NV001 ep1-10
นิยายเสียงเรือง "เกิดใหม่ในยุค 80: ขี่วาฬเพชฌฆาตสู่เส้นทางเศรษฐี"
ญาติสนิทของ เจียงเจินเจิน ล้วนเสียชีวิตกลางทะเล ทั้งชีวิตของเธอต้องทนทุกข์อยู่กับทะเลมาตลอด แต่ใครจะคิดว่า…โชคชะตาจะพลิกผัน และเธอได้ เกิดใหม่ อย่างไม่คาดฝัน
ไม่เพียงแต่จะมีมิติพิเศษขนาดใหญ่ เธอยังสามารถ หายใจได้อย่างอิสระในท้องทะเล และ สั่งการสัตว์ทะเลตัวเล็กตัวน้อยได้ทั้งหมด
—นี่มันไม่ต่างอะไรจากการทำให้เธอกลายเป็น ราชินีแห่งท้องทะเล เลยไม่ใช่หรือ?
ด้วย “นิ้วทองคำ” นี้ เธอสามารถหาฝูงปลา เก็บไข่มุก แม้แต่ ขี่วาฬเพชฌฆาตเข้าเมืองท่าเพื่อซื้อเสบียง
คนที่เคยรังแกและดูถูกเธอ ทำได้เพียงยืนมองเธอซื้อเรือประมง เหมาสิทธิ์แหล่งทำประมง ขับรถ สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ และก้าวขึ้นเป็น ผู้ผลิตสินค้าประมงชั้นนำของประเทศ
เธอช่วยชีวิตชายหนุ่มรูปงามที่กำลังจะจมน้ำอย่างไม่ได้คิดอะไร แต่ใครจะรู้ว่า… ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นมา ชายคนนั้นกลับ มอบทั้งชีวิตให้เจียงเจินเจิน
ทุกวันเขาเดินวนเวียนอยู่ต่อหน้าเธอ สาบานว่าจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต
เจียงเจินเจินมองชายผู้นั้นแล้วคิดในใจว่า— บางที… ลองเปิดใจให้เขาดูสักครั้ง ก็คงไม่เสียหายอะไร
บทที่ 1: การเกิดใหม่
ในค่ำคืนอันมืดมิด ทะเลเงียบสงัดราวกับอสูรร้ายขนาดยักษ์ที่ซ่อนตัว รอคอยเหยื่ออย่าง.อดทน เต็มไปด้วยอันตรายและความลึกลับ
จู่ๆ เงาร่างผอมบางร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนชายหาด หญิงคนนั้นโซเซ เดินตรงไปยังทะเลด้วยหัวใจที่สิ้นหวัง ก้าวเท้าช้าๆแต่มั่นคง ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
น้ำทะเลค่อยๆท่วมข้อเท้า ท่วมขา ท่วมเอว… แต่เธอกลับไม่หยุดเดิน
เจียงเจินเจินพยายามจะวิ่งเข้าไปห้าม แต่ราวกับมีผนังที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ตรงหน้า
ไม่ว่าเธอจะออกแรงมากแค่ไหน ระยะห่างระหว่างเธอกับหญิงคนนั้นก็ไม่ลดลงเลย เหงื่อเย็นผุดขึ้นทั่วร่าง เธอร้องตะโกนสุดเสียง—
“แม่—อย่า—แม่—!”
เจียงเจินเจินสะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้นนั่ง ใช้มือปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก
ใยแมงมุมที่ห้อยอยู่บนคานไม้ และกระดาษหนังสือพิมพ์ที่แปะบนผนัง บอกเธอชัดเจนว่านี่เป็นเพียงฝันร้าย
แม่ของเธอ…ตายไปนานแล้ว เสียชีวิตในฤดูใบไม้ผลิปี 1980 กลางทะเลลึกลับผืนนั้น
เธอรู้สึกกระหายน้ำ กำลังจะลุกจากเตียงไปดื่มน้ำ แต่จู่ๆ ร่างกายก็แข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้าง
แม้จะเป็นเวลากลางคืน ห้องจะมืดสลัว แต่แสงจันทร์จางๆที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างก็ทำให้เธอมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์—
ที่นี่คือ…บ้านหลังเดิมของเธอ!
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
บ้านหลังนี้ไม่ถูกคุณย่าชิงไปนานแล้ว เพื่อใช้เป็นเรือนหอให้อาสะใภ้หรือ?
นับตั้งแต่พ่อและพี่ชายของเธอประสบอุบัติเหตุในทะเลต่อเนื่องกัน คุณย่าก็จับจ้องบ้านหลังนี้ไม่วางตา
เพื่อจะแย่งบ้านจากแม่ของเธอ คุณย่าถึงกับใส่ร้ายชื่อเสียงของแม่ไปทั่วหมู่บ้าน กล่าวหาว่าแม่เป็นหญิงอัปมงคล กินผัว อ่อนแอ ไร้ความสามารถ ไม่มีทางรักษาบ้านไว้ได้
แม้เพียงแม่จะพูดกับผู้ชายใกล้ชิดขึ้นมานิดเดียว คุณย่าก็กล่าวหาว่าแม่ยั่วยวนผู้ชาย
บ้านแม่ม่ายย่อมไม่เคยขาดคำครหาอยู่แล้ว ยิ่งถูกคุณย่าคอยยุยงปั่นหัว พวกอันธพาลในหมู่บ้านจะไม่จ้องตาเป็นมันได้อย่างไร?
คืนหนึ่ง…
เอ๋อร์โก่วจื่อ อันธพาลประจำหมู่บ้าน ปีนกำแพงเข้ามาในบ้าน บังเอิญอย่างน่าประหลาด— ทันทีที่มันปีนขึ้นเตียงของแม่ คุณย่าก็นำคนมาล้อมบ้าน จับแม่กับเอ๋อร์โก่วจื่อได้คาเตียง
หลังจากนั้น คำพูดถ่มน้ำลายของคนทั้งหมู่บ้านก็แทบจะกลบแม่มิด
แม่เป็นเพียงหญิงอ่อนแอ สุดท้าย…ก็ทนไม่ไหว เลือกเดินลงทะเล
ตั้งแต่วันนั้น เจียงเจินเจินก็กลายเป็นเด็กที่ไม่มีแม่
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เธอก็กัดฟันแน่นด้วยความแค้น เธอไม่เคยเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นเรื่องบังเอิญ
ถ้าเอ๋อร์โก่วจื่อไม่ได้ถูกคุณย่าส่งมา มันจะบังเอิญปีนขึ้นเตียง แล้วคุณย่าพาคนมาจับได้พอดีเช่นนั้นได้อย่างไร?
แต่แล้ว…ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดเธอถึงกลับมาที่นี่ได้อีก?
หรือว่า… นี่คือการเกิดใหม่?
เจียงเจินเจินสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้มมองมือของตัวเอง
แม้ผิวจะคล้ำและหยาบ แต่เธอมองออกว่านี่คือมือของวัยสาว ผิวหนังบนใบหน้ายังยืดหยุ่น ไม่ใช่สภาพของหญิงวัยห้าสิบปีอย่างแน่นอน
ในขณะนั้นเอง เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวก็ดังขึ้น— เป็นเสียงของแม่!
เจียงเจินเจินตกใจจนแทบคลั่ง กระโดดลงจากเตียง วิ่งไปยังห้องแม่โดยไม่ทันใส่รองเท้า เร็วที่สุดในชีวิตของเธอ
ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำให้ดวงตาแทบแตก— ชายร่างใหญ่ ผิวคล้ำ หนาทึบ กำลังกดร่างแม่ของเธอไว้ มือหนึ่งปิดปาก อีกมือฉีกเสื้อผ้า!
“ไอ้สารเลว!”
สมองของเจียงเจินเจินว่างเปล่า ไม่รู้ว่าแรงมหาศาลนั้นมาจากไหน
เธอพุ่งเข้าไป คว้าคอเสื้อเอ๋อร์โก่วจื่อ กระชากมันออกจากแม่ แล้วเหวี่ยงสุดแรง!
ร่างชายราวกับเศษกระดาษ กระแทกผนังดัง “โครม!” ก่อนจะสลบไปทันที
เจียงเจินเจินมองมือของตัวเองอย่างตะลึง เกิดอะไรขึ้น? ตั้งแต่เมื่อไหร่เธอถึงมีแรงขนาดนี้? หรือว่านี่คือ… ของแถมจากการเกิดใหม่?
ความคิดนั้นแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้ไม่มีเวลาคิดอะไรทั้งนั้น “แม่ แม่ อย่ากลัวนะ ไม่เป็นไรแล้ว…”
เธอรีบพุ่งไปที่เตียง กอดแม่—โจวไห่ฮวา—ไว้แน่น ซบหน้าเข้าที่ซอกคอของแม่
เธอสูดลมหายใจลึก นี่คือกลิ่นของแม่ นี่คืออุณหภูมิของแม่ แม่ยังมีชีวิตอยู่… ช่างดีเหลือเกิน
โจวไห่ฮวายังสั่นไปทั้งตัว แต่เมื่อรู้สึกถึงหยดน้ำตาที่เปียกชื้นบนลำคอ สติก็กลับคืนมา เธอรีบปลอบลูกสาวทันที
“เจินเจิน อย่าร้องนะ แม่ไม่เป็นไร แม่ไม่เป็นไรแล้ว…”
เจียงเจินเจินพยักหน้ารับเบาๆ กอดแม่แน่นอีกครั้ง ก่อนจะฝืนใจปล่อย
โจวไห่ฮวาเช็ดน้ำตาให้ลูกสาว “ไม่ร้องนะ เจินเจิน กลัวใช่ไหม?”
เจียงเจินเจินสูดจมูก ส่ายหน้า เธออยากระบายความทุกข์ทั้งหมดตลอดหลายสิบปีให้แม่ฟัง แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา
เธอยังจำได้ดี— คุณย่าจะพาคนมาในไม่ช้า!
“แม่ รออยู่นี่นะ หนูจะเอาสัตว์เดรัจฉานนี่ไปขังในคอกหมูก่อน!”
“เอ๊ะ—”
โจวไห่ฮวายังไม่ทันรั้ง เจียงเจินเจินก็พุ่งไปหาเอ๋อร์โก่วจื่อแล้ว
เธอยื่นนิ้วไปตรวจลมหายใจ แน่ใจว่ามันยังไม่ตาย จึงถอนหายใจโล่ง.อกเล็กน้อย จากนั้นก็เตะมันอย่างแรง
“แม่ เอาเชือกมา!”
“อ๋อ!”
โจวไห่ฮวารีบค้นหาเชือก หยิบเชือกป่านเส้นบางขึ้นมา แต่พอคิดได้ก็วางลง เปลี่ยนเป็นเชือกป่านเส้นหนาแทน
“แบบนี้พอไหม?”
“พอ!”
เจียงเจินเจินรับเชือกมา มัดมือมัดเท้าเอ๋อร์โก่วจื่ออย่างรวดเร็ว
ในฐานะลูกสาวชาวประมง เธอรู้วิธีผูกเงื่อนทุกแบบ แน่นหนาจนไม่มีทางดิ้นหลุด จากนั้นก็ยัดผ้าสกปรกเข้าปากมัน
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ โจวไห่ฮวาจะเข้ามาช่วยยกตัวคน แต่ยังไม่ทันได้แตะ ก็เห็นลูกสาวคว้าเงื่อนเชือกด้วยมือเดียว แล้วยกเอ๋อร์โก่วจื่อขึ้นมา!
โจวไห่ฮวาตะลึงงัน เอ๋อร์โก่วจื่อตัวใหญ่ สูงใหญ่ อย่างน้อยก็ร้อยสี่สิบกิโล แต่ลูกสาวของเธอกลับยกมันราวกับยกไก่ตัวหนึ่ง!
เธอรู้ว่าลูกสาวแข็งแรง แต่แข็งแรงกว่าผู้หญิงทั่วไปเท่านั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่…ถึงได้เหนือกว่าผู้ชายเช่นนี้?
เจียงเจินเจินเองก็ประหลาดใจ แต่ไม่แสดงออก เธอรีบแบกร่างเอ๋อร์โก่วจื่อไปยังคอกหมูด้านหลังบ้าน แล้วถีบมันเข้าไปด้านในสุดของคอก
บทที่ 2: จับได้คาหนังคาเขา
หลังจากเจียงเจินเจินกลับเข้ามาในห้อง โจวไห่ฮวายังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ
พอได้ยินเสียงลูกสาวเดินเข้ามา เธอก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงเจินเจิน ก็ถึงได้ถอนหายใจโล่ง.อก
“เจินเจิน…ทำไมถึงโยนเอ๋อร์โก่วจื่อไปไว้ในคอกหมูล่ะ?”
ตราบใดที่คนคนนั้นยังอยู่ในบ้าน โจวไห่ฮวาก็ไม่อาจวางใจได้อย่างแท้จริง แน่นอนว่า… ถ้าโยนมันไปไกลกว่านี้ได้ ก็คงทำไปแล้ว
ยังไม่ทันที่เจียงเจินเจินจะตอบ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากนอกบ้าน
ในวินาทีถัดมา ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิดผาง คุณย่าเฉียนเป่าผิงนำคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาอย่างดุดัน
ไม่นาน เฉียนเป่าผิงก็มาถึงหน้าห้อง ผลักประตูเปิดออก พร้อมกับเสียงแหลมคมที่ฉีกความเงียบของรัตติกาล—
“โจวไห่ฮวา นังหน้าไม่อาย! ลูกชายฉันเพิ่งตายไปไม่นาน เธอกลับ—”
เสียงนั้นหยุดลงกะทันหัน ผู้คนที่ตามเข้ามาพากันกรูเข้าไปในห้อง แต่ในห้องกลับมีเพียงโจวไห่ฮวาและเจียงเจินเจิน สองแม่ลูกนั่งอยู่ข้างเตียง
คนหนึ่งยังตื่นตระหนก อีกคนดูตกใจไม่แพ้กัน นอกจากหนูตัวผู้กับยุงตัวผู้แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเพศชายอื่นใดในห้องนี้เลย
เจียงเจินเจินบีบมือโจวไห่ฮวาแรงๆ เป็นเชิงให้หยุดพูด จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนทันที พูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด—
“คุณย่า พูดอะไรของย่ากันแน่! ทำไมถึงมาด่าแม่ของหนูแบบนี้?!” เธอพูดอย่างเดือดดาล
“แม่ของหนูกตัญญูต่อย่ามาตลอด มีอะไรกินดีๆในบ้านก็คิดถึงย่าก่อนเสมอ ย่ามีสิทธิ์อะไรมาด่าแม่ของหนูแบบนี้?!”
“คนอยู่ไหน ไม่สิ…คนอยู่ไหนกัน?!”
เฉียนเป่าผิงมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นผู้ชายแม้แต่คนเดียว เธอไม่ยอมแพ้ รีบพุ่งเข้าไป ผลักโจวไห่ฮวาออก แล้วเปิดผ้าห่มบนเตียง แต่ใต้ผ้าห่มก็ว่างเปล่าเช่นกัน
“คนอยู่ไหน?! คนอยู่ไหน?!”
เฉียนเป่าผิงคว้าไหล่โจวไห่ฮวา ถามเสียงเหี้ยม
“ซ่อนผู้ชายเถื่อนคนนั้นไว้ที่ไหน?!”
โจวไห่ฮวายังตกใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้า พอถูกซักไซ้แบบนี้ ก็ยิ่งลนลาน พูดตะกุกตะกัก
“ฉะ…ฉัน…”
เจียงเจินเจินรีบคว้าตัวเฉียนเป่าผิง ดึงเธอออกมา
“อย่าแตะต้องแม่ของฉัน!”
เธอจ้องคุณย่าอย่างดุร้าย
“ย่าบ้าหรือเปล่า?! จู่ๆก็มาพูดเรื่องผู้ชายเถื่อนอะไรในบ้านฉัน แม่ของฉันสะอาดบริสุทธิ์ ฉันไม่ยอมให้ย่ามาป้ายสีใส่ร้ายแบบนี้เด็ดขาด!”
คนที่ตามเฉียนเป่าผิงมาก็เริ่มซุบซิบ—
“ป้าผิง ดูผิดหรือเปล่า?”
“คืนนี้ไม่มีแสงจันทร์ มันมืด อาจจะมองพลาดก็ได้นะ”
“ใช่ๆ ในห้องมีแค่ไห่ฮวากับเจินเจิน ไม่มีผู้ชายเลย”
เฉียนเป่าผิงพูดอย่างร้อนรน
“ฉันไม่ได้ดูผิด! มีผู้ชายเถื่อนปีนกำแพงเข้ามาจริงๆ!”
เธอชี้จมูกโจวไห่ฮวา
“บอกมา! ซ่อนมันไว้ที่ไหน?!”
“อะไรนะ? มีผู้ชายปีนกำแพงเข้าบ้านฉัน?”
เจียงเจินเจินร้องอย่างตกใจ
“คุณย่า แน่ใจนะว่าย่าดูไม่ผิด?”
เฉียนเป่าผิงไม่รู้ว่าเจียงเจินเจินกำลังเล่นอะไร ขมวดคิ้วตอบ
“แน่สิ! ฉันเห็นกับตาตัวเอง!”
“ถ้าอย่างนั้น บ้านฉันก็โดนขโมยขึ้นน่ะสิ!”
เจียงเจินเจินหันไปมองคนที่มุงดูอยู่หน้าประตู
“พี่สะใภ้ ป้าๆทั้งหลาย ช่วยกันหน่อยค่ะ ไปแจ้งสถานีตำรวจเถอะ หมู่บ้านเราสงบมานานขนาดนี้ จู่ๆมีขโมยโผล่มา พวกท่านก็ควรรีบกลับไปดูบ้านตัวเอง ว่ามีของหายหรือเปล่า!”
พอได้ยินแบบนั้น บางคนก็เริ่มคล้อยตาม
“หรือว่าจะเป็นขโมยจริงๆ? ตายแล้ว งั้นฉันต้องรีบกลับไปดูบ้านตัวเองแล้ว…”
เฉียนเป่าผิงเห็นว่าประเด็นเริ่มผิดทาง รีบลากกลับมา
“ขโมยอะไรกัน ฉันว่าไม่ใช่ขโมยของ แต่เป็นขโมยคนต่างหาก!”
“คุณย่า พูดอะไรต้องมีหลักฐานนะ!”
เจียงเจินเจินตวาดเสียงดัง
“สถานีตำรวจจับขโมยก็ต้องมีหลักฐาน ทำไมย่าถึงกล่าวหาแม่ฉันว่าขโมยคน โดยไม่มีมูลอะไรเลย?!”
พูดจบ เธอก็เปลี่ยนสีหน้า กลายเป็นร้องไห้อย่างน้อยใจ
“ทุกคนช่วยตัดสินให้หนูหน่อย แม่ของหนูแต่งเข้าหมู่บ้านนี้มากว่ายี่สิบปี ทุกคนก็รู้ดีว่าแม่เป็นคนยังไง แม่หนูเป็นคนแบบนั้นจริงๆหรือ?”
ขณะนั้นเอง สีหน้าของเจียงเจินเจินก็แน่วแน่ แข็งกร้าว สายตากวาดมองทุกคนในห้อง
ในชาติที่แล้ว ก็เป็นคนกลุ่มนี้เอง ที่ใช้คำพูดคนละประโยค บีบแม่ของเธอจนไม่มีทางหนี
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดช้าๆด้วยน้ำเสียงหนักแน่น—
“ว่ากันว่าหน้าบ้านแม่ม่ายมักไม่เคยขาดข่าวลือ หนูรู้ดีว่าช่วงนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับแม่ของหนูมากมาย แต่ข่าวลือย่อมหยุดอยู่ที่คนมีสติ แม่ของหนูบริสุทธิ์ โปร่งใส และขอให้ทุกคนช่วยบอกต่อออกไปด้วย
อย่าคิดว่าพ่อกับพี่ชายหนูตายแล้ว แม่ลูกกำพร้าอย่างพวกเราจะถูกรังแกได้ง่ายๆ ถ้าใครกล้าปีนกำแพงเข้าบ้านฉัน คิดจะมาทำตัวเป็นขโมย—”
เธอมองซ้ายมองขวา คว้าไม้ท่อนหนาเท่าแขนจากข้างประตู แล้วหักมันต่อหน้าทุกคน—
กร๊อบ!
ไม้หักออกเป็นสองท่อน!
ทุกคนสูดลมหายใจเฮือก สายตาที่มองเจียงเจินเจินเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“ฉันจะหักกระดูกมัน เหมือนไม้ท่อนนี้!”
ในห้องเงียบงันไปหลายอึดใจ
หลังพูดจบ เจียงเจินเจินจ้องเฉียนเป่าผิงตรงๆ แววตานั้นทำให้เฉียนเป่าผิงตกใจ เผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว
เจียงเจินเจินหัวเราะเยาะในใจ ก่อนจะละสายตา เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเขินอายเล็กน้อย หันไปพูดกับทุกคน
“ทุกคนคะ แม่กับหนูจะนอนแล้ว ถ้าไม่มีอะไร ก็เชิญกลับได้เลยค่ะ”
ทุกคนถึงได้สติ พากันพูดขึ้น
“ใช่ๆ พวกเธอพักผ่อนเถอะ ไปกันเถอะ ไป…”
หลังจากทุกคนออกไป เจียงเจินเจินก็ล็อกประตูบ้านให้แน่ใจ ว่าจะไม่มีใครบุกเข้ามาอีก แล้วจึงหันกลับเข้าห้อง
โจวไห่ฮวารีบเข้ามาหา ชะโงกมองออกไปนอกบ้านอย่างกังวล
“ไปแล้วใช่ไหม? ไปหมดแล้วใช่ไหม?”
เจียงเจินเจินบีบมือแม่แรงๆ
“ไปแล้ว หมดแล้ว ไม่ต้องกลัวนะแม่”
แรงที่พยุงโจวไห่ฮวาอยู่ก็หายไปในทันที เธอทรุดนั่งลงกับพื้น ลูบ.อกตัวเอง
“กลัวแทบตาย…กลัวแทบตายจริงๆ”
“ไม่เป็นไรแล้วแม่ ไม่เป็นไรแล้ว”
เจียงเจินเจินย่อตัวลงข้างๆ ลูบหลังแม่เบาๆ เพื่อปลอบโยน
หลังจากโจวไห่ฮวาตั้งสติได้ เธอก็ตบหลังมือเจียงเจินเจิน แล้วจ้องเขม็ง
“หนูเป็นอะไรไป! ทำไมต้องหักไม้ต่อหน้าคนพวกนั้นด้วย?!”
เจียงเจินเจินกะพริบตาปริบๆ
“ไม่ทำให้พวกเขากลัว คราวหน้าพวกเขาก็ยังกล้านินทาเราอีกสิ!”
“แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหักไม้!”
โจวไห่ฮวาพูดอย่างเป็นห่วง
“ไม่เห็นหรือไงว่าแม่สามีของหนูอยู่ในนั้นด้วย! ถ้าทำให้แม่สามีตกใจ จะทำยังไง?!”
เจียงเจินเจินเบะปากอย่างรังเกียจ
“แม่สามีอะไรกัน ยังไม่ได้แต่งงานสักหน่อย เรียกเธอว่า แม่ของเฉินเซียงจวิน ก็พอแล้ว”
บทที่ 3: ฆาตกรรม
โจวไห่ฮวาตบหลังมือเจียงเจินเจินแรงๆ พร้อมจ้องเขม็ง
“หนูเสียมารยาทเกินไปแล้ว!”
เจียงเจินเจินหัวเราะเยาะในใจ
กับคน เธอจำเป็นต้องสุภาพ แต่กับ สิ่งที่ไม่ใช่คน—ไม่จำเป็นเลย
ในชาติที่แล้ว โจวไห่ฮวาถูกบีบจนต้องฆ่าตัวตายด้วยการเดินลงทะเล และหนึ่งในคนที่ผลักเธอไปสู่ทางตัน ก็คือแม่ของเฉินเซียงจวิน—หลี่อ้ายฟาง
เจียงเจินเจินเคยได้ยินหลี่อ้ายฟางพูดกับชาวบ้านว่า “สามีโจวไห่ฮวาตายไปไม่กี่ปี เธอก็รีบหาผู้ชายแล้ว ผู้หญิงเจ้าชู้แบบนี้จะเลี้ยงลูกสาวดีๆได้ยังไง? ลูกชายฉันเรียนมหาวิทยาลัยแรงงาน–ชาวนา–ทหาร เรียนจบก็เป็นคนเมืองแล้ว ผู้หญิงดีๆแบบไหนหาไม่ได้ ต้องมาหาลูกสาวโจวไห่ฮวาเชียวหรือ?!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความดูแคลน ชาวบ้านรอบๆต่างพยักหน้าเห็นด้วย ไม่มีใครออกมาปกป้องเจียงเจินเจินเลย
ทั้งที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ว่าโควตาเข้ามหาวิทยาลัยแรงงาน–ชาวนา–ทหารของเฉินเซียงจวิน แลกมาด้วยชีวิตของพ่อเจียงเจินเจินที่เสียสละตัวเองช่วยคนอื่น!
พอนึกถึงโควตานั้น เจียงเจินเจินก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ตอนนั้นเธอคงสมองโดนลาเตะ ถึงได้ยกโควตาอันล้ำค่านั้นให้เฉินเซียงจวิน!
เดิมที ครอบครัวตั้งใจให้โควตานี้เป็นของพี่ชาย—เจียงซิงฮวา
แต่เขากลับพูดว่า “พี่แต่งงานแล้ว สำหรับพี่ ครอบครัวสำคัญที่สุด ถ้าไปเรียน ต้องแยกจากเมียตั้งสามปี พี่ไม่อยากอยู่ห่างนานขนาดนั้น โควตานี้ให้เธอเถอะ”
เจียงเจินเจินรู้ดี พี่ชายไม่ได้อาลัยอาวรณ์เมียลูกจนขนาดนั้น เขาแค่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย ขอแค่ขยันทำงานบนเรือก็เลี้ยงครอบครัวได้
ส่วนเธอ… เป็นผู้หญิง แต่กลับตัวสูงใหญ่กว่าผู้ชายทั่วไป หาคนมาสู่ขอแทบไม่ได้
เธอไม่อยากรับโควตานั้น แต่เจียงซิงฮวาดื้อรั้นมาก ยืนกรานยกให้เธอ จนพี่สะใภ้กับพี่ชายทะเลาะกันหนัก ถึงขั้นไม่พูดกันเป็นเดือน
หลังโควตาตกมาอยู่ในมือเธอ โชคชะตาก็เปลี่ยนจริงๆ อย่างที่พี่ชายคาดหวัง แม่สื่อหลายคนพากันมาสู่ขอ แม้แต่ผู้ชายบางคนก็กล้าตามจีบเอง หนึ่งในนั้นก็คือ—เฉินเซียงจวิน
เฉินเซียงจวินผิวขาวสะอาด ใส่แว่น ดูสุภาพเรียบร้อย ไม่สูงนัก สูงกว่าเธอแค่สองเซนติเมตร แต่มีการศึกษา แต่งกลอนเปรี้ยวๆเป็น
เขาไม่กล้าคุยกับเธอตรงๆ แต่จะมาหาทุกวัน เอาดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ กับกลอนเชยๆมามอบให้ ทุกครั้งที่ยื่นให้ หูจะแดงก่ำ
ตอนนั้น เจียงเจินเจินคิดว่าเขา ขี้อาย แต่ภายหลังถึงได้รู้ว่า “อาย” นั้นคือ น่าละอาย ไม่ใช่ เขินอาย
ตั้งแต่เด็ก เธอมักถูกผู้ชายล้อเลียน ไม่มีใครอยากได้ ไม่เคยเจอท่าทีแบบนี้มาก่อน จึงตกหลุมพรางเฉินเซียงจวินอย่างง่ายดาย
ต่อมา เขาพูดกับเธอว่า “เธอไม่เคยเรียนมัธยม ถ้าเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแรงงาน–ชาวนา–ทหารทันที จะตามไม่ทันหรือเปล่า? ถ้าเรียนไม่จบ ก็ไม่ได้จัดงานให้ ทำไมไม่ยกโควตานี้ให้ผมล่ะ ยังไงเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกัน ใครเรียนก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
และเธอก็… ถูกหลอกอย่างนั้นเอง
หลังจากแม่ฆ่าตัวตาย เจียงเจินเจินเคยคิดอย่างโง่ๆว่าเฉินเซียงจวินต่างจากแม่ของเขา ว่าเขาจะไม่รังเกียจเธอ
ผลคือ… เขาร่วมกับชาวบ้าน ขับไล่เธอออกจากหมู่บ้าน
เจียงเจินเจินสาบานกับตัวเอง ว่าชาตินี้เธอจะทำให้ไอ้คนเนรคุณอย่างเฉินเซียงจวิน ชดใช้ให้สาสม แต่เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้แม่รู้ เธอพาโจวไห่ฮวาไปนั่งบนเตียง
“แม่ นั่งพักก่อนนะ สัตว์เดรัจฉานนั่นยังอยู่ในคอกหมู หนูจะออกไปจัดการมัน”
พูดจบก็หันจะเดินออกไป แต่โจวไห่ฮวากลับคว้าแขนเสื้อเธอไว้แน่น
แววตาเย็นชาของลูกสาว กับภาพที่เธอหักไม้หนาเท่าแขนเมื่อครู่ ทำให้โจวไห่ฮวาขนลุก
เธอถามตะกุกตะกัก “จัด…จัดการ? หนูจะจัดการยังไง?”
ยังไม่ทันที่เจียงเจินเจินจะตอบ โจวไห่ฮวาก็พูดขึ้นหน้าซีด
“เจินเจิน ฟังแม่นะ อย่าทำอะไรผิดกฎหมาย”
เจียงเจินเจินฝืนยิ้ม ลูบหลังมือแม่เบาๆ
“แม่ คิดอะไรไปไกล ไม่ต้องห่วง หนูไม่ทำอะไรเขาหรอก”
“จริงนะ?”
โจวไห่ฮวายังไม่วางใจ
“จริงค่ะ”
เมื่อมาถึงคอกหมูหลังบ้าน เอ๋อร์โก่วจื่อนอนแน่นิ่ง ทั้งตัวเปรอะเปื้อนมูลหมู กลิ่นเหม็นรุนแรงจนแทบทนไม่ได้ แต่เจียงเจินเจินกลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว ราวกับประสาทรับกลิ่นหายไป
หลังแน่ใจว่าคนหน้าบ้านกลับไปหมดแล้ว เธอแบกเอ๋อร์โก่วจื่อออกจากบ้าน
คืนนี้ฟ้าปิด เมฆดำบดบังแสงจันทร์ ถนนมืด ไม่มีไฟทาง เธอหลบผู้คน เดินตรงไปยังชายหาด ทะเลกลางคืนเหมือนในฝันร้ายไม่มีผิด อันตราย ลึกลับ
แม้เธอไม่เคยเห็นแม่เดินลงทะเลกับตา แต่ตลอดสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ภาพนั้นปรากฏในฝันของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คืนนี้… เธออยากให้เอ๋อร์โก่วจื่อลิ้มรส ความรู้สึกของการถูกน้ำทะเลกลืนกิน
ดวงตาของเจียงเจินเจินแดงฉานด้วยความแค้น เธอก้าวลงทะเลทีละก้าว น้ำเย็นจัดท่วมถึงน่อง ทรายใต้เท้าเละนุ่ม
เมื่อน้ำขึ้นถึงเอว เธอก็โยนเอ๋อร์โก่วจื่อลงทะเล น้ำเค็มเย็นจัดกระตุ้นประสาท เอ๋อร์โก่วจื่อตื่นขึ้นทันที
พอรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในทะเลก็แตกตื่นดิ้นรนสุดแรง พยายามโผล่ปากและจมูกขึ้นจากน้ำ แต่ศีรษะของเขาถูกมือหนึ่งกดไว้แน่น
คนที่ดิ้นรนใกล้ตายมีแรงมหาศาล แต่เจียงเจินเจินกลับกดเขาไว้ได้อย่างมั่นคง
ความสิ้นหวังของเอ๋อร์โก่วจื่อทำให้เธอรู้สึกสะใจอย่างยิ่ง ทว่า… แววตาเป็นห่วงของแม่กลับแวบขึ้นมาในหัว
ไม่… เธอฆ่าคนไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ควรลงมือเอง ไม่คุ้มที่จะทำให้มือเปื้อนเลือดเพราะสัตว์แบบนี้ แม่ยังมีชีวิตอยู่ เธอไม่มีวันเข้าคุกเพราะฆาตกรรม
เธอคว้าผมเอ๋อร์โก่วจื่อ ยกศีรษะเขาขึ้นจากน้ำ เอ๋อร์โก่วจื่อได้หายใจอีกครั้ง มองไม่เห็นว่าใครอยู่ข้างหลัง แต่รู้ดีว่าใครเป็นต้นเหตุ จึงร้องไห้ขอชีวิตเสียงสั่น
“ผมผิดไปแล้ว ผมไม่กล้าอีกแล้ว ขอร้องละ ปล่อยผมไปเถอะ!”
เขาพูดอย่างร้อนรน
“เป็นป้าผิง! ผมไปเพราะป้าผิงให้เงิน! ถ้าจะเอาเรื่อง ไปหาเธอเถอะ ผมก็โดนหลอกเหมือนกัน!”
เป็นนางจริงๆ!
เจียงเจินเจินกัดฟันแน่น
เฉียนเป่าผิง… โหดเหี้ยมได้ถึงขนาดนี้ เพียงเพื่อบ้านหลังเดียวเท่านั้น!
บทที่ 4: เปลื้องผ้า
เจียงเจินเจินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆผ่อนออกมา ในที่สุดก็สามารถกดความโหดร้ายที่ซ่อนลึกอยู่ในใจลงได้
ใบหน้าเธอเย็นชา มือยกขึ้นฟันลงตรงต้นคอ ทำให้เอ๋อร์โก่วจื่อหมดสติไปอีกครั้ง จากนั้นเธอก็แบกร่างเขาออกจากทะเลลึกลับ กลับขึ้นมาบนชายหาด
ถ้าจะปล่อยเอ๋อร์โก่วจื่อไปง่ายๆ เจียงเจินเจินไม่มีวันยอม
เธอจ้องร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น สายตาเลื่อนไปหยุดตรง “สองชั่งเนื้อ” ระหว่างขาของเขา
จะตอนมันดีไหม? ไม่… สภาพการแพทย์บนเกาะย่ำแย่ ถ้ามันตายขึ้นมาล่ะ? ถึงจะไม่ตาย ถ้าแม่รู้เข้า คงไม่พ้นต้องบ่นไม่รู้จบ
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว เจียงเจินเจินยกเอ๋อร์โก่วจื่อขึ้นอีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าเข้าไปในหมู่บ้าน
หมู่บ้านไม่มีไฟฟ้า กลางคืนทุกคนเข้านอนเร็ว ตอนนี้ก็เกินสี่ทุ่มแล้ว คนที่ตามเฉียนเป่าผิงมาจับชู้ต่างก็แยกย้าย เฉียนเป่าผิงเองก็กลับบ้านไป ปากยังด่าทอไม่หยุด
ผู้ชายในบ้านออกทะเลไปหมด คืนนี้ไม่กลับ ผู้หญิงกับเด็กก็หลับกันหมดแล้ว เฉียนเป่าผิงอัดอั้นในใจ อยากระบาย แต่ไม่มีใครให้ระบายใส่ ทำได้เพียงกลับเข้าห้อง หยิบหมอนมาฟาดเตียงแรงๆหลายครั้ง
เธอไม่เข้าใจเลย เธอเห็นเอ๋อร์โก่วจื่อปีนกำแพงเข้าไปในบ้านโจวไห่ฮวากับตา ใช้เวลาแค่สามนาที ก็พาคนไปจับได้ แล้วคนตัวเป็นๆหายไปไหนได้ยังไง?
เสียเงินจ้างมันมา คนก็ไม่เจอ เงินก็หาย!
ไม่ได้การ… ต้องไปเอาเงินคืนจากเอ๋อร์โก่วจื่อให้ได้!
แม้จะโกรธ แต่ก็ไม่ถึงกับนอนไม่หลับ ไม่นานเฉียนเป่าผิงก็หลับไป แต่เธอไม่รู้เลยว่า—ในเวลานี้ มีคนคนหนึ่งกำลังวนเวียนอยู่ด้านนอกกำแพงบ้านของเธอ
เจียงเจินเจินแบกเอ๋อร์โก่วจื่อด้วยมือข้างเดียว หลบหลีกผู้คน เดินอ้อมรอบบ้านเฉียนเป่าผิง
เธอยังจำได้ว่าตรงนี้มีรอยร้าวของกำแพงอยู่ ตอนพี่ชายยังมีชีวิต เคยบอกว่าจะมาช่วยซ่อม แต่ยังไม่ทันได้ซ่อม ก็เกิดอุบัติเหตุในทะเลเสียก่อน
เมื่อเจอช่องกำแพง เจียงเจินเจินวางเอ๋อร์โก่วจื่อขึ้นบนสันกำแพงก่อน จากนั้นใช้สองมือจับขอบกำแพง ถีบเท้าออกแรง กระโดดเข้าไปในลานบ้าน แล้วลากเอ๋อร์โก่วจื่อลงมา
เธอซ่อนเขาไว้ที่มุมหนึ่งของลาน ก่อนจะย่องไปหน้าห้องเฉียนเป่าผิง แนบหูฟังตรงรอยแง้มของประตู
เสียงกรนดังลอดออกมา หลังแน่ใจว่าเฉียนเป่าผิงหลับสนิท เจียงเจินเจินก็เปิดประตูอย่างเงียบเชียบ ลากเอ๋อร์โก่วจื่อเข้ามา ถอดเสื้อผ้าของเขาออกจนหมด แม้แต่กางเกงในก็ไม่เหลือ สุดท้าย เธอมัด “สัตว์เดรัจฉาน” ตัวนั้น ไว้ที่ปลายเตียงของเฉียนเป่าผิง
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ เจียงเจินเจินก็ยกมุมปากขึ้นสูง ปิดประตูให้เฉียนเป่าผิงอย่างอ่อนโยนราวกับเป็นคนใกล้ชิด
ไม่ใช่ว่าชอบผู้ชายเถื่อนหรือ? ในเมื่อจ่ายเงินเอง ก็เชิญเสพให้หนำใจ!
โจวไห่ฮวาไม่ได้นอนเลย เธอเดินไปเดินมาอยู่ในลานบ้าน รอเจียงเจินเจินกลับมา พอเห็นลูกสาว เธอก็รีบวิ่งเข้าไปคว้าข้อมือ
“ทำไมกลับช้าแบบนี้? เกิดอะไรขึ้น ทำไมตัวเปียกหมดเลย?” เธอตกใจ
“หนู…หนูไม่โยนเอ๋อร์โก่วจื่อลงทะเลใช่ไหม?”
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่” เจียงเจินเจินจับมือแม่ พาเข้าไปในห้อง
“ไม่ต้องห่วงนะ แม่ เอ๋อร์โก่วจื่อยังมีชีวิตดี หนูไม่ได้ฆ่าเขา”
“งั้น…หนูทำอะไรกับเขา? เอาเขาไปไว้ที่ไหน?”
เจียงเจินเจินยิ้ม ดวงตาโค้งงอ
แม้จะยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับเย็นเยียบ
เธอพูดอย่างลึกลับ— “แน่นอนว่า เขาไปอยู่ในที่ที่เขาควรอยู่แล้ว”
โจวไห่ฮวาถามต่อ แต่เจียงเจินเจินไม่ตอบ เพียงบอกว่า พรุ่งนี้ก็จะรู้เอง
“เอาล่ะ แม่ ดึกแล้ว ไปนอนเถอะ”
เจียงเจินเจินคล้องแขนแม่ ลากเข้าไปในห้อง พูดออดอ้อน
“คืนนี้หนูนอนกับแม่ได้ไหม?”
โจวไห่ฮวายิ้ม “โตป่านนี้แล้ว ยังอยากนอนกับแม่อีกหรือ?”
“ไม่สนค่ะ ไม่ว่าหนูจะอายุเท่าไหร่ หนูก็ยังเป็นลูกของแม่”
โจวไห่ฮวามองเด็กสาวที่สูงกว่าเธอครึ่งศีรษะ หัวใจก็อ่อนยวบ เธอรู้ดีว่าลูกพูดแบบนี้ เพราะกลัวว่าแม่จะฝันร้าย
“ได้… คืนนี้นอนกับแม่”
เจียงเจินเจินยิ้ม กอดแม่แน่นขึ้นอีก
โจวไห่ฮวาไม่รู้เลยว่า— ที่จริงแล้ว เจียงเจินเจินกลัวมากกว่า กลัวว่านี่จะเป็นแค่ความฝัน กลัวว่าพอลืมตาขึ้นมา แม่จะหายไปอีกครั้ง
กลางดึก ดวงจันทร์ที่ซ่อนตัวทั้งคืน ในที่สุดก็ฝ่าก้อนเมฆหนาทึบออกมา แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่าง ตกลงบนใบหน้าของแม่ลูก
โจวไห่ฮวาหลับไปแล้ว แต่หลับไม่สนิท คิ้วขมวดแน่น เหงื่อเย็นซึมบนหน้าผาก ราวกับฝันร้ายกำลังพันธนาการเธอ
เจียงเจินเจินนอนไม่หลับ เธอยื่นมือไปเช็ดเหงื่อให้แม่เบาๆ แล้วสายตาก็ชะงักจ้องไปที่ข้อมือตัวเอง
นี่มัน…อะไร?
เชือกแดงเส้นหนึ่งผูกอยู่รอบข้อมือ มีไข่มุกเม็ดหนึ่งร้อยอยู่ตรงกลาง เส้นผ่านศูนย์กลางราวหนึ่งเซนติเมตร สะท้อนแสงสีเงินขาวภายใต้แสงจันทร์
หัวใจของเจียงเจินเจินสั่นวูบ นี่คือ… ไข่มุกที่นักโทษคนหนึ่งมอบให้เธอ ก่อนถูกประหารในชาติที่แล้ว แล้วทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่?! ไม่ใช่ว่าเธอเกิดใหม่แล้วหรือ? ทำไมไข่มุกนี้ยังติดตามมาด้วย?
เธอเอื้อมมือจะถอดไข่มุกออก แต่ทันทีที่แตะต้อง ไข่มุกก็ส่องแสงหลากสีขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เจียงเจินเจินตกใจ กลัวว่าแม่จะตื่น รีบใช้มือปิดมันไว้ แต่ยังไม่ทันได้ปิด ไข่มุกก็หายไปในพริบตา เหลือเพียงรอยสีขาวจางๆบนข้อมือ
ในขณะเดียวกัน— เธอกลับรู้สึกถึง พื้นที่ขนาดมหาศาล ปรากฏขึ้น ดวงตาเจียงเจินเจินสว่างวาบ หรือว่า… นอกจากจะเกิดใหม่แล้ว เธอยังได้ “มิติพิเศษ” มาด้วย?!
เธอคว้ากรรไกรที่วางอยู่ข้างเตียง เพียงแค่คิด กรรไกรก็หายไปจากมือ คิดอีกครั้ง มันก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามืออีกหน
เจียงเจินเจินดีใจจนแทบกลั้นไม่อยู่ เป็นมิติจริงๆ!
หลังทดลองซ้ำไปมา ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา— หรือว่า… พลังที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติของเธอ จะเกี่ยวข้องกับไข่มุกเม็ดนี้ด้วย?
เธอมีลางสังหรณ์แรงกล้า ว่าไข่มุกนี้ อาจไม่ได้มอบแค่พลังกับมิติเท่านั้น แต่มัน… ยังอาจนำ “ความประหลาดใจ” อื่นๆมาให้เธออีกด้วย
บทที่ 5: เงินบำเหน็จ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังเพิ่งสาง เจียงเจินเจินก็ลุกจากเตียง พอล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เธอก็รีบมุ่งหน้าไปยังบ้านของเฉียนเป่าผิงทันที
นาฬิกาชีวิตของเฉียนเป่าผิงตรงเป๊ะมาโดยตลอด สามทุ่มเข้านอน หกโมงเช้าตื่น ใกล้จะหกโมงแล้ว แน่นอนว่าเจียงเจินเจินไม่มีทางพลาด การแสดงดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“เจินเจิน?”
หลี่เซียงอวี่ ภรรยาของอาเจียง กำลังตากสาหร่ายอยู่ในลานบ้าน พอเห็นเจียงเจินเจินก็แปลกใจ ในใจอดบ่นไม่ได้— เด็กคนนี้มาทำอะไรแต่เช้าขนาดนี้?
เจียงเจินเจินไม่รอให้เธอถาม พูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“หนูมาขอข้าวค่ะ ที่บ้านไม่มีข้าวหุงแล้ว”
หลี่เซียงอวี่หัวเราะอย่างไม่พอใจ
“จะกินข้าว ทำไมไม่กินที่บ้านตัวเอง มาขอที่บ้านฉันทำไม?!”
เจียงเจินเจินยืนอยู่ตรงประตูไม่ยอมเข้าไป เธอขึ้นเสียงให้ดังขึ้น
“หลังจากพี่ชายหนูเสีย ครอบครัวพวกคุณก็เอาเงินบำเหน็จที่กองงานให้ครอบครัวหนูไปหมด ตอนหนูไปขอคืนพวกคุณก็ไม่ให้ บอกว่าเงินเยอะเกินไป ไม่ปลอดภัยถ้าอยู่ในมือแม่ บ้านหนูไม่มีผู้ชาย ปกป้องเงินไม่ได้ ยังบอกอีกว่า ต่อไปบ้านหนูจะขาดอะไร ให้มาขอที่นี่เอาเอง ตอนนี้บ้านหนูไม่มีข้าวหุง หนูจะไม่มาขอได้ยังไง?!”
ตอนนั้น เจียงซิงฮวาออกเรือไปกับเรือของกองงาน หลังเกิดอุบัติเหตุ กองงานก็จ่ายค่าตอบแทนแรงงานให้ ตามมาตรฐานโบนัสปลายปีของแต่ละปี รวมแล้วเกือบสิบปี
แต่ในชาติที่แล้ว เจียงเจินเจินไม่เคยเห็นเงินพวกนั้นแม้แต่บาทเดียว!
เสียงเอะอะดังขึ้น เพื่อนบ้านละแวกนั้นพากันโผล่หัวออกมาดู หลี่เซียงอวี่หน้าเสีย รีบยื่นมือจะดึงเจียงเจินเจิน
“เสียงดังทำไม มีอะไรเข้าไปพูดข้างในไม่ได้หรือ?”
เจียงเจินเจินปัดมือเธอออก พูดต่อเสียงดังไม่หยุด
“หนูไม่เข้าไป ที่บ้านยังรอข้าวหุงอยู่ อาสะใภ้ บ้านหนูไม่มีข้าวกินมาหลายวันแล้ว ลูกสองคนที่พี่ชายหนูทิ้งไว้ก็ยังเล็ก แม่กับหนูจะอดก็ไม่เป็นไร กินปลากรอบก็พอประทังได้ แต่ชุนเฟิงกับเจียวเจียวเพิ่งสามขวบครึ่งเอง เด็กเล็กขนาดนี้ ไม่มีพ่อไม่มีแม่ หนูจะให้เขาไม่มีแม้แต่ข้าวกินได้ยังไง?!”
พูดไป เธอก็บีบน้ำตาออกมาสองหยด
ถูกคนมากมายมองตำหนิ ต่อให้หลี่เซียงอวี่หน้าด้านแค่ไหน ก็เริ่มทนไม่ไหว ฝืนยิ้มพูด
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ให้ แต่ว่าที่บ้านไม่มี…”
“อาสะใภ้จะบอกว่า บ้านพวกคุณไม่มีข้าวหรือ?”
เจียงเจินเจินขัดทันที
“ไม่เป็นไร ถ้าไม่มีข้าว งั้นก็เอาเงินบำเหน็จที่กองงานให้บ้านหนูมา ห้าร้อยหยวน ซื้อข้าวได้ตั้งเท่าไหร่!”
“ใช่แล้ว เซียงอวี่ ถ้าบ้านเธอไม่มีข้าวจริง ก็เอาเงินออกมาสิ ห้าร้อยหยวน ซื้อข้าวได้เป็นพันๆชั่ง!”
“เด็กเล็กขนาดนี้ไม่มีพ่อแม่ น่าสงสารนะ จะเอาเงินทั้งหมดไปไว้คนเดียวได้ยังไง!”
“อย่างน้อยก็เอาออกมาบ้าง!”
เสียงสนับสนุนดังขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเริ่มพูดแทนเจียงเจินเจิน ในนั้นยังมีคนที่เมื่อคืนตามเฉียนเป่าผิงไป “จับชู้” ด้วย
คนพวกนี้ ดูเรื่องสนุกเป็นหลัก ไม่เคยกลัวว่าเรื่องจะใหญ่
ถูก “ช่วยพูดแทน” จากคนมากมาย หลี่เซียงอวี่ปวดหัว แต่จะให้เอาเงินห้าร้อยหยวนออกมาก็เป็นไปไม่ได้ ทำได้แค่พูดอย่างอ้ำอึ้ง
“เจินเจิน ไม่ใช่ว่าฉันไม่ให้ แต่เงินทั้งหมด… อยู่ที่แม่เธอ”
“งั้นก็ไปขอจากป้าเป่าผิงสิ!”
ยังไม่ทันที่เจียงเจินเจินจะพูด ก็มีคนพูดแทนเธอแล้ว
“เอ่อ…งั้นฉันจะไปถาม”
หลี่เซียงอวี่ถูกบีบจนหลังชนกำแพง จำใจต้องหันไปเรียกแม่สามี— เฉียนเป่าผิงไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลังเดินเข้ากับดักของเจียงเจินเจิน
ดวงตาของเจียงเจินเจินเต็มไปด้วยความคาดหวัง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เธอยังขยับตัวหลบ เปิดทางให้ประตูอย่าง “มีน้ำใจ”
หลี่เซียงอวี่เคาะประตู ยังไม่ทันเรียกคำว่า “แม่—” เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก็ดังขึ้นจากในห้อง
“แม่?! แม่เป็นอะไร?!”
หลี่เซียงอวี่ตะโกน ผลักประตูเข้าไปอย่างร้อนรน แล้ว… เธอก็กรีดร้องตามไปอีกเสียง
เพื่อนบ้านมองหน้ากัน เห็นความอยากรู้อยากเห็นในแววตาซึ่งกันและกัน วินาทีถัดมา ทุกคนก็กรูเข้าไปในห้องเฉียนเป่าผิง
ภายในเวลาไม่ถึงหกวินาที ประตูห้องก็ถูกคนเบียดแน่น ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ทุกคนตาแทบถลน— เฉียนเป่าผิงผมเผ้ายุ่งเหยิง กำลังนั่งยองๆอยู่บนพื้น มือหนึ่งคว้าชายเปลือยกายไว้ อีกมือ… เหมือนเพิ่งจะยื่นไปตรงระหว่างขาของเขา!
และชายคนนั้น— พอมองชัดๆไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอันธพาลประจำหมู่บ้าน เอ๋อร์โก่วจื่อ!
เอ๋อร์โก่วจื่อทั้งวันไม่ทำอะไร ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมแต่ง แต่ใครจะคิดว่า… จะหิวกระหายถึงขนาดนี้!
เพื่อนบ้านอยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า ดวงตาของทุกคนเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ไม่ใช่แบบที่พวกคุณเห็น! ไม่ใช่อย่างนั้น!”
สมองของเฉียนเป่าผิงแทบระเบิด เธอรีบอธิบายอย่างร้อนรน
“ฉันไม่รู้เลยว่าเอ๋อร์โก่วจื่อเข้ามาได้ยังไง ฉันเพิ่งตื่นก็เห็นเขาอยู่ตรงนี้แล้ว!”
แต่เพื่อนบ้านที่กระหายข่าวฉาว จะไปฟังคำอธิบายของเธอได้ยังไง พวกเขาเชื่อแค่สิ่งที่เห็นกับตา
“เป่าผิง พอเถอะ พวกเรามีตากันทุกคน!”
“ป้าเป่าผิง สติหน่อยสิ ลุงฝูกุ้ยเพิ่งออกเรือก็ไม่ได้หนีไปไหน จะไปแย่งผู้ชายทำไม?!”
“ฉันไม่ได้แย่ง!”
เฉียนเป่าผิงร้อนจนเหงื่อท่วม พูดแทบไม่เป็นประโยค
“ที่ฉันพูดเป็นความจริง ฉันไม่รู้จริงๆว่าทำไมเขาโผล่มาในห้อง อีกอย่าง เขายังถูกมัดไว้ ฉันเพิ่งแก้มัดให้ ดูสิ เชือกยังอยู่เลย!”
“ป้าเป่าผิง บ้านไหนไม่มีเชือกบ้าง? หยิบเชือกมาเส้นหนึ่งจะพิสูจน์อะไรได้? แล้วถ้าเขาถูกมัดจริง ทำไมต้องไปแก้มัดให้เขาล่ะ?”
เพราะเธออยากปลุกเอ๋อร์โก่วจื่อให้รีบออกไปน่ะสิ! แต่ใครจะคิดว่า หลี่เซียงอวี่จะบุกเข้ามาพอดี เรียกเพื่อนบ้านมามุงกันหมด!
เฉียนเป่าผิงเถียงไม่ออก ร้อนใจจนเจ็บ.อก ตะโกนออกมา
“มีคนจะฆ่าฉันจริงๆ! เชื่อฉันเถอะ มีคนคิดจะฆ่าฉัน!”
เจียงเจินเจินยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน ภาพตรงหน้าค่อยๆซ้อนทับกับภาพเมื่อสี่สิบปีก่อน ที่เฉียนเป่าผิงนำคนไปล้อมโจวไห่ฮวาบนเตียง
มันช่างประชดประชันเหลือเกิน ตลกจริงๆ
บทที่ 6: ฉวยโอกาสหยิบฉวย
เสียงเอะอะโวยวายปลุกเอ๋อร์โก่วจื่อให้ตื่น ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าคุ้นเคยนับไม่ถ้วน ทุกคนยืนล้อมเขาไว้แน่น ใกล้เสียจนเขาหนาวสะท้านไปทั้งตัว
มีคนตาดีเห็นเอ๋อร์โก่วจื่อลืมตาเข้า จึงร้องขึ้นทันที
“เฮ้ย! เอ๋อร์โก่วจื่อตื่นแล้ว! อย่ามาแกล้งหลับนะ ฉันเห็นนายลืมตาเมื่อกี้ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ อธิบายมาซิว่าเรื่องของนายกับเป่าผิงมันยังไงกันแน่!”
เอ๋อร์โก่วจื่อยังไม่ตอบทันที เพราะในวินาทีนั้น เขาเพิ่งรู้ตัวว่า— ตัวเองเปลือยเปล่า! ก้นเปลือยของเขาถูกผู้คนล้อมดูเป็นวง!
ถึงจะเป็นอันธพาล เอ๋อร์โก่วจื่อก็ยังมีความละอาย แถมยังไม่ได้แต่งงาน ตอนนี้ถูกคนเห็นสภาพนี้หมดแล้ว ต่อไปจะไปหาภรรยาได้ยังไง?!
อีกอย่าง… คนเมื่อกี้พูดอะไรนะ? เรื่องของเขากับเฉียนเป่าผิง? หรือว่าเรื่องรับเงินจากเป่าผิงถูกเปิดโปงแล้ว? พวกนี้กำลังสอบสวนเขาอยู่หรือ?
ภาพน้ำทะเลเค็มเย็น กับมือที่แข็งแรงโหดเหี้ยมเมื่อคืน ผุดขึ้นมาในหัว เอ๋อร์โก่วจื่อสั่นสะท้าน ชี้ไปที่เฉียนเป่าผิงโดยไม่รู้ตัว ตะโกนออกมา—
“เป็นเธอ! เป็นเธอที่ให้เงินผม ผมถึง—”
ยังไม่ทันพูดจบ ฝูงชนก็แตกฮือราวกับระเบิดลง
“โอ้โห! ป้าเป่าผิงเป็นคนจ่ายเงินเอง!”
“ไม่คิดเลย…ไม่คิดจริงๆเป่าผิง เธอ…เธอทำแบบนี้ได้ยังไง!”
“หน้าไม่อาย ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!”
“ไม่ใช่! ไม่ใช่อย่างที่พวกคุณเห็น!”
เฉียนเป่าผิงแทบจะคลั่ง พยายามอธิบาย แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน พอก้มลงเห็นเอ๋อร์โก่วจื่อ เธอก็โกรธจัด คว้าผมเขาเขย่าแรงๆสองที
“เอ๋อร์โก่วจื่อ! ฉันให้เงินแกตั้งแต่เมื่อไหร่ พูดมาให้ชัด!”
ขณะพูด เธอก็พยายามส่งสายตาให้เขาไม่หยุด แต่เอ๋อร์โก่วจื่อถูกเขย่าจนมึน ไม่เข้าใจสายตานั้นเลย เขาคิดว่าเฉียนเป่าผิงกำลังจะโยนความผิดให้เขาทั้งหมด จึงโกรธจัด พูดสวนกลับ—
“ถ้าคุณไม่ให้เงินผม ผมจะกล้าขนาดนี้ได้ยังไง ป้าเป่าผิง คุณจะปฏิเสธเอาดื้อๆงั้นเหรอ?!”
“ฉันให้เงินแกตั้งแต่เมื่อไหร่! ฉันไม่ได้ให้!”
เฉียนเป่าผิงตัวสั่น อยากอธิบายให้ทุกคนฟัง แต่ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งพูดไม่ออก ทุกคนคิดว่าตัวเองรู้ความจริงหมดแล้ว ไม่มีใครมีความใอดทนจะฟัง “คำแก้ตัว” ของเฉียนเป่าผิงต่อ
กินแตง (เสพข่าว) เสร็จ ก็หันหลังเตรียมกลับบ้าน เอ๋อร์โก่วจื่อยังเปลือยอยู่ ดูนานไปเดี๋ยวตาเป็นรู!
เห็นคนทยอยออกไป เฉียนเป่าผิงร้อนใจจนหน้ามืด ทรุดลงเป็นลมไปทันที เจียงเจินเจินเดินออกมาพร้อมฝูงชน พอกลับถึงบ้าน โจวไห่ฮวาตื่นแล้ว กำลังล้างปลาตัวเล็กๆอยู่ในลาน เห็นเจียงเจินเจินกลับมาก็ถามขึ้น—
“ไปไหนมาแต่เช้าขนาดนี้?”
เจียงเจินเจินเดินเข้าไป วางของในมือลงก่อน แล้วรับอ่างจากมือแม่ พูดว่า
“หนูไปบ้านย่ามาค่ะ ไปขอข้าว”
โจวไห่ฮวาชะงัก แทบคิดว่าหูฝาด
“ไป…ไปไหนนะ?”
เจียงเจินเจินยิ้ม
“ไปบ้านย่าค่ะ ตอนย่าเอาเงินบำเหน็จของพี่ไป ไม่ใช่ว่าพูดเองหรือว่าจะดูแลเรื่องกินอยู่ของพวกเรา หนูก็เลยไปขอข้าว”
โจวไห่ฮวาอ้าปาก สายตาเลื่อนไปเห็นถุงที่วางอยู่ข้างเท้า ตาเบิกกว้างทันที
“นี่…นี่คือ…”
เจียงเจินเจินเลิกคิ้ว พูดอย่างภูมิใจ
“ข้าวของย่าค่ะ”
โจวไห่ฮวา: “!!!”
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยไปขอเงินหรือของจากแม่สามีตอนครอบครัวลำบาก แต่ทุกครั้ง สีหน้าแม่สามีจะดูไม่ดี ไม่ให้ก็ไม่พูด แถมยังย้อนด่าเธอว่าอยู่ไม่เป็นอีก
“หนู… ทำยังไงถึงได้มา?”
เจียงเจินเจินยิ้ม
“ความลับค่ะ”
ความจริงคือเธอไม่ได้อยากได้ข้าวถุงนี้นัก แค่ฉวยโอกาสตอนบ้านเฉียนเป่าผิงวุ่นวาย เดินผ่านครัว แล้วหยิบถุงข้าวออกมาเท่านั้น
พอนึกถึงสีหน้าของเฉียนเป่าผิงกับหลี่เซียงอวี่ตอนรู้ว่าข้าวหาย มุมปากของเจียงเจินเจินก็ยกขึ้น เธอพูดว่า—
“แม่ ต่อไปไม่ต้องไปบ้านย่าแล้ว หน้าที่ขอของ ยกให้หนูเอง!”
โจวไห่ฮวาพยักหน้าอย่างมึนงง แม้จะไม่ถาม แต่ในใจก็อยากรู้เหลือเกินว่าลูกสาวทำยังไง ถึงทำให้แม่สามียอมเปิดถุงข้าว
จู่ๆเธอก็ตาโต— หรือว่าลูกจะหักไม้ต่อหน้าคนอีก?!
ใกล้ถึงเวลามื้อเช้า เจียงเจินเจินไปปลุกหลานทั้งสอง เจียงชุนเฟิงกับเจียงชุนเจียวที่นอนอยู่ในห้องปีกตะวันตก เด็กทั้งสองหลับสนิท นอนหันหน้าเข้าหากัน แก้มแดงระเรื่อเพราะการนอน เจียงเจินเจินตบไหล่เบาๆพูดเสียงอ่อน
“ชุนเฟิง เจียวเจียว ตื่นได้แล้ว”
เด็กทั้งสองยังงัวเงีย เจียงชุนเจียวลืมตาครึ่งเดียว พึมพำ
“แม่…”
หัวใจของเจียงเจินเจินบีบรัด จมูกแสบขึ้นมาทันที เด็กสองคนนี้ ตอนนี้เพิ่งสามขวบครึ่ง เป็นฝาแฝด หลังพี่ชายเจียงซิงฮวาเกิดอุบัติเหตุในทะเล พี่สะใภ้เฉินน่าก็ทิ้งลูกไว้ หนีไป
ต่อมา เจียงเจินเจินเลี้ยงเด็กทั้งสองด้วยตัวเอง เด็กสองคนนี้เป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน แต่เพราะอาการป่วยของเธอ ต้องใช้เงินรักษามาก ครอบครัวจึงไม่สามารถส่งเสียทั้งสองคนเรียนต่อพร้อมกันได้ สุดท้ายเด็กทั้งสองปรึกษากันเอง ให้เจียงชุนเจียวเรียนต่อ ส่วนเจียงชุนเฟิงออกจากโรงเรียนไปทำงาน
แต่ต่อมา ชุนเฟิงติดการพนันเป็นหนี้ก้อนโต เพื่อหาเงินใช้หนี้ ชุนเจียวจึงยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ชอบทำร้ายร่างกาย ซึ่งแก่กว่าเธอถึงสิบหกปี…
คิดถึงความทุกข์ในอนาคตของเด็กทั้งสอง หัวใจเจียงเจินเจินก็เจ็บปวด มองใบหน้าซื่อใสในตอนนี้ เธอก็สาบานกับตัวเองเงียบๆ— ชาตินี้ เธอจะปกป้องเด็กสองคนนี้ ให้พวกเขามีชีวิตที่ดี มีความสุข
เจียงชุนเจียวขยี้ตา พอมองชัดก็รู้ว่าตัวเองเรียกผิด รีบแก้
“อาเจิน…”
เจียงเจินเจินขานรับ หยิบเสื้อผ้ามาสวมให้ เสื้อถูกซักมานับครั้งไม่ถ้วน ผ้าดอกสีฟ้าเดิมซีดจนแทบไม่เห็นลาย แถมยังมีรอยปะ
เจียงชุนเจียวเชื่อฟังมาก รับเสื้อมา พูดเบาๆ “หนูใส่เองได้ค่ะ”
เจียงเจินเจินลูบผมเธอ “ดีจ้ะ ใส่เองได้เลย”
จากนั้น เธอตบก้นอ้วนๆของเจียงชุนเฟิงเบาๆ เรียกเขา
“ชุนเฟิง พี่สาวตื่นแล้ว เธอยังไม่ลุกอีกเหรอ แดดจะเผาก้นแล้วนะ เช้านี้กินข้าวต้มขาวนะ”
เจียงชุนเฟิงเป็นเด็กขี้กิน พอได้ยินว่าเป็นข้าวต้ม ก็ลุกพรวดจากเตียงทันที
“อาเจิน จริงเหรอ เป็นข้าวต้มจริงๆเหรอ?”
เจียงเจินเจินพยักหน้ายิ้มๆ ชุนเฟิงถามไปใส่เสื้อไป
“แต่ที่บ้านเราไม่มีข้าวแล้วไม่ใช่เหรอ อาเจินเอาข้าวมาจากไหน?”
เจียงเจินเจินกะพริบตา ยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่บอกหรอก”
บทที่ 7: ความจริง
อาหารเช้าวันนี้คือข้าวต้มขาว ปลาหน้าขวานตากแห้ง และหัวไชเท้าดองแห้ง
ปลาหน้าขวานแห้งมีรสหวาน หัวไชเท้าดองเค็ม กินคู่กับข้าวต้มแล้วให้รสชาติที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หลังอาหาร เจียงเจินเจินกับโจวไห่ฮวาก็ออกไปทำงานด้วยกัน ส่วนเด็กทั้งสองวิ่งออกไปเล่นกับเพื่อนๆ
ชาวเกาะไม่ได้พึ่งพาการหาปลาอย่างเดียว บนเกาะยังมีพื้นที่เพาะปลูก โดยทั่วไปผู้ชายออกทะเล ผู้หญิงทำงานในนาในไร่
ตอนที่พ่อกับพี่ชายของเจียงเจินเจินยังมีชีวิต โจวไห่ฮวาไม่เคยถูกอนุญาตให้ออกไปทำงาน เพราะสุขภาพไม่ดี แต่หลังจากเจียงซิงฮวาประสบอุบัติเหตุในทะเล โจวไห่ฮวาก็เริ่มออกไปทำงาน แม้เจียงเจินเจินจะคัดค้านแค่ไหนก็ตาม
เธอมีเหตุผลของเธอ
“เมื่อก่อนแม่ไม่ไปทำงาน เพราะชุนเฟิงกับเจียวเจียวยังเล็ก ต้องมีคนดูแล แต่ตอนนี้พวกเขาสามขวบครึ่งแล้ว ปล่อยให้ออกไปเล่นเองได้”
คนในยุคนี้ไม่ได้ระแวดระวังเด็กเหมือนศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด โดยมากพอเด็กอายุสี่ห้าขวบ ก็ปล่อยให้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ พ่อแม่ก็วางใจแล้ว
แม้ชุนเฟิงกับชุนเจียวจะยังเล็กกว่า แต่บ้านข้างๆมีเด็กผู้หญิงอายุแปดขวบ ครอบครัวไม่ส่งเธอไปโรงเรียน ให้ดูแลน้องๆอยู่บ้านแทน โจวไห่ฮวาจึงฝากให้เด็กคนนั้นพาชุนเฟิงกับชุนเจียวไปเล่นด้วยกัน
เจียงเจินเจินกับโจวไห่ฮวาถือกระติกน้ำ เดินไปยังจุดรวมตัวของกองงาน ระหว่างทางพบเพื่อนบ้านหลายคน
คนเหล่านั้น เมื่อเห็นสองแม่ลูกก็จะเข้ามาทักทายอย่างตั้งใจ จากนั้นก็ปรายตามองอย่างมีนัย พอเดินผ่านไปไกลก็เอาหัวมาชนกัน กระซิบกระซาบเหมือนส่งสัญญาณลับ แล้วหัวเราะเบาๆอย่างมีความหมาย
โจวไห่ฮวารู้สึกอึดอัดอย่างมาก สายตาเหล่านั้นเหมือนแสงไฟส่องหลัง ตอนแรกเธอยังพยายามฝืนทน แต่มือที่ห้อยข้างลำตัวก็ค่อยๆกำแน่นขึ้น แรงขึ้นเรื่อยๆ
เธอผิวขาวอยู่แล้ว แต่ตอนนี้หน้าซีดราวกับกระดาษ เจียงเจินเจินสังเกตเห็นความผิดปกติ
“แม่ เป็นอะไรหรือเปล่า?”
โจวไห่ฮวาไม่อยากให้ลูกเป็นห่วง จึงฝืนยิ้ม
“ไม่เป็นไร อาจจะเพราะแดดแรง”
เจียงเจินเจินขมวดคิ้ว เงยหน้ามองฟ้า— วันนี้ครึ้มเมฆชัดๆ!
“แม่เพิ่งนึกขึ้นได้ เหมือนตอนออกจากบ้านจะไม่ได้ล็อกประตู”
โจวไห่ฮวาหยุดเดินกะทันหัน
“แม่จะกลับไปดูหน่อย”
พูดจบเธอก็หันหลังจะกลับ แต่ถูกเจียงเจินเจินคว้าไว้
“แม่! ลืมแล้วหรือว่าชุนเฟิงกับชุนเจียวอาจกลับบ้านมาดื่มน้ำ เราก็เลยเปิดประตูทิ้งไว้ให้พวกเขา”
เจียงเจินเจินรู้สึกได้ว่าไหล่ของแม่กำลังสั่น หัวใจเธอกระตุกแรง
“แม่… เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
โจวไห่ฮวายังดื้อ
“ไม่มีอะไร”
ขณะนั้นเอง หญิงคนหนึ่งเดินผ่าน ยิ้มทักโจวไห่ฮวา
“สวัสดีตอนเช้าค่ะ พี่สะใภ้ไห่ฮวา”
ร่างของโจวไห่ฮวาสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด ต้องใช้เวลาสองสามวินาทีกว่าจะฝืนยิ้มตอบ
“สวัสดีตอน… ตอนเช้าจ้ะ”
“แม่—”
เจียงเจินเจินกวาดตา.มองรอบๆ บังเอิญสบกับสายตาอยากรู้อยากเห็นหลายคู่ เธอเม้มริมฝีปาก
พูดเสียงต่ำ
“แม่คิดใช่ไหม ว่าคนพวกนั้นกำลังมองบ้านเราเป็นเรื่องตลก?”
ไม่แปลกที่โจวไห่ฮวาจะอ่อนไหว ช่วงนี้เธอเพิ่งสูญเสียลูกชายอย่างกะทันหัน แต่ข่าวลือกลับแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน พูดกันว่าเธอไม่มีสามี ไม่มีลูกชาย คงทนความเหงาไม่ไหว เตรียมจะแต่งงานใหม่บ้างล่ะ ยิ่งเมื่อคืนมีอันธพาลปีนเข้าบ้าน เกือบถูกลวนลาม แล้วยังถูกแม่สามีพาคนมาล้อมบ้านอีก— ต่อให้จิตใจเข้มแข็งแค่ไหน ก็ยากจะรับแรงกระแทกต่อเนื่องแบบนี้
เจียงเจินเจินจับไหล่แม่แน่น เหมือนส่งพลังให้ สายตาเธอหนักแน่น น้ำเสียงจริงจัง
“แม่ เชื่อหนู พวกเขาไม่ได้ดูบ้านเราเป็นเรื่องตลก… จริงๆแล้ว พวกเขากำลังพูดถึง ย่า ต่างหาก”
เจียงเจินเจินก้มไปกระซิบข้างหูแม่ พูดอะไรบางอย่าง
โจวไห่ฮวาสูดลมหายใจเฮือก หันมามองลูกสาวอย่างตกตะลึง ชี้นิ้วใส่เธอ
“หนู…หนู—!”
เจียงเจินเจินยักไหล่ยิ้มใสซื่อ โจวไห่ฮวาตบหลังลูกสาวแรงๆ ขมวดคิ้วด้วยความโกรธ
“หนูบ้าหรือเปล่า! นั่นมันย่าของหนูนะ! ถึงแม้…ถึงแม้เมื่อคืน เธอจะพาคนไปที่บ้านเรา…”
เธอไม่อาจพูดคำว่า จับชู้ ออกมาได้ หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าหนักใจ
“แต่ย่าแค่เข้าใจผิด หนู…หนูทำแบบนี้ไม่ได้ เอาคนไปโยนไว้ในบ้านย่าแบบนั้น คนอื่นจะพูดถึงบ้านเรายังไง แล้วย่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนต่อไป?”
แม้เฉียนเป่าผิงจะไม่เคยเมตตาโจวไห่ฮวา แต่โจวไห่ฮวาเป็นคนกตัญญู
ในใจเธอ เฉียนเป่าผิงยังคงเป็นแม่สามี เป็นครอบครัวเดียวกัน สิ่งที่เจียงเจินเจินทำ ในสายตาโจวไห่ฮวาคืออกตัญญู เป็นการทรยศ เธอไม่อาจยอมรับได้
“เข้าใจผิดงั้นหรือ?”
เจียงเจินเจินหัวเราะเยาะ
“หนูแค่ปฏิบัติกับเขา ในแบบเดียวกับที่เขาปฏิบัติกับเรา”
“ปฏิบัติกับคนอื่นแบบไหน…”
โจวไห่ฮวาขมวดคิ้ว เธอไม่ได้เรียนหนังสือ ฟังคำพูดพวกนี้ไม่เข้าใจ รู้แค่ว่า—
“อย่าใช้คำยากๆกับแม่ แม่ไม่เข้าใจ แม่รู้แค่ว่านั่นคือย่าของหนู หนูทำแบบนี้มันผิด! เดี๋ยวหนูต้องไปอธิบายกับทุกคน—”
พูดมาถึงตรงนี้เธอก็ชะงักไป เจียงเจินเจินยิ้มบางๆ ถามกลับ
“จะอธิบายยังไงล่ะ?”
ใช่… จะอธิบายยังไง?
โจวไห่ฮวาปวดหัวรุนแรง จะให้พูดกับชาวบ้านว่าเจียงเจินเจินจงใจวางแผน หลอกเฉียนเป่าผิงงั้นหรือ? ต่อไปคนในหมู่บ้านจะมองเจียงเจินเจินยังไง?
รอยยิ้มของเจียงเจินเจินจางหาย น้ำเสียงเย็นลงทันที
“แม่รู้ไหม ว่าทำไมเอ๋อร์โก่วจื่อถึงปีนกำแพงเข้าบ้านเรา? เพราะ ย่า เป็นคนให้เงินเขา จ้างเขามาเอง”
เธอไม่อาจปล่อยให้แม่ยังมีความหวัง หรือความเชื่อใจในเฉียนเป่าผิงอีกต่อไป ต่อให้โจวไห่ฮวาจะเจ็บปวด เธอก็ต้องรู้ความจริง
โจวไห่ฮวาชะงัก ประโยคสั้นๆนี้ ใช้เวลานานเกือบนาทีกว่าจะเข้าใจ
“ทำไม… ไม่จริงใช่ไหม? หนูล้อแม่เล่นหรือเปล่า? ย่าจะทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง?”
สีหน้าของเจียงเจินเจินจริงจัง
“เอ๋อร์โก่วจื่อเป็นคนพูดเอง”
โจวไห่ฮวานิ่งงัน
“เขา…เขาอาจจะพูดไปเรื่อย เพื่อเอาตัวรอดก็ได้…”
เธอยังพยายามแก้ต่างให้แม่สามี เพราะไม่อาจยอมรับได้ว่าคนที่เธอเคารพ จะโหดร้ายกับเธอถึงขนาดนี้
“แม่”
เจียงเจินเจินขัดขึ้น ถอนหายใจเบาๆ
“อย่ามองย่าเป็นคนดีใจบุญตลอดเวลาเลย กับพ่อของหนูแท้ๆ เธอยังโหดร้ายได้ แล้วจะเหลืออะไรกับแม่ล่ะ?”
บทที่ 8: ความทรงจำ
“เมื่อก่อน… ย่าอยากจับพ่อของหนูแต่งงานกับคนพิการ แค่เพราะฝ่ายนั้นไม่เรียกสินสอด แถมยังให้ข้าวมาเป็นของหมั้นสองกระสอบ!”
“ต่อมา พ่อมารู้จักแม่ อยากแต่งงานกับแม่ ถึงแม่จะไม่มีสินเดิม ไม่เรียกร้องอะไรเลย แต่ย่าก็ขัดขวางทุกวิถีทาง สุดท้ายพ่อดื้อแอบไปขายของในตลาดมืด เอาเงินไปซื้อข้าว แล้วบอกว่าเป็นของจากบ้านยาย ย่าถึงยอมให้พ่อกับแม่แต่งงานกันได้”
เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นคำที่ เจียงชิงโหยวพูดเองทั้งนั้น ตอนนั้นเขาพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ วันนั้นเขาไม่ได้ออกทะเล อุ้มเจียงซิงฮวาและเจียงเจินเจินไว้บนตัก หัวเราะพลางพูดล้อเล่นว่า
“ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่พยายาม ก็คงไม่มีพวกเธอสองคนหรอก”
ความทรงจำอัน.อบอุ่นเหล่านี้ ทำให้หัวใจของเจียงเจินเจินปวดหน่วง เธอสูดจมูก พูดต่อด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
“ถึงพ่อกับแม่จะแต่งงานกันได้ แต่ย่าเคยให้หน้าดีๆกับแม่บ้างไหม? พอแยกบ้าน ย่าก็ไม่ให้พวกเราอะไรเลย แม้แต่บ้านที่เราอยู่ตอนนี้ ก็เป็นบ้านที่พ่อแบกหินมาก่อทีละก้อน ทีละก้อน ด้วยความยากลำบาก”
“ตอนนี้พ่อไม่อยู่แล้ว ย่าก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจอีก ตั้งแต่ต้น ย่าไม่เคยคิดว่าแม่เป็นคนในครอบครัวเลย”
ลูกชายที่ไม่เข้าข้าง ลูกสะใภ้ที่ไม่ถูกใจ ยังจะหวังให้เฉียนเป่าผิงจริงใจกับใครได้อีก?
โจวไห่ฮวาคิดไม่ตก เสียงสั่นเครือ
“ย่าลำเอียงก็จริง แต่…แต่เรื่องนี้มันเป็นอาชญากรรม ทำไมเธอต้องทำขนาดนี้ ทำไมถึงอยากฆ่าแม่?”
“เพราะย่าจะให้อาแต่งงาน”
เจียงเจินเจินพูดเสียงเย็น
“ย่าเล็งบ้านของเรา อยากไล่แม่ออกไป พี่ชายไม่อยู่แล้ว พี่สะใภ้ก็หนีไป ในบ้านเหลือแค่ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานหนึ่งคน กับเด็กสามขวบสองคน ถ้าแม่ไป ย่าก็จับหนูแต่งงานเร็วๆ ชุนเฟิงกับชุนเจียวก็เลี้ยงเอง บ้านของเราก็ว่างพอให้อาเอาไปแต่งเมียพอดี ไม่ใช่หรือ?”
ตอนนั้น เจียงชิงโหยวเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด สร้างบ้านให้ภรรยาและลูก บ้านหลังกว้างขวาง หน้าหนาวไม่หนาว หน้าร้อนไม่กลัวพายุ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบ้านที่ดีที่สุดในหมู่บ้าน
คิดไปคิดมา เฉียนเป่าผิงคงหวังจะใช้บ้านหลังนี้ เป็นสินสอดให้เจียงชิงเหอ เพื่อแต่งงานกับคนที่ดีกว่า และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ในชาติที่แล้ว เจียงชิงเหอแต่งงานกับลูกสาวของเลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านข้างๆ ผู้หญิงคนนั้นมีการศึกษา เป็นครูโรงเรียนประถม เงินเดือนเดือนละกว่ายี่สิบหยวน
สีหน้าของโจวไห่ฮวาซีดเผือด เธอพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่เจียงเจินเจินพูดน่าจะเป็นความจริง
ไม่นานมานี้เอง หลังจากลูกชายเจียงซิงฮวาเพิ่งเสีย เฉียนเป่าผิงก็เคยพูดเรื่องบ้านกับเธอ
วันนั้น ย่าหอบตะกร้าอาหารทะเลมา มีปู หอยสังข์ ปลาหมึก หอยเสียบ ฯลฯ
แม้จะไม่ใช่ของมีค่า แต่โจวไห่ฮวาก็รู้สึกซาบซึ้ง ตอนแรกเฉียนเป่าผิงยังพูดดี
“แม่คิดแล้ว ปล่อยให้แม่ลูกกำพร้าอยู่กันเอง แม่ก็ไม่ค่อยวางใจ ย้ายมาอยู่บ้านแม่เถอะ แม่จะจัดห้องให้”
โจวไห่ฮวารู้สึก.อบอุ่น แต่พอคิดดีๆก็ปฏิเสธ เพราะบ้านหลังนี้ เจียงชิงโหยวสร้างขึ้นด้วยตัวเอง เต็มไปด้วยความทรงจำของพวกเขา เธอไม่อยากจากไป สีหน้าของเฉียนเป่าผิงเปลี่ยนทันที พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“บ้านแม่ม่ายมีแต่เรื่องฉาว แม่ให้มาอยู่ก็เพราะเห็นแก่ชื่อเสียงของตระกูล!”
โจวไห่ฮวาหน้าแดง รีบสาบาน
“ฉันจะไม่มีวันทำอะไรให้ผิดต่อชิงโหยวเด็ดขาด!”
ความจริงแล้ว เธอก็เริ่มลังเลเพราะคำพูดนั้น แม้จะฟังไม่ดี แต่ก็มีเหตุผล
เธออาจจะมั่นใจในตัวเอง แต่คนอื่นอาจไม่เชื่อ ถ้าอยู่กับพ่อแม่สามี ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องข่าวลือ
เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า
“บ้านมีห้องไม่เยอะ ชิงเหอก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว ถ้าเราไปอยู่ ต่อไปเขาจะอยู่ที่ไหน?”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น”
เฉียนเป่าผิงเงยหน้ามองบ้าน ยิ้มอย่างพอใจ
“ชิงเหอก็แต่งงานอยู่ที่นี่แหละ”
โจวไห่ฮวาใจดีแต่ไม่โง่ ถ้าบ้านหลังนี้ให้ชิงเหอไปจริง ก็อย่าหวังจะได้กลับมาอีก
แม้ลูกชายจะไม่อยู่ แต่เธอยังมีหลาน หลานโตขึ้นก็ต้องแต่งงาน บ้านหลังนี้จะปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด
ความอ่อนใจที่เพิ่งเกิด ถูกกดลงทันที เธอพูดว่า
“แม่คะ พวกเราไม่ย้าย วันหนึ่งถ้าชิงโหยวกับซิงฮวากลับมาเวลาคิดถึงบ้าน พอเห็นพวกเรา พวกเขาจะได้สบายใจ”
เมื่อเห็นว่าเกลี้ยกล่อมไม่ได้ สีหน้าของเฉียนเป่าผิงก็เปลี่ยนทันที เธอหยิบตะกร้าขึ้น พูดเสียงเย็น
“ช่างเป็นภาระจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวแม่ม่ายอย่างเธอจะทำให้บ้านเราเสียชื่อ คิดว่าฉันอยากชวนเธอมาอยู่หรือ?” พูดจบ ก็หันหลังจากไป
หลังจากนั้น ข่าวลือเกี่ยวกับโจวไห่ฮวาก็เริ่มแพร่ไปทั่วหมู่บ้าน ผู้ชายคนไหนเดินผ่านบ้านเธอก็จะถูกพูดว่า “คนนั้นๆ มองโจวไห่ฮวา” หรือ “คนนั้นเพิ่งออกมาจากบ้านโจวไห่ฮวา”
ต่อมา ไม่ว่าโจวไห่ฮวาจะคุยกับผู้ชายเพราะอะไร แม้แค่ไปซื้อของก็จะถูกลือว่า “โจวไห่ฮวายั่วยวนผู้ชายอีกแล้ว”
ทะเลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การออกเรือเต็มไปด้วยอันตราย มีคนไม่น้อยที่ต้องทิ้งชีวิตไว้กลางทะเล ดังนั้นแม่ม่ายบนเกาะพระจันทร์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มีเพียงโจวไห่ฮวาที่มีชื่อเสียงเลวร้ายถึงเพียงนี้
โจวไห่ฮวาเคยคิดว่า อาจเพราะเธอหน้าตาดีกว่าคนอื่น จึงถูกเพ่งเล็ง แต่ตอนนี้คิดดู ดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น ความหนาวเย็นไหลขึ้นตามสันหลัง ทำให้เธอสั่นสะท้าน
“เจินเจิน…”
โจวไห่ฮวาคว้าข้อมือลูกสาวไว้แน่น ในใจสับสน ไม่รู้จะพูดอะไร ทำได้เพียงเรียกชื่อเธอซ้ำๆ
“เจินเจิน…”
เหมือนมีเพียงแบบนี้ เธอถึงจะดึงพลังใจจากลูกสาวได้บ้าง
เจียงเจินเจินวางกาน้ำลง โอบโจวไห่ฮวาไว้ในอ้อมแขน ลูบหลังเบาๆ พูดอย่างอ่อนโยน
“แม่ อย่าเสียใจเลย แม่ยังมีหนู มีชุนเฟิงกับชุนเจียว ต่อไปเราจะใช้ชีวิตของเราให้ดี พ่อไม่อยู่แล้ว ย่ากับแม่ไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกัน ต่อไปแม่ไม่ต้องสนใจเธออีกก็ได้”
โจวไห่ฮวาพยักหน้า เสียงแหบเล็กน้อย
“ได้…”
เจียงเจินเจินปล่อยแม่ สีหน้าจริงจัง
“แต่ย่าไม่ยอมปล่อยแม่ง่ายๆแน่ ไม่รู้ต่อไปจะใช้วิธีอะไร เรายังต้องระวังเธอให้มาก”
“แล้วเอ๋อร์โก่วจื่อล่ะ…”
โจวไห่ฮวาขมวดคิ้วอย่างกังวล
“ย่ารู้ไหม ว่าหนูเป็นคนพาเขาไปไว้ในห้อง?”
“เขาไม่เห็นหน้าหนูค่ะ”
บทที่ 9: ความเคลือบแคลง
ขณะที่โจวไห่ฮวากำลังจะถอนหายใจโล่ง.อก เสียงของเจียงเจินเจินก็ดังขึ้นต่อ—
“แต่หนูเดาว่า… ย่าอาจจะพอเดาออกแล้วค่ะ”
หัวใจของโจวไห่ฮวาพุ่งขึ้นมาถึงลำคอในทันที เจียงเจินเจินมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้และไม่มีคนแอบฟัง ก่อนจะลดเสียงลง
“เมื่อคืน ย่าพาคนมาที่บ้านเราเพื่อจับชู้ แต่กลับไม่เจอเอ๋อร์โก่วจื่อ แล้วย่ายังเห็นหนูหักไม้ต่อหน้าคน ย่าอาจจะเดาได้ว่าหนูเป็นคนจัดการเอ๋อร์โก่วจื่อ”
“แน่นอน นี่ก็เป็นแค่การคาดเดา”
เจียงเจินเจินยกมุมปาก
“แต่เช้านี้ เอ๋อร์โก่วจื่อดันโผล่ไปอยู่ในห้องย่า ถ้าย่าฉลาดพอ ก็คงจะเริ่มสงสัยหนูแล้ว”
โจวไห่ฮวากำแขนเสื้อลูกสาวแน่น ความกังวลเขียนอยู่เต็มใบหน้า
“แล้ว…แล้วจะทำยังไงดี ถ้าชาวบ้านรู้ว่าเป็นฝีมือหนู ต่อไปเขาจะมองหนูยังไง? เด็กผู้หญิงต้องมีครอบครัว ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ บ้านฝ่ายชายจะต้องไม่พอใจแน่ แม่จะอยู่อย่างนี้ต่อไปยังไง…”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
เจียงเจินเจินนึกถึงภาพที่เห็นในตอนเช้า ก็อดยกมุมปากขึ้นไม่ได้ เธอเล่าให้โจวไห่ฮวาฟังอย่างละเอียด น้ำเสียงแฝงความสะใจ
“ตอนนี้ย่าอธิบายอะไรไม่ออกแล้ว ย่ากำลังจนมุม ต่อให้ภายหลังจะคิดได้ อยากป้ายความผิดให้หนู ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็ผ่านไปแล้ว”
และเธอ—เจียงเจินเจิน ไม่ใช่คนที่นั่งรอความตายอยู่เฉยๆ
หมู่บ้านเจียงบนเกาะพระจันทร์ เริ่มงานกันตอนเจ็ดโมงครึ่งเช้า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ผู้คนจึงรวมตัวกันอยู่ที่จุดนัดพบ นั่งคุยกันไปเรื่อย
หัวข้อร้อนแรงของวันนี้ แน่นอนว่าเป็น— “เฉียนเป่าผิงทนความเหงาไม่ไหว แอบเลี้ยงชายลับหลัง
เอ๋อร์โก่วจื่อหิวกระหาย ปีนขึ้นเตียงกลางดึก”
เมื่อชาวบ้านเห็นโจวไห่ฮวากับเจียงเจินเจินเดินมา ก็มีคนสองสามคนรีบวิ่งออกมา คว้าแขนสองแม่ลูก ลากเข้าไปกลางวงสนทนา จากนั้นก็เริ่มถามกันไม่หยุด—
“ไห่ฮวา เธอรู้เรื่องของแม่สามีกับเอ๋อร์โก่วจื่อหรือยัง?”
“หรือว่าเพราะเธอชอบสงสัยคนอื่น เลยมีพิรุธในใจ?”
“จริงสิ ก่อนหน้านี้เป่าผิงยังบอกพวกเราว่ากลัวเธอจะทนไม่ไหว ไม่คิดเลย…ฮ่าๆ…”
โจวไห่ฮวาทำตามที่ตกลงกับลูกสาวไว้ แสร้งทำเป็นอาย เหมือนอยากมุดแผ่นดินหนี พูดตะกุกตะกัก
“ฉะ…ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกัน เจินเจินกลับมาบอกเมื่อเช้า ฉันตกใจมาก—”
จากนั้น เธอก็เก็บสีหน้าอับอาย คว้ามือคนรอบข้างพูดอย่างร้อนใจ
“แต่ฉันเชื่อว่าแม่สามีต้องบริสุทธิ์! แม่สามีไม่ใช่คนแบบนั้น ทุกคนต้องเชื่อฉันนะ ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่ๆ”
เจียงเจินเจินแอบชื่นชมฝีมือการแสดงของแม่ในใจ แล้วรีบเสริมตาม
“ใช่ค่ะ ย่าของหนูไม่ใช่คนแบบนั้น คุณปู่ก็ยังอยู่ ย่าจะ…จะทำแบบนั้นได้ยังไง…”
เธอไม่พูดต่อ ทำท่าอึดอัด แต่ทุกคนเข้าใจความหมายดี มีคนหนึ่งหัวเราะ
“หรือว่าเพราะคุณปู่ใกล้ตายแล้ว?”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบวง เจียงเจินเจินเข้าใจ ในใจแอบหัวเราะตาม แต่สีหน้าแสดงความงง
“อะไรนะคะ?”
“เด็กยังเล็ก ยังไม่เข้าใจ!”
“แต่งงานแล้วจะเข้าใจเอง!”
“ว่าแต่… บ้านเธอ เซียงจวิน ใกล้จะเรียนจบแล้วใช่ไหม?”
“จะจัดงานแต่งหลังเรียนจบหรือเปล่า?”
หัวข้อสนทนาหันมาที่เจียงเจินเจินกะทันหัน เธอสังเกตเห็นว่าสีหน้าของ หลี่อ้ายฟาง แม่ของเฉินเซียงจวิน แข็งค้างไปเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากพูดเรื่องนี้ แต่ชาวบ้านที่คึกคักก็ไม่ยอมปล่อย หลี่อ้ายฟางจึงฝืนยิ้ม พูดเลี่ยงๆ
“ยังไม่รู้เลยว่าเซียงจวินจะถูกจัดไปทำงานที่ไหน คิดว่า…ค่อยคุยเรื่องแต่งหลังจากเขาลงหลักปักฐานแล้วดีกว่า”
พูดง่ายๆคือ เธอไม่ยอมพูดว่าเฉินเซียงจวินจะแต่งกับเจียงเจินเจินหลังเรียนจบ สาวๆและสะใภ้รุ่นใหม่ไม่เข้าใจนัยยะของคำพูดนั้น กลับคิดว่าเธอรอบคอบ พากันพยักหน้าเห็นด้วย
“ป้าเป่าผิงนะ—”
หลี่อ้ายฟางไม่อยากพูดถึงลูกชายต่อ จึงเปลี่ยนเรื่อง
“ฉันได้ยินว่าเช้านี้เจินเจินไปบ้านย่าขอข้าว แล้วบังเอิญเจอย่าแอบมีคนใช่ไหม? เล่าให้ฟังหน่อยสิ ตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง?”
สีหน้าของโจวไห่ฮวาเปลี่ยนทันที เธอลุกขึ้นพูดเสียงแข็ง
“เธอยังเป็นเด็ก ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้ว อ้ายฟาง อย่าให้เจินเจินมาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย”
เธอหันไปบอกลูกสาว
“เจินเจิน ไปนั่งตรงร่มโน่น”
หลี่อ้ายฟางไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยง่ายๆ ลูกชายเธอกำลังจะเรียนจบ ถ้าไม่แต่งกับเจียงเจินเจิน ต่อไปในหมู่บ้าน ลูกชายเธอจะอยู่ยังไง?
แต่ถ้าแต่ง… เจียงเจินเจินตัวสูงใหญ่ หน้าตาไม่ได้ขาวผ่องแบบโจวไห่ฮวา ถ้าในอนาคตสามีภรรยามีปัญหา แล้วเธอทำอะไรกับลูกชายเธอขึ้นมา จะทำยังไง?
หลี่อ้ายฟางรู้ดีว่าลูกชายไม่เคยชอบเจียงเจินเจิน ความขัดแย้งในอนาคตย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าในหมู่บ้าน เฉียนเป่าผิงเป็นคนที่อยากทำลายชื่อเสียงโจวไห่ฮวามากที่สุด งั้นหลี่อ้ายฟางก็คงเป็นรองลงมา
ก่อนที่เจียงเจินเจินจะเดินออกไป หลี่อ้ายฟางก็เปลี่ยนเป้าหมาย หันมาที่โจวไห่ฮวา
“จริงๆแล้ว เรื่องวันนี้มันแปลกมากนะ”
เธอจ้องเจียงเจินเจินด้วยสายตาคมกริบ
“เมื่อคืนป้าเป่าผิงพาพวกเราไปจับชู้ แล้วเช้าเอ๋อร์โก่วจื่อกลับไปโผล่ที่บ้านป้า เจินเจินเธอรู้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อคืนหลายคนเห็นเจียงเจินเจินหักไม้ การจัดการผู้ชายคนหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องยาก
เดิมทีไม่มีใครพูดถึง แต่พอหลี่อ้ายฟางเปิดประเด็น สายตาทุกคู่ก็หันมามอง ทั้งโจวไห่ฮวาและเจียงเจินเจิน
หลายคนได้ยินเรื่องบ้านเฉียนเป่าผิงตั้งแต่เช้า แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่อคืนบ้านโจวไห่ฮวาก็มีเรื่องใหญ่เช่นกัน
สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แบบคนกำลังกินแตงลูกโต
โจวไห่ฮวาหน้าแดงด้วยความโกรธ ชี้นิ้วใส่หลี่อ้ายฟาง
“เธอหมายความว่ายังไง?”
เธอไม่เคยคิดว่า ว่าที่ญาติฝ่ายเขยจะเป็นคนแรกที่เปิดแผลนี้!
เจียงเจินเจินรู้ดีว่าหลี่อ้ายฟางต้องหาเรื่องแน่ เธอพูดอย่างน้อยใจ
“ป้าอ้ายฟาง ป้าหมายความว่าหนูใส่ร้ายย่าของตัวเองหรือคะ? แค่เพราะย่าพาคนไปบ้านหนูเพื่อจับชู้?”
หลี่อ้ายฟางไม่พูดอะไร แต่ความหมายชัดเจน
“ป้า… ทำไมป้าถึงคิดแบบนั้น?”
เจียงเจินเจินน้ำตาคลอ พูดด้วยความคับแค้น
“นั่นคือย่าของหนูนะ! ต่อให้ย่าจะเข้าใจผิดแม่ ก็ยังเป็นย่าของหนูอยู่ดี ถึงจะแยกบ้าน แต่กระดูกหักยังต่อกันได้ ชื่อเสียงย่าพังหนูจะได้ประโยชน์อะไร?”
บทที่ 10: การสำนึกผิด
“อีกอย่างนะคะ เมื่อคืนที่บ้านหนูก็ไม่มีผู้ชายแปลกหน้าอะไรทั้งนั้น มันเป็นแค่ความเข้าใจผิดเท่านั้นเอง”
เจียงเจินเจินพูดเสียงสั่น
“แค่ความเข้าใจผิด หนูจะไปแก้แค้นย่าของตัวเองได้ยังไง?”
“นั่นคือ ย่าของหนู ย่าที่หนูรักมาก!”
เธอกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาคลอ ราวกับถูกทั้งโลกใส่ร้าย
“ก่อนที่พี่ชายจะเกิดอุบัติเหตุ เงินบำเหน็จที่กองงานให้ครอบครัวเรา ย่ามาขอไป พวกเราก็ให้โดยไม่พูดสักคำ ปกติที่บ้านมีอะไรดีๆ หนูก็ไม่เคยลืมแบ่งให้ย่า หนูยังไม่ทันได้กตัญญูตอบแทนให้พอ จะไปแก้แค้นย่าเพราะความเข้าใจผิดได้ยังไงคะ?”
“หรือว่า… เพราะย่าจะเอาเงินบำเหน็จของพี่ชายไป เธอเลยผูกใจเจ็บ?”
หลี่อ้ายฟางกลอกตา
“คุณ—ฉัน—”
เจียงเจินเจินหน้าแดงด้วยความร้อนใจ
“พอเถอะ หลี่อ้ายฟาง อย่าพูดอะไรอีกเลย”
ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว พูดขึ้น
“เอ๋อร์โก่วจื่อพูดเอง ว่าป้าเป่าผิงเป็นคนให้เงินเขา เธอไม่มีเหตุผลอะไรจะไปใส่ร้ายเด็กคนอื่นแบบนี้”
“ใช่แล้ว หลี่อ้ายฟาง อย่าอาศัยว่าในอนาคตจะเป็นแม่สามี แล้วพูดตามใจขนาดนี้ เจินเจินยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านเธอสักหน่อย!”
หลี่อ้ายฟางเชิดหน้า พูดอย่างมั่นใจ
“ฉันก็แค่กลัวว่าเจินเจินจะทำอะไรผิด พวกคุณก็พูดเองไม่ใช่เหรอ ว่าในอนาคตฉันจะเป็นแม่สามี ถ้าเธอทำผิดจริง ฉันก็ต้องออกมาสั่งสอนสิ!”
“แต่ตอนนี้คุณ ยังไม่ใช่!”
โจวไห่ฮวาก้าวออกมา ยืนบังเจียงเจินเจินไว้ด้านหลัง สีหน้าซีดเผือด แต่เสียงหนักแน่น
“ฉันยังเป็นแม่ของลูก คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนลูกฉัน?!”
สายตาของโจวไห่ฮวาทำให้หลี่อ้ายฟางรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยิ่งรู้สึกผิด เธอก็ยิ่งฝืนพูดให้แข็ง
“พี่สะใภ้ไห่ฮวา ฉันเป็นว่าที่แม่สามี ฉันไม่มีสิทธิ์พูดอะไรสักคำเลยหรือ?”
ริมฝีปากของโจวไห่ฮวาสั่น เธอชี้ไปที่จมูกหลี่อ้ายฟาง
“เมื่อกี้คุณเรียกว่ายังไม่ได้พูดอะไรหรือ? คุณกำลังป้ายความผิดให้ลูกสาวฉัน! แม่สามีแบบคุณเนี่ยนะ? ชื่อเสียงของเจินเจินเสีย คุณได้ประโยชน์อะไร?!”
พูดมาถึงตรงนี้เธอก็ชะงัก เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาเบิกกว้าง
“หรือว่า… คุณกำลังจะ ถอนการหมั้น?”
ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา ดวงตาของผู้คนรอบข้างก็สว่างวาบ— โอ้โห ข่าวเมล่อนลูกใหญ่!
เจียงเจินเจินแอบชื่นชมแม่ในใจ ประโยคเดียวสร้างความเสียหายให้หลี่อ้ายฟางราวกับสิบตัน
หลี่อ้ายฟางไม่กล้าพูดอะไรต่อ ทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ
“จะ…จะเป็นไปได้ยังไง! เจินเจินเป็นเด็กดี ฉันจะไปแยกคู่เขาได้ยังไง ไม่ใช่ไม่ใช่ ฉันแค่พูดถึงข้อสงสัยในใจเท่านั้นเอง”
โจวไห่ฮวาเม้มปาก จ้องหลี่อ้ายฟางเงียบๆ สีหน้าเจ็บแค้น เหมือนจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ
หลี่อ้ายฟางรีบตบแก้มตัวเองเบาๆพูดขอโทษ
“ขอโทษนะ ฉันคิดมากไปเอง ไม่ควรสงสัยเจินเจิน”
เจียงเจินเจินทำท่าใจกว้างยิ้มอ่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเข้าใจป้าอ้ายฟาง ป้าก็เป็นห่วงย่าเหมือนกัน”
เธอเปลี่ยนน้ำเสียง หันไปหาทุกคน พูดด้วยความจริงใจ
“ทุกคนคะ พวกคุณก็รู้ดี ว่าย่าของหนูเป็นคนยังไง”
“ย่า… ไม่มีทางทำเรื่องน่าอายแบบนั้นแน่นอน เมื่อกี้ทุกคนก็ได้ยินแล้ว ว่าเอ๋อร์โก่วจื่อเป็นคนปีนกำแพงเข้าบ้านหนูก่อน แล้วเช้ามาก็ไปโผล่ที่ห้องย่า”
“ดังนั้น… หนูเลยคิดว่าอาจเป็นเพราะเอ๋อร์โก่วจื่อแอบหมายปองแม่หนู พอเจอย่าพาคนมา ก็เลยตกใจหนีไป พอไม่สมหวังก็กลับไปบ้านย่า ตั้งใจแก้แค้นย่า แถมยังพูดว่าย่าให้เงินเพื่อใส่ร้ายย่า!”
หลังพูดจบ เจียงเจินเจินมองทุกคน ดวงตาเต็มไปด้วยความวิงวอนและความหวัง เหมือนกำลังบอกว่า— ได้โปรด เชื่อฉันกับย่าด้วยเถอะ
เด็กคนนี้… ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ
ความคิดเดียวกันผุดขึ้นในใจทุกคน
……
เดือนมีนาคม ฤดูใบไม้ผลิกลับมา ทุกชีวิตฟื้นคืน เป็นฤดูดำนาของเกาะพระจันทร์
ยุค80 การใช้เครื่องจักรยังไม่แพร่หลาย ทุกอย่างต้องพึ่งแรงคน
ตอนเริ่มงาน ผู้หญิงเรียงแถวกัน ดำนาจากทิศตะวันออกไปตะวันตก ดูยิ่งใหญ่พอสมควร แต่บางคนทำช้า บางคนทำเร็ว
ไม่นาน แถวก็เริ่มห่างกัน โจวไห่ฮวาไม่ค่อยได้ลงนาจึงทำช้า ส่วนเจียงเจินเจินก็ไม่ได้ทำงานแบบนี้มาหลายสิบปี ฝีมือยังไม่คล่อง สองแม่ลูกจึงค่อยๆตามหลังคนอื่น
เจียงเจินเจินสวมหมวกฟาง พับแขนเสื้อและขากางเกง ก้มตัว มือหนึ่งจับต้นกล้า อีกมือปักลงไปทีละต้น งานดูเหมือนง่าย แต่ทำจริงกลับเหนื่อยมาก
ก้มๆเงยๆ ไม่นานเอวก็ปวด
เธอยืดตัว ทุบหลังเบาๆ เงยหน้ามองไปข้างหน้า ยังอีกไกลกว่าจะถึงสุดแปลง
การทำนาช่างเป็นงานหนักจริงๆ ต่อให้เธอแข็งแรงกว่าคนทั่วไป ก็ยังแทบไม่ไหว
“แม่ หนูคิดว่า—”
“เจินเจิน แม่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง…”
สองแม่ลูกพูดขึ้นพร้อมกัน เจียงเจินเจินกลืนคำพูดกลับ
“แม่พูดก่อนค่ะ”
โจวไห่ฮวาเลียริมฝีปากแห้งแตก พูดอย่างลังเล
“แม่สามีของลูก… หมายถึงหลี่อ้ายฟาง เธอไม่พอใจลูกหรือเปล่า ทำไมแม่รู้สึกว่าเธอเหมือนมีปัญหากับลูก?”
“แม่เพิ่งสังเกตเห็นหรือคะ?”
เจียงเจินเจินหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงสบาย เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่โจวไห่ฮวากลับกังวล เธอมีประสบการณ์ไม่ดีกับแม่สามี จึงรู้ดีว่ามันลำบากแค่ไหน หรือว่าลูกสาวจะต้องเดินซ้ำรอยเธอ?
“เจินเจิน ลูกยังไม่แต่งงาน ลูกไม่เข้าใจ ชีวิตไม่ได้มีแค่สามีกับภรรยา”
โจวไห่ฮวาถอนหายใจ
“ต่อไปลูกต้องอยู่กับแม่สามีทุกวัน ถ้าเธอมองลูกไม่เข้าตา คอยหาเรื่องไม่หยุด ลูกจะใช้ชีวิตยังไง?”
“แม่…”
เจียงเจินเจินหันไปมองแม่ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่พูดเรื่องถอนหมั้นออกมา สองวันที่ผ่านมามีเรื่องมากเกินไป เธอกลัวว่าแม่จะรับไม่ไหว
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามอย่างระมัดระวัง
“ถ้าหลี่อ้ายฟางยังเป็นแบบนี้ แม่ยังสนับสนุนให้หนูแต่งกับเฉินเซียงจวินอยู่ไหม?”
“แต่งสิ!”
โจวไห่ฮวาตอบทันที
“แน่นอนว่าต้องแต่ง เฉินเซียงจวินก็คือเฉินเซียงจวิน หลี่อ้ายฟางก็คือหลี่อ้ายฟาง อย่างมากก็แยกบ้านอยู่กันไป!”
“แล้วถ้าเฉินเซียงจวินปฏิบัติกับหนูไม่ดีล่ะคะ?”
“เขากล้าหรือ!”
โจวไห่ฮวาชูคิ้ว
“ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยกรรมกร–ชาวนา–ทหาร ครอบครัวเราเป็นคนให้เขา ถ้าเขากล้าทำไม่ดีกับลูก นั่นคือเนรคุณ! น้ำลายชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็ท่วมเขาตายได้!”
จบตอน
Post a Comment
0 Comments