NV001 ep131-140

บทที่ 131: การแสดงของวาฬเพชฌฆาต


มุมปากของหลิวจ้านกระตุกเล็กน้อย จะทำอย่างไรดี…ฟังดูยิ่งเหมือนนิทานเข้าไปทุกที


เจียงเหอผิงเห็นสีหน้าของเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะตอนเขาได้ยินครั้งแรกก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ภายหลังมีหลายคนยืนยันว่าเห็นกับตา เขาถึงได้ยอมรับ


“ถ้าอย่างนั้น เจินเจิน ลองเรียกจิ้งจิ้งมาดีไหม ให้ผู้สื่อข่าวหลิวเห็นกับตาเลย?” เจียงเหอผิงเสนอ


เจียงเจินเจินลังเลเพียงครู่เดียว แล้วพยักหน้าตกลง


ตอนแรกหลิวจ้านไม่เชื่อเลยสักนิด แต่เมื่อเห็นว่าเธอพาทุกคนมาที่ชายหาดจริงๆ ความไม่เชื่อในใจเขาลดลงเหลือเพียงสามส่วน อีกสามส่วนจะหมดไปก็ต่อเมื่อเห็นด้วยตาตนเอง


วันนี้อากาศไม่ค่อยดี ท้องฟ้าครึ้ม แดดหายไปหลังเมฆหนา ความชื้นในอากาศสูง เหนียวเหนอะตัว เหมือนฝนจะตกทุกเมื่อ แม้แต่ทะเลก็ดูหม่นเทา


หลิวจ้านถาม


“คุณจะเรียกวาฬเพชฌฆาตออกมายังไง?”


เจียงเจินเจินไม่ตอบ เธอผลักเรือเก่าๆข้างตัวลงทะเล กระโดดขึ้นไป แล้วพายออกจากฝั่ง


ลมแรง คลื่นสูง เรือโคลงเคลงตามแรงคลื่น ดูอันตรายมาก หัวใจหลิวจ้านกระตุก เขาหันไปพูดกับเจียงเหอผิง


“ให้สหายเจียงเจินเจินกลับมาเถอะครับ วันนี้คลื่นแรงเกินไป อันตรายจริงๆ”


แม้เธอจะว่ายน้ำเก่ง แต่ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เกินมนุษย์จะประมาท


เจียงเหอผิงเองก็เริ่มกังวล เขามองโจวไห่ฮวา ดวงตาของเธอติดอยู่กับร่างลูกสาวไม่กะพริบ มือกำชายเสื้อแน่นจนเส้นเลือดปูด


เขาหันไปมองเลขาธิการกองพล เจียงฝูหยุน ทั้งสองสบตากัน


“เรียกเจินเจินกลับดีไหม คลื่นวันนี้แรงจริงๆ”


ยังไม่ทันพูดจบ เสียงเด็กอุทานก็ดังขึ้น


“จิ้งจิ้ง! จิ้งจิ้งมาแล้ว!”


“จริงด้วย!”


เจียงชุนเจียวกับเจียงชุนเฟิงถูกกู้เผยอุ้มไว้ ยืนสูงจึงมองเห็นก่อนใคร


ทุกคนหันไปทางทะเล บนผิวน้ำปรากฏครีบหลังสามเหลี่ยมสีดำ ไม่นานครีบหายไป แล้วหางขนาดใหญ่ของวาฬเพชฌฆาตโผล่ขึ้น ตีผิวน้ำดังสนั่น


น้ำกระเซ็นใส่หน้าเจียงเจินเจิน เธอหัวเราะอย่างหมดคำพูด


“เจ้าวาฬร้าย ตั้งใจทำใช่ไหม!”


หลังตีน้ำเสร็จ วาฬก็ว่ายวนรอบเรือ เธอวางไม้พาย กระโดดลงทะเลอย่างรวดเร็ว ไม่นานวาฬก็รับเธอขึ้นบนหลัง


หลิวจ้านอุทาน


“พระเจ้า! เธอขี่วาฬเพชฌฆาตได้จริงๆ!”


ภาพที่ไม่เคยแม้แต่จะกล้าฝัน กลับปรากฏตรงหน้า ปากเขาอ้าค้างอยู่นาน


เจียงเหอผิงยกยิ้มอย่างภูมิใจ แม้นักข่าวใหญ่จากเมืองหลวง ก็ยังไม่เคยเห็นใครขี่วาฬเพชฌฆาตมาก่อนสินะ


เจียงเจินเจินปล่อยพลังจาก “ไข่มุก” บนข้อมือให้จิ้งจิ้ง วาฬได้รับพลังแล้วตื่นเต้นเกินไป พาเธอดำลงทะเลลึก ว่ายออกไปไกล เธอตกใจ รีบตบหลังมันเป็นสัญญาณให้ขึ้น


บนฝั่ง ทุกคนใจหาย โจวไห่ฮวาร้องออกมา


“เจินเจินล่ะ? ถูกวาฬพาลงไปแล้วหรือ?”


กู้เผยยืนข้างเธออย่างสงบ


“ไม่ต้องห่วงครับ ป้า เจินเจินว่ายน้ำเก่ง เธอดำน้ำได้สบาย”


โจวไห่ฮวาฝืนใจให้สงบ สายตาไม่ละจากผิวน้ำ


สองนาทีผ่านไป ทันใดนั้น วาฬกระโจนขึ้นจากทะเลพร้อมเจียงเจินเจิน ร่างทั้งสองวาดโค้งกลางอากาศก่อนตกลงน้ำเสียงดัง


เธอตบหลังมัน


“เด็กดี”


จากนั้นเปลี่ยนจากนั่งเป็นยืน ยืนบนหลังวาฬ ฝ่าคลื่นลม


ลมทะเลพัดผ่านแก้ม กลิ่นคาวอ่อนๆทำให้เธอรู้สึกสดชื่น


เมื่อผมแห้งเกือบครึ่ง เธอก็กระโดดกลับเรือ โบกมือลาวาฬ แล้วพายกลับฝั่ง


โจวไห่ฮวาถือผ้าขนหนูรออยู่ ทันทีที่ลูกขึ้นฝั่งก็ยื่นให้


“รีบเช็ดผม”


ร่างเธอเปียกโชก ลมทะเลแรง แม่กลัวเธอจะเป็นไข้


“กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยสัมภาษณ์ต่อ”


เธอพูดพลางมองหลิวจ้าน


หลิวจ้านรีบพยักหน้าเห็นด้วย ทุกคนจึงเดินกลับหมู่บ้าน


ก่อนแยกกัน เจียงเจินเจินถาม


“นักข่าวหลิว คุณจะเขียนเรื่องฉันขี่วาฬลงในบทความไหม?”


หลิวจ้านตอบอย่างตื่นเต้น


“แน่นอน!”


เขาจินตนาการถึงกระแสตอบรับเมื่อบทความตีพิมพ์


เขารู้ดีว่าคำบรรยายอย่างเดียวไม่น่าเชื่อถือ จึงถ่ายภาพไว้โดยเฉพาะ


เจียงเจินเจินนิ่งไป หันมาพูดอย่างจริงจัง


“ถ้าคนอ่านข่าวนี้ จะมีใครเลียนแบบ แล้วทำร้ายวาฬไหม?”


หลิวจ้านชะงัก เธอพูดต่อ


“แม้วาฬเพชฌฆาตจะเป็นเจ้าแห่งทะเล แต่พวกมันเป็นมิตรกับมนุษย์”


“ฉันกลัวว่ามนุษย์จะฉวยโอกาสจากความเป็นมิตรนี้ เช่น จับไปเลี้ยงในสวนสัตว์ ฝึกให้แสดงโชว์…”


หลิวจ้านหัวเราะ


“จะเป็นไปได้อย่างไร วาฬตัวใหญ่ขนาดนั้น สวนสัตว์ไหนจะเลี้ยงไหว?”


เธอตอบทันที


“ต่างประเทศมีสวนสัตว์ทะเลที่เลี้ยงวาฬเพชฌฆาต”


เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิด แล้วพูดช้าๆ


“บางที ผมอาจเขียนในรายงานว่า วาฬเพชฌฆาตคือเพื่อนของเรา ทะเลคือบ้านของพวกมัน ให้ผู้คนรักและปกป้องวาฬ และในขณะเดียวกัน ประณามการกักขังวาฬในสวนสัตว์ทะเลต่างประเทศ”


บทที่ 132: จุดประสงค์


เจียงเจินเจินหัวเราะเบาๆ นี่แหละคือจุดประสงค์หลักที่เธอยอมเปิดเผยเรื่องการขี่วาฬเพชฌฆาต


เพราะเธอรู้ดีว่า ต่อให้ไม่มีรายงานฉบับนี้ ในอนาคตก็ยังคงมีวาฬเพชฌฆาตถูกจับไปเลี้ยงในสวนสัตว์และฝึกให้แสดงโชว์อยู่ดี


หากผลสะเทือนจากเหตุการณ์ที่เธอขี่วาฬสามารถทำให้มนุษย์เกิดความรักและอยากปกป้องวาฬโดยสมัครใจ เคารพวิถีชีวิตของพวกมัน ปล่อยให้พวกมันอาศัยอย่างอิสระในทะเล ไม่จับไปกักขัง เท่านี้เธอก็พอใจแล้ว


เจียงเจินเจินกล่าวว่า


“ขอบคุณมากค่ะ กรุณาเขียนลงในบทความด้วยนะคะว่าวาฬเพชฌฆาตมีไอคิวสูงมาก นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าไอคิวของพวกมันเทียบเท่าเด็กอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบ”


หลิวจ้านถามอย่างประหลาดใจ


“สูงขนาดนั้นเลยหรือ?”


เจียงเจินเจินพยักหน้า


“ค่ะ วาฬเพชฌฆาตเป็นสัตว์ที่มีสังคมสูงมาก ภายในครอบครัวของพวกมัน วาฬตัวโตจะทักทายลูกวาฬ และสอนวิธีล่าเหยื่อ หากสมาชิกในครอบครัวบาดเจ็บหรือหมดสติ ตัวอื่นๆจะรีบเข้ามาช่วยเหลือทันที


ที่น่าทึ่งที่สุดคือพวกมันสื่อสารกันด้วยเสียง มีความชอบ มีความรู้สึก บางครั้งฉันยังรู้สึกว่าพวกมันแทบไม่ต่างจากมนุษย์เลย”


สิ่งที่เธอพูดนั้น เป็นข้อมูลที่เธอค้นคว้ามาจากห้องสมุดในซิงกั่ง


หลังตัดสินใจเปิดเผยเรื่องนี้ เธอถึงกับเดินทางไปห้องสมุด อ่านเอกสารจำนวนมาก เพื่อให้หลิวจ้านเข้าใจวาฬเพชฌฆาตมากขึ้น และให้ผู้คนเข้าใจผ่านรายงานนี้


เธอกล่าวต่อ


“ถ้ามนุษย์ถูกขังอยู่ในลานเล็กๆเป็นเวลานาน ก็ต้องไม่มีความสุข หดหู่ วาฬเพชฌฆาตก็เหมือนกัน พวกมันก็มีความเศร้า เสียใจ และซึมเศร้าได้”


หลิวจ้านฟังอย่างตั้งใจ เขาสัมผัสได้ถึงความรักที่เธอมีต่อวาฬเพชฌฆาตจากใจจริง


“ไม่ต้องห่วง ผมจะเขียนทุกอย่างที่คุณพูดลงในบทความแน่นอน”


เจียงเจินเจินยิ้มกว้าง


“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ”


หลิวจ้านหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมา


“ถ้าอย่างนั้น ช่วยเล่าอีกครั้งได้ไหม ว่าคุณได้พบกับ ‘จิ้งจิ้ง’ อย่างไร?”


โจวไห่ฮวาทนไม่ไหว พูดแทรกขึ้น


“เอ่อ...ให้เจินเจินกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม แล้วค่อยสัมภาษณ์ต่อ?”


“ใช่ๆๆ แน่นอน!” หลิวจ้านยิ้มเก้อๆ “เปลี่ยนเสื้อก่อนครับ”


เจียงเหอผิงกล่าวว่า


“นักข่าวหลิวรอที่กองพลก่อนนะ เจินเจิน รีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อ”


จึงแยกกันสองทาง


เจียงเจินเจิน โจวไห่ฮวา และเด็กสองคนกลับบ้าน ส่วนกู้เผยกลับไปที่กองพลกับผู้นำและหลิวจ้าน


กลับถึงบ้าน โจวไห่ฮวาตักน้ำอุ่นใส่อ่าง ให้ลูกสาวสระผม เช็ดตัว แล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้า


น้ำทะเลเค็มและเหนียวตัวมาก เจียงเจินเจินก้มศีรษะลงใต้ปั๊มน้ำ โจวไห่ฮวาราดน้ำอุ่นลงบนผมสามสี่ครั้ง จนสะอาด


เธอเอื้อมมือคว้าผ้าขนหนูบนแท่นหินจะเช็ดผม แต่โจวไห่ฮวารีบห้าม


“อย่าใช้ผืนนี้ เพิ่งเช็ดน้ำทะเลมา ยังไม่สะอาด”


เธอดึงผ้าขนหนูจากบ่าตนเอง ซึ่งเพิ่งหยิบมาจากห้องลูกสาว ยื่นให้


“ใช้ผืนนี้”


เจียงเจินเจินรับมา เช็ดผมสั้นของตนอย่างรวดเร็ว


โจวไห่ฮวาถอนหายใจ


“กู้เผยนี่ละเอียดจริงๆ ยังจำเรื่องผ้าขนหนูได้”


เจียงเจินเจินชะงัก โจวไห่ฮวากล่าวต่อ


“แม่ว่าจะกลับมาเอาเอง แต่เขาบอกว่าเขาเดินเร็วกว่า ก็เลยบอกเขาว่าผ้าอยู่ที่ไหน เขาก็วิ่งมาเอาให้”


เจียงเจินเจินเม้มปาก แปลว่าเขาเอาผ้ามาให้แม่ก่อน คงกลัวเธอจะคิดมาก 


โจวไห่ฮวายังไม่ทันสังเกตสีหน้าลูกสาว ยังชมต่อ


“กู้เผยเป็นทหาร บ้านเราห่างทะเลตั้งไกล เขาวิ่งไปเอาผ้าแล้วกลับมาเร็วมาก แถมยังช่วยทำเล้าไก่ให้บ้านเราอีก”


เจียงเจินเจิน.อดพูดไม่ได้


“ซี่โครงเขายังไม่หายดี อย่าให้เขาทำงานหนักแบบนั้นอีก”


โจวไห่ฮวาตกใจ


“อะไรนะ? ซี่โครงหัก?”


มุมปากเจียงเจินเจินกระตุก


“ฝีมือลูกสาวแม่เอง”


“หา?”


“ตอนช่วยเขาครั้งก่อน เผลอทำหักไป”


โจวไห่ฮวาถอนหายใจโล่ง.อก


“อ๋อ อย่างนั้นเอง ดีแล้ว ดีแล้ว”


ขอแค่ลูกสาวไม่ได้เป็นคนตีเขาก็พอ


หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย เจียงเจินเจินรีบไปกองพลทันที


พอถึงหน้าประตู ก็ได้ยินกู้เผยพูดว่า


“เจินเจินเป็นคนมีความยุติธรรมสูง ตอนนั้นไม่มีใครในรถกล้าออกหน้า มีแต่เธอที่ลุกขึ้น...”


กำลังพูดถึงเหตุการณ์ปล้นรถครั้งก่อน เธอเดินเข้าไปกล่าวว่า


“จริงๆแล้วกู้เผยก็อยากช่วย แต่ฉันชิงออกหน้าก่อน”


หลิวจ้านยิ้มถาม


“ตอนนั้นคุณคิดอะไรอยู่?”


เจียงเจินเจินยักไหล่


“ที่ลุกขึ้นเร็วเพราะไม่ได้คิดอะไรเลย ถ้าคิดวางแผนในหัวแบบกู้เผย คงได้ตามหลังเขาแน่”


กู้เผยหัวเราะออกมา คนอื่นในห้องก็หัวเราะตาม


จากนั้นกู้เผยกล่าวว่า


“เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าเจียงเจินเจินเป็นคนมีความยุติธรรมแรงกล้า เธอจะพุ่งเข้าไปช่วยทันทีโดยไม่คิดมาก”


หลิวจ้านพยักหน้า เห็นด้วยอย่างยิ่ง


การสัมภาษณ์ทั้งหมดกินเวลาสองชั่วโมง หลิวจ้านถามหลายเรื่อง ไม่มีคำถามส่วนตัว เจียงเจินเจินจึงตอบอย่างเต็มใจ


นอกจากเรื่องจิ้งจิ้ง ยังพูดถึงพ่อแม่ พี่ชาย และความคิดเกี่ยวกับอนาคตของเธอ


หลังจบสัมภาษณ์ เจียงเหอผิงเชิญหลิวจ้านทานอาหารที่หมู่บ้าน


หลิวจ้านตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เจียงเหอผิงกล่าวว่า


“เป็นแค่อาหารบ้านๆ ภรรยาผมเตรียมไว้แล้ว ถ้าคุณไม่มา พวกเรากินไม่หมด อากาศร้อนแบบนี้ เดี๋ยวเสียเปล่า”


เมื่อพูดเช่นนี้ หลิวจ้านจึงต้องตกลง


จากนั้นเจียงเหอผิงให้เจียงเจินเจินไปเชิญแม่กับเด็กๆมาทานด้วย เธอไม่ปฏิเสธ แต่ตอนกลับไปเชิญโจวไห่ฮวา กู้เผยเป็นคนเดินไปกับเธอด้วย


บทที่ 133: วิ่งท่ามกลางสายฝน


แต่ความจริงแล้วกู้เผยไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปกับเจียงเจินเจินเพื่อรับโจวไห่ฮวา เขาแค่จะกลับกองทัพพอดี และทางผ่านตรงกันเท่านั้น


เจียงเจินเจินไม่ได้อยู่ตามลำพังกับกู้เผยมานานแล้ว จึงรู้สึกเกร็งเล็กน้อย และพอคนเราเกร็ง ก็มักจะพูดอะไรไม่เป็นเรื่อง


“ซี่โครงคุณ…เป็นยังไงบ้าง?” เธอถาม


กู้เผยยิ้ม


“ยังไม่หายดี แต่หมอบอกว่าทำการฝึกง่ายๆได้แล้ว เช่น วิ่ง หรือช่วยงานเบาๆ”


“งั้นก็ระวังหน่อย อย่าให้เจ็บซ้ำอีก”


“ครับ”


จริงๆแล้วทั้งหมอและหัวหน้าหน่วยเตือนเขาเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งเขาก็รับคำไปอย่างขอไปที แต่พอเจียงเจินเจินพูด เขากลับรับคำอย่างเต็มใจ


“แล้วก็…เรื่องวันนี้ ขอบคุณนะ” เธอหันไปมองเขา


กู้เผยงง


“ขอบคุณเรื่องอะไร?”


เธอไอเบาๆ


“ก็เรื่อง ‘ผายปอด’ แล้วก็…ผ้าขนหนู…”


กู้เผยยิ้ม


เวลาเธอเขิน เปลือกตาจะก้มลง แก้มแดงระเรื่อ ดูน่ารักมาก


เขาเกือบยกมือไปลูบหัวเธอ แต่ฝืนไว้ เพียงยกมือไอเบาๆ แล้วถามหยอก


“แล้วคุณจะขอบคุณผมยังไงล่ะ?”


เปลือกตาเธอกระตุก


คำตอบหลุดออกมาโดยไม่คิด


“คุณคงไม่คิดจะให้ฉัน ‘ตอบแทนด้วยตัว’ อีกหรอกนะ?”


พระเจ้า! เธอเพิ่งพูดอะไรออกไป?


ตาเธอเบิกกว้าง หน้าแดงลามไปถึงใบหู


กู้เผยกลั้นหัวเราะไม่อยู่ กระพริบตา ยิ้มอย่างขี้เล่น


“ก็ได้สิ ในเมื่อคุณพูดเอง ผมก็ไม่รังเกียจนะ งั้นผมไปสู่ขอที่บ้านคุณตอนนี้เลยดีไหม รับรองแต่งอย่างถูกต้องตามประเพณี”


“คุณ—”


เลือดสูบฉีดขึ้นสมองจนเธอคิดอะไรไม่ออก


ทันใดนั้น ฟ้าก็โปรยฝนลงมาเหมือนช่วยชีวิตเธอ


เม็ดฝนเล็กแต่ถี่ ตกกระทบพื้นเสียงดังพรำๆ


พื้นดินเปียกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเสียงลม เสียงฝน และลมหายใจของคนสองคน


“ฝนตกแล้ว…” เธอเงยหน้าขึ้น


กู้เผยถอดเสื้อคลุมทหารออก กางคลุมทั้งสองคน และยิ้มให้เธอ


“วิ่งไหม?”


เขาเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นสบู่สะอาดจากตัวเขา


หัวใจเธอสับสนยุ่งเหยิง แทบไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร มองเพียงริมฝีปากที่ขยับ คิ้วคม สันจมูกตรง ขนตายาว มุมปากที่ยกขึ้น


เธอกลืนน้ำลาย มือกำชายกางเกงแน่น ทันใดนั้น ก็มีแรงผลักเบาๆจากด้านหลัง


เธอขยับเท้า วิ่งตามเขาไป สายตาเธอติดอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของเขา เมื่อเขาหันมายิ้มให้ เธอก็รีบหันหน้าหนีเหมือนโดนไฟช็อต


ถนนเส้นนี้ดูเหมือนยาว แต่ก็สั้น ทุกย่างก้าวเหมือนเหยียบลงบนจังหวะหัวใจ


ในที่สุดกู้เผยก็มาส่งเธอถึงหน้าบ้าน ใต้ชายคา เขาเก็บเสื้อคลุม


“เข้าไปเถอะ ไว้เจอกันวันหลัง”


กำลังจะหันกลับ เธอร้องเรียก


“เดี๋ยวก่อน!”


เธอคว้าข้อมือเขา แล้วปล่อยทันทีเหมือนถูกไฟดูด


“รอสักครู่ ฉันไปหยิบร่มให้”


กู้เผยคิดจะปฏิเสธ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้


ถ้าได้รับร่ม เขาจะมีข้ออ้างมาคืนพรุ่งนี้ จึงตอบ


“ได้”


แต่ก่อนเธอจะเข้าบ้าน เสียงแหลมบาดหูก็ดังขึ้นด้านหลัง


“ดีนี่ เจียงเจินเจิน ฉันว่าแล้วว่าทำไมเธอถึงทิ้งฉันเร็ว ที่แท้ก็มีคนใหม่รออยู่แล้ว!”


เธอหันกลับทันที ใบหน้าขมขื่นของเฉินเซียงจวินปรากฏตรงหน้า


วันนี้เขากลับมาเกาะเยว่เพื่อย้ายของ หลังหาบ้านเช่าราคาถูกในตงซื่อได้ในที่สุด ไม่คิดว่าพอขึ้นฝั่ง จะเห็นชายหญิงกอดกันวิ่งฝ่าฝน


พอมองชัดๆ กลับเป็นหน้าบ้านอดีตคู่หมั้นของเขา ชายคนนั้นยังถอดเสื้อคลุมคลุมให้เธอ จะเป็นใครได้อีก ถ้าไม่ใช่เจียงเจินเจิน!


เขาโกรธจนแทบคลั่ง คิดว่าเธอไร้ยางอาย มีคนใหม่แล้ว ยังกล้าเรียกร้องให้เขาชดใช้บ้าน ที่ดิน และขับครอบครัวเขาออกจากเกาะ


เขาพุ่งเข้ามาทันที คิดในใจว่า ผู้ชายแบบไหนกันถึงเอาผู้หญิงขี้เหร่อย่างเจียงเจินเจิน


ถึงผู้ชายคนนั้นจะตัวสูงหน่อย… แต่คงเป็นคนแก่ๆและน่าเกลียด


เขาเตรียมจะเยาะเย้ย แต่พอกู้เผยหันมา คำเยาะเย้ยติดในลำคอ


นี่มัน… คนตาบอดหรืออย่างไร? ไม่อย่างนั้นจะชอบเจียงเจินเจินได้ยังไง?


หรือว่าเขา…มีปัญหา? เลยหาผู้หญิงคนไหนก็ได้มาบังหน้า?


ยิ่งไปกว่านั้น สายตาเฉินเซียงจวินไปหยุดที่เครื่องแบบและหมวก


นายคนนี้ไม่ใช่แค่ทหารธรรมดา แต่เป็นนายทหารที่มีอนาคตไกล!


ก็เพราะผู้ชายคนนี้เงื่อนไขดีเกินไป เจียงเจินเจินถึงได้เดินหน้าต่อเร็วขนาดนี้


ไม่อย่างนั้น หลังถูกเขาหักหลัง เธอจะไม่เสียใจ ไม่โหยหาเขาเลยหรือ?


บทที่ 134: การไล่ตาม


เฉินเซียงจวินหาเหตุผลให้การที่เจียงเจินเจินเปลี่ยนใจอย่างกะทันหันได้สำเร็จ พอคิดได้แบบนั้น ความอึดอัดในใจก็ลดลงไปไม่น้อย จากนั้นเขาพูดอย่างมั่นใจ


“เจียงเจินเจิน เธอนี่ไร้ยางอายจริงๆ ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายทำผิดต่อฉัน ทำไมต้องเรียกประชุมประณามฉัน? แล้วทำไมบ้านของฉันต้องใช้เป็นค่าชดเชยด้วย?”


เจียงเจินเจินหัวเราะออกมา


ผู้ชายคนนี้กล้ากลับคำขาวเป็นดำได้ถึงขนาดนี้ โลกนี้มีคนหน้าด้านแบบนี้ด้วยหรือ?


เธอกำลังจะพูด แต่กู้เผยพูดก่อน


“เฉินเซียงจวิน ใช่ไหม?”


ออร่าของกู้เผยแรงเกินไป แววตาเย็นเฉียบ


เฉินเซียงจวินหดคอโดยสัญชาตญาณ พอรู้ตัวว่าทำแบบนั้นดูขี้ขลาด เขารีบเชิด.อก พูดเสียงแข็ง


“ใช่! ฉันเอง!”


กู้เผยพูดอย่างเย็นชา


“เมื่อกี้คุณหมายความว่าอย่างไร? ในช่วงที่คุณกับสหายเจียงเจินเจินหมั้นกัน ผมเป็นคนแทรกแซงความสัมพันธ์ของคุณอย่างนั้นหรื่อ?”


เขาหรี่ตา


“คุณรู้ไหมว่าการใส่ร้ายทหารแบบนี้มีผลตามมาอย่างไร อย่างน้อยก็เสียงาน อย่างหนักก็เข้าคุก คิดให้ดีก่อนพูด”


เฉินเซียงจวินเริ่มตื่นตระหนก


เกิดอะไรขึ้น? เขาคิดผิดหรือ? ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมั่นใจขนาดนี้? หรือว่าทั้งสองไม่มีอะไรกันจริงๆ? แต่เมื่อกี้เขาเห็นกับตาว่าทั้งคู่กอดกัน!


กู้เผยเหมือนอ่านใจเขาออก


“ในเมื่อคุณกับสหายเจียงเจินเจินเลิกหมั้นกันแล้ว ผู้หญิงที่ดีเด่นอย่างเธอจะมีคนอื่นมาชอบไม่ได้หรือ?”


เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ


“ใช่ อย่างที่คุณคิด ผมกำลังไล่ตามสหายเจียงเจินเจินอยู่”


เฉินเซียงจวินตาโต เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง


ดีเด่น? ไล่ตาม? บ้าไปแล้ว!


เจียงเจินเจินเองก็ใจสั่นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า “ไล่ตาม”


แต่เธอกดความคิดวุ่นวายในหัวไว้ สูดหายใจลึก แล้วพูดเสียงเย็น


“ต่อให้ฉันกับกู้เผยไม่มีอะไร หรือมีอะไร แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาตะโกนใส่ฉัน?”


“ตอนคุณโกงโควตาเรียนมหาวิทยาลัยทหารกรรมกรชาวนาของบ้านฉัน คุณควรจะเป็นลูกเขยตระกูลเจียงอย่างเดียว สุดท้ายคุณกลับไปแต่งกับผู้หญิงอื่น แน่นอนว่าคุณต้องคืนโควตาให้เรา”


เธอหัวเราะเย็น


“คุณเลือกเอาบ้านมาแลกกับโควตาเอง ฉันไม่ได้บังคับ ถ้าเสียดายบ้านนัก ก็เอางานของคุณมาให้ฉันแทนสิ เราจะได้หายกัน”


เฉินเซียงจวินพูดไม่ออก


เจียงเจินเจินก้าวเข้าไปใกล้


“เฉินเซียงจวิน ฉันเตือนคุณนะ กำหนดครึ่งเดือนใกล้จะถึงแล้ว ถ้ายังไม่ย้ายออกและคืนบ้านให้ฉัน อย่าหาว่าฉันไปโวยที่มหาวิทยาลัยของคุณ”


“เธอกล้าเหรอ!”


เธอยิ้มบาง


“คุณคิดว่าฉันไม่กล้าหรือ?”


สีหน้าของเธอเย็นเฉียบในทันที


“ไสหัวไป! หรืออยากโดนตบอีก?”


คิดถึงฝ่ามือหนักๆครั้งก่อน แก้มของเฉินเซียงจวินยังเจ็บแปลบ เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ทำจริง


วินาทีถัดมา เขาหันหลังวิ่งหนี จนกระทั่งเขาหายลับสายตา เจียงเจินเจินจึงหันกลับมาหากู้เผย


“รอสักครู่ ฉันไปหยิบร่มให้คุณ”


แล้ววิ่งเข้าบ้าน


“แม่? แม่ทำอะไรอยู่?”


เธอเห็นโจวไห่ฮวานั่งแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้


“เปล่าๆ แม่ไม่ได้ทำอะไร”


สีหน้าแม่ดูแปลกๆ เหมือนเพิ่งตกใจอะไรสักอย่าง


แต่เธอรีบหาร่ม จึงไม่ได้สนใจ


“ร่มเราอยู่ไหน ฉันจะเอาให้กู้เผย”


“ตั้งอยู่หน้าห้องแม่”


เธอรีบเข้าไปหยิบร่มสีดำ แล้ววิ่งออกไป


ในห้อง โจวไห่ฮวายกมือทาบ.อก เมื่อครู่เธอแอบยืนฟังอยู่หลังประตู


พอเจียงเจินเจินพรวดเข้ามา เธอตกใจแทบหายใจไม่ทัน


ตอนนี้หัวใจสงบลงแล้ว คิดถึงสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ มุมปากก็ยกขึ้น


ไม่คิดเลยจริงๆ เหอฮวาทายถูก กู้เผยชอบลูกสาวเธอจริงๆ


ก่อนหน้านี้เธอกังวลเรื่องการแต่งงานของลูก กลัวหาคู่ดีๆไม่ได้ ไม่คิดว่าจะมีคนดีๆเดินมาหาเอง


เพียงแต่ลูกสาวดูเหมือนไม่ค่อยมีใจให้เขา…


เธอขมวดคิ้ว


ตอนกู้เผยพูดว่า “ไล่ตาม” ลูกสาวไม่ได้ตกใจ แปลว่ารู้อยู่แล้ว


ไม่เขิน แปลว่าไม่ใส่ใจ


แปลกจริงๆ หรือว่าเพราะถูกเฉินเซียงจวินทำร้ายใจ เลยปิดหัวใจไปแล้ว?


ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปจะอยู่คนเดียวไปตลอดหรือ?


เธอกังวล แต่คิดวิธีแก้ไม่ออก


ขณะกำลังครุ่นคิด เจียงเจินเจินกลับเข้ามา


“แม่ คุณอาเหอผิงเชิญพวกเราไปกินข้าวบ้านเขา”


โจวไห่ฮวามองออกไปข้างนอก


“แล้วกู้เผยล่ะ ไปด้วยไหม?”


“เขาไม่ไป บอกว่ามีธุระกับกองทัพ แต่ผู้สื่อข่าวหลิวจากเมืองหลวงยังอยู่”


พอได้ยินว่าผู้สื่อข่าวอยู่ โจวไห่ฮวาก็เลิกสนใจกู้เผย


“งั้น…. แม่ไปทำไม?”


“หนูก็ไม่อยากไป แต่คุณอาเหอผิงกระตือรือร้นมาก แถมผู้สื่อข่าวอยู่ด้วย จะให้แค่คุณอาฝูหยุนรับแขกก็ดูไม่ดี แม่ไปด้วยเถอะ ไม่ต้องทำกับข้าว ไม่ต้องพูดมาก แค่กินก็พอ”


เธอยังลังเล เจียงเจินเจินจึงพูดต่อ


“ถ้าแม่ไม่ไป โต๊ะอาหารจะมีแต่ผู้ชายกับหนูคนเดียว มันอึดอัดนะ แม่ไปเป็นเพื่อนหนูเถอะ”


โจวไห่ฮวาพูดไม่ออก


เจียงเจินเจินยิ้ม เธอรู้ว่าแม่ต้องยอมแน่ จากนั้นมองไปรอบๆ


“ชุนเจียวกับชุนเฟิงล่ะ เรียกพวกเขามา ไปด้วยกัน”


บทที่ 135: การยืนยัน


วันรุ่งขึ้น กู้เผยนำร่มมาคืน


เดิมทีเขาตั้งใจจะมาพบเจียงเจินเจิน แต่เสียดายที่วันนั้นเธอออกทะเล เหลือเพียงโจวไห่ฮวาอยู่บ้าน


“วางร่มไว้หน้าประตูก็พอ” โจวไห่ฮวายิ้ม


ยิ่งมองกู้เผยก็ยิ่งพอใจ ในใจคิดว่า คนที่ผู้นำกองทัพชื่นชมย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยสายตาก็ไม่เลวเลย


ร่มเป็นแบบด้ามยาว กู้เผยตั้งร่มไว้ข้างประตู แล้วหันมาถาม


“วางตรงนี้ได้ไหมครับ?”


“ได้ๆ ตรงนั้นแหละ”


โจวไห่ฮวาเชื้อเชิญเขานั่ง แล้วหยิบพัดให้


“ดูสิ ร้อนจนเหงื่อเต็มหัวเลย”


กู้เผยรับพัด โบกให้ตัวเอง


“วันนี้ร้อนจริงๆครับ”


แม้ฟ้าจะครึ้มเหมือนเมื่อวาน แต่เพราะอุณหภูมิสูง อากาศจึง.อบอ้าว 


เขาไม่ค่อยทนร้อน จึงเหงื่อออกง่าย


โจวไห่ฮวารินน้ำเย็นใส่แก้วเคลือบ ยื่นให้


“ดื่มน้ำเยอะๆ ไม่ต้องรีบ เย็นอยู่”


กู้เผยยิ้มขอบคุณ แล้วยกแก้วดื่มอึกๆจนหมด ถอนหายใจยาว


“สดชื่นจริงๆ”


โจวไห่ฮวาจะเติมให้อีก แต่เขาปฏิเสธ


“พอแล้วครับ ไม่กระหายแล้ว”


เธอวางแก้วลง มองเขาอย่างลังเล


คำพูดที่เตรียมไว้ทั้งคืนในที่สุดก็เอ่ยออกมา


“เอ่อ…เมื่อวาน ฉันได้ยินที่เธอพูดกับเฉินเซียงจวิน…”


แม้กู้เผยยังยิ้มอยู่ แต่สีหน้าและท่าทางจริงจังขึ้น นั่งหลังตรง


โจวไห่ฮวาเม้มปาก


“ที่เธอบอกว่า… กำลังไล่ตามเจินเจิน จริงหรือ?”


กู้เผยพยักหน้า เสียงหนักแน่น


“จริงครับ”


“เธอ… ชอบเจินเจินหรือ?”


“ครับ ผมชอบเจินเจิน”


เป็นครั้งแรกที่เขาสารภาพต่อหน้าผู้ใหญ่ของคนที่ตนชอบ


พูดจบก็ยกมือไอเบาๆ แก้มขาวขึ้นสีแดงจางๆ


โจวไห่ฮวาถอนหายใจโล่ง.อก เธอกังวลว่าคำพูดนั้นเป็นเพียงการแก้สถานการณ์


ตอนนี้รู้แล้วว่าเขาชอบลูกสาวจริงๆ


แต่…


เธอมองใบหน้าหล่อเหลาแล้วถามตรงๆ


“เธอดีขนาดนี้ รอบตัวคงมีผู้หญิงชอบมากมาย ทำไมถึงมาชอบลูกสาวฉัน?”


ในสายตาคนภายนอก ลูกสาวเธออาจไม่ได้ดีเลิศเท่าเขา


กู้เผยเกาหัว ยิ้มเขิน


“เจินเจินก็ดีมากครับ ซื่อตรง ใจดี กตัญญู กล้าหาญ เด็ดขาด เธอเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดที่ผมเคยเจอ”


เขาหยุดครู่หนึ่ง


“แต่ผมไม่ได้ชอบเพราะเธอดีเลิศ ผมก็อธิบายไม่ถูก ตั้งแต่เธอช่วยผม ผมก็เหมือนมองเห็นแต่เธอ พอคิดถึงก็มีความสุข พอเจอก็ประหม่า อยากเข้าใกล้ อยากแต่งงานกับเธอ อยากดูแลเธอไปทั้งชีวิต”


โจวไห่ฮวาฟังแล้วมุมปากยกขึ้น


หนุ่มสาวสมัยนี้พูดอะไรตรงไปตรงมาจริงๆ แต่ในใจก็ยินดีแทนลูกสาว


เธอเองก็เคยผ่านวัยสาว ย่อมเข้าใจความรู้สึกชอบใครสักคน


เธอกระแอม


“คำพวกนี้ เธอควรพูดกับเจินเจินเอง”


กู้เผยดีใจ


“ป้าสนับสนุนผมใช่ไหมครับ?”


เธอพยักหน้า เขากลับถอนหายใจ


“แต่เจินเจินไม่เคยให้โอกาสผมพูดเลย”


โจวไห่ฮวาก็กลุ้ม ดูเหมือนปัญหาจะอยู่ที่ลูกสาวจริงๆ


เธอเล่าความคิดของตน


“เจินเจินถูกเฉินเซียงจวินหลอก เธอก็รู้ความสัมพันธ์ของพวกเขาใช่ไหม?”


กู้เผยพยักหน้า โจวไห่ฮวาถอนหายใจ


“ตอนแรกเฉินเซียงจวินดูดีมาก หลอกทั้งครอบครัวเรา เจินเจินคบกับเขาสามปี ก็ถูกหลอกสามปี”


กู้เผยเองก็เป็นคนดีเด่น ถ้าเป็นเธอ อาจจะกังวลเหมือนกันว่า ทำไมผู้ชายดีขนาดนี้ถึงมาชอบตัวเอง? จะเป็นคนหลอกอีกหรือเปล่า?


กู้เผยนิ่งคิด


“มันเหมือนกระดูกหัก ถ้ากระดูกยังไม่ติดดี จะวิ่งได้อย่างไร”


ถ้าเขาได้พบเธอเร็วกว่านั้นสามปี คงไล่ตามก่อนเฉินเซียงจวิน เธอคงไม่เจ็บปวด


“แต่ผมจะรอจนกว่าแผลของเธอจะหายครับ”


โจวไห่ฮวาพยักหน้า ซาบซึ้ง


“ดีมาก เด็กดี”


พูดถึงกระดูกหัก เธอนึกบางอย่างได้


“ได้ยินว่าเธอซี่โครงหักหรือ?”


เธอทำสีหน้าขอโทษ


“เป็นความผิดฉันเอง ที่ให้เธอช่วยทำคอกไก่”


กู้เผยหัวเราะ แตะบริเวณที่เคยเจ็บโดยไม่รู้ตัว


“ดีขึ้นมากแล้ว ไม่กระทบชีวิตประจำวัน ทำคอกไก่แค่นั้นไม่เป็นไรครับ”


“จริงหรือ?”


“จริงครับ”


เห็นเธอยังรู้สึกผิด เขารีบเปลี่ยนเรื่อง


“อ้อ ก่อนหน้านี้ผมบอกว่ามีหมอจีนเก่งมากที่ตงซื่อ คุณป้าครับ เจินเจินได้พาป้าไปหรือยังครับ?”


โจวไห่ฮวารีบโบกมือ


“ร่างกายฉันดีแล้ว ไม่ต้องไปหาหมอ”


กู้เผยขมวดคิ้ว เธอยังผอมและซีด


“ไปดูสักหน่อยดีกว่าครับ แค่อาหารบำรุงอาจไม่พอ หมอคนนั้นเก่งเรื่องปรับสมดุลร่างกายมาก”


เขาคิดครู่หนึ่ง


“หรือเจินเจินยุ่งเกินไป? ถ้าอย่างนั้นวันไหนผมพาป้าไปเองดีไหม?”


โจวไห่ฮวาเดิมทีจะปฏิเสธ แต่คำพูดกลับติดคอ


ดวงตาเธอเป็นประกาย


“หมอจีนงั้นหรือ… ไปสิ พรุ่งนี้ดีไหม พรุ่งนี้ฉันจะเรียกเจินเจินไปด้วย ไปด้วยกันเลย?”


บทที่ 136: สร้างโอกาส


โจวไห่ฮวาคิดเช่นนี้—ความรู้สึกต้องค่อยๆบ่มเพาะ


แต่เจียงเจินเจินกับกู้เผย คนหนึ่งออกทะเล อีกคนอยู่กองทัพ บางครั้งสิบกว่าวันครึ่งเดือนยังไม่ได้เจอกันเลย


ถ้าเป็นแบบนี้ ความสัมพันธ์จะก้าวหน้าได้อย่างไร?


ดังนั้นโจวไห่ฮวาจึงตัดสินใจสร้างโอกาสให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน


ส่วนเรื่องไปโรงพยาบาล จ่ายค่ายา เสียเงิน—เพื่อความสุขของลูก เงินเท่านี้ไม่นับเป็นอะไร


กู้เผยเป็นคนฉลาด แทบจะเข้าใจความคิดของโจวไห่ฮวาทันที


เขาดีใจมาก ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว


“พรุ่งนี้ผมว่างครับ!”


ตอนเย็นเจียงเจินเจินกลับถึงบ้าน โจวไห่ฮวารีบบอกเรื่องที่จะไปตงซื่อพบหมอจีน


เจียงเจินเจินวางอาหารทะเลในมือลง


“จริงเหรอ?”


“จริงสิ”


โจวไห่ฮวามองของบนพื้น


“ทำไมเอากุ้งมังกรเขียวตัวเล็กมามากขนาดนี้?”


“วันนี้เจอกลุ่มกุ้งล็อบสเตอร์ จับกุ้งมังกรเขียวได้เยอะ พี่ต้าเซิ่งให้หนูเอากลับมาสองสามตัว คืนนี้ทำกุ้งมังกรเขียวนึ่งกระเทียมกัน หนูเอามาสี่ตัว พอดีคนละตัว”


โจวไห่ฮวามองกุ้งตัวโตยาวหลายสิบเซนติเมตร


“แต่กระเทียมที่บ้านเราไม่ค่อยมีแล้วนะ”


“ไม่เป็นไร ให้ชุนเฟิงกับชุนเจียวไปยืมจากบ้านพี่ต้าเซิ่ง”


เธอมองไปรอบๆ


“ชุนเฟิงกับชุนเจียวอยู่ไหน?”


“กลับมาแล้ว เพิ่งไปเก็บไข่ในเล้าไก่”


เจียงเจินเจินเดินไปที่เล้าไก่ทันที เด็กสองคนกำลังก้มเก็บไข่


“ได้กี่ฟองแล้ว?”


“หกฟอง!” ชุนเจียวหันมายิ้มกว้าง


“งั้นคงหมดแล้วล่ะ ไก่หกตัว วันละฟองก็พอ อย่าไปหวังให้พวกมันทำโอทีเลย”


เธอหยิบขันเล็กใส่ไข่


“พวกเธอสองคน ไปบ้านโช่วหยวี๋ ยืมกระเทียมมาหน่อย คืนนี้กินกุ้งมังกรเขียวนึ่งกระเทียม”


ชุนเฟิงตาเป็นประกาย


“กุ้งมังกรเขียวจริงเหรอ!”


เธอหัวเราะ ลูบจมูกเขา


“ดูท่าทางสิ ช่วงนี้กินของดีบ่อยจนแทบน้ำลายไหลแล้ว”


เด็กสองคนวิ่งออกจากบ้านทันที


เธอเอาไข่ไปเก็บ แล้วออกมาจัดการกุ้งมังกรเขียว เอาไปล้าง ผ่าครึ่ง ดึงเส้นดำและเครื่องในออก


เมื่อเด็กๆยืมกระเทียมมา เธอสับกระเทียม คลุกกับซอส เติมเกลือ ราดน้ำมันร้อน คลุกให้เข้ากัน โรยกระเทียมบนตัวกุ้ง วางขิงกับต้นหอมด้านล่างเพื่อลดกลิ่นคาว นึ่งหกถึงแปดนาที


ระหว่างทำอาหาร เธอถาม


“แม่ ทำไมจู่ๆถึงยอมไปตงซื่อหาหมอ?”


ก่อนหน้านี้เธอชวนตั้งหลายครั้งก็ไม่ยอม


โจวไห่ฮวาไอเบาๆ


“ก็… แม่คิดได้แล้ว จะไปก็ไปสิ”


เจียงเจินเจินไม่ได้คิดมาก ขอแค่แม่ยอมไปหาหมอ เหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญ


แต่เช้าวันถัดมา เมื่อเห็นกู้เผยยืนอยู่หน้าบ้าน เธอก็เข้าใจในทันที สีหน้าเหมือนทั้งขำทั้งจนปัญญา


กู้เผยเห็นแววตาเธอ ก็รู้ทันทีว่าโจวไห่ฮวายังไม่ได้บอกล่วงหน้า


กำลังจะอธิบาย โจวไห่ฮวาเดินออกมา


“แม่เรียกเสี่ยวกู้มา พวกเราไม่คุ้นตงซื่อ มีผู้ชายไปด้วยสะดวกกว่า”


เจียงเจินเจินลากแม่ไปข้างหนึ่ง กระซิบเสียงต่ำ


“แม่ ทำแบบนี้ทำไม กู้เผยงานยุ่งจะตาย”


“เสี่ยวกู้บอกว่าไม่ยุ่ง”


“เขาบอกไม่ยุ่งก็เชื่อเหรอ! วันก่อนยังยุ่งจนไม่ได้กินข้าวบ้านคุณอาเหอผิง วันนี้จะไม่ยุ่งได้ยังไง”


กู้เผยได้ยินพอดี เดินเข้ามา


“ป้า ผมไม่ยุ่งจริงๆ วันก่อนมีธุระ แต่เสร็จแล้ว ตอนนี้ซี่โครงยังไม่หายดี หัวหน้าทีมยังไม่ให้ฝึกหนักด้วยซ้ำ”


โจวไห่ฮวาโล่ง.อก


“อย่างนั้นก็ดี วันนี้รบกวนเสี่ยวกู้ด้วยนะ”


“ไม่รบกวนครับ”


เจียงเจินเจินนวดขมับ ปวดหัวจริงๆ


ก่อนออกเดินทาง เธอฝากชุนเฟิงกับชุนเจียวไว้ที่บ้านเหอฮวา


เหอฮวายืนอยู่หน้าประตู ยิ้มเจ้าเล่ห์ ขยิบตาให้โจวไห่ฮวาเหมือนถามว่า ในที่สุดก็คิดได้แล้วใช่ไหม?


โจวไห่ฮวาส่งสายตายืนยัน ทั้งสองเหมือนคุยกันด้วยสายตา


เจียงเจินเจินแสร้งทำเป็นไม่เห็น แต่พูดอะไรไม่ได้ เพราะกู้เผยยืนอยู่ด้านหลัง


โอ๊ย น่าหงุดหงิดจริงๆ!


เธออารมณ์ปั่นป่วน กู้เผยสังเกตได้ แต่ยังไม่พูดอะไร 


จนกระทั่งขึ้นเรือ โจวไห่ฮวาจงใจให้ที่นั่งคู่แก่ทั้งสอง พูดอย่างมีพิรุธ


“หนุ่มสาวมีเรื่องคุยกัน นั่งด้วยกันเถอะ แม่เมาเรือ ขอนั่งข้างหน้า”


เจียงเจินเจินเงียบ


เมาเรือ? นั่งหน้าหรือหลัง ก็โคลงเหมือนกันทั้งลำ


เมื่อเธอนั่งข้างกู้เผย อารมณ์แทบระเบิด


ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงเขาพูดเบาๆ


“ขอโทษนะ”


บทที่ 137: ความตื่นตระหนก


เจียงเจินเจินหันไปมองกู้เผย สีหน้าเคร่งขรึม


“คุณป้าแอบได้ยินตอนพวกเราปะทะกับเฉินเซียงจวินเมื่อวันก่อน เมื่อวานคุณป้าถามผมว่าผมชอบคุณจริงไหม”


กู้เผยหยุดเล็กน้อย


“ผมไม่ได้ปฏิเสธ”


เจียงเจินเจินชะงัก ที่แท้โจวไห่ฮวาได้ยินหมดแล้ว?


ไม่น่าแปลกใจ ตอนเธอกลับไปเอาร่ม แม่ถึงได้มีท่าทีแปลกๆ


“ผมคิดว่าคุณป้าคงเป็นห่วงอนาคตคุณ อีกอย่างอาจจะเห็นว่าผมก็พอใช้ได้ เลยอยากจับคู่เรา”


แววตากู้เผยจริงใจ น้ำเสียงก็จริงจัง


“ขอโทษนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธ”


เจียงเจินเจินเหมือนลูกโป่งที่โดนเจาะรู อารมณ์ที่พองอยู่รั่วพรืด


ที่จริงเธอแค่ไม่ชอบถูกจัดการแบบนี้ ในเมื่อเธอปฏิเสธไปแล้ว ทำไมยังต้องจับคู่ให้ได้?


ไม่รู้หรือไงว่า “แตงบิดไม่หวาน”?


แต่ถ้าคนที่จัดการเป็นเพราะห่วงใยเธอล่ะ?


“ผมไม่เคยคิดจะปฏิเสธเลย” กู้เผยพูดตรงๆ


“โอกาสจะได้อยู่กับคุณอยู่ตรงหน้า ผมจะปฏิเสธได้ยังไง?”


เขามองเธอ


“ถ้าเป็นคุณ คุณจะปฏิเสธไหม?”


เจียงเจินเจินเงียบ กัดริมฝีปาก


ผ่านไปกว่าสิบวินาที เธอพูดเสียงแข็ง


“แต่คุณก็รู้ว่าฉันไม่ได้ชอบคุณ”


กู้เผยหยุดไปเล็กน้อย จากนั้นจู่ๆก็ยื่นมือมากุมมือเธอ


หัวใจเจียงเจินเจินกระตุก เธอหันไปมองเขา กำลังจะดุ แต่เขากลับกระพริบตา ถามกลับอย่างจงใจ


“จริงเหรอ? คุณแน่ใจหรือว่าไม่รู้สึกอะไรกับผมเลย?”


คำถามนี้มาอย่างกะทันหัน


เขาจ้องเธอแน่วแน่ ราวกับในสายตามีเพียงเธอคนเดียว


ถูกผู้ชายหน้าตาดีขนาดนี้จ้อง มือก็ยังอยู่ในฝ่ามือเขา ความร้อนจากฝ่ามือเขาส่งผ่านมาถึงเธอ แล้วไหลไปถึงหัวใจ


จังหวะหัวใจและลมหายใจของเธอปั่นป่วน สัญญาณเตือนในสมองร้องให้รีบปฏิเสธ แต่ร่างกายซื่อตรงเกินไป


เธอชะงักอยู่หลายวินาที ก่อนดึงมือกลับ หันหน้าไปอีกทาง


“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ อย่าพูดมั่วๆ”


พูดติดอ่างอีกแล้ว!


เธอแทบอยากตบปากตัวเอง ทำไมตอนเขาจับมือไม่สะบัดออกทันที แล้วตบเขาอีกสักที?


ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนสิบนาทีก่อนก็คงดี


ไม่ ไม่ใช่ความผิดเธอ


เป็นเพราะกู้เผยหน้าตาดีเกินไป เหมือนปีศาจจิ้งจอกตั้งใจยั่วยวน


เธอไม่ใช่นักบวชที่ตัดกิเลส จะไม่หวั่นไหวยังไงไหว?


ขณะที่เธอสับสนวุ่นวาย กู้เผยกลับยิ้มมุมปาก


ทำยังไงดี เจียงเจินเจินน่ารักเกินไป


ปากบอกไม่ชอบ แต่หน้าแดง


จะทักดีไหมว่าเธอหน้าแดง?


ไม่ดีกว่า เดี๋ยวเธออายและโกรธอีก


ที่สำคัญ เธอไม่ได้ตบเขา กลับทำตัวลนลานแบบนี้


แปลว่าเธอไม่ได้ไม่รู้สึกอะไรกับเขาใช่ไหม?


ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นจับมือเธอ เธอจะเป็นแบบนี้ไหม?


คิดได้แบบนั้น เขายิ่งอารมณ์ดี


แม้ทะเลวันนี้จะหม่นมัว แต่ในสายตาเขากลับสวยงามที่สุด


“กู้เผย คุณหัวเราะอะไร?”


เจียงเจินเจินหงุดหงิด ทำไมเธอลนลานขนาดนี้ แต่เขากลับดูมีความสุข?


กู้เผยหันมา รอยยิ้มยังไม่จาง


“ผมอารมณ์ดี ก็เลยยิ้ม”


“ฉันปฏิเสธคุณ ทำไมคุณถึงอารมณ์ดี? คุณบอกว่าชอบฉัน หรือว่าที่ชอบเป็นเรื่องโกหก จริงๆคุณไม่ได้อยากแต่งกับฉัน—”


“เจินเจิน”


เขาตัดบท สีหน้าจริงจัง


“อย่าพูดต่อเลย ผมจะคิดว่าคุณก็ชอบผมเหมือนกัน—ไม่งั้นจะโกรธทำไม?”


คำพูดของเธอติดคอ


ใช่ เธอโกรธอะไร?


ทำไมต้องสนใจว่าเขาจะยิ้มหรือไม่? ทำไมเมื่อกี้เธอถึงเหมือนแฟนที่งอแงไร้เหตุผล?


เธอไม่เข้าใจตัวเอง ตลอดทางเงียบ


กู้เผยก็เริ่มเสียใจ ไม่น่าพูดประโยคหลังเลย ดูสิ ทำเธอโกรธอีกแล้ว


เรือเทียบท่าไม่นาน ทั้งสามลงเรือ ไปสถานีรถเพิงเฉิง ต่อรถไปตงซื่อ


โจวไห่ฮวาสังเกตว่าทั้งสองไม่พูดกัน จึงถามลูกสาว


“เป็นอะไร ทะเลาะกับเสี่ยวกู้หรือ?”


“เปล่า”


เธอเตะก้อนหินเล็กๆบนพื้น


“งั้นทำไมไม่คุยกัน?”


“ก็ไม่ได้มีอะไรต้องคุย อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้สนิทกัน”


โจวไห่ฮวาคิดในใจ—ยังบอกไม่โกรธอีก


ถามจากลูกไม่ได้ผล จึงไปถามกู้เผย


กู้เผยไม่เลี่ยง เขาเกาศีรษะ


“ผมทำเจินเจินโกรธครับ”


โจวไห่ฮวาไม่ได้ถามรายละเอียด เพียงบอกว่า


“เจินเจินชอบกินขนมถ้วยที่สุด”


พูดจบก็เดินไป


กู้เผยเข้าใจทันที ตอนรอรถ เขาออกจากสถานี ไปซื้อขนมถ้วย ปังซา ถั่วลิสงหมักเต้าหู้ และน้ำอัดลม แทบจะกวาดขนมแถวนั้นหมด


ถุงพลาสติกยังไม่แพร่หลาย ขนมใส่ถุงกระดาษ


ยังไม่เปิดก็หอมฟุ้ง กู้เผยวางขนมไว้ระหว่างโจวไห่ฮวากับเจียงเจินเจิน


“คุณป้า เจินเจิน ลองชิมดูนะครับ”


จากนั้นเปิดน้ำอัดลม แจกคนละขวด


เจียงเจินเจินมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนรับน้ำอัดลม


โจวไห่ฮวาจะปฏิเสธ เพราะรู้ว่าแพง แต่เขาพูดก่อน


“เปิดแล้วครับ คุณป้าลองชิมดู”


บทที่ 138: นั่งด้วยกัน


โจวไห่ฮวาลังเลอยู่สองสามวินาที ก่อนรับน้ำอัดลมมาถือไว้


เธอจิบหนึ่งคำ นอกจากรสหวานแล้ว ยังเหมือนมีตัวอะไรเล็กๆกระโดดอยู่บนลิ้น รสชาติแปลกประหลาดจริงๆ


กู้เผยเห็นดวงตาเธอเป็นประกาย จึงยิ้มพูดว่า


“จริงๆ น้ำแบบนี้ถ้าแช่เย็นจะอร่อยกว่า แต่ผมกลัวสุขภาพคุณป้าไม่ค่อยดี เลยซื้อแบบอุณหภูมิห้องมาให้”


พูดจบ เขาหันไปหาเจียงเจินเจิน


“เจินเจิน ขวดในมือคุณเป็นแบบเย็น ลองดูไหม?”


เจียงเจินเจินกำลังคอแห้งพอดี อากาศก็ร้อน น้ำอัดลมเย็นขวดนั้นมาได้ถูกจังหวะ


เธอคว้าขวดขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ครึ่งขวดหมดในรวดเดียว


ก๊าซย้อนขึ้นมาจากท้อง ทำให้เธอเรอออกมาเบาๆ


ความเย็นไหลจากปากลงสู่ท้อง ขับไล่ความร้อนในร่างกายออกไปทันที


เธอถอนหายใจยาว


“สบายจริงๆ”


แล้วหันไปพูดกับกู้เผย


“ขอบคุณนะ”


กู้เผยยิ้ม จากนั้นดันถุงขนมถ้วยไปตรงหน้าเธอ


“มากินขนมถ้วยอีกชิ้นสิ”


ขนมถ้วยเป็นของว่างพื้นเมือง ทำจากแป้งข้าวเหนียวหรือแป้งมัน ด้านในใส่ไส้ได้หลายแบบ เนื้อเหนียวนุ่ม หอมหวาน


เจียงเจินเจินชอบของแบบนี้ที่สุด


แม้ในชาติก่อนที่ชีวิตลำบากแค่ไหน เธอก็จะหาเงินซื้อขนมถ้วยให้ตัวเองเป็นครั้งคราว


ทุกครั้งที่กินเสร็จ เธอจะรู้สึกเหมือนได้พลัง กลับไปสู้ชีวิตต่อได้อีก


พอเห็นขนมถ้วย ดวงตาเธอเป็นประกายทันที ไม่ปฏิเสธเลย หยิบขึ้นมากิน


ความนุ่มลื่นทำให้เธอหรี่ตาอย่างมีความสุข


กู้เผยเห็นเธอกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็พลอยดีใจ


หลังจากกินไปหนึ่งชิ้น เจียงเจินเจินเพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังมองเธอกินอยู่ เธอเลื่อนถุงไปทางเขา


“คุณก็กินสิ”


กู้เผยไม่ได้หยิบขนมถ้วย แต่หยิบขนมปังซาแทน


ขนมปังซากรอบหวาน เขาไม่ได้ชอบของหวานนัก กินชิ้นเดียวก็พอ


ประมาณห้านาทีต่อมา รถไปตงซื่อก็เข้ามา ทั้งสามรีบเก็บของแล้วขึ้นรถ


รถมีที่นั่งเดี่ยวกับที่นั่งคู่ โจวไห่ฮวาขึ้นก่อน นั่งที่นั่งเดี่ยวแถวหน้า


เจียงเจินเจินก็อยากนั่งเดี่ยว แต่เต็มหมด จะไปนั่งที่นั่งคู่ ก็โดนบอกว่า “มีคนนั่งแล้ว”


ตอนนั้นกู้เผยขึ้นมาพอดี เขาตบไหล่เธอเบาๆ


“ไปนั่งข้างหลังไหม?”


ในที่สาธารณะแบบนี้ เธอปฏิเสธตรงๆไม่ได้ ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินไปนั่งแถวหลังด้วยกัน


ครั้งนี้กู้เผยนั่งด้านใน 


เจียงเจินเจินมองขาเขาที่ยาว แล้วมองช่องแคบๆระหว่างแถว


“สลับที่กันไหม?”


กู้เผยก็อึดอัดจริง แต่ขาเธอก็ยาวเหมือนกัน


เขากำลังจะปฏิเสธ แต่เธอพูดขึ้นก่อน


“ถ้านั่งใน ฉันจะได้พิงหน้าต่างนอน”


เขาจึงลุกขึ้นสลับที่


เธอไม่ได้โกหก วันนี้ตื่นเช้าเกินไป ตอนนี้เพิ่งแปดโมงครึ่ง


ที่ต้องตื่นเช้าก็เพราะตงซื่อไกล โจวไห่ฮวาไม่อยากค้างคืน เลยต้องรีบออกแต่เช้า


“อ้อ จริงสิ”


เจียงเจินเจินหยิบเงินสดออกมาจากกระเป๋า


“ของพวกนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ เดี๋ยวฉันจายคืนให้”


กู้เผยรีบปฏิเสธ


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ของพวกนี้ไม่แพง เงินเดือนผมก็ไม่มีที่ให้ใช้มากนัก นานๆทีได้ซื้อขนมให้คุณกินบ้างก็ดี”


เธอยังยืนยันจะให้ เขายิ้มอย่างจนใจ


“งั้นคุณจะให้ผมรับเงิน หรือจะเป็นแฟนผม?”


เจียงเจินเจินเงียบ เลือกไม่เอาอะไรได้ไหม?


กู้เผยตอบเอง


“ไม่ได้”


เธอพูดไม่ออก เขาหัวเราะ


“ล้อเล่นน่า ผมซื้อให้คุณป้าด้วย คุณกินเถอะ”


แล้วเปลี่ยนเรื่อง


“ครั้งก่อนเรานั่งรถแล้วเจอปล้น คุณว่าครั้งนี้จะเจออีกไหม?”


เธอกลอกตา


“หวังอะไรดีๆบ้างสิ โจรแถบตงซื่อช่วงนี้ก็โดนเราจับหมดแล้ว”


“ก็ไม่แน่ ผมได้ยินว่าช่วงนี้สังคมวุ่นวาย ขโมยปล้นเกิดบ่อย”


เธอพยักหน้า


“เพราะคนไร้งานเยอะ ถ้ายังวุ่นวายต่อ รัฐต้องจัดการแน่”


เธอจำได้ อีกไม่กี่ปีจะมีการกวาดล้างครั้งใหญ่ สังคมจะดีขึ้นมาก


กู้เผยพยักหน้า


“ผมก็คิดแบบนั้น แต่การกวาดล้างเป็นแค่แก้ปลายเหตุ สำคัญคือจัดการปัญหาคนว่างงาน ถ้ามีช่องทางทำมาหากินปกติ ใครจะอยากเดินทางลัด”


เธอยิ้ม


“ถึงได้มีการปฏิรูปและเปิดประเทศไง”


เขาหัวเราะ


“ใช่”


พวกเขาคุยกันอีกเล็กน้อย แล้วก็เงียบลง


เจียงเจินเจินพิงหน้าต่าง หลับตา แต่ไม่หลับ


เพราะกลิ่นลมหายใจของผู้ชายข้างๆชัดเจนเกินไป เธอ.อดคิดถึงเขาไม่ได้


อย่างเช่น เฉินเซียงจวินไม่เคยคุยเรื่องแบบนี้กับเธอเลย


คงเพราะดูถูกเธอ คิดว่าเธอเป็นแค่ชาวบ้านไม่รู้อะไร


แต่กู้เผยไม่เหมือนกัน ถ้าเธอไม่เข้าใจอะไร เขาจะอธิบายอย่าง.อดทน แม้แต่พูดถึงนโยบายต่างประเทศ


ถึงเธอจะมีประสบการณ์จากชาติที่แล้วหลายสิบปี ก็ยังสู้เขาเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ง่วง เธอคงฟังเขาคุยตลอดทาง


ถนนขรุขระ รถโคลงเคลง หัวเธอกระแทกกระจกบ่อยครั้ง พอจะหลับก็สะดุ้งตื่น


ตอนกำลังจะหลับอีกครั้ง จู่ๆเธอรู้สึกว่ามีมือหนึ่งวางบนศีรษะ ปรับศีรษะเธออย่างเบามือ แล้วพิงไปยังที่ที่หนานุ่มกว่าเดิม


บทที่ 139: ลงทะเบียน


เจียงเจินเจินรู้ดีว่าไหล่ที่เธอพิงอยู่นั้นคือไหล่ของกู้เผย


เธอควรจะลืมตาขึ้นทันที นั่งตัวตรง แล้วตำหนิเขา


แต่…


การพิงไหล่เขาแบบนี้มันสบายจริงๆ สบายกว่ากระจกหน้าต่างแข็งๆมาก แถมไม่มีลมหวีดหวิวปะทะหน้า


เธอง่วงมาก จึงคิดในใจว่า เอาเถอะ ครั้งนี้ครั้งเดียว


ครั้งหน้า ครั้งหน้าจะต้องตำหนิเขาแน่


อีกอย่าง ตาเธอก็หลับอยู่ กู้เผยคงไม่รู้ว่าเธอยังไม่หลับจริงๆ


แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ตอนเธอกำลังคิดฟุ้งซ่าน ลูกตาภายใต้เปลือกตาเคลื่อนไหวเบาๆ ตกอยู่ในสายตาของกู้เผยพอดี


ตอนแรกเขากังวล กลัวเธอจะไม่พอใจ แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็ยังไม่ลืมตา และในที่สุดก็หลับจริงๆ


มุมปากเขายกขึ้น


ตลอดทาง เจียงเจินเจินหลับสนิท กู้เผยคอยประคองเธอ เวลารถกระแทก เขาจะช่วยปรับท่านอนให้


ก่อนถึงป้าย เขาค่อยๆยกศีรษะเธอออกจากไหล่ แล้วให้พิงพนักพิงแทน


ดังนั้น ตอนที่เธอถูกปลุกด้วยเสียงกระเป๋ารถเมล์เรียกให้ลง ศีรษะเธอไม่ได้อยู่บนไหล่เขาแล้ว


เธอลืมตา มึนงงอยู่ชั่วครู่


ถ้าไม่ใช่เพราะเสื้อบริเวณไหล่ซ้ายของเขามียับเล็กน้อย เธอคงคิดว่าการพิงไหล่เขาเป็นแค่ความฝัน


เธอมองเขาโดยไม่รู้ตัว สายตาประสานกันสองสามวินาที


“เป็นอะไร?” เขาถาม


เธอเพิ่งได้สติ รีบจับคอตัวเอง ส่ายหน้า


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”


เขาขมวดคิ้ว


“คอเป็นอะไร?”


เธอหัวเราะแห้งๆ


“แค่นอนแล้วคอแข็งนิดหน่อย”


เขาเป็นห่วง อยากช่วยนวดให้ แต่เพราะชายหญิงต่างกัน จึงพูดแทน


“มาทำท่ากับผมสองสามท่า จะได้คลายคอ”


ดวงตาเธอสว่างขึ้น


“ได้!”


ทำตามไม่กี่ท่า คอก็โล่งขึ้นจริงๆ


เธอยิ้มขอบคุณ


“คุณรู้เยอะจัง”


เขาหัวเราะ


“เมื่อก่อนทำงานกับหมอทหาร ต้องฝึกทุกวัน ถ้าร่างกายฟื้นตัวไม่ดี จะกระทบการฝึกวันต่อไป”


เธอพยักหน้าเข้าใจ


กำลังจะถามต่อ แต่ในรถเริ่มวุ่นวาย


เสียงคนพูดกันว่า “ถึงแล้ว ถึงแล้ว”


มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นสถานีตงซื่อ เธอรีบเก็บของ


พอรถจอด ผู้โดยสารก็ทยอยลงจากรถ


หลังลงรถ กู้เผยพาเธอกับโจวไห่ฮวาไปต่อรถประจำทาง


เขาคุ้นเคยกับตงซื่อดี รู้ทันทีว่าต้องขึ้นสายไหน


รอประมาณเจ็ดแปดนาที รถก็มาถึง และพวกเขาก็ขึ้นไป มุ่งตรงสู่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนตงซื่อ


ลงรถแล้วต้องข้ามถนนใหญ่ก่อน แล้วเดินเลียบทางเท้าอีกร้อยเมตร


ระหว่างเดิน กู้เผยให้สองแม่ลูกเดินด้านขวาเสมอ คอยระวังรถยนต์และจักรยาน


ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาเจียงเจินเจิน ต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้ชายที่ใส่ใจจริงๆ


ถึงหน้าทางเข้าโรงพยาบาล กู้เผยยกมือโบก


“คุณอาสาม ทางนี้!”


เจียงเจินเจินชะงัก


บังเอิญขนาดนี้เลยหรือ? คุณอาสามของเขาก็มาด้วย?


เธอมองตาม


หน้าประตูมีคนมากมาย แต่มีชายสวมเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงสีกากี ผมทรงทันสมัย ยืนโบกมืออยู่


เธอสะดุดตาทันที เขาสูงโดดเด่น ผิวขาว หน้าตาหล่อ มีใบหน้าเด็กโดยธรรมชาติ ยืนคู่กับกู้เผยแทบแยกไม่ออกว่าใครอายุมากกว่า


กู้หยุนเฉิงเตี้ยกว่ากู้เผยเพียงสองสามเซนติเมตร 


เขาหยิบกระดาษจากกระเป๋า ยื่นให้กู้เผย


“ไอ้หนู ใบลงทะเบียนของแก”


จากนั้นหันมายิ้มให้สองแม่ลูก


“นี่คือสหายเจียงเจินเจินผู้ช่วยชีวิตใช่ไหม แล้วก็สหายโจว มารดาของเธอ?”


เจียงเจินเจินรีบทัก


“คุณอา สวัสดีค่ะ”


พอพูดจบ เธอก็รู้สึกขัดใจ


ผู้ชายหนุ่มหล่อขนาดนี้ เรียกคุณอามันดูแปลกๆ เหมือนพี่ชายมากกว่า ทำไมเธอเผลอเรียกตามกู้เผย?


กู้หยุนเฉิงหัวเราะ


“สวัสดี สวัสดี ถ้ามีเวลา เชิญไปเล่นที่บ้านนะ”


แล้วหันไปบอกกู้เผย


“ไอ้หนู ฉันไม่เข้าไปด้วยล่ะ”


“ครับคุณอาสาม ไปทำธุระเถอะครับ”


กู้หยุนเฉิงมองทั้งสอง ยิ้มอย่างพอใจ


“งั้นฉันไปก่อนนะ”


หลังเขาไปแล้ว โจวไห่ฮวาถาม


“ใบลงทะเบียนนี่คืออะไร?”


กู้เผยอธิบาย


“หมอจีนท่านนี้มีชื่อเสียงมาก คนมาหาเยอะ ใบลงทะเบียนหมดเร็ว ถ้าเรามาตอนนี้คงไม่มีแล้ว เมื่อวานผมเลยโทรหาคุณอาสาม ให้เขามาต่อคิวตั้งแต่เช้า จะได้แน่ใจว่าวันนี้ได้พบหมอ”


โจวไห่ฮวาฟังจบ พยักหน้าพอใจ


“เด็กคนนี้ช่างรอบคอบจริงๆ”


จากนั้นสีหน้าเกรงใจ


“แต่จะรบกวนคุณอาสามของเธอเกินไปไหม? เจินเจิน หลังจากตรวจเสร็จ ต้องไปซื้อของไปขอบคุณเขานะ”


“เข้าใจแล้วค่ะ”


พอเข้าไปสอบถาม พบว่าโควตาหมอผู้เชี่ยวชาญหมดไปตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงก่อน โจวไห่ฮวายิ่งซาบซึ้ง


“ขอบคุณมากจริงๆ ถ้าไม่มีเธอ วันนี้คงไม่ได้ตรวจแน่”


กู้เผยยิ้ม


“คุณป้าอย่าขอบคุณอีกเลย ขอบคุณผมหลายครั้งแล้วครับ”


เจียงเจินเจินเองก็ซาบซึ้ง


ถ้าไม่มีกู้เผย วันนี้อาจไม่ได้ตรวจจริงๆ


ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะโจวไห่ฮวาอยากจับคู่เธอกับเขา เธอคงไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมให้แม่มาที่นี่อย่างไร


บทที่ 140: รับยา


หน้าห้องตรวจมีคนรอเรียกคิวอยู่ไม่น้อย


กู้หยุนเฉิงคิดไว้แล้วว่ากู้เผยกับพวกเธอน่าจะมาถึงราวสิบโมง จึงไม่ได้กดคิวต้นๆ แต่เลือกหมายเลขช่วงกลางๆแทน


ประมาณสิบเอ็ดโมง ชื่อของโจวไห่ฮวาก็ถูกเรียกในที่สุด


เจียงเจินเจินพาโจวไห่ฮวาเข้าไปพบหมอ กู้เผยรออยู่ด้านนอก


พอเธอสังเกตว่าเขาไม่ได้ตามเข้ามา ก็หันกลับไปมอง ถึงได้เข้าใจว่าเขากำลังหลีกเลี่ยงข้อครหา


การพบหมอถือเป็นเรื่องส่วนตัว เขาคิดได้ถึงจุดนี้ นับว่ารอบคอบจริงๆ


เธอเม้มปาก ไม่พูดอะไร แต่ความรู้สึกดีต่อเขาเพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ


หมอเป็นแพทย์จีนอาวุโส หนวดเคราขาว ดูน่าเชื่อถือ ดวงตาเต็มไปด้วยปัญญา


เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าโจวไห่ฮวาป่วยตรงไหน


“ช่วงนี้ในบ้านมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นใช่ไหม?” หมอขมวดคิ้ว “ปัญหาร่างกายยังเล็กน้อย ที่สำคัญคือปัญหาทางใจ”


โจวไห่ฮวาถอนหายใจ


ช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องมากมาย จะไม่กังวลได้อย่างไร


จากนั้นหมอจ่ายยาบำรุง และกำชับว่า ต้องดูแลตัวเองดีๆ มิฉะนั้นต่อไปจะมีโรคเล็กโรคน้อยตามมาไม่หยุด


เมื่อได้ใบสั่งยา เจียงเจินเจินมองดูลายมือหวัดจนอ่านไม่ออกสักคำ


ไม่สิ เรียกว่าเหมือนลายผีขีดเขียนมากกว่า


เธอ “ชิ” ในใจ


นี่คงเป็นเอกลักษณ์ใบสั่งยาในยุคนี้ 


ต่างจากหลายสิบปีให้หลังที่พิมพ์จากคอมพิวเตอร์ อ่านชัดเจน


ออกมาจากห้องตรวจ กู้เผยรีบลุกเดินเข้ามา


“เป็นยังไงบ้าง คุณป้าโอเคไหม?”


โจวไห่ฮวายิ้ม


“ไม่มีอะไรหนักหนา หมอให้ยาบำรุงมา”


กู้เผยถอนหายใจโล่ง.อก


“อย่างนั้นก็ดีแล้ว”


เจียงเจินเจินแทรกขึ้น


“ดีอะไร หมอบอกให้แม่คิดให้น้อยลง ไม่อย่างนั้นกินยาบำรุงเท่าไหร่ก็ไม่พอ”


กู้เผยรีบยืนคั่นกลาง


“เอาล่ะ ไปรับยาก่อนเถอะ ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวเภสัชกรไปกินข้าว จะไม่ได้ยา”


เธอจึงหยุดพูด รีบไปที่แผนกยา


คนต่อคิวไม่น้อย กู้เผยรับใบสั่งยาจากมือเธอ


“คุณสองคนนั่งพักตรงนี้ ผมต่อคิวให้”


เธอกำลังจะปฏิเสธ แต่เขาหันหลังไปต่อแถวแล้ว


“แฟนเธอดีกับเธอจริงๆนะ”


เสียงผู้หญิงดังขึ้นข้างๆ


เธอหันไปจะบอกว่าเขาไม่ใช่แฟน แต่เห็นว่าผู้พูดเป็นหญิงตั้งครรภ์


เธอถามแทน


“แล้วสามีคุณล่ะ?”


หญิงตั้งครรภ์ลูบท้องตัวเอง ยิ้มขมขื่น


“ไปดื่มเหล้า”


แล้วอธิบายว่า


“แม่สามีป่วยนอนโรงพยาบาล ฉันเอาข้าวมาให้”


เจียงเจินเจินตะลึง


“ท้องคุณแปดเดือนแล้วใช่ไหม?”


“เก้าเดือนใกล้คลอดแล้ว”


เธอสูดลมหายใจ


“ใกล้คลอดแล้วยังให้มาส่งข้าวคนเดียว? แม่เขาก็แม่แท้ๆ เขายอมไปดื่มเหล้า แต่ไม่ยอมมาดูแลแม่?”


หญิงคนนั้นเพียงยิ้มขม 


สีหน้าเจียงเจินเจินไม่ดี เธอโกรธแทน


มีผู้ชายแบบนี้ได้อย่างไร แม่ตัวเองป่วยยังไม่มาดูแล ปล่อยให้ภรรยาท้องเก้าเดือนมาส่งข้าว?


เขามีหน้าที่แค่บนเตียงกับหว่านเมล็ดหรืออย่างไร?


หญิงตั้งครรภ์ถอนหายใจอีกครั้ง


“แฟนเธอดีกับเธอมาก ต้องรักษาไว้ให้ดีนะ”


เจียงเจินเจินนิ่งไป


เมื่อเทียบกันแล้ว กู้เผยเป็นผู้ชายที่ดีมากจริงๆ


เธอมองเขาที่ยืนต่อคิวอยู่


ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงเคารพผู้หญิง ยังเอาใจใส่ อารมณ์มั่นคง อนาคตต้องเป็นสามีและพ่อที่ดี


เธอรู้ว่า ถ้าวันนี้พลาดผู้ชายคนนี้ไป วันหน้าคงไม่ถึงกับเสียใจจนตาย แต่คงยากจะเจอคนแบบนี้อีก


เหตุผลที่เธอตัดสินใจไม่แต่งงานตลอดชีวิต ก็เพราะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีผู้ชายดีๆ ผู้ชายล้วนเสแสร้ง ไม่น่าไว้วางใจ แต่ถ้ากู้เผยเป็นคนดีจริงๆล่ะ?


จู่ๆ การแต่งงานก็ดูไม่น่ากลัวเท่าเดิม


กู้เผยไม่รู้ความคิดของเธอ พอรับยาเสร็จ ก็เดินมายิ้มสดใส


“ได้ยาแล้ว ไปกันเลยไหม?”


จบตอน

Post a Comment

0 Comments