NV001 ep11-20

บทที่ 11: กองเรือผู้หญิง


โจวไห่ฮวารู้สึกได้ว่าสองสามวันนี้ ท่าทีและน้ำเสียงของเจียงเจินเจินเวลาพูดถึงเฉินเซียงจวินดูแปลกไป เธอ.อดกังวลไม่ได้


“เจินเจิน… เฉินเซียงจวินพูดอะไรกับลูกหรือเปล่า?”


“ไม่มีค่ะ ไม่มี”


เจียงเจินเจินไม่อยากให้แม่กังวล เธอยิ้มอย่างผ่อนคลาย


“เขาอยู่ที่โรงเรียน จะพูดอะไรกับหนูได้ล่ะ หนูแค่พูดเล่นๆ”


หัวข้อนี้พูดต่อไม่ได้แล้ว เธอจึงเปลี่ยนเรื่องทันที


“แม่! หนูไม่อยากทำนาแล้ว หนูอยากออกเรือหาปลา”


มือของโจวไห่ฮวาสั่น ต้นกล้าในมือแทบหล่น เธอสงสัยว่าตัวเองฟังผิด


“ลู…ลูกว่าอะไรนะ?”


“หนูอยากออกเรือค่ะ”


โจวไห่ฮวาปฏิเสธแทบจะทันที


“ไม่ได้! ไม่มีทาง!”


ทั้งสามีและลูกชายของเธอล้วนประสบอุบัติเหตุในทะเล ถ้าเด็กคนนี้เป็นอะไรไปอีก เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?


ไม่ไกลนัก คนที่กำลังดำนา เงยหน้ามามองทางนี้เป็นระยะ


“แม่ ใจเย็นก่อน ฟังหนูก่อนนะ”


เจียงเจินเจินคาดไว้แล้วว่าแม่จะคัดค้าน


“พ่อกับพี่ชายเป็นอุบัติเหตุ หนูแข็งแรงกว่าพวกเขา—”


ยังพูดไม่ทันจบ โจวไห่ฮวาก็ตัดบท น้ำเสียงแข็งกร้าว


“แม่บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้! ต่อให้ต้อง.อดตาย แม่ก็ไม่ให้ลูกขึ้นเรือเด็ดขาด!”


“แม่—”


“พอ! ไม่ต้องพูดแล้ว แม่ไม่อยากฟัง”


เธอก้มหน้าทำงานต่อ ไม่เปิดโอกาสให้เจียงเจินเจินพูดอีก


ขณะนั้น หญิงคนหนึ่งที่ดำนาเร็วที่สุด เพิ่งปลูกต้นกล้าเสร็จหนึ่งแถวเดินย้อนกลับมา ได้ยินบทสนทนาเข้าจึง.อดพูดไม่ได้


“เจินเจิน ลูกเป็นผู้หญิง จะขึ้นเรือทำไม บนเรือมีแต่ผู้ชาย มันไม่สะดวกหรอก”


แล้วเธอก็หันไปปลอบโจวไห่ฮวา


“พี่สะใภ้ไห่ฮวา ไม่ต้องกังวล เจินเจินแค่พูดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ต่อให้เธออยากขึ้นเรือจริง หัวหน้าเรือก็ไม่รับเธออยู่ดี”


เจียงเจินเจินไม่ยอมแพ้


“ทำไมจะไม่รับคะ หนูแข็งแรง ทำงานได้”


“แต่ลูกเป็นผู้หญิง”


เฉินเจียหรงส่ายหน้า ยิ้มอย่างจนใจ


“กฎที่สืบทอดกันมาบนเกาะเรา ผู้หญิงขึ้นเรือไม่ได้”


ความจริง ไม่ใช่แค่เกาะพระจันทร์ แทบทุกพื้นที่ชายฝั่งก็มีธรรมเนียมนี้ คนโบราณเชื่อว่า ผู้หญิงเป็นลางไม่ดี ขึ้นเรือแล้วจะทำให้จับปลาไม่ได้ อาจทำให้เทพแห่งท้องทะเลพิโรธ เกิดอุบัติเหตุ


“แต่หนูจำได้ว่าเมื่อก่อนกองงานเคยตั้ง ‘กองเรือผู้หญิง’ ไม่ใช่หรือคะ?”


เจียงเจินเจินเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้จากคนแก่


“ใช่ เคยตั้ง”


เฉินเจียหรงครุ่นคิด


“คงยี่สิบกว่าปีแล้วมั้ง ตอนนั้นเพิ่งก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชน มีคำพูดว่า ‘ผู้หญิงก็แบกฟ้าได้ครึ่งหนึ่ง’ พวกเราก็คิดว่าผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้ เลยเรียกร้องจะขึ้นเรือ”


“แต่หัวหน้าเรือหัวแข็งไม่ยอมรับ สุดท้ายผู้อำนวยการหญิงของเราไปเจรจากับเลขาฯกองงาน กองงานจึงแบ่งเรือสองลำให้พวกผู้หญิงใช้โดยเฉพาะ กองเรือผู้หญิงจึงเกิดขึ้น”


“แต่…”


เธอส่ายหน้า


“งานบนเรือหนักมาก พายเรือ ลากอวน ยกสัตว์น้ำ บางครั้งต้องออกเรือกลางคืน เจอพายุใหญ่ก็อกสั่นขวัญแขวน”


“ตอนแรกพวกเราฝืนทำเพื่อศักดิ์ศรี แต่เวลาผ่านไปก็มีวันที่ทนไม่ไหว สุดท้ายพอคนไม่พอหนึ่งลำ กองเรือผู้หญิงก็ถูกยุบ”


อีกคนหนึ่งที่เพิ่งปลูกต้นกล้าเสร็จแถว เดินผ่านมาพอดี ได้ยินเข้าจึงเสริม


“แม่ฉันเคยอยู่กองนั้น กลับมาทีไรเหนื่อยจนล้มตัวลงนอน ครึ่งวันยังไม่ฟื้น”


เธอมองเจียงเจินเจิน


“เจินเจิน ฉันรู้ว่าลูกแข็งแรง แต่จะเก่งกว่าผู้ชายได้หรือ? พ่อฉันยังเหนื่อยแทบตายทุกวัน อย่าคิดเลย!”


พูดจบ เธอก็ก้มหน้าทำงานต่อ เร็วเสียจนทิ้งระยะห่างไปหลายเมตร


เฉินเจียหรงเห็นตัวเองถูกแซง ก็รีบก้มหน้าทำงาน เลิกคุยทันที


โจวไห่ฮวาใช้ศอกสะกิดเอวลูกสาว


“เห็นไหม ดูอารงสิ ทำงานเร็ว งานดี ได้คะแนนแรงงานสูงสุดทุกครั้ง ไม่แพ้คนเรือบางคนด้วยซ้ำ ถ้าลูกขยันก็ทำได้เหมือนกัน”


เจียงเจินเจินยิ้ม จะพูดอะไรได้อีกนอกจากพยักหน้า แต่ในใจเธอกำลังคิดหาวิธี ทำอย่างไรให้แม่ยอม ภูเขาก็อยู่ตรงหน้า ทะเลก็อยู่ตรงหน้า จะไม่ใช้ทรัพยากรล้ำค่าเหล่านี้ มันน่าเสียดายเกินไป และเธอยังมี “พื้นที่ลับ” ติดตัวอยู่


เช้านี้ ข้าวต้มร้อนที่เธอเก็บไว้ ยังคงร้อนเหมือนเดิม นั่นหมายความว่าพื้นที่นั้นมีคุณสมบัติรักษาอุณหภูมิ คนออกเรือรู้ดี ปลาอย่างแมคเคอเรล ปลาทูน่า พอขึ้นเรือก็จะตายทันที เก็บในถังน้ำไม่ได้ ต้องแช่แข็งทันที


ยุค80 เรือที่มีห้องแช่แข็งมีไม่มาก ต่อให้มี พื้นที่ก็จำกัด เต็มแล้วต้องกลับฝั่ง เปลืองน้ำมัน เสียเวลา แต่ถ้าเธอใช้พื้นที่นั้นให้ดี จับแมคเคอเรลกับทูน่าได้จำนวนมาก 


ปลาเหล่านี้ราคาสูงมาก อย่างนี้… ไม่รวยได้หรือ?


ชีวิตนี้ เจียงเจินเจินไม่มีความปรารถนาอื่น นอกจากหาเงินให้มาก เพื่อให้เด็กสองคนนั้น มีชีวิตที่ดีในอนาคต


ขณะที่เจียงเจินเจินก้มหน้าทำงาน เฉียนเป่าผิงที่ถูกส่งมาที่สถานพยาบาล ก็ค่อยๆลืมตาขึ้น


“แม่! แม่ตื่นแล้วหรือ!”


หลี่เซียงอวี่จับมือแม่สามีแน่น ตะโกนเรียกพยาบาล


“พยาบาล! แม่ฉันฟื้นแล้ว!”


กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุน ทำให้เฉียนเป่าผิงขมวดคิ้ว


“นี่ที่ไหน?”


“โรงพยาบาลค่ะ”


หลี่เซียงอวี่เฝ้าอยู่ไม่ห่าง ยังไม่ได้ดื่มน้ำสักอึก


“โรงพยาบาล?”


เฉียนเป่าผิงกำลังจะถามว่ามาที่นี่ทำไม แต่ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์เช้านี้ก็ผุดขึ้นมา เธอกระโดดลุกจากเตียงทันที คว้าแขนหลี่เซียงอวี่ถามเสียงร้อนรน


“แล้วเจียงเอ๋อร์โก่วล่ะ?! เจียงเอ๋อร์โก่วอยู่ที่ไหน?!”


บทที่ 12: เงินใบใหญ่


ทันทีที่เฉียนเป่าผิงฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่เธอทำคือถามหาเอ๋อร์โก่ว ทำให้สีหน้าของหลี่เซียงอวี่หม่นลงทันที หรือว่า… ที่เอ๋อร์โก่วพูดเมื่อเช้าจะเป็นความจริง?


“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาไปไหน!”


หลี่เซียงอวี่นึกถึงน้ำลายชาวบ้านที่กำลังจะถ่มใส่ครอบครัวตนเอง น้ำเสียงจึงยิ่งแข็งกระด้าง


“พอแม่เป็นลม ฉันก็รีบพาแม่มาส่งโรงพยาบาล ยังไม่ได้กินอะไรเลยด้วยซ้ำ ใครจะมีเวลาสนใจเอ๋อร์โก่ว!”


เฉียนเป่าผิงได้ยินความไม่พอใจในน้ำเสียงลูกสะใภ้ก็ยิ่งเดือด เธอชี้หน้าด่า


“โง่สิ้นดี! ถ้าเอ๋อร์โก่วหนีไป ฉันก็ต้องแบกชื่อเสียงว่าแอบมีชู้ไปตลอดชีวิตน่ะสิ?!”


หลี่เซียงอวี่อึ้ง ไม่เข้าใจความหมาย


เฉียนเป่าผิงกระแทกเท้า


“ฉันแต่งลูกสะใภ้หัวหมูแบบแกมาได้ยังไง!”


เธอกัดฟัน


“ฉันกับเอ๋อร์โก่วบริสุทธิ์ เข้าใจไหม?!”


“แต่…แต่…”


“แต่อะไร!”


เฉียนเป่าผิงพูดลอดไรฟัน


“ใช่ ฉันให้เงินเขา แต่ฉันให้เงินเขาเพื่อ—”


เธอชะงัก กวาดสายตามองรอบหอผู้ป่วย เห็นว่าคนอื่นไม่ได้สนใจ จึงดึงหลี่เซียงอวี่เข้ามากระซิบ


“จริงๆแล้ว ฉันให้เขาไป…”


หลี่เซียงอวี่ตาโต


“แม่! ทำแบบนั้นได้ยังไง—”


เฉียนเป่าผิงแค่นหัวเราะ


“บ้านหลังนั้นแต่เดิมเป็นของลูกฉัน ตอนนี้ลูกฉันตายแล้ว ฉันจะเอาคืนมาให้ชิงเหอแต่งเมียไม่ได้หรือ? ถ้าโจวไห่ฮวาไม่โลภ ยอมย้ายกลับมาอยู่บ้านใหญ่ดีๆ ฉันจะต้องใช้วิธีแบบนี้ไหม!”


หลี่เซียงอวี่แม้จะเห็นแก่ตัว แต่ยังพอมีมโนธรรม เธอกระซิบเสียงสั่น


“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ นี่มันอาชญากรรมนะ ถ้าเรื่องแตก แม่ต้องติดคุก!”


เฉียนเป่าผิงเหลือบมอง


“แกคิดว่าเรื่องยังไม่แตกหรือไง?”


หลี่เซียงอวี่หน้าซีด


“แตกแล้ว?!”


เฉียนเป่าผิงหรี่ตา เสียงเย็นเฉียบ


“ไม่งั้นเอ๋อร์โก่วจะถูกมัดแล้วโยนเข้าไปในห้องฉันได้ยังไงแต่เช้า นี่มันการแก้แค้นชัดๆ!”


หลี่เซียงอวี่เอามือปิดปาก พูดอย่างโกรธจัด


“ใครทำ! เลวเกินไปแล้ว! จะแก้แค้นก็หาวิธีอื่นสิ ต้องแก้ผ้าเขาแล้วโยนเข้าบ้านเราด้วยหรือ?! ชื่อเสียงแม่พัง ฉันกับลูกก็พลอยซวยไปด้วย!”


เฉียนเป่าผิงหรี่ตา ในใจเธอเดาได้แล้วว่าเป็นใคร ตอนนี้เพียงต้องหาเอ๋อร์โก่วมายืนยันเท่านั้น ส่วนเรื่องกู้ชื่อเสียง… เธอก็เริ่มมีแผนในใจ


เธอดึงเข็มน้ำเกลือออกเอง กระโดดลงจากเตียง โบกมือเรียกหลี่เซียงอวี่


“ไป! ไปหาเอ๋อร์โก่วเดี๋ยวนี้!”

……

เดิมทีเธอคิดจะตามหาแบบเงียบๆ แต่พอกลับถึงหมู่บ้าน กลับถูกคนรู้จักดักเรียก


“สะใภ้เป่าผิง! รีบไปบ้านเอ๋อร์โก่วเถอะ สามีกับลูกชายสองคนของเธอกำลังจะตีเขาตายแล้ว!”


“อะไรนะ?!” หัวใจเฉียนเป่าผิงตกวูบ 


เมื่อคืนเจียงฝูกุ้ยกับลูกชายสองคน เจียงชิงไหล และเจียงชิงเหอ ออกเรือไปตั้งใจจะกลับตอนเย็น ใครจะรู้ว่าเมื่อคืนปลาขึ้นดีมาก แค่คืนเดียวก็เต็มระวางเรือ เมื่อห้องเก็บปลาเต็มก็ต้องกลับฝั่งแต่เช้า


เดิมทีต้องช่วยกันขนปลาลงห้องเย็นก่อน รอเจ้าหน้าที่สถานีจัดจำหน่ายมารับ แต่ระหว่างขนปลา มีคนกระซิบว่า “บ้านพี่ฝูกุ้ยเกิดเรื่อง พี่รีบกลับไปดูเถอะ”


ตอนแรกคนเล่าอ้ำอึ้งไม่อยากพูด แต่พอถูกคาดคั้น ก็เล่าเรื่องเฉียนเป่าผิงจ้างคนปีนเตียงออกมา


“ผมก็ได้ยินต่อๆกันมา อาจจะเข้าใจผิดก็ได้พี่ ข่าวลือมันแพร่เร็ว…”


แต่ยังไม่ทันที่เจียงฝูกุ้ยจะโล่งใจ อีกคนก็พูดเสริม


“ไม่น่าจะข่าวลือนะ เมียผมเห็นกับตาเลย”


คราวนี้ เจียงฝูกุ้ยนั่งไม่ติด วางตะกร้าปลาลง ถอดถุงมือกันน้ำแล้วมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านทันที


ลูกชายทั้งสองตามไปติดๆ ตรงไปบ้านเจียงเอ๋อร์โก่วโดยตรง

……...

หลังเหตุการณ์ตอนเช้า เอ๋อร์โก่วฉวยโอกาสตอนหลี่เซียงอวี่วุ่นวาย เอาผ้าปูที่นอนพันตัว วิ่งกลับบ้าน 


เขารู้แล้วว่าพลาดพูดผิด ทั้งไม่ได้ตามแผน ยังซัดเฉียนเป่าผิงเข้าไปอีก


แต่แล้วไงล่ะ? เขาก็ซวยเหมือนกัน! หนุ่มกำลังวัยฉกรรจ์อย่างเขา ใครอยากไปพัวพันกับยายแก่กัน?!


เขารีบหยิบเงิน20หยวนที่เฉียนเป่าผิงให้มา ตั้งใจจะใช้ให้หมดวันนี้ กันไม่ให้ถูกทวงคืน


ก่อนหน้านี้เขาเห็นเสื้อเชิ้ตขาวสวยมากในห้าง ราคา18หยวน เสียดายไม่กล้าซื้อ ตอนนี้มีเงินแล้ว ใส่เสื้อขาวตัวนั้นเขาจะหล่อขนาดไหน! บางทีอาจหลอกสาวสักคนมาอยู่ด้วยได้!


เขาหยิบหมั่นโถวแห้งมากินรองท้อง ยิ่งคิดยิ่งคึกคัก กินเสร็จก็หยิบเงินออกจากบ้าน


แสงแดดยามเช้าส่องลงมา เอ๋อร์โก่วหยิบธนบัตร “ต้าถวนเจี๋ย” ออกมาส่องกับแสง ตรวจดูว่าของจริงหรือไม่


ทันใดนั้น มือใหญ่ข้างหนึ่งโผล่เข้ามา ฉกธนบัตรไปจากมือเขา!


เอ๋อร์โก่วตาเบิกกว้าง กล้าดียังไงมาแย่งเงินเขา?!


เขากำลังจะคว้าคืน แต่พอเงยหน้าขึ้นก็ชะงักกลางอากาศ


ชายร่างกำยำสามคนยืนจ้องเขาเขม็ง สายตาแดงก่ำด้วยโทสะ


เอ๋อร์โก่วถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ฝืนยิ้มแหย


“ลุงฝูกุ้ย… พี่ชิงไหล… พี่ชิงเหอ…”


เขาเหลือบมองรอบตัวคิดหาทางหนี เจียงฝูกุ้ยจ้องเงินในมือดวงตาแดงก่ำ มือสั่นเล็กน้อย


เขาจำธนบัตรใบนี้ได้ เพราะเขาเองเคยใช้ดินสอขีดรูปดาวห้าแฉกเล็กๆไว้มุมหนึ่งของมัน


บทที่ 13: จบสิ้นทุกอย่าง


ตอนที่เฉียนเป่าผิงไปถึง เจียงฝูกุ้ยกับลูกชายสองคน เจียงชิงไหลและเจียงชิงเหอ กำลังรุมซ้อมเจียงเอ๋อร์โก่วแทบตาย


เอ๋อร์โก่วขดตัวอยู่กับพื้น ยกแขนกอดศีรษะพยายามป้องกันตัวเอง ส่วนเจียงฝูกุ้ยกับลูกชาย ต่างกระหน่ำเตะด้วยแรงทั้งหมดที่มี


ใบหน้าของเอ๋อร์โก่วบวมจนเหมือนหัวหมู เสื้อผ้าขาดวิ่น มุมปากมีเลือดไหลซึม และชาวบ้านรอบๆก็แค่ยืนดู ไม่มีใครเข้ามาห้ามเลย


“หยุดตีได้แล้ว!”


หัวใจเฉียนเป่าผิงแทบหลุดออกจาก.อก เธอรีบเข้าไปดึงเจียงฝูกุ้ย


“หยุด! จะตีให้ตายหรือไง!”


ยิ่งเห็นเฉียนเป่าผิง เจียงฝูกุ้ยยิ่งโกรธจัด ในสายตาเขา นี่คือการปกป้องชู้รัก! เขาปัดเฉียนเป่าผิงล้มลงกับพื้น แล้วกระหน่ำตีหนักกว่าเดิม


เฉียนเป่าผิงพยายามลุกขึ้นห้ามอีกครั้ง คราวนี้เจียงฝูกุ้ยไม่ไว้หน้า ผลักเธอล้มลงอย่างแรง ชี้หน้าด่าเสียงดัง


“ยายแก่ไร้ยางอาย! ถ้าแกยังไม่หลบไป ฉันจะตีแกด้วย!”


หลี่เซียงอวี่ก็รีบเข้ามาดึงสามี


“ชิงไหล! พอได้แล้ว! เอ๋อร์โก่วจะตายแล้ว!”


เจียงชิงไหลยังพอมีสติ เขาเห็นว่าเอ๋อร์โก่วหลับตาสนิท แขนที่เคยป้องกันศีรษะเริ่มตกลง แม้ถูกเตะก็ไม่ตอบสนอง ดูเหมือนหมดสติแล้วจริงๆ พอถูกภรรยาดึงเขาจึงยอมถอย


หลี่เซียงอวี่รีบหันไปดึงเจียงฝูกุ้ยต่อ


“พ่อ! พอเถอะ! แม่บริสุทธิ์นะ! มีคนใส่ร้ายแม่!”


“ใส่ร้าย?!”


เจียงฝูกุ้ยหัวเราะเยาะ


“แล้วเงินในบ้านไปอยู่กับมันได้ยังไง?! เงินมันมีขา.งอกเองหรือไง หรือมันปีนเข้าไปขโมย?”


“เงินต้าถวนเจี๋ยสองใบซ่อนไว้ใต้พื้น บ้านล็อกอย่างดี มันเป็นโจรขั้นเทพหรือไง ถึงรู้ที่ซ่อน?! แล้วขโมยแค่สองใบอีก!”


ยิ่งพูดเขายิ่งเดือด กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด สุดท้ายมีคนไปแจ้งความ ตำรวจมาถึง แยกทั้งสองฝ่ายออก เอ๋อร์โก่วถูกส่งโรงพยาบาล ส่วนเจียงฝูกุ้ยกับลูกชายสองคน ถูกพาไปสถานีตำรวจ


ชาวบ้านที่ยืนดู ต่างสลายตัวกลับบ้าน ท้องอิ่มด้วยข่าวฉาว


เฉียนเป่าผิงทรุดนั่งกับพื้น ทุบดินร้องไห้คร่ำครวญ


“จบแล้ว… จบหมดแล้ว…”

……..

อีกด้านหนึ่ง


เจียงเจินเจินทำงานในนาทั้งวัน งานไม่ได้มากนัก แต่หลังปวดจนแทบหัก


โจวไห่ฮวาเองก็เหนื่อย แต่ยังลากเท้าเข้าครัวทำอาหาร เจียงเจินเจินรีบห้าม


“ให้หนูทำเถอะ”


ครัวถูกล็อกไว้ตั้งแต่เช้า เพราะเธอกลัวข้าวครึ่งถุงจะหาย


ในครัวเรียบร้อยสะอาด ฟืนกองอยู่มุมหนึ่ง เตาดินกับหม้อเหล็ก โถดองผักเรียงเป็นระเบียบ 


กินแต่ผักดองไม่ดีต่อสุขภาพ เธอนึกได้ว่ามีผักปลูกในลานบ้าน จึงออกไปเก็บผัก


กำลังก้มเก็บผักเก๊กฮวย ก็ได้ยินเสียงเด็กๆวิ่งเข้ามา


“ยา! อา! พวกหนูกลับมาแล้ว!”


“พวกหนูเก็บหอยเชลล์ หอยทะเล ปู แล้วก็เม่นทะเลมาได้เยอะเลย!”


เด็กสองคนวิ่งเข้าบ้านเหมือนลูกกระสุน ตะกร้าในมือแน่นเอี้ยด


โจวไห่ฮวาหัวเราะ เช็ดหน้าที่เลอะโคลนให้


“ดูสิ สกปรกไปหมด! ความชื้นแบบนี้ ซักผ้าแล้วแห้งยากนะ จะวิ่งเล่นแก้ผ้าหรือไง?”


เด็กๆรีบส่ายหน้ารัว 


เจียงเจินเจินสนใจสิ่งในตะกร้า เปิดดูแล้วต้องอุทาน


“พวกหนูเก็บได้หมดนี่ในบ่ายเดียวเหรอ?!”


สองแฝดเชิดหน้า


“เก่งไหมล่ะ!”


“เก่งมาก”


เธอลูบหัวพวกเขาอย่างเอ็นดู


ของทะเลถูกเท.ลงกะละมัง เต็มถึงสองใบเคลือบ


หอยแมลงภู่ต้ม หอยเชลล์กับหอยทะเลผัดเผ็ด ปูนึ่ง เม่นทะเลจะทำข้าวผัดหรือไข่ตุ๋นก็ได้ แต่สำหรับเจียงเจินเจิน วิธีที่อร่อยที่สุดคือกินสด


เธอแอบแกะเม่นทะเล ตักเนื้อสีส้มเหลืองด้วยช้อนเล็ก แม้เปลือกจะดำ มีหนาม ดูน่ากลัว แต่เนื้อสดไม่คาวเลย หวาน ละมุน เหมือนครีมทะเลเข้มข้น เหมือนไอศกรีมนุ่มละลายในปาก


ในฐานะลูกชาวประมง เธอกินอาหารทะเลมานับไม่ถ้วน แต่ของโปรดที่สุดคือเม่นทะเล


โจวไห่ฮวาเดินเข้าครัว เห็นเปลือกเม่นทะเลกองอยู่ ก็เขกหัวลูกสาวเบาๆ


“กินดิบอีกแล้ว!”


เจียงเจินเจินหันมายิ้มแป้น


“แม่บอกกี่ครั้งแล้ว อาหารทะเลมีพยาธิ อย่ากินดิบ”


เธอรับปากอย่างดี แต่ในใจไม่คิดจริงจัง เพราะพ่อสอนให้กินแบบนี้ คนทั้งเกาะก็กินแบบนี้ ไม่เห็นใครป่วย


โจวไห่ฮวาถอนหายใจ รู้ดีว่าลูกดื้อ สุดท้ายก็ยอมถอย


“กินได้ แต่ห้ามให้หลานเห็น”


“รู้แล้วค่า~ หนูแอบมากินในครัวนี่ไง ปกป้องเด็กนะเนี่ย”


เด็กๆเก็บเม่นทะเลมาได้สามลูก เจียงเจินเจินกินสดไปหนึ่ง อีกสองลูกทำข้าวผัดเม่นทะเลให้เด็กๆ อร่อยจนเด็กๆกินเกลี้ยง


บทที่ 14: คลื่นทะเลโหมซัด


หลังจากกินมื้อค่ำกันอย่างคึกคัก เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวก็อ้อนให้โจวไห่ฮวาเล่านิทาน เจียงเจินเจินบอกกล่าวแม่คำหนึ่ง ก่อนจะออกมาเดินเล่น


บนเกาะเย่ว์มีเพียงหมู่บ้านเดียว บ้านเรือนกระจัดกระจาย มีเสียงหมาเห่า เสียงคนหัวเราะ เสียงเด็กร้องไห้ดังแว่วเป็นระยะ เธอเดินไปตามทางเล็กๆจนมาถึงชายหาด


พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ดวงจันทร์ลอยขึ้นจากทิศตะวันออก คืนนี้แสงจันทร์สว่างมาก สะท้อนกับเกลียวคลื่นเป็นประกายระยิบระยับทั่วผิวน้ำ


ในชาติที่แล้ว คืนนี้เองคือคืนที่โจวไห่ฮวากระโดดลงทะเล เธอจำได้ชัดเจนเหลือเกิน วันนั้นสองแฝดถูกเด็กบ้านข้างๆรังแก ถูกด่าว่าเป็น “เด็กไม่มีพ่อแม่” เป็น “ลูกของหญิงแพศยา” 


พวกเขาเพิ่งอายุสามขวบครึ่ง จะไปสู้เด็กเจ็ดแปดขวบได้อย่างไร สุดท้ายกลับบ้านมาหน้าบวมตาปูด


เจียงเจินเจินโกรธจนตัวสั่น พาเด็กๆไปเอาเรื่องผู้ปกครอง แต่ระหว่างนั้น โจวไห่ฮวากลับออกจากบ้านแล้วกระโดดลงทะเล


ตอนนั้นน้ำกำลังขึ้น แม้คนว่ายน้ำเก่งที่สุดบนเกาะก็ไม่กล้าลงไปช่วย มีเพียงทหารที่ประจำการอยู่บนเกาะบังเอิญผ่านมาเห็น


เขากระโดดลงทะเลโดยไม่ลังเล แต่คลื่นทะเลไร้ความปรานี ทั้งสองคนถูกดูดกลืนหายไปพร้อมกัน


แม่จากไป และทหารคนนั้นก็สละชีวิตของตัวเองเช่นกัน


ตอนนั้นเจียงเจินเจินจมอยู่กับความเศร้า ไม่ทันได้รู้ว่าเขาเป็นใคร วันนี้เธอกลับมาที่นี่ในเวลาเดิม หวังเพียงจะได้พบเขาอีกครั้ง 


อย่างน้อย… ก็เพื่อรู้ว่าเขาคือใคร

……...

เธอนั่งลงบนก้อนหิน คางวางบนมือ สายตามองไปยังผืนน้ำเป็นระยะ 


คนที่ชายหาดมีไม่มาก ยุคนี้ใครๆก็ทำงานหนักเพื่อปากท้อง ไม่มีเวลามาเดินเล่นโรแมนติก


ใกล้เวลาน้ำขึ้น คนที่มาเก็บของทะเลก็ทยอยกลับ เหลือเพียงเด็กบางคนวิ่งเล่น


เจียงเจินเจินหยิบเปลือกหอยมาเล่นแก้เบื่อ จู่ๆเธอก็เห็นว่าระดับน้ำสูงขึ้นรวดเร็ว เด็กคนหนึ่งติดอยู่บนโขดหิน ร้องไห้ลั่น


หัวใจเธอกระตุก ลุกขึ้นจะวิ่งไปช่วย แต่มีชายคนหนึ่งวิ่งผ่านเธอไปก่อน มุ่งตรงสู่ทะเลโดยไม่ลังเล


คือเขา! แม้จะมืดจนมองหน้าไม่ชัด แต่รูปร่างสูงใหญ่ เครื่องแบบทหาร ทำให้เขาดูสง่างาม


เขาลงทะเลทันที น้ำสูงถึงเอว เดินไม่ได้ก็เริ่มว่าย คลื่นซัดเข้าหา แต่จังหวะว่ายของเขาไม่เสีย ไม่นานก็ถึงโขดหิน


เขาปีนขึ้นไป ยื่นมือให้เด็ก เด็กโผเข้ากอด 


ขณะจะว่ายกลับ คลื่นลูกหนึ่งซัดใส่เต็มแรง หัวใจเจียงเจินเจินแทบหยุด แต่เมื่อคลื่นลด ทั้งสองยังอยู่ 


ทว่าทันทีที่เขาปล่อยมือจากโขดหิน คลื่นลูกใหญ่กว่าเดิมก็ซัดเข้าใส่ ร่างทั้งสองหายไปในทะเล คราวนี้ไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย


สมองเจียงเจินเจินว่างเปล่า เธอไม่คิดอะไร วิ่งตรงลงทะเล


ช่วงน้ำขึ้นคือช่วงอันตรายที่สุด ต่อให้ว่ายน้ำเก่งแค่ไหน ก็ยากจะต้านพลังทะเล


ชายคนนั้นพยายามดิ้นรน แต่สุดท้ายก็จมหาย 


ไม่! เธอไม่ยอมให้เขาตาย! ถ้าพระเจ้าส่งเธอกลับมา ให้เธอเปลี่ยนชะตาแม่ได้ เธอก็ต้องเปลี่ยนชะตาเขาได้เช่นกัน!


เธอดำลงตรงจุดที่เขาหายไป กลางคืนทำให้มองเห็นไม่ชัด เธอจึงยื่นมือคลำหา ไม่นานเธอเริ่มขาดอากาศ กำลังจะโผล่ขึ้นไปหายใจ แต่ทันใดนั้น— ความอึดอัดกลับหายไป 


ดวงตาเธอเบิกกว้าง เธอ… ไม่ได้รู้สึกว่าขาดอากาศเลย!


น้ำทะเลสัมผัสผิวกาย เหมือนน้ำคร่ำของมารดา อบอุ่น ปลอดภัย ราวกับเธอสามารถหายใจในทะเลได้!


ยิ่งไปกว่านั้น สายตาเธอชัดเจนขึ้น ใต้ทะเลสงบนิ่ง ต่างจากผิวน้ำที่ปั่นป่วน


เธอเห็นเขาและเด็กชัดเจน ร่างทั้งสองลอยลงช้าๆตามกระแสน้ำ เจียงเจินเจินว่ายไปอย่างสุดแรง คว้าแขนเขา ลากทั้งคู่ขึ้นฝั่ง


เพราะเธอแข็งแรงผิดมนุษย์ จึงสามารถลากชายร่างใหญ่กับเด็กได้พร้อมกัน


เมื่อถึงฝั่ง เธอรีบปฐมพยาบาลทันที


เด็กไม่เป็นไรมาก พลิกตัว ตบหลัง น้ำทะเลไหลออก หายใจได้อีกครั้ง แต่ชายคนนั้น— ไม่มีลมหายใจ ไม่มีชีพจร


หัวใจเธอสั่นแรง เธอก้มลงเป่าปาก กดหน้าอก


หนึ่ง… สอง… สาม…


ริมฝีปากเขานุ่ม สันจมูกโด่ง อกกว้างแน่น แต่เธอไม่สนใจสิ่งใด


สามสิบวินาทียาวนานราวสิบนาที ในที่สุดใต้ฝ่ามือของเธอ หัวใจเขาก็เต้นแรงอีกครั้ง ลมหายใจอุ่นชื้นพ่นออกมา ขนตาเขาสั่น แล้วลืมตาขึ้นช้าๆ


บทที่ 15: ผู้ช่วยชีวิต


ดวงตาของชายหนุ่มเป็นสีน้ำตาลอ่อน คล้ายอำพันอุ่นๆ ทั้งลึกลับและอบอุ่นในคราวเดียวกัน


ตอนแรกสายตาของเขายังพร่าเลือน ยังจับจุดโฟกัสไม่ได้ แต่ไม่นาน สายตานั้นก็ตกลงบนใบหน้าของเจียงเจินเจิน


เธอถอนหายใจอย่างโล่ง.อก พูดอย่างดีใจเล็กน้อย


“ดีจริงๆ คุณฟื้นแล้ว”


คนมักพูดกันว่า คนดีมักอายุสั้น แต่เธอช่วยเขาไว้แล้ว คนดีควรมีชีวิตยืนยาวและมีความสุขสิ


“ขอบคุณ…”


เสียงของเขายังแหบพร่า ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาเมื่อครู่ 


เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่เพียงออกแรงเล็กน้อยก็มีความเจ็บแปลบแล่นผ่านหน้าอก จนเขาสูดลมหายใจเฮือก


“ขอโทษ ขอโทษ”


เจียงเจินเจินรีบพยุงเขา สีหน้าตื่นตระหนก


“เมื่อกี้ฉันทำ CPR ให้คุณ เหมือนจะกดแรงไปหน่อย… ซี่โครงอาจจะหัก”


“ไม่เป็นไร”


ผิวของเขาขาวมาก ตอนนี้มีเหงื่อเย็นผุดบางๆบนหน้าผาก ยิ่งทำให้ดูซีดเซียวราวคนป่วย


เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอ ยิ้มบางๆ


“คุณก็ลงมาช่วยผมเหมือนกัน”


รอยยิ้มนี้… ชวนใจสั่นอย่างประหลาด


เจียงเจินเจินชะงักไปครู่หนึ่ง ตอนช่วยชีวิตเธอไม่ได้สังเกตเลย ตอนนี้เพิ่งเห็นชัดๆว่าเขาหล่อมาก แม้เป็นทหาร แต่ผิวไม่ได้กร้านแดดจัด ตาชั้นเดียว แต่เป็นดวงตาหงส์สีแดงอ่อน เวลามองเฉียงๆ ชวนให้ใจเต้นผิดจังหวะ


สันจมูกโด่ง คิ้วได้รูป ใบหน้าคมคายยิ่งกว่าดาราชายในชาติที่แล้วของเธอหลายคน


แม้หัวใจของเจียงเจินเจินจะสงบนิ่งมานาน ก็ยัง.อดสะท้านเล็กน้อยไม่ได้ แต่เธอก็รีบควบคุมตัวเอง


“คุณนอนนิ่งๆเถอะ อย่าขยับ เดี๋ยวกระดูกจะเคลื่อน”


เขาไม่ฟังทันที หันมองรอบตัวก่อน พอเห็นเด็กน้อยนอนอยู่ข้างๆ สีหน้าจึงผ่อนคลายลง แต่ไม่นานคิ้วก็ขมวดอีก 


เจียงเจินเจินพูดขึ้นก่อน


“ฉันปฐมพยาบาลเขาแล้ว หัวใจกับลมหายใจกลับมาแล้ว ไม่ต้องห่วง”


เขายิ้มโล่งใจ


“ดีแล้ว…ดีจริงๆ… สหาย คุณช่วยพวกเราทั้งสองคนไว้”


เธอนั่งลงบนทรายหอบเล็กน้อย ทั้งลากคนทั้งสองขึ้นฝั่ง ทั้งทำ CPR ถึงเธอจะแข็งแรงผิดปกติก็ยังเหนื่อย


เขากระพริบตา


“ผมชื่อกู้เผย แล้วคุณล่ะ ชื่ออะไร?”


ก่อนเธอจะตอบ ก็มีเสียงคนตะโกนจากไกลๆ


ชาวบ้านวิ่งมา บางคนหิ้วเรือ บางคนถือเชือก เห็นได้ชัดว่าเด็กคนอื่นไปเรียกคนมาช่วย


“ทางนี้!”


เจียงเจินเจินโบกมือ


“อยู่ตรงนี้!”


พ่อแม่ของเด็กก็มาด้วย พอเห็นลูกนอนนิ่ง แม่ของเด็กก็ทรุดลงร้องไห้ทันที


“พี่สะใภ้เหอฮวา! เด็กยังไม่เป็นไร!”


เจียงเจินเจินรีบบอก


เหอฮวารีบแตะลมหายใจ เพราะลมทะเลแรงเธอจับไม่ชัด สีหน้าซีดเผือด จนกระทั่งสัมผัสชีพจรที่คอได้ เธอถึงกับทรุดนั่ง ร้องไห้ทั้งหัวเราะ


“ดีแล้ว…ดีแล้วจริงๆ…”


จากนั้นเธอกลับมาคุกเข่าต่อหน้าเจียงเจินเจิน ถึงกับก้มศีรษะให้


“เจินเจิน ขอบใจนะ เธอช่วยชีวิตลูกฉัน ช่วยชีวิตฉันด้วย!”


“อย่าทำแบบนี้เลย”


เจียงเจินเจินรีบพยุง


“รีบพาเด็กไปโรงพยาบาลเถอะ”


บนเกาะมีโรงพยาบาลทหาร ชาวบ้านก็มารักษาที่นั่นเช่นกัน


สามีของเหอฮวาอุ้มลูกวิ่งไปทันที คนอื่นช่วยกันยกกู้เผยขึ้นเรือหาม


กู้เผยขยับตัวไม่ได้ ซี่โครงหักทำให้ไร้เรี่ยวแรง จึงถูกยกขึ้นเรือโดยไม่อาจปฏิเสธ แต่เขายังตะโกนถาม


“สหาย! คุณยังไม่ได้บอกชื่อผมเลย!”


เจียงเจินเจินหันหลังเดินกลับบ้านแล้ว ในบ้านยังมีแม่รออยู่


เธอไม่ได้ตอบ เงาของเธอค่อยๆหายไปในความมืด 


ใบหน้าของกู้เผยหม่นลงทันที ความมีชีวิตชีวาเมื่อครู่หายไป เขานอนนิ่งเหมือนผู้ป่วยบาดเจ็บจริงๆ ชายที่ช่วยหามเรือหัวเราะ


“คนที่ช่วยนายชื่อเจียงเจินเจิน เป็น ‘ทอมบอย’ ประจำหมู่บ้านเรา”


“ทอมบอย?”


กู้เผยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย


“ใช่สิ ตัวใหญ่ แข็งแรง สูงกว่าผู้ชายหลายคนอีก!”


“โชคดีนะที่เจอเธอช่วงน้ำขึ้นแบบนี้ คนธรรมดาช่วยไม่ได้หรอก ถึงเธอจะไม่สวย แต่เก่งเหมือนพ่อกับพี่ชายเธอเลย!”


“เสียดายเกิดผิดเพศ ถ้าเป็นผู้ชายคงเป็นยอดฝีมือบนเรือ!”


กู้เผยขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบคำพูดแบบนี้


“ผมว่าเธอสวยนะ”


เขาพูดเรียบๆ ผู้ชายที่หามเรือชะงัก กู้เผยพูดต่อ


“ผู้หญิงสูงแล้วผิดตรงไหน? ก็แค่ร้อยเจ็ดสิบกว่าเอง กำลังดีเลย”


เขานึกถึงร่างเธอ ไม่ได้หนา ไม่ได้ผอม ผิวสีน้ำผึ้งดูสุขภาพดี เต็มไปด้วยพลัง ใบหน้าคมได้รูป ผมสั้นสะอาดตา ดูคล่องแคล่วและมั่นใจ ชัดเจนว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่ง


บทที่ 16: แกล้งป่วย


ทันทีที่กู้เผยพูดแบบนั้น ชาวบ้านที่ช่วยกันหามเรือก็หัวเราะครืน


“สหายกู้เผย นายว่าจริงเหรอว่าเจียงเจินเจินสวย? สวยตรงไหน?”


“รู้ว่าเธอเป็นผู้มีพระคุณของนาย แต่ก็ไม่ต้องลืมตาพูดโกหกหรอก!”


“เอาจริงๆนะ เจินเจินใจดี ขยัน เก่ง… แต่หน้าตาเธอ—”


คำพูดพวกนั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกเขาแค่เชื่อจริงๆว่าเจียงเจินเจินไม่สวย แต่กู้เผยก็เชื่อจริงๆว่าเธอสวย


เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่ง พูดอย่างจริงจัง


“พวกคุณจะคิดว่าเธอไม่สวยก็ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะคิดเหมือนกัน ความงามเป็นเรื่องของมุมมอง แต่ละคนมีสายตาของตัวเอง”


น้ำเสียงเขาหนักแน่นและจริงใจ ชาวบ้านมองหน้ากัน ก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรต่อ

……..

ส่วนเจียงเจินเจิน หลังช่วยชีวิตคนก็แทบลืมกู้เผยไปแล้ว ชาติที่แล้วเขาตายเพราะช่วยแม่ ชาตินี้เธอลากเขาขึ้นจากทะเล ถือว่าใช้หนี้กันแล้ว


ตอนนี้สิ่งที่เธอสนใจมากที่สุดคือ— ความสามารถหายใจใต้น้ำของตัวเอง


ความรู้สึกตอนน้ำทะเลไหลผ่านผิว ยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำ เหมือนผิวของเธอกลายเป็นเหงือกปลา สามารถดูดออกซิเจนจากน้ำ แล้วปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา


มันมหัศจรรย์เกินไปเหมือนความฝัน เธออยากลงทะเลไปลองอีกครั้งทันที แต่ไม่ได้ ดึกแล้ว แม่ต้องเป็นห่วงแน่ถ้าเธอกลับช้า

……..

“เป็นอะไร ทำไมตัวเปียกหมด?”


โจวไห่ฮวาซักผ้าอยู่ในลานบ้าน พอเห็นลูกสาวก็สังเกตทันทีว่าเสื้อผ้าเปียกชุ่ม


เจียงเจินเจินไม่คิดปิดบัง หมู่บ้านเล็กขนาดนี้ พรุ่งนี้ทุกคนก็รู้หมดอยู่ดี


“หนูลงทะเลไปช่วยคน”


ใบหน้าโจวไห่ฮวาซีดขาวในพริบตา เธอรีบวิ่งเข้ามา จับหน้า จับมือ แน่ใจว่าลูกยังปลอดภัยดี จากนั้นก็จ้องเขม็ง


“ตอนน้ำขึ้น! แกไปช่วยใคร?!”


“แม่ หนูไม่เป็นไรจริงๆ”


“โชคดีต่างหาก!”


โจวไห่ฮวาดึงมือกลับ ตบแขนลูกสาวดังเพี๊ยะ


“แกบ้าไปแล้วหรือไง! น้ำขึ้นมันอันตรายแค่ไหนรู้ไหม? คนว่ายน้ำเก่งๆยังไม่กล้าลง แกเป็นวีรบุรุษจากไหน!”


“แม่… ตอนนั้นมันฉุกเฉิน หนูไม่ได้คิด—”


“พ่อแกก็ไม่ได้คิดเหมือนกัน!”


โจวไห่ฮวาตะโกนเสียงสั่น


“แล้วศพเขายังหาไม่เจอจนวันนี้!”


ตอนนั้น พ่อของเจียงเจินเจินกระโดดลงทะเลช่วยคน ช่วยได้แล้วแต่ถูกคลื่นลูกหนึ่งซัดหายไป ไม่มีแม้แต่ร่างให้ฝัง ทะเลคือบาดแผลที่ไม่มีวันหายของครอบครัวนี้ 


โจวไห่ฮวาร้องไห้ออกมา ความกลัวสะสมหลายปีปะทุขึ้น


“แม่ อย่าร้อง”


เจียงเจินเจินรีบเช็ดน้ำตา


“หนูกลับมาดีๆแล้วนี่ หนูสัญญา จะไม่บุ่มบ่ามอีก”


โจวไห่ฮวาสูดจมูก จ้องตาลูกอย่างจริงจัง


“ต่อไป ถ้าใครตกน้ำ แกดูแลตัวเองพอ ห้ามลงทะเลช่วย!”


“หนู—”


“ห้าม!”


เจียงเจินเจินถอนหายใจเบาๆ


“ค่ะ”


ถ้าเธอไม่มีพลังพิเศษใต้น้ำ เธอคงรับปากด้วยใจจริง แต่ตอนนี้… เธอมั่นใจว่าไม่มีทางจมน้ำตาย


ถ้าช่วยชีวิตคนได้ ทำไมจะไม่ช่วย?


แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะอธิบายเรื่อง “โกง” ให้แม่ฟัง เธอจึงรับปากไปก่อน


โจวไห่ฮวาจับมือลูก พูดเสียงอ่อนลง


“แม่ไม่ได้ห้ามแกทำความดี แต่ความกล้าหาญแบบนั้นมันอันตราย ครอบครัวเรามีเหลือกันแค่นี้ แม่ไม่อยากเสียใครไปอีก”


เจียงเจินเจินพยักหน้าแน่น


“หนูเข้าใจ ต่อไปครอบครัวเราจะไม่เสียใครอีก”


รอยยิ้มของโจวไห่ฮวาค่อยๆคลายลง


คืนนั้นเธอต้มน้ำให้ลูกอาบ ให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า


แต่วันรุ่งขึ้น— เจียงเจินเจิน ‘ป่วย’


“แม่ หนูเวียนหัวนิดหน่อย วันนี้ไม่ไปทำงานนะ ช่วยลางานให้หนูที”


เธอนอนซุกอยู่บนเตียง ทำท่าอ่อนแรง แต่ยังไม่ลืมกระซิบ


“เมื่อวานปู่กับย่าทะเลาะกัน วันนี้ในหมู่บ้านคงมีข่าวลือ แม่รับมือแบบที่เราคุยกันไว้นะ”


โจวไห่ฮวาวางใจไม่ลง แตะหน้าผากลูก ไม่ได้ร้อนจัด


“เมื่อคืนลงทะเล น้ำยังเย็น ต้องเป็นหวัดแน่ ไปโรงพยาบาลเถอะ”


“ไม่ต้องค่ะ หนูไม่มีไข้ แค่นอนพักเดี๋ยวก็หาย”


“จริงนะ?”


“จริงค่ะ แม่ไปทำงานเถอะ บ้านเราคนทำงานน้อย ขาดวันหนึ่งก็เสียคะแนนแรงงาน เสียข้าวเสียเงินนะ”


โจวไห่ฮวาถูกกล่อมจนรีบร้อน กำชับอีกสองสามคำแล้วรีบออกไปทำงาน


ทันทีที่แม่พ้นประตู— เจียงเจินเจินลืมตาขึ้นทันที ดวงตาใสเป็นประกาย


วันนี้ เธอจะไปพิสูจน์พลังใต้น้ำอีกครั้ง


บทที่ 17: วาฬเพชฌฆาต


หลังจากโจวไห่ฮวาออกไปทำงาน เจียงเจินเจินก็ลุกพรวดจากเตียงทันที


แต่ยังไม่ทันยืนดี เจียงชุนเจียวกับเจียงชุนเฟิงก็ถือแก้วน้ำร้อนเข้ามา


“คุณอา ดื่มน้ำค่ะ”


เธอรับแก้วเคลือบมาเป่าเบาๆจิบหนึ่งคำ


“ร้อนเกินไปนะ ต่อไปเรียกอาก่อน อย่าเทน้ำเอง เดี๋ยวลวกมือ”


เด็กทั้งสองส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น


“คุณอาป่วย พวกเราต้องดูแล”


เจียงเจินเจินหัวเราะแห้งๆ สุดท้ายต้องใช้ไม้ตาย


“ไม่ใช่ว่านัดพี่เสี่ยวเยี่ยนไปขุดผักป่าหรือ? ถ้าขุดมาได้เยอะๆ อาจะทำขนมผักป่าให้กิน”


คำว่า ขนมผักป่า ชนะทุกอย่าง เด็กสองคนเฮลั่นแล้ววิ่งออกไปทันที


เมื่อบ้านเงียบลง เจียงเจินเจินหยิบเสื้อผ้าสะอาดชุดหนึ่งเก็บเข้าพื้นที่มิติ แล้วมุ่งหน้าไปทะเล


ครั้งนี้เธออ้อมไปอีกด้านของเกาะ บริเวณหน้าผาชันที่คนไม่ค่อยมา


น้ำทะเลเดือนสามควรจะเย็น แต่เธอไม่รู้สึกหนาวแม้แต่นิดเดียว


ทันทีที่ดำลงไป ความรู้สึกคุ้นเคยก็กลับมา น้ำทะเลโอบล้อมเธออย่างอ่อนโยน ผิวของเธอเหมือนหายใจได้เอง ไม่มีแรงกดดัน ไม่มีความอึดอัด


เธอค่อยๆจมลึกลงไปถึงก้นทะเล ทะเลยุค80ยังสะอาดใส แสงอาทิตย์สะท้อนผ่านผิวน้ำ ปะการังหลากสี ปลาเล็กปลาน้อยว่ายเป็นฝูง พื้นทรายขาวละเอียดมีหอยขยับไปมา งดงามจนแทบหยุดหายใจ


เธอเดินใต้น้ำราวกับอยู่บนบก กระโดดเบาๆก็เคลื่อนไปไกลหลายเมตร ยิ่งลึกแสงยิ่งน้อย แต่สายตาเธอกลับชัดเจนขึ้น


ทันใดนั้น— ร่างขนาดมหึมาก็ปรากฏตรงหน้า


วาฬเพชฌฆาตตัวหนึ่ง ผิวดำขาวลื่นเงา ตัวอวบกลมดูน่ารัก แต่ก็เป็นเจ้าผู้ครองทะเลที่แม้แต่ฉลามขาวยังเป็นเหยื่อ มันพุ่งตรงมาทางเธอ


เจียงเจินเจินสะดุ้ง รีบหลบ มือไปโดนปะการังจนเกิดแผลเล็กๆ หยดเลือดสีแดงสดกระจายลงทะเล


ทันใดนั้น ฝูงปลาพุ่งเข้ามารุม แต่วาฬเพชฌฆาตเร่งความเร็ว ปัดฝูงปลาออก อ้าปากกลืนหยดเลือดนั้นเข้าไป


ในวินาทีนั้น— ไข่มุกที่เคยหายไปจากข้อมือเธอพลันปรากฏ เปล่งแสงสีทองเจิดจ้า


และเธอ… รับรู้ “ความรู้สึก” ของมัน


ความอยากรู้อยากเห็น ความตื่นเต้น ความเป็นมิตร


เธอตระหนักทันที— เลือดของเธอสามารถเชื่อมต่อกับสัตว์ทะเลได้


วาฬเพชฌฆาตว่ายวนรอบตัวเธอ เหมือนอยากเข้ามาถูไถ แต่ก็ระวังไม่ให้ทำร้ายเธอ ไม่นานมันก็ว่ายหายไป


เจียงเจินเจินคิดว่ามันจากไปแล้ว แต่ครู่เดียวมันกลับมา คาบปลากระเบนตัวหนึ่งมาด้วย


มันดันปลากระเบนมาให้ ส่ายหัวไปมาเหมือนกำลังบอกว่า “ของขวัญ”


เธอทั้งขำทั้งเอ็นดู คิดในใจว่าเธอไม่กินปลากระเบน


ทันใดนั้น มันส่งเสียง “บี๊บ” เบาๆ เหมือนถามว่า แล้วอยากกินอะไร?


เธอแทบหลุดหัวเราะ ใครจะต้านวาฬเพชฌฆาตขี้อ้อนแบบนี้ได้?


เธอโบกมือเรียก มันรีบว่ายมาอย่างเชื่อง ยอมให้เธอลูบหัว


สัมผัสลื่นเย็น นุ่มแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ จู่ๆมันมุดลงใต้เท้าเธอ แล้วลอยตัวขึ้น เธอถูกยกขึ้นไปนั่งบนหลังมัน


ก่อนจะทันตั้งตัว— มันพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำ!


ร่างทั้งสองทะยานพ้นทะเล แล้วตกลงมาอีกครั้ง


“อ๊า—!”


หัวใจเธอแทบหลุดออกจาก.อก ยังไม่ทันหายตกใจ มันกระโดดอีกครั้ง!


เธอรีบตบหลังมันเป็นสัญญาณ อย่ากระโดดอีก วาฬเพชฌฆาตเข้าใจทันที หยุดเล่นซน ว่ายน้ำอย่างราบเรียบ


ความเร็วของมันราวรถยนต์ แต่เธอนั่งอยู่บนนั้นอย่างมั่นคง ไม่ลื่น ไม่โคลงเคลง


ลมทะเล คลื่นน้ำ และอิสระ


เจียงเจินเจินหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ชาติก่อนเธอถูกทะเลพรากทุกอย่างไป แต่ชาตินี้— ทะเลกำลังเลือกเธอเป็นราชินี


บทที่ 18: โลกใต้ทะเล


เจียงเจินเจินขี่วาฬเพชฌฆาตท่องทะเลเป็นครั้งแรก หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น


ยุค80 แม้บางครั้งจะมีคราบน้ำมันลอยบนผิวน้ำ แต่โดยรวมแล้วทะเลยังสะอาด สัตว์น้ำยังไม่ถูกจับจนร่อยหรอ


ปลากะพงเหลืองตัวโตที่ศตวรรษที่21 ราคาพุ่งสูงลิ่ว ที่นี่กลับว่ายกันเป็นฝูงหนาแน่น


ยังมีปลาเก๋า ปลากะพงดำ ปลาจิ้นชาง ปลาใบหน้าแข็ง รวมถึงปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวใหญ่


น่าเสียดายที่วันนี้เธอไม่ได้เอาอวนมา ไม่อย่างนั้นจับใส่มิติไว้ ครอบครัวเธอกินได้อีกนาน


ตอนนี้ปลาที่เกาะยังขายเองไม่ได้ ต้องผ่านสถานีสหกรณ์รับซื้อ แต่เธอรู้ดีว่าอีกไม่นานสถานการณ์จะเปลี่ยน


ปลายเดือนสิงหาคม เมืองใกล้เคียงจะถูกกำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถึงตอนนั้นเธอจะมีเรือของตัวเอง จับเอง ขายเอง รวยเอง


เธอกำลังวาดฝัน วาฬเพชฌฆาตก็พาเธอว่ายไปไกลโดยไม่รู้ตัว พอคิดถึงแม่ เธอรีบตบหลังมันเป็นสัญญาณให้กลับ


วาฬเพชฌฆาตลอยขึ้นหายใจ เจียงเจินเจินก็โผล่ขึ้นผิวน้ำตาม ทันใดนั้น เธอเห็นเส้นขอบฟ้าไกลๆ ตึกสูงเรียงรายสะท้อนแสงแดด


ซิงก่าง… ทะเลเดียวกันแต่คนละโลก ฝั่งนั้นตึกสูงเศรษฐกิจคึกคัก ฝั่งนี้บ้านชั้นเดียว ผู้คนทำงานหนักแล้วยังแทบไม่พอกิน


ดวงตาเธอวูบไหว แต่ไม่นานประเทศของเธอก็จะพัฒนา วันดีๆกำลังมา


เธอหันกลับ ตบหลังวาฬเพชฌฆาตอีกครั้ง ทั้งสองดำลงสู่ทะเล

……..

จะกลับมือเปล่าก็ใช่ที่ วาฬเพชฌฆาตพาเธอไปยัง “หลุมสีน้ำเงิน” โพรงลึกมหึมากลางพื้นทะเล


จากด้านบนมองลงไปเป็นสีน้ำเงินเข้มลึกลับ ภายในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยใต้น้ำ เธอไม่กล้าดำลึกเกินไป เพียงวนรอบขอบหลุม


ทันใดนั้น— เธอเห็นกุ้งมังกรจีนลายสวยเกาะอยู่เต็มหิน


“ว้าว…” ของหายาก 


แม้เธอเกิดที่เกาะยังไม่เคยกิน ปกติใครจับได้ก็เอาไปขาย เธอเลือกตัวใหญ่ๆหลายตัวใส่มิติ กำลังจะสำรวจต่อ เงาสีขาววาบผ่านหางตา


งูทะเล!


เธอสะดุ้ง ถอยหลังพลาดสะดุดหินล้มลงบนทราย โชคดีที่งูเลื้อยออกไปไม่สนใจเธอ


เธอถอนหายใจยาว ปล่อยฟองอากาศออกจากปาก เล่นเจาะฟองให้ลอยขึ้นไปเหมือนแมงกะพรุนใส กำลังจะลุก


มือเธอสัมผัสบางอย่าง เปลือกหอยขนาดฝ่ามือสีน้ำตาล เกล็ดแน่น เปลือกซ้ายโป่ง เปลือกขวาแบน หอยผีเสื้อขาว!


เธอมองไปรอบๆ ทั้งพื้นที่เหมือนทุ่งเลี้ยงหอยผีเสื้อขาว


เนื้อกินได้ เปลือกทำงานหัตถกรรม ที่สำคัญที่สุด— ไข่มุก


เธอเก็บตัวใหญ่ๆหลายตัวใส่มิติ ที่เหลือคิดจะเลี้ยงลับๆที่นี่


เธอกำลังจะหยดเลือดลงไป ไข่มุกบนข้อมือกลับปรากฏอีกครั้ง แสงสีทองแผ่กระจาย ครอบคลุมทุ่งหอยทั้งหมด ไม่นานแสงก็ดับลง แต่หอยดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา


เธอแตะไข่มุกบนข้อมืออย่างครุ่นคิด ไม่ว่ามันคืออะไร มันคือพลังของเธอ และเธอจะใช้มันให้คุ้มค่า

……..

เมื่อเก็บของพอใจแล้ว เธอก็เรียกวาฬเพชฌฆาต


มันรีบว่ายมาอย่างเชื่อง ให้เธอนั่งบนหลัง แล้วพาเธอกลับบ้าน ผ่านผืนน้ำสีครามกว้างใหญ่


ชาติก่อนทะเลพรากทุกอย่างไป ชาตินี้ทะเลกำลังมอบทั้งโลกให้เธอ


บทที่ 19: หอยผีเสื้อขาว


วาฬเพชฌฆาตพาเจียงเจินเจินกลับมาส่งยังจุดที่ทั้งสองพบกันครั้งแรก เดิมทีมันอยากว่ายเข้าฝั่งไปส่งเธอถึงชายหาด แต่เธอกลัวน้ำตื้นเกินไปแล้วมันจะเกยตื้น จึงรีบห้ามไว้


ใกล้ๆมีโขดหินหนึ่งก้อน เธอปีนขึ้นไป โบกมือลา แต่วาฬเพชฌฆาตยังวนรอบโขดหินไม่ยอมจากไป


เจียงเจินเจินยิ้ม เอาคางเท้าฝ่ามือ


“ต่อไปฉันจะเรียกเธอว่า จิงจิง ดีไหม?”


วาฬพลิกตัว เผยท้องสีขาวราวกับตอบรับชื่อใหม่ ดวงตาเธอเป็นประกาย


“ตกลง เรียกจิงจิงนะ”


มันวนตัวหนึ่งรอบอย่างดีใจ กระโดดขึ้นแตะมือเธอเบาๆ


หัวใจเจียงเจินเจินเหมือนถูกอุ้งเท้าแมวข่วน ทั้งคันทั้งอ่อนยวบ


“ทำไมน่ารักแบบนี้…”


เธออยากพากลับบ้านเสียเหลือเกิน แต่วาฬไม่อาจอยู่บนบกได้


ดูเวลาแล้วใกล้เที่ยง หากแม่กลับมาไม่เห็นเธอ คงกังวลมากแน่


“ฉันไปก่อนนะ คราวหน้าจะลงมาเล่นด้วยใหม่”


จิงจิงยังอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆว่ายจากไป

……...

เมื่อขึ้นฝั่ง เธอหาที่ลับตา เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วรีบกลับบ้าน ยังเหลือเวลาราวครึ่งชั่วโมงก่อนเลิกงาน 


เธอเข้าครัวทันที ต้มโจ๊กปลาเค็มก่อนผัดสาหร่ายเส้น ตั้งใจจะทำไข่เจียวต้นหอมเล็กๆ แต่คิดไปคิดมา หยิบหอยผีเสื้อขาวสองตัวออกจากมิติ เตรียมผัดเนื้อหอยกับต้นหอมแทน


ตอนแงะเปลือก— เธอชะงัก ทั้งสองตัวมีไข่มุก เม็ดหนึ่งรูปทรงแปลก แต่อีกเม็ดกลมเกือบสมบูรณ์ เส้นผ่านศูนย์กลางราวสิบสองมิลลิเมตร สีมุกทะเลลึก ไข่มุกทะเลธรรมชาติหาได้ยากยิ่งกว่ามุกเลี้ยง


เธอมองถุงข้าวในครัว ถ้าขายเม็ดนี้ได้ ครอบครัวคงมีกินทั้งปี แต่จะขายที่ไหน?


ภาพตึกสูงฝั่งซิงก่างผุดขึ้นในหัว


บางที… บางทีเธออาจไปลองดู


ทางบกคงลำบาก แต่เธอมีจิงจิง ทะเลคือถนนของเธอ


ทันใดนั้นเสียงเปิดประตูดังขึ้น เจียงเจินเจินสะดุ้ง รีบเก็บไข่มุกและเปลือกหอยเข้ามิติ เหลือเพียงเนื้อหอยไว้ล้าง


“แม่ กลับมาแล้วหรือ?”


โจวไห่ฮวาพยักหน้า ถามไถ่อาการป่วย เธอตอบยิ้มๆว่าหายแล้ว 


เมื่อถูกถามถึงเนื้อหอย เธออ้างว่าเพื่อนบ้านให้มา แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง


ข่าวในหมู่บ้านวันนี้ยังคงวุ่นวาย เอ้อร์โกวจื่อยังไม่ฟื้น สามพ่อลูกตระกูลเจียงถูกควบคุมตัว


โจวไห่ฮวากังวล กลัวว่าหากอีกฝ่ายตายจริง คนในบ้านปู่จะติดคุก


เจียงเจินเจินใจเย็น


“ถ้าเขาตายก็ช่วยไม่ได้ ถ้ายังไม่ตาย ขอหนังสือยินยอมความก็น่าจะจบ”


หากเอ้อร์โกวจื่อฉลาด อาจรีดเงินจากเฉียนเป่าผิงได้อีก


โจวไห่ฮวาลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบา


“งั้น… บ่ายนี้เธอไปโรงพยาบาลดูอาการเขาได้ไหม?”


เจียงเจินเจินชี้ตัวเอง


“ฉัน?”


“แม่ไม่กล้าไป… หลังเรื่องคืนนั้น”


ความจริงเธอไม่อยากไป แต่รู้ว่าแม่จะค้างคาใจ สุดท้ายจึงจำใจพยักหน้า


ทะเลมอบพลังให้เธอ แต่โลกบนบกยังเต็มไปด้วยปัญหา และบางครั้ง การช่วยชีวิตคนอาจต้องตามเก็บผลลัพธ์ภายหลังด้วย


บทที่ 20: หมากัดหมา


หลังอาหารกลางวัน โจวไห่ฮวาออกไปทำงานต่อ ชุนเฟิงกับเจียวเจียววิ่งออกไปเล่น เหลือเพียงเจียงเจินเจินอยู่บ้านคนเดียว


เธอไม่รีบร้อนไปโรงพยาบาล ก่อนอื่นเอาเสื้อผ้าที่เปียกทะเลออกจากมิติมาซัก จากนั้นขนหอยผีเสื้อขาวทั้งหมดออกมาในห้องว่าง


เธอหยิบมีดเล่มเล็ก ลากเก้าอี้เตี้ยออกมานั่งกลางลาน แล้วเริ่มแงะเปลือกหอยทีละตัว ทั้งหมดกว่า50ตัว


หลังเปิดครบ เธอนับได้— มุกทรงหยดน้ำ6เม็ด มุกกลมสมบูรณ์1เม็ด ขนาดใหญ่ ไร้ตำหนิ มุกกลมขนาดเล็กอีก5เม็ด มุกทรงประหลาดอีกประมาณ7–8เม็ด


อัตราการเกิดไข่มุกถือว่าสูงมากแล้ว แม้บางเม็ดทรงไม่สวย แต่เกือบทั้งหมดเป็นมุกธรรมชาติไร้แกน ผิวมุกหนา เงางาม ต่างจากมุกเพาะเลี้ยงทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด


แสงแดดส่องกระทบ มุกในชามเล็กส่องประกายวิบวับ เจียงเจินเจินถือชามไว้แน่น สายตาเป็นประกาย


ทันใดนั้น— ไข่มุกที่ซ่อนใต้ผิวหนังบนข้อมือปรากฏขึ้นอีกครั้ง เธอเทียบมันกับมุกในชามแล้วชะงัก ไข่มุกบนข้อมือสว่างลึก ละมุน ราวกับมีชีวิต ส่วนมุกธรรมชาติจากหอยผีเสื้อขาว กลับดูหม่นลงทันที


นี่มัน… อะไรกันแน่?


เธอจ้องมันอยู่เกือบสองนาที ก่อนปล่อยให้มันซึมหายเข้าใต้ผิวหนังอีกครั้ง คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด แค่รู้ว่า “ของวิเศษ” นี้ให้เธออะไรบ้างก็พอ


เธอสรุปในใจ: หนึ่ง พละกำลังเพิ่มขึ้น, สอง มีมิติเก็บของ พร้อมระบบรักษาความสด, สาม หายใจใต้น้ำได้, สี เลือดสื่อสารกับสัตว์ทะเลได้, หา ไข่มุกช่วยกระตุ้นสิ่งมีชีวิตทะเล


รวมทั้งหมดแล้ว— เธอแทบจะเป็น “ราชินีแห่งท้องทะเล”

…….

โรงพยาบาลทหาร


โรงพยาบาลทหารบนเกาะเล็กๆมีเพียงสองชั้น กลิ่นยาฆ่าเชื้อชัดเจนตั้งแต่ทางเข้า


เจียงเจินเจินถามหมายเลขห้อง แล้วเดินไปยังวอร์ดของเอ้อร์โกวจื่อ


เธอผลักประตูแง้มเล็กน้อย เสียงด้านในดังออกมา—


“จะให้ฉันเขียนหนังสือยินยอมความง่ายๆได้ยังไง? ฉันโดนซ้อมขนาดนี้นะ!”


มือเธอหยุดทันที แอบมองผ่านช่องประตู เอ้อร์โกวจื่อนอนเอนไขว่ห้าง สีหน้าเหมือนเจ้าที่ดิน ดูแล้วอาการไม่หนักนัก ชีวิตมันเหนียวจริงๆ


ข้างเตียงมีส้มกับสับปะรด คงมีคนมาเยี่ยม เธอขยับมุมมองอีกนิด เห็นหลี่เซียงอวี้นั่งอยู่


“ถ้านายไม่พูดเรื่องเงิน แม่สามีฉันจะถูกเข้าใจผิดไหม?”


หลี่เซียงอวี้โกรธจัด เอ้อร์โกวจื่อตอกกลับทันที


“ถ้าแม่สามีเธอไม่ให้เงิน ฉันจะปีนกำแพงบ้านโจวไห่ฮวาไหม? สุดท้ายก็เป็นความผิดของแม่สามีเธอนั่นแหละ!”


เจียงเจินเจินกำหมัดแน่น แม้เรื่องผ่านไปแล้ว แต่ได้ยินอีกครั้งใจยังเจ็บอยู่ดี


หลี่เซียงอวี้เสียงอ่อนลง


“อย่างน้อยนายก็ไม่ควรพูดเรื่องเงิน…”


เอ้อร์โกวจื่อหัวเราะเยาะ


“แล้วเธอจะให้ฉันพูดอะไร? ดูพ่อผัวกับผัวเธอสิ ซ้อมฉันจนเกือบตาย! ยังอยากได้หนังสือยินยอมความอีก? ฝันไปเถอะ!”


หลี่เซียงอวี้กัดฟัน


“แล้วนายต้องการอะไร?”


เอ้อร์โกวจื่อยกมือชูนิ้ว


“เงิน”


เขาชะงัก กลอกตา


“สองร้อย… ไม่สิ…”


ชูสามนิ้ว


“ห้าร้อยหยวน!”


หลี่เซียงอวี้ยืนพรวด


“ฉันจะเอาเงินมากขนาดนั้นจากไหน?!”


เอ้อร์โกวจื่อเอนตัวลง แกล้งร้องโอดครวญ


“โอ๊ย ปวดตา ปวดปาก ปวดเอว จะตายแล้ว… เรียกหมอเร็ว!”


ห้าร้อยหยวน


ชีวิตเจียงซิงฮวาแลกมาได้เพียงห้าร้อย ตอนนั้นเฉียนเป่าผิงเอาไปหมด วันนี้เอ้อร์โกวจื่อก็เรียกห้าร้อยอีก


เจียงเจินเจินหัวเราะเย็นในใจ “หมากัดหมา”


ปล่อยให้พวกมันกัดกันไปเถอะ


จบตอน

Post a Comment

0 Comments