี แล้วทำไมถึงถามคำถามแบบนี้


เขาจึง.อดพูดไม่ได้ว่า


“มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าโตที่ไหนหรอกใช่ไหม คนบนเกาะของพวกเรา ก็ไม่ได้มีอวัยวะอะไรเพิ่มจากคนแผ่นดินใหญ่สักหน่อย”


หลัวลี่ลี่ไอแห้งๆ รู้ตัวว่าตัวเองถามคำถามโง่ๆ จึงอธิบายว่า


“ฉันคิดมากไปหน่อย ฉันคิดว่าพวกคุณชาวเกาะต้องนั่งเรือบ่อย ก็คงชินกับเรือแล้ว”


เจียงต้าเซิงส่ายหัว


“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เรือประมงที่พวกเราใช้ไปทะเล แรงกว่าพวกเรือธรรมดามาก เดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง”


หลังจากคุยกับหลัวลี่ลี่ไม่กี่ประโยค เจียงต้าเซิงก็ไปทำงานต่อ


หลัวลี่ลี่หาเก้าอี้ตัวหนึ่ง ไปนั่งใกล้ราวเรือ ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นเจียงเจินเจินได้


การออกทะเลครั้งนี้ พวกเขาตั้งใจจะจับ ปลาซาบะสเปน (Spanish mackerel) เป็นหลัก


ปลาซาบะสเปนเป็นชื่อรวมของปลาตระกูลแมกเคอเรล ทั่วโลกมีหลายสายพันธุ์ และในน่านน้ำใกล้ประเทศฮวากั๋วก็พบได้


ชาวประมงบนเกาะพระจันทร์ มักจะจับได้มากที่สุดคือปลาซาบะสเปนจุดฟ้า และปลาซาบะสเปนของคัง


ปลาซาบะสเปนเป็นปลาที่อพยพย้ายถิ่น ชอบอาศัยอยู่ในชั้นน้ำตื้นของทะเล ฤดูวางไข่มักอยู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน 


ดังนั้น ประมาณช่วงเทศกาลเชงเม้ง พวกมันจะรวมฝูงกันอพยพเข้ามาในอ่าวด้านในเพื่อวางไข่ และก่อนฤดูใบไม้ร่วง พวกมันก็จะตามกระแสน้ำทะเลเพื่อหาอาหาร ดังนั้นฤดูจับปลาซาบะสเปนจึงมีสองช่วง 


ช่วงน้ำปลาฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน และช่วงน้ำปลาฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม


ช่วงที่ปลาชุกที่สุดคือเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน


ก่อนหน้านี้เจียงเจินเจินออกทะเลกับเรือประมงมาหลายครั้ง และเคยจับปลาซาบะสเปนได้หลายครั้ง แน่นอนว่าทุกครั้งก็ได้ปลากลับมาเต็มลำเรือ


แต่เมื่อพิจารณาว่าตอนนี้เป็นปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งฤดูปลาซาบะสเปนกำลังจะหมดช่วงพีคแล้ว แถมบนเรือยังมีนักข่าวอยู่ด้วย เจียงเจินเจินจึงวางแผนว่า ครั้งนี้จะหยด “น้ำล่ออาหารทะเล” ลงทะเลเพียงหยดเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยมากเกินไป


“สหายเจียงเจินเจิน! สหายเจียงเจินเจิน! นั่นวาฬเพชฌฆาตของคุณหรือเปล่า?”


หลัวลี่ลี่ลุกขึ้นทันที ชี้ไปยังวาฬเพชฌฆาตที่กำลังกลิ้งตัวอยู่บนผิวน้ำไม่ไกล แล้วร้องอย่างตื่นเต้น


เจียงเจินเจินมองไปตามทิศที่เธอชี้ ยิ้มแล้วพูดว่า


“ใช่ นั่นวาฬของฉันเอง”


เมื่อได้คำตอบที่แน่ชัด หลัวลี่ลี่ก็ร้องขึ้นอีกครั้ง


“โอ้พระเจ้า! วาฬเพชฌฆาตจริงๆด้วย!”


นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวลี่ลี่เห็นวาฬเพชฌฆาตของจริง และแม้แต่ครั้งแรกที่เธอเห็นภาพของวาฬเพชฌฆาต ก็ยังมาจากรายงานของ หนังสือพิมพ์ตงเซิงเดลี่


ก่อนมาที่นี่ เธอไปหาข้อมูลเกี่ยวกับวาฬเพชฌฆาตจากห้องสมุด รู้ว่าวาฬเพชฌฆาตเป็นราชาแห่งทะเล แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นมิตรกับมนุษย์ได้ขนาดนี้


หลัวลี่ลี่รีบหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋า แล้วถ่ายภาพวาฬเพชฌฆาตที่อยู่ไกลออกไปทันที


เจียงเจินเจินใส่ใจมาก เมื่อเห็นหลัวลี่ลี่กำลังถ่ายรูป เธอก็เอามือประกบปากเป็นรูปโทรโข่ง แล้วตะโกนไปทางวาฬ


“จิงจิง! จิงจิง———!”


หลัวลี่ลี่เพิ่งคิดจะถาม ว่าสามารถเรียกวาฬมาใกล้ๆได้ไหม


แต่ยังไม่ทันถาม วาฬเพชฌฆาตก็ว่ายตรงมาหาเรือทันที


ความเร็วในการว่ายของวาฬเพชฌฆาตนั้นเร็วมาก ไม่ถึงหนึ่งนาที มันก็ว่ายมาถึงข้างเรือ


บางครั้งก็ตบหางลงบนผิวน้ำ บางครั้งก็ว่ายจากด้านซ้ายของเรือไปด้านขวา 


บางครั้งก็พลิกตัวกลางทะเล เผยให้เห็นท้องสีขาวของมัน


แต่หลังจากเล่นอยู่นาน มันก็ยังไม่เห็นเจียงเจินเจินลงน้ำไปเล่นด้วย จึงร้องเสียง “อิง——จ๋า——” เพื่อแสดงความไม่พอใจ


หลัวลี่ลี่ถ่ายรูปวาฬในท่าต่างๆติดต่อกันหลายภาพ ฟิล์มหนึ่งม้วนหมดพอดี


ตอนที่เธอกำลังเปลี่ยนฟิล์ม เธอก็ได้ยินเสียงร้องของวาฬ จึงหันไปถามเจียงเจินเจิน


“มันกำลังพูดอะไรอยู่?”


หลังจากถาม เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองถามโง่อีกแล้ว


ไม่ว่าเจียงเจินเจินจะสนิทกับวาฬเพชฌฆาตแค่ไหน ก็ไม่น่าจะเข้าใจเสียงร้องของมันได้


แต่ไม่คาดคิดว่า เจียงเจินเจินจะตอบจริงๆ


“วาฬไม่พอใจคะ มันกำลังถามฉันว่าทำไมไม่ลงไปเล่นกับมัน”


หลัวลี่ลี่เบิกตากว้าง พูดด้วยความตกใจ


“คุณเข้าใจสิ่งที่มันพูดได้จริงๆเหรอ?!”


เจียงเจินเจินยิ้มแล้วตอบ


“วาฬเพชฌฆาตฉลาดมาก พวกมันมีความคิด ความรู้สึก และภาษาของตัวเอง ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆ ฉันก็พอเข้าใจสิ่งที่มันอยากสื่อได้บ้างแน่นอน ก็แค่เรื่องง่ายๆเท่านั้น”


หลัวลี่ลี่อุทาน


“น่าทึ่งมาก!”


เธอหยุดเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นอย่างกะทันหัน


“อย่างนั้นก็หมายความว่า ถ้าวาฬเพชฌฆาตอยู่กับมนุษย์นานๆ พวกมันก็จะเข้าใจภาษาสั้นๆของมนุษย์ได้ และมนุษย์ก็สามารถเข้าใจภาษาง่ายๆของวาฬได้ด้วย?”


ทันใดนั้น เจียงเจินเจินก็ระแวดระวังขึ้น เธอพูดทันที


“วาฬเพชฌฆาตฉลาดมาก และมีอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง พวกมันใช้ชีวิตอยู่ในทะเลกว้างมาตลอด ถ้าเอาพวกมันไปเลี้ยงในที่ปิด แล้วให้แสดงโชว์เพื่อความบันเทิงของมนุษย์ พวกมันจะไม่มีความสุข และอาจเป็นโรคซึมเศร้าได้!”


ในยุคนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่ยังเอาตัวเองไม่รอด จึงไม่ค่อยสนใจสิทธิของสัตว์ การแสดงสัตว์จึงพบเห็นได้บ่อย 


แม้กระทั่งในยุค90 เจียงเจินเจินยังเคยเห็นการแสดงสัตว์ในงานตรุษจีนทางโทรทัศน์ ดังนั้นเธอจึงอ่อนไหวกับเรื่องนี้มาก


หลัวลี่ลี่รีบโบกมือ


“ไม่ๆ ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น สหายเจียงเจินเจิน คุณเข้าใจฉันผิดแล้ว”


จริงๆแล้ว ความรักที่เจียงเจินเจินมีต่อวาฬเพชฌฆาต ได้ถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจนในบทความของตงเซิงเดลี่แล้ว


หลัวลี่ลี่เป็นนักเขียน ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของเธอดีมาก เธอจึงเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่แรก


ต่อให้เธออยากเลี้ยงวาฬเพื่อการแสดงจริงๆ เธอก็คงไม่พูดต่อหน้าเจียงเจินเจิน แต่จริงๆแล้วเธอก็ไม่ได้คิดแบบนั้น


หลัวลี่ลี่พูดว่า


“ฉันรู้ว่าวาฬเพชฌฆาตเป็นของทะเล ฉันแค่ทึ่งในความฉลาดของพวกมันเท่านั้น”


เจียงเจินเจินจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ เมื่อเห็นสายตาที่จริงใจ และมั่นใจว่าเธอไม่ได้โกหก เธอจึงผ่อนคลายลง


เธอถอนหายใจเบาๆ มองวาฬที่กำลังกลิ้งตัวออดอ้อนอยู่ในทะเล แล้วพูดว่า


“แม้ว่าวาฬเพชฌฆาตจะเป็นมิตรกับมนุษย์ แต่สุดท้ายแล้ว พวกมันก็ยังเป็นสัตว์นักล่าในทะเล แม้แต่ฉลามก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ถ้าถูกเลี้ยงในที่ปิดแล้วทำให้มันไม่มีความสุข พวกมันก็อาจทำร้ายคนได้”


ในชาติที่แล้ว เจียงเจินเจินเคยได้ยินเรื่องวาฬเพชฌฆาตฆ่าคน


วาฬตัวนั้นชื่อ ทิลิคุม (Tilikum) มันถูกมนุษย์จับจากไอซ์แลนด์ตั้งแต่อายุสองปี หลังจากฝึกหนึ่งปี มันก็ถูกนำไปแสดงโชว์


เป็นเวลาถึงสามสิบปี มันถูกเลี้ยงอยู่ในสระเล็กๆ ทุกวันต้องแสดงไม่หยุด ถ้าแสดงผิดก็ถูกมนุษย์ลงโทษ และยังถูกวาฬตัวอื่นที่อยู่ด้วยกันรังแก


หลังจากถูกทรมานมาสามสิบปี มันก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า


ในที่สุด มันก็แสดงความเกลียดชังต่อมนุษย์ และฆ่าคนไปสามคนภายในเวลาไม่กี่ปี


จบตอน

Post a Comment

0 Comments