NV001 ep121-130
บทที่ 121: เหล้า
ทันทีที่เจียงต้าเซิงพูดจบ บรรยากาศบนดาดฟ้าเงียบกริบทันที หลายคนมีสีหน้าอึดอัด
เถ้าแก่เรือก็สังเกตเห็น ใบหน้าดำทะมึน คำรามลั่น
“พูดมา!”
แต่ยกเว้นพวกที่ยืนดูอยู่ คนที่เหลือก้มหน้าหดคอเหมือนนกกระจอก ไม่กล้าเปล่งเสียง
“หงซิง นายพูด!”
สายตาคมกริบของเถ้าแก่เรือพุ่งไปยังเจียงหงซิง ชายหนุ่มท่าทางซื่อๆพอถูกเรียกชื่อ เจียงหงซิงก็หน้าซีด กัดฟันพูดออกมา
“วันนี้…วันนี้จับปลาได้เยอะ ทุกคนดีใจกัน ก็เลยดื่มเหล้ากันนิดหน่อย หยู่ตัน…เขาดื่มไม่เก่ง ดันดื่มเกินไปสองแก้ว แล้วเมา ไม่มีใครคิดว่าเขาจะเมาแล้ววิ่งกระโดดลงทะเล!”
เถ้าแก่เรือตะโกนด้วยความโกรธ
“ฉันเคยบอกแล้วว่า ห้ามดื่มเหล้าบนเรือ!”
เจียงหงซิงก้มหน้าหนักกว่าเดิม คนอื่นๆที่ดื่มด้วยก็เช่นกัน
“ก็หวังว่าเด็กนั่นจะไม่เป็นอะไร ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะดูสิว่าพวกแกจะชดใช้ยังไง!”
คำพูดนั้นทำให้เด็กหนุ่มหลายคนก้มหน้าจนแทบชน.อก ความจริงพวกเขากลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
หยู่ตันเป็นน้องเล็กสุดบนเรือ ไม่เคยดื่มมาก่อน พวกเขาหลอกให้ดื่ม ไม่คิดว่าแค่ครั้งเดียวจะเกิดเรื่อง
โชคดีที่เจียงเจินเจินช่วยไว้ทัน ไม่เช่นนั้นคงเป็นบาปติดตัวไปทั้งชีวิต
เถ้าแก่เรือฮึดฮัดแล้วเดินเข้าห้องโดยสาร
“พวกแกมากับฉัน!”
เจียงต้าเซิงในฐานะรองหัวหน้าเรือ ไม่คิดปล่อยเรื่องนี้ผ่านง่ายๆ เรียกเด็กพวกนั้นไปดุสั่งสอน
อีกด้านหนึ่ง หวังซิ่วอิงพาเจียงเจินเจินเข้าห้อง
“เสื้อผ้าเปียกหมดแล้ว รีบเปลี่ยนซะ—เอาชุดสำรองมาหรือเปล่า?”
“เอามาค่ะ”
เจียงเจินเจินตอบ
ทั้งที่จริงไม่ได้เตรียมมา เพราะคิดว่าวันนี้คงกลับบ้านได้ ไม่คิดว่าจะลงน้ำก่อนเปลี่ยนเป็นชุดยาง
ดีที่ในมิติมีเสื้อผ้าสะอาด เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า แล้วแอบย้ายเสื้อผ้าออกมาจากมิติ
หวังซิ่วอิงลุกขึ้น
“งั้นเธอเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันจะไปเฝ้าหน้าประตูให้”
ไม่นานเรือก็เทียบท่า
ครั้งก่อนกลับมาตรงเวลาคนเลิกงาน วันนี้กลับเร็ว พระอาทิตย์ยังไม่ตก แสงแดดสาดส่อง
ท่าเรือเงียบไร้ผู้คน
ตามปกติ พวกเขาจะยกอาหารทะเลลงจากเรือก่อน แล้วค่อยขนไปห้องเย็นบนเกาะ
แต่วันนี้มีคนเกือบจมน้ำตาย จึงแบ่งคนพา “หยู่ตัน” ไปโรงพยาบาล ที่เหลืออยู่ขนของ
“เจินเจิน เธอก็ไปโรงพยาบาลตรวจร่างกายหน่อยเถอะ ดำน้ำนานขนาดนั้น อาจมีผลตามมา”
เจียงต้าเซิงพูดอย่างเป็นห่วง เจียงเจินเจินโบกมือ
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูว่ายน้ำเก่ง”
เธอจะเข้าไปช่วยยกของ แต่ถูกปฏิเสธ
“ถ้าไม่ไปโรงพยาบาล ก็กลับบ้านไปพัก พวกเราจัดการเอง”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ๆ กลับไปพักเถอะ”
การดำน้ำลึกเหนื่อยมาก ครั้งนี้เธอดำลึกเป็นพิเศษ ต่อให้เธอบอกว่าไม่เป็นไร ชาวประมงก็ไม่เชื่อ สุดท้ายเธอจึงต้องยอมกลับบ้าน
เธอไม่ได้บอกโจวไห่ฮวาเรื่องช่วยคน กลัวแม่จะเป็นห่วง แต่เรื่องแบบนี้ปิดไม่มิด ไม่นานทั้งหมู่บ้านก็รู้ว่าเธอช่วยคนอีกแล้ว
พ่อแม่ของหยู่ตันหิ้วไข่สิบชั่งมาขอบคุณ
เธอไม่อยากรับ สำหรับเธอเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับพวกเขาไม่ใช่ พวกเขารู้แล้วว่าหยู่ตันจมลึกถึงก้นทะเล
เจียงเจินเจินดำลงไปสิบกว่านาทีจึงช่วยขึ้นมาได้ ความยากลำบากนั้นไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาทำได้
เรียกได้ว่า เพราะเจอเจียงเจินเจิน หยู่ตันถึงได้ชีวิตกลับมา
น้ำใจปฏิเสธยาก เธอจึงรับไข่ไว้ ถามอย่างเป็นห่วง
“หยู่ตันเป็นยังไงบ้าง?”
“ฟื้นแล้วค่ะ”
แม่ของหยู่ตันยิ้มทั้งน้ำตา
“หมอบอกว่าถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อย คงไม่รอดแล้ว”
เจียงเจินเจินถอนหายใจโล่ง
“ดีแล้วค่ะ”
หลังจากพวกเขากลับไป เธอมองไข่ในมือ
“แม่ เราจะทำยังไงกับไข่พวกนี้ดี?”
บ้านเลี้ยงไก่หกตัว วันหนึ่งก็ได้ไข่สี่ห้าฟอง พออยู่แล้ว
แต่ตอนนี้มีไข่เพิ่มมาอีกสิบชั่ง คงกินไม่ทัน
“ดองไข่สิ”
โจวไห่ฮวาตอบ
“ดองไข่เค็ม เธอชอบไข่แดงเค็มไม่ใช่เหรอ?”
แค่คิดถึงไข่แดงเค็ม น้ำลายก็แทบไหล
“ได้เลย ดองไข่เค็ม!”
แต่ทันใดนั้น เธอสังเกตว่าใบหน้าแม่ไม่ค่อยดี
“แม่ เป็นอะไร?”
โจวไห่ฮวาถอนหายใจ ไม่พูด
เจียงเจินเจินลองถาม
“เพราะหนูลงทะเลช่วยคนใช่ไหม?”
โจวไห่ฮวาเหลือบมองเธอ พอแล้ว เธอเข้าใจ
เธอวางไข่ เดินเข้าไปกอดแขนแม่
“แม่รู้ว่าหนูว่ายน้ำเก่ง แล้วครั้งนี้ก็มีวาฬอยู่ด้วย หนูรู้ว่าวาฬจะพาหนูขึ้นมา ถ้าไม่มีมัน หนูจะไม่ลงไปแน่”
โจวไห่ฮวาจึงค่อยคลายใจ
“แม่ไม่ได้ห้ามเธอช่วยคน แต่อยากให้เธอนึกถึงแม่กับชุนเฟิงชุนเจียวก่อน”
เจียงเจินเจินพยักหน้ารัว
“หนูจะจำไว่ค่ะ”
โจวไห่ฮวายังรู้สึกว่าเธอตอบส่งๆ จึงเตือนอีก
“อย่าไว้ใจวาฬมากเกินไป มันก็เป็นสัตว์ จะเข้าใจคนได้ยังไง ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิดล่ะ?”
เจียงเจินเจินเลิกคิ้ว ไม่เห็นด้วยเลย
“วาฬของหนูฉลาดมาก มันเข้าใจคำพูดหนู!”
บทที่ 122: ห้องเย็นเต็มแล้ว
เจียงเจินเจินพักอยู่บ้านสองวัน กำลังจะออกทะเลอีกครั้ง แต่กลับได้รับข่าวว่าทุกคนจะหยุดพักสองวันนี้ และในสามวันข้างหน้าจะยังไม่ออกเรือ
เรื่องนี้ชวนแปลกใจ เพราะเธอไม่เคยได้ยินว่าชาวประมงจะมีวันหยุด
พอสอบถามจึงรู้ว่า ห้องเย็นบนเกาะเต็มแล้ว
เป็นที่รู้กันว่าอาหารทะเลต้องแช่แข็งเก็บรักษา หากไม่มีห้องเย็น ต่อให้จับปลาได้มากแค่ไหน ก็ได้แต่มองมันเน่าเสีย
เว้นเสียแต่ว่า... จะแบ่งปลาให้ทุกบ้านไปทำปลาเค็มตากแห้ง
แต่เมื่อวันก่อนก็เพิ่งแบ่งปลาไปแล้ว ตอนนี้แทบทุกบ้านมีปลากองพะเนิน ต่อให้ได้มาอีกก็ไม่มีที่ตาก
“แล้วไม่ได้แจ้งสถานีสหกรณ์ให้มารับของหรือ?” เจียงเจินเจินถาม
เจียงต้าเซิงช่วยเธอนำปลาหมักออกจากโอ่ง วางเรียงบนตะแกรงตากพลางตอบ
“ปกติคนจากสหกรณ์จะมาทุกสิบวัน ไม่เคยมีกรณีห้องเย็นเต็มแบบนี้”
“แต่ตอนนี้เราจับปลาได้มากขึ้นไม่ใช่หรือ?”
“ก็ใช่”
เจียงต้าเซิงพยักหน้า
“ตอนกลับจากทะเลครั้งแรก เลขาธิการกองก็ส่งโทรเลขไปแจ้งแล้ว ให้เขามาเร็วหน่อย แต่ดูเหมือนทางสหกรณ์จะไม่ใส่ใจ ยังไม่มาเลย”
“งั้นก็ส่งโทรเลขเร่งสิ!”
เจียงเจินเจินพูดทันที
เจียงต้าเซิงส่ายหน้า
“เร่งแล้ว เขาบอกว่ากำลังรับของที่เกาะอื่น อย่างเร็วสุดก็อีกสามวันถึงจะมาได้”
เขายักไหล่
“เพราะงั้นเราก็ต้องหยุดอีกสามวัน”
เจียงเจินเจินคิดในใจ
ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้อาศัยเวลานี้ไปซิงก่าง เอาปลาทูน่าที่บ่มกรดครบแล้วสองตัวไปขายให้เจ้าของร้านอาหารทะเล
แต่เธอก็อดถอนใจไม่ได้
“ถ้าเราขายอาหารทะเลเองได้ก็คงดีนะ”
เจียงต้าเซิงหัวเราะเบาๆ
“ขายเองก็ต้องไปตั้งแผงที่ตลาดเผิงเฉิง แต่วันหนึ่งจะขายได้สักเท่าไหร่? เมืองติดทะเลอย่างเผิงเฉิง ของทะเลไม่ขาด คนจะซื้อของเราทำไม? สุดท้ายก็ต้องพึ่งสหกรณ์ เขามีช่องทางกระจายไปทั่วประเทศ”
เจียงเจินเจินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด ตอนนี้ระบบตลาดเสรียังไม่พัฒนา จะหาทางระบายของเองก็ยากจริงๆ
แต่เมื่อเผิงเฉิงพัฒนาในอนาคต คนเก่งๆจะหลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสทางธุรกิจ ถึงตอนนั้นคงมีคนฉลาดช่วยเปิดตลาดให้อาหารทะเลแน่นอน
เจียงต้าเซิงไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร พอวางปลาบนตะแกรงเสร็จ ก็ล้างมือแล้วกล่าวว่า
“จริงสิ วันนี้มาบอกเธอว่า ตอนสี่โมงครึ่งจะมีประชุมทีม อย่าลืมไปล่ะ”
ดวงตาเจียงเจินเจินเป็นประกาย
“ประชุมเรื่องอะไร? จะแบ่งที่ดินแบ่งเรือ หรือจะซื้อเรือเครื่องยนต์แล้วหรือ?”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง”
พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าเจียงต้าเซิงก็ดูอ่อนใจ
หลังจากกลับจากทะเลครั้งก่อน เขาเคยเสนอซื้อเรือเครื่องยนต์ แต่เลขาธิการกองยืนกรานว่า สถานการณ์ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว จับปลาได้มากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ชาวประมงควรพอใจ อย่าคิดเรื่องเพ้อฝัน
ถึงเกาะสุริยันข้างๆจะมีเรือเครื่องยนต์ ผลจับปลาก็ไม่ได้ต่างจากเกาะเยว่มากนัก
พูดง่ายๆคือ ตั้งแต่เจียงเจินเจินขึ้นเรือ เขายิ่งมั่นใจว่าเรื่องซื้อเรือเครื่องยนต์คงไม่เกิดขึ้น แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเล่าให้เธอฟังให้กังวล
เขากระแอมเบาๆ
“รายละเอียดไม่รู้หรอก ไปแล้วก็รู้เอง”
เจียงเจินเจินเลิกคิ้ว เจียงต้าเซิงก็ล้างมือออก
“ฉันกลับก่อนล่ะ เธอพักผ่อนให้ดี อย่าลืมประชุมตอนเย็น”
“ไม่ลืมแน่นอน”
แม้ไม่ต้องออกทะเลกับพวกชาวประมง เจียงเจินเจินก็ไม่คิดอยู่เฉย ซักผ้าเสร็จแล้วก็บอกโจวไห่ฮวา ก่อนมุ่งหน้าไปทะเลอีกครั้ง
สองวันนี้เธอลงทะเลทุกวัน เก็บอาหารทะเลมาขาย เมื่อรู้จักเจ้าของร้านที่ซิงก่างแล้ว ก็ต้องใช้โอกาสให้คุ้ม
แม้ฟาร์มหอยผีเสื้อขาวจะผลิตไข่มุกป่าให้เธอได้ แต่จะพึ่งไข่มุกอย่างเดียวไม่ได้ หอยจะมีไข่มุกหรือไม่ ราคาเท่าไร ล้วนขึ้นกับดวง
อาหารทะเลบางชนิดราคาต่อหน่วยไม่สูง แต่สะสมมากๆก็ได้เงินก้อน มั่นคงกว่าและยั่งยืนกว่า
เช้าวันนั้นเธอทำงานจนเที่ยง กลับมากินข้าว บ่ายลงทะเลอีก กลับถึงบ้านหลังสามโมง
วันนี้ได้ของดีมาก นอกจากของทั่วไป ยังได้ปลิงทะเล ปูเสือ กุ้งมังกรตั๊กแตน และปลากระพงปากเหลือง ซึ่งเป็นชนิดราคาสูง
ก่อนกลับบ้าน เธอหยิบปลากะพงเหลืองตัวใหญ่หนึ่งตัวกับหอยสังข์พวงหนึ่งออกจากมิติ คืนนี้จะทำปลากะพงเหลืองตุ๋นซีอิ๊ว กับหอยสังข์ผัด ทั้งครอบครัวชอบสองเมนูนี้
ตามแผน เธอจะเริ่มทำอาหารตอนสามโมงครึ่ง เพราะประชุมสี่โมงครึ่ง
แต่แผนมักไม่ทันการณ์ ตอนบ่ายสามโมงกว่า เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียววิ่งกลับบ้าน
“คุณอา! คุณย่า! คืนนี้จะฉายหนัง!”
เด็กสองคนตะโกนลั่น
เจียงเจินเจินได้ยินคำว่า “ฉายหนัง” ดวงตาเป็นประกายทันที
เธอไม่ได้ดูหนังมานานแล้ว ชีวิตก่อนหน้านี้ยุ่งวุ่นวาย ไม่มีเวลาพักผ่อน แม้จะมีหนังออกใหม่ทุกปี เธอก็ไม่เคยเข้าโรงหนัง แม้แต่หนังฟรีทางทีวีก็ไม่ค่อยได้ดู
ในความทรงจำ หนังที่ประทับใจที่สุดคือหนังขาวดำที่ทั้งหมู่บ้านเคยดูด้วยกันตอนเด็ก
“จะฉายหนังจริงหรือ?”
น้ำเสียงเธอตื่นเต้น
เจียงชุนเฟิงพยักหน้าแรง
“จริงสิ! คุณอา รีบทำกับข้าวเถอะ กินเสร็จจะได้ไปจองที่ ถ้าช้าได้อยู่ข้างหลังแน่!”
แม้อยากดูหนังมาก เจียงเจินเจินก็ยกมือดูเวลา
“…ตอนนี้เพิ่งสามโมงครึ่งเองนะ”
วันนี้เจียงต้าเซิงบอกว่าประชุมตอนสี่โมงครึ่ง หนังคงฉายหลังประชุม ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอก?
เจียงชุนเฟิงทำท่าตกใจเกินจริง
“สามโมงครึ่งแล้ว! ทำข้าวเสร็จก็ห้าโมง กินเสร็จก็ห้าโมงครึ่ง ถ้าไปช้ากว่านั้นไม่มีที่ดีๆแล้ว!”
บทที่ 123: เริ่มประชุม
เจียงเจินเจินเอื้อมมือไปขยี้ปลายจมูกของเจียงชุนเฟิงอย่างเอ็นดู พลางพูดขำๆ
“เจ้าหนู นับเวลาเป็นด้วยเหรอ? แต่บ้านไหนเขาทำกับข้าวตั้งชั่วโมงครึ่งกัน?”
เจียงชุนเฟิงทำปากยื่น
“งั้นเมื่อไหร่จะเริ่มทำล่ะ?”
เจียงเจินเจินจึงอธิบายอย่างใจเย็น
“ถึงจะดูหนังตอนกลางคืน ก็ต้องหลังประชุมก่อน เราเริ่มทำตอนสี่โมงครึ่ง ห้าโมงครึ่งก็เสร็จ กินเสร็จประมาณหกโมง พอดีกับเวลาเริ่มประชุม”
เจียงชุนเฟิงส่ายหัวแรง
“ไม่ได้ ไม่ได้ ห้าโมงครึ่งช้าเกินไป ที่ดีๆต้องโดนโช่วหยวี๋แย่งหมดแน่ พวกเราจะได้แต่นั่งข้างหลัง ถ้านั่งข้างหลังจะดูไม่ชัด”
เจียงเจินเจินกอด.อก พิงกรอบประตู หัวเราะหยอก
“ตอนนี้เธอไม่ใช่หัวหน้าเด็กๆในหมู่บ้านแล้วเหรอ? โช่วหยวี๋ได้ที่ดีๆ แค่พูดคำเดียว เขาก็สลับให้ไม่ใช่เหรอ?”
เจียงชุนเฟิงตบ.อกตัวเอง
“ทำแบบนั้นได้ยังไง! ผมเป็นพี่ใหญ่ จะเอาเปรียบน้องได้ยังไง!”
เจียงเจินเจินขยี้จมูกเขาอีกครั้ง เลิกคิ้วถาม
“โอ้โห มีน้ำใจเหมือนกันนะ?”
เจียงชุนเฟิงเชิดคาง
“แน่นอน…คุณอา จะเริ่มทำกับข้าวได้ยัง?”
เจียงเจินเจินหัวเราะอย่างจนปัญญา
“เอาล่ะ เอาล่ะ เริ่มสี่โมงไม่ได้เหรอ? คืนนี้เราจะกินหอยสังข์ผัด หอยที่เพิ่งจับมาต้องแช่น้ำให้คายทรายครึ่งชั่วโมงก่อน”
พอได้ยินคำว่าหอยสังข์ เจียงชุนเฟิงกลืนน้ำลาย ก่อนยอมพยักหน้า
“ก็ได้ งั้นคุณอารีบให้มันคายทรายเร็วๆนะ”
เจียงเจินเจินส่ายหน้าอย่างขำขัน ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะเป็นสายกินเงียบๆ
วิธีคายทรายที่ง่ายที่สุดคือแช่น้ำเกลือ เธอใส่น้ำลงกะละมัง เติมเกลือ ล้างหอยหนึ่งรอบก่อน แล้วแช่ไว้ เปลี่ยนน้ำทุกสิบนาที สองสามรอบ จากนั้นหยดน้ำมันเล็กน้อย จะช่วยให้คายทรายเร็วขึ้น
พอจัดการหอยเสร็จ ก็เกือบสี่โมงแล้ว เธอแกะเนื้อ ล้าง สไลซ์ แล้วลวกเตรียมไว้ ขั้นตอนผัดจึงปล่อยให้โจวไห่ฮวาจัดการ
ต่อมาเธอก็เริ่มจัดการปลากะพงเหลืองตัวใหญ่ ขอดเกล็ด เอาเหงือกและเครื่องในออก ล้างให้สะอาด
ขณะทำงานในลานบ้าน กลิ่นหอยผัดลอยออกมาจากครัว หอมจนเธอน้ำลายไหล
เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวไม่ออกไปเล่นแล้ว กลับไปนั่งยองๆหน้าครัว ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“คุณย่า หอยผัดเสร็จหรือยัง?”
“คุณย่า หอมมากเลย หนูน้ำลายไหลแล้ว”
“คุณย่า ขอชิมก่อนคำหนึ่งได้ไหม?”
เจียงเจินเจินหัวเราะตาหยี ถือปลากะพงเดินไปหน้าครัว เตะก้นเด็กทั้งสองเบาๆ
“ไปๆ อย่ามานั่งตรงนี้ ยิ่งนั่งยิ่งอยากกิน ไปเล่นในบ้าน เดี๋ยวเรียกตอนข้าวเสร็จ”
พอไล่ เด็กๆก็ยอมออกไป เธอก็เข้าไปช่วยโจวไห่ฮวาสับกระเทียม ต้นหอม ผักต่างๆ หุงข้าว
ก่อนห้าโมง อาหารก็เสร็จ วันนี้มีแค่สองจาน หอยสังข์ผัดกับปลากะพงเหลืองตุ๋นซีอิ๊ว
แต่ทั้งสองจานหอมเย้ายวน โดยเฉพาะหอยผัด ใส่แครอท พริกเขียว แตงกวา สีแดงเขียวสดใส น่ากินมาก
“กินปลาเยอะๆ”
เจียงเจินเจินตักปลาใส่ชามเด็กทั้งสอง เด็กพยักหน้ารัว ปากเต็มจนพูดไม่ได้
“อย่ากินรีบ ยังไม่หกโมงเลย”
โจวไห่ฮวาทนดูไม่ไหว รีบเตือน
คืนนี้ไม่มีซุป เจียงเจินเจินจึงรินน้ำให้คนละถ้วย
“ดื่มน้ำด้วย ระวังสำลัก”
พูดจบยังไม่ทันไร เจียงชุนเฟิงก็สำลักทันที
เธอรีบตบหลังให้ พอเขาหายดี เธอทำหน้าดุ
“กินช้าๆ ถ้ากินเร็วอีก จะไม่ให้ไปดูหนัง”
เวลาทำหน้าจริงจัง เจียงเจินเจินก็ดูน่าเกรงขามไม่น้อย
เด็กสองคนมองเธออย่างระมัดระวัง ไม่กล้ากินมูมมามอีก
“คุณอา อย่าโกรธนะ” เจียงชุนเจียวพูดเบาๆ
“อาไม่ได้โกรธ”
เธอพูดเสียงเรียบ
“แต่กินเร็วเกินไปจะไม่ดี สำลักอาจถึงตาย หนังเรื่องเดียวจะคุ้มกับชีวิตไหม?”
เจียงชุนเฟิงกลืนข้าวคำหนึ่ง
“ขอโทษครับ คุณอา”
เจียงชุนเจียวก็พูดตาม
“ขอโทษค่ะ คุณอา”
“เอาล่ะ กินต่อ แต่ห้ามทำแบบนี้อีก เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้ว!”
หลังอาหาร จานถูกกวาดเกลี้ยง แทบไม่เหลือแม้แต่เศษ
โจวไห่ฮวากับเจียงเจินเจินลุกเก็บถ้วยชาม พริบตาเดียวก็เห็นเด็กสองคนยืนมองอย่างกระสับกระส่าย
เจียงเจินเจินโบกมือ
“ไปก่อนเลย เอาเก้าอี้ไปจองที่ สองคนยกไปคนละสองตัว จองให้อากับย่าด้วย”
เด็กสองคนส่งเสียงเฮ รีบยกเก้าอี้วิ่งออกไปทันที
สองแม่ลูกไม่ได้รีบไปกองบัญชาการ เพราะประชุมหกโมง จึงล้างถ้วยชาม ทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยๆเดินไปอย่างสบายๆ
ระหว่างทางพบชาวบ้านมากมาย ทุกคนเพิ่งกินข้าวเสร็จ สีหน้าแจ่มใส เห็นเจียงเจินเจินก็ทักทายอย่าง.อบอุ่น
ไม่ใช่แค่ถามว่ากินข้าวหรือยัง แต่ชมว่าเธอ “เก่งขึ้นทุกวัน” “ยิ่งโตยิ่งสวย” “กตัญญู” เธอรู้สึกว่าความนิยมในหมู่บ้านไม่เคยสูงเท่านี้มาก่อน
ลานหน้ากองบัญชาการแน่นขนัด แม้เธอจะมาช้า แต่พอไปถึง คนข้างหน้าก็โบกมือเรียก ยอมสละที่นั่งให้
“คุณย่า!”
“คุณอา!”
“ทางนี้!”
ลานกว้างเสียงอื้ออึง แม้เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวจะตะโกนสุดเสียง ก็ยังเบากว่าเสียงคนรอบข้าง
แต่หูของเจียงเจินเจินไวมาก เธอได้ยินทันที มองไปตามเสียง เห็นเด็กสองคนนั่งแถวหน้า
เธอดึงแขนเสื้อโจวไห่ฮวา ชี้ไปทางนั้น
“แม่ ชุนเฟิงกับชุนเจียวอยู่นั่น ไปตรงนั้นกัน”
เด็กสองคนตัวเล็ก ถูกกลืนไปกับฝูงชน
โจวไห่ฮวาไม่เห็นเลย แต่ก็เชื่อใจลูกสาว เดินตามไปทันที
บทที่ 124: รางวัล
ฝ่าฝูงชนเบียดเสียดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็เบียดมาถึงแถวหน้าได้
เจียงชุนเจียวตบเก้าอี้ข้างตัวเอง แล้วโบกมือเรียก
“คุณย่า คุณอา นั่งตรงนี้!”
โจวไห่ฮวาเพิ่งจะเห็นหลานตัวน้อยของตัวเอง ชูมือโบกกลับอย่างดีใจ
“มาแล้ว มาแล้ว”
เพราะเป็นแถวแรก จึงมองเห็นโต๊ะด้านหน้าชัดเจน
เจียงเจินเจินกวาดสายตาไป ก็เห็นเครื่องฉายภาพยนตร์ตั้งอยู่ ดูท่าว่าคืนนี้จะมีหนังฉายจริงๆ
คนรอบข้างกำลังพูดคุยกันคึกคัก บ้างก็เดาว่าคืนนี้จะฉายเรื่องอะไร บ้างก็พูดถึงครั้งสุดท้ายที่หมู่บ้านฉายหนัง บ้างก็ถกเถียงกันว่าในบรรดาหนังที่เคยดู เรื่องไหนดีที่สุด
ฟังแล้วเจียงเจินเจินอดย้อนคิดถึงหนังที่ตัวเองเคยดูไม่ได้
เธอคิดว่า “สงครามอุโมงค์” สนุกที่สุด
ภาพตอนทหารและชาวบ้านร่วมมือกันปราบปีศาจญี่ปุ่นจนแตกพ่าย ยังติดตา หลังจากนั้นเธอกับเพื่อนๆยังเล่นบททหารปลดปล่อยสู้ศัตรูอยู่นาน
ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอได้รับบท “ฝ่ายธรรมะ” เพราะตัวสูงแข็งแรง เพื่อนๆบอกว่าทหารปลดปล่อยต้องดูองอาจกว่าฝ่ายญี่ปุ่น
นึกถึงเรื่องขำๆในวัยเด็ก มุมปากของเธอก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ขณะนั้นเอง ผู้นำกองหลายคนทยอยออกมาจากอาคาร ขึ้นไปยืนบนเวทีด้านหน้า
“เงียบหน่อย เงียบหน่อย”
เสียงของเจียงเหอผิงดังผ่านลำโพงสายสีน้ำเงินสองตัว ไม่นานผู้คนก็ค่อยๆเงียบลง
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเวที ครู่หนึ่ง เลขาธิการกองก็เริ่มพูด
“วันนี้เรียกทุกคนมาประชุม มีสองเรื่องที่จะพูด”
“เรื่องแรก ต้องขอบคุณกองทัพที่ส่งเครื่องฉายหนังมาให้เรา ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ดูหนัง”
พูดจบก็หยุดเล็กน้อย ชาวบ้านปรบมือกึกก้อง
“หนังที่ฉายวันนี้ เพิ่งออกเมื่อปีที่แล้ว เป็นหนังที่พวกเราไม่เคยดูมาก่อน ชื่อเรื่องว่า ‘เสี่ยวฮวา’ หวังว่าทุกคนจะตั้งใจดูให้ดี”
ผู้ใหญ่บางคนตอนแรกยังเฉยๆ แต่พอได้ยินว่าเป็นหนังใหม่ที่ไม่เคยดูมาก่อน ก็ตื่นเต้นทันที
“จริงเหรอ หนังใหม่จริงๆเหรอ?”
หลังจากเสียงซุบซิบซาลง เลขาธิการกองยกมือกดอากาศเป็นสัญญาณให้เงียบ แล้วพูดต่อ
“อีกเรื่องหนึ่ง…ช่วงนี้ทุกคนน่าจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับสมาชิกดีเด่นของกองเรา สหายเจียงเจินเจิน ที่ลงทะเลช่วยคนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง ใช่ไหม?”
ชาวบ้านตอบพร้อมกันเสียงดัง
“ได้ยิน!”
เจียงเจินเจินซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าหัวแทบมึน ถ้ารู้ว่าเรียกประชุมเพราะเรื่องนี้ เธอคงรีบมาห้ามตั้งแต่แรก
เลขาธิการกองกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหายเจียงเจินเจินช่วยคน เมื่อเดือนก่อน เธอช่วยโช่วหยวี๋ในหมู่บ้าน และยังช่วยสหายจากกองทัพปลดปล่อยอีกคน ตอนนั้นทหารยังมอบธงเกียรติยศให้เธอ ทุกคนจำได้ใช่ไหม?”
“จำได้!”
เสียงตอบดังสนั่น
“จิตวิญญาณเสียสละของสหายเจียงเจินเจิน ไม่เพียงสืบทอดคุณธรรมจากพ่อแม่ แต่ยังส่งเสริมคุณค่าที่งดงามนี้ให้เจิดจ้า ควรค่าแก่การเรียนรู้ของพวกเราทุกคน”
“ดังนั้น หลังจากประชุมหารือ กองของเราตัดสินใจมอบรางวัลให้สหายเจียงเจินเจิน เป็นวิทยุหนึ่งเครื่อง!”
ทันทีที่คำพูดจบ ลานกว้างก็ระเบิดเสียงเฮ
บางคนปรบมือ บางคนโห่ร้อง บางคนหันไปแสดงความยินดี ไม่มีใครคัดค้าน
แม้บางคนอาจอิจฉา แต่ในบรรยากาศแบบนี้ ใครก็ไม่กล้าแสดงออก
“ขอเชิญสหายเจียงเจินเจินขึ้นมารับรางวัล!”
เลขาธิการกองยิ้มมองเธอ
เจียงเจินเจินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนกลัวสังคมไปชั่วขณะ ไม่อยากขึ้นเวทีเลย
ลังเลอยู่ไม่กี่วินาที จนโจวไห่ฮวาสะกิดหลายครั้ง เธอจึงลุกขึ้น
ท่ามกลางสายตาร้อนแรงนับร้อยคู่ เดินขึ้นเวทีอย่างกล้าหาญ
เลขาธิการกองหยิบวิทยุขึ้นมา ยิ้มกว้าง เตรียมมอบให้ แต่เธอกลับพูดก่อน
“ลุงคะ หนูไม่สมควรได้รางวัลนี้ คนที่กระโดดลงทะเลช่วยไม่ใช่มีแค่หนู พี่ต้าเซิง พี่ต้าเหยาก็ลงไปเหมือนกัน”
เลขาธิการกองพยักหน้าอย่างพอใจในความถ่อมตัว
“ใช่ ลุงรู้ แต่เธอเป็นคนแรกที่กระโดด และเป็นคนเดียวที่ช่วยขึ้นมาได้”
เจียงเจินเจินตอบ
“เพราะหนูว่ายน้ำเก่ง แล้วก็โชคดีเท่านั้นค่ะ”
เลขาธิการกองขมวดคิ้วเล็กน้อย
“วิทยุเครื่องนี้ ไม่ได้ให้เพราะช่วยหยู่ตันครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการช่วยโช่วหยวี๋กับสหายทหารก่อนหน้านี้ สหายเจียงเจินเจิน เธอสมควรได้รับ รับไว้เถอะ”
เสียงผ่านลำโพงกระจายไปทั่วลาน ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกน
“ใช่แล้ว เจินเจิน รับไว้เถอะ!”
อีกคนก็ร้องตาม
“รีบรับเถอะ!”
เจียงเจินเจินหันไป สบตาเจียงต้าเซิงที่ยิ้มให้กำลังใจ
เจียงเหอผิงเดินเข้ามาใกล้
“ถ้าใครในกองช่วยคนสามครั้งติดโดยไม่คิดถึงตัวเอง กองก็ให้รางวัลเหมือนกัน เจินเจิน รับไว้เถอะ”
เมื่อทุกคนพูดเช่นนั้น เธอจึงได้แต่ขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนรับวิทยุไว้
วิทยุราคาเกินร้อยหยวน ในยุคนี้ถือเป็นรางวัลล้ำค่าอย่างยิ่ง
ในใจเธอรู้ดี หมู่บ้านคงไม่ได้ให้แค่เพราะเธอช่วยคน แต่ยังเพราะเธอช่วยให้หมู่บ้านจับปลาได้มากขึ้นด้วย
หลังลงจากเวที เธอส่งวิทยุให้โจวไห่ฮวา โจวไห่ฮวากอดไว้แน่น วางไม่ลง
ส่วนเจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียว กำลังอวดเพื่อนๆอย่างภูมิใจ
สมกับเป็น “ราชาเด็ก” คนใหม่ของหมู่บ้านเจียง
เจียงชุนเฟิงตบ.อกพูดเสียงดัง
“เดี๋ยวจะชวนพวกนายมาบ้านฟังวิทยุ!”
หลังความคึกคักซาลง คนบนเวทีก็ยกโต๊ะออก กางจอผ้าขาว
เมื่อแสงสีปรากฏบนจอ เสียงดนตรีแรกดังจากลำโพง ผู้คนก็เงียบโดยอัตโนมัติ
ทุกสายตาจับจ้องจอภาพ ภาพแรกคือพายุโหมกระหน่ำ ครอบครัวหนึ่งสูญเสียทารกหญิงแรกเกิด
ภาพตัด เด็กสาวหน้าตางดงามยืนอยู่บนคันดิน จ้องมองทหารปลดปล่อยที่เดินผ่าน
ราวกับกำลังค้นหาใครบางคน…
บทที่ 125: ขายปลาทูน่า
ยุคนี้หนังสีกำลังเพิ่งเริ่มแพร่หลาย และนี่เป็นครั้งแรกที่ชาวเกาะเยว่มาดูหนังสี ทุกคนอุทานด้วยความตื่นตา แต่ไม่นานก็จมดิ่งเข้าไปในเรื่องราว
เนื้อเรื่องเล่าถึงครอบครัวยากจนที่จำใจขายลูกสาวแท้ๆของตนชื่อเสี่ยวฮวา แล้วภายหลังก็รับเด็กหญิงทารกที่กองทัพแดงทิ้งไว้มาเลี้ยง และตั้งชื่อว่าเสี่ยวฮวาเช่นกัน
กว่าสิบปีผ่านไป ญาติพี่น้องได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แต่กลับไม่รู้จักกัน ทว่าอุดมการณ์และความเชื่อเดียวกันทำให้พวกเขาร่วมกันเขียนบทเพลงแห่งวีรบุรุษ
หลายฉากซาบซึ้งจับใจ ความผูกพันของพี่น้องทั้งสามทำให้ชาวบ้านหลายคนถึงกับหลั่งน้ำตา
เจียงเจินเจินเองก็ดูอย่างตั้งใจ จนหนังจบก็ยังรู้สึกไม่อิ่มใจ
ระหว่างเดินกลับบ้าน โจวไห่ฮวายังพูดไม่หยุด
“ลูกสาวดีขนาดนั้น ทำไมถึงทิ้งกันได้ ถ้าเด็กสองคนโตมาด้วยกันคงดีแค่ไหน”
เด็กสองคนวิ่งกระโดดนำหน้า เจียงเจินเจินเดินตามหลัง คล้องแขนแม่ บนทางเดินเงียบสงบใต้แสงจันทร์
เสียงพูดคุยของแม่กับความทรงจำจากหนัง ทำให้ช่วงเวลานั้นเหมือนเดินช้าลง
……
“เถ้าแก่วิน ฉันมาอีกแล้ว!”
เจียงเจินเจินเข็นรถเข็นมาส่งของ ยืนยิ้มอยู่หน้าร้านอาหารทะเลที่เคยขายปลาเก๋ามังกรครั้งก่อน
เช้านี้เธอมาซิงก่างแต่เช้า ซื้อรถเข็น กล่องโฟม และน้ำแข็งบด
จากนั้นหาที่ลับตาคน นำปลาทูน่าที่ผ่านการคลายกรดแล้วสองตัว ปลากระพงปากเหลืองสองตัว ปลาอีสเทิร์นสตาร์สองตัว กุ้งตั๊กแตนทะเล และปูเสืออีกจำนวนหนึ่งออกมาใส่กล่อง
เถ้าแก่วินกำลังคุยกับลูกค้าอยู่ พอได้ยินเสียงก็หันมา เห็นเป็นเธอก็ยิ้มกว้าง รีบเดินมาทัก
“โอ้ สหายเจียงนี่เอง”
เจียงเจินเจินกล่าว
“วันนี้เอาอาหารทะเลมาส่งอีกค่ะ”
เธอมองลูกค้าในร้าน
“วันนี้ร้านคึกคักจังเลยนะคะ?”
พูดถึงเรื่องนี้ เถ้าแก่วินยิ่งยิ้มแย้ม
“ต้องขอบคุณปลามังกรของคุณ ผมลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ คนเลยแห่มากันเพียบ วันนี้มีของหายากอะไรอีกล่ะ?”
เจียงเจินเจินโบกมือ
“ไม่ใช่ของหายากหรอกค่ะ แค่ปลาทูน่า”
ตาเถ้าแก่วินเป็นประกาย
“ทูน่า? เร็วๆ เปิดดูหน่อย”
เธอทยอยยกกล่องโฟมลงจากรถ
เถ้าแก่วินเข้ามาช่วย แต่กล่องหนักเกินไป เขาขยับไม่ไหว
กำลังจะเอ่ยปากให้ช่วยยก ก็เห็นเธอใช้มือซ้ายจับกลางกล่อง มือขวารองขอบอีกด้าน แล้วยกขึ้นอย่างง่ายดาย
เถ้าแก่วินตาโต เริ่มสงสัยว่าตัวเองกะน้ำหนักผิดหรือไม่
พอเธอวางลง เขาลองขยับเองอีกครั้ง กล่องไม่ขยับเลย ผลักเต็มแรงจึงขยับได้เพียงนิดเดียว
เห็นท่าทางเขา เธอถามอย่างจริงจัง
“วางตรงนี้เกะกะลูกค้าไหมคะ ต้องย้ายไหม?”
เถ้าแก่วินรีบส่ายหน้า
“ไม่ๆ ไม่ต้อง”
เมื่อยกกล่องลงครบ เขาพูดด้วยสีหน้าชื่นชม
“สหายเจียง คุณแรงเยอะขนาดนี้ได้ยังไง?”
เธอยิ้ม
“ติดตัวมาตั้งแต่เกิดค่ะ”
เถ้าแก่วินจุ๊ปาก
“งั้นเปิดกล่องเลยไหม?”
“เปิดเลยค่ะ”
เธอฉีกเทปบนกล่อง เผยให้เห็นปลาทูน่าฝังอยู่ในน้ำแข็ง
เถ้าแก่วินก้มดูใกล้ๆ ร้อง “เอ๊ะ!”
“นี่คือปลาทูน่าครีบน้ำเงิน! ยาวขนาดนี้ อย่างน้อยสามสี่ร้อยชั่งใช่ไหม?”
เจียงเจินเจินยิ้ม
“ใช่ค่ะ ครีบน้ำเงิน เลือดก็ไล่ออกเรียบร้อยแล้ว”
ครั้งก่อนวาฬส่งปลาครีบเหลืองให้เธอต่อหน้าชาวประมง ต่อมาฝูงวาฬส่งครีบน้ำเงิน
ปลาทูน่าครีบน้ำเงินโตช้า ต้องว่ายน้ำตลอดเวลา จึงเพาะพันธุ์ยาก แต่เป็นสุดยอดวัตถุดิบซาชิมิ ราคาสูงเสมอ
แม้จะเป็นสายพันธุ์แปซิฟิก ก็ยังขายได้ราคาแพงมาก
ขณะนั้นเอง ชายคนหนึ่งที่ยืนดูอยู่เริ่มขยับ ตะโกนถาม
“ขายเท่าไหร่? ขายต่อให้ผมได้ไหม?”
สีหน้าเถ้าแก่วินมืดลงทันที หันไปพูดเสียงแข็ง
“ของเข้าร้านผมแล้ว ก็เป็นของผม!”
อีกฝ่ายสวนทันที
“ยังไม่ได้จ่ายเงินเลย ของก็ยังเป็นของคนเสนอราคาสูงสุด!”
เขาหันมายิ้มให้เจียงเจินเจิน
“สาวสวย ขายให้ผมเถอะ ชั่งละสามสิบหยวน”
เถ้าแก่วินถ่มลมหายใจ
“นึกว่าจะเสนอสูง ผมก็ให้สามสิบได้!”
“งั้นผมสามสิบสอง!”
“ผมสามสิบห้า!”
ทั้งสองเถียงกันเหมือนประมูล หน้าแดงคอแข็ง
เจียงเจินเจินเห็นท่าว่าจะทะเลาะ จึงรีบยืนคั่นกลาง ยกมือห้าม
“พอแล้ว พอแล้ว อย่าทะเลาะเลยค่ะ”
เธอมองชายอีกคน
“ปลาสองตัวนี้ ฉันตั้งใจเอามาขายให้เถ้าแก่วิน ตกลงกันแล้วคงไม่เปลี่ยน แต่คุณฝากข้อมูลติดต่อไว้ได้ ถ้าครั้งหน้ามีทูน่า จะขายให้คุณ”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจ
เถ้าแก่วินยิ้ม อีกฝ่ายก็ยิ้ม ถามทันที
“ยังมีครีบน้ำเงินอีกไหม?”
เธอไม่ตอบชัด เพียงกล่าว
“อีกสองวันจะเอามาให้ค่ะ”
ชายคนนั้นพยักหน้า ทิ้งที่อยู่ไว้ แล้วเดินออกไป
บทที่ 126: เช่าบ้าน
หลังจากชายคนนั้นจากไป เถ้าแก่วินก็อธิบายว่า
“เขาชื่อเฮ่าจยาเว่ย เพิ่งเปิดร้านขายของญี่ปุ่นไม่นาน ก่อนหน้านี้ปลามังกรที่คุณขายให้ผม เขาก็สนใจมาก ช่วงนี้แทบจะมาถามทุกวันว่ามีของหายากอีกไหม”
เจียงเจินเจินคิดในใจ
มิน่าล่ะ ถึงกล้ารับทูน่าทั้งตัว แถมเสนอราคาสูงขนาดนั้น
หลังจากนั้นก็เริ่มชั่งน้ำหนักทูน่า
ตัวหนึ่งหนักประมาณ350ชั่ง อีกตัว290ชั่ง รวมทั้งหมด640ชั่ง
เถ้าแก่วินพูด
“ถ้าคิดชั่งละ35หยวน…”
เขากดเครื่องคิดเลขอย่างรวดเร็ว
“รวมทั้งหมด22,400หยวน”
เจียงเจินเจินรีบส่ายหน้า
“ไม่ต้องค่ะ คิดชั่งละ30หยวนก็พอ”
เธอเคยสอบถามมาก่อน ราคาทูน่าขึ้นอยู่กับขนาด
อย่างตัวหนักราว25ชั่ง ราคาทั่วไปประมาณ30หยวนต่อชั่ง ดังนั้น35หยวนถือว่าสูงแล้ว
เถ้าแก่วินทำหน้าจริงจัง
“ไม่ได้ ผมพูดไปแล้วว่า35ก็ต้องจ่าย35”
เธอยิ้ม
“35นั่นคุณแค่ตะโกนแข่งกับเถ้าแก่เฮ่า ถ้าจ่ายจริงคุณขาดทุนแน่ คิด30ก็พอ คุณก็ไม่ได้กำไรมากอยู่แล้ว”
เถ้าแก่วินนิ่ง เด็กคนนี้พูดถูก
เจียงเจินเจินจึงพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“เอา30ตามนี้เถอะค่ะ ถ้ารู้สึกเกรงใจ ฉันยังมีอาหารทะเลธรรมดาอีกหลายอย่าง คุณให้ราคาดีหน่อยก็พอ”
เถ้าแก่วินถอนหายใจ
“งั้นผมรับน้ำใจคุณแล้วกัน”
ทูน่าสองตัวรวมกับอาหารทะเลอื่นๆ ยอดสุดท้ายรวม22,000กว่าหยวน
เมื่อได้เงินแล้ว เจียงเจินเจิน.อดคำนวณในใจไม่ได้ ถ้าทูน่าแต่ละตัวขายได้ราวหมื่นหยวน ในมิติของเธอยังมีอีกหลายตัว เท่ากับยังมีเงินอีกหมื่นกว่าหยวนรออยู่
ความเร็วในการสะสมทรัพย์สินแบบนี้ ทำให้หน้าเธอร้อน ใจเต้นแรง
เธอถึงกับคิดว่า ถ้าวาฬกับพวกมันส่งทูน่ามาให้อีกสองตัว เธอก็ซื้อบ้านในซิงก่างได้แล้ว!
ไม่ๆๆ ต้องใจเย็น
ปกติบริเวณเกาะเยว่มีวาฬแค่ไม่กี่ตัว ถ้าฝูงวาฬจำนวนมากมาวนเวียนจับทูน่าให้เธอทั้งปี ต้องสะดุดตาแน่
วันหนึ่งอาจขึ้นข่าวต่างประเทศ ถูกนักวิทยาศาสตร์สติเพี้ยนจับตามอง เธออยากมีชีวิตยืนยาวอีกสักหน่อย!
เธอเก็บเงินเข้ามิติ สูดหายใจลึกๆ ดึงสติกลับมา เธอไม่ได้กลับบ้านทันที แต่หันไปยังธนาคารใกล้ๆ
อนาคตเธอต้องมาขายอาหารทะเลที่นี่บ่อยๆ ถ้ายอดซื้อขายสูง ใช้เงินสดตลอดคงลำบาก เปิดบัญชีธนาคารดีกว่า
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ตอนเปิดบัญชีต้องกรอกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์
เธอถือปากกามองแบบฟอร์มอยู่นาน สุดท้ายทำหน้าเหนื่อยใจ วางใบสมัครครึ่งหนึ่งแล้วเดินออกมา ยืนอยู่บนถนนในซิงก่าง
เธอครุ่นคิด ควรซื้อบ้านก่อนแล้วค่อยเปิดบัญชีไหม?
แต่ซื้อบ้านแพงเกินไป เงินตอนนี้พอแค่เช่า...
เช่า?
ดวงตาเธอเป็นประกาย
แม้ค่าเช่าในซิงก่างจะแพง แต่เช่าบ้านแล้ว อย่างน้อยก็มีพื้นที่ส่วนตัว ครั้งหน้ามาขายอาหารทะเล ไม่ต้องหาที่ลับตาคนเพื่อหยิบของจากมิติอีก
แต่เธอไม่คุ้นเคยซิงก่าง จึงต้องพึ่งบริษัทนายหน้า
บริษัทที่เธอหาเจอเปิดอยู่ริมถนน เข้าไปปุ๊บ พนักงานก็พาไปนั่งโซฟาอย่างกระตือรือร้น ยกชามาให้
เธอพูดตรงๆ
“ฉันอยากเช่าบ้านแถวนี้ ถ้าได้ชั้นล่าง และเช่าทั้งหลังจะดีมาก”
บ้านแบบนี้มีแน่ แต่ราคาไม่ถูก
พนักงานมองเสื้อผ้าเธอ ไม่มีแบรนด์ดัง จึงเตือนอย่างสุภาพ
“แถวนี้ค่าเช่าไม่ถูกนะคะ ถ้าเช่าทั้งหลัง อย่างน้อยเดือนละสองถึงสามพันหยวน”
ยุคนี้ซิงก่างถือว่าพัฒนาแล้ว เงินเดือนเฉลี่ยประมาณสองพันหยวน ดังนั้นค่าเช่าสองพันถือว่าสูงมาก
เจียงเจินเจินเตรียมใจไว้แล้วว่าแพง แต่ไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้
เธอเม้มปากถาม
“มีที่ถูกกว่านี้ไหม?”
พนักงานยังไม่ทันตอบ หญิงแต่งหน้าจัดที่เดินผ่านมากลับหัวเราะเยาะ
“ไม่มีเงินก็ไปเช่าที่เกาลูนวอลล์สิ มาทำท่ารวยอะไรแถวนี้!”
พนักงานที่รับเธอโมโหทันที ลุกขึ้นตะโกน
“เฉินเจียฮุย เธอเป็นบ้าอะไร! จะมาหาเรื่องฉันเหรอ!”
เจียงเจินเจินเข้าใจทันที สองคนนี้มีเรื่องกันมาก่อน เธอแค่โดนลูกหลง
ทั้งคู่ไม่ได้ทะเลาะต่อ หญิงแต่งหน้าจัดแค่นหัวเราะ เดินส่ายสะโพกจากไป
พนักงานนั่งลงอีกครั้ง สีหน้าขอโทษ
“ขอโทษจริงๆนะคะคุณเจียง ทำให้คุณลำบากใจ”
เจียงเจินเจินโบกมือ
“ไม่เป็นไรค่ะ…เอ่อ ที่เธอพูดถึง เกาลูนวอลล์คือที่ไหน?”
พนักงานชะงัก มองเธออย่างแปลกใจ
“คุณไม่รู้จักเกาลูนวอลล์?”
เธอลังเลเล็กน้อย คำถามดูโง่เกินไปหรือเปล่า?
โชคดีที่พนักงานไม่ได้ซักไซ้ รีบอธิบาย
“เกาลูนวอลล์เป็นพื้นที่สามไม่สนในซิงก่าง…”
ทางเหนือของมงก๊กมีถนนชื่อ Boundary Street แบ่งคาบสมุทรเกาลูนออกเป็นสองส่วน
ใต้ถนนเรียกว่าเกาลูน เหนือถนนเรียกว่าเขตใหม่ ปลายถนนด้านตะวันออกผ่านสนามบินไคตั๊ก ด้านหลังสนามบินคือเกาลูนวอลล์
พื้นที่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ซิงก่าง และอังกฤษ ต่างไม่เข้าไปจัดการ
ตอนทำสัญญาเช่าเกาะ ระบุว่าพื้นที่นี้ยังเป็นของจีน แต่รัฐบาลแผ่นดินใหญ่ไม่ต้องการเข้าไปยุ่ง เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการยั่วยุ
รัฐบาลอาณานิคมอังกฤษเคยพยายามเข้าควบคุม แต่ถูกชาวเมืองคัดค้าน ตำรวจซิงก่างไม่มีอำนาจเข้าไป จึงไม่มีใครควบคุม ค่อยๆกลายเป็นดินแดนไร้กฎหมาย
อาชญากรหลบหนีมาปักหลัก เต็มไปด้วยคดีฆาตกรรม ปล้น การพนัน และโสเภณี
บทที่ 127: บัตรธนาคาร
พนักงานทำหน้ารังเกียจเล็กน้อย จุ๊ปากแล้วพูดว่า
“อย่าดูว่าพื้นที่มันเล็กนะคะ แต่คนแน่นมาก บ้านข้างในทั้งสูงทั้งเบียดกัน กลางวันยังแทบไม่เห็นแสงแดด
คนเป็นหมื่นอาศัยอยู่รวมกัน แต่มีห้องน้ำสาธารณะแค่สองแห่ง น้ำไฟก็ตัดบ่อย พูดได้เลยว่าสกปรก เหม็น และวุ่นวาย
ถึงค่าเช่าจะถูกมาก แต่ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย ใครพอมีเงินหน่อยก็ไม่มีทางไปอยู่ที่นั่นหรอกค่ะ”
เจียงเจินเจินฟังเหมือนกำลังฟังนิยายแฟนตาซี อ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะได้สติ กลืนน้ำลายแล้วพูดว่า
“โชคดีนะคะที่ฉันยังมีเงินติดตัวอยู่นิดหน่อย”
ค่าเช่าเดือนละสองถึงสามพันหยวน พูดตามตรง เธอเจ็บใจมาก แม้ตอนนี้เธอมีเงินอยู่ห้าหมื่นกว่าหยวน หาเงินก็ไม่ยาก แต่สำหรับคนที่เคยจนมาทั้งชีวิต เงินจำนวนนี้ยังถือว่าเยอะมาก
พนักงานเห็นสีหน้าลังเลของเธอ จึงถามอย่างสุภาพ
“คุณเจียงรับค่าเช่าได้เท่าไหร่คะ?”
เจียงเจินเจินเม้มปาก
“…หนึ่งพัน”
หนึ่งพันหยวนจริงๆก็ไม่ถือว่าน้อย เช่าบ้านดีๆในซิงก่างได้แน่นอน แต่…
พนักงานยิ้มขอโทษ
“หนึ่งพันแถวนี้ค่อนข้างยากนะคะ จะลองพิจารณาพื้นที่ที่ไกลออกไปไหม?”
“ไกลแค่ไหน?”
พนักงานกำลังจะอธิบาย ก็นึกขึ้นได้ว่าเจียงเจินเจินยังไม่รู้จักเกาลูนวอลล์
คงเพิ่งมาจากแผ่นดินใหญ่ จึงพาเธอไปดูแผนที่ซิงก่าง ชี้ตำแหน่งให้ดู
“ประมาณตรงนี้ค่ะ”
เจียงเจินเจินขมวดคิ้ว เธออยากเช่าบ้านเพื่อขายอาหารทะเลสะดวกขึ้น แต่ที่นี่ไกลตลาดเกินไป ไม่เหมาะเลย
พนักงานสังเกตสีหน้า รู้ว่าเธอไม่พอใจ จึงพูดโน้มน้าว
“ตอนนี้ราคาบ้านและค่าเช่าในซิงก่างขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่เช่าตอนนี้ อนาคตอาจแพงกว่านี้ ถ้าจะเช่าใกล้ๆ ในงบหนึ่งพันค่อนข้างยาก คุณเจียงจะลองลดเงื่อนไขไหมคะ?”
เจียงเจินเจินส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ความจริงจะหาที่ลับตาคนเอาของจากมิติก็แค่ยุ่งยากหน่อย เธอรับได้ ส่วนเรื่องที่อยู่กับเบอร์โทรสำหรับเปิดบัญชี เดี๋ยวไปคุยกับเถ้าแก่วิน ใช้ที่อยู่ร้านเขาก็ได้
แน่นอนว่าไม่ใช้ฟรี เธอสามารถให้ค่าตอบแทนได้
หลังออกจากบริษัทนายหน้า เธอไม่เสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว ตรงกลับไปที่ร้านอาหารทะเลของเถ้าแก่วิน
ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยง เถ้าแก่วินกำลังกินบะหมี่ พอเห็นเธอก็วางตะเกียบลงทันที
หลังเธออธิบายจุดประสงค์ เถ้าแก่วินตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล แม้แต่ถามก็ไม่ถามว่าทำไมไม่ใช้ที่อยู่บ้านตัวเอง
เมื่อเธอเสนอค่าตอบแทน เขากลับปฏิเสธ
“วันนี้ผมเพิ่งรับน้ำใจคุณเรื่องทูน่า กำลังคิดจะหาทางตอบแทนอยู่เลย คุณเปิดโอกาสให้ผมแล้ว”
เขายิ้มกว้าง เผยฟันขาวเรียงสวย
“ก็แค่ที่อยู่ จะใช้ยังไงก็ใช้ไปเถอะ”
เจียงเจินเจินหัวเราะ
“งั้นฉันขอใช้เลยนะคะ”
เธอกำลังจะจากไป เถ้าแก่วินถามขึ้น
“เอ๊ะ กินข้าวหรือยัง?”
เธอหัวเราะแห้งๆ
“กินแล้ว กินแล้ว!”
แล้วรีบวิ่งหนี
ความจริงยังไม่ได้กินเลย ยุ่งทั้งเช้า ลืมไปเสียสนิท พอถูกเตือนก็รู้สึกหิวทันที
เธอลูบท้อง มองหาร้านเล็กๆข้างถนน
ซิงก่างพื้นที่เล็ก คนเยอะ ร้านอาหารเล็กๆมีทุกหัวมุม
เธอเลือกที่ดูคึกคักที่สุด สั่งเมนูยอดนิยมของร้าน รสชาติอร่อยมาก
เธอกินอย่างพอใจ กินไปครึ่งชั่วโมง ดูเวลาแล้วเพิ่งจะก่อนบ่ายโมง พนักงานธนาคารคงยังไม่เริ่มงาน เธอจึงไปตลาดขายส่งที่เคยซื้อนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์
นาฬิกาที่ซื้อครั้งก่อนส่งให้หลี่หลินหมดแล้ว อีกกว่าสิบวันถึงจะส่งล็อตใหม่ แต่เธอกลัวเกิดเหตุฉุกเฉินในหมู่บ้าน อาจมาไม่ทัน จึงตัดสินใจตุนของเพิ่ม
ครั้งนี้ซื้อนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์รวมประมาณสองพันกว่าหยวน แบบต่างๆราคาต่างกัน รวมแล้วกว่า200เรือน ซื้อเสร็จก็เกือบบ่ายสองครึ่ง
ในซิงก่างมีธนาคารมากมาย เธอเลือกไป HSBC
เพราะตอนออกจากตลาด เห็นโปสเตอร์โฆษณาอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มชุดโบราณรูปหล่อ ยิ้มสดใส ถือบัตรธนาคาร ข้างๆเขียนว่า “HSBC การเงินที่ใช้ง่าย”
บังเอิญเธอจำเขาได้ ชาติที่แล้วเคยดูละครของเขา ติดงอมแงมอยู่พักหนึ่ง
เธอจำได้ดีว่า ชาติที่แล้วเธอเพิ่งได้บัตรธนาคารใบแรกในศตวรรษที่21 ธนาคารที่ออกบัตรได้ในยุคนี้ จะธรรมดาได้อย่างไร?
ยิ่งจ้างดาราดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ยิ่งไม่น่าจะเล็ก ดังนั้นเธอจึงเดินเข้าไปในอาคารธนาคาร
ครั้งนี้ตอนกรอกข้อมูล เธอเขียนที่อยู่และเบอร์ร้านเถ้าแก่วินอย่างคล่องแคล่ว พร้อมยื่นเอกสารยืนยันตัวตน
พนักงานพิมพ์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ ไม่นานก็ให้เธอชำระค่าธรรมเนียมบัตร สุดท้ายพนักงานบอกว่า
“ภายในสามถึงห้าวัน ธนาคารจะจัดส่งบัตรไปที่บ้านคุณ”
เจียงเจินเจินชะงัก
“อะไรนะคะ ไม่ให้ตอนนี้เลยหรือ?”
พนักงานตอบอย่างชำนาญโดยไม่เงยหน้า
“การทำบัตรต้องใช้เวลา กรุณารอที่บ้าน บัตรจะถูกจัดส่งภายในสามถึงห้าวัน และภายในสองเดือน กรุณาฝากเงินเข้าบัญชีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จำนวนเท่าไรก็ได้ มิฉะนั้นบัญชีจะถูกระงับ คุณผู้หญิงมีคำถามอื่นไหมคะ?”
เจียงเจินเจินอึ้ง
“…อ้อ ค่ะ ไม่มีแล้วค่ะ”
“ถ้าไม่มี ขอให้มีความสุขนะคะ สวัสดีค่ะ”
บทที่ 128: ผู้สื่อข่าว
“เจินเจิน แม่เพิ่งเห็นคนจากสถานีสหกรณ์การค้า (กงเซียวเซ่อ) มาแล้ว จะไปช่วยหน่อยไหม?”
เช้าตรู่ เจียงเจินเจินยังนอนหลับอยู่บนเตียง ก็ถูกโจวไห่ฮวาปลุกขึ้นมา
เธองัวเงีย ลืมตาขึ้นเล็กน้อยมองแม่
“แม่?”
ผ่านไปสองสามวินาที เธอเบิกตากว้าง ลุกพรวดนั่งบนเตียง
“คนจากสถานีสหกรณ์มาแล้วเหรอ?”
โจวไห่ฮวาพยักหน้า
“ใช่ มารับของ จะไปช่วยไหม?”
สถานีสหกรณ์มีเรือของตัวเอง ปกติใช้ตระเวนรับสินค้าตามเกาะรอบๆ ตอนนี้เรือจอดอยู่ที่ท่าเรือแล้ว
ห้องเย็นอยู่ห่างจากท่าเรือประมาณสองลี้ ไม่ไกลนัก แต่ของในห้องเย็นมีมาก ต้องใช้คนจำนวนมากช่วยขน
เจียงเจินเจินขยี้ตา
“กี่โมงแล้ว ทำไมมาเช้าขนาดนี้?”
โจวไห่ฮวายิ้มอย่างจนปัญญา
“ยังเช้าอีกเหรอ เก้าโมงจะครึ่งแล้วนะ”
“เก้าโมงแล้ว?!”
คราวนี้เธอตื่นเต็มตา เสียงก็ดังขึ้นชัดเจน
“รีบแต่งตัวเถอะ แม่จะไปอุ่นข้าวให้”
โจวไห่ฮวาหันจะออกจากห้อง แต่สายตาสะดุดกับกล่องโฟมสีขาวขนาดใหญ่ในห้อง
“นี่คืออะไร?”
ช่วงนี้เธอไม่ได้เข้าห้องลูกสาวเลย นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นกล่องแยกกรดทูน่า
เจียงเจินเจินคว้าเสื้อผ้าบนเตียง สวมไปตอบไป
“ทูน่าค่ะ ฉันกำลังไล่กรดให้มันอยู่”
โจวไห่ฮวาชะงัก
“…ทูน่า? เอามาจากไหน? หรือที่วาฬให้มา? ไม่ใช่ว่าเก็บไว้ในห้องเย็นแล้วเหรอ?”
เจียงเจินเจินรีบใส่กางเกงกับเสื้อแขนสั้น หันมามองกล่องโฟมบนพื้น
“ใช่ที่จิ้งจิ้งให้ค่ะ แต่ไม่ใช่ต่อหน้าชาวบ้าน หลังจากนั้นมันแอบเอามาให้อีกตัว ฉันเลยไม่ได้บอกใคร ตั้งใจว่าจะเอาไปขายที่ตงซื่อในอีกสองวัน”
คำพูดของเธอมีช่องโหว่หลายจุด แต่โจวไห่ฮวาเชื่อใจลูกสาวมาก จึงไม่ซักถาม เพียงพยักหน้า
“งั้นขายเงียบๆ อย่าให้ใครรู้”
เจียงเจินเจินหัวเราะ
“ค่ะ”
“แล้วต่อให้ไล่กรด ก็อย่าวางไว้ในห้องนอน กลิ่นคาวแรงจะตายไป ห้องเก็บของทางทิศตะวันตกไม่ใช่เหรอ เอาไปไว้ตรงนั้นสิ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวกลับมาจะย้าย ตอนนี้ฉันไปช่วยขนของที่ห้องเย็นก่อน”
เธอแต่งตัวเสร็จ กระโดดลงจากเตียง
“งั้นแม่รีบอุ่นข้าวให้”
โจวไห่ฮวาพูดจบก็ออกไป
เจียงเจินเจินใส่รองเท้า วิ่งออกมาล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็ว ตะโกนเข้าครัว
“แม่ ฉันไปห้องเย็นก่อน เดี๋ยวกลับมากิน!”
แล้วก็รีบออกจากบ้าน
“กินก่อนค่อยไปสิ!”
โจวไห่ฮวาเดินมาถึงหน้าครัว เห็นเพียงแผ่นหลังลูกสาวที่หายลับไปแล้ว
เธอถอนหายใจ
“เด็กคนนี้ ไม่กินอิ่มจะเอาแรงที่ไหนทำงาน”
วันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ออกทะเล จึงมาช่วยกันที่ห้องเย็นกันมาก
ตอนเจียงเจินเจินมาถึง คนแทบล้น
เจียงต้าเหยาพึ่งขนรอบแรกเสร็จ กำลังจะกลับเข้าไป เห็นเธอจึงโบกมือ
“มาทำไม?”
เจียงเจินเจินเดินเข้าไป
“พี่เหยา มาดูว่าช่วยอะไรได้ไหม”
เขาเผลอพูด
“ผู้หญิงจะมาทำอะไร—”
คำว่า “ดูคึกคัก” ติดคอทันที
ในฐานะคนที่เคยถูกเทียบพละกำลังกับเธอ เขาไม่มีสิทธิ์พูดแบบนั้น
เจียงเจินเจินยิ้มมุมปาก เขาไอแห้งๆ
“คนพอแล้ว ห้องเย็นใกล้ว่างแล้วล่ะ”
ทั้งสองเข้าไปดู เหลือกล่องอาหารทะเลไม่มากจริงๆ
เจียงต้าเหยาไปยกกล่องหนึ่ง เจียงเจินเจินกำลังจะยก จู่ๆก็มีเสียงเรียกชื่อเธอ
หันไปดู เป็นเจียงเหอผิงกำลังโบกมือ
“เจินเจิน มานี่หน่อย มีเรื่องจะบอก”
เธอวางกล่อง เดินเข้าไป
“มีอะไรหรือคะ ลุงเหอผิง”
เขายิ้มเต็มหน้า
“เรื่องดีๆ วันนี้ได้รับโทรเลขจากหนังสือพิมพ์มณฑลตง พวกเขาได้ยินเรื่องวีรกรรมของเธอ อยากส่งนักข่าวมาสัมภาษณ์!”
แม้จะมาสัมภาษณ์เธอ แต่เธอก็เป็นคนเกาะเยว่ หนังสือพิมพ์ต้องเขียนถึงเกาะเยว่และหมู่บ้านเจียงเจียแน่นอน
เจียงเหอผิงดีใจมาก คนในกองพลที่รู้ข่าวก็ดีใจกันหมด มีเพียงเจียงเจินเจินที่ดีใจไม่ออก นั่นคือหนังสือพิมพ์ระดับมณฑล
ยุคนี้ข่าวสารหลักมาจากหนังสือพิมพ์ พอตีพิมพ์แล้ว คนทั้งมณฑลอาจรู้จักเธอ
นี่มันขัดกับหลัก “รวยเงียบๆ” ของเธอชัดๆ เธออยากทำเงินแบบไม่สะดุดตา
เจียงเหอผิงเห็นสีหน้าเธอ
“เป็นอะไร?”
เธอเกาหัว
“ลุง พอจะห้ามนักข่าวไม่ให้มาได้ไหมคะ ฉันไม่รู้จะพูดอะไร”
เขาหัวเราะ
“ถ้าผู้นำระดับมณฑลจะมา จะห้ามได้ยังไง? ไม่รู้จะพูดก็ไม่เป็นไร มาสัมภาษณ์ที่กองพลนี่แหละ มีลุงกับลุงฝูหยุนอยู่ด้วย นักข่าวถามอะไรก็ตอบตามจริง ถ้ามีอะไรไม่เหมาะสม เราจะช่วยเตือนเอง”
เจียงเจินเจินถอนหายใจ
เรื่องนี้ปัดไม่ได้ ถ้าฝืนปฏิเสธ อาจทำให้หัวหน้ากองพลลำบาก
“ก็ได้ค่ะ”
เธอบิดหูตัวเองเบาๆ สีหน้ายังลำบากใจ
“นักข่าวจะมาเมื่อไหร่คะ?”
“วันที่1 มิถุนายน”
เจียงเหอผิงหัวเราะ
“ตรงกับวันเด็กพอดี วันนั้นอย่าออกทะเลหรือออกไปไหนล่ะ ได้ยินจากแม่เธอว่า ช่วงนี้เธอไม่เคยอยู่บ้านเลย ไม่ออกทะเลก็ออกไปข้างนอก…”
บทที่ 129: ไข่มุกหอยสังข์
เวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาถึงวันที่1 มิถุนายน
เช้าตรู่ โจวไห่ฮวาปลุกเจียงเจินเจินตั้งแต่เช้า เร่งให้เธอล้างหน้า แต่งตัวให้เรียบร้อย พร้อมทั้งหยิบชุดใหม่มาให้เปลี่ยน
“เสื้อผ้าใหม่เหรอ?”
เจียงเจินเจินลืมตาขึ้น มองเสื้อในมือแม่ที่วางอยู่ข้างเตียง
เสื้อตัวนั้นเป็นสีขาว ลายจุดเล็กๆสีแดง น้ำเงิน และเหลือง ดูสดใสแบบเรียบง่าย
โจวไห่ฮวายิ้ม
“แม่ซื้อผ้ามาแล้วเย็บเอง ลองใส่ดูสิ ว่าสวยไหม”
แม้เจียงเจินเจินจะรู้สึกว่าสไตล์หวานๆแบบนี้ไม่ค่อยเข้ากับตัวเอง แต่เธอก็รับมาใส่อย่างยินดี
“แม่เย็บตอนไหน ทำไมหนูไม่เห็นแม่ตัดเย็บเลย?”
โจวไห่ฮวาย้อนถามยิ้มๆ
“แล้วลูกเคยอยู่บ้านตอนไหนบ้างล่ะ?”
เจียงเจินเจินหัวเราะ
“ก็จริงค่ะ”
ชุดพอดีตัวมาก เอวไม่รัดไม่หลวม ความยาวกำลังดี เธอยกแขนดู รักแร้ก็ไม่ตึง ใส่สบายมาก
“แม่ พอดีเป๊ะเลย ฝีมือแม่ดีจริงๆ”
แต่โจวไห่ฮวากลับขมวดคิ้ว มองหน้าลูก แล้วมองชุด
“ตัดผมอีกแล้วใช่ไหม? แม่บอกให้ไว้ผมยาว ลูกก็ไม่ยอมไว้”
เจียงเจินเจินแตะผมตัวเอง
“ไม่ได้ตัดนะคะ”
อาจเป็นเพราะผมยาวช้า ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนก็ยังไม่ยาวขึ้นเท่าไร
โจวไห่ฮวาพูด
“ต่อไปอย่าตัดแล้ว ผู้หญิงผมยาวดูดีกว่า”
เจียงเจินเจินพยักหน้า
“ค่ะ งั้นหนูจะลองไว้ดู”
ก่อนหน้านี้เธอไว้ผมสั้นเพราะทำงานสะดวก อีกอย่างเคยถูกล้อว่าไว้ผมยาวแล้วไม่สวย
แต่ตอนนี้เธอเกิดใหม่แล้ว เธอชอบผมยาวก็ไว้ผมยาว ใครจะพูดยังไงก็ช่าง
“แม่ ทำอะไรกินคะ หอมมากเลย”
เธอถือกะละมังกับแก้วบ้วนปาก เดินเข้าลานบ้าน กลิ่นอาหารลอยมาแรงมาก
โจวไห่ฮวาตอบ
“พวกลูกชอบกินหอยไม่ใช่เหรอ แม่ผัดหอยสังข์ไว้หนึ่งจาน เคี่ยวโจ๊กหม้อหนึ่ง แล้วก็นึ่งไข่กับไข่หอยเม่น”
หอยสังข์เจียงเจินเจินเป็นคนเอามา แต่ไข่หอยเม่นมาจากไหน?
โจวไห่ฮวาเหมือนรู้ความคิดลูก
“เช้านี้พี่ต้าเซิ่งออกไปจับที่ทะเล เอาหอยเม่นมาให้เรา”
จากนั้นก็หันไปตะโกน
“ชุนเฟิง! ชุนเจียว! แปรงฟันดีๆ หยุดทะเลาะกัน!”
เด็กสองคนหันมาทันที
ชุนเจียวบ่น
“พี่เริ่มก่อน!”
ชุนเฟิงเถียง
“ไม่จริง ผมนั่งก่อน แต่น้องจะมาแย่งม้านั่งผม”
ชุนเจียวทำท่าจะร้องไห้
“นั่นม้านั่งของหนู หนูนั่งตลอด!”
โจวไห่ฮวารีบไปไกล่เกลี่ย
เจียงเจินเจินไม่พูดอะไร ตักน้ำล้างหน้าแปรงฟัน คิดในใจ เด็กพวกนี้พลังงานเหลือเฟือ แค่แย่งม้านั่งก็ทะเลาะกันได้
ล้างหน้าเสร็จ เธอทาครีมบางๆแล้วเข้าครัว เตรียมยกอาหารไปตั้งที่โต๊ะในลานบ้าน
เปิดฝาหม้อ เห็นไข่หอยเม่นนึ่งสี่ถ้วยก่อน เธอลองจับจานด้วยมือเปล่า แต่ร้อนเกินไป จึงหาผ้ามารองมือ
ระหว่างหา สายตาไปสะดุดกับเม็ดกลมสีชมพูสองเม็ดข้างเขียง มันกลมเกือบสมบูรณ์ รูปไข่นิดๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเซนติเมตร
ใต้ผิวเรียบลื่นมีลวดลายเหมือนเปลวไฟเล็กๆบานอยู่ สวยงามมาก
เจียงเจินเจินหยิบขึ้นมา วิ่งออกไปถาม
“แม่ เม็ดนี้มาจากไหน?”
โจวไห่ฮวามองฝ่ามือลูก
“เช้านี้แกะหอยสังข์ออกมาได้”
ที่แท้ก็ไข่มุกหอยสังข์!
ไข่มุกหอยสังข์ หรือเรียกอีกอย่างว่า “คงเค่อจู”
เหมือนไข่มุกที่เกิดในหอยสองฝา ไข่มุกชนิดนี้ก่อตัวในตัวหอยสังข์ และไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ ต้องอาศัยโชคจากธรรมชาติ
ว่ากันว่า ต้องแกะหอยสังข์จำนวนมาก จึงจะได้ไข่มุกที่ใช้การได้เพียงเม็ดเดียว
ทั่วโลกมีไข่มุกหอยสังข์ที่พบได้ปีละเพียงประมาณ 20–30เม็ด และมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะทำเครื่องประดับ
กล่าวคือ ต่อปีมีไข่มุกหอยสังข์ที่สามารถทำเป็นเครื่องประดับงดงามได้เพียงไม่กี่เม็ดเท่านั้น
ไข่มุกสองเม็ดในมือเธอ สีชมพูราวกลีบซากุระ ขนาดใหญ่ รูปทรงดี ถ้านำไปขายที่ซิงก่าง ราคาต้องสูงกว่าไข่มุกธรรมชาติแน่นอน
เธอมองมันอย่างรักไม่วาง
โจวไห่ฮวาไม่รู้คุณค่า เพียงยิ้ม
“แม่กะจะทิ้งแล้ว ถ้าลูกชอบก็เอาไปเล่นเถอะ เจาะรูร้อยเชือกทำสร้อยก็ได้”
“ได้ค่ะ หนูเอาไปนะ”
เธอทำท่าใส่กระเป๋ากางเกง แต่จริงๆส่งเข้าไปในมิติ จากนั้นกลับเข้าครัวทำงานต่อ
ระหว่างทำก็คิด หอยสังข์ชุดนี้จับมาจากที่ไหนกันนะ?
ได้ไข่มุกสองเม็ดในคราวเดียว ควรไปจุดนั้นอีกไหม เผื่อได้อีกล็อต?
ถ้ามีอีกล่ะ? นี่ไม่ใช่ไข่มุก นี่คือเงินทั้งนั้น!
คิดแล้วอยากรีบไปทะเลทันที แต่วันนี้ต้องรับสัมภาษณ์ จึงกดความตื่นเต้นไว้ รอให้นักข่าวกลับก่อนค่อยไป
ประมาณเก้าโมง กระจายเสียงของหมู่บ้านมาบอกว่า นักข่าวจากมณฑลมาถึงแล้ว ให้เจียงเจินเจินรีบไปที่กองพล
ตอนนั้นเธอกำลังเล่นขว้างก้อนหินกับเด็กสองคน ได้ยินก็วางหินทันที ลุกขึ้นจะไป
“เดี๋ยวก่อน”
โจวไห่ฮวาห้ามไว้
“เมื่อกี้เล่นฝุ่น ล้างมือก่อน”
เธอกดปั๊มน้ำ ล้างมือเรียบร้อย กำลังจะออกเดิน ผู้ประกาศเสียงตามสายพูดกับโจวไห่ฮวา
“ป้าไปด้วยนะครับ”
โจวไห่ฮวาตกใจ
“ฉันไปทำไม?”
ผู้ประกาศยิ้ม
“สหายเจียงเจินเจินเป็นลูกสาวของป้า โตมาดีขนาดนี้ ต้องเพราะการเลี้ยงดูของป้าแน่นอน นักข่าวคงมีหลายคำถามอยากสัมภาษณ์ป้าด้วย”
โจวไห่ฮวากำชายเสื้อแน่น
“นี่…นี่…เจินเจินเขาได้ดีเพราะพ่อกับพี่ชายสั่งสอน ฉัน…ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย”
เธอพูดตะกุกตะกักด้วยความประหม่า
บทที่ 130: สัมภาษณ์
ผู้ประกาศเสียงตามสายพูดโน้มน้าวว่า
“ป้า ลูกสาวจะถูกสัมภาษณ์ครั้งแรก ป้าไม่อยากไปดูด้วยตัวเองหรือคะ?”
คำพูดนี้แทงใจโจวไห่ฮวาทันที
เจียงเจินเจินคือจุดอ่อนของเธอ เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เธอเปลี่ยนใจ
เจียงชุนเจียวกับเจียงชุนเฟิงก็อยากไปดูความคึกคักด้วย แต่โจวไห่ฮวาไม่อยากให้ไป กลัวเด็กสองคนทะเลาะกันไม่ดูเวลา ทำให้การสัมภาษณ์เสียบรรยากาศ
ทว่าเจียงเจินเจินกลับไม่กังวล
“ให้พวกเขาไปเถอะค่ะ หนูว่าชุนเจียวกับชุนเฟิงไม่ทำเรื่องแน่ พวกเขาเชื่อฟังมาก”
เมื่อเธอพูดเช่นนั้น โจวไห่ฮวาจึงได้แต่ยอมตกลง
เธอจูงเด็กสองคนเดินตามหลัง พร้อมกำชับข้อควรระวังตลอดทาง ให้จำไว้ให้ดี
ผู้ประกาศพาเจียงเจินเจินไปยังห้องทำงานในที่ทำการกองพล เมื่อมาถึงหน้าประตู เธอชะงักเล็กน้อย เพราะในห้องนั้นมีใบหน้าที่ไม่คาดคิด
ทำไมกู้เผยถึงอยู่ที่นี่?
พอได้สติ สายตาของทั้งสองก็สบกันพอดี
กู้เผยลุกขึ้น ยิ้มบางๆ
“เจินเจินมาแล้วหรือ?”
ทุกคนในห้องหันมามองทางประตู
เจียงเจินเจินเดินเข้าไปท่ามกลางสายตาทั้งหลาย
เจียงเหอผิงต้อนรับอย่าง.อบอุ่น ชี้ไปที่ชายหนุ่มหน้าตาอ่อนโยน สวมแว่น ผมตัดสั้นเรียบร้อย
“สหายนักข่าว นี่คือสหายเจียงเจินเจิน”
จากนั้นหันมาแนะนำ
“เจินเจิน นี่คือสหายหลิวจ้าน นักข่าวจากหนังสือพิมพ์มณฑลตง”
หลิวจ้านยื่นมือออกมา
“สหายเจียงเจินเจิน สวัสดีครับ”
เขาสังเกตเธอตั้งแต่เธอเดินเข้าประตู
พอเห็นใกล้ๆก็ยิ่งแปลกใจ หญิงสาวคนนี้สูงมาก สูงกว่าตัวเขาเสียอีก ไม่แปลกใจเลยที่สามารถลงทะเลช่วยคนได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
เจียงเจินเจินจับมือเขา
“สวัสดีค่ะ”
จากนั้นพูดต่อ
“นักข่าวหลิว แม่กับหลานๆมาด้วย ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
หลิวจ้านรีบส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรแน่นอนครับ”
เขากลับยินดีด้วยซ้ำ เพราะนิสัยและความประพฤติของคน มักได้รับอิทธิพลจากพ่อแม่ การที่แม่เธออยู่ด้วย จะช่วยให้เขาเข้าใจตัวตนของเธอมากขึ้น
“ยืนทำไมกัน นั่งสิ” เจียงเหอผิงเชื้อเชิญ
กู้เผยลุกขึ้น ขยับเก้าอี้ข้างตัว
“เจินเจิน นั่งตรงนี้เถอะ”
ต่อหน้าคนมากมาย เธอปฏิเสธไม่ได้ จึงนั่งลงข้างเขา
ส่วนโจวไห่ฮวา เจียงเหอผิงไปยกเก้าอี้จากห้องข้างๆมาให้ จากนั้นเขาหาถ้วยสะอาด เทชาให้เจียงเจินเจินกับโจวไห่ฮวา
“ลุงเหอผิง หนูทำเองได้ค่ะ”
เธอยื่นมือออกไป เขาหลบมือเธอ
“ตั้งใจตอบคำถามนักข่าวก็พอ”
เธอทำหน้าจนปัญญา แล้วสะกิดกู้เผยเบาๆ กระซิบถาม
“คุณมาทำอะไรที่นี่?”
กู้เผยเพิ่งอ้าปากจะตอบ หลิวจ้านกลับแทรกขึ้น
“ผมเชิญสหายกู้เผยมาเองครับ”
กู้เผยยักไหล่ เป็นอย่างนั้นจริง
เจียงเจินเจินหน้าแดงเล็กน้อย ไม่คิดว่าเสียงกระซิบเบาๆจะถูกได้ยิน
หลิวจ้านพูดต่อ
“ผมทราบจากสำนักงานความมั่นคงเมืองตงซื่อว่า สหายเจียงเจินเจินกับสหายกู้เผยเคยร่วมกันขัดขวางคดีปล้นรถ จับกุมคนร้ายทั้งหมด ส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”
“เพราะเรื่องนี้ ผมจึงตัดสินใจมาสัมภาษณ์ที่เกาะเยว่”
เขาหยุดเล็กน้อย มองกู้เผย
“และสหายกู้เผยด้วย”
ทุกคนในห้องตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องนี้
โดยเฉพาะโจวไห่ฮวา สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ถ้าไม่มีนักข่าวอยู่ เธอคงรีบเข้าไปจับไหล่ลูกสาว ถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น บาดเจ็บไหม
หลิวจ้านสังเกตสีหน้าทุกคน
“ทำไม ทุกคนไม่รู้หรือครับ?”
เจียงเหอผิงส่ายหน้าอย่างจนใจ
“เจินเจิน ทำไมตอนกลับมาไม่บอกพวกเรา?”
เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร
สำหรับเธอ มันเป็นเรื่องเล็ก ไม่จำเป็นต้องประกาศไปทั่ว
เจียงเหอผิงเห็นสีหน้าก็เข้าใจ
“จะเป็นเรื่องเล็กได้อย่างไร นี่คือการทำความดีอย่างกล้าหาญ! เธอไม่คิดว่าเพราะเคยช่วยคนมาหลายครั้งแล้ว เรื่องนี้เลยไม่สำคัญใช่ไหม?”
เจียงเจินเจินหัวเราะแห้งๆ
หลิวจ้านมองเธอ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ผมเพิ่งทราบตอนมาถึงเกาะเยว่ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหายเจียงเจินเจินช่วยชีวิตคน”
กู้เผยพูดขึ้น
“ครั้งที่ช่วยผม น่าจะเป็นครั้งแรก ตอนนั้นน้ำขึ้นสูง ผมเห็นเด็กคนหนึ่งติดอยู่บนโขดหิน ขึ้นลงไม่ได้ ผมใจร้อนเลยลงทะเลไปช่วย แต่ผมประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินไป…”
เขาเริ่มเล่าเหตุการณ์ช่วยชีวิตครั้งแรกของเธอ หลิวจ้านฟังอย่างตั้งใจ มือถือสมุดจด ปากกาบันทึกไปด้วย
บางครั้งก็แทรกถามเจียงเจินเจินถึงความคิดตอนนั้น และขั้นตอนช่วยชีวิต
คำว่า “ผายปอด” ติดอยู่ในคอเธอ พูดไม่ออก
ยุคนี้เป็นทศวรรษ80 บนเกาะที่ยังปิดและล้าหลัง แม้ผายปอดเพื่อช่วยชีวิต แต่การปากประกบปาก ในสายตาคนยุคนั้น คือความใกล้ชิดระหว่างสามีภรรยา
เธอลังเล ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ทันใดนั้น กู้เผยพูดแทน
“เป็นวิธีทั่วไปของชาวประมงครับ ระบายน้ำออกจากปอดและกระเพาะ จากนั้นผมก็หายใจได้อีกครั้ง”
เจียงเหอผิงรีบอธิบายขั้นตอนเพิ่มเติม
หลิวจ้านฟังแล้วพยักหน้า นี่ไม่ใช่วิธีแปลกอะไร แต่เขาก็สงสัยเล็กน้อย ทำไมเมื่อครู่เธอลังเล?
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ซักลึก เขาไม่ใช่ผู้สอบสวน
จากนั้นเจียงเหอผิงกับหลิวจ้านก็เล่าเรื่องปลากลิ่นเหม็นเมาแล้วกระโดดทะเล
เจียงเจินเจินกระโดดลงไปช่วย รวมถึงวาฬเพชฌฆาตช่วยด้วย ช่วงที่น่าอัศจรรย์ที่สุด คือส่วนที่วาฬช่วยนี่เอง
หลิวจ้านตาโต ถึงกับคิดว่าเจียงเหอผิงกำลังเล่านิทานให้ฟัง
“อะไรนะ วาฬเพชฌฆาต… ช่วยคน?”
“ใช่”
เจียงเหอผิงพูดอย่างภูมิใจ
“เจินเจินของเราไม่เหมือนคนธรรมดา เธอมีเพื่อนเป็นวาฬเพชฌฆาต มันเชื่อฟังเธอมาก ไม่เพียงให้เธอขี่หลัง ยังช่วยจับปลา แถมยังเคยเอาทูน่ามาให้เธอด้วย!”
จบตอน
Post a Comment
0 Comments